เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน   ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สงบ งดงามไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่จากยุคกลาง นักเดินทางหลายคนจึงใฝ่ฝันที่จะมาเยือนประเทศนี้สักครั้ง

สวีเดน  หรือ  ราชอาณาจักรสวีเดน (Kingdom of Sweden)เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก (Nordic Country) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่

    1. เดนมาร์ก
    2. นอร์เวย์
    3. ฟินแลนด์
    4. ไอซ์แลนด์
    5. สวีเดน

ที่มาของกลุ่มประเทศนอร์ดิกเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ และธงชาติของทั้ง 5 ประเทศในกลุ่มนี้ต่างก็มีรูปไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์บนธงชาติทั้งสิ้น การไปเที่ยวสวีเดน นักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกันไม่ต้องทำวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ต้องทำ Schengen visa ที่สามารถผ่านเข้าประเทศในแถบยุโรป 26 ประเทศ

สวีเดน  มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเยือน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

กรุงสตอกโฮล์ม   เป็นเมืองหลวงของประเทศสวีเดนที่ได้ชื่อว่าเป็น Beauty on Water ความงามบนผิวน้ำ ราชินีแห่งทะเลบอลติก เพราะเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เก็บรวบรวมเรื่องราวของเมืองในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ไว้มากมาย มีสถานที่ๆ พลาดไม่ได้ได้แก่ พระราชวังหลวง Stockholms  Slott ที่ประทับของราชวงศ์สวีเดน ย่าน Old Town เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่แปลกตาและสวยงาม ชิมกาแฟ อ่านหนังสือได้รอบเมือง

เมืองวิสบี   เมืองเก่าแก่ที่สำคัญของยุคกลาง ที่ชาวไวกิ้งมาสร้าง ยังถูกเก็บรักษาในสภาพเดิม ให้นักท่องเที่ยวและชาวสวีเดนมา ชมเมืองสวยงามและพักผ่อนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ร่วมงานเทศกาลที่จัดทุกเดือนกันยายน ชาวเมืองแต่งกายแบบพื้นบ้าน เลี้ยงสังสรรค์กันในบรรยากาศชุมชนโบราณที่น่าอบอุน หรือเดินทางไปชมชายหาดสวยๆที่เกาะ Faro และชมกำแพงหินรูปวงกลม Ringmurenกับสวนดอกไม้ที่ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าเมืองแห่งกุหลาบ

เมืองสมอลันด์  เมืองทางใต้ที่มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ ทะเลสาบ มีหลายสถานที่ให้เราปั่นจักรยานเที่ยวเล่นชมบ้านเรือนและความเป็นอยู่นอกเมืองของชาวสวีเดน ฟาร์มต่างๆ และโรงนาก็ยังมีให้เห็นอาจดูว่าเมืองนี้ค่อนข้างกันดาร แต่ก็เป็นจุดกำเนิดของอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์ที่ดังไปทั่วโลกอย่าง IKEA ที่เราจะเห็นทั้งโรงแรมดีไซน์เก๋ และไปเที่ยว KostaBoda Art Gallery ชมโรงงานแก้ว ภูมิปัญญาของชาวสวีเดนที่ตกทอดมาถึงรุ่นหลัง

เมืองสกาเนีย  เป็นที่ตั้งของวิหารลูเธอแลน ที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 สร้างจากหินแกรนิตและตกแต่งด้วยศิลปะบาซิลิกา ความสวยงามและความขลังของหอคอยคู่ กับหอนาฬิกา สื่อถึงกษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ของสวีเดน ทำให้ผู้ที่มาเที่ยวสวีเดนต้องมาสัมผัสสักครั้ง

ปราสาทคาลมาร์  (Kalmar slott หรือ Kalmar Castle) ปราสาทที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรเนซอง ในปราสาทมีเมนูอาหารยุคศตวรรษที่ 16 ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสด้วย

เมืองเก่า (Gamla Stanหรือ The Old Town) ตั้งอยู่ในเมืองสตอกโฮล์ม พื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมย้อนยุคให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปอย่างจุใจ ถนนช้อปปิ้งที่จำหน่ายของที่ระลึกมากมาย

ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม (Drottningholm Palace) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสตอกโฮล์ม พระราชวังที่ประทับของราชวงศ์ในยุคก่อน พระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ  (Swedish Museum of National Antiquities) พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาของโบราณในยุคไวกิ้ง ซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบสแกนดินีเวีย ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือที่ทำจากเงินและทอง ไปจนถึงกระดูกและอาวุธของคนในยุคนั้น

หมู่เกาะสตอกโฮล์ม (Stockholm Archipelago) หมู่เกาะขนาดเล็ก กว่า 3,000 เกาะ แต่ละเกาะมีความน่าสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ของตน และที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มีสไตล์การท่องเที่ยวสอดรับกับเอกลักษณ์ของเกาะแต่ละเกาะ

เมืองอุปซอลา (Gamla Uppsala) เมืองเก่าที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของสวีเดนในยุคไวกิ้ง ในเมืองนี้จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุหลายอย่างให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม

เมืองลุนด์ (Lund) เมืองเก่าแก่ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยลุนด์ ว่ากันว่าประชากรของเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในมหาวิทยาลัยลุนด์ ลุนด์เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มากเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในสวีเดน จุดที่น่าสนใจสำหรับเมืองนี้ คือ วิหารลูเธอแรน (Lundsdomkyrka)

โบสถ์เก่าแก่ประจำเมืองลุนด์ จุดที่น่าสนใจ คือ วิหารหินแกรนิตที่ตกแต่งด้วยสไตล์บาซิลิกาแบบนิกายโรมันคาทอลิก และหอคอยคู่ รอบๆ วิหารแห่งนี้ มีสวนหญ้าขนาดย่อมให้นั่งพักผ่อน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้เดินเล่นชมแผงขายของที่ตั้งอยู่ประปรายในบริเวณจตุรัสกลางเมือง

มืองโกเธนเบิร์ก (Gothenburg) หรือ เมืองเยอเตบรี ซึ่งเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งทางตะวันตก ที่เป็นศูนย์รวมการศึกษา เทคโนโลยี การขนส่ง การต่อเรือ ที่นี่มีทั้งมหาวิทยาลัยสำคัญ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ใช้หินตัดเป็นวัสดุก่อสร้างได้อย่างสวยงาม ชมพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์เทพโพไซดอนที่ชาวไวกิ้งนับถือ นั่งเรือชมเมืองและอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่และอีกแห่งที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑ์ของเมืองนั่นเอง

เมืองมัลโม (Malmo) เมืองใหญ่อันดับสามของสวีเดน เป็นเมืองที่อยู่ติดกับประเทศเดนมาร์ก ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรม

เมืองคีรูนา (Kiruna) เมืองทางตอนเหนือของสวีเดน ตั้งอยู่ในเขต Lapland หรือ พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ สวีเดน และนอร์เวย์ ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เป็นดินแดนมหัศจรรย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัยแลการเล่นกีฬา เช่น สโนว์บอร์ด ตกปลาน้ำแข็ง นอกจากนี้โรงแรมน้ำแข็ง (The Ice Hotel)

เมืองชุนด์สวาล (Sundsvall) และเขตรากุนดา (Ragunda) เมืองที่สมเด็จพระปิยมหาราชเคยเสด็จประพาส ที่เมืองบิสโกเด้น (Bisgarden) มีพระบรมราชานุสรณ์ของพระองค์ ธรรมชาติที่งดงาม เมืองที่เงียบสงบ ความโดดเด่นในเรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ เป็นเสน่ห์ของสวีเดน เมืองที่ใครหลายๆ คนอยากเก็บไว้เป็นอีกจุดหมายในการเดินทางไปเยือน

เมืองอูเมโอ (Umea) เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเดินป่าแบบสแกนดิเนเวียต้องมาที่ Lapland’s Wilderness (เลปแลนด์เป็นป่าเก่าแก่ที่กินพื้นที่ในหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวีย) เมืองนี้เป็นทั้งประตูสู่เลปแลนด์ และเป็นปากอู่แม่น้ำ จึงเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของวัฒนธรรมชาวยุโรป ในเมืองมีทั้งดนตรี อาหาร เครื่องดื่มในวิถีคนพื้นบ้านของสวีเดน

เที่ยวสวีเดนด้วยตัวเอง หากจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ค่าครองชีพในประเทศสวีเดนสูงกว่าค่าครองชีพในประเทศไทยไหม” คำตอบที่ได้คงไม่พ้น “สูงกว่า” แน่นอน เพราะประเทศสวีเดนใช้สกุลเงินโครนอร์สวีเดน (SEK) ค่าเงิน 1 SEK เท่ากับเงินไทยประมาณ 4-6 บาท โดยประมาณ

สภาพอากาศที่สวีเดน แบ่งออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่

    1. ฤดูหนาว (winter)ตั้งแต่เดือนธันวาคม ถึง เดือนมีนาคม อากาศหนาวเย็นมาก หิมะตก อุณหภูมิระหว่าง 2 ถึง -20 องศา สำหรับตอนเหนือของสวีเดน ฤดูหนาวจะยาวนานถึง 8 เดือน
    2. ฤดูใบไม้ผลิ (spring) ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม อากาศในฤดูนี้เปลี่ยนแปลงง่าย บางวันก็มีฝนตก
    3. ฤดูร้อน (summer) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม อากาศอบอุ่น ประมาณ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป ตอนกลางวันจะยาวกว่าตอนกลางคืนมาก จะสว่างเร็วและมืดช้า ในวันที่ยาวนานที่สุด แม้เวลาจะล่วงเลยถึงเที่ยงคืนแล้ว ก็ยังคงเห็นแสงพระอาทิตย์บนท้องฟ้า
    4. ฤดูใบไม้ร่วง (autumn) ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนอากาศค่อนข้างมืดครึ้ม แปรปรวน อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 5 ถึง 12 องศาเซลเซียส

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

           เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น  ญี่ปุ่นเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความสวยงาม และมีแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์มากมายซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ โดยเมืองที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยก็มี อาทิ

ซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองศูนย์กลางและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) สามารถเดินทางมาจากประเทศไทยได้อย่างสะดวกสบาย เพราะมีเที่ยวบินตรง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

โอตารุ (Otaru) ป็นเมืองท่าเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับเมืองซัปโปโรในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือเป็นเมืองที่มีความสวยงามและโรแมนติกด้วยอาคารเก่าแก่ในสไตล์ตะวันตก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บรรยากาศในเมืองนี้จึงคล้ายกับการได้มาเที่ยวยุโรป มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ คลองโอตารุ (Otaru Canal) ที่ไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งจะยิ่งงดงามมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการประดับไฟในเทศกาลหิมะ

ฮาโกดาเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพยามค่ำคืนอันสวยงาม สามารถขึ้นมาชมวิวมุมสูงของเมืองได้ที่ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

เซนได (Sendai) เป็นเมืองหลักในจังหวัดมิยางิ (Miyagi) และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในเมืองโดยมาก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ยามาเดระ (Yamadera) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยามากาตะ (Yamagata) มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือวัด Risshakuji Temple หรือที่เรียกกันว่า Yamadera Temple ซึ่งแปลได้ว่า “วัดภูเขา” ตามลักษณะของวัดที่ตั้งอยู่บนเขานั่นเอง

ฮิโรซากิ (Hirosaki) ตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ แม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดก็คือ ปราสาท Hirosaki Castle ซึ่งเป็นจุดที่ติดหนึ่งในสถานที่ชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น บริเวณสวนของปราสาทนั้นมีขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วยต้นซากุระถึง 2,600 ต้นซึ่งจะบานสะพรั่งในช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน

กรุงโตเกียว (Tokyo) เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นและเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของหลายๆ คนที่จะต้องมาเยือน เพราะเป็นเมืองที่มีความทันสมัย เป็นระเบียบ มีการเดินทางที่สะดวกสบาย และมีแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ซึ่งกระจายอยู่ในย่านต่างๆ

โยโกฮาม่า (Yokohama) เป็นเมืองท่าตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) ตั้งอยู่ติดกับโตเกียวใช้เวลาเดินทางไม่กี่นาที เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย

ฮาโกเน่ (Hakone) ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu National Park ของจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีชื่อเสียงในเรื่องการแช่บ่อน้ำพุร้อน และการชมวิวที่สวยงามรอบทะเลสาบทะเลสาบ Lake Ashi ซึ่งสามารถนั่งเรือโจรสลัดชมทะเลสาบและยังมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ในวันที่ฟ้าเปิด

นิกโก้ (Nikko) ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิ (Tochigi) ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถแบ่งแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ได้เป็น 3 โซน คือ โซนมรดกโลกซึ่งเป็นโซนที่มีศาลเจ้าและสิ่งก่อสร้างเก่าแก่

นาโกย่า (Nagoya) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชูบุ ตั้งอยู่ในจังหวัดไอจิ (Aichi) ภายในเมืองมีแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ปราสาท Nagoya Castle, วัด Osu Kannon Temple, แหล่งช้อปปิ้ง

ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะสาบหนึ่งใน 5 ทะเลสาบที่อยู่รอบภูเขาไฟฟูจิ ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากสำหรับการไปชมภูเขาไฟฟูจิเพราะมีวิวที่สวยงาม และในเมืองยังมีสถานที่ให้เที่ยวชมอีกหลายแห่ง โดยการนั่งรถบัส

ทาคายาม่า (Takayama) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในจังหวัดกิฟุ (Gifu) บ้านเรือนต่างๆ ทำจากไม้และได้รับการอนุรักษ์อย่างดี แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีอาทิ ย่านเมืองเก่าถนน Sanmachi Suji ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายและร้านสาเกขึ้นชื่อของเมือง

ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมูบ้านที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกด้วยรถบัส จากเมืองทาคายาม่า มีจุดเด่นคือบ้านญี่ปุ่นโบราณสไตล์ Gassho-zukuri ซึ่งมีหลังคาทรงสูงมุงด้วยหญ้าและฟางข้าว บ้านบางหลังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวมาพักค้างคืนได้

คานาซาว่า (Kanazawa) เป็นเมืองหลักของจังหวัดอิชิคาว่า (Ishikawa) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของทองคำ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งในเมือง ช่น ย่านโรงน้ำชา Higashi Chaya ที่เรียงรายด้วยบ้านไม้, สวน Kenrokuen Garden ที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 สวนสวยที่สุดในญี่ปุ่น, Kanazawa Castle Park สวนปราสาทที่อยู่เก่าของผู้ปกครองเมือง

โทยาม่า (Toyama) เป็นจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเจแปนแอล์ป (Japan Alps) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในการมาชมกำแพงหิมะและวิวเทือกเขาสูงในเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route จังหวัดโทยาม่ามีเมืองหลักคือเมืองโทยาม่าซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว

โอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองหลักของภูมิภาคคันไซ (Kansai) ซึ่งได้รับความนิยมมากสำหรับชาวไทยเพราะมีเที่ยวบินตรงมาลงที่นี่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ ย่าน Namba และ Shinsaibashi ซึ่งประกอบด้วย ถนนสายช้อปปิ้งและร้านอาหารอย่างถนน Dotonbori ที่มี ป้ายไฟ Glico และปูยักษ์เป็นสัญลักษณ์

เกียวโต (Kyoto) เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมาที่โตเกียว มีแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่หลายแห่ง เช่น วัดน้ำใส Kiyomizu Temple, วัดทอง Kinkakuji Temple, วัดเงิน Ginkakuji Temple, วัดสะพานสวย Tofukuji Temple, ศาลเจ้าเสาแดง Fushimi Inari Shrine รวมถึงวัด ศาลเจ้าอื่นๆ อีกมากมาย

นารา (Nara) เคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมายังเมืองเกียวโต ที่เมืองนาราแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง สำหรับที่ห้ามพลาดเลยก็คือ วัดพระใหญ่ Todaiji Temple และสวน Nara Park ที่เต็มไปด้วยกวาง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

โกเบ (Kobe) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) คนไทยอาจจะคุ้นชื่อเมืองในเรื่องสเต็กโกเบ แต่เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เพราะเป็นเมืองริมทะเล อาทิ Kobe Harborland รวมถึงหอคอย Kobe Port Tower และ Kobe Maritime Museum ที่เรียกได้ว่าเป็นวิวสัญลักษณ์ของเมืองก็ว่าได้

ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู และยังเป็นอีกเมืองหลักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยเนื่องจากมีเที่ยวบินตรงมาลงและสามารถเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียงบนเกาะคิวชูได้อย่างสะดวก สถานที่ท่องเที่ยวในฟุกุโอกะมีให้เลือกมากมาย

เบปปุ (Beppu) เป็นเมืองในจังหวัดโออิตะ (Oita) มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการเแช่ออนเซ็นหรือบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งมีจำนวนบ่อมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้เรียกว่า Jigoku หรือบ่อนรกทั้งแปด ซึ่งในแต่ละบ่อก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป และตั้งอยู่ในโซนต่างๆ ของเมือง

สงกรานต์

สงกรานต์

สงกรานต์

สงกรานต์    คือ ประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนาม และมนฑลยูนานของจีน รวมถึงศรีลังกา และประเทศทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สันนิษฐานกันว่า ประเพณีสงกรานต์นั้นได้รับวัฒนธรรมมาจากเทศกาลโฮลีในอินเดีย แต่เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน โดยจะจัดให้มีขึ้นในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งก็คือเดือนมีนาคม

สงกรานต์ เป็นคำในภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง การเคลื่อนย้าย โดยเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายการประทับในจักรราศี หรือการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ตามความเชื่อของไทยและบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเพณีสงกรานต์นั้นมีสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงมักเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง การส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดิมทีวันที่จัดสงกรานต์นี้นั้นจะมีการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดวันที่แน่นอน คือ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่ไทย คือ วันเริ่มปีปฏิทินของไทยจนถึง พ.ศ. 2431 และได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483

ประวัติวันสงกรานต์

เมื่อครั้งก่อน พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงให้พิธีสงกรานต์นั้นเป็นเทศกาลสงกรานต์ โดยได้ขยายออกไปสู่คมเป็นวงกว้างมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศคติ ตลอดจนความเชื่อไป แต่เดิมในพิธีสงกรานต์จะใช้ น้ำ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของพิธี แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ในวันนี้จะใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ มีการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ต่อมาในสังคมไทยสมัยใหม่เกิดเป็นประเพณีกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นับว่าวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว อีกทั้งยังมีประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่ดั้งเดิม อย่าง การสรงน้ำพระที่นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข

ปัจจุบันได้มีการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ เทศกาลแห่งน้ำ โดยได้ตัดข้อมูลในส่วนที่เป็นความเชื่อดั้งเดิมออกไป

กิจกรรมวันสงกรานต์

การทำบุญตักบาตร นับว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง อีกทั้งยังเป็นการอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญในลักษณะนี้มักจะมีการเตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาทำบุญก็จะนำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัดโดยจัดเป็นที่รวมสำหรับการทำบุญ ในวันเดียวกันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการก่อเจดีย์ทรายอันเป็นประเพณีที่สำคัญในวันสงกรานต์อีกด้วย

การรดน้ำ นับได้ว่าเป็นการอวยพรปีใหม่ให้แก่กันและกัน น้ำที่นำมาใช้รดหัวในการนี้มักเป็นน้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา

การสรงน้ำพระ เป็นการรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด ซึ่งในบางที่ก็จะมีการจัดให้สรงน้ำพระสงฆ์เพิ่มเติมด้วย

การบังสุกุลอัฐิ สำหรับเถ้ากระดูกของญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว มักทำที่เก็บเป็นลักษณะของเจดีย์ จากนั้นจะนิมนต์พระไปบังสุกุล

การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการที่เราไปอวยพรผู้ใหญ่ใที่ห้ความเคารพนับถือ อย่าง ครูบาอาจารย์ มักจะนั่งลงกับที่ จากนั้นผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำธรรมดารดลงไปที่มือ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด หากเป็นพระก็อาจนำเอาผ้าสบงไปถวายเพื่อให้ผลัดเปลี่ยนด้วย แต่หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง หรือผ้าขาวม้าไปให้เปลี่ยน มีความหมายกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในวันปีใหม่ไทย

การดำหัว มีจุดประสงค์คล้ายกับการรดน้ำของทางภาคกลาง ส่วนใหญ่จะพบเห็นการดำหัวได้ทางภาคเหนือ การดำหัวทำเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสว่า ไม่ว่าเป็น พระ ผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน หรือเป็นการขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวหลักๆ ประกอบด้วย อาภรณ์ มะพร้าว กล้วย ส้มป่อย เทียน และดอกไม้

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าการล้างบาปที่เราได้ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี มีแต่ความสุข ความสบายในวันขึ้นปีใหม่

การขนททรายเข้าวัด ในทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาคให้พบแต่ความสุข ความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด แต่ก็มีบางพื้นที่มีความเชื่อว่า การนำทรายที่ติดเท้าออกจากวัดเป็นบาป จึงต้องขนทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เกิดบาป

ตำนานวันสงกรานต์

การกำเนิดวันสงกรานต์ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาโดยใจความจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ว่า …

เมื่อต้นภัทรกัลป์ มีเศรษฐีคนหนึ่ง มั่งมีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา ซึ่งนักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน ที่ผิวเนื้อดุจดั่งทอง วันหนึ่งนักเลงสุราเข้าไปในบ้านของเศรษฐีผู้นั้น แล้วด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายต่างๆ นานๆ เศรษฐีเมื่อได้ฟังแล้วจึงถามว่า

พวกเจ้ามาพูดหยาบคายดูหมิ่นเราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุใด

พวกนักเลงสุราจึงตอบว่า

ท่านมีสมบัติมากมายแต่หามีบุตรไม่ เมื่อท่านตายไป สมบัติก็จะอันตรธานไปมหด หาประโยชน์อันใดมิได้ เพราะขาดทายาทผู้ปกครอง ข้าพเจ้ามีบุตรถึง 2 คน อีกทั้งรูปร่างงดงามเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงดีกว่าท่าน 

เศรษฐีครั้นได้ฟังก็เห็นจริงด้วย จึงเกิดความละอายต่อนักเลงสุรายิ่งนัก นึกใคร่อยากได้บุตรบ้าง จากนั้นได้ทำการบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้มีบุตร เมื่ออยู่ถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตรตามที่ปราถนา

เมื่อขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์มิได้ตามดังที่ปราถนา อยู่มาวันหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์ จิตรมาส (เดือน 5) โลกสมมติว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ คือ พระอาทิตย์ยกจากราศีมีนประเวสสู่ราศีเมษ ผู้คนทั้งหลายต่างพากันเล่นนักขัตฤกษ์อันเป็นการรื่นเริงขึ้นปีใหม่ไปทั่วทั้งชมพูทวีป ขณะนั้น เศรษฐีจึงพาข้าทาสบริวารไปยังต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่แห่งปักษีชาติทั้งหลาย เอาข้าวสารซาวน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงบูชา รุกขพระไทร พร้อมด้วยสูปพยัญชนะอันประณีต และประโคมด้วยดุริยางค์ดนตรีต่างๆ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรจากรุกขพระไทร รุกขพระไทรมีความกรุณา เหาะไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้กับเศรษฐี

ต่อมา พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงไปปฏิสนธิในครรภ์ บิดามารดาจึงขนานนามว่า ธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาทขึ้นให้กุมารอยู่ใต้ต้นไทรริมสระฝั่งแม่น้ำนั้น ครั้นเมื่อกุมารเจริญขึ้นก็รู้ภาษานกและเรียนจบไตรเพทเมื่อมีอายุได้ 8 ขวบ อีกทั้งยังได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งปวง ซึ่งขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม มีกบิลพรหมองค์หนึ่งได้แสดงมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมได้แจ้งเหตุที่ธรรมกุมารเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือของมนุษย์ชาวโลกทั้งหลาย จึงได้ลงมาถามปัญหาแก่ธรรมกุมาร 3 ข้อ ดังความว่า

    1. เวลาเช้า สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
    2. เวลาเที่ยง สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
    3. เวลาเย็น สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน

และท้าวกบิลพรหมได้ให้สัญญาว่า ถ้าท่านแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ได้ เราจะตัดศีรษะมาบูชาท่าน ถ้าท่านแก้ไม่ได้ เราจะตัดศีรษะของท่านเสีย ธรรมกุมารรับสัญญา แต่ผลัดแก้ปัญญาไป 7 ท้าวกบิลพรหมก็กลับไปยังพรหมโลก

ฝ่ายธรรมบาลกุมารพิจารณาปัญหานั้นล่วงไปได้ 6 แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นอุบายที่จะตอบปัญหาได้ จึงคิดว่าพรุ่งนี้แล้วหนอที่เราจะต้องตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหม เราหาต้องการไม่ จำจะหนีไปซุกซ่อนตนเสียดีกว่า เมื่อคิดแล้วก็ลงจากปราสาท ออกเที่ยวนอนที่ต้นตาล 2 ต้นซึ่งมีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้น

ขณะที่ธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นตาลนั้นพลางได้ยินเสียงนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน นกอินทรีตัวผู้จึงตอบว่า พรุ่งนี้ครบ 7 วันที่ท้าวกบิลพรหมถามปัญหาแก่ธรรมบางกุมาร แต่หากธรรมบาลกุมารแก้ไม่ได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดศีรษะเสียตามสัญญา เราทั้ง 2 จะได้กินเนื้อมนุษย์ คือ ธรรมบาลกุมารเป็นอาหาร นางนกอินทรีจึงถามว่า ท่านรู้ปัญหาหรือ ผู้ผัวตอบว่ารู้ แล้วก็เล่าให้นางนกอินทรีฟังตั้งแต่ต้นจนปลายว่า

    1. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ หน้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า
    2. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่ อก คนทั้งหลายจึงเอาน้ำและแป้งกระแจะจันทร์ลูกไล้ที่อก
    3. เวลาเย็น ราศีอยู่ที่ เท้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ธรรมบาลกุมารที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินการสนทนาของทั้งสองก็จำได้ จึงมีความโสมนัส ปีติ ยินดีเป็นอันมาก จึงเดินทางกลับมาที่ปราสาทของตน ครั้นถึงวาระเป็นคำรบ 7 วันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมก็ลงมาถามปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่นัดหมายกันไว้ ธรรมบาลกุมารก็วิสัชนาแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่ได้ฟังมาจากนกอินทรีนั้น ท้าวกบิลพรหมยอมรับว่าถูกต้อง และยอมแพ้แก่ธรรมบาล จำต้องตัดศีรษะของตันบูชาตามที่สัญญาไว้ แต่ก่อนที่จะตัดศีรษะ ได้เรียกธิดาทั้ง 7 อันเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ คือ

    1. นางทุงษะเทวี
    2. นางรากษเทวี
    3. นางโคราคเทวี
    4. นางกิริณีเทวี
    5. นางมณฑาเทวี
    6. นางกิมิทาเทวี
    7. นางมโหธรเทวี

 

แข่งเรือ

แข่งเรือ

แข่งเรือ

แข่งเรือ   ในอดีตการปกป้องรักษาบ้านเมือง นอกจากมีกำลังพลกองทัพบกแล้ว กำลังพลกองทัพ เรือ ก็มีความสำคัญในการรักษาเอกราชของชาติ ตั้งแต่สมัย  กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กำลังรบ ทางเรือในลำน้ำ แม่น้ำลำคลอง ใช้เรือพายเป็นหลัก การรบจะเรือพายเข้ามาชิด เรือข้าศึก และฝีพาย ซึ่งเป็นกำลังรบด้วย จะทำการเข้าประชิดตัวข้าศึก ทำการรบพุ่งกับ ข้าศึก. ดังนั้นเรือพายจึงเป็นกำลังหลักทางน้ำ ในยามบ้านเมืองสงบปราศจากข้า ศึก กองทัพเรือได้ทำเรือพายมาใช้ในการแข่งขันกีฬา เช่น การเล่นเพลาเรือ พระ เพณีพรและประเพณีแข่งเรือ

ประเพณีแข่งเรือยาวของจังหวัดพิจิตร

การแข่งเรือยาวของหวัดท่าหลวง  เริ่มในสมัยท่าเจ้าคุณ พระธรรมทัสส์มุนีวงค์ (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เมื่อ ประมาณ พ.ศ.  2450 ได้กำหนดงานจัดงานแข่งขันเรือตามกำหนดวัน คือ วัน ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ภายหลังน้ำในแม่น้ำน่าน ลดลงเร็วเกินไป ไม่ เหมาะสมจะแข่งขันเรือยาว จึงเปลี่ยนมาเป็นวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 และทางวัด แข่งขันเพียงวันเดียว การแข่งขันเรือยาว ได้จัดนำผ้าห่มหลวงพ่อเพชร มอบให้ เป็นรางวัล สำหรับเรือยาวที่ชนะเลิศ และรองชนะเลิศ ต่อมาได้เปลี่ยนรางวัล เป็นธงที่มีรูปหลวงพ่อเพชรแทน

ประเภทและขนาดการแข่งขันเรือยาว

ขนาดฝีพาย 3 ขนาด คือ

1. ขนาดเล็ก ฝีพายไม่เกิน 28 คน
2. ขนาดกลาง ฝีพายไม่เกิน 40 คน
3. ขนาดใหญ่ ฝีพายไม่เกิน 55 คน

ประเภท 2 ประเภท คือ

ประเภท ก เรือยาวที่ทำการแข็งขัยแล้ววิ่งจัด
ประเภท ข เรือยาวที่ทำการแข็งขันแล้ววิ่งปานกลาง

ในปี 2532 ได้ปรับปรุงและเพิ่มประเภทการแข่งขัน ดังนี้

1. เรือที่แข่งขันในวันแรก และชนะจัดอยู่ในประเภท ก 1, ข 1.
2. เรือที่แข่งขันในวันแรกและแพ้ จัดอยู่ในประเภท ก 2, ข 2.

กำหนดการแข่งขันเรือยาวประเพณี

กำหนดการแข่งขันเรือยาวประเพณี วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของต้นเดือนกันยายนของทุกปี ณ บริเวณวัดท่าหลวง

การแข่งเรือยาวถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำมาก โดยผู้คนในชุมชนจะช่วยกันจัดงานขึ้น มีการคัดเลือกฝีพายที่เป็นชายฉกรรจ์มาลงแข่งขัน และทุกหมู่บ้านจะต้องมีเรือเข้าแข่งขันร่วมกันด้วย

          จังหวัดชัยนาท ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีการแข่งขันเรือยาว ที่สืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีและได้เลิกราไประยะหนึ่ง ปัจจุบันขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมนับเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในโอกาสนี้จังหวัดชัยนาทจึงได้ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานแข่งขันเรือยาวขึ้นมาอีกครั้ง

           กำหนดการแข่งขันเรือยาว ของจังหวัดชัยนาท จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นรอบคัดเลือก จัดหน้าวัดพระยาตาก ตำบลบ้าน อำเภอเมืองชัยนาท รอบชิงชนะเลิศจัดวันที่ ๑๖ กรกฎาคม เป็นวันเข้าพรรษา จัดบริเวณหน้าเขื่อนเรียงหิน ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

          การแข่งขันเรือยาวมี ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มี ๒ ประเภท ได้แก่ ประเภท ๕๕ ฝีพายและ ๔๐ ฝีพาย ๒. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มี ๒ ประเภท ได้แก่ ประเภท ๓๐ ฝีพาย และ ๑๒ ฝีพาย

           นอกจากนี้สามารถชมขบวนแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทาน ขบวนแห่เทียนพรรษา ขบวนกลองยาว การจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้า OTOP การประกวด “หนุ่มลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” การแสดงดนตรีและศิลปินจากอาร์สยาม อาทิ เวสป้า กระแต เอกซ์ ใบเตย หญิง ธิติกานต์ ศิลปินคณะตลกดักแด้ เชิญยิ้ม ศิลปินตลกหน้าม่านโย่ง เชิญยิ้ม และการประกวดกลองยาว

          การจัดประเพณีแข่งขันเรือยาวนั้น จุดประสงค์หลัก เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการแข่งเรือยาวของจังหวัดชัยนาท และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสืบทอดประเพณีแก่เด็ก และเยาวชนรุ่นหลัง ประชาชนได้เกิดความซาบซึ้งและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีอันดีงามของไทยไว้ให้อยู่คู่บ้านเมือง และยังเป็นการปลูกฝังให้รู้รักถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งเป็นประเพณีที่ควรทำสืบต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าชมการแข่งขันเรือยาวประเพณี จังหวัดชัยนาท ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๘ – ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ กำหนดแข่งเรือยาว รอบคัดเลือกในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดพระยาตาก และรอบชิงชนะเลิศ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าเขื่อนเรียงหิน ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

ความสำคัญ
การแข่งเรือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความผูกพันกับแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่โบราณกาล

พิธีกรรม
การแข่งเรือ นับเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติการมาเป็นเวลายาวนาน โดยถือกำหนดในวันที่มีการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำเป็นสำคัญ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี แต่เดิมจัดขึ้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง หน้าตัวเมือง แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดบริเวณหน้าวัดโสธรวรวิหาร เรือที่เข้าแข่งมีหลายประเภท ตั้งแต่เรือยาวเล็ก เรือยาวใหญ่ เรือเร็วติดเครื่องยนต์ ฯลฯ
การแข่งเรือยาวฝีพายแต่ละลำ มีจำนวนประมาณ ๕๐ คนมีหัวหน้าควบคุมเรือ ๑ คน จังหวะการพายจะพาย ๒ ต่อ ๑ คือ ฝีพาย ๒ ครั้ง ผู้คัดท้ายจะพาย ๑ ครั้ง กติกาการแข่งขันผู้ชนะจะต้องชนะ ๒ ใน ๓ คือ เมื่อแข่งเที่ยวแรกไปแล้ว จะเปลี่ยนสายน้ำสวนกัน ถ้าชนะ ๒ ครั้งติดต่อกันถือว่าชนะ แต่ถ้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จะมีการแข่งขันเที่ยวที่ ๓

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส
กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส (อังกฤษ: Tennis) เป็นกีฬาที่เล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายแข่งกัน โดยมีผู้เล่นในประเภทเดี่ยวฝ่ายละ 1 คน และผู้เล่นในประเภทคู่ฝ่ายละ 2 คน ใช้ ไม้เทนนิส ตีส่งลูกไปมาเหนือตาข่ายภายในเขตที่กำหนด โดยพยายามตีลูกให้ลงในแดนคู่แข่ง จนคู่แข่งไม่สามารถตีลูกกลับมาลงในแดนของเราได้

กีฬาเทนนิส เป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้แร็กเก็ต ถือกำเนิดในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกๆนั้นเทนนิสได้แพร่ขยายไปยังกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง แท้จริงแล้วเทนนิสเป็นกีฬาสากลและเป็นเกมที่เล่นกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งมีการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งแรก เทนนิสจึงได้กลายเป็นกีฬาอาชีพ เทนนิสได้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก ณ โซล ปี ค.ศ.1988

ไม้เทนนิส หรือ แร็กเก็ต 

(Racquet) จะมีด้ามจับและมีบริเวณที่ใช้ในการตีลูกบอลซึ่งขึงเอ็นไว้กับมือถือไม้

ลูกเทนนิส (บอล) จะต้องมีขนาดและน้ำหนักเป็นไปตามข้อกำหนดในการแข่งขัน ในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีการเปลี่ยนบอล เพราะบอลมักจะสูญเสียคุณสมบัติไประหว่างการเล่น จึงมีการกำหนดให้มีการเปลี่ยนบอลตามจำนวนเกมที่เล่นไปแล้ว เช่น อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบอลทุกครั้ง ยกเว้นในเซ็ตแรกอาจเปลี่ยนที่ 7 เกมเนื่องจากบอลถูกใช้ในการอุ่นเครื่องก่อนการเล่นไปบ้างแล้ว เป็นต้น ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟในเกมที่เปลี่ยนบอลใหม่ มักจะชูบอลให้ฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามีการเปลี่ยนบอลใหม่แล้วก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟไปยังฝ่ายตรงข้าม

สนามและพื้นสนาม

สนามเทนนิสจะมีขอบเขตเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และต้องมีพื้นที่รอบๆเพียงพอให้ผู้เล่นสามารถวิ่งไปตีลูกได้ คือทั้งสนามและโดยรอบควรมีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 60 ฟุต ยาวอย่างน้อย 120 ฟุต

ต้องเป็นพื้นผิวเรียบ สนามแต่ละพื้นผิวให้ความเร็วและการกระดอนของบอลที่แตกต่างกัน ได้แก่

พื้นแข็ง (hard court) ทำจากคอนกรีต ราดยาง หรืออะครีลิก พื้นแข็งจะทำให้บอลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า และกระดอนได้อย่างแท้จริง

พื้นดิน (clay court) ปัจจุบันมักไม่ได้ทำมาจากดินจริง แต่จะเป็นอิฐป่นและปูทับด้วยอนุภาคพิเศษที่ไม่ดูดซับน้ำง่าย พื้นดินมักจะทำให้บอลเคลื่อนที่ช้ากว่า และบอลจะติดสปินมากกว่า

พื้นหญ้า (grass court) บอลจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า แต่การกระดอนมักจะไม่แน่ไม่นอน ปัจจุบันมีการใช้หญ้าชนิดใหม่ที่ทำให้บอลกระดอนได้สูงขึ้นและการเคลื่อนที่ของบอลช้าลงกว่าหญ้ารุ่นก่อน

พื้นพรม (carpet court) มักใช้เล่นเฉพาะเทนนิสในร่ม และไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วสำหรับการแข่งขันของ ATP และ WTA

พื้นไม้ (wood court) ทำให้บอลกระดอนต่ำและเคลื่อนที่เร็ว ปัจจุบันไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วในการแข่งขันระดับอาชีพ

ขนาดสนาม

แผนผังสนามเทนนิส

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 8.23 เมตร (27 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นเดี่ยว

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 10.97 เมตร (36 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นคู่

เส้นสนาม

เส้นหลัง หรือ เส้นท้ายสนาม (baseline) เป็นเส้นแนวนอน อยู่ด้านหลังสุดของสนามของแต่ละฝ่าย และจะมีขีดกลาง (center mark) อยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นหลัง

เส้นข้าง (sideline) เป็นเส้นแนวตั้งด้านซ้ายและขวาของขอบสนาม ทอดไปตามความยาวของสนาม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความกว้างของพื้นที่สนาม ในการเล่นประเภทเดี่ยวจะใช้เส้นข้างด้านใน (single sideline) ส่วนการเล่นประเภทคู่จะใช้เส้นข้างด้านนอก (double sideline)

เส้นเสิร์ฟ (service line) เป็นเส้นแนวนอนขีดแบ่งพื้นที่ในสนามของแต่ละฝ่ายออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง เส้นอยู่ห่างจากตาข่าย 6.40 เมตร (21 ฟุต)

เส้นเสิร์ฟกลาง (center service line) เป็นเส้นกลางสนามทอดตั้งฉากในแนวตั้งกับเส้นเสิร์ฟ ทำให้เกิดกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ฝ่ายละ 2 ด้าน คือ กรอบด้านซ้ายของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Advantage court กับกรอบด้านขวาของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Deuce court ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ชิดตาข่าย โดยผู้เล่นที่เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงในกรอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้จะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงด้านซ้ายหรือขวาจะขึ้นอยู่กับคะแนนที่เล่นในขณะนั้น

เมื่อบอลตกสัมผัสเส้นถือว่าบอลสัมผัสพื้นที่ว่างภายในเส้นนั้น

ตาข่าย (เน็ต)

ขึงไว้กึ่งกลางสนามในแนวขวางตลอดความกว้างของสนาม เพื่อแบ่งสนามออกเป็น 2 ฝั่งเท่ากัน

ความสูงของตาข่ายตรงกึ่งกลางสูง 0.914 เมตร (3 ฟุต) ส่วนตาข่ายบริเวณเสาสูง 1.07 เมตร (3.5 ฟุต)

เสาตาข่ายเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 15 ซม. (6 นิ้ว) และสูงไม่เกิน 2.5 ซม. (1 นิ้ว) จากด้านบนของตาข่าย เสาอยู่ห่างจากเส้นข้างด้านนอก 0.91 เมตร (3 ฟุต)

แถบด้านบนของตาข่ายกว้าง 5-6.35 ซม. (2-2.5 นิ้ว)

วิธีการเล่น
การเลือกแดน/เลือกเสิร์ฟ

ผู้ตัดสินจะโยนเหรียญเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ ซึ่งจะได้เลือก 1 ใน 3 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟก่อนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกแดนแทน
  2. เลือกแดนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟในเกมแรกแทน
  3. เลือกให้คู่แข่งเป็นฝ่ายเลือก 1 ใน 2 ข้อด้านบน

การเสิร์ฟลูกเทนนิส

การเสิร์ฟ (serving) คือ การตีส่งบอลครั้งแรกของคะแนนนั้นๆไปให้คู่แข่ง ประเภทผู้เล่นเดี่ยวจะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 1 เกมไปเรื่อยๆ ส่วนในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นทั้งสองคนในฝ่ายเดียวกันจะต้องผลัดเสิร์ฟคนละ 1 เกมด้วย (ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคี่ ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคู่)

การเสิร์ฟ โยนบอลและตีกลางอากาศ

การเสิร์ฟ ห้ามเดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปมาขณะเสิร์ฟ (foot fault) ยกเว้นเท้าเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนฝ่ายรับจะยืนบริเวณใดก็ได้ในฝ่ายของตน

การเสิร์ฟ ยืนหลังเส้นหลังในด้านที่กำหนดไว้สำหรับคะแนนนั้นๆ ห้ามเหยียบเส้นใดๆ รวมทั้งห้ามยืนเลยแนวเส้นข้างและแนวขีดกลางของเส้นหลัง (foot fault)

การเสิร์ฟโดยตีไม่โดนบอล จะถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสีย แต่การโยนบอลแล้วปล่อยบอลตกลงพื้นโดยที่ไม่พยายามตีบอลสามารถทำได้และสามารถเริ่มเสิร์ฟใหม่ได้

การเสิร์ฟโดยตีบอลแล้วบอลไปโดนหรือสัมผัสวัตถุอื่นก่อนตกลงพื้นสนามถือว่าเสิร์ฟเสีย เช่น โดนเสาตาข่าย โดนผู้เล่นฝ่ายเดียวกับเรา เป็นต้น

การเสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟโดยสลับฝั่งขวา/ซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลางไปทุกคะแนน กล่าวคือ ในเกมทั่วไปเริ่มเสิร์ฟคะแนนแรกที่ด้านหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และในคะแนนถัดไปต้องสลับไปเสิร์ฟที่หลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court)

การเสิร์ฟเมื่อเล่นเกมไทเบรก(โปรดดูที่ไทเบรก) ฝ่ายแรกจะเสิร์ฟแค่คะแนนที่ 1 ก่อน จากหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และต่อจากนี้จะผลัดการเสิร์ฟฝ่ายละ 2 คะแนนไปเรื่อยๆสลับกัน โดยตั้งแต่คะแนนที่ 2 จะให้อีกฝ่ายเริ่มเสิร์ฟจากหลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court) และต้องสลับด้านเสิร์ฟซ้าย/ขวาไปทุก 1 คะแนนเช่นกัน หากเล่นประเภทคู่ก็ต้องสลับกันเสิร์ฟคนละ 2 คะแนนเช่นกัน

การเสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้บอลลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ของฝ่ายตรงข้ามในแนวทแยง เช่น กรณีเราเสิร์ฟจากด้านซ้าย ลูกเสิร์ฟจะต้องไปตกในกรอบพื้นที่เสิร์ฟด้านซ้ายของฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน(ด้านขวามือเรา) เป็นต้น

เสิร์ฟเล็ต (let) จะต้องทำการเสิร์ฟลูกนั้นใหม่ ได้แก่ การเสิร์ฟโดยที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องในแนวทแยง หรือลูกสัมผัสตาข่ายแล้วไปโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามโดยที่ลูกยังไม่ตกพื้น หรือการเสิร์ฟเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยังไม่พร้อม ยกเว้นการเสิร์ฟที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกนอกกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องจะถือว่าลูกนั้นเสียทันที (fault)

การเสิร์ฟ มีสิทธิ์เสิร์ฟได้คะแนนละ 2 ครั้ง หากเสิร์ฟครั้งแรกเสีย จะต้องเสิร์ฟครั้งที่ 2 และหากเป็นการเสียของลูกเสิร์ฟครั้งที่ 2 ของคะแนนนั้น(double fault) จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่งด้วย

การตีลูกกลับ

เมื่อลูกข้ามตาข่ายมาแล้ว สามารถตีลูกกลับไปในแดนคู่แข่ง โดยที่ลูกบอลอาจจะยังไม่กระทบพื้นสนามเลยก็ได้ หรือลูกกระทบพื้นสนามฝ่ายของเรามาแล้วไม่เกิน 1 ครั้งก็ได้

ต้องตีลูกบอลกลับภายในครั้งเดียว

การตีลูกบอลกลับแล้วลูกสัมผัสตาข่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ถือว่าผิดกติกา

ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกบอลกลับไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกติกา จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่ง

การสลับแดน

การสลับแดน สลับแดนเมื่อเกมรวมกันเป็นเลขคี่และเมื่อจบเซ็ต แต่หากจบเซ็ตโดยเกมรวมกันเป็นเลขคู่ จะสลับแดนหลังจากจบเกมแรกของเซ็ตถัดไป ส่วนการสลับแดนในการเล่นไทเบรกจะสลับเมื่อคะแนนรวมกันได้ทุก 6 คะแนน

การตัดสินผู้ชนะ

แผนผังการนับคะแนนกีฬาเทนนิส

การตัดสินผู้ชนะของการแข่งขัน(match) ตัดสินจากจำนวนเซ็ต(set) ที่ได้กำหนดไว้ในการแข่งขันนั้น
โดยในแต่ละเซ็ตจะประกอบด้วยหลายๆเกม(game) และในแต่ละเกมจะประกอบไปด้วยการนับคะแนน(point) จากการเล่น ดังนี้

การนับเกมของเซ็ต

ในแต่ละเซ็ต ฝ่ายใดทำได้ 6 เกมก่อนและอีกฝ่ายทำได้ไม่เกิน 4 เกม จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 6-4 เกม หรือ 6-3 เกม เป็นต้น

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 5-5 เกม จะต้องเล่นต่อจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ 7 เกมก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-5 เกม

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 6-6 เกม จะต้องเล่นไทเบรกต่อในเกมที่ 7 เพื่อตัดสินผู้ชนะเซ็ต ซึ่งจะชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกม (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก จะเล่นจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำคู่แข่งได้ 2 เกม)

จำนวนเกมในแต่ละเซ็ตอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกติกาของบางรายการแข่งขันที่กำหนดขึ้นเฉพาะกิจ

การนับคะแนนของเกม

ในเกมหนึ่งๆ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทำคะแนนได้จะนับคะแนนของฝ่ายนั้นเรียงตามลำดับดังนี้ 15, 30, 40, เกม (ซึ่งก็คือคะแนนที่ 1, 2, 3, 4 ที่ทำได้ตามลำดับนั่นเอง) ส่วนคะแนนศูนย์ (0) ภาษาอังกฤษขานว่า เลิฟ (love)ในการขานคะแนน ให้ขานคะแนนของฝ่ายที่เสิร์ฟขึ้นก่อน เช่น 40-30 หมายถึง ฝ่ายเสิร์ฟได้ 40 คะแนน และฝ่ายรับเสิร์ฟได้ 30 คะแนน เป็นต้นหากคะแนนเสมอกันที่ 40-40 จะต้องเล่นต่อไปอีก 2 คะแนน เรียกว่า ดิวซ์ (deuce) และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนนำ 1 คะแนนได้ก่อน เรียกว่า ได้เปรียบ (Advantage มักใช้อักษรย่อ A หรือ Adv) เช่น 40-A หรือ A-40 และหากฝ่ายนั้นทำได้อีก 1 คะแนน ก็จะชนะในเกมนี้ไป แต่หากทำไม่ได้ก็ถือว่ากลับมาเสมอกันที่ 40-40 อีกครั้ง และก็ต้องเล่นดิวซ์ต่อไป

(แต่มีกติกาพิเศษในบางรายการแข่งขันที่กำหนดว่าจะไม่มีการเล่นต่อ 2 คะแนน ฝ่ายไหนได้คะแนนหลังจากคะแนนที่ 40 ก่อนถือว่าชนะเกมนั้น)

หากเกมใดที่ฝ่ายเสิร์ฟของเกมนั้นเป็นฝ่ายชนะ จะเรียกว่า รักษาเกมเสิร์ฟได้ แต่หากฝ่ายเสิร์ฟแพ้เกมนั้น จะเรียกว่า ถูกเบรกเกมเสิร์ฟไทเบรก (tie break) ใช้เพื่อตัดสินผู้ชนะของเซ็ตนั้นในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันที่ 6-6 เกม การเล่นเกมที่ 7 เป็นเกมสุดท้ายของเซ็ต เรียกว่าเล่น ไทเบรก โดยในเกมนี้จะนับคะแนนเป็น 1, 2, 3,… ไปเรื่อยๆ ฝ่ายใดที่ทำได้ 7 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-4 คะแนนของเกมที่ 7 ก็จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เป็นต้น

แต่หากคะแนนของเกมนี้เสมอกันที่ 6-6 คะแนนอีก ผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามที่ทำคะแนนนำคู่แข่งได้ 2 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 8-6 คะแนน หรือแพ้ 8-10 คะแนน เป็นต้น เมื่อไทเบรกจบลง ผลจะเป็นชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกมในเซ็ตนั้นๆ (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก)

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2458ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม และเล่นการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก (พบกับทีมฝ่ายยุโรป) ที่สนามราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ในปีนั้น จนวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามฯ โดยลงเล่นในการแข่งขันระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้ และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อสยามกลายเป็นประเทศไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย

เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทีมมีประวัติของความสำเร็จในการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือชนะเลิศอาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 5 สมัย และชนะเลิศซีเกมส์ 16 สมัย โดยทีมชาติไทยยังสามารถคว้าอันดับ 3 ในเอเชียในปี พ.ศ. 2499 พล.ต.เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1956ที่เมลเบิร์น

โดยเป็นครั้งแรกของทางทีมที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในกีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ทีมไทยจับฉลากพบกับสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 0-9 (ความพ่ายแพ้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) ตกรอบทันที โดยในรอบที่สอง ทีมสหราชอาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 6 ประตูต่อ 1 โดยทีมชาติบัลแกเรียได้เหรียญทองแดง

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมชาติยูโกสลาเวียได้เหรียญเงิน และสหภาพโซเวียตได้เหรียญทองไปครอง ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า “ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 – 0” ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งถึงสมาคมฟุตบอลฯ ให้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ หนึ่งในนักฟุตบอลชุดโอลิมปิกไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนี เพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 ฟุตบอลทีมชาติไทยก็คว้าเหรียญทองในกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันเรียกว่าซีเกมส์) ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนถึง พ.ศ. 2552 ประเทศไทยชนะเลิศการแข่งขันทุก ๆ สองปีรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิงลูกโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 ประตูต่อ 3 ภายหลังจากเสมอกัน 2 ต่อ 2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน ชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพครั้งแรก โดยเป็นแชมป์ร่วมกับทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 11 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถที่จะชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้ารอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545และครั้งล่าสุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นที่ โดฮา ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยก็เป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี พ.ศ. 2537 ไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) กับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลก มาแข่งขันกับในประเทศไทยหลายครั้ง ได้แก่ เอฟซีปอร์โต(2540) อินเตอร์มิลาน (2540) โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษ) และสโมสรชั้นนำอื่น ๆ และในปี 2551 ไทยตกรอบฟุตบอลรอบคัดเลือก รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมอย่าง ญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยไทยแข่ง 6 นัด ไม่ชนะใครเลย แพ้ 5 เสมอ 1 ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน ปีเตอร์ รีดอดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษก็เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ไทย ก็พลาดแชมป์ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2007 โดยการแพ้ทีมชาติเวียดนามรวมผลสองนัด 3-2 และยังพลาดคิงส์คัพอีกรายการหนึ่ง โดยดวลจุดโทษแพ้ ทีมชาติเดนมาร์ก จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552

ปีเตอร์ รีด จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งรวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนในการคุมทีมชาติ

เพราะรีดมีข่าวว่าจะไปทำงานที่สโมสรฟุตบอลสโตกซิตี โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี พูลิส ผู้จัดการทีมสโตกซิตีในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552, ไบรอัน ร็อบสัน ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมซึ่งเซ็นสัญญาไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014. ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันสามารถนำทีมชนะนัดแรกในการคุมทีมของในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือก ที่พบกับ ทีมชาตสิงคโปร์ ด้วยสกอร์ 3-1แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันนำไทยแพ้นัดแรกต่อทีมชาตสิงคโปร์ เช่นกันด้วยสกอร์ 1-0 ด้วยการแพ้ในบ้านที่ประเทศไทย. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และ ทีมชาตอิหร่าน

ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้ ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันสามารถนำชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 ที่ประเทศไทย ในการแข่งขันกระชับมิตร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยเอาชนะทีมชาติอินเดีย ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันกระชับมิตรเช่นกัน แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากการเสมอ 2 นัดกับ ทีมชาติลาว และ ทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งช่วงนั้นถือเป็นยุคมืดของไทยอย่างแท้จริง ทำให้ร็อบสันยกเลิกสัญญาจากการเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.[6]

ต่อมา วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตผู้จัดการทีมเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ท กับอดีตแมวมองสโมสรโบรุสเซียเมินเชนกลัดบัคสโมสรฟุตบอลชื่อดังในบุนเดสลีกาและอดีตผู้จัดการทีมทีมชาติแคเมอรูนวัย 61 ปีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมไทยแทนไบรอัน ร็อบสัน ที่มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ โดยงานแรกของเชเฟอร์คือการนำทีมไทยไปแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ในรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งแฟนบอลทุกคนได้สนับสนุนการทำงานของเชเฟอร์มาตลอดไม่ว่าการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านจะมีแฟนบอลคอยติดตามอยู่ทุกเมื่อ

โดยนัดแรกทีมชาติไทยได้บุกไปแพ้

ให้แก่ฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย ด้วยสกอร์ 1-2 ซึ่งออกนำไปก่อนจากประตูของธีรศิลป์ แดงดา แล้วในการแข่งขันต่อมาสามารถเอาชนะฟุตบอลทีมชาติโอมานได้ 3-0 จากประตูของสมปอง สอเหลบ, ธีรศิลป์ แดงดา และการทำเข้าประตูตัวเองของราชิค จูมา อัล-ฟาร์ซี โดยเป็นชัยชนะนัดที่สองของทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งนัดแรกคือนัดที่เอาชนะทีมชาติปาเสลสไตน์ได้ 3-2 ในรอบคัดเลือกรอบที่ 2.[8] และสามารถยันเสมอทีมชาติซาอุดีอาระเบียได้ 0-0 ในนัดถัดมาแต่หลังจากนั้นทีมชาติไทยได้แพ้อีกทั้ง 3 นัดในการไปเยือน 2 นัดและเล่นในบ้าน 1 นัดจึงทำให้หยุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ไว้ที่รอบแบ่งกลุ่ม (คัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชีย) และในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ทีมชาติไทยสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ซึ่งต้องไปพบกับทีมชาตสิงคโปร์ด้วยการเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยสกอร์ 3-1 ในรอบก่อนรอบชิงชนะเลิศ ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกทีมชาติไทยบุกไปแพ้ทีมชาติสิงคโปร์แต่ก็ได้ประตูทีมเยือน

(อเวย์โกล์) จากอดุลย์ หละโสะและในนัดที่สองแข่งกันที่กรีฑาสถานแห่งชาติและสามารถเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของกีรติ เขียวสมบัติแต่รวมผลสกอร์ทีมชาติไทยแพ้ 3-2 ต่อมาเชเฟอร์ได้นำไปแข่งในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม) ซึ่งเขานำทีมชาติไทยแพ้ทั้ง 2 นัดและทำให้เขายกเลิกสัญญาระหว่างเขากับทีมชาติไทยในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2556 โดยทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ ซึ่งนัดแรกของเกียรติศักดิ์ในการคุมทีมชาติไทยคือในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน โดยเกียรติศักดิ์สามารถนำทีมชาติไทยบุกไปชนะทีมชาติจีนถึงถิ่นด้วยสกอร์ 5-1

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งให้ สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวไทย เป็นผู้ฝึกสอนและเตรียมทีมชาติไทยไปแข่งกับทีมชาติอิหร่าน ในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม)ก่อนที่เกียรติศักดิ์จะมาคุมทีมต่อและสร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และรองแชมป์คิงส์คัพในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งในปี พ.ศ. 2559 ก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์กลุ่มเอฟในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และสามารถผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019 ทันที ซึ่งเป็นการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย

 

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลี่ย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ (Burnley Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองเบิร์นลีย์ โดยสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้น เบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็กลายเป็นหนึ่งสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกฟุตบอลขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี จนเมื่อในฤดูกาลปี ค.ศ. 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับมาลงแข่งขันในลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ

ด้วยผลงานการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการเอาชนะยอดทีมดังอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 1-0 ได้อีกด้วย จากประตูของ ร็อบบี เบลก ในฤดูกาลปี ค.ศ. 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

ปัจจุบัน ไมค์ การ์ลิค และ จอห์น บานาซคิวอิกซ์ เป็นประธานสโมสร โดยมี ชอน ไดช์ เป็น ผจก.ทีม และสโมสรก็ทำการแข่งขันอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

เกรียติประวัติทีม Burnley

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ เคยประสพความสำเร็จเป็น

– แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1920-21 , 1959-60
– รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1919-20 , 1958-59
– แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1897-98 , 1972-73
– รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1912-13 , 1946-47
– แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1914

– รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1946-47 , 1961-62
– ยูโรเปียน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1961
– Win Liverpool 2-0 (premierleague) 20 august 2016

สนามเหย้า Burnley

เทิร์ฟมัวร์ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก ก่อสร้างเมื่อปี 1833 ปัจจุบันมีความจุสนามอยู่ที่ 22,546 คน ทีมสโมสรเบิร์นลีย์ลงเล่นนัดแรกในสนามของตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1883 โดยทีมเจ้าถิ่นแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-6

การแข่งขันฟุตบอลลีกครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่สนามเทิร์ฟมัวร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2431 เฟร็ดโปแลนด์เป็นผู้ทำประตูแรกในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สนามแห่งนี้ถือเป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศอังกฤษ ที่ยังใช้แข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศ

ตราสัญลักษณ์สโมสร

ตัวสิงโตตรงกลางของตราประจำสโมสรเบิร์นลีย์ นั้นมีความหมายสื่อถึง ราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากสนามเหย้า เทริฟ์มัวร์ของสโมสร เป็นสนามแรกที่ได้รับเกรียติจากราชวงศ์อังกฤษมานั่งชมเกม ในปี ค.ศ. 1886 เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ได้เดินทางมาเพื่อเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมือง

หลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นภารกิจในครั้งนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จมาชมเกมฟุตบอลคู่กระชับมิตร ระหว่างทีมเจ้าถิ่นเบิร์นลีย์ กับ โบลตัน ส่วนผึ้งทั้ง 2 ตัวที่อยู่ด้านบนนั้นมีความหมายถึงผู้คนของเมืองเบิร์นลีย์ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คือเหล่าคนงาน หรือผึ้งงานนั่นเอง ส่วนรูปมือตรงกลางนั้น หมายถึงคำขวัญของเมืองที่ว่า “ยึดถือหลักความจริง” นั่นเอง ทั้งหมดนี้คือความหมายของตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรเบิร์นลีย์

สปอนเซอร์ตั้งแต่ อดีต – ปัจจุบัน

ปี ค.ศ. 1982-83 : POCO                                       ปี ค.ศ. 1983–84 : TSB
Multipart : ปี ค.ศ.1984–88                                 ปี ค.ศ.1988–98 : Endsleigh
ปี ค.ศ.1998–2000 : P3 Computers                   ปี ค.ศ.2000–01 : None

Lanway : ปี ค.ศ.2001–04                                     ปี ค.ศ.2004–07 : Hunters
ปี ค.ศ.2007–09 : Holland’s                                ปี ค.ศ.2009–10 : Cooke
Fun88ปี : ค.ศ.2010–12                                        ปี ค.ศ.2012–14 : Premier Range
ปี ค.ศ.2014–15 : Fun88                                       ปี ค.ศ.2015–16 : Oak Furniture Land & Sofa Store
Dafabetปี : ค.ศ.2016–ปัจจุบัน

ประวัติ

สโมสรเบิร์นลีย์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้นเบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปีจนในฤดูกาล 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ โดยการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไป 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ 1-0 จาก ร็อบบี เบลก

ในฤดูกาล 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1920-21,1959-60
  • รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1919-20,1958-59
  • แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1897-98,1972-73
  • รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1912-13,1946-47
  • แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้ง
    • 1914
  • รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้ง
    • 1946-47,1961-62
  • ยูโรเปียน คัพ
    • รอบก่อนรองชนะเลิศ ปี 1961
  • Win Liverpool 2-0
    • (premierleague) 20 august 2016

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)
ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศโดยมีชุดทีมชาติชายร่วมเข้าแข่งในกลุ่มสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ(ฟีฟ่า) การแข่งขันจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 ใน ฟุตบอลโลก 1930 ยกเว้นในปี ค.ศ. 1942 และ 1946 ที่งดเว้นไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมชนะเลิศการแข่งขันครั้งล่าสุดคือทีมชาติฝรั่งเศษที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

รูปแบบการแข่งขันในปัจจุบัน การแข่งขันประกอบด้วย 32 ทีม เพื่อเข้าร่วมแข่งขันในสถานที่จัดงานของประเทศเจ้าภาพ ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณ 1 เดือน การแข่งขัน 32 ทีมสุดท้ายนี้เรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ส่วนในรอบคัดเลือกที่แข่งขันก่อนหน้านั้น ในปัจจุบันจะต้องใช้เวลาร่วม 3 ปี เพื่อตัดสินว่าทีมใดที่จะร่วมเข้าแข่งกับทีมประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 21 ครั้ง มีชาติที่ชนะในการแข่งขัน 8 ชาติ ได้แก่ ทีมชาติบราซิล ชนะ 5 ครั้ง และเป็นทีมเดียวที่เข้าร่วมการแข่งขันในทุกครั้ง ส่วนทีมชาติอื่นที่ชนะการแข่งขันคือ ทีมชาติอิตาลี และทีมชาติเยอรมนี ชนะ 4 ครั้ง, ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส ชนะ 2 ครั้ง และทีมชาติอังกฤษและทีมชาติสเปน ชนะ 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก มีผู้ชมราว 715.1 ล้านคนในการแข่งขันนัดตัดสินการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี

รูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือก

รูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ 1934 ก็เริ่มมีการจัดการแข่งขันคัดเลือกเพื่อจำกัดทีมในรอบสุดท้ายให้น้อยลง  จัดในเขตการแข่งขันทั้ง 6 เขตของฟีฟ่า (แอฟริกา, เอเชีย, อเมริกาเหนือและกลางและแคริบเบียน, อเมริกาใต้, โอเชียเนีย, และยุโรป) ตรวจสอบโดยสมาพันธ์ที่เกี่ยวข้อง ในการแข่งขันในแต่ละครั้ง ฟีฟ่าจะกำหนดล่วงหน้าเรื่องจำนวน ว่าจะมีกี่ทีมในแต่ละเขตที่จะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทีมของสมาพันธ์

กระบวนการคัดเลือก จะเริ่มในเกือบ 3 ปีก่อนที่จะแข่งรอบสุดท้ายและจะสิ้นสุดในช่วง 2 ปีก่อนการแข่งขัน รูปของการแข่งขันรอบคัดเลือกจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสมาพันธ์ โดยปกติแล้ว ที่ 1 หรือ 2 อันดับแรกที่ชนะเพลย์ออฟระหว่างทวีป ตัวอย่างเช่น ผู้ชนะของเขตโอเชียเนีย และที่ 5 ของทีมในโซนเอเชีย

จะแข่งรอบเพลย์ออฟในฟุตบอลโลก 2010 และจากฟุตบอลโลก 1938 เป็นต้นมา ประเทศเจ้าภาพจะเข้าสู่รอบสุดท้ายโดยทันที และทีมแชมป์จะเข้ารอบสุดท้ายเพื่อป้องกันตำแหน่งในระหว่างปี 1938 และ 2002 แต่ในปี 2006 ได้งดไป ทีมบราซิลที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 เป็นทีมแรกที่แข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อป้องกันตำแหน่ง

รูปการแข่งขันรอบสุดท้ายปัจจุบัน

รูปการแข่งขันรอบสุดท้ายปัจจุบันมีทีมเข้าแข่งขัน 32 ชาติ ที่จะแข่งขันนานร่วม 1 เดือน ในประเทศเจ้าภาพการแข่งขัน โดยแบ่งเป็น 2 รอบคือ รอบแรก (แบ่งกลุ่ม) และรอบแพ้คัดออกในรอบแบ่งกลุ่ม จะแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี 4 ทีม โดยมี 8 ทีม

(รวมถึงประเทศเจ้าภาพด้วย) ที่จะถูกเลือกออกมาจากอันดับโลกฟีฟ่า และ/หรือ ผลการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ทั้ง 8 ทีมจะถูกแยกออกไปในแต่ละกลุ่ม ส่วนทีมที่เหลือจะใส่ลงโถ โดยมากเป็นแบ่งจากเขตทางภูมิศาสตร์ แต่ละทีมในโถจะจับสลากกลุ่มที่อยู่ และตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1998 มีข้อบังคับว่าในแต่ละกลุ่มจะไม่มีทีมจากยุโรปมากกว่า 2 ทีม และมากกว่า 1 ทีม จากสมาพันธ์ฟุตบอลของแต่ละทวีปอื่น

แต่ละทีมในกลุ่มจะแข่งแบบพบกันหมด กล่าวคือแต่ละทีมจะแข่ง 3 นัด กับทีมอื่นในกลุ่มจนครบ ส่วนนัดสุดท้ายของการแข่งขันแบ่งกลุ่มจะแข่งเวลาเดียวกัน เพื่อให้ความยุติธรรมกับทั้ง 4 ทีม ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกในกลุ่มจะเข้าสู่รอบแพ้คัดออก โดยคะแนนมาจากการทำคะแนนในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 กำหนดให้ทีมผู้ชนะได้ 3 คะแนน ทีมที่เสมอได้ 1 คะแนน และทีมที่แพ้ไม่ได้คะแนน (ก่อนหน้านี้ ทีมที่ชนะได้ 2 คะแนน)

อันดับของแต่ละทีมในกลุ่ม พิจารณาจาก

1.จำนวนคะแนนในกลุ่ม

2.จำนวนความแตกต่างในการทำประตูในกลุ่ม

3.จำนวนการทำประตูในกลุ่ม

4.ถ้าหากยังอยู่ในระดับเท่ากัน จะพิจารณาเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

4.1จำนวนคะแนนในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

4.2จำนวนความแตกต่างในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

4.3จำนวนประตูในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

5.หากทีมยังอยู่ในระดับเท่ากันอีก หลังจากพิจารณาเกณฑ์ด้านบน จะใช้อันดับโลกฟีฟ่าในการพิจารณา

รอบแพ้คัดออก แต่ละรอบจะแข่งกันเพียงครั้งเดียว โดยจะหลังต่อเวลาพิเศษและยิงลูกโทษหากไม่สามารถทำประตูได้ โดยเริ่มที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย (หรือรอบที่ 2) ผู้ชนะจะเข้าแข่งต่อในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และนำไปสู่รอบรองชนะเลิศ นัดชิงอันดับที่สาม (แข่งจากผู้แพ้ในรอบรองชนะเลิศ) และนัดชิงชนะเลิศ

ถ้วยรางวัล

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง 1970 ถ้วยรางวัลชูลส์รีเมต์เป็นถ้วยที่มอบให้แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก เดิมทีเรียกง่ายๆ ว่า เวิลด์คัพ หรือ คูปดูมอนด์ แต่ในปี ค.ศ. 1946 ได้เปลี่ยนชื่อตามประธานฟีฟ่า ที่ชื่อ ชูลส์ รีเมต์ ที่ได้ริเริ่มการแข่งขันครั้งแรก และเมื่อในปี ค.ศ. 1970 เมื่อทีมบราซิลชนะการแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 ได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์จากการที่ได้แชมป์ 3 สมัย แต่ในปี ค.ศ. 1983 ถ้วยถูกขโมยไปและไม่มีใครได้เห็นอีกเลย

หลังจากปี ค.ศ. 1970 ก็มีถ้วยรางวัลใหม่ ที่รู้จักในชื่อ ถ้วยรางวัลฟีฟ่าเวิลด์คัพ โดยผู้เชี่ยวชาญของฟีฟ่าที่มาจาก 7 ประเทศ ประเมินจากแบบ 53 แบบ จนสรุปที่ผลงานการออกแบบของนักออกแบบชาวอิตาลีที่ชื่อซิลวีโอ กัซซานีกา (Silvio Gazzaniga) ถ้วยรางวัลใหม่นี้มีความสูง 36 ซม. (14.2 นิ้ว) ทำจากทองคำ 18 กะรัต (75%) น้ำหนัก 6.175 กก. (13.6 ปอนด์) ฐานของถ้วยมีเส้น 2 ชั้น

ทำจากมรกต ในส่วนใต้ฐานของถ้วยรางวัลสลักปีและชื่อของทีมผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 ผู้ออกแบบอธิบายถ้วยรางวัลนี้ว่า “เส้นที่โดดเด่นจากฐาน ที่หมุนรอบนั้นได้ขยายเพื่อรองรับโลก จากแรงดึงที่เคลื่อนที่ที่โดดเด่นของในส่วนตัวของถ้วยของประติมากรรมนี้ ได้ช่วยให้รูปร่างนักกีฬาดูเคลื่อนไหวไปกับห้วงเวลาแห่งชัยชนะ”

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทน

ในปัจจุบัน สมาชิกทุกคน (ทั้งผู้เล่นและโค้ช) ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี ค.ศ. 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี ค.ศ. 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม ปิศาจแดงยืนยันว่า “มาร์คัส แรชฟอร์ด” จะหมดสิทธิ์ช่วยทีมในช่วงต้นซีซั่น 2021-22 เนื่องจากต้องหยุดพักรักษาอาการบาดเจ็บ กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษวัย 23 ปี ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บมาตั้งแต่ช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว แต่กลับต้องกัดฟันลงเล่นต่อเนื่อง เพื่อช่วยต้นสังกัดในศึกพรีเมียร์ลีก รวมถึงช่วยทีมชาติอังกฤษสู้ศึกยูโร 2020 ที่ผ่านมา

 

ล่าสุด “เดลี เมล์” รายงานว่า แรชฟอร์ด เข้ารับการสแกนหัวไหล่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก่อนทีมแพทย์ลงความเห็นว่า จะต้องผ่าตัดหัวไหล่ในทันที เพื่อยุติอาการบาดเจ็บเรื้อรัง โดยมีกำหนดเข้ารับการผ่าตัดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ซึ่งจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ทำให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะหมดสิทธิ์ลงสนามให้กับ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงปรีซีซั่น 2021-22 และต้องพักยาว 12 สัปดาห์ หรือจนถึงปลายเดือนตุลาคมนี้เป็นอย่างน้อย สำหรับ แรชฟอร์ด ยิงไป 11 ประตูจากการลงสนามให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะที่ในศึกยูโร 2020 ลงสนามไปทั้งสิ้น 5 นัด

 

มีสำนักข่าวออกมาพูดถึงเจ้าตัวเรื่องการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และพูดถึงว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงเล่น เพราะต้องพักฟื้นก่อนแถมยังบอกว่าเขาอาจจะต้องพักประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างมาก ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่มาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงท้ายฤดูกาล 2020/21 แต่เจ้าตัวอาศัยการฉีดยา และฝืนลงสนามมาโดยตลอด เนื่องจากต้องการติดทัพ “สิงโตคำราม” ไปลุยฟุตบอลยูโร 2020 ก่อนที่จะต้องผิดหวัง พ่ายแพ้ อิตาลี ในการดวลจุดโทษของรอบชิงชนะเลิศ

มาร์คัส แรชฟอร์ด หัวหอกตัวเก่งของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมขึ้นเขียงผ่าตัดหัวไหล่ และจะต้องพักอย่างน้อยราว 3 เดือน จากการรายงานของ บีบีซี สื่อชั้นนำในอังกฤษ ตามการรายงานระบุว่าศูนย์หน้าวัย 23 ปีรายนี้ จะต้องพักยาวถึง 3 เดือน

และจะกลับมาช่วย “ปีศาจแดง” ได้อีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเจ้าตัวจะพลาดการลงเล่นในเกมลีกอย่างน้อยใน 10 เกมแรก รวมไปถึงรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อีกด้วย

 

มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกแฟนบอลบางกลุ่มด่าทอ บูลลี และเหยียดผิว อย่างหนัก หลังจากที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่สังหารจุดโทษพลาดในรอบชิงฯ ยูโร 2020 ที่ อังกฤษ พ่ายแพ้อิตาลี อย่างไรก็ตาม มีการออกมาสนับสนุนเจ้าตัวให้ผ่านพ้นเรื่องดังกล่าวไปให้ได้ จากแฟนบอลของทีม “ผีแดง” รวมไปถึงคนใกล้ชิด

นิค สกอตต์ ชายชาวอังกฤษวัย 50 ปี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาโพสต์ข้อความในโลกโซเชียลเหยียดผิว มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ หลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศยูโร 2020 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ออกมายอมรับว่าเขาจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไป เนื่องจากตอนนั้นอยู่ในอาการมึนเมา พร้อมยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นพวกชอบเหยียดผิว และขอร้องให้กองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้อภัยในการกระทำของเขาด้วย

 

จากรายงานระบุว่า สกอตต์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมข้อหาโพสต์ข้อความเหยียดนักเตะ “สิงโตคำราม” หลังจบเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น โพสต์ข้อความเหยียด แรชฟอร์ด ทันทีที่ดาวยิง “ผีแดง” ยิงจุดโทษไม่เข้า โดยหลังถูกจับกุม เจ้าตัวยังคงปฏิเสธ ก่อนจะรับสารภาพในเวลาต่อมา โดยระบุว่าเขาส่งข้อความดังกล่าวไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากอยู่ในอาการมึนเมา สกอตต์ เผยผ่าน “เดอะ ซัน” สื่อดังในแดนผู้ดีว่า “ตอนนั้นผมเมามาก และจำไม่ได้เลยว่าทำอะไรลงไปบ้าง แต่ถ้าผมทำแบบนั้นจริง ผมก็อยากให้ มาร์คัส รู้ส่าผมเสียใจและอยากขอโทษเขาจากใจจริง เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก จากสิ่งที่เขาทำให้กับลูก ๆ ของผม และเด็กคนอื่น ๆในประเทศนี้ ด้วยการต่อสู็เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับประทานอาหารกลางวันฟรีที่โรงเรียน เขาช่วยครอบครัวผม และผมไม่รู้จะขอบคุณเขาอย่างไรเลย ผมไม่ใช่พวกเหยียดเชื้อชาติ เพราะผมเองก็มีเชื้อสายบางส่วนเป็นชาวแอฟริกาใต้ผิวสี แถมผมก็เคยแต่งงานกับผู้หญิงเยอรมัน

 

ต่อมาเป็นเรื่องราวของมาร์คัสมาร์คัส แรชฟอร์ด สตาร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอลทั่ว อังกฤษ หลังจากที่ยิงจุดโทษพลาดในเกมรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 กับ อิตาลี แม้ผลงานในสนามของเขาอาจจะไม่สม่ำเสมอนักในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะการต้องฝืนลงเล่นพร้อมอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ แต่ผลงานนอกสนามของเขา การมอบสิ่งดีๆคืนแก่สังคมนั้นไม่เคยขาดหายไปเลย

 

ความผิดพลาดครั้งเดียวของเขาทำให้หลายๆคนอาจจะเผลอลืมแล้วก็ได้ว่า พ่อหนุ่มคนนี้เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจดีขนาดไหน เขาเป็นเสมือนแบบอย่างของนักกีฬารุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้เราจะอยู่ในจุดไหนก็ไม่ควรลืมกำพืดตัวเองและควรช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเราเสมอ

 

7 โมเม้นท์สุดประทับใจของ แรชฟอร์ด

ในเดือน ธันวาคม 2019 แรชฟอร์ด ผุดไอเดียที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้คนสนับสนุนชุมชนไร้บ้านของ แมนเชสเตอร์ ในช่วงเทศกาลวันหยุด

เขาขอความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้า เซลฟริดจ์ เพื่อเปิดตัวแคมเปญ ‘In-The-Box’ ซึ่งจะช่วยศูนย์พักพิงคนไร้บ้านที่ใหญ่ที่สุดในเมืองใน ประชาชนทั่วไปนำสิ่งต่างๆที่จำเป็นมาเติมไว้ให้เต็มกล่องก่อนที่มันจะถูกนำไปแจกจ่ายตามศูนย์พักพิงทั่วเมือง

“ผมรักเมืองนี้และซาบซึ้งกับการสนับสนุนทั้งหมดที่เมืองนี้มอบให้ผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นนี่คือโอกาสของผมที่จะช่วยเหลือผู้ที่อาจไม่มีคริสต์มาส”

“ผมหวังว่าขะได้เห็นผู้คนจำนวนมากมีส่วนร่วมด้วย เพื่อให้เราสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างอย่างแม้จริง” มีการบริจาคกล่องมากกว่า 1200 กล่องตลอดเดือนแห่งกรเฉลิมฉลอง โดยที่ แรชฟอร์ด เองได้ไปส่งมอบกล่องด้วยตัวเองถึงมือผู้ยากไร้หลายร้อยกล่องเลย

 

กุมภาพันธ์ 2020 แรชฟอร์ด ได้รับจดหมายจากแฟนรุ่นเยาว์คนหนึ่ง ซึ่งเชิญเขามาเป็นกรรมการในการแข่งขันอ่านบทกลอนที่โรงเรียน เด็กหูหนวกใน แมนเชสเตอร์ จะเขียนบทกวี จะกรุณาอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นผู้ตัดสินสินการแข่งขันและให้มอบรางวัลให้พวกเรา

หลังจากตกลงที่จะไปเป็นผู้ตัดสินการแข่งขัน แรชฟอร์ด ก็เริ่มเรียนภาษามือเพื่อเตรียมพบกับเด็กๆ แข้ง ปีศาจแดง ยังให้คำมั่นว่าจะมอบรางวัลให้ด้วยตนเองหลังจากมาตรการล็อคดาวน์ได้รับการผ่อนผัน

ต่อมาแรชฟอร์ด เขียนจดหมายถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ทบทวนโครงการอาหารหลางวันฟรีแก่นักเรียน หลังจากที่โรงเรียนจะต้องปิดตัวลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 เมื่อปีก่อน นอกจากที่คำร้องของเขาจะทำให้นายกเปลี่ยนใจได้แล้ว เจ้าตัวยังร่วมระดมทุนจัดหาอาหารกลางวันให้แก่เยาวชนที่ยากไร้อีกกว่า 3 ล้านชุดใน อังกฤษ อีกด้วย

 

ต่อมาเป็นตั๋วให้แฟนคนพิเศษ จอห์น เบิร์ค แฟนบอลตัวยงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วางแผนเดินทางไป อังกฤษ เพื่อเฉลิมฉลองหลังจากเอาชนะโรคมะเร็งมาได้หมาดๆ และหวังที่จะมาร่วมชมเกมใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้ได้สักครั้งในชีวิต แรชฟอร์ด ทราบถึงเรื่องราวของชายคนนี้และมอบตั๋วชมเกมกับ ไบร์ทตัน ให้เขาเมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา แต่นักเตะวัย 23 ปีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขายังขอออกค่าเดินทางและค่าที่พักพร้อมมอบเสื้อที่มีลายเซ็นต์เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ เบิร์ค อีกด้วย

 

ถักมาเป็นช่วง ยูโร2020 แม้ว่าแรชฟอร์ดจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมนอกสนามในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่เขาเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ถูกเหยียดผิวอย่างรุนแรง หลังความผิดพลาดรอบชิงทัวร์นาเม้นต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ภาพเสมือนจริงบนฝาผนังของเขาใน แมนเชสเตอร์ ถูกพ่นทับด้วยข้อความด่าทอก่อนที่ชาวเมืองจะมาร่วมกันเขียนข้อความดีๆแปะทับมันในเวลาต่อมา แม้จะไม่ใช่เรื่องจำเป็นแต่ แรชฟอร์ด ได้ออกมาขอโทษที่พลาดจุดโทษและบอกว่าเขารู้สึกเหมือนทำให้ทุกคนผิดหวังพร้อมขอบคุณทุกแรงใจที่คอยสนับสนุนเขาอยู่เสมอ

 

จากนั้นเป็นช่วงฮาโลวีน ในวันเกิดของเขาเมื่อปี 2018 แรชฟอร์ด จอดรถใกล้กับกลุ่มเด็กๆที่กำลังออกเล่น ‘ทริค ออร์ ทรีต’ ในวันฮัลโลวีน แล้วขอให้พวกเขาร้องเพลง แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ให้ฟัง  ซึ่งเมื่อเด็กๆร้องเพลงตามคำขอ แรชฟอร์ด ก็ตอบแทนด้วยการมอบธนบัตรใบละ 20 ปอนด์ แก่พวกเขาทุกคน

 

หลังจากการก่อการร้ายที่ แมนเชสเตอร์ อารีน่า ในปี 2017 แรชฟอร์ด และเพื่อนร่วมทีม เจสซี ลินการ์ด เดินทางไปที่โรงพยาบาลเด็กแมนเชสเตอร์เพื่อใช้เวลากับเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่นำเสื้อของทีมมามอบให้กับผู้ป่วยทั่วโรงพยาบาลและสร้างช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ยากจะลืมสำหรับพวกเขาเหล่านั้น

cr.90min

 

 

 

 

 

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นมีประสบการณ์ในรายการเมเจอร์มาแล้วรวมสามรายการด้วยกัน โดยตามรายงานของ  พวกเขานั้นเคยตีตั๋วไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วทั้งหมด 12 สมัย, ฟุตบอลยูโร 5 สมัย, และเคยเข้าร่วมในการแข่งขันโอลิมปิคอีกทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในโอลิมปิกปี 1920

สำหรับผลงานอื่นๆที่น่าสนใจของทีมชาติเบลเยี่ยม คือ พวกเขาเคยเอาชนะสี่ทีมชาติยักษ์มาแล้วอย่าง เยอรมนีตะวันตก, บราซิล, อาร์เจนติน่า และ ฝรั่งเศส ในช่วงปี 1954 ถึงปี 2002

คู่แข่งสำคัญของทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นคือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และทีมชาติฝรั่งเศส โดยพวกเขาแทบจะได้เจอกันทุกครั้งในช่วงปี 1905 ถึง ปี 1967

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นถูกตั้งฉายาให้เป็น ทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป นับตั้งแต่ปี 1906

สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม ในยุคของยอดศูนย์หน้าอย่าง พอล ฟาน ฮิมสท์, ตำนานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเบลเยี่ยมในยุคศตวรรษที่ 20, ทีมชาตเบลเยี่ยมนั้นสามารถคว้าอันดับที่สามในศึกฟุตบอลยูโร 1972 มาได้

หลังจากนั้น พวกเขามียุคทองที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะเต็มทีมอยู่สองช่วง ในช่วงแรกเป็นช่วงยุค 80 ถึงยุค 90 โดยพวกเขาสามารถคว้าอันดับที่สองในศึกยูโร 1980 มาได้ แล้วคว้าอันดับที่ 4 ในศึก

โค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม: โรเบอร์โต้ มาร์ติเนซ

โรเบอร์โต้ มาติเนซ, เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1973, เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพสัญชาติสเปน ในตำแหน่งมิดฟิล์ดตัวรับ โดยเขาเคยเข้ามาโลดเล่นในวงการฟุตบอลอังกฤษกับสโมสร สวอนซี เมื่อปี 2003

หลังจากปี 2007 มาร์ติเนซ ตัดสินใจแขวนสตั๊ดและได้กลายมาเป็นกุนซือให้กับสโมสรสวอนซี โดยสามารถพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นจากลีกวันขึ้นมาที่ลีกแชมเปี้ยนชิพได้

หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายมาคุมวีแกน ก่อนที่จะย้ายไปคุมสโมสรเอฟเวอร์ตัน และท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2016 มาร์ติเนซได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติเบลเยี่ยม

นักเตะคีย์แมนของทีมชาติเบลเยี่ยม: เควิน เดอ บรอยน์

เป็นอะไรที่ยากมากที่จะระบุว่าใครคือนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมชาติเบลเยี่ยม เนื่องจากทีมนั้นเต็มไปด้วยแข้งพรสวรรค์ครบถ้วนแทบจะทุกตำแหน่ง แต่สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน เควิน เดอ บรอยน์ ถือว่าสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมากที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการคุมเกมแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พลพรรคเรือใบสีฟ้า ยังคงเป็นจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีกได้

ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างกำลังจับตามองอยู่ว่า เดอ บรอยน์ จะสามารถนำทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์มาได้หรือไม่

รายชื่อนักเตะ 23 คนสุดท้ายของ ทีมชาติเบลเยียม

ผู้รักษาประตู: โคเอน คาสตีลส์ (สโมสร โวล์ฟสบวร์ก) , ติโบต์ กูร์ตัวส์ (สโมสร เชลซี) , ซิมง มิโญเลต์ (สโมสร ลิเวอร์พูล)

กองหลัง: โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ) , เดดริค โบยาต้า (สโมสร กลาสโก เซลติก) , แวงซอง กอมปานี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , โธมัส มูนิเออร์ (สโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง) , โธมัส แฟร์มาเลน (สโมสร บาร์เซโลนา) , แยน แฟร์ตองเกน (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

กองกลาง: นาเซอร์ ชาดลี (สโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบียน) , เควิน เดอ บรอยน์ (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , มุสซา เดมเบเล (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) , ลีนเดอร์ เดนคอนเกอร์ (สโมสร อันเดอร์เลชท์) , มารูยาน เฟลไลนี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ยูริ ตีเลมองส์ (สโมสร โมนาโก) , อักเซล วิตเซล (สโมสร เทียนจิน ฉวนเจียน) , ธอร์ก็อง อาซาร์ (สโมสร โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค) , อัดนาน ยานูไซ (สโมสร เรอัล โซเซียดาด) , ยานนิค การ์รัสโก (สโมสร ตาเหลียน ยี่ฟาง)

กองหน้า: มิชี บัตชัวญี (สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) , เอเด็น อาซาร์ (สโมสร เชลซี) , โรเมลู ลูกากู (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ดรีส์ เมอร์เทนส์ (สโมสร นาโปลี)

ประเทศเบลเยียมหรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรปและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกับของอีกหลายองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ทั้งนี้ ลักษณะของประเทศ ยังคล้ายกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

เบลเยียมมีความหลากหลายทางภาษาค่อนข้างสูง ส่งผลต่อระบบการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน เบลเยียมแบ่งออกเป็นสองภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่ฟลานเดอส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ และวัลโลเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม เป็นเขตทวิภาษา ตั้งอยู่ในฟลานเดอส์

ฟุตบอลทีมชาติเบลเยียมเป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศเบลเยียม ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ในฟุตบอลโลก เคยได้ที่ 4 ในฟุตบอลโลก 1986 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เคยได้ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1980

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า นับเป็นทีมที่ได้อันดับ 1 โดยที่ไม่เคยได้แชมป์ในรายการใหญ่ ๆ ทั้งฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาก่อน

จำนวนที่เข้ารอบฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกเข้ารอบจำนวน 12 ครั้ง

ผลงานฟุตบอลโลก

1930 – เข้ารอบแรก

1934 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1938 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1954 – เข้ารอบแรก

1970 – เข้ารอบแรก

1982 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1986 – ได้อันดับที่ 4

1990 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1994 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1998 – เข้ารอบแรก

2014 – เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

2018 – เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย