โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คือศูนย์หน้าตัวเป้าที่ดีที่สุดของโลกในช่วงขวบปีที่ผ่านมาเพราะหลักฐานมันเห็นชัดเจนอยู่แล้ว ด้วยจำนวนประตู และความสำเร็จที่เจ้าตัวคว้ามาครอง

ในฤดูกาล 2019-20 ที่ผ่านมา ดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้ถึง 55 ประตูจากการลงสนาม 47 นัดรวมทุกรายการ โดยเป็นผลงานในบุนเดสลีกาถึง 34 ลูก ซึ่งเป็นสถิติการทำประตูใน 1 ซีซั่นได้มากที่สุดในชีวิตของเขา

“เลวาน” ยังเป็นกำลังสำคัญอันดับหนึ่งในการพา บาเยิร์น มิวนิค กวาดทริปเปิ้ลแชมป์ฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการปลดล็อคคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาเอง

ความพิเศษมันอยู่ตรงที่ทั้ง 3 แชมป์ใหญ่ของเสือใต้ ไม่ว่าจะเป็นบุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ชื่อของ เลวานดอฟสกี้ คือเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทุกรายการ โดยพ่วงตำแหน่งผู้เล่นที่แอสซิสต์มากที่สุดของ UCL ซีซั่นที่แล้ว (6 ลูก) ร่วมกับ อังเคล ดิ มาเรีย ของ เปแอสเช เข้าไปด้วย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่าและฟีฟ่า ได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพให้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของฟิฟโปร และถูกแฟนบอลโหวตให้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีจากเกม FIFA 21

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา “เลวานโกลสกี้” เพิ่งช่วยให้ บาเยิร์น คว้าแชมป์สโมสรโลกที่ประเทศกาตาร์มาครอง โดยที่เจ้าตัวคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

ส่วนสถิติล่าสุดในฤดูกาล 2020-21 เขาซัดไปถึง 29 ประตู จากการลงสนาม 28 นัดรวมทุกรายการ ถือว่ายิงได้มากกว่าจำนวนนัดที่ได้ลงสนามเสียอีก

ปัจจุบัน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ อายุ 32 ปี แน่นอนว่าเขาไม่ใช่นักเตะที่เพิ่งมาดังทีหลัง แต่เจ้าตัวรักษามาตรฐานการถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำมานานนับทศวรรษแล้ว

ตั้งแต่ฤดูกาล 2011-12 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีซีซั่นไหนที่ เลวานดอฟสกี้ ยิงรวมทุกรายการได้น้อยกว่า 20 ประตู

และหากไปย้อนดูผลงานของเขาในช่วง 5 ซีซั่นก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยยิงรวมทุกถ้วยน้อยกว่าฤดูกาลละ 40 ลูก เป็นดาวซัลโวสูงสุดบุนเดสลีกามา 3 ปีติดต่อกัน

และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฤดูกาล 2020-21 เขาก็น่าจะยิงได้มากที่สุดในลีกเมืองเบียร์ได้อีก เพราะตอนนี้ซัดไปแล้ว 24 ประตู ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่มีใครยิงได้แตะหลัก 20 ลูกเลยสักคน

ณ เวลานี้ เลวานดอฟสกี้ ครองสถิตินักเตะที่ยิงประตูในบุนเดสลีกามากเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ เป็นอันดับ 1 สำหรับชาวต่างชาติของลีกเยอรมัน รวมทั้งเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติโปแลนด์อีกด้วย

ขณะที่สถิติการทำประตูในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เลวานดอฟสกี้ ก็ยิงได้น้อยกว่า 2 ซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้น บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้เก่งแค่ในบุนเดสลีกาเพียงอย่างเดียว

เคล็ดลับของสถิติการยิงถล่มทลาย ก็คือรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมลงสนามอย่างต่อเนื่อง เพราะหากไปดูจำนวนเกมที่เจ้าตัวลงสนาม แทบทุกฤดูกาลเขาจะต้องได้ลงเล่นไม่น้อยกว่า 45 นัด

บางคนอาจมองว่าการยิงประตูในลีกเยอรมันคือเรื่องง่าย แต่ความเป็นจริงก็คือ นอกเหนือจาก เลวานดอฟสกี้ แล้ว ไม่มีศูนย์หน้าคนไหนเลยที่ยืนระยะทำผลงานระดับสูงได้เท่าเขา ตลอดช่วง 10 ปีหลังสุด

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไปให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Goal.com เอาไว้หลังจากคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า โดยชี้ว่าความกระหายชัยชนะอยู่เสมอ คือเคล็ดลับของการทำผลงานระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

เขาบอกว่า “ตราบใดที่คุณเล่นฟุตบอล คุณต้องหิวกระหายอยู่เสมอ การขึ้นสู่จุดสูงสุดมันเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การคงอยู่ที่จุดสูงสุดให้ได้มันยากยิ่งกว่า”

ชาวโปแลนด์ส่วนใหญ่มักมีชื่อที่อ่านยาก ไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติอย่าง วอยเชียค เชสนี่ หรือ 2 ดาวยิงคนดังทั้ง คริสตอฟซ์ ปิออนเต็ค และ อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ล้วนมีชื่อหน้าที่สะกดด้วยตัวอักษรไม่เหมือนชื่อยอดฮิตของชาวยุโรปชาติอื่นๆ

แต่ คริสตอฟ เลวานดอฟสกี้ คุณพ่อบังเกิดเกล้าของหัวหอกตัวเก่งทีมเสือใต้ ตั้งชื่อลูกชายของเขาง่ายๆ ว่า “โรเบิร์ต” ด้วยเหตุผลที่ว่า มันจะเป็นชื่อที่จดจำได้ง่ายขึ้น เมื่อออกไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ต่างประเทศ

ครอบครัวของ เลวานดอฟสกี้ ล้วนเป็นนักกีฬา โดยคุณพ่ออย่าง คริสตอฟ คืออดีตแชมป์ยูโด และเคยเป็นนักเตะที่ค้าแข้งในดิวิชั่น 2 ของโปแลนด์ ส่วนคุณแม่อย่าง อิโวน่า ก็เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลหญิง

แม้แต่ แอนนา เลวานดอฟสก้า ซึ่งเป็นภรรยาของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็ยังเคยเป็นอดีตนักคาราเต้ดีกรีเหรียญทองแดงในการแข่งขันชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2009

นั่นทำให้ตลอดชีวิตของ เลวาน เต็มไปด้วยความคุ้นเคยในเรื่องของการแข่งขัน และวางตัวเพื่อเป็นนักกีฬามืออาชีพโดยเฉพาะ

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ โดยเข้าร่วมสโมสรท้องถิ่นที่ชื่อ ปาร์ตีซานท์ เลสซ์โน่ ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เอ็มเคเอส วาร์โซเวีย วอร์ซอว์ ในปีถัดมา และพัฒนาฝีเท้าที่นั่นจนกระทั่งถึงวัยรุ่น

ในปี 2005 เด็กชายโรเบิร์ตวัยเพียง 17 ปี ได้เล่นฟุตบอลให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกให้กับสโมสรระดับดิวิชั่น 4 ของโปแลนด์อย่าง เดลต้า วอร์ซอว์ ก่อนที่พรสวรรค์อันน่าจับตามอง จะทำให้เขาได้ย้ายไปร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง ลีเกีย วอร์ซอว์ ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี

ช่วงเวลาที่ย้ายไปเล่นให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ลีเกีย วอร์ซอว์ ถือว่า เจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

คุณพ่อของเขาต้องจากโลกนี้ไปตอนที่เขาอายุยังไม่ครบ 18 ปี ขณะที่เจ้าตัวต้องเจอปัญหาบาดเจ็บที่เข่าอย่างรุนแรง จนหมดอนาคตที่จะขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

อย่างไรก็ตามในปี 2006 สโมสรเล็กๆ อย่าง ซนิช พรุสซ์คอฟ จ่ายเงินค่าตัวเพียง 1,000 ปอนด์ซื้อตัวเขามาปั้นในลีกรอง และจ่ายค่าจ้างให้แค่เดือนละ 230 ปอนด์เท่านั้น

ซึ่งหากเทียบกับรุ่นพี่ในทีมชุดใหญ่หลายๆ คน ถือว่าค่าเหนื่อยของ เลวาน น้อยกว่าคนอื่นประมาณ 3 เท่า

แต่รายได้ไม่ใช่ตัวตัดสินคุณค่าของคนเสมอไป เพราะในฤดูกาล 2006-07 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ฉายแววสุดยอดดาวยิงด้วยการซัดให้ พรุสซ์คอฟ ไปถึง 15 ประตูจากการลงสนามเกมลีก 27 นัด พาสโมสรเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 3 ขึ้นสู่ดิวิชั่น 2 ได้ทันที

ซีซั่น 2007-08 เลวาน ยังฟอร์มร้อนแรงไม่หยุด เขากดไปอีก 21 ประตูจากการลงสนาม 32 นัดในดิวิชั่น 2 ครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกรอง และแน่นอนว่านั่นคือผลงานที่เข้าตาแมวมองของทีมใหญ่ๆ อีกครั้ง

ยาเซ็ค เกรมบอชกี้ อดีตกุนซือของ ซนิช พรุสซ์คอฟ ซึ่งเป็นคนช่วยปลุกปั้นให้ เลวานดอฟสกี้ ได้แจ้งเกิด ได้เผยกับ บีบีซี เมื่อเดือนธันวาคม 2020 โดยบอกว่า การที่ เลวาน พลาดโอกาสขึ้นทีมชุดใหญ่ให้สโมสรอย่าง ลีเกีย วอร์ซอว์ เพียงเพราะปัญหาเจ็บเข่าไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เจ้าตัวยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นในการพิสูจน์ตัวเอง

แน่นอนว่าฟอร์มสุดยอดในการเล่นลีกรอง ย่อมไปเข้าตาสโมสรยักษ์ใหญ่ของโปแลนด์

ในเดือนมิถุนายน 2008 อีกหนึ่งบิ๊กทีมของประเทศอย่าง เลช พอซนัน ยอมทุ่มเงิน 1.5 ล้านเหรียญโปแลนด์ หรือราวๆ 3 แสนปอนด์ คว้าตัว เลวานดอฟสกี้ ที่อายุยังไม่ทันครบ 20 ปีไปร่วมทีม

ในฤดูกาล 2008-09 เลวานดอฟสกี้ ทำผลงานในการเล่นลีกสูงสุดปีแรกในชีวิตได้อย่างน่าทึ่ง จากการยิงไปถึง 20 ประตูจากการลงสนาม 48 นัดรวมทุกรายการ ทำให้ทีมอย่าง กลาสโกว์ เซลติก ของสกอตแลนด์ โผล่มาให้ความสนใจสุดยอดกองหน้าดาวรุ่งผู้นี้

แต่ เลช พอซนัน ยังไม่รีบร้อนขายดาวยิงอนาคตไกลคนนี้ออกจากทีม ขณะที่ตัวของ เลวานดอฟสกี้ เอง ก็อยากพัฒนาฝีเท้าในการเล่นในประเทศต่อไปก่อน

ฤดูกาลที่ 2 ของเขากับ เลช พอซนัน เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบ 17 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยซัดในลีกไป 18 ประตู พร้อมคว้าตำแหน่งดาวซัลโวได้อีกด้วย

ซึ่งผลงานสุดยอดขนาดนั้น ทำให้ในช่วงระหว่างซีซั่น 2009-10 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่คุมทีมโดย แซม อัลลาร์ไดซ์ ให้ความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับ เลวานดอฟสกี้ อย่างจริงจัง

ฤดูกาล 2009-10 แบล็คเบิร์นมีปัญหาหนัก ในเรื่องฟอร์มการเล่นของบรรดากองหน้าที่นัดกันห่วยแตกทุกคน เพราะไม่มีใครยิงประตูในเกมลีกได้มากกว่า 5 ลูกเลยแม้แต่คนเดียว

ตัวหลักอย่าง เจสัน โรเบิร์ตส์ ยิงได้แค่ 5 ประตู, นิโกล่า คาลินิช ซัดไปแค่ 2 ลูก, ฟรังโก้ ดิ ซานโต ยิงได้แค่ลูกเดียว ส่วน จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ยิงไม่ได้เลยสักประตู

นักเตะที่ยิงได้เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น กลับเป็นกองกลางอย่าง เดวิด ดันน์ ที่ยิงได้ 9 ลูก ซึ่งหลายๆ ประตูมาจากลูกจุดโทษ

มันจึงเป็นเรื่องชัดเจนว่าพวกกองหน้าทีมกุหลาบไฟฝากความหวังไม่ได้แล้ว และนั่นทำให้ “บิ๊กแซม” อยากได้กองหน้าเก่งๆ ราคาถูกๆ ไปร่วมทีม

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ได้สร้างผลงานน่าฮือฮามาแล้วมากมาย ที่ไม่เคยมีกองหน้าคนไหนในบุนเดสลีกาเคยทำได้

เขาเคยใช้เวลาห่างกันเพียง 9 นาที ยิงคนเดียว 5 ประตู ช่วยให้ บาเยิร์น มิวนิค พลิกสถานการณ์จากตามหลัง โวล์ฟสบวร์ก 0-1 กลับมาเอาชนะไป 5-1 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2015 ซึ่งเกมนั้น เลวานดอฟสกี้ ลงเล่นเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง

เลวานดอฟสกี้ ครองสถิตินักเตะที่ทำแฮตทริกได้มากที่สุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา เมื่อได้ลูกบอลกลับบ้านไปครองถึง 11 ครั้ง โดยเกิดขึ้นสมัยที่เล่นให้ต้นสังกัดปัจจุบันอย่าง บาเยิร์น 9 ครั้งด้วยกัน

เขาคือนักเตะเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่สามารถทำแฮตทริกได้ในเกม เดเอฟแอล ซูเปอร์ คัพ ช่วยให้ทีมเสือใต้ถล่ม ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต ยับเยิน 5-0 เมื่อปี 2018

ในฤดูกาล 2019-20 เขาสร้างสถิติใหม่ให้วงการฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองเบียร์ เมื่อกลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูได้ 11 นัดติดต่อกันนับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาล

ขณะที่ผลงานในซีซั่นนี้ เขาสร้างสถิติใหม่ ด้วยการเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ที่ใช้เวลาแค่ 5 นัดแรกยิงครบ 10 ประตู ก่อนจะสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาอีกอย่าง ด้วยการเป็นนักเตะคนแรก ที่ยิงประตูในเกมบุนเดสลีกานัดเยือนได้ 8 เกมซ้อน

 

 

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ทีม “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด สร้างประวัติศาสตร์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด ของประเทศไทย ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร หลังจากสามารถ ดวลจุดโทษเอาชนะ “เสือป่าราชา” นครปฐม ยูไนเต็ด ได้ในเกม เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ รอบเพลย์ออฟนัดชิงชนะเลิศ เลก 2 ที่สนามโรงเรียนกีฬา เทศบาลนครนครปฐม ซึ่งจบลงไป เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา

เกมเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศ เลกแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 17 เมษายน ขอนแก่น ยูไนเต็ด สามารถเปิดบ้านเอาชนะ นครปฐม ไป 2-1 จากประตูชัย ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ บาดาร์ อาลี ทำให้เกมนัดนี้ ทีมจงอางผยอง ขอแค่ไม่แพ้ ก็จะขึ้นสู่ไทยลีก เป็นหนแรกได้ทันที

สำหรับ เกมเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศ เลกที่สอง ที่เพิ่งจบลงไป นครปฐม ยูไนเต็ด สามารถคว้าชัย ไปด้วยสกอร์ 2-1 ใน 90 นาที

ทีมจงอางผยอง บุกนำก่อน 1-0 จากจุดโทษ ของ เปาโล คอนราโด้ ศูนย์หน้าตัวเก่ง ชาวบราซิเลียน ซึ่งเป็นเพื่อนซี้ของ ฟาบินโญ่ ดาวเตะตัวรับ ของลิเวอร์พูล ทีมดังใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

แต่ว่าใน ช่วงท้ายเกม ทีมเสือป่าราชา พลิกแซงชนะ 2-1 จากประตูของ ฮาเหม็ด บาตเตียรี่ ลาติฟ ดาวเตะชาวอิหร่าน ในนาทีที่ 83 และลูกยิงของ พุดทะไซ โคจะเลิน กองกลาง ทีมชาติลาวในนาทีที่ 89 ทำให้สกอร์รวม 2 นัดเสมอกัน 3-3 จึงต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

ในช่วงต่อเวลา ไม่มีฝ่ายไหน ทำประตูกันได้ เกมจึงต้องดวลจุดโทษตัดสิน

แล้วสุดท้ายก็เป็น ขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่ยิงเป้าได้แม่นกว่า ชนะไปด้วยสกอร์ 4-3 โดยที่มือสังหาร 2 คนสุดท้าย ของนครปฐมซัดพลาด เปิดโอกาสให้ วรากร ทองใบ กองหน้าที่ขอนแก่นยืมมาจาก ชลบุรี เอฟซี ซัดจุดโทษลูกตัดสิน หยิบตั๋วขึ้นไทยลีก ให้ทีมจงอางผยองได้อย่างบีบหัวใจ

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ก่อตั้งสโมสร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2014 ก่อนเริ่มเข้าแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยเป็นครั้งแรกในรายการ เอไอเอส ลีกภูมิภาค โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2015 และ คว้าแชมป์ได้ทันที พร้อมกับคว้าสิทธิ์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ยามาฮ่าลีก ดิวิชั่น 1 ได้ในปี 2016

แต่ว่าในปี 2016 สมาคมฟุตบอลแ ห่งประเทศไทย ได้ตัดสิทธิ์ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ออกจากการแข่งขัน จากกรณีที่ สาโรจน์ รัตนคำมูล การ์ดของสโมสรไปทำร้ายร่างกายผู้ตัดสิน สรพงษ์ ไกรเนตร หลังจบเกมที่แพ้อ่างทองคาบ้าน 0-1 ในปีนั้น

จากเหตุการณ์อื้อฉาวที่ว่า ทำให้ ทีมจงอางผยอง ถูกสมาคมฟุตบอล ลงโทษแบนห้ามลงแข่งรายการในประเทศตลอดชีพ แต่ว่าได้รับการอุทธรณ์ ก่อนกลับมาลงแข่งใหม่อีกครั้งได้ในปี 2018 โดยต้องไปเริ่มต้นใหม่ในลีกระดับ T4 โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลยทีเดียว

ในปี 2018 ขอนแก่น ยูไนเต็ด สามารถคว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่ T3 ได้ จากการคว้ารองแชมป์ T4 ก่อนที่ในปี 2019 จะคว้าแชมป์ T3 โซนตอนบนของประเทศ และได้สิทธิ์สู้ศึก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2020

แม้ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ศึกเอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ จะมีการเลื่อนโปรแกรมแข่งขันมาอย่างยาวนานมาก เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทย แต่ทีมจงอางผยองก็สามารถคว้าอันดับ 4 ได้ในฤดูกาลปกติ

คว้าสิทธิ์เป็น 1 ใน 4 ทีมร่วมกับ นครปฐม ยูไนเต็ด (อันดับ 3), แพร่ ยูไนเต็ด (อันดับ 5) และ ชัยนาท ฮอร์นบิล (อันดับ 6) ที่ได้ไปเล่นเพลย์ออฟ ลุ้นคว้าตั๋วเลื่อนชั้นใบสุดท้ายได้สำเร็จ

ในเกมเพลย์ออฟเลื่อนชั้น รอบรองชนะเลิศ ขอนแก่น ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะ แพร่ ยูไนเต็ด ได้ทั้งไปและกลับ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ ได้ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-2 ก่อนจะมาสร้างประวัติศาสตร์ ได้ลงเล่นลีกสูงสุด อย่างน่าประทับใจ จากการดวลจุดโทษดับ นครปฐม ยูไนเต็ด ได้ในที่สุด

เท่ากับว่า 3 ทีมที่เลื่อนชั้นจาก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2020-21 ขึ้นสู่ไทยลีกได้ ประกอบด้วย หนองบัว พิชญ เอฟซี (แชมป์), เชียงใหม่ ยูไนเต็ด (รองแชมป์) และ ขอนแก่น ยูไนเต็ด (แชมป์เพลย์ออฟ)

ส่วน 3 ทีมที่ตกชั้นจากไทยลีก ต้องลงไปเล่นใน T2 ฤดูกาลหน้า คือ สุโขทัย เอฟซี, ตราด เอฟซี และ ระยอง เอฟซี
โดยศึกไทยลีก ฤดูกาลหน้า (2021-22) จะเริ่มเปิดฤดูกาล ในวันที่ 31 กรกฏาคม นี้
ขอแสดงความยินดีกับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด, แฟนบอล ทีมจงอางผยอง และชาวขอนแก่นมา ณ ที่นี้ด้วย
ขณะที่ นครปฐม ยูไนเต็ด เราขอเป็นกำลังใจให้คุณต่อสู้ใหม่ เพื่อหวังเลื่อนชั้นให้ได้อีกครั้งในฤดูกาลหน้า

ฝุ่นPM2.5

ฝุ่นPM2.5

ฝุ่นPM2.5

ฝุ่นPM2.5

ด้วยขนาดที่เล็กมาก ทำให้ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 สามารถถูกสูดเข้าลึก ถึงทางเดินหายใจ    และปอด  บางอนุภาคยังอาจ เข้าสู่กระแสเลือด ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย

ในปัจจุบัน ประชาชน 9 ใน 10 คนกำลังเผชิญกับ คุณภาพอากาศที่มีมลพิษ เกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดไว้ ทั้งนี้ WHO ยังอัพเดทสถานการณ์ว่า ในแต่ละปี มีผู้คนประมาณ 7 ล้านคนเสียชีวิต จากมลพิษทางอากาศอีกด้วย

องค์กรอนามัยโลก (WHO)  ตั้งค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศ ว่าหากมีเกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ประเทศไทย กำหนดอันตรายของฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่  50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แต่ไม่ว่าจะถือมาตรฐานใด ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติด้วยปริมาณเกือบ 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะบริเวณริมถนน หรือบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น และรอบสถานที่ก่อสร้าง

ทำความรู้จักฝุ่นพิษ PM 2.5

เป็นเรื่องปกติ ที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเมืองหลวงของอีกหลายประเทศทั่วโลก ต้องเผชิญปัญหามลพิษ จากฝุ่นละอองในอากาศอยู่เสมอ ด้วยประชากรหนาแน่น ความคับคั่งของการจราจร รวมถึงเขม่าควัน และฝุ่นผงจากการก่อสร้าง

แต่ปัญหาวิกฤติ ที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังวิตกคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (Particulate Matter 2.5 – PM2.5) ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้ขาดความตระหนักถึง อันตรายต่อสุขภาพอย่างใหญ่หลวง ฝุ่นละอองจิ๋ว PM 2.5   ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เครื่องจักร โดยเฉพาะเครื่องยนต์ ของทั้งรถยนต์ใหม่และเก่า มักมีปริมาณสูงสุดช่วงรถติดมากๆ ในช่วงเช้าและเย็นของวันทำงาน  โดยมากจะเกิดในช่วง ฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง  อีกทั้งปัจจุบันกรุงเทพฯ  กำลังประสบปัญห าลมพัดผ่านได้ยาก อากาศหยุดนิ่ง เนื่องจากมีตึกสูงปิดกั้นทางลม รวมถึงฝุ่นจากการก่อสร้าง ที่มีอยู่แทบทุกพื้นที่ มาเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลง

นอกจากนี้ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ที่สำคัญเกิดจาก ไนโตรเจนไดออกไซด์  (NO2)  ถูกปล่อยสู่อากาศมากมาย จนเกิดการทำปฏิกิริยาทางเคมี กับโอโซนและแสงแดด กลายเป็นฝุ่นผงขนาดเล็กที่เป็นปัญหา

ไนโตรเจนไดออกไซด์ เกิดจากการสันดาป ภายในของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งในหลายๆ ประเทศที่ห่วงใยปัญหาสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ได้พยายามลดการใช้รถยนต์ดีเซลลง

ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว

ด้วยขนาดที่เล็กมาก ทำให้ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 สามารถ ถูกสูดเข้าลึกถึงทางเดินหายใจ และปอด  บางอนุภาค ยังอาจเข้าสู่กระแสเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย

ภัยร้ายต่อทางเดินหายใจและปอด

แน่นอนว่ามลพิษในอากาศ ส่งผลโดยตรงกับ ระบบทางเดินหายใจและปอด ยิ่งเมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า  ยิ่งสามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ง่าย และรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดกำเริบ หรือเป็นสาเหตุให้ คนปกติเป็นหอบหืดได้เช่นกัน หากไม่รีบแก้ไข หรือไม่รู้ตัวว่า ได้สูดเอามลพิษขนาดเล็ก เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และปอดจนสะสมเป็นเวลานาน อาจเป็นปัจจัยให้เกิดมะเร็งปอดได้ในที่สุด

ภัยร้ายต่อหัวใจ

การสูดหายใจ เอาฝุ่นละอองพิษเล็กจิ๋วติดต่อกันระยะหนึ่ง ส่งผลให้เกิด การตะกอนภายในหลอดเลือด จนทำให้เกิดหัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมองตีบได้ ทั้งนี้การสัมผัสมลพิษทางอากาศ ยังมีผลต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เต้นผิดจังหวะ และอาจรุนแรงจนส่งผลให้หัวใจวายเฉียบพลัน

ภัยร้ายต่อสมอง

เมื่อฝุ่นผงขนาดเล็ก สามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการสะสมขึ้น  ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง และเลือดมีความหนืด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ เกิดลิ่มเลือดในสมอง รวมถึงหลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว  ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก เป็นสาเหตุของ โรคอัมพฤกษ์อัมพาตและเสียชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยงอันตรายจากฝุ่นพิษ

ชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่ป้องกัน มีความเสี่ยงเกิดโรคมากน้อยขึ้นกับสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย สำหรับเด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคปอดหรือโรคหัวใจ ถือเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงขึ้น

เด็ก
อาจกล่าวได้ว่ายิ่งอายุน้อย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น  เนื่องจากเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายยังอยู่ในระยะที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ฝุ่นพิษในอากาศที่สามารถเข้าสู่ระทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่ายจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของระบบต่างๆ  หรือทำให้เกิดโรคร้ายแรงในที่สุด

หญิงมีครรภ์
นอกจากภัยร้ายส่งผลต่อตัวคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สูดฝุ่นละอองโดยตรงแล้ว ทารกในครรภ์ยังเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน  มีการศึกษาพบว่ามลพิษในอากาศมีผลต่อการคลอดก่อนกำหนด  เสี่ยงแท้งบุตร และเพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์ได้

ผู้สูงอายุ 
เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะเริ่มเสื่อมถอย ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายลดลง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลงดลง หากต้องเผชิญกับฝุ่นละออง อาจมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหอบหืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญฝุ่นพิษให้มากที่สุด

ผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว
โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคหัวใจชนิดต่างๆ การสูดฝุ่นผงเข้าสู่ร่างกายโดยตรงส่งผลให้โรคกำเริบ อาจถึงกับชีวิตได้

การป้องกันพิษฝุ่นจิ๋วด้วยตัวเอง

หน้ากาก
ป้องกันตัวเองจากการสูดฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ด้วยมาสก์ปิดจมูกที่สามารถกรองอนุภาคฝุ่นละอองพิษได้สูง เช่น หน้ากาก N95 กรองได้อย่างน้อย  95%  และหน้ากาก N99 กรองได้มากถึง 99%  โดยต้องสวมอย่างถูกต้องตามวิธีที่ระบุไว้ในบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ยังควรหมั่นกระชับหน้ากากไม่ให้หลวม เนื่องจากฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมาก จะสามารถลอดผ่านหน้ากากได้ง่าย  ไม่ควรนำหน้ากากใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่หาก มีฝุ่นละอองหนาเกินไป

โหลดแอพ
การเฝ้าระวังระดับมลพิษด้วยการโหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น   Asia Air Quality (Android), Global Air Quality (Android) และ Air Quality Index (iOS)

หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้าน
การเดินทางกลางแจ้ง ส่งผลให้ต้องสัมผัส และสูดดมละอองฝุ่นจำนวนมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะ ผู้ที่นิยมออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรงดในช่วงที่มีภาวะหมอกควันและฝุ่นสูง เนื่องจากการใช้แรงมาก หรือหายใจแรง อาจยิ่งเพิ่มการสูดเอาละอองฝุ่นผง PM2.5 เข้าสู่ทางเดินหายใจและปอดมากขึ้น

พยายามอยู่บ้านหรือภายในอาคารที่ปิดมิดชิด 
อาจใช้เครื่องปรับอากาศ ภายในบ้านแม้อุณภูมิภายนอกไม่สูง หรือปิดหน้าต่างให้มิดชิดในช่วงที่มีมลพิษสูง  บางกรณีอาจใช้ เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกรองอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก

งดสูบบุหรี่และกิจกรรมที่ทำให้เกิดควัน
การสูบบุหรี่ หรือสูดกลิ่นควันอาจส่งผลให้ ระบบทางเดินหายใจ และปอดอ่อนแอ เมื่อต้องเผชิญกับฝุ่นพิษในอากาศยิ่งส่งผลให้สุขภาพแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงเกิดหอบหืดและมะเร็งปอด

สังเกตตัวเอง

โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรพกยาติดตัวเสมอ หรือพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง สถานที่หนาแน่นของมลพิษ ทางอากาศ หรือไม่แน่ใจการป้องกันตนได้ผลหรือไม่ โดยเฉพาะบุคคล ในกลุ่มเสี่ยง หากพบอาการ เช่น  หายใจลำบาก หน้ามืด อ่อนแรง หรือไอติดต่อกันรุนแรง  ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาให้ทันท่วงที

อย่ามองข้ามปัญหามลพิษร้ายแรงที่คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญ เพราะฝุ่นเล็กจิ๋วที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้