เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลี่ย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ (Burnley Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองเบิร์นลีย์ โดยสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้น เบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็กลายเป็นหนึ่งสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกฟุตบอลขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี จนเมื่อในฤดูกาลปี ค.ศ. 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับมาลงแข่งขันในลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ

ด้วยผลงานการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการเอาชนะยอดทีมดังอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 1-0 ได้อีกด้วย จากประตูของ ร็อบบี เบลก ในฤดูกาลปี ค.ศ. 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

ปัจจุบัน ไมค์ การ์ลิค และ จอห์น บานาซคิวอิกซ์ เป็นประธานสโมสร โดยมี ชอน ไดช์ เป็น ผจก.ทีม และสโมสรก็ทำการแข่งขันอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

เกรียติประวัติทีม Burnley

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ เคยประสพความสำเร็จเป็น

– แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1920-21 , 1959-60
– รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1919-20 , 1958-59
– แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1897-98 , 1972-73
– รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1912-13 , 1946-47
– แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1914

– รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1946-47 , 1961-62
– ยูโรเปียน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1961
– Win Liverpool 2-0 (premierleague) 20 august 2016

สนามเหย้า Burnley

เทิร์ฟมัวร์ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก ก่อสร้างเมื่อปี 1833 ปัจจุบันมีความจุสนามอยู่ที่ 22,546 คน ทีมสโมสรเบิร์นลีย์ลงเล่นนัดแรกในสนามของตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1883 โดยทีมเจ้าถิ่นแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-6

การแข่งขันฟุตบอลลีกครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่สนามเทิร์ฟมัวร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2431 เฟร็ดโปแลนด์เป็นผู้ทำประตูแรกในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สนามแห่งนี้ถือเป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศอังกฤษ ที่ยังใช้แข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศ

ตราสัญลักษณ์สโมสร

ตัวสิงโตตรงกลางของตราประจำสโมสรเบิร์นลีย์ นั้นมีความหมายสื่อถึง ราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากสนามเหย้า เทริฟ์มัวร์ของสโมสร เป็นสนามแรกที่ได้รับเกรียติจากราชวงศ์อังกฤษมานั่งชมเกม ในปี ค.ศ. 1886 เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ได้เดินทางมาเพื่อเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมือง

หลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นภารกิจในครั้งนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จมาชมเกมฟุตบอลคู่กระชับมิตร ระหว่างทีมเจ้าถิ่นเบิร์นลีย์ กับ โบลตัน ส่วนผึ้งทั้ง 2 ตัวที่อยู่ด้านบนนั้นมีความหมายถึงผู้คนของเมืองเบิร์นลีย์ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คือเหล่าคนงาน หรือผึ้งงานนั่นเอง ส่วนรูปมือตรงกลางนั้น หมายถึงคำขวัญของเมืองที่ว่า “ยึดถือหลักความจริง” นั่นเอง ทั้งหมดนี้คือความหมายของตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรเบิร์นลีย์

สปอนเซอร์ตั้งแต่ อดีต – ปัจจุบัน

ปี ค.ศ. 1982-83 : POCO                                       ปี ค.ศ. 1983–84 : TSB
Multipart : ปี ค.ศ.1984–88                                 ปี ค.ศ.1988–98 : Endsleigh
ปี ค.ศ.1998–2000 : P3 Computers                   ปี ค.ศ.2000–01 : None

Lanway : ปี ค.ศ.2001–04                                     ปี ค.ศ.2004–07 : Hunters
ปี ค.ศ.2007–09 : Holland’s                                ปี ค.ศ.2009–10 : Cooke
Fun88ปี : ค.ศ.2010–12                                        ปี ค.ศ.2012–14 : Premier Range
ปี ค.ศ.2014–15 : Fun88                                       ปี ค.ศ.2015–16 : Oak Furniture Land & Sofa Store
Dafabetปี : ค.ศ.2016–ปัจจุบัน

ประวัติ

สโมสรเบิร์นลีย์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้นเบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปีจนในฤดูกาล 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ โดยการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไป 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ 1-0 จาก ร็อบบี เบลก

ในฤดูกาล 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1920-21,1959-60
  • รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1919-20,1958-59
  • แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1897-98,1972-73
  • รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1912-13,1946-47
  • แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้ง
    • 1914
  • รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้ง
    • 1946-47,1961-62
  • ยูโรเปียน คัพ
    • รอบก่อนรองชนะเลิศ ปี 1961
  • Win Liverpool 2-0
    • (premierleague) 20 august 2016

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นมีประสบการณ์ในรายการเมเจอร์มาแล้วรวมสามรายการด้วยกัน โดยตามรายงานของ  พวกเขานั้นเคยตีตั๋วไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วทั้งหมด 12 สมัย, ฟุตบอลยูโร 5 สมัย, และเคยเข้าร่วมในการแข่งขันโอลิมปิคอีกทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในโอลิมปิกปี 1920

สำหรับผลงานอื่นๆที่น่าสนใจของทีมชาติเบลเยี่ยม คือ พวกเขาเคยเอาชนะสี่ทีมชาติยักษ์มาแล้วอย่าง เยอรมนีตะวันตก, บราซิล, อาร์เจนติน่า และ ฝรั่งเศส ในช่วงปี 1954 ถึงปี 2002

คู่แข่งสำคัญของทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นคือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และทีมชาติฝรั่งเศส โดยพวกเขาแทบจะได้เจอกันทุกครั้งในช่วงปี 1905 ถึง ปี 1967

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นถูกตั้งฉายาให้เป็น ทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป นับตั้งแต่ปี 1906

สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม ในยุคของยอดศูนย์หน้าอย่าง พอล ฟาน ฮิมสท์, ตำนานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเบลเยี่ยมในยุคศตวรรษที่ 20, ทีมชาตเบลเยี่ยมนั้นสามารถคว้าอันดับที่สามในศึกฟุตบอลยูโร 1972 มาได้

หลังจากนั้น พวกเขามียุคทองที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะเต็มทีมอยู่สองช่วง ในช่วงแรกเป็นช่วงยุค 80 ถึงยุค 90 โดยพวกเขาสามารถคว้าอันดับที่สองในศึกยูโร 1980 มาได้ แล้วคว้าอันดับที่ 4 ในศึก

โค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม: โรเบอร์โต้ มาร์ติเนซ

โรเบอร์โต้ มาติเนซ, เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1973, เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพสัญชาติสเปน ในตำแหน่งมิดฟิล์ดตัวรับ โดยเขาเคยเข้ามาโลดเล่นในวงการฟุตบอลอังกฤษกับสโมสร สวอนซี เมื่อปี 2003

หลังจากปี 2007 มาร์ติเนซ ตัดสินใจแขวนสตั๊ดและได้กลายมาเป็นกุนซือให้กับสโมสรสวอนซี โดยสามารถพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นจากลีกวันขึ้นมาที่ลีกแชมเปี้ยนชิพได้

หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายมาคุมวีแกน ก่อนที่จะย้ายไปคุมสโมสรเอฟเวอร์ตัน และท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2016 มาร์ติเนซได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติเบลเยี่ยม

นักเตะคีย์แมนของทีมชาติเบลเยี่ยม: เควิน เดอ บรอยน์

เป็นอะไรที่ยากมากที่จะระบุว่าใครคือนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมชาติเบลเยี่ยม เนื่องจากทีมนั้นเต็มไปด้วยแข้งพรสวรรค์ครบถ้วนแทบจะทุกตำแหน่ง แต่สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน เควิน เดอ บรอยน์ ถือว่าสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมากที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการคุมเกมแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พลพรรคเรือใบสีฟ้า ยังคงเป็นจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีกได้

ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างกำลังจับตามองอยู่ว่า เดอ บรอยน์ จะสามารถนำทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์มาได้หรือไม่

รายชื่อนักเตะ 23 คนสุดท้ายของ ทีมชาติเบลเยียม

ผู้รักษาประตู: โคเอน คาสตีลส์ (สโมสร โวล์ฟสบวร์ก) , ติโบต์ กูร์ตัวส์ (สโมสร เชลซี) , ซิมง มิโญเลต์ (สโมสร ลิเวอร์พูล)

กองหลัง: โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ) , เดดริค โบยาต้า (สโมสร กลาสโก เซลติก) , แวงซอง กอมปานี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , โธมัส มูนิเออร์ (สโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง) , โธมัส แฟร์มาเลน (สโมสร บาร์เซโลนา) , แยน แฟร์ตองเกน (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

กองกลาง: นาเซอร์ ชาดลี (สโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบียน) , เควิน เดอ บรอยน์ (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , มุสซา เดมเบเล (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) , ลีนเดอร์ เดนคอนเกอร์ (สโมสร อันเดอร์เลชท์) , มารูยาน เฟลไลนี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ยูริ ตีเลมองส์ (สโมสร โมนาโก) , อักเซล วิตเซล (สโมสร เทียนจิน ฉวนเจียน) , ธอร์ก็อง อาซาร์ (สโมสร โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค) , อัดนาน ยานูไซ (สโมสร เรอัล โซเซียดาด) , ยานนิค การ์รัสโก (สโมสร ตาเหลียน ยี่ฟาง)

กองหน้า: มิชี บัตชัวญี (สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) , เอเด็น อาซาร์ (สโมสร เชลซี) , โรเมลู ลูกากู (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ดรีส์ เมอร์เทนส์ (สโมสร นาโปลี)

ประเทศเบลเยียมหรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรปและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกับของอีกหลายองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ทั้งนี้ ลักษณะของประเทศ ยังคล้ายกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

เบลเยียมมีความหลากหลายทางภาษาค่อนข้างสูง ส่งผลต่อระบบการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน เบลเยียมแบ่งออกเป็นสองภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่ฟลานเดอส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ และวัลโลเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม เป็นเขตทวิภาษา ตั้งอยู่ในฟลานเดอส์

ฟุตบอลทีมชาติเบลเยียมเป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศเบลเยียม ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ในฟุตบอลโลก เคยได้ที่ 4 ในฟุตบอลโลก 1986 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เคยได้ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1980

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า นับเป็นทีมที่ได้อันดับ 1 โดยที่ไม่เคยได้แชมป์ในรายการใหญ่ ๆ ทั้งฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาก่อน

จำนวนที่เข้ารอบฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกเข้ารอบจำนวน 12 ครั้ง

ผลงานฟุตบอลโลก

1930 – เข้ารอบแรก

1934 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1938 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1954 – เข้ารอบแรก

1970 – เข้ารอบแรก

1982 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1986 – ได้อันดับที่ 4

1990 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1994 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1998 – เข้ารอบแรก

2014 – เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

2018 – เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย

 

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

(FC Bayern München) สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งประเทศเยอรมัน และเป็นสโมสรที่สามารถครองแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมันได้มากที่สุดซึ่งเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ บาเยิร์น มิวนิค มีแฟนบอลทั่วโลก สโมสรแห่งนี้ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1900 โดยใช้สนามเหย้าหลักของสโมสรชื่อ “อัลลิอันซ์ อารีน่า” โดยมีความจุที่นั่งสำหรับแฟนบอลมากถึง 75,000 ที่นั่ง  ซึ่งบาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกที่ลงเล่นจากนั้นก็ต้องเผชิญกับสงครามโลกทำให้ฟุตบอลต้องหยุดเล่น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

ยุคของ บุนเดสลีกา เยอรมัน บาเยิร์น ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมากถึง 13 คน ระหว่าง ค.ศ. 1945-1963 จากการลี้ภัยทางสงครามใน ปี ค.ศ. 1947 โดยการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้บาเยิร์น มิวนิคประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดย โรแบนด์ เอนเดอลอร์ ได้หาเงินทุนมาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 4 ปี ด้วยกัน คือ ค.ศ. 1951 ไปจนถึง 1955 และในฤดูกาลถัดไป บาเยิร์น มิวนิคก็คว้าแชมป์ DFB Pokal

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค ความเป็นมาของสโมสร

ความรุ่งเรืองของบาเยิร์น มิวนิคต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล 1974 – 1976 ด้วยการประกาศชัยชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ UCL ในปัจจุบัน โดยเป็นสโมสรทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 3 สมัยซ้อนติดต่อกัน และได้แชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในยุคของ ออทมาร์ ฮิตซ์เฟลต์  และใน ปี ค.ศ. 2002-2003 บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมัน สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 อีกครั้งในฤดูกาล  2013  เรียกว่าในฤดูกาลนี้ บาเยิร์น นิวนิคสามารถกวาแชมป์ฟุตบอลได้มากถึง 3 รายการในฤดูกาลเดียว หรือ เป็นทีม ทริปเปอร์แชมป์ จากผลงานการคุมทีมของผู้จัดการทีม ยุพ ไฮน์เคิส นายใหญ่ชาวเยอรมัน ที่สามารถเอาชนะเสือเหลือง ดอร์ทมุน ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1

แชมป์ฟุตบอลยุโรปล่าสุด บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรได้สำเร็จในยุคของโคโรนา ไวรัส 19 ที่ไม่มีแฟนฟุตบอลเข้าร่วมฉลองแชมป์ ด้วยการนำทีมของ ฮันซี ฟลิค ที่เอาชนะปารีส แซงค์ แชร็กแมงได้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ และฤดูกาล 2019/2020 บาเยิร์น มิวนิค ยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยชุดผู้เล่นที่เดิมหรือชุดที่ได้แชมป์ในฤดูกาลก่อนยังคงอยู่และฟอร์มการเล่นในรายการแชมป์เปี้ยน ลีกยังคงยอดเยี่ยม ทำให้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว

บาเยิร์น มิวนิค กวาดแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน กว่า 30 สมัย , เดเอ็ฟเบ-โพคาล 20 สมัย , เดเอ็ฟเอ็ล-ลีกาโพคาล  6 สมัย  , เดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพ  8 สมัย , ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก 6 สมัย , ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ , ยูฟ่าคัพ/ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย

สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก หรือ เอฟเซไบเยิร์นมึนเชิน (เยอรมันFC Bayern München; อังกฤษFC Bayern Munich) เป็นสโมสรในประเทศเยอรมนี อยู่ที่เมืองมิวนิก อีกชื่อหนึ่งอาจเรียกว่า บาวาเรียมิวนิก หรือ บาวาเรียมึนเชิน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศเยอรมัน โดยสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (บุนเดสลีกา) มาครองได้มากถึง 24 ครั้ง แชมป์สโมสรโลก 2 ครั้ง ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 ครั้ง และยูฟ่าคัพ 1 ครั้ง

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 โดยสิบเอ็ดผู้เล่นฟุตบอลที่นำโดยฟรันซ์ จอร์น แม้ว่าบาเยิร์นจะชนะในการชิงแชมป์แห่งชาติในปี ค.ศ. 1932 สโมสรก็ไม่ได้เลือกเล่นในบุนเดลีกาที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 สโมสรมีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อกลางยุค 70 ภายใต้การนำของฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ โดยได้แชมป์สโมสรยุโรป 3 สมัยติดต่อกัน (ค.ศ. 1974-76) ในปีที่บาเยิร์นได้รับตำแหน่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลเยอรมัน ชนะถึงห้าในสิบครั้งของบุนเดสลีกาล่าสุด รางวัลระดับนานาชาติล่าสุดของสโมสรคืออินเตอร์คอนติเนนตัลคัพในปี ค.ศ. 2001 หลังจากที่พวกเขาได้แชมป์สโมสรยุโรปสมัยที่ 4 ในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2005-06 บาเยิร์นใช้สนามอัลลิอันซ์อารีนาเป็นสนามเหย้าของตัวเอง ก่อนหน้านี้สโมสรได้เล่นในสนามโอลิมปิค สเตเดียม มิวนิกมาเป็นเวลา 33 ปี สีประจำสโมสรคือสีแดงและสีขาว และทีมได้แสดงให้เห็นถึงสีประจำรัฐบาวาเรีย บาเยิร์นเป็นสโมสรที่ใช้ระบบสมาชิกกว่า 162,187 คน นอกจากนี้ยังมี 2,764 ที่ลงทะเบียนแฟนคลับอย่างเป็นทางการร่วมกับ 192,162 คน สโมสรยังมีหน่วยงานด้านกีฬาอื่น ๆ อีก คือ หมากรุก, แฮนด์บอล, ยิมนาสติก, โบว์ลิ่ง, ปิงปองผู้ตัดสินและทีมฟุตบอลอาวุโส รวมกันมีสมาชิกใช้งานมากกว่า 1,100 คน

ในฤดูกาล 2013-14 บาเยิร์นมิวนิคสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 24 โดยที่ลงแข่งไปเพียง 27 นัดเท่านั้น ด้วยการเอาชนะแฮร์ธาเบอร์ลิน ไป 1-3 ที่สนามโอลิมเปียชตาดิออนเบอร์ลิน ของแฮร์ธา ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 ด้วยเหตุที่ทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ในตาราง คือ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ ไม่สามารถตามทันแล้ว นับเป็นการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

(ฝรั่งเศส: Équipe de France de football) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศฝรั่งเศสและเป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งในทวีปยุโรป มีผลงานชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 1998 และ ฟุตบอลโลก 2018 และเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1984 และ ปี ค.ศ. 2000

ประวัติทีม

ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1904 ในช่วงที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 โดยลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับเบลเยียมในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 ฝรั่งเศสได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่สนามปาร์กเดแพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500 คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 1-0

ในปี ค.ศ. 1932 ฝรั่งเศสได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของฝรั่งเศสคือถล่มทีมชาติเม็กซิโก 4-1 โดยลูว์เซียง โลร็อง ที่เป็นผู้ยิงประตูแรกของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ฝรั่งเศสกลับแพ้ 1-0 ใน 2 เกมต่อมากับอาร์เจนตินาและชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ในปี ค.ศ. 1934 ฝรั่งเศสยังคงต้องผิดหวังต่อไป เมื่อตกรอบแรกจากการแพ้ออสเตรีย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีอย่างผิดหูผิดตาในครั้งที่พวกเขารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1938 หลังจากฝ่าด่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับอิตาลีด้วยคะแนน 3-1

ในยุคทศวรรษที่ 1950 นับเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลของฝรั่งเศส จากการแจ้งเกิดของนักเตะชื่อดังอย่างฌุสต์ ฟงแตน เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก และแรมง กอปา ตำนานดาวยิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 1958 ฝรั่งเศสสามารถคว้าอันดับ 3 จากการถล่มทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 6-2 โดยฟงแตนยิงคนเดียว 4 ประตู

ในปี ค.ศ. 1960 ฝรั่งเศสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นครั้งแรก แต่พวกเขากลับทำได้แค่อันดับ 4 หลังจากแพ้ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย 2-0 แต่หลังจากนั้น ฝรั่งเศสกลับดำดิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง รวมถึงความล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันระดับเมเจอร์หลายรายการ โดยพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้เลยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970

เมื่อในยุคทศวรรษที่ 1980 ฝรั่งเศสกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งจากการนำทัพของมีแชล ปลาตีนี ตัวทำเกมจอมเทคนิค และสามสุดยอดกองกลางอย่างฌ็อง ตีกานา, อาแล็ง ฌีแร็ส และลูยส์ แฟร์น็องแดซ ที่ประสานงานร่วมกันจนถูกขนานนามว่า สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ (Magic Square) พวกเขาพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับนานาชาติได้สำเร็จในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยปลาตีนีได้เป็นดาวซัลโวของรายการด้วยการยิงไปถึง 9 ประตู รวมถึงหนึ่งในประตูในเกมที่ชนะสเปนด้วยคะแนน 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ฝรั่งเศสยังสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี ค.ศ. 1984 ก่อนที่จะคว้าแชมป์รางวัลอาร์เตมีโอ ฟรังกี (คอนเฟเดอเรชันส์คัพในปัจจุบัน) ในปีถัดมาทำให้พวกเขาได้รับการยกให้เป็นทีมเต็ง 1 สำหรับการครองแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 แต่แล้วก็ยังคงต้องรอตำแหน่งแชมป์ต่อไป หลังจากทำได้แค่อันดับ 3 ด้วยการแพ้เบลเยียม 4-2

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1996 ฝรั่งเศสเริ่มก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดทีมของวงการลูกฟุตบอลโลก จากการที่เข้าสู่ยุคผลัดใบโดยนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามารับใช้ชาติหลายต่อหลายคน ในยูโร 1996 ฝรั่งเศสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่รอบตัดเชือกเช่นเดิมหลังจากแพ้สาธารณรัฐเช็ก ต่อมาในฟุตบอลโลก 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพฝรั่งเศสสามารถระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการถล่มบราซิล สุดยอดทีมจากฟุตบอลโลก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ของทีม

ในปี ค.ศ. 2000 ฝรั่งเศสยังคงรักษาความฟอร์มที่ดีไว้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 2000 ด้วยการชนะอิตาลี 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ภายใต้การเล่นเกมและสร้างสรรค์เกมของซีเนดีน ซีดาน สุดยอดกองกลางจอมเทคนิคของฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาทำสถิติเป็นชาติแรกที่ครองแชมป์ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรนัลตั้งแต่ที่เยอรมนีตะวันตกเคยทำได้เมื่อปี 1974 นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังขึ้นไปอันดับ 1 ในการจัดอันดับโลกของฟีฟ่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสเริ่มจะกลับสู่ความตกต่ำอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จแต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพวกเขาต้องหยุดอยู่ที่รอบแรกเท่านั้น ก่อนที่ผลงานจะดีขึ้นมาในยูโร 2004 โดยฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ก็ปราชัยต่อกรีซ เจ้าของแชมป์ในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 2006 ฝรั่งเศสเกือบจะไม่ผ่านไปเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 แต่ยังดีที่บรรดานักเตะรุ่นเก่าที่เคยประกาศตัดสินใจอำลาทีมชาติเปลี่ยนใจกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในรอบสุดท้าย หลังจากสู้และสามัคคีกันจนสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแพ้อิตาลีจากการดวลจุดโทษไป 5-3 ไปอย่างน่าเสียดาย 2 ปีต่อมาในยูโร 2008 ฝรั่งเศสก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งหลังจากตกรอบแรก เนื่องจากถูกจับให้อยู่ในกลุ่มที่มีแต่ทีมเต็งที่จะเป็นแชมป์ โดยมีเนเธอร์แลนด์ อิตาลี และโรมาเนีย เป็นสมาชิกร่วมกลุ่มด้วยการเป็นที่ 4 ของกลุ่ม

ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 ฝรั่งเศสต้องผิดหวังอีกครั้งหลังตกรอบแรกในการคัดเลือกทีมไปแข่งขันที่ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาภายในทีมอีกระหว่างนักเตะและผู้ฝึกสอนอีกด้วย ต่อมาในยูโร 2012 ทีมชาติฝรั่งเศสก็เริ่มทำผลงานเริ่มดีขึ้นมา โดยในรอบแบ่งกลุ่มสามารถเป็นรองแชมป์กลุ่มได้ เป็นรองเพียงอังกฤษเท่านั้น แต่แล้วในรอบสิบหกทีมสุดท้ายก็ต้องปราชัยแพ้ให้กับทีมเต็งของรายการนี้อย่างสเปนไป 2-0

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ทีมชาติฝรั่งเศสผ่านเข้าได้ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนีไป 0-1 ซึ่งในครั้งนั้นทีมชาติเยอรมนีก็ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 และในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถสร้างผลงานผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งเป็นการผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ของทีมชาติฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คว้าแชมป์สมัยที่ 2 โดยการเอาชนะโครเอเชีย 4-2

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1984 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 1998 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
  • แชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ปี 2001 และ ปี 2003
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 2018
  • ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี 1904
  • ในช่วงที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม ปี 1904โดยพวกเขาลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับทีมชาติเบลเยี่ยมในวันที่ 1พฤษภาคม ปี 1904ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1905ฝรั่งเศส ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ พาร์กส์ เดส์ แพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 1-0ในปี 1930ฝรั่งเศส เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ อุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของ “เลส์ เบลอส์” พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ถล่ม เม็กซิโก 4-1โดย ลูเซียง โลร็องต์ ที่เป็นผู้ยิงประตูโทนของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ ฝรั่งเศส กลับปราชัย 1-0ใน 2เกมต่อมากับ อาร์เจนตินา และ ชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

(อิตาลี: Nazionale italiana di calcio) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหนึ่งสมัยในปี 1968 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 และอิตาลียังถือเป็นชาติแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สองสมัยติดต่อกัน

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ของอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า “อัซซูร์รี” (Azzurri)

ทีมชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอิตาลี (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1898) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ปัจจุบันมีผู้จัดการทีมคือ โรแบร์โต มันชีนี อิตาลีถือเป็นคู่ปรับสำคัญของทีมชาติเยอรมนี, ทีมชาติบราซิล, ทีมชาติอาร์เจนตินา และทีมชาติฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน จากการแข่งขันในฟุตบอลโลก และอิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นศูนย์รวมของนักเตะระดับโลกมาหลายยุคสมัย

ยุคแรกของการก่อตั้งและแชมป์โลกสองสมัยแรก (1899-1938)

การรวมตัวกันของทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในนัดกระชับมิตร ณ เมืองตูริน ซึ่งอิตาลีแพ้ไป 0-2[5]

การแข่งขันทางการครั้งแรกได้จัดขึ้นที่มิลานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1910 อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศส 6–2 โดยที่ปิเอโตร ลานา เป็นผู้ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการของอิตาลี[6][7] ทีมอิตาลีเล่นด้วยระบบ (2–3–5) ประกอบด้วย: เด ซิโมนี; วาริสโก, กาลี; เตรเร, ฟอสซาติ, คาเปลโล; เดเบอร์นาดี้, ริซซี่, เซเวนีนี่ ที่ 1, ลาน่า, โบย็อกกี้ และมีกัปตันทีมคนแรกคือ ฟรานเชสโก กัลลี[8]

ความสำเร็จครั้งแรกในรายการใหญ่ของพวกเขาคือการคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1928 ณ กรุง อัมส์เตอร์ดัม หลังจากแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศพวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติอียิปต์ได้ถึง 11-3 ต่อมาในการแข่งขันรายการ Central European International Cup ในปี 1930[9] และ1935[10] อิตาลีได้อันดับที่หนึ่งจากคู่แข่งห้าทีมที่ลงแข่งขันคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสองสมัย ตามด้วยความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งจากการคว้าเหรีญทองในปี 1936 โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรียไปได้ 2-1

ภายหลังจากที่อิตาลีปฏิเสธคำเชิญในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1934 และ1938 ภายใต้การดูแลของ วิตโตรีโอ ปอซโซ ผู้จัดการทีม และการนำทัพของ จูเซปเป เมอัซซา[11] อิตาลีลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการถล่มเอาชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 7-1 ที่กรุงโรม พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเอาชนะเชโกสโลวาเกีย ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำประตูของ ไรมันโด ออร์ซี และแอนเจโล่ สเกียวีโอ คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1938 พวกเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยเอาชนะฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ 4-2 จากการทำประตูของ จีโน่ คอลาอุสซี่ และซิลวิโอ ปิโอลา คนละสองประตู ถือเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองของพวกเขาและอิตาลีถือเป็นเป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้ โดยก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งโทรเลขอวยพรผู้เล่นทุกคนให้นำถ้วยรางวัลกลับมาประเทศให้ได้อีกครั้ง

ยุคแห่งความตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (1946-1966)

ในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงที่กีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เล่น 10 คนจาก 11 คนในกลุ่มผู้เล่นยุคก่อตั้งของทีมชาติได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยหลายคนเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสโมสรโตริโนซึ่งชนะการแข่งขันลีกสูงสุด (เซเรียอา) มา 5 สมัยติดต่อกัน ส่งผลให้อิตาลีไม่ผ่านรอบแรกในฟุตบอลโลก 1950 ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเตะและทีมงานทุกคนจะเดินทางด้วยเรือแทนการนั่งเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง

อิตาลียังต้องพบความช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องโดยในการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 1954 พวกไม่ผ่านรอบแรกตามด้วยการไม่ผ่านรอบคัดเลือกในฟุตบอลโลฟุตบอลโลกก 1958และตกรอบแรกอีกครั้งใน 1962 และพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 ตามด้วยการตกรอบแรกในปี 1964 โดยแพ้สหภาพโซเวียต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ณ ประเทศอังกฤษ พวกเขาตกรอบแรกอีกครั้งโดยแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีเหนือในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างเหนือความคามดหมาย และไม่ชนะทีมใดเลยตลอดการแข่งขัน แม้ว่าในทีมชุดนั้นจะมีผู้เล่นอย่าง จานนี ริเวรา (Gianni Rivera) กองหลังชื่อดังจากสโมสร เอซี มิลาน และจาโกโม บุลกาเรลลี่ (Giacomo Bulgarelli) กองกลางจากสโมสรโบโลญญา เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ แฟนบอลอิตาลีที่ไม่พอใจกับผลงานของทีมต่างพากันมารอที่สนามบินและขว้างปาสิ่งของและผลไม้ใส่ผู้เล่น[12] โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นอิตาลีได้รับการคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ภายหลังจากโศกนาฎกรรมในปี 1949

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและรองแชมป์โลก (1968-1974)

อิตาลีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยูโรสมัยแรกของพวกเขาในปี 1968 ในฐานะเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที โดยถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1938 และถือเป็นการยุติช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีหลังจากเหตุการณ์ในปี 1949 พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียได้ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งแข่งขันกันที่กรุงโรมซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการแข่งขันช่วงต่อเวลาพิเศษหรือการยิงจุดโทษตัดสิน[13] และต้องเล่นนัดที่สองหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1 และอิตาลีสามารถเอาชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของ ลุยจิ ริวา (Luigi Riva) และปีเอโตร อนาสตาซี (Pietro Anastasi)

ถัดมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970

ณ ประเทศเม็กซิโก อิตาลีซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังจากชุดแชมป์ยุโรปในปี 1968 หลายรายประกอบไปด้วย จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ (Giacinto Facchetti), ลุยจิ ริวา, ปีเอโตร อนาสตาซี และโรแบร์โต โบนินเซญา (Roberto Boninsegna) สามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ โดยเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี พวกเขาเอาชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศมาได้ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในนัดดังกล่าวถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์โดย 5 จาก 7 ประตูได้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “การแข่งขันแห่งศตวรรษ” (Game of the century)[14]

อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องแพ้ให้กับบราซิลอย่างยับเยินในรอบชิงชนะเลิศ 1-4ในฟุตบอลโลก 1974 อิตาลีทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยตกรอบแรกหลังจากแพ้ทีมชาติโปแลนด์

สายเลือดใหม่และแชมป์โลกสมัยที่สาม (1978-1986)

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ณ ประเทศอาร์เจนตินา ทีมชาติอิตาลีในยุคนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่รายหลาย ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) ซึ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก โดยอิตาลีเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้นได้ อิตาลีจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่สี่ โดยแพ้ให้กับบราซิล 1-2 ในนัดชิงอันดับสาม

อิตาลีลงแข่งขันยูโร 1980 ในฐานะเจ้าภาพ หลังจากเสมอกับสเปนและเบลเยียมตามด้วยการเอาชนะอังกฤษ พวกเขาแพ้ให้กับเชโกสโลวาเกียในนัดชิงอันดับสามจากการดวลจุดโทษ

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

ช่วงปีปลายปี ค.ศ. 1886 : สโมสรสโมสรฟุตบอล อาร์เซนอล ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จากกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช โดยใช้ชื่อในการแข่งขันครั้งแรกว่า “ไดอัล สแควร์” และได้รับชัยชนะครั้งแรกเหนือทีม อีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “รอยัลอาร์เซนอล”

ช่วงปี ค.ศ. 1891-1893 : ก้าวเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรก และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นโดยใช้ชื่อ “วูลิชอาร์เซนอล” และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี ค.ศ. 1904 : สโมสร อาร์เซน่อล ก้าวขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก ตอนแรกนั้น วูลิชอาร์เซนอล ประสบปัญหาการเงิน และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอล เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นโดดเดี่ยวเกินไป ทำให้มีผู้เข้าชมน้อย

ช่วงปี ค.ศ. 1913 : ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องมีอันตกชั้นจากดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น ทำให้พวกเขาได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ “อาร์เซนอลสเตเดี้ยม” ในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ และในปีต่อมาได้มีการตัดคำว่า “วูลิช” เหลือเพียง อาร์เซนอล ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และนับตั้งแต่ปี 1919 อาร์เซนอลที่ได้กลับสู่ดิวิชั่น 1 พวกเขายังไม่เคยตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 – 2000 : เป็นยุครุ่งเรืองของ อาร์เซน่อล ที่สุด นับตั้งแต่ ได้กุนซือคนเก่งอย่าง อาร์แซน เวงเกอร์ เข้ามาคุมทัพในปี 1996 เขาได้นำวิธีการซ้อมใหม่ๆ และแนวทางการเล่นใหม่ๆเข้ามา และสามารถทำให้นักเตะต่างชาติปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดี และพา อาร์เซนอล คว้าดับเบิลแชมป์ได้ใน ฤดูกาล 1997-98 และ 2001-02 นอกจากนั้นในฤดูกาล 2003-04 พวกเขาสามารถพาแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลย และทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัด ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศจนได้รับฉายาว่า “อาร์เซนอลผู้ไร้เทียมทาน”

ช่วงปี ค.ศ. 2005-2014 : อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลยเป็นเวลานานถึง 9 ปีเต็ม ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แชมป์ เอฟเอคัพ มาครองได้ในช่วงท้ายฤดูกาล 2014

ช่วงปี ค.ศ. 2014-ปัจจุบัน : นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลสุดท้าย ฤดูกาล 2003-04 พวกเขาก็ยังไม่สามารถก้าวไปคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลย แต่ก็สามารถเก็บถ้วยรางวัล เอฟเอคัพ มาครองเพิ่มอีก 2 สมัย คือ ฤดูกาล 2015 และ 2017

สนามรังเหย้าทีม อาร์เซนอล

อาร์เซนอล สเตเดี้ยม เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1913 เป็นที่จักกันในชื่อ “ไฮบรี” เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านไฮบรี ซึ่งมีการใช้และปรับปรุงเรื่อยมา และได้ยกเลิกการใช้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2006

เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ความจุสนาม 60,355 ที่นั่ง เริ่มสร้างสนามแห่งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2004 ซึ่งในช่วงระหว่างก่อสร้างนั้น เดิมทีมีชื่อว่า “แอชเบอร์ตันโกรฟ” ก่อนเปลี่ยนชื่อตามข้อตกลงของสปอนเซอร์อย่างสายการบิน เอมิเรตส์ โดยมีมูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ 430 ล้านปอนด์ และได้เริ่มเปิดใช้ในเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2006 จนถึงปัจจุบัน

ตราโลโก้ สัญลักษณ์ ทีม อาร์เซนอล

ตราสัญลักษณ์ที่ 1 ปี ค.ศ. 1888 : ทางสโมสรได้ทำการออกแบบตราสโมสรแรก ซึ่งรูปแบบก็ได้ลอกเลียนแบบมาจากตราของเมือง The Borough of Woolwich ซึ่งเป็นย่านที่เริ่มก่อตั้งทีม ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงลอนดอน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตราสโมสรนั้นคล้ายกับตราประจำเมืองของ วูลิช นั้นเอง ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนตราสมโมสรใหม่ในปี 1913 เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง

ตราสัญลักษณ์ที่ 2 ปี ค.ศ. 1913 : อาร์เซนอล ได้มีการตราสโมสรใหม่ เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง
ตราสัญลักษณ์ที่ 3 ปี ค.ศ. 1922 : จากที่มีสัญลักษณ์ปืนใหญ่อยู่ 3 กระบอก เปลี่ยนมาเหลือเพียงแค่กระบอกเดียวเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาว “วูลิชอาร์เซนอล” เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางกระบอกปืนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก หรือหันไปทางขวานั้นก็ถูกใช้อยู่เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตราสโมสรอีกครั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 4 ปี ค.ศ. 1925 : กระบอกปืนมีขนาดเล็กลง และหันปากกระบอกปืนไปทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้าย สาเหตุที่กระบอกปืนเล็กลงนั้นไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่มีการสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากตราที่หน้าประตูของหน่วยหาญปืนใหญ่ที่เมือง วูลิช นั้นเอง โดยตราสโมสรอันนี้ถูกใช้ยาวนานถึง 17 ฤดูกาลเลยทีเดียว

ตราสัญลักษณ์ที่ 5 ปี ค.ศ. 1949 : มีการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ใหม่ และมีการเพิ่มข้อความลงในตราสัญลักษณ์ด้วย ซึ่งที่มาของข้อความนั้นก็มาจากความทรงจำบรรดาแฟนๆของ อาร์เซนอล ในหนึ่งปีก่อนนั้นในวันสุดท้ายของฤดูกาล

1947-1948 เป็นวันที่ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ทำให้ แฮร์รี่ โฮมเมอร์ บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของทีมในวันนั้นได้ให้คำนิยามสำหรับฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาไว้ว่า “เราลองใช้ประโยคเป็นภาษาละตินดีไหม” จึงได้คำว่า Victoria Concordia Crescit ซึ่งมีความหมายว่า “ชัยชนะเกิดขึ้นจากความสามัคคี” ตราสโมสรใหม่จึงได้รวมประโยคภาษาละตินของ โฮมเมอร์ เอาไว้ด้วย และได้เปลี่ยนแปลงตัวหนังสือชื่อ Arsenal อีกทั้งยังได้นำตราประจำเมือง อิสลิงตัน เข้าไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้ถูกใช้ยาวนานถึง 53 ปี

ตราสัญลักษณ์ที่ 6 ปี ค.ศ. 2001 : ได้มีการทำตราสโมสรใหม่ให้เรียบร้อยขึ้น เนื่องจากเหตุผลทางด้านโฆษณาด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงมาใช้สีเหลืองแทนสีทอง และตัวหนังสือก็ได้มีการเขียนให้อ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรนี้ก็ใช้ได้อยู่ไม่นานนัก เนื่องจากทางสโมสรไม่สามารถจดทะเบียนกับตราสโมสรนี้ได้ และอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากการที่สโมสรมุ่งหวังที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 7 ปี ค.ศ. 2002-ปัจจุบัน : เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงการใช้ตราสโมสรนี้ อาทิเช่น การย้ายฐานมาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และได้ออกไปเล่นรายการยุโรปมากขึ้น แม้ช่วงแรกตรานี้จะไม่ถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้นำตราสโมสรนี้ออกมาใช้จนได้ แม้จะดูไม่มีมนต์คลังเหมือนกับของเดิม แต่ก็ดูมีเสน่ห์ และก็ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คือศูนย์หน้าตัวเป้าที่ดีที่สุดของโลกในช่วงขวบปีที่ผ่านมาเพราะหลักฐานมันเห็นชัดเจนอยู่แล้ว ด้วยจำนวนประตู และความสำเร็จที่เจ้าตัวคว้ามาครอง

ในฤดูกาล 2019-20 ที่ผ่านมา ดาวยิงทีมชาติโปแลนด์ส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้ถึง 55 ประตูจากการลงสนาม 47 นัดรวมทุกรายการ โดยเป็นผลงานในบุนเดสลีกาถึง 34 ลูก ซึ่งเป็นสถิติการทำประตูใน 1 ซีซั่นได้มากที่สุดในชีวิตของเขา

“เลวาน” ยังเป็นกำลังสำคัญอันดับหนึ่งในการพา บาเยิร์น มิวนิค กวาดทริปเปิ้ลแชมป์ฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการปลดล็อคคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาเอง

ความพิเศษมันอยู่ตรงที่ทั้ง 3 แชมป์ใหญ่ของเสือใต้ ไม่ว่าจะเป็นบุนเดสลีกา, เดเอฟเบ โพคาล และ แชมเปี้ยนส์ ลีก ชื่อของ เลวานดอฟสกี้ คือเจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทุกรายการ โดยพ่วงตำแหน่งผู้เล่นที่แอสซิสต์มากที่สุดของ UCL ซีซั่นที่แล้ว (6 ลูก) ร่วมกับ อังเคล ดิ มาเรีย ของ เปแอสเช เข้าไปด้วย

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของยูฟ่าและฟีฟ่า ได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมอาชีพให้ติดทีมยอดเยี่ยมประจำปีของฟิฟโปร และถูกแฟนบอลโหวตให้ติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีจากเกม FIFA 21

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา “เลวานโกลสกี้” เพิ่งช่วยให้ บาเยิร์น คว้าแชมป์สโมสรโลกที่ประเทศกาตาร์มาครอง โดยที่เจ้าตัวคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

ส่วนสถิติล่าสุดในฤดูกาล 2020-21 เขาซัดไปถึง 29 ประตู จากการลงสนาม 28 นัดรวมทุกรายการ ถือว่ายิงได้มากกว่าจำนวนนัดที่ได้ลงสนามเสียอีก

ปัจจุบัน โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ อายุ 32 ปี แน่นอนว่าเขาไม่ใช่นักเตะที่เพิ่งมาดังทีหลัง แต่เจ้าตัวรักษามาตรฐานการถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำมานานนับทศวรรษแล้ว

ตั้งแต่ฤดูกาล 2011-12 จนถึงปัจจุบัน ไม่มีซีซั่นไหนที่ เลวานดอฟสกี้ ยิงรวมทุกรายการได้น้อยกว่า 20 ประตู

และหากไปย้อนดูผลงานของเขาในช่วง 5 ซีซั่นก่อนหน้านี้ เขาไม่เคยยิงรวมทุกถ้วยน้อยกว่าฤดูกาลละ 40 ลูก เป็นดาวซัลโวสูงสุดบุนเดสลีกามา 3 ปีติดต่อกัน

และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ฤดูกาล 2020-21 เขาก็น่าจะยิงได้มากที่สุดในลีกเมืองเบียร์ได้อีก เพราะตอนนี้ซัดไปแล้ว 24 ประตู ส่วนคนอื่นๆ ยังไม่มีใครยิงได้แตะหลัก 20 ลูกเลยสักคน

ณ เวลานี้ เลวานดอฟสกี้ ครองสถิตินักเตะที่ยิงประตูในบุนเดสลีกามากเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ เป็นอันดับ 1 สำหรับชาวต่างชาติของลีกเยอรมัน รวมทั้งเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติโปแลนด์อีกด้วย

ขณะที่สถิติการทำประตูในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เลวานดอฟสกี้ ก็ยิงได้น้อยกว่า 2 ซูเปอร์สตาร์อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ เท่านั้น บ่งบอกชัดเจนว่าเขาไม่ได้เก่งแค่ในบุนเดสลีกาเพียงอย่างเดียว

เคล็ดลับของสถิติการยิงถล่มทลาย ก็คือรักษาสภาพร่างกายให้พร้อมลงสนามอย่างต่อเนื่อง เพราะหากไปดูจำนวนเกมที่เจ้าตัวลงสนาม แทบทุกฤดูกาลเขาจะต้องได้ลงเล่นไม่น้อยกว่า 45 นัด

บางคนอาจมองว่าการยิงประตูในลีกเยอรมันคือเรื่องง่าย แต่ความเป็นจริงก็คือ นอกเหนือจาก เลวานดอฟสกี้ แล้ว ไม่มีศูนย์หน้าคนไหนเลยที่ยืนระยะทำผลงานระดับสูงได้เท่าเขา ตลอดช่วง 10 ปีหลังสุด

ในเดือนพฤศจิกายน 2020 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ไปให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ Goal.com เอาไว้หลังจากคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของฟีฟ่า โดยชี้ว่าความกระหายชัยชนะอยู่เสมอ คือเคล็ดลับของการทำผลงานระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง

เขาบอกว่า “ตราบใดที่คุณเล่นฟุตบอล คุณต้องหิวกระหายอยู่เสมอ การขึ้นสู่จุดสูงสุดมันเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การคงอยู่ที่จุดสูงสุดให้ได้มันยากยิ่งกว่า”

ชาวโปแลนด์ส่วนใหญ่มักมีชื่อที่อ่านยาก ไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งทีมชาติอย่าง วอยเชียค เชสนี่ หรือ 2 ดาวยิงคนดังทั้ง คริสตอฟซ์ ปิออนเต็ค และ อาร์คาดิอุสซ์ มิลิค ล้วนมีชื่อหน้าที่สะกดด้วยตัวอักษรไม่เหมือนชื่อยอดฮิตของชาวยุโรปชาติอื่นๆ

แต่ คริสตอฟ เลวานดอฟสกี้ คุณพ่อบังเกิดเกล้าของหัวหอกตัวเก่งทีมเสือใต้ ตั้งชื่อลูกชายของเขาง่ายๆ ว่า “โรเบิร์ต” ด้วยเหตุผลที่ว่า มันจะเป็นชื่อที่จดจำได้ง่ายขึ้น เมื่อออกไปเล่นฟุตบอลอาชีพที่ต่างประเทศ

ครอบครัวของ เลวานดอฟสกี้ ล้วนเป็นนักกีฬา โดยคุณพ่ออย่าง คริสตอฟ คืออดีตแชมป์ยูโด และเคยเป็นนักเตะที่ค้าแข้งในดิวิชั่น 2 ของโปแลนด์ ส่วนคุณแม่อย่าง อิโวน่า ก็เป็นอดีตนักวอลเลย์บอลหญิง

แม้แต่ แอนนา เลวานดอฟสก้า ซึ่งเป็นภรรยาของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ก็ยังเคยเป็นอดีตนักคาราเต้ดีกรีเหรียญทองแดงในการแข่งขันชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2009

นั่นทำให้ตลอดชีวิตของ เลวาน เต็มไปด้วยความคุ้นเคยในเรื่องของการแข่งขัน และวางตัวเพื่อเป็นนักกีฬามืออาชีพโดยเฉพาะ

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้

เริ่มต้นเส้นทางลูกหนังตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ โดยเข้าร่วมสโมสรท้องถิ่นที่ชื่อ ปาร์ตีซานท์ เลสซ์โน่ ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ เอ็มเคเอส วาร์โซเวีย วอร์ซอว์ ในปีถัดมา และพัฒนาฝีเท้าที่นั่นจนกระทั่งถึงวัยรุ่น

ในปี 2005 เด็กชายโรเบิร์ตวัยเพียง 17 ปี ได้เล่นฟุตบอลให้ทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกให้กับสโมสรระดับดิวิชั่น 4 ของโปแลนด์อย่าง เดลต้า วอร์ซอว์ ก่อนที่พรสวรรค์อันน่าจับตามอง จะทำให้เขาได้ย้ายไปร่วมทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศอย่าง ลีเกีย วอร์ซอว์ ภายในระยะเวลาไม่ถึงปี

ช่วงเวลาที่ย้ายไปเล่นให้สโมสรยักษ์ใหญ่อย่าง ลีเกีย วอร์ซอว์ ถือว่า เจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

คุณพ่อของเขาต้องจากโลกนี้ไปตอนที่เขาอายุยังไม่ครบ 18 ปี ขณะที่เจ้าตัวต้องเจอปัญหาบาดเจ็บที่เข่าอย่างรุนแรง จนหมดอนาคตที่จะขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่

อย่างไรก็ตามในปี 2006 สโมสรเล็กๆ อย่าง ซนิช พรุสซ์คอฟ จ่ายเงินค่าตัวเพียง 1,000 ปอนด์ซื้อตัวเขามาปั้นในลีกรอง และจ่ายค่าจ้างให้แค่เดือนละ 230 ปอนด์เท่านั้น

ซึ่งหากเทียบกับรุ่นพี่ในทีมชุดใหญ่หลายๆ คน ถือว่าค่าเหนื่อยของ เลวาน น้อยกว่าคนอื่นประมาณ 3 เท่า

แต่รายได้ไม่ใช่ตัวตัดสินคุณค่าของคนเสมอไป เพราะในฤดูกาล 2006-07 โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ฉายแววสุดยอดดาวยิงด้วยการซัดให้ พรุสซ์คอฟ ไปถึง 15 ประตูจากการลงสนามเกมลีก 27 นัด พาสโมสรเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 3 ขึ้นสู่ดิวิชั่น 2 ได้ทันที

ซีซั่น 2007-08 เลวาน ยังฟอร์มร้อนแรงไม่หยุด เขากดไปอีก 21 ประตูจากการลงสนาม 32 นัดในดิวิชั่น 2 ครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของลีกรอง และแน่นอนว่านั่นคือผลงานที่เข้าตาแมวมองของทีมใหญ่ๆ อีกครั้ง

ยาเซ็ค เกรมบอชกี้ อดีตกุนซือของ ซนิช พรุสซ์คอฟ ซึ่งเป็นคนช่วยปลุกปั้นให้ เลวานดอฟสกี้ ได้แจ้งเกิด ได้เผยกับ บีบีซี เมื่อเดือนธันวาคม 2020 โดยบอกว่า การที่ เลวาน พลาดโอกาสขึ้นทีมชุดใหญ่ให้สโมสรอย่าง ลีเกีย วอร์ซอว์ เพียงเพราะปัญหาเจ็บเข่าไม่กี่สัปดาห์ ทำให้เจ้าตัวยิ่งเพิ่มความมุ่งมั่นในการพิสูจน์ตัวเอง

แน่นอนว่าฟอร์มสุดยอดในการเล่นลีกรอง ย่อมไปเข้าตาสโมสรยักษ์ใหญ่ของโปแลนด์

ในเดือนมิถุนายน 2008 อีกหนึ่งบิ๊กทีมของประเทศอย่าง เลช พอซนัน ยอมทุ่มเงิน 1.5 ล้านเหรียญโปแลนด์ หรือราวๆ 3 แสนปอนด์ คว้าตัว เลวานดอฟสกี้ ที่อายุยังไม่ทันครบ 20 ปีไปร่วมทีม

ในฤดูกาล 2008-09 เลวานดอฟสกี้ ทำผลงานในการเล่นลีกสูงสุดปีแรกในชีวิตได้อย่างน่าทึ่ง จากการยิงไปถึง 20 ประตูจากการลงสนาม 48 นัดรวมทุกรายการ ทำให้ทีมอย่าง กลาสโกว์ เซลติก ของสกอตแลนด์ โผล่มาให้ความสนใจสุดยอดกองหน้าดาวรุ่งผู้นี้

แต่ เลช พอซนัน ยังไม่รีบร้อนขายดาวยิงอนาคตไกลคนนี้ออกจากทีม ขณะที่ตัวของ เลวานดอฟสกี้ เอง ก็อยากพัฒนาฝีเท้าในการเล่นในประเทศต่อไปก่อน

ฤดูกาลที่ 2 ของเขากับ เลช พอซนัน เขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบ 17 ปีได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยซัดในลีกไป 18 ประตู พร้อมคว้าตำแหน่งดาวซัลโวได้อีกด้วย

ซึ่งผลงานสุดยอดขนาดนั้น ทำให้ในช่วงระหว่างซีซั่น 2009-10 แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ที่คุมทีมโดย แซม อัลลาร์ไดซ์ ให้ความสนใจที่จะเซ็นสัญญากับ เลวานดอฟสกี้ อย่างจริงจัง

ฤดูกาล 2009-10 แบล็คเบิร์นมีปัญหาหนัก ในเรื่องฟอร์มการเล่นของบรรดากองหน้าที่นัดกันห่วยแตกทุกคน เพราะไม่มีใครยิงประตูในเกมลีกได้มากกว่า 5 ลูกเลยแม้แต่คนเดียว

ตัวหลักอย่าง เจสัน โรเบิร์ตส์ ยิงได้แค่ 5 ประตู, นิโกล่า คาลินิช ซัดไปแค่ 2 ลูก, ฟรังโก้ ดิ ซานโต ยิงได้แค่ลูกเดียว ส่วน จูเนียร์ ฮอยเล็ตต์ ยิงไม่ได้เลยสักประตู

นักเตะที่ยิงได้เยอะที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนั้น กลับเป็นกองกลางอย่าง เดวิด ดันน์ ที่ยิงได้ 9 ลูก ซึ่งหลายๆ ประตูมาจากลูกจุดโทษ

มันจึงเป็นเรื่องชัดเจนว่าพวกกองหน้าทีมกุหลาบไฟฝากความหวังไม่ได้แล้ว และนั่นทำให้ “บิ๊กแซม” อยากได้กองหน้าเก่งๆ ราคาถูกๆ ไปร่วมทีม

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ได้สร้างผลงานน่าฮือฮามาแล้วมากมาย ที่ไม่เคยมีกองหน้าคนไหนในบุนเดสลีกาเคยทำได้

เขาเคยใช้เวลาห่างกันเพียง 9 นาที ยิงคนเดียว 5 ประตู ช่วยให้ บาเยิร์น มิวนิค พลิกสถานการณ์จากตามหลัง โวล์ฟสบวร์ก 0-1 กลับมาเอาชนะไป 5-1 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2015 ซึ่งเกมนั้น เลวานดอฟสกี้ ลงเล่นเป็นตัวสำรองในครึ่งหลัง

เลวานดอฟสกี้ ครองสถิตินักเตะที่ทำแฮตทริกได้มากที่สุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา เมื่อได้ลูกบอลกลับบ้านไปครองถึง 11 ครั้ง โดยเกิดขึ้นสมัยที่เล่นให้ต้นสังกัดปัจจุบันอย่าง บาเยิร์น 9 ครั้งด้วยกัน

เขาคือนักเตะเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ ที่สามารถทำแฮตทริกได้ในเกม เดเอฟแอล ซูเปอร์ คัพ ช่วยให้ทีมเสือใต้ถล่ม ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต ยับเยิน 5-0 เมื่อปี 2018

ในฤดูกาล 2019-20 เขาสร้างสถิติใหม่ให้วงการฟุตบอลลีกสูงสุดเมืองเบียร์ เมื่อกลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูได้ 11 นัดติดต่อกันนับตั้งแต่ออกสตาร์ทฤดูกาล

ขณะที่ผลงานในซีซั่นนี้ เขาสร้างสถิติใหม่ ด้วยการเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ที่ใช้เวลาแค่ 5 นัดแรกยิงครบ 10 ประตู ก่อนจะสร้างสถิติใหม่ขึ้นมาอีกอย่าง ด้วยการเป็นนักเตะคนแรก ที่ยิงประตูในเกมบุนเดสลีกานัดเยือนได้ 8 เกมซ้อน

 

 

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ขึ้นไทยลีก

ทีม “จงอางผยอง” ขอนแก่น ยูไนเต็ด สร้างประวัติศาสตร์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุด ของประเทศไทย ได้เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสร หลังจากสามารถ ดวลจุดโทษเอาชนะ “เสือป่าราชา” นครปฐม ยูไนเต็ด ได้ในเกม เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ รอบเพลย์ออฟนัดชิงชนะเลิศ เลก 2 ที่สนามโรงเรียนกีฬา เทศบาลนครนครปฐม ซึ่งจบลงไป เมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา

เกมเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศ เลกแรก เมื่อวันเสาร์ที่ 17 เมษายน ขอนแก่น ยูไนเต็ด สามารถเปิดบ้านเอาชนะ นครปฐม ไป 2-1 จากประตูชัย ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของ บาดาร์ อาลี ทำให้เกมนัดนี้ ทีมจงอางผยอง ขอแค่ไม่แพ้ ก็จะขึ้นสู่ไทยลีก เป็นหนแรกได้ทันที

สำหรับ เกมเพลย์ออฟ นัดชิงชนะเลิศ เลกที่สอง ที่เพิ่งจบลงไป นครปฐม ยูไนเต็ด สามารถคว้าชัย ไปด้วยสกอร์ 2-1 ใน 90 นาที

ทีมจงอางผยอง บุกนำก่อน 1-0 จากจุดโทษ ของ เปาโล คอนราโด้ ศูนย์หน้าตัวเก่ง ชาวบราซิเลียน ซึ่งเป็นเพื่อนซี้ของ ฟาบินโญ่ ดาวเตะตัวรับ ของลิเวอร์พูล ทีมดังใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

แต่ว่าใน ช่วงท้ายเกม ทีมเสือป่าราชา พลิกแซงชนะ 2-1 จากประตูของ ฮาเหม็ด บาตเตียรี่ ลาติฟ ดาวเตะชาวอิหร่าน ในนาทีที่ 83 และลูกยิงของ พุดทะไซ โคจะเลิน กองกลาง ทีมชาติลาวในนาทีที่ 89 ทำให้สกอร์รวม 2 นัดเสมอกัน 3-3 จึงต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

ในช่วงต่อเวลา ไม่มีฝ่ายไหน ทำประตูกันได้ เกมจึงต้องดวลจุดโทษตัดสิน

แล้วสุดท้ายก็เป็น ขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่ยิงเป้าได้แม่นกว่า ชนะไปด้วยสกอร์ 4-3 โดยที่มือสังหาร 2 คนสุดท้าย ของนครปฐมซัดพลาด เปิดโอกาสให้ วรากร ทองใบ กองหน้าที่ขอนแก่นยืมมาจาก ชลบุรี เอฟซี ซัดจุดโทษลูกตัดสิน หยิบตั๋วขึ้นไทยลีก ให้ทีมจงอางผยองได้อย่างบีบหัวใจ

ขอนแก่น ยูไนเต็ด ก่อตั้งสโมสร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2014 ก่อนเริ่มเข้าแข่งขันฟุตบอลลีกของไทยเป็นครั้งแรกในรายการ เอไอเอส ลีกภูมิภาค โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี 2015 และ คว้าแชมป์ได้ทันที พร้อมกับคว้าสิทธิ์ เลื่อนชั้นขึ้นสู่ ยามาฮ่าลีก ดิวิชั่น 1 ได้ในปี 2016

แต่ว่าในปี 2016 สมาคมฟุตบอลแ ห่งประเทศไทย ได้ตัดสิทธิ์ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ออกจากการแข่งขัน จากกรณีที่ สาโรจน์ รัตนคำมูล การ์ดของสโมสรไปทำร้ายร่างกายผู้ตัดสิน สรพงษ์ ไกรเนตร หลังจบเกมที่แพ้อ่างทองคาบ้าน 0-1 ในปีนั้น

จากเหตุการณ์อื้อฉาวที่ว่า ทำให้ ทีมจงอางผยอง ถูกสมาคมฟุตบอล ลงโทษแบนห้ามลงแข่งรายการในประเทศตลอดชีพ แต่ว่าได้รับการอุทธรณ์ ก่อนกลับมาลงแข่งใหม่อีกครั้งได้ในปี 2018 โดยต้องไปเริ่มต้นใหม่ในลีกระดับ T4 โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนือเลยทีเดียว

ในปี 2018 ขอนแก่น ยูไนเต็ด สามารถคว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่ T3 ได้ จากการคว้ารองแชมป์ T4 ก่อนที่ในปี 2019 จะคว้าแชมป์ T3 โซนตอนบนของประเทศ และได้สิทธิ์สู้ศึก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2020

แม้ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา ศึกเอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ จะมีการเลื่อนโปรแกรมแข่งขันมาอย่างยาวนานมาก เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในไทย แต่ทีมจงอางผยองก็สามารถคว้าอันดับ 4 ได้ในฤดูกาลปกติ

คว้าสิทธิ์เป็น 1 ใน 4 ทีมร่วมกับ นครปฐม ยูไนเต็ด (อันดับ 3), แพร่ ยูไนเต็ด (อันดับ 5) และ ชัยนาท ฮอร์นบิล (อันดับ 6) ที่ได้ไปเล่นเพลย์ออฟ ลุ้นคว้าตั๋วเลื่อนชั้นใบสุดท้ายได้สำเร็จ

ในเกมเพลย์ออฟเลื่อนชั้น รอบรองชนะเลิศ ขอนแก่น ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะ แพร่ ยูไนเต็ด ได้ทั้งไปและกลับ ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ ได้ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 5-2 ก่อนจะมาสร้างประวัติศาสตร์ ได้ลงเล่นลีกสูงสุด อย่างน่าประทับใจ จากการดวลจุดโทษดับ นครปฐม ยูไนเต็ด ได้ในที่สุด

เท่ากับว่า 3 ทีมที่เลื่อนชั้นจาก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2020-21 ขึ้นสู่ไทยลีกได้ ประกอบด้วย หนองบัว พิชญ เอฟซี (แชมป์), เชียงใหม่ ยูไนเต็ด (รองแชมป์) และ ขอนแก่น ยูไนเต็ด (แชมป์เพลย์ออฟ)

ส่วน 3 ทีมที่ตกชั้นจากไทยลีก ต้องลงไปเล่นใน T2 ฤดูกาลหน้า คือ สุโขทัย เอฟซี, ตราด เอฟซี และ ระยอง เอฟซี
โดยศึกไทยลีก ฤดูกาลหน้า (2021-22) จะเริ่มเปิดฤดูกาล ในวันที่ 31 กรกฏาคม นี้
ขอแสดงความยินดีกับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด, แฟนบอล ทีมจงอางผยอง และชาวขอนแก่นมา ณ ที่นี้ด้วย
ขณะที่ นครปฐม ยูไนเต็ด เราขอเป็นกำลังใจให้คุณต่อสู้ใหม่ เพื่อหวังเลื่อนชั้นให้ได้อีกครั้งในฤดูกาลหน้า

ฝุ่นPM2.5

ฝุ่นPM2.5

ฝุ่นPM2.5

ฝุ่นPM2.5

ด้วยขนาดที่เล็กมาก ทำให้ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 สามารถถูกสูดเข้าลึก ถึงทางเดินหายใจ    และปอด  บางอนุภาคยังอาจ เข้าสู่กระแสเลือด ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย

ในปัจจุบัน ประชาชน 9 ใน 10 คนกำลังเผชิญกับ คุณภาพอากาศที่มีมลพิษ เกินค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก World Health Organization (WHO) กำหนดไว้ ทั้งนี้ WHO ยังอัพเดทสถานการณ์ว่า ในแต่ละปี มีผู้คนประมาณ 7 ล้านคนเสียชีวิต จากมลพิษทางอากาศอีกด้วย

องค์กรอนามัยโลก (WHO)  ตั้งค่าเฉลี่ยฝุ่นละออง PM 2.5 ในอากาศ ว่าหากมีเกินกว่า 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ขณะที่ประเทศไทย กำหนดอันตรายของฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่  50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

แต่ไม่ว่าจะถือมาตรฐานใด ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ ถือว่าเข้าขั้นวิกฤติด้วยปริมาณเกือบ 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะบริเวณริมถนน หรือบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น และรอบสถานที่ก่อสร้าง

ทำความรู้จักฝุ่นพิษ PM 2.5

เป็นเรื่องปกติ ที่เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ และเมืองหลวงของอีกหลายประเทศทั่วโลก ต้องเผชิญปัญหามลพิษ จากฝุ่นละอองในอากาศอยู่เสมอ ด้วยประชากรหนาแน่น ความคับคั่งของการจราจร รวมถึงเขม่าควัน และฝุ่นผงจากการก่อสร้าง

แต่ปัญหาวิกฤติ ที่ชาวกรุงเทพฯ กำลังวิตกคือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กว่า 2.5 ไมครอน (Particulate Matter 2.5 – PM2.5) ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้ขาดความตระหนักถึง อันตรายต่อสุขภาพอย่างใหญ่หลวง ฝุ่นละอองจิ๋ว PM 2.5   ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เครื่องจักร โดยเฉพาะเครื่องยนต์ ของทั้งรถยนต์ใหม่และเก่า มักมีปริมาณสูงสุดช่วงรถติดมากๆ ในช่วงเช้าและเย็นของวันทำงาน  โดยมากจะเกิดในช่วง ฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง  อีกทั้งปัจจุบันกรุงเทพฯ  กำลังประสบปัญห าลมพัดผ่านได้ยาก อากาศหยุดนิ่ง เนื่องจากมีตึกสูงปิดกั้นทางลม รวมถึงฝุ่นจากการก่อสร้าง ที่มีอยู่แทบทุกพื้นที่ มาเป็นปัจจัยเกื้อหนุน ทำให้คุณภาพอากาศเลวร้ายลง

นอกจากนี้ นักวิชาการสิ่งแวดล้อม ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพฯ ที่สำคัญเกิดจาก ไนโตรเจนไดออกไซด์  (NO2)  ถูกปล่อยสู่อากาศมากมาย จนเกิดการทำปฏิกิริยาทางเคมี กับโอโซนและแสงแดด กลายเป็นฝุ่นผงขนาดเล็กที่เป็นปัญหา

ไนโตรเจนไดออกไซด์ เกิดจากการสันดาป ภายในของเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งในหลายๆ ประเทศที่ห่วงใยปัญหาสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก ได้พยายามลดการใช้รถยนต์ดีเซลลง

ภัยร้ายแรงของฝุ่นจิ๋ว

ด้วยขนาดที่เล็กมาก ทำให้ฝุ่นละอองพิษ PM2.5 สามารถ ถูกสูดเข้าลึกถึงทางเดินหายใจ และปอด  บางอนุภาค ยังอาจเข้าสู่กระแสเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย

ภัยร้ายต่อทางเดินหายใจและปอด

แน่นอนว่ามลพิษในอากาศ ส่งผลโดยตรงกับ ระบบทางเดินหายใจและปอด ยิ่งเมื่อฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า  ยิ่งสามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ง่าย และรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหอบหืดกำเริบ หรือเป็นสาเหตุให้ คนปกติเป็นหอบหืดได้เช่นกัน หากไม่รีบแก้ไข หรือไม่รู้ตัวว่า ได้สูดเอามลพิษขนาดเล็ก เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และปอดจนสะสมเป็นเวลานาน อาจเป็นปัจจัยให้เกิดมะเร็งปอดได้ในที่สุด

ภัยร้ายต่อหัวใจ

การสูดหายใจ เอาฝุ่นละอองพิษเล็กจิ๋วติดต่อกันระยะหนึ่ง ส่งผลให้เกิด การตะกอนภายในหลอดเลือด จนทำให้เกิดหัวใจวาย หรือหลอดเลือดสมองตีบได้ ทั้งนี้การสัมผัสมลพิษทางอากาศ ยังมีผลต่อเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เต้นผิดจังหวะ และอาจรุนแรงจนส่งผลให้หัวใจวายเฉียบพลัน

ภัยร้ายต่อสมอง

เมื่อฝุ่นผงขนาดเล็ก สามารถผ่านเข้าสู่กระแสเลือด และเกิดการสะสมขึ้น  ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง และเลือดมีความหนืด ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงให้ เกิดลิ่มเลือดในสมอง รวมถึงหลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว  ทำให้เส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตก เป็นสาเหตุของ โรคอัมพฤกษ์อัมพาตและเสียชีวิตได้

กลุ่มเสี่ยงอันตรายจากฝุ่นพิษ

ชาวกรุงเทพฯ ทุกคนที่กำลังเผชิญปัญหาฝุ่นพิษที่ไม่ป้องกัน มีความเสี่ยงเกิดโรคมากน้อยขึ้นกับสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย สำหรับเด็ก หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคปอดหรือโรคหัวใจ ถือเป็นผู้มีความเสี่ยงสูงขึ้น

เด็ก
อาจกล่าวได้ว่ายิ่งอายุน้อย ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น  เนื่องจากเด็กเล็กมีภูมิคุ้มกันโรคน้อยกว่าผู้ใหญ่ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายยังอยู่ในระยะที่กำลังพัฒนา ทั้งนี้ฝุ่นพิษในอากาศที่สามารถเข้าสู่ระทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ง่ายจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของระบบต่างๆ  หรือทำให้เกิดโรคร้ายแรงในที่สุด

หญิงมีครรภ์
นอกจากภัยร้ายส่งผลต่อตัวคุณแม่ตั้งครรภ์ที่สูดฝุ่นละอองโดยตรงแล้ว ทารกในครรภ์ยังเป็นอันตรายด้วยเช่นกัน  มีการศึกษาพบว่ามลพิษในอากาศมีผลต่อการคลอดก่อนกำหนด  เสี่ยงแท้งบุตร และเพิ่มอัตราการตายของทารกในครรภ์ได้

ผู้สูงอายุ 
เมื่ออายุมากขึ้น อวัยวะเริ่มเสื่อมถอย ระบบการทำงานต่างๆ ในร่างกายลดลง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันลงดลง หากต้องเผชิญกับฝุ่นละออง อาจมีแนวโน้มเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหอบหืด โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญฝุ่นพิษให้มากที่สุด

ผู้ป่วยหรือมีโรคประจำตัว
โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โรคปอด และโรคหัวใจชนิดต่างๆ การสูดฝุ่นผงเข้าสู่ร่างกายโดยตรงส่งผลให้โรคกำเริบ อาจถึงกับชีวิตได้

การป้องกันพิษฝุ่นจิ๋วด้วยตัวเอง

หน้ากาก
ป้องกันตัวเองจากการสูดฝุ่นขนาดเล็ก PM2.5 ด้วยมาสก์ปิดจมูกที่สามารถกรองอนุภาคฝุ่นละอองพิษได้สูง เช่น หน้ากาก N95 กรองได้อย่างน้อย  95%  และหน้ากาก N99 กรองได้มากถึง 99%  โดยต้องสวมอย่างถูกต้องตามวิธีที่ระบุไว้ในบรรจุภัณฑ์ ทั้งนี้ยังควรหมั่นกระชับหน้ากากไม่ให้หลวม เนื่องจากฝุ่นละอองมีขนาดเล็กมาก จะสามารถลอดผ่านหน้ากากได้ง่าย  ไม่ควรนำหน้ากากใช้แล้ว กลับมาใช้ใหม่หาก มีฝุ่นละอองหนาเกินไป

โหลดแอพ
การเฝ้าระวังระดับมลพิษด้วยการโหลดแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น   Asia Air Quality (Android), Global Air Quality (Android) และ Air Quality Index (iOS)

หลีกเลี่ยงกิจกรรมนอกบ้าน
การเดินทางกลางแจ้ง ส่งผลให้ต้องสัมผัส และสูดดมละอองฝุ่นจำนวนมาก จึงควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะ ผู้ที่นิยมออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรงดในช่วงที่มีภาวะหมอกควันและฝุ่นสูง เนื่องจากการใช้แรงมาก หรือหายใจแรง อาจยิ่งเพิ่มการสูดเอาละอองฝุ่นผง PM2.5 เข้าสู่ทางเดินหายใจและปอดมากขึ้น

พยายามอยู่บ้านหรือภายในอาคารที่ปิดมิดชิด 
อาจใช้เครื่องปรับอากาศ ภายในบ้านแม้อุณภูมิภายนอกไม่สูง หรือปิดหน้าต่างให้มิดชิดในช่วงที่มีมลพิษสูง  บางกรณีอาจใช้ เครื่องฟอกอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยกรองอนุภาคฝุ่นละอองขนาดเล็ก

งดสูบบุหรี่และกิจกรรมที่ทำให้เกิดควัน
การสูบบุหรี่ หรือสูดกลิ่นควันอาจส่งผลให้ ระบบทางเดินหายใจ และปอดอ่อนแอ เมื่อต้องเผชิญกับฝุ่นพิษในอากาศยิ่งส่งผลให้สุขภาพแย่ลง เพิ่มความเสี่ยงเกิดหอบหืดและมะเร็งปอด

สังเกตตัวเอง

โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรพกยาติดตัวเสมอ หรือพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษา

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง สถานที่หนาแน่นของมลพิษ ทางอากาศ หรือไม่แน่ใจการป้องกันตนได้ผลหรือไม่ โดยเฉพาะบุคคล ในกลุ่มเสี่ยง หากพบอาการ เช่น  หายใจลำบาก หน้ามืด อ่อนแรง หรือไอติดต่อกันรุนแรง  ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาให้ทันท่วงที

อย่ามองข้ามปัญหามลพิษร้ายแรงที่คนกรุงเทพฯ กำลังเผชิญ เพราะฝุ่นเล็กจิ๋วที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อาจมีอันตรายถึงชีวิตได้