เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน   ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สงบ งดงามไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่จากยุคกลาง นักเดินทางหลายคนจึงใฝ่ฝันที่จะมาเยือนประเทศนี้สักครั้ง

สวีเดน  หรือ  ราชอาณาจักรสวีเดน (Kingdom of Sweden)เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก (Nordic Country) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่

    1. เดนมาร์ก
    2. นอร์เวย์
    3. ฟินแลนด์
    4. ไอซ์แลนด์
    5. สวีเดน

ที่มาของกลุ่มประเทศนอร์ดิกเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ และธงชาติของทั้ง 5 ประเทศในกลุ่มนี้ต่างก็มีรูปไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์บนธงชาติทั้งสิ้น การไปเที่ยวสวีเดน นักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกันไม่ต้องทำวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ต้องทำ Schengen visa ที่สามารถผ่านเข้าประเทศในแถบยุโรป 26 ประเทศ

สวีเดน  มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเยือน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

กรุงสตอกโฮล์ม   เป็นเมืองหลวงของประเทศสวีเดนที่ได้ชื่อว่าเป็น Beauty on Water ความงามบนผิวน้ำ ราชินีแห่งทะเลบอลติก เพราะเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เก็บรวบรวมเรื่องราวของเมืองในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ไว้มากมาย มีสถานที่ๆ พลาดไม่ได้ได้แก่ พระราชวังหลวง Stockholms  Slott ที่ประทับของราชวงศ์สวีเดน ย่าน Old Town เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่แปลกตาและสวยงาม ชิมกาแฟ อ่านหนังสือได้รอบเมือง

เมืองวิสบี   เมืองเก่าแก่ที่สำคัญของยุคกลาง ที่ชาวไวกิ้งมาสร้าง ยังถูกเก็บรักษาในสภาพเดิม ให้นักท่องเที่ยวและชาวสวีเดนมา ชมเมืองสวยงามและพักผ่อนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ร่วมงานเทศกาลที่จัดทุกเดือนกันยายน ชาวเมืองแต่งกายแบบพื้นบ้าน เลี้ยงสังสรรค์กันในบรรยากาศชุมชนโบราณที่น่าอบอุน หรือเดินทางไปชมชายหาดสวยๆที่เกาะ Faro และชมกำแพงหินรูปวงกลม Ringmurenกับสวนดอกไม้ที่ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าเมืองแห่งกุหลาบ

เมืองสมอลันด์  เมืองทางใต้ที่มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ ทะเลสาบ มีหลายสถานที่ให้เราปั่นจักรยานเที่ยวเล่นชมบ้านเรือนและความเป็นอยู่นอกเมืองของชาวสวีเดน ฟาร์มต่างๆ และโรงนาก็ยังมีให้เห็นอาจดูว่าเมืองนี้ค่อนข้างกันดาร แต่ก็เป็นจุดกำเนิดของอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์ที่ดังไปทั่วโลกอย่าง IKEA ที่เราจะเห็นทั้งโรงแรมดีไซน์เก๋ และไปเที่ยว KostaBoda Art Gallery ชมโรงงานแก้ว ภูมิปัญญาของชาวสวีเดนที่ตกทอดมาถึงรุ่นหลัง

เมืองสกาเนีย  เป็นที่ตั้งของวิหารลูเธอแลน ที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 สร้างจากหินแกรนิตและตกแต่งด้วยศิลปะบาซิลิกา ความสวยงามและความขลังของหอคอยคู่ กับหอนาฬิกา สื่อถึงกษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ของสวีเดน ทำให้ผู้ที่มาเที่ยวสวีเดนต้องมาสัมผัสสักครั้ง

ปราสาทคาลมาร์  (Kalmar slott หรือ Kalmar Castle) ปราสาทที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรเนซอง ในปราสาทมีเมนูอาหารยุคศตวรรษที่ 16 ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสด้วย

เมืองเก่า (Gamla Stanหรือ The Old Town) ตั้งอยู่ในเมืองสตอกโฮล์ม พื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมย้อนยุคให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปอย่างจุใจ ถนนช้อปปิ้งที่จำหน่ายของที่ระลึกมากมาย

ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม (Drottningholm Palace) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสตอกโฮล์ม พระราชวังที่ประทับของราชวงศ์ในยุคก่อน พระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ  (Swedish Museum of National Antiquities) พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาของโบราณในยุคไวกิ้ง ซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบสแกนดินีเวีย ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือที่ทำจากเงินและทอง ไปจนถึงกระดูกและอาวุธของคนในยุคนั้น

หมู่เกาะสตอกโฮล์ม (Stockholm Archipelago) หมู่เกาะขนาดเล็ก กว่า 3,000 เกาะ แต่ละเกาะมีความน่าสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ของตน และที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มีสไตล์การท่องเที่ยวสอดรับกับเอกลักษณ์ของเกาะแต่ละเกาะ

เมืองอุปซอลา (Gamla Uppsala) เมืองเก่าที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของสวีเดนในยุคไวกิ้ง ในเมืองนี้จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุหลายอย่างให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม

เมืองลุนด์ (Lund) เมืองเก่าแก่ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยลุนด์ ว่ากันว่าประชากรของเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในมหาวิทยาลัยลุนด์ ลุนด์เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มากเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในสวีเดน จุดที่น่าสนใจสำหรับเมืองนี้ คือ วิหารลูเธอแรน (Lundsdomkyrka)

โบสถ์เก่าแก่ประจำเมืองลุนด์ จุดที่น่าสนใจ คือ วิหารหินแกรนิตที่ตกแต่งด้วยสไตล์บาซิลิกาแบบนิกายโรมันคาทอลิก และหอคอยคู่ รอบๆ วิหารแห่งนี้ มีสวนหญ้าขนาดย่อมให้นั่งพักผ่อน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้เดินเล่นชมแผงขายของที่ตั้งอยู่ประปรายในบริเวณจตุรัสกลางเมือง

มืองโกเธนเบิร์ก (Gothenburg) หรือ เมืองเยอเตบรี ซึ่งเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งทางตะวันตก ที่เป็นศูนย์รวมการศึกษา เทคโนโลยี การขนส่ง การต่อเรือ ที่นี่มีทั้งมหาวิทยาลัยสำคัญ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ใช้หินตัดเป็นวัสดุก่อสร้างได้อย่างสวยงาม ชมพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์เทพโพไซดอนที่ชาวไวกิ้งนับถือ นั่งเรือชมเมืองและอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่และอีกแห่งที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑ์ของเมืองนั่นเอง

เมืองมัลโม (Malmo) เมืองใหญ่อันดับสามของสวีเดน เป็นเมืองที่อยู่ติดกับประเทศเดนมาร์ก ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรม

เมืองคีรูนา (Kiruna) เมืองทางตอนเหนือของสวีเดน ตั้งอยู่ในเขต Lapland หรือ พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ สวีเดน และนอร์เวย์ ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เป็นดินแดนมหัศจรรย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัยแลการเล่นกีฬา เช่น สโนว์บอร์ด ตกปลาน้ำแข็ง นอกจากนี้โรงแรมน้ำแข็ง (The Ice Hotel)

เมืองชุนด์สวาล (Sundsvall) และเขตรากุนดา (Ragunda) เมืองที่สมเด็จพระปิยมหาราชเคยเสด็จประพาส ที่เมืองบิสโกเด้น (Bisgarden) มีพระบรมราชานุสรณ์ของพระองค์ ธรรมชาติที่งดงาม เมืองที่เงียบสงบ ความโดดเด่นในเรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ เป็นเสน่ห์ของสวีเดน เมืองที่ใครหลายๆ คนอยากเก็บไว้เป็นอีกจุดหมายในการเดินทางไปเยือน

เมืองอูเมโอ (Umea) เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเดินป่าแบบสแกนดิเนเวียต้องมาที่ Lapland’s Wilderness (เลปแลนด์เป็นป่าเก่าแก่ที่กินพื้นที่ในหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวีย) เมืองนี้เป็นทั้งประตูสู่เลปแลนด์ และเป็นปากอู่แม่น้ำ จึงเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของวัฒนธรรมชาวยุโรป ในเมืองมีทั้งดนตรี อาหาร เครื่องดื่มในวิถีคนพื้นบ้านของสวีเดน

เที่ยวสวีเดนด้วยตัวเอง หากจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ค่าครองชีพในประเทศสวีเดนสูงกว่าค่าครองชีพในประเทศไทยไหม” คำตอบที่ได้คงไม่พ้น “สูงกว่า” แน่นอน เพราะประเทศสวีเดนใช้สกุลเงินโครนอร์สวีเดน (SEK) ค่าเงิน 1 SEK เท่ากับเงินไทยประมาณ 4-6 บาท โดยประมาณ

สภาพอากาศที่สวีเดน แบ่งออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่

    1. ฤดูหนาว (winter)ตั้งแต่เดือนธันวาคม ถึง เดือนมีนาคม อากาศหนาวเย็นมาก หิมะตก อุณหภูมิระหว่าง 2 ถึง -20 องศา สำหรับตอนเหนือของสวีเดน ฤดูหนาวจะยาวนานถึง 8 เดือน
    2. ฤดูใบไม้ผลิ (spring) ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม อากาศในฤดูนี้เปลี่ยนแปลงง่าย บางวันก็มีฝนตก
    3. ฤดูร้อน (summer) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม อากาศอบอุ่น ประมาณ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป ตอนกลางวันจะยาวกว่าตอนกลางคืนมาก จะสว่างเร็วและมืดช้า ในวันที่ยาวนานที่สุด แม้เวลาจะล่วงเลยถึงเที่ยงคืนแล้ว ก็ยังคงเห็นแสงพระอาทิตย์บนท้องฟ้า
    4. ฤดูใบไม้ร่วง (autumn) ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนอากาศค่อนข้างมืดครึ้ม แปรปรวน อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 5 ถึง 12 องศาเซลเซียส

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

           เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น  ญี่ปุ่นเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความสวยงาม และมีแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์มากมายซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ โดยเมืองที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยก็มี อาทิ

ซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองศูนย์กลางและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) สามารถเดินทางมาจากประเทศไทยได้อย่างสะดวกสบาย เพราะมีเที่ยวบินตรง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

โอตารุ (Otaru) ป็นเมืองท่าเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับเมืองซัปโปโรในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือเป็นเมืองที่มีความสวยงามและโรแมนติกด้วยอาคารเก่าแก่ในสไตล์ตะวันตก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บรรยากาศในเมืองนี้จึงคล้ายกับการได้มาเที่ยวยุโรป มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ คลองโอตารุ (Otaru Canal) ที่ไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งจะยิ่งงดงามมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการประดับไฟในเทศกาลหิมะ

ฮาโกดาเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพยามค่ำคืนอันสวยงาม สามารถขึ้นมาชมวิวมุมสูงของเมืองได้ที่ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

เซนได (Sendai) เป็นเมืองหลักในจังหวัดมิยางิ (Miyagi) และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในเมืองโดยมาก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ยามาเดระ (Yamadera) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยามากาตะ (Yamagata) มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือวัด Risshakuji Temple หรือที่เรียกกันว่า Yamadera Temple ซึ่งแปลได้ว่า “วัดภูเขา” ตามลักษณะของวัดที่ตั้งอยู่บนเขานั่นเอง

ฮิโรซากิ (Hirosaki) ตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ แม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดก็คือ ปราสาท Hirosaki Castle ซึ่งเป็นจุดที่ติดหนึ่งในสถานที่ชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น บริเวณสวนของปราสาทนั้นมีขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วยต้นซากุระถึง 2,600 ต้นซึ่งจะบานสะพรั่งในช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน

กรุงโตเกียว (Tokyo) เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นและเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของหลายๆ คนที่จะต้องมาเยือน เพราะเป็นเมืองที่มีความทันสมัย เป็นระเบียบ มีการเดินทางที่สะดวกสบาย และมีแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ซึ่งกระจายอยู่ในย่านต่างๆ

โยโกฮาม่า (Yokohama) เป็นเมืองท่าตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) ตั้งอยู่ติดกับโตเกียวใช้เวลาเดินทางไม่กี่นาที เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย

ฮาโกเน่ (Hakone) ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu National Park ของจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีชื่อเสียงในเรื่องการแช่บ่อน้ำพุร้อน และการชมวิวที่สวยงามรอบทะเลสาบทะเลสาบ Lake Ashi ซึ่งสามารถนั่งเรือโจรสลัดชมทะเลสาบและยังมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ในวันที่ฟ้าเปิด

นิกโก้ (Nikko) ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิ (Tochigi) ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถแบ่งแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ได้เป็น 3 โซน คือ โซนมรดกโลกซึ่งเป็นโซนที่มีศาลเจ้าและสิ่งก่อสร้างเก่าแก่

นาโกย่า (Nagoya) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชูบุ ตั้งอยู่ในจังหวัดไอจิ (Aichi) ภายในเมืองมีแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ปราสาท Nagoya Castle, วัด Osu Kannon Temple, แหล่งช้อปปิ้ง

ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะสาบหนึ่งใน 5 ทะเลสาบที่อยู่รอบภูเขาไฟฟูจิ ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากสำหรับการไปชมภูเขาไฟฟูจิเพราะมีวิวที่สวยงาม และในเมืองยังมีสถานที่ให้เที่ยวชมอีกหลายแห่ง โดยการนั่งรถบัส

ทาคายาม่า (Takayama) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในจังหวัดกิฟุ (Gifu) บ้านเรือนต่างๆ ทำจากไม้และได้รับการอนุรักษ์อย่างดี แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีอาทิ ย่านเมืองเก่าถนน Sanmachi Suji ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายและร้านสาเกขึ้นชื่อของเมือง

ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมูบ้านที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกด้วยรถบัส จากเมืองทาคายาม่า มีจุดเด่นคือบ้านญี่ปุ่นโบราณสไตล์ Gassho-zukuri ซึ่งมีหลังคาทรงสูงมุงด้วยหญ้าและฟางข้าว บ้านบางหลังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวมาพักค้างคืนได้

คานาซาว่า (Kanazawa) เป็นเมืองหลักของจังหวัดอิชิคาว่า (Ishikawa) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของทองคำ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งในเมือง ช่น ย่านโรงน้ำชา Higashi Chaya ที่เรียงรายด้วยบ้านไม้, สวน Kenrokuen Garden ที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 สวนสวยที่สุดในญี่ปุ่น, Kanazawa Castle Park สวนปราสาทที่อยู่เก่าของผู้ปกครองเมือง

โทยาม่า (Toyama) เป็นจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเจแปนแอล์ป (Japan Alps) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในการมาชมกำแพงหิมะและวิวเทือกเขาสูงในเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route จังหวัดโทยาม่ามีเมืองหลักคือเมืองโทยาม่าซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว

โอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองหลักของภูมิภาคคันไซ (Kansai) ซึ่งได้รับความนิยมมากสำหรับชาวไทยเพราะมีเที่ยวบินตรงมาลงที่นี่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ ย่าน Namba และ Shinsaibashi ซึ่งประกอบด้วย ถนนสายช้อปปิ้งและร้านอาหารอย่างถนน Dotonbori ที่มี ป้ายไฟ Glico และปูยักษ์เป็นสัญลักษณ์

เกียวโต (Kyoto) เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมาที่โตเกียว มีแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่หลายแห่ง เช่น วัดน้ำใส Kiyomizu Temple, วัดทอง Kinkakuji Temple, วัดเงิน Ginkakuji Temple, วัดสะพานสวย Tofukuji Temple, ศาลเจ้าเสาแดง Fushimi Inari Shrine รวมถึงวัด ศาลเจ้าอื่นๆ อีกมากมาย

นารา (Nara) เคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมายังเมืองเกียวโต ที่เมืองนาราแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง สำหรับที่ห้ามพลาดเลยก็คือ วัดพระใหญ่ Todaiji Temple และสวน Nara Park ที่เต็มไปด้วยกวาง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

โกเบ (Kobe) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) คนไทยอาจจะคุ้นชื่อเมืองในเรื่องสเต็กโกเบ แต่เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เพราะเป็นเมืองริมทะเล อาทิ Kobe Harborland รวมถึงหอคอย Kobe Port Tower และ Kobe Maritime Museum ที่เรียกได้ว่าเป็นวิวสัญลักษณ์ของเมืองก็ว่าได้

ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู และยังเป็นอีกเมืองหลักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยเนื่องจากมีเที่ยวบินตรงมาลงและสามารถเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียงบนเกาะคิวชูได้อย่างสะดวก สถานที่ท่องเที่ยวในฟุกุโอกะมีให้เลือกมากมาย

เบปปุ (Beppu) เป็นเมืองในจังหวัดโออิตะ (Oita) มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการเแช่ออนเซ็นหรือบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งมีจำนวนบ่อมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้เรียกว่า Jigoku หรือบ่อนรกทั้งแปด ซึ่งในแต่ละบ่อก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป และตั้งอยู่ในโซนต่างๆ ของเมือง

สงกรานต์

สงกรานต์

สงกรานต์

สงกรานต์    คือ ประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนาม และมนฑลยูนานของจีน รวมถึงศรีลังกา และประเทศทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สันนิษฐานกันว่า ประเพณีสงกรานต์นั้นได้รับวัฒนธรรมมาจากเทศกาลโฮลีในอินเดีย แต่เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน โดยจะจัดให้มีขึ้นในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งก็คือเดือนมีนาคม

สงกรานต์ เป็นคำในภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง การเคลื่อนย้าย โดยเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายการประทับในจักรราศี หรือการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ตามความเชื่อของไทยและบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเพณีสงกรานต์นั้นมีสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงมักเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง การส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดิมทีวันที่จัดสงกรานต์นี้นั้นจะมีการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดวันที่แน่นอน คือ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่ไทย คือ วันเริ่มปีปฏิทินของไทยจนถึง พ.ศ. 2431 และได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483

ประวัติวันสงกรานต์

เมื่อครั้งก่อน พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงให้พิธีสงกรานต์นั้นเป็นเทศกาลสงกรานต์ โดยได้ขยายออกไปสู่คมเป็นวงกว้างมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศคติ ตลอดจนความเชื่อไป แต่เดิมในพิธีสงกรานต์จะใช้ น้ำ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของพิธี แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ในวันนี้จะใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ มีการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ต่อมาในสังคมไทยสมัยใหม่เกิดเป็นประเพณีกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นับว่าวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว อีกทั้งยังมีประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่ดั้งเดิม อย่าง การสรงน้ำพระที่นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข

ปัจจุบันได้มีการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ เทศกาลแห่งน้ำ โดยได้ตัดข้อมูลในส่วนที่เป็นความเชื่อดั้งเดิมออกไป

กิจกรรมวันสงกรานต์

การทำบุญตักบาตร นับว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง อีกทั้งยังเป็นการอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญในลักษณะนี้มักจะมีการเตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาทำบุญก็จะนำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัดโดยจัดเป็นที่รวมสำหรับการทำบุญ ในวันเดียวกันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการก่อเจดีย์ทรายอันเป็นประเพณีที่สำคัญในวันสงกรานต์อีกด้วย

การรดน้ำ นับได้ว่าเป็นการอวยพรปีใหม่ให้แก่กันและกัน น้ำที่นำมาใช้รดหัวในการนี้มักเป็นน้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา

การสรงน้ำพระ เป็นการรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด ซึ่งในบางที่ก็จะมีการจัดให้สรงน้ำพระสงฆ์เพิ่มเติมด้วย

การบังสุกุลอัฐิ สำหรับเถ้ากระดูกของญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว มักทำที่เก็บเป็นลักษณะของเจดีย์ จากนั้นจะนิมนต์พระไปบังสุกุล

การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการที่เราไปอวยพรผู้ใหญ่ใที่ห้ความเคารพนับถือ อย่าง ครูบาอาจารย์ มักจะนั่งลงกับที่ จากนั้นผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำธรรมดารดลงไปที่มือ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด หากเป็นพระก็อาจนำเอาผ้าสบงไปถวายเพื่อให้ผลัดเปลี่ยนด้วย แต่หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง หรือผ้าขาวม้าไปให้เปลี่ยน มีความหมายกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในวันปีใหม่ไทย

การดำหัว มีจุดประสงค์คล้ายกับการรดน้ำของทางภาคกลาง ส่วนใหญ่จะพบเห็นการดำหัวได้ทางภาคเหนือ การดำหัวทำเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสว่า ไม่ว่าเป็น พระ ผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน หรือเป็นการขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวหลักๆ ประกอบด้วย อาภรณ์ มะพร้าว กล้วย ส้มป่อย เทียน และดอกไม้

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าการล้างบาปที่เราได้ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี มีแต่ความสุข ความสบายในวันขึ้นปีใหม่

การขนททรายเข้าวัด ในทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาคให้พบแต่ความสุข ความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด แต่ก็มีบางพื้นที่มีความเชื่อว่า การนำทรายที่ติดเท้าออกจากวัดเป็นบาป จึงต้องขนทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เกิดบาป

ตำนานวันสงกรานต์

การกำเนิดวันสงกรานต์ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาโดยใจความจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ว่า …

เมื่อต้นภัทรกัลป์ มีเศรษฐีคนหนึ่ง มั่งมีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา ซึ่งนักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน ที่ผิวเนื้อดุจดั่งทอง วันหนึ่งนักเลงสุราเข้าไปในบ้านของเศรษฐีผู้นั้น แล้วด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายต่างๆ นานๆ เศรษฐีเมื่อได้ฟังแล้วจึงถามว่า

พวกเจ้ามาพูดหยาบคายดูหมิ่นเราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุใด

พวกนักเลงสุราจึงตอบว่า

ท่านมีสมบัติมากมายแต่หามีบุตรไม่ เมื่อท่านตายไป สมบัติก็จะอันตรธานไปมหด หาประโยชน์อันใดมิได้ เพราะขาดทายาทผู้ปกครอง ข้าพเจ้ามีบุตรถึง 2 คน อีกทั้งรูปร่างงดงามเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงดีกว่าท่าน 

เศรษฐีครั้นได้ฟังก็เห็นจริงด้วย จึงเกิดความละอายต่อนักเลงสุรายิ่งนัก นึกใคร่อยากได้บุตรบ้าง จากนั้นได้ทำการบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้มีบุตร เมื่ออยู่ถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตรตามที่ปราถนา

เมื่อขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์มิได้ตามดังที่ปราถนา อยู่มาวันหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์ จิตรมาส (เดือน 5) โลกสมมติว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ คือ พระอาทิตย์ยกจากราศีมีนประเวสสู่ราศีเมษ ผู้คนทั้งหลายต่างพากันเล่นนักขัตฤกษ์อันเป็นการรื่นเริงขึ้นปีใหม่ไปทั่วทั้งชมพูทวีป ขณะนั้น เศรษฐีจึงพาข้าทาสบริวารไปยังต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่แห่งปักษีชาติทั้งหลาย เอาข้าวสารซาวน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงบูชา รุกขพระไทร พร้อมด้วยสูปพยัญชนะอันประณีต และประโคมด้วยดุริยางค์ดนตรีต่างๆ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรจากรุกขพระไทร รุกขพระไทรมีความกรุณา เหาะไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้กับเศรษฐี

ต่อมา พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงไปปฏิสนธิในครรภ์ บิดามารดาจึงขนานนามว่า ธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาทขึ้นให้กุมารอยู่ใต้ต้นไทรริมสระฝั่งแม่น้ำนั้น ครั้นเมื่อกุมารเจริญขึ้นก็รู้ภาษานกและเรียนจบไตรเพทเมื่อมีอายุได้ 8 ขวบ อีกทั้งยังได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งปวง ซึ่งขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม มีกบิลพรหมองค์หนึ่งได้แสดงมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมได้แจ้งเหตุที่ธรรมกุมารเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือของมนุษย์ชาวโลกทั้งหลาย จึงได้ลงมาถามปัญหาแก่ธรรมกุมาร 3 ข้อ ดังความว่า

    1. เวลาเช้า สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
    2. เวลาเที่ยง สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
    3. เวลาเย็น สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน

และท้าวกบิลพรหมได้ให้สัญญาว่า ถ้าท่านแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ได้ เราจะตัดศีรษะมาบูชาท่าน ถ้าท่านแก้ไม่ได้ เราจะตัดศีรษะของท่านเสีย ธรรมกุมารรับสัญญา แต่ผลัดแก้ปัญญาไป 7 ท้าวกบิลพรหมก็กลับไปยังพรหมโลก

ฝ่ายธรรมบาลกุมารพิจารณาปัญหานั้นล่วงไปได้ 6 แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นอุบายที่จะตอบปัญหาได้ จึงคิดว่าพรุ่งนี้แล้วหนอที่เราจะต้องตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหม เราหาต้องการไม่ จำจะหนีไปซุกซ่อนตนเสียดีกว่า เมื่อคิดแล้วก็ลงจากปราสาท ออกเที่ยวนอนที่ต้นตาล 2 ต้นซึ่งมีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้น

ขณะที่ธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นตาลนั้นพลางได้ยินเสียงนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน นกอินทรีตัวผู้จึงตอบว่า พรุ่งนี้ครบ 7 วันที่ท้าวกบิลพรหมถามปัญหาแก่ธรรมบางกุมาร แต่หากธรรมบาลกุมารแก้ไม่ได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดศีรษะเสียตามสัญญา เราทั้ง 2 จะได้กินเนื้อมนุษย์ คือ ธรรมบาลกุมารเป็นอาหาร นางนกอินทรีจึงถามว่า ท่านรู้ปัญหาหรือ ผู้ผัวตอบว่ารู้ แล้วก็เล่าให้นางนกอินทรีฟังตั้งแต่ต้นจนปลายว่า

    1. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ หน้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า
    2. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่ อก คนทั้งหลายจึงเอาน้ำและแป้งกระแจะจันทร์ลูกไล้ที่อก
    3. เวลาเย็น ราศีอยู่ที่ เท้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ธรรมบาลกุมารที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินการสนทนาของทั้งสองก็จำได้ จึงมีความโสมนัส ปีติ ยินดีเป็นอันมาก จึงเดินทางกลับมาที่ปราสาทของตน ครั้นถึงวาระเป็นคำรบ 7 วันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมก็ลงมาถามปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่นัดหมายกันไว้ ธรรมบาลกุมารก็วิสัชนาแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่ได้ฟังมาจากนกอินทรีนั้น ท้าวกบิลพรหมยอมรับว่าถูกต้อง และยอมแพ้แก่ธรรมบาล จำต้องตัดศีรษะของตันบูชาตามที่สัญญาไว้ แต่ก่อนที่จะตัดศีรษะ ได้เรียกธิดาทั้ง 7 อันเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ คือ

    1. นางทุงษะเทวี
    2. นางรากษเทวี
    3. นางโคราคเทวี
    4. นางกิริณีเทวี
    5. นางมณฑาเทวี
    6. นางกิมิทาเทวี
    7. นางมโหธรเทวี

 

แข่งเรือ

แข่งเรือ

แข่งเรือ

แข่งเรือ   ในอดีตการปกป้องรักษาบ้านเมือง นอกจากมีกำลังพลกองทัพบกแล้ว กำลังพลกองทัพ เรือ ก็มีความสำคัญในการรักษาเอกราชของชาติ ตั้งแต่สมัย  กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กำลังรบ ทางเรือในลำน้ำ แม่น้ำลำคลอง ใช้เรือพายเป็นหลัก การรบจะเรือพายเข้ามาชิด เรือข้าศึก และฝีพาย ซึ่งเป็นกำลังรบด้วย จะทำการเข้าประชิดตัวข้าศึก ทำการรบพุ่งกับ ข้าศึก. ดังนั้นเรือพายจึงเป็นกำลังหลักทางน้ำ ในยามบ้านเมืองสงบปราศจากข้า ศึก กองทัพเรือได้ทำเรือพายมาใช้ในการแข่งขันกีฬา เช่น การเล่นเพลาเรือ พระ เพณีพรและประเพณีแข่งเรือ

ประเพณีแข่งเรือยาวของจังหวัดพิจิตร

การแข่งเรือยาวของหวัดท่าหลวง  เริ่มในสมัยท่าเจ้าคุณ พระธรรมทัสส์มุนีวงค์ (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เมื่อ ประมาณ พ.ศ.  2450 ได้กำหนดงานจัดงานแข่งขันเรือตามกำหนดวัน คือ วัน ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ภายหลังน้ำในแม่น้ำน่าน ลดลงเร็วเกินไป ไม่ เหมาะสมจะแข่งขันเรือยาว จึงเปลี่ยนมาเป็นวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 และทางวัด แข่งขันเพียงวันเดียว การแข่งขันเรือยาว ได้จัดนำผ้าห่มหลวงพ่อเพชร มอบให้ เป็นรางวัล สำหรับเรือยาวที่ชนะเลิศ และรองชนะเลิศ ต่อมาได้เปลี่ยนรางวัล เป็นธงที่มีรูปหลวงพ่อเพชรแทน

ประเภทและขนาดการแข่งขันเรือยาว

ขนาดฝีพาย 3 ขนาด คือ

1. ขนาดเล็ก ฝีพายไม่เกิน 28 คน
2. ขนาดกลาง ฝีพายไม่เกิน 40 คน
3. ขนาดใหญ่ ฝีพายไม่เกิน 55 คน

ประเภท 2 ประเภท คือ

ประเภท ก เรือยาวที่ทำการแข็งขัยแล้ววิ่งจัด
ประเภท ข เรือยาวที่ทำการแข็งขันแล้ววิ่งปานกลาง

ในปี 2532 ได้ปรับปรุงและเพิ่มประเภทการแข่งขัน ดังนี้

1. เรือที่แข่งขันในวันแรก และชนะจัดอยู่ในประเภท ก 1, ข 1.
2. เรือที่แข่งขันในวันแรกและแพ้ จัดอยู่ในประเภท ก 2, ข 2.

กำหนดการแข่งขันเรือยาวประเพณี

กำหนดการแข่งขันเรือยาวประเพณี วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของต้นเดือนกันยายนของทุกปี ณ บริเวณวัดท่าหลวง

การแข่งเรือยาวถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำมาก โดยผู้คนในชุมชนจะช่วยกันจัดงานขึ้น มีการคัดเลือกฝีพายที่เป็นชายฉกรรจ์มาลงแข่งขัน และทุกหมู่บ้านจะต้องมีเรือเข้าแข่งขันร่วมกันด้วย

          จังหวัดชัยนาท ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีการแข่งขันเรือยาว ที่สืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีและได้เลิกราไประยะหนึ่ง ปัจจุบันขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมนับเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในโอกาสนี้จังหวัดชัยนาทจึงได้ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานแข่งขันเรือยาวขึ้นมาอีกครั้ง

           กำหนดการแข่งขันเรือยาว ของจังหวัดชัยนาท จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นรอบคัดเลือก จัดหน้าวัดพระยาตาก ตำบลบ้าน อำเภอเมืองชัยนาท รอบชิงชนะเลิศจัดวันที่ ๑๖ กรกฎาคม เป็นวันเข้าพรรษา จัดบริเวณหน้าเขื่อนเรียงหิน ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

          การแข่งขันเรือยาวมี ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มี ๒ ประเภท ได้แก่ ประเภท ๕๕ ฝีพายและ ๔๐ ฝีพาย ๒. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มี ๒ ประเภท ได้แก่ ประเภท ๓๐ ฝีพาย และ ๑๒ ฝีพาย

           นอกจากนี้สามารถชมขบวนแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทาน ขบวนแห่เทียนพรรษา ขบวนกลองยาว การจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้า OTOP การประกวด “หนุ่มลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” การแสดงดนตรีและศิลปินจากอาร์สยาม อาทิ เวสป้า กระแต เอกซ์ ใบเตย หญิง ธิติกานต์ ศิลปินคณะตลกดักแด้ เชิญยิ้ม ศิลปินตลกหน้าม่านโย่ง เชิญยิ้ม และการประกวดกลองยาว

          การจัดประเพณีแข่งขันเรือยาวนั้น จุดประสงค์หลัก เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการแข่งเรือยาวของจังหวัดชัยนาท และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสืบทอดประเพณีแก่เด็ก และเยาวชนรุ่นหลัง ประชาชนได้เกิดความซาบซึ้งและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีอันดีงามของไทยไว้ให้อยู่คู่บ้านเมือง และยังเป็นการปลูกฝังให้รู้รักถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งเป็นประเพณีที่ควรทำสืบต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าชมการแข่งขันเรือยาวประเพณี จังหวัดชัยนาท ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๘ – ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ กำหนดแข่งเรือยาว รอบคัดเลือกในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดพระยาตาก และรอบชิงชนะเลิศ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าเขื่อนเรียงหิน ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

ความสำคัญ
การแข่งเรือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความผูกพันกับแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่โบราณกาล

พิธีกรรม
การแข่งเรือ นับเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติการมาเป็นเวลายาวนาน โดยถือกำหนดในวันที่มีการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำเป็นสำคัญ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี แต่เดิมจัดขึ้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง หน้าตัวเมือง แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดบริเวณหน้าวัดโสธรวรวิหาร เรือที่เข้าแข่งมีหลายประเภท ตั้งแต่เรือยาวเล็ก เรือยาวใหญ่ เรือเร็วติดเครื่องยนต์ ฯลฯ
การแข่งเรือยาวฝีพายแต่ละลำ มีจำนวนประมาณ ๕๐ คนมีหัวหน้าควบคุมเรือ ๑ คน จังหวะการพายจะพาย ๒ ต่อ ๑ คือ ฝีพาย ๒ ครั้ง ผู้คัดท้ายจะพาย ๑ ครั้ง กติกาการแข่งขันผู้ชนะจะต้องชนะ ๒ ใน ๓ คือ เมื่อแข่งเที่ยวแรกไปแล้ว จะเปลี่ยนสายน้ำสวนกัน ถ้าชนะ ๒ ครั้งติดต่อกันถือว่าชนะ แต่ถ้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จะมีการแข่งขันเที่ยวที่ ๓

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส
กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส (อังกฤษ: Tennis) เป็นกีฬาที่เล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายแข่งกัน โดยมีผู้เล่นในประเภทเดี่ยวฝ่ายละ 1 คน และผู้เล่นในประเภทคู่ฝ่ายละ 2 คน ใช้ ไม้เทนนิส ตีส่งลูกไปมาเหนือตาข่ายภายในเขตที่กำหนด โดยพยายามตีลูกให้ลงในแดนคู่แข่ง จนคู่แข่งไม่สามารถตีลูกกลับมาลงในแดนของเราได้

กีฬาเทนนิส เป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้แร็กเก็ต ถือกำเนิดในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกๆนั้นเทนนิสได้แพร่ขยายไปยังกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง แท้จริงแล้วเทนนิสเป็นกีฬาสากลและเป็นเกมที่เล่นกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งมีการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งแรก เทนนิสจึงได้กลายเป็นกีฬาอาชีพ เทนนิสได้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก ณ โซล ปี ค.ศ.1988

ไม้เทนนิส หรือ แร็กเก็ต 

(Racquet) จะมีด้ามจับและมีบริเวณที่ใช้ในการตีลูกบอลซึ่งขึงเอ็นไว้กับมือถือไม้

ลูกเทนนิส (บอล) จะต้องมีขนาดและน้ำหนักเป็นไปตามข้อกำหนดในการแข่งขัน ในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีการเปลี่ยนบอล เพราะบอลมักจะสูญเสียคุณสมบัติไประหว่างการเล่น จึงมีการกำหนดให้มีการเปลี่ยนบอลตามจำนวนเกมที่เล่นไปแล้ว เช่น อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบอลทุกครั้ง ยกเว้นในเซ็ตแรกอาจเปลี่ยนที่ 7 เกมเนื่องจากบอลถูกใช้ในการอุ่นเครื่องก่อนการเล่นไปบ้างแล้ว เป็นต้น ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟในเกมที่เปลี่ยนบอลใหม่ มักจะชูบอลให้ฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามีการเปลี่ยนบอลใหม่แล้วก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟไปยังฝ่ายตรงข้าม

สนามและพื้นสนาม

สนามเทนนิสจะมีขอบเขตเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และต้องมีพื้นที่รอบๆเพียงพอให้ผู้เล่นสามารถวิ่งไปตีลูกได้ คือทั้งสนามและโดยรอบควรมีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 60 ฟุต ยาวอย่างน้อย 120 ฟุต

ต้องเป็นพื้นผิวเรียบ สนามแต่ละพื้นผิวให้ความเร็วและการกระดอนของบอลที่แตกต่างกัน ได้แก่

พื้นแข็ง (hard court) ทำจากคอนกรีต ราดยาง หรืออะครีลิก พื้นแข็งจะทำให้บอลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า และกระดอนได้อย่างแท้จริง

พื้นดิน (clay court) ปัจจุบันมักไม่ได้ทำมาจากดินจริง แต่จะเป็นอิฐป่นและปูทับด้วยอนุภาคพิเศษที่ไม่ดูดซับน้ำง่าย พื้นดินมักจะทำให้บอลเคลื่อนที่ช้ากว่า และบอลจะติดสปินมากกว่า

พื้นหญ้า (grass court) บอลจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า แต่การกระดอนมักจะไม่แน่ไม่นอน ปัจจุบันมีการใช้หญ้าชนิดใหม่ที่ทำให้บอลกระดอนได้สูงขึ้นและการเคลื่อนที่ของบอลช้าลงกว่าหญ้ารุ่นก่อน

พื้นพรม (carpet court) มักใช้เล่นเฉพาะเทนนิสในร่ม และไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วสำหรับการแข่งขันของ ATP และ WTA

พื้นไม้ (wood court) ทำให้บอลกระดอนต่ำและเคลื่อนที่เร็ว ปัจจุบันไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วในการแข่งขันระดับอาชีพ

ขนาดสนาม

แผนผังสนามเทนนิส

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 8.23 เมตร (27 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นเดี่ยว

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 10.97 เมตร (36 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นคู่

เส้นสนาม

เส้นหลัง หรือ เส้นท้ายสนาม (baseline) เป็นเส้นแนวนอน อยู่ด้านหลังสุดของสนามของแต่ละฝ่าย และจะมีขีดกลาง (center mark) อยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นหลัง

เส้นข้าง (sideline) เป็นเส้นแนวตั้งด้านซ้ายและขวาของขอบสนาม ทอดไปตามความยาวของสนาม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความกว้างของพื้นที่สนาม ในการเล่นประเภทเดี่ยวจะใช้เส้นข้างด้านใน (single sideline) ส่วนการเล่นประเภทคู่จะใช้เส้นข้างด้านนอก (double sideline)

เส้นเสิร์ฟ (service line) เป็นเส้นแนวนอนขีดแบ่งพื้นที่ในสนามของแต่ละฝ่ายออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง เส้นอยู่ห่างจากตาข่าย 6.40 เมตร (21 ฟุต)

เส้นเสิร์ฟกลาง (center service line) เป็นเส้นกลางสนามทอดตั้งฉากในแนวตั้งกับเส้นเสิร์ฟ ทำให้เกิดกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ฝ่ายละ 2 ด้าน คือ กรอบด้านซ้ายของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Advantage court กับกรอบด้านขวาของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Deuce court ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ชิดตาข่าย โดยผู้เล่นที่เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงในกรอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้จะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงด้านซ้ายหรือขวาจะขึ้นอยู่กับคะแนนที่เล่นในขณะนั้น

เมื่อบอลตกสัมผัสเส้นถือว่าบอลสัมผัสพื้นที่ว่างภายในเส้นนั้น

ตาข่าย (เน็ต)

ขึงไว้กึ่งกลางสนามในแนวขวางตลอดความกว้างของสนาม เพื่อแบ่งสนามออกเป็น 2 ฝั่งเท่ากัน

ความสูงของตาข่ายตรงกึ่งกลางสูง 0.914 เมตร (3 ฟุต) ส่วนตาข่ายบริเวณเสาสูง 1.07 เมตร (3.5 ฟุต)

เสาตาข่ายเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 15 ซม. (6 นิ้ว) และสูงไม่เกิน 2.5 ซม. (1 นิ้ว) จากด้านบนของตาข่าย เสาอยู่ห่างจากเส้นข้างด้านนอก 0.91 เมตร (3 ฟุต)

แถบด้านบนของตาข่ายกว้าง 5-6.35 ซม. (2-2.5 นิ้ว)

วิธีการเล่น
การเลือกแดน/เลือกเสิร์ฟ

ผู้ตัดสินจะโยนเหรียญเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ ซึ่งจะได้เลือก 1 ใน 3 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟก่อนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกแดนแทน
  2. เลือกแดนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟในเกมแรกแทน
  3. เลือกให้คู่แข่งเป็นฝ่ายเลือก 1 ใน 2 ข้อด้านบน

การเสิร์ฟลูกเทนนิส

การเสิร์ฟ (serving) คือ การตีส่งบอลครั้งแรกของคะแนนนั้นๆไปให้คู่แข่ง ประเภทผู้เล่นเดี่ยวจะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 1 เกมไปเรื่อยๆ ส่วนในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นทั้งสองคนในฝ่ายเดียวกันจะต้องผลัดเสิร์ฟคนละ 1 เกมด้วย (ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคี่ ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคู่)

การเสิร์ฟ โยนบอลและตีกลางอากาศ

การเสิร์ฟ ห้ามเดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปมาขณะเสิร์ฟ (foot fault) ยกเว้นเท้าเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนฝ่ายรับจะยืนบริเวณใดก็ได้ในฝ่ายของตน

การเสิร์ฟ ยืนหลังเส้นหลังในด้านที่กำหนดไว้สำหรับคะแนนนั้นๆ ห้ามเหยียบเส้นใดๆ รวมทั้งห้ามยืนเลยแนวเส้นข้างและแนวขีดกลางของเส้นหลัง (foot fault)

การเสิร์ฟโดยตีไม่โดนบอล จะถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสีย แต่การโยนบอลแล้วปล่อยบอลตกลงพื้นโดยที่ไม่พยายามตีบอลสามารถทำได้และสามารถเริ่มเสิร์ฟใหม่ได้

การเสิร์ฟโดยตีบอลแล้วบอลไปโดนหรือสัมผัสวัตถุอื่นก่อนตกลงพื้นสนามถือว่าเสิร์ฟเสีย เช่น โดนเสาตาข่าย โดนผู้เล่นฝ่ายเดียวกับเรา เป็นต้น

การเสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟโดยสลับฝั่งขวา/ซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลางไปทุกคะแนน กล่าวคือ ในเกมทั่วไปเริ่มเสิร์ฟคะแนนแรกที่ด้านหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และในคะแนนถัดไปต้องสลับไปเสิร์ฟที่หลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court)

การเสิร์ฟเมื่อเล่นเกมไทเบรก(โปรดดูที่ไทเบรก) ฝ่ายแรกจะเสิร์ฟแค่คะแนนที่ 1 ก่อน จากหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และต่อจากนี้จะผลัดการเสิร์ฟฝ่ายละ 2 คะแนนไปเรื่อยๆสลับกัน โดยตั้งแต่คะแนนที่ 2 จะให้อีกฝ่ายเริ่มเสิร์ฟจากหลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court) และต้องสลับด้านเสิร์ฟซ้าย/ขวาไปทุก 1 คะแนนเช่นกัน หากเล่นประเภทคู่ก็ต้องสลับกันเสิร์ฟคนละ 2 คะแนนเช่นกัน

การเสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้บอลลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ของฝ่ายตรงข้ามในแนวทแยง เช่น กรณีเราเสิร์ฟจากด้านซ้าย ลูกเสิร์ฟจะต้องไปตกในกรอบพื้นที่เสิร์ฟด้านซ้ายของฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน(ด้านขวามือเรา) เป็นต้น

เสิร์ฟเล็ต (let) จะต้องทำการเสิร์ฟลูกนั้นใหม่ ได้แก่ การเสิร์ฟโดยที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องในแนวทแยง หรือลูกสัมผัสตาข่ายแล้วไปโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามโดยที่ลูกยังไม่ตกพื้น หรือการเสิร์ฟเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยังไม่พร้อม ยกเว้นการเสิร์ฟที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกนอกกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องจะถือว่าลูกนั้นเสียทันที (fault)

การเสิร์ฟ มีสิทธิ์เสิร์ฟได้คะแนนละ 2 ครั้ง หากเสิร์ฟครั้งแรกเสีย จะต้องเสิร์ฟครั้งที่ 2 และหากเป็นการเสียของลูกเสิร์ฟครั้งที่ 2 ของคะแนนนั้น(double fault) จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่งด้วย

การตีลูกกลับ

เมื่อลูกข้ามตาข่ายมาแล้ว สามารถตีลูกกลับไปในแดนคู่แข่ง โดยที่ลูกบอลอาจจะยังไม่กระทบพื้นสนามเลยก็ได้ หรือลูกกระทบพื้นสนามฝ่ายของเรามาแล้วไม่เกิน 1 ครั้งก็ได้

ต้องตีลูกบอลกลับภายในครั้งเดียว

การตีลูกบอลกลับแล้วลูกสัมผัสตาข่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ถือว่าผิดกติกา

ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกบอลกลับไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกติกา จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่ง

การสลับแดน

การสลับแดน สลับแดนเมื่อเกมรวมกันเป็นเลขคี่และเมื่อจบเซ็ต แต่หากจบเซ็ตโดยเกมรวมกันเป็นเลขคู่ จะสลับแดนหลังจากจบเกมแรกของเซ็ตถัดไป ส่วนการสลับแดนในการเล่นไทเบรกจะสลับเมื่อคะแนนรวมกันได้ทุก 6 คะแนน

การตัดสินผู้ชนะ

แผนผังการนับคะแนนกีฬาเทนนิส

การตัดสินผู้ชนะของการแข่งขัน(match) ตัดสินจากจำนวนเซ็ต(set) ที่ได้กำหนดไว้ในการแข่งขันนั้น
โดยในแต่ละเซ็ตจะประกอบด้วยหลายๆเกม(game) และในแต่ละเกมจะประกอบไปด้วยการนับคะแนน(point) จากการเล่น ดังนี้

การนับเกมของเซ็ต

ในแต่ละเซ็ต ฝ่ายใดทำได้ 6 เกมก่อนและอีกฝ่ายทำได้ไม่เกิน 4 เกม จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 6-4 เกม หรือ 6-3 เกม เป็นต้น

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 5-5 เกม จะต้องเล่นต่อจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ 7 เกมก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-5 เกม

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 6-6 เกม จะต้องเล่นไทเบรกต่อในเกมที่ 7 เพื่อตัดสินผู้ชนะเซ็ต ซึ่งจะชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกม (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก จะเล่นจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำคู่แข่งได้ 2 เกม)

จำนวนเกมในแต่ละเซ็ตอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกติกาของบางรายการแข่งขันที่กำหนดขึ้นเฉพาะกิจ

การนับคะแนนของเกม

ในเกมหนึ่งๆ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทำคะแนนได้จะนับคะแนนของฝ่ายนั้นเรียงตามลำดับดังนี้ 15, 30, 40, เกม (ซึ่งก็คือคะแนนที่ 1, 2, 3, 4 ที่ทำได้ตามลำดับนั่นเอง) ส่วนคะแนนศูนย์ (0) ภาษาอังกฤษขานว่า เลิฟ (love)ในการขานคะแนน ให้ขานคะแนนของฝ่ายที่เสิร์ฟขึ้นก่อน เช่น 40-30 หมายถึง ฝ่ายเสิร์ฟได้ 40 คะแนน และฝ่ายรับเสิร์ฟได้ 30 คะแนน เป็นต้นหากคะแนนเสมอกันที่ 40-40 จะต้องเล่นต่อไปอีก 2 คะแนน เรียกว่า ดิวซ์ (deuce) และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนนำ 1 คะแนนได้ก่อน เรียกว่า ได้เปรียบ (Advantage มักใช้อักษรย่อ A หรือ Adv) เช่น 40-A หรือ A-40 และหากฝ่ายนั้นทำได้อีก 1 คะแนน ก็จะชนะในเกมนี้ไป แต่หากทำไม่ได้ก็ถือว่ากลับมาเสมอกันที่ 40-40 อีกครั้ง และก็ต้องเล่นดิวซ์ต่อไป

(แต่มีกติกาพิเศษในบางรายการแข่งขันที่กำหนดว่าจะไม่มีการเล่นต่อ 2 คะแนน ฝ่ายไหนได้คะแนนหลังจากคะแนนที่ 40 ก่อนถือว่าชนะเกมนั้น)

หากเกมใดที่ฝ่ายเสิร์ฟของเกมนั้นเป็นฝ่ายชนะ จะเรียกว่า รักษาเกมเสิร์ฟได้ แต่หากฝ่ายเสิร์ฟแพ้เกมนั้น จะเรียกว่า ถูกเบรกเกมเสิร์ฟไทเบรก (tie break) ใช้เพื่อตัดสินผู้ชนะของเซ็ตนั้นในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันที่ 6-6 เกม การเล่นเกมที่ 7 เป็นเกมสุดท้ายของเซ็ต เรียกว่าเล่น ไทเบรก โดยในเกมนี้จะนับคะแนนเป็น 1, 2, 3,… ไปเรื่อยๆ ฝ่ายใดที่ทำได้ 7 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-4 คะแนนของเกมที่ 7 ก็จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เป็นต้น

แต่หากคะแนนของเกมนี้เสมอกันที่ 6-6 คะแนนอีก ผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามที่ทำคะแนนนำคู่แข่งได้ 2 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 8-6 คะแนน หรือแพ้ 8-10 คะแนน เป็นต้น เมื่อไทเบรกจบลง ผลจะเป็นชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกมในเซ็ตนั้นๆ (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก)

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2458ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม และเล่นการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก (พบกับทีมฝ่ายยุโรป) ที่สนามราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ในปีนั้น จนวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามฯ โดยลงเล่นในการแข่งขันระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้ และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อสยามกลายเป็นประเทศไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย

เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทีมมีประวัติของความสำเร็จในการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือชนะเลิศอาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 5 สมัย และชนะเลิศซีเกมส์ 16 สมัย โดยทีมชาติไทยยังสามารถคว้าอันดับ 3 ในเอเชียในปี พ.ศ. 2499 พล.ต.เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1956ที่เมลเบิร์น

โดยเป็นครั้งแรกของทางทีมที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในกีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ทีมไทยจับฉลากพบกับสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 0-9 (ความพ่ายแพ้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) ตกรอบทันที โดยในรอบที่สอง ทีมสหราชอาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 6 ประตูต่อ 1 โดยทีมชาติบัลแกเรียได้เหรียญทองแดง

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมชาติยูโกสลาเวียได้เหรียญเงิน และสหภาพโซเวียตได้เหรียญทองไปครอง ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า “ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 – 0” ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งถึงสมาคมฟุตบอลฯ ให้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ หนึ่งในนักฟุตบอลชุดโอลิมปิกไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนี เพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 ฟุตบอลทีมชาติไทยก็คว้าเหรียญทองในกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันเรียกว่าซีเกมส์) ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนถึง พ.ศ. 2552 ประเทศไทยชนะเลิศการแข่งขันทุก ๆ สองปีรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิงลูกโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 ประตูต่อ 3 ภายหลังจากเสมอกัน 2 ต่อ 2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน ชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพครั้งแรก โดยเป็นแชมป์ร่วมกับทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 11 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถที่จะชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้ารอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545และครั้งล่าสุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นที่ โดฮา ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยก็เป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี พ.ศ. 2537 ไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) กับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลก มาแข่งขันกับในประเทศไทยหลายครั้ง ได้แก่ เอฟซีปอร์โต(2540) อินเตอร์มิลาน (2540) โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษ) และสโมสรชั้นนำอื่น ๆ และในปี 2551 ไทยตกรอบฟุตบอลรอบคัดเลือก รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมอย่าง ญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยไทยแข่ง 6 นัด ไม่ชนะใครเลย แพ้ 5 เสมอ 1 ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน ปีเตอร์ รีดอดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษก็เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ไทย ก็พลาดแชมป์ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2007 โดยการแพ้ทีมชาติเวียดนามรวมผลสองนัด 3-2 และยังพลาดคิงส์คัพอีกรายการหนึ่ง โดยดวลจุดโทษแพ้ ทีมชาติเดนมาร์ก จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552

ปีเตอร์ รีด จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งรวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนในการคุมทีมชาติ

เพราะรีดมีข่าวว่าจะไปทำงานที่สโมสรฟุตบอลสโตกซิตี โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี พูลิส ผู้จัดการทีมสโตกซิตีในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552, ไบรอัน ร็อบสัน ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมซึ่งเซ็นสัญญาไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014. ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันสามารถนำทีมชนะนัดแรกในการคุมทีมของในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือก ที่พบกับ ทีมชาตสิงคโปร์ ด้วยสกอร์ 3-1แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันนำไทยแพ้นัดแรกต่อทีมชาตสิงคโปร์ เช่นกันด้วยสกอร์ 1-0 ด้วยการแพ้ในบ้านที่ประเทศไทย. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และ ทีมชาตอิหร่าน

ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้ ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันสามารถนำชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 ที่ประเทศไทย ในการแข่งขันกระชับมิตร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยเอาชนะทีมชาติอินเดีย ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันกระชับมิตรเช่นกัน แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากการเสมอ 2 นัดกับ ทีมชาติลาว และ ทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งช่วงนั้นถือเป็นยุคมืดของไทยอย่างแท้จริง ทำให้ร็อบสันยกเลิกสัญญาจากการเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.[6]

ต่อมา วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตผู้จัดการทีมเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ท กับอดีตแมวมองสโมสรโบรุสเซียเมินเชนกลัดบัคสโมสรฟุตบอลชื่อดังในบุนเดสลีกาและอดีตผู้จัดการทีมทีมชาติแคเมอรูนวัย 61 ปีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมไทยแทนไบรอัน ร็อบสัน ที่มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ โดยงานแรกของเชเฟอร์คือการนำทีมไทยไปแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ในรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งแฟนบอลทุกคนได้สนับสนุนการทำงานของเชเฟอร์มาตลอดไม่ว่าการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านจะมีแฟนบอลคอยติดตามอยู่ทุกเมื่อ

โดยนัดแรกทีมชาติไทยได้บุกไปแพ้

ให้แก่ฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย ด้วยสกอร์ 1-2 ซึ่งออกนำไปก่อนจากประตูของธีรศิลป์ แดงดา แล้วในการแข่งขันต่อมาสามารถเอาชนะฟุตบอลทีมชาติโอมานได้ 3-0 จากประตูของสมปอง สอเหลบ, ธีรศิลป์ แดงดา และการทำเข้าประตูตัวเองของราชิค จูมา อัล-ฟาร์ซี โดยเป็นชัยชนะนัดที่สองของทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งนัดแรกคือนัดที่เอาชนะทีมชาติปาเสลสไตน์ได้ 3-2 ในรอบคัดเลือกรอบที่ 2.[8] และสามารถยันเสมอทีมชาติซาอุดีอาระเบียได้ 0-0 ในนัดถัดมาแต่หลังจากนั้นทีมชาติไทยได้แพ้อีกทั้ง 3 นัดในการไปเยือน 2 นัดและเล่นในบ้าน 1 นัดจึงทำให้หยุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ไว้ที่รอบแบ่งกลุ่ม (คัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชีย) และในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ทีมชาติไทยสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ซึ่งต้องไปพบกับทีมชาตสิงคโปร์ด้วยการเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยสกอร์ 3-1 ในรอบก่อนรอบชิงชนะเลิศ ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกทีมชาติไทยบุกไปแพ้ทีมชาติสิงคโปร์แต่ก็ได้ประตูทีมเยือน

(อเวย์โกล์) จากอดุลย์ หละโสะและในนัดที่สองแข่งกันที่กรีฑาสถานแห่งชาติและสามารถเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของกีรติ เขียวสมบัติแต่รวมผลสกอร์ทีมชาติไทยแพ้ 3-2 ต่อมาเชเฟอร์ได้นำไปแข่งในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม) ซึ่งเขานำทีมชาติไทยแพ้ทั้ง 2 นัดและทำให้เขายกเลิกสัญญาระหว่างเขากับทีมชาติไทยในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2556 โดยทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ ซึ่งนัดแรกของเกียรติศักดิ์ในการคุมทีมชาติไทยคือในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน โดยเกียรติศักดิ์สามารถนำทีมชาติไทยบุกไปชนะทีมชาติจีนถึงถิ่นด้วยสกอร์ 5-1

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งให้ สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวไทย เป็นผู้ฝึกสอนและเตรียมทีมชาติไทยไปแข่งกับทีมชาติอิหร่าน ในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม)ก่อนที่เกียรติศักดิ์จะมาคุมทีมต่อและสร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และรองแชมป์คิงส์คัพในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งในปี พ.ศ. 2559 ก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์กลุ่มเอฟในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และสามารถผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019 ทันที ซึ่งเป็นการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย

 

ก่อนจะมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ

ก่อนจะมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ

ก่อนจะมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ

ก่อนจะมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ

ก่อนจะมาเป็นโค้ชทีมชาติไทย นิชิโนะ เฮดโค้ชญี่ปุ่นคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลทีมชาติไทย เมื่อเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไป กระแสการเลือกใช้เฮดโค้ชจากทวีปเดียวกัน เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น จากความเข้าใจในธรรมชาตินักเตะที่มากกว่า ขณะที่ความรู้ทางรูปแบบการเล่น ไม่ได้เป็นรองชาติจากประเทศชั้นนำอีกต่อไป

ขอพาคุณไปรู้จักกับ อากิระ นิชิโนะ เฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นคนแรกของทีมชาติไทย ผู้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่แก่วงการฟุตบอลแดนสยาม จุดเริ่มต้นบทบาทเฮดโค้ชฟุตบอลของ อากิระ นิชิโนะ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาถูกผลักดันเข้ารับบทบาทโค้ชขัดตาทัพ ของทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี หลังโค้ชคนก่อน โยชิคาซุ นากาอิ (Yoshikazu Nagai) ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อไปคุมสโมสรในระดับเจลีก

นอกจากจะถูกแต่งตั้งแบบปุบปับ นิชิโนะยังต้องเผชิญหน้ากับงานใหญ่ที่รอเขาอยู่ หลังเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน ปี 1992 ก่อนการแข่งขันรอบคัดเลือกเอเอฟซี ยูธ แชมเปียนชิพ (AFC Youth Championship) เพียงหนึ่งเดือน

แม้ภาระที่แบกรับของกุนซือหน้าใหม่ จะเป็นงานที่แสนยาก แต่นิชิโนะแสดงถึงความมุ่งมั่น และความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ด้วยการพานักเตะในทีมไปเก็บตัวที่ประเทศเกาหลีใต้ อันเป็นสถานที่จัดการแข่งขันรอบคัดเลือก ก่อนเวลาถึงหนึ่งเดือน เพื่อชดเชยเวลาการเตรียมตัวที่น้อยกว่าปกติ

โชคร้ายที่การเตรียมพร้อมดังกล่าว กลับเปิดโอกาสให้โค้ชทีมชาติเกาหลีใต้ แอบไปถ่ายวิดีโอ เพื่อเก็บข้อมูลการฝึกซ้อมของทีมชาติญี่ปุ่นมา ในฐานะที่ผมเคยเล่นฟุตบอลกับนักศีกษาชาวเกาหลีใต้ ซึ่งผมคิดว่ามีฝีมือมากกว่าพวกเขาในตอนนี้ นิชิโนะในวัย 37 ปี ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน

ในฐานะที่ผมเคยเล่นฟุตบอลกับนักศีกษาชาวเกาหลีใต้ ซึ่งผมคิดว่ามีฝีมือมากกว่าพวกเขาในตอนนี้” นิชิโนะในวัย 37 ปี ตอบโต้อย่างเผ็ดร้อน ไม่ว่าผลดีที่นิชิโนะหมายถึงคืออะไร เขาสามารถพาทีมชาติญี่ปุ่นบุกเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ 1-0 นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของทัพซามูไรบลู ที่มีต่อทีมโสมขาว ในการแข่งขันรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี

ความพ่ายแพ้นัดดังกล่าว ทำให้ทีมชาติญี่ปุ่นพลาดโอกาสลงแข่งขัน ฟีฟ่า เวิลด์ ยูธ แชมเปียนชิพ (FIFA World Youth Championship) นิชิโนะออกโรงสับนักเตะของตัวเองแบบไม่เกรงใจใคร

ผลงานจากการแข่งขันนัดดังกล่าว ช่วยให้ทีมชาติญี่ปุ่นตีตั๋วเข้าแข่งรายการเอเอฟซี ยูธ แชมเปียนชิพ ปี 1992 ได้สำเร็จ เขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจในรอบแรก จนผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศไปพบกับคู่ปรับเก่าอย่าง ทีมชาติเกาหลีใต้ แต่ครั้งนี้ ทีมชาติญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้ไปด้วยผลการแข่งขัน 2-1

นักเตะเสียสติไปในการแข่งขัน และพวกเขาเอาความรู้สึกกลับมาไม่ได้ ผมคิดว่าทุกอย่างจบลงแล้ว หลังจากเกมกับเกาหลีใต้ และผมไม่รู้สึกสิ่งใดนอกจากความอ่อนแอของพวกเรา แม้พลาดหวังจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่นิชิโนะใช้คำพูดของเขา ปลุกนักเตะที่เสียสติไปในการแข่งขันนัดก่อน ให้กลับมาสู้สุดใจอีกครั้งในการแข่งขันนัดชิงที่สาม กับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เพื่อคว้าเหรียญทองแดงกลับบ้านให้ได้

เราพลาดหวังจากฟุตบอลโลก แต่สี่ปีข้างหน้ามีโอลิมปิกที่แอตแลนต้ารออยู่ และผมคิดว่าการคว้าอันดับสามในการแข่งขันครั้งนี้ คือก้าวแรกสู่โอลิมปิกของเรา เราเคยเล่นกับพวกเขามาแล้วในรอบแบ่งกลุ่ม และเราจะคว้าเหรียญทองแดงกลับประเทศญี่ปุ่น นิชิโนะพูดปลุกใจนักเตะก่อนการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม ทีมชาติญี่ปุ่นลงไปเล่นได้อย่างจืดชืดในครึ่งแรก และกลับสู่ห้องแต่งตัวด้วยผลการแข่งขัน 0-0 นิชิโนะเลือกใช้ไม้แข็งสั่งสอนนักเตะของเขาอีกครั้ง เพื่อเตือนสติให้ผู้เล่นเหล่านี้ รู้ถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเอง พวกคุณควรจะทำได้มากกว่านี้ แสดงความมุ่งมั่นในการแข่งขันออกมาซะ

จากความสำเร็จที่เกินคาดของโค้ชขัดตาทัพ นิชิโนะสามารถครองตำแหน่งเดิมต่อได้อย่างสบาย แต่เขาเลือกลงจากตำแหน่ง และไปทำงานเป็นทีมโค้ชให้กับทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่ เพื่อเก็บประสบการณ์ และรอเวลาในการกลับมาสานต่อสิ่งที่เขาตั้งใจไว้ให้สำเร็จ

มื่อนักเตะตอบรับแรงกระตุ้นของนิชิโนะ ทีมชาติญี่ปุ่นรัวสามประตูในครึ่งหลัง และเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะเหนือทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ 3-0 คว้าตำแหน่งอันดับสาม ในการแข่งขันดังกล่าวมาครอง

ปี 1994 นิชิโนะกลับมาสานต่องานที่ค้างไว้อีกครั้ง เขาเข้ามารับงานคุมทีมชาติทีมชาติญี่ปุ่นรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งมีชุดผู้เล่นเป็นกลุ่มเดียวกับที่เขาเคยร่วมงาน ในศึกเอเอฟซี ยูธ แชมเปียนชิพ ปี 1992 โดยมีเป้าหมายเดียวเท่านั้น คือพาทีมเข้าสู่การแข่งขันโอลิมปิก ประจำปี 1996

หลังวางแผนพัฒนาทีมนานหลายปี ความพยายามของนิชิโนะสัมฤทธิ์ผล เขาพาทีมชาติญี่ปุ่นผ่านสู่การแข่งขันที่สหรัฐอเมริกาได้สำเร็จ

แต่บททดสอบใหม่รอนิชิโนะอยู่ทันทีในการแข่งขัน เมื่อทีมชาติญี่ปุ่นถูกจับให้อยู่กลุ่มเดียวกับ ทีมชาติบราซิล หมายเลขหนึ่งวงการลูกหนังโลกในเวลานั้น และทั้งสองทีมต้องเจอกันในนัดเปิดสนาม

มันเป็นเรื่องยากที่จะคว้าชัยชนะ แต่พวกเรามีแรงปรารถนาเหมือนกับเกมอื่นๆทั่วไป ว่าคุณสามารถทำได้ดีแค่ไหน ในการรับมือกับทีมระดับโลก  นิชิโนะกล่าวก่อนเจอทีมชาติบราซิล

เมื่อการแข่งขันจริงมาถึง แฟนบอลในสนามกว่าสี่หมื่นราย ต่างตื่นตาตื่นใจไปกับระบบเพรสซิ่งที่ไม่มีหยุดของทีมชาติญี่ปุ่น นักเตะทุกคนต้องลงมาเล่นเกมรับ และพร้อมที่จะวิ่งไปสู่แดนฝั่งตรงข้าม หากได้จังหวะสวนกลับ ทุกคนต้องพร้อมที่จะเข้าปะทะ และช่วยเหลือเพื่อนร่วมทีม

ไม่มีความสำเร็จใดได้มาโดยไม่ทำงานหนัก นิชิโนะเชื่อมั่นแบบนั้น เขาสั่งให้นักเตะของตัวเองฝึกซ้อมอย่างหนัก โดยไม่หยุดพัก เพื่อมั่นใจว่าจะฟิตมากพอสำหรับการแข่งขันจริง

สุดท้าย ความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะบราซิล ไม่สามารถเอาชนะทีมเวิร์คของพวกเขาได้ ทีมชาติญี่ปุ่นคว้าชัยชนะด้วยผลการแข่งขัน 1-0 เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกเรียกขานว่า “ปาฏิหาริย์แห่งไมอามี่” และจารึกชื่อของนิชิโนะ สู่หน้าประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลญี่ปุ่นทันที

อย่างไรก็ตาม นิชิโนะไม่สามารถทำฝันของเขาให้เป็นจริงได้ หลังเปิดตัวอย่างร้อนแรงด้วยการพาทีมคว้าแชมป์เจลีก คัพ ในปี 1999 เขาถูกไล่ออกจากตำแหน่งในปี 2001 หลังหมดลุ้นแชมป์ในการแข่งขันทุกรายการ

ความล้มเหลวไม่ได้ทำให้นิชิโนะย่อท้อ เขาเดินหน้าต่อด้วยการย้ายไปคุมทีมกัมบะ โอซาก้า (Gamba Osaka) ในปี 2002 ช่วงเวลานั้นเอง ที่เขาได้เรียนรู้ระบบการเล่นรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล ผมได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแผนของ กุส ฮิดดิงก์ ในศึกฟุตบอลโลก ปี 2002 เขาให้ความสำคัญกับระบบการเล่น มากกว่าผู้เล่นในทีม

เมื่อนิชิโนะได้เห็นรูปแบบการเล่น 3-4-3 ที่ฮิดดิงก์ใช้ระหว่างการแข่งขันดังกล่าว เขารู้ทันทีว่านี่คือระบบการเล่นฟุตบอลที่ใช่ สำหรับนักเตะชาวเอเชีย สิ่งที่นิชิโนะทำหลังจากนั้น คือการผสานศาสตร์ของโลกตะวันตก และตะวันออกเข้าด้วยกัน เขานำรูปแบบการเล่นที่มีประสิทธิภาพจากยุโรป ผสานเข้ากับความมุ่งมั่น และการทำงานหนักอย่างเหลือเชื่อในสนามซ้อมของชาวเอเชีย

ระบบดังกล่าวส่งผลให้นิชิโนะประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลกับกัมบะ โอซาก้า ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์เจลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร เมื่อปี 2005 ก่อนในอีก 3 ปีถัดมา เขาพาต้นสังกัดคว้าแชมป์เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก (AFC Champions League) ทำผลงานเป็นเฮดโค้ชชาวญี่ปุ่นรายแรก

จุดเริ่มต้นของโค้ชที่ทำงานของตัวเองอย่างตั้งใจ นิชิโนะคงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่ง เขาจะก้าวเป็นตำนานของวงการฟุตบอลญี่ปุ่น  จากความสำเร็จที่กล่าวมา นิชิโนะจึงไม่ใช่เพียงโค้ชที่เปลี่ยนระบบการเล่นฟุตบอลในญี่ปุ่น แต่งานของเขายังส่งอิทธิพลไปถึงวงการฟุตบอลทั่วทั้งทวีป ในฐานะผู้ฝึกสอนฟุตบอลที่เข้าใจจุดเด่นของชาวเอเชียอย่างแท้จริง

อากิระ นิชิโนะเขาถูกมองว่าเป็นโค้ชตกยุค และว่างเว้นจากการคุมทีมไปถึง 3 ปี โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองของเขา กลับมาอีกครั้งในปี 2018 เมื่อ วาฮิด ฮาลิลฮอดซิช  ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก เพียงสองเดือน

บังเอิญอย่างน่าประหลาด สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับปี 1992 เมื่อนิชิโนะถูกเลือกเข้ามารับบทโค้ชขัดตาทัพ โดยมีสภาพเวลาให้เตรียมทีมไม่นาน

คยสร้าผลงานน่าประทับใจมากมาย แต่เวลาผ่านไป 26 ปี นับตั้งแต่ที่เขาคว้าเหรียญทองแดงกลับบ้านในศึกเอเอฟซี ยูธ แชมเปียนชิพ ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลยุคใหม่ของเขายังเป็นเครื่องหมายคำถาม ผู้คนไม่มั่นใจนักกับการนำทัพซามูไรบลูของเขา ในศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

อย่างไรก็ดี นิชิโนะแสดงความเก๋าในการรับมือกับสถานการณ์ที่กดดัน แม้จะนำมาสู่การตัดสินใจที่สร้างความอื้อฉาว เมื่อทีมชาติญี่ปุ่น จงใจเล่นต่อบอลกันไปมาในแดนหลัง ในช่วง 10 นาทีสุดท้าย

ระหว่างการแข่งขันกับทีมชาติโปแลนด์ ที่พวกเขาแพ้ 1-0 เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้มีการทำประตูเกิดขึ้นอีก และอาศัยกฎแฟร์เพลย์ที่พวกเขาเป็นต่อทีมชาติเซเนกัล เพื่อผ่านเข้าสู่การแข่งขันรอบต่อไป

หนึ่งปีผ่านไป อากิระ นิชิโนะ ตัดสินใจเซ็นสัญญากับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ และ ทีมชาติไทย U23 ด้วยเป้าหมายพาทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จในการแข่งขันรายการสำคัญหลังจากนี้

การร่วมงานระหว่างทีมชาติไทยกับนิชิโนะ คือก้าวใหม่ที่สร้างความน่าตื่นเต้นให้แก่แฟนบอลชาวไทยทุกคน เพราะทัพช้างศึกไม่เคยใช้งานโค้ชชาวญี่ปุ่นมาก่อน จึงน่าสนใจเป็นอย่างมากว่า ผลงานที่ออกมาหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร

แต่อีกด้านหนึ่ง การรับงานครั้งนี้ถือว่าสร้างความท้าทายให้แก่นิชิโนะได้ไม่น้อย เพราะตลอดเวลา 27 ปีที่ผ่านมา ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่เขาตกลงทำงานในต่างประเทศ นี่คือการเริ่มต้นใหม่นี่น่าสนใจสำหรับนิชิโนะเช่นกัน

ดังนั้น เรื่องราวที่รออยู่ด้านหน้าจึงน่าสนใจเป็นอย่างมากว่า นิชิโนะจะนำความสามารถ, ความตั้งใจ และ ประสบการณ์ที่เขาได้รับตลอดระยะเส้นทางการคุมทีมที่ผ่านมา ช่วยเหลือทีมชาติไทยได้มากแค่ไหน

 

cr.mainstand

 

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง ยุติบทบาท 27 ปี ในฐานะผู้จัดการทีม”ปิศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยสำหรับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสกอตต์ วัย 71 ปี

เซอร์ อเล็กซานเดอร์ “อเล็กซ์” แชปแมน เฟอร์กูสัน  เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด และนำทีมชนะเลิศรายการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

เฟอร์กูสันเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต่อจากรอน แอตกินสัน เมื่อ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) และพาทีมชนะเลิศเอฟเอคัพ เมื่อปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) เป็นรายการแรก และหลังจากนั้นก็ชนะเลิศรายการนี้อีก 4 สมัย (รวมเป็น 5 สมัย) รวมทั้งการชนะเลิศเอฟเอพรีเมียร์ลีก 13 สมัย

ชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) หลังจากชนะเลิศรายการแชมเปียนส์ลีก (ต่อจากปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) ในยุคของเซอร์แมตต์ บัสบี) สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เขาเป็นอัศวินแห่งอังกฤษ

นับเป็นชาวสกอตเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติอย่างสูงเช่นนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) เซอร์อเล็กซ์ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีม หลังจบฤดูกาล 2012-13 โดยในนัดสุดท้ายของการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ที่ไปเยือนเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน หลังจากนั้น เขาจะขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอล และเป็นทูตประจำสโมสรเดิมต่อไป

3 ปีก่อน เกิดข่าวใหญ่ที่ทำให้โลกลูกหนังทั้งใบต้องพร้อมใจกันยกมือขอพรและสวดภาวนาไปด้วยกัน เมื่อ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ของทีม ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด ล้มในบ้านพัก และพบว่าเลือดออกในสมอง

สำหรับชายวัย 76 ปี อาการระดับนี้หมายถึงความเป็นกับความตายเสมอกัน และต่อให้รอดพ้นจากคมเคียวพญามัจจุราชมาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสามารถกลับมาเป็นปกติ โชคดีสำหรับบรมกุนซือแห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดที่แพทย์สามารถช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้ในวันนั้นจากการผ่าตัดด่วน แต่สำหรับคนที่เพิ่งพ้นจากความตายมาหมาดๆ อย่างเซอร์อเล็กซ์ มันมีสิ่งที่ทำให้เขากลัวจับใจ

ถึงแม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่อาการข้างเคียงจากการผ่าตัดและบาดแผลที่มาจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่สมอง ได้ทำให้ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ และอาจหมายถึงวงการฟุตบอลระดับโลก พูดไม่ได้

เฟอร์กีผู้ที่ได้รับการจดจำในฐานะ ‘เครื่องเป่าผม’ พูดไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ และมันก็นำมาซึ่งความรู้สึกกลัวที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเจอมา

ผมรู้สึกกังวลมาก หลังการผ่าตัดผมได้สูญเสียเสียงของผม และนั่นคือส่วนที่น่ากลัวที่สุด ผมรู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ แต่ลึกๆ ในใจของผมก็เริ่มคิด ​‘ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาพูดความจริงกับผมหรือเปล่า?’ การผ่าตัดประสบความสำเร็จก็จริง แต่ผมต้องอยู่กับความเดียวดาย มันน่ากลัวมาก และตอนที่ผมสูญเสียการเปล่งเสียงของผมไป ผมคิดว่า ‘พวกเขาไม่เคยบอกกับผมว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้น

เป็นเวลานานถึง 10 วันเลยทีเดียวที่เฟอร์กีพูดไม่ได้ และความกลัวก็จับหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เฟอร์กีกลัวที่สุดไม่ได้หมายถึงชีวิตหรือลมหายใจที่อาจสูญหาย หรือการที่จะไม่สามารถพูดได้อีกตลอดไป สิ่งที่ทำให้ยอดนักสู้จากสกอตแลนด์คนนี้ต้องหวั่นใจที่สุดคือ การที่สักวันเขาอาจจะสูญเสีย ‘ความทรงจำ’ อันมีค่าที่สะสมมาตลอดชีวิตไปจนหมด

โชคดีอีกครั้งที่ในระหว่างการรักษาการพูดไม่ได้ที่นักอรรถบำบัด  ได้มีการกระตุ้นเรื่องความทรงจำด้วย และพบว่าถึงเสียงจะหายไป แต่ความทรงจำของเขายังคงดีอยู่ และเพื่อรักษาความทรงจำนั้นเหล่านั้นไม่ให้หายไปไหน เรื่องราวทั้งหมดในชีวิตและตัวตนของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงถูกนำมาถ่ายทอดในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Sir Alex Ferguson: Never Give In ซึ่งมีกำหนดออกฉายในสหราชอาณาจักรวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ และจากนั้นจะออกฉายทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์ในวันที่ 31 พฤษภาคม

ความจริงแล้วภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีการวางแผนสร้างเอาไว้หลังจากเกิดเหตุ แต่เป็นสิ่งที่ เจสัน เฟอร์กูสัน ลูกชายของเขาได้ตระเตรียม ‘ของ’ เอาไว้สำหรับการทำบันทึกชีวิตของพ่อผู้ยิ่งใหญ่ โดยได้เริ่มต้นการเก็บบทสัมภาษณ์ทางเสียงมาตั้งแต่ปี 2016 และใช้เวลา 18 เดือนในการรวบรวมเรื่องราว

เจสันรู้ว่าสิ่งที่พ่อถ่ายทอดออกมานั้นมีคุณค่าและ ‘ทรงพลัง’ จึงได้ติดต่อ แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ ผู้กำกับภาพยนตร์ Trainspotting และ จอห์น แบตต์เซก ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชั้นเยี่ยมมากมาย ว่าสนใจจะนำเรื่องราวนี้ไปถ่ายทอดต่อไหม

แต่สิ่งที่จอห์นและแอนดรูว์ตอบกลับมาคือ เรื่องนี้ต้องเป็นเจสันเท่านั้นที่กำกับด้วยความที่ไม่เคยกำกับภาพยนตร์เองมาก่อน เจสันขอเวลาคิดในเรื่องนี้ 24 ชั่วโมง ก่อนที่จะให้คำตอบกลับไปว่าเขาตกลงที่จะทำ และหลังจากที่ใช้เวลาเขียนโครงเรื่องดราฟต์แรกและส่งให้ทั้งสองคนในเวลาตีหนึ่งครึ่งของวันหนึ่ง

สำหรับเจสัน เรื่องราววันนั้นก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่เขาจะไม่มีวันลืม “เครื่องมือและสายระโยงระยางเต็มไปหมดที่ซัลฟอร์ด รอยัล (โรงพยาบาล Salford Royal) พวกเขาเตรียมจะผ่าตัดพ่อที่แมคเคิลฟิลด์ แต่ประสาทศัลยแพทย์ได้เรียกผมไปที่ห้องข้างๆ เพื่อบอกอะไรบางอย่าง

อายุ 76 ปีแล้ว และเขาก็มีเลือดออกในสมองมาก คุณอาจต้องเตรียมใจสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสิ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อนคือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีโอกาสรอดเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพียงแต่ด้วยเลือดนักสู้ ไอ้หนูจาก Govan ที่กลายเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษ สามารถเอาชนะความตายในวันนั้นได้

อีกสิ่งที่เป็นความลับมาตลอดคือ ในระหว่างการรักษาอาการพูดไม่ได้นั้น นักอรรถบำบัดได้ให้เขาเขียนจดหมายหาภรรยา และจากนั้นยอดผู้จัดการทีมก็ได้เขียนจดหมายถึงคนอื่นด้วย

เขาเขียนจดหมายหาคุณแม่ ถึงพี่ชายของผม และหลานๆ ทุกคน ซึ่งจดหมายนั้นก็คือจดหมายอำลา เจสันเปิดเผยเรื่องลับ

เรื่องราวผ่านมาเป็นเวลา 3 ปี ปัจจุบันเฟอร์กียังแข็งแรง แม้จะไม่แข็งแรงเท่าก่อน แต่ก็ยังเข้ามาชมเกมในโอลด์แทรฟฟอร์ดเสมอเมื่อสามารถทำได้ ยังขับรถได้ แต่ไม่สามารถขับในช่วงเวลากลางคืนหรือบนถนนมอเตอร์เวย์ แต่หลายๆ อย่างก็เริ่มดีขึ้น แต่ที่นับว่าโหดร้ายที่สุดในระหว่างการรักษาตัวคือ การที่คุณหมอไม่อนุญาตให้ดื่มไวน์ได้จนกว่าเขาจะเป็นปกติ

สิ่งที่ดีที่สุดคือเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดในชีวิต ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กหนุ่มจอมห้าว ชีวิตนักเตะกับเซนต์ จอห์นสโตน การหนีทีมแบบดื้อๆ แฮตทริกแรกที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เรื่องราวในการเป็นผู้จัดการทีมโดยเฉพาะกับแอเบอร์ดีน และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เจสันใช้เวลาในการประกอบร่างความทรงจำของพ่อออกมาเป็นสารคดีเรื่องนี้ โดยที่เฟอร์กีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการก่อสร้างแม้แต่น้อย จนกระทั่งภาพยนตร์เสร็จจึงได้ดู

บัดนี้เรื่องราวชีวิตและความทรงจำของชายผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการปกป้องแล้ว และมันจะยังคงอยู่คู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะอำลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ”ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายหลัง

จบฤดูกาลนี้ นับเป็นเรื่องที่ช็อกความรู้สึกแฟนบอลเร้ด เดวิลส์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากความผูกพันและความศรัทธาที่มีในตัวกุนซือชาวสกอตติชรายนี้มันมากจนเกินคำบรรยาย   ด้วยวัย 71 ปี การผ่านร้อนผ่านหนาวในสังเวียนลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีมายาวนาน 27 ปี ทำให้เฟอร์กี้

คือบุคคลที่นักเตะทุกคนยกย่องสรรเสริญมาโดยตลอด ซึ่งยังมีนักเตะชั้นนำของยุโรปอีกหลายคนตั้งเป้าว่าสักวันจะได้ทำงานร่วมกันเทรนเนอร์สมองเพชรอย่างท่านเซอร์ แต่ดูเหมือนคงจะไม่ทันการเสียแล้ว

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี เขาเปรียบเหมือนกับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่  ด้วยเหตุนี้ทำให้สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สร้างรูปปั้นของเฟอร์กูสันที่หน้าสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อเป็นการฉลองการคุมทีมครบ 26 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ปกติรูปปั้นมักจะสร้างเพื่อยกย่องเกียรติคุณให้กับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ในรายของ เฟอร์กูสัน แล้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่สุดพิเศษ

6 เคล็ดลับความสำเร็จของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

1. ให้ความสำคัญกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีม เซอร์อเล็กซ์จะไม่ยอมให้นักเตะคนหนึ่งคนใดคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์เป็นดาวเด่นของทีมเหนือกว่าเพื่อนนักเตะร่วมทีมคนอื่น ๆ หรือ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าแมนยู เรื่องนี้ เดวิด เบ็กแฮ่ม ซาบซึ้งดี คาดกันว่า เวย์น รูนี่ย์ จะเป็นคนต่อไป

 

2. รู้จักชมนักเตะเมื่อทำผลงานได้ดี เซอร์อเล็กซ์กล่าวว่า สำหรับนักฟุตบอลและมนุษย์ทุกคน ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้มีความรู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจมากไปกว่าการได้รับคำชมว่า well done หรือทำได้ดี คำคำนี้ เป็นคำที่ดีที่สุด ไพเราะที่สุดในโลกของกีฬา หลังการแข่งขัน

แม้นักเตะจะเล่นได้ไม่ดี ผู้จัดการทีมก็ไม่ควรจะตะโกนดุด่านักเตะไปหมดทุกครั้ง เพราะการดุด่าไม่อาจใช้ได้เสมอไป ไม่มีใครอยากถูกต่อว่า แต่เมื่อถึงล็อกเกอร์ รูม การชี้ข้อผิดพลาดให้นักเตะเห็นเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที อย่ารอให้ถึงวันจันทร์แล้วถึงบอก

และเมื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในการเล่นนัดนั้นจบแล้วก็จบกัน ไม่เก็บเอามาว่ากล่าวซ้ำอีก ให้คิดถึงการแข่งขันนัดต่อไป  เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตำหนินักเตะในเรื่องที่ผ่านมาแล้วและแก้ไขไม่ได้-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ เซอร์อเล็กซ์บอกอีกว่าเขาไม่เคยตำหนินักเตะต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งนักเตะทุกคนในทีมทราบดี มีอะไรไม่พอใจจะพูดคุยกันภายในทีมเท่านั้น

3. การลงโทษ หากนักเตะคนไหนไม่ทำตามกฎ จะถูกปรับเงิน เป็นวิธีการควบคุมความประพฤตินักเตะที่มีเงินระดับมหาเศรษฐี และการปรับเงินของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยเปิดเผยให้คนนอกทราบ

 

4. พัฒนานักเตะรุ่นใหม่ เซอร์อเล็กซ์จะพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ของสโมสรให้มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับเดียวกับที่นักเตะรุ่นก่อนๆ ทำไว้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงตลอดไปให้กับสโมสร การสร้างนักเตะหน้าใหม่ให้มีฝีเท้าดีเยี่ยมจนสามารถลงเล่นเป็นตัวจริงได้ เซอร์อเล็กซ์ถือว่าเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสโมสรสืบต่อไป เซอร์อเล็กซ์กล่าวว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้จัดการทีมที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมใหม่ทำก็คือ ซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์ ที่เคยเล่นกับทีมที่ตัวเองเคยเป็นผู้จัดการทีมมาก่อนเข้ามาร่วมทีม เพราะต้องการให้ทีมชนะ และตัวเองจะได้คุมทีมต่อ ซึ่งไม่ใช่วิธีการของเขา

 

5. การฝึกซ้อม สิ่งที่เซอร์อเล็กซ์อบรมสั่งสอนนักเตะทุกคนในทีมคือการขยันซ้อม มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการซ้อมนั้นถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งเช่นกัน  นักเตะในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องฝึกหนักกว่านักเตะทีมอื่น ๆ หากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นนักเตะทีมแมนยู เพราะตัวเขาสนใจเฉพาะนักเตะที่ฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องการเก่งจนผู้จัดการทีมต้องเลือกให้ลงเล่น และไม่ต้องการเป็นผู้แพ้เท่านั้น

 

6. การเลิกจ้าง หากจะเลิกสัญญาจ้างกับนักเตะคนใดก็ตาม เซอร์อเล็กซ์จะเป็นคนบอกด้วยตัวเอง จะไม่ส่ง SMS บอกเลิกแบบผู้จัดการทีมหลายคนที่ทำกันสมัยนี้ เซอร์อเล็กซ์บอกว่า.. สิ่งที่เขาพูดกับนักเตะเวลาบอกเลิกสัญญานั้นจะไม่พูดทำร้ายจิตใจให้นักเตะเสียความมั่นใจ แต่เขาจะบอกว่าที่เลิกจ้างเพราะสไตล์ของผู้เล่นคนนั้นไม่ตรงกับกลยุทธ์ในการสร้างทีม

 

และนี่คือประวัติของผู้นำทีมแมนยู เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

อัซซูรี่

อัซซูรี่

อัซซูรี่

อัซซูรี่

ผลงานสุดยอดในศึก ยูโร 2020 รอบคัดเลือกของทีมชาติอิตาลี ถือเป็นการถีบตัวเองขึ้นมาจากความตกต่ำ ที่ไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลโลก 2018 ได้อย่างสง่างาม

โรแบร์โต้ มันชินี่ พาทีมอัซซูรี่ชนะ 100% ตลอดทั้ง 10 นัดในศึกคัดยูโร ซึ่งทุกเกมล้วนฟาดแข้งในปี 2019

ทำให้อดีตกุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นโค้ชคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่พาทีมชาติอิตาลีชนะรวดทั้ง 10 นัดใน 1 ปีปฏิทิน

ถึงแม้คู่แข่งในรอบคัดเลือกอย่าง ฟินแลนด์, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา, กรีซ และ ลิกเตนสไตน์ จะดูไม่แข็งแกร่งเท่าไร แต่แชมป์โลก 4 สมัยก็ทดแทนด้วยการคว้าชัยเหนือทุกทีมที่ว่าได้อย่างสวยงาม

จาก 10 นัดที่แข่งขัน ไม่มีนัดไหนที่ยิงน้อยกว่า 2 ลูก และมีถึง 5 ครั้งที่คว้าชัยด้วยผลต่างขาดลอย 3 ประตู

ผลงานล่าสุดที่ยำใหญ่ อาร์เมเนีย 9-1 กลายเป็นชัยชนะด้วยสกอร์สวยหรูที่สุด นับตั้งแต่ถล่ม สหรัฐอเมริกา 9-0 ในศึก โอลิมปิก เกมส์ 1948 ซึ่งยังคงเป็นสถิติชนะขาดลอยที่สุดตลอดกาลจนถึงทุกวันนี้

เสียงครหาที่ว่า “อิตาลีเป็นพวกเล่นบอลน่าเบื่อ” ถูกลบล้างไปด้วยสถิติการเป็นทีมที่ยิงได้เยอะที่สุดใน ยูโร 2020 รอบคัดเลือก

พวกเขาซัดตลอดเส้นทางไป 37 เม็ดเทียบเท่าทีมชาติอังกฤษ ทั้งที่ชื่อชั้นของแนวรุก ไม่ได้โด่งดังเหมือนพวกแข้งทีมสิงโตคำราม

ขณะที่เกมรับยังเหนียวแน่น เมื่อเก็บคลีนชีตได้ถึง 6 นัด และไม่มีทีมไหนทำประตูใส่พวกเขาใน 1 เกมได้เกิน 1 ประตู

หรือนี่จะเป็นสัญญาณบ่งบอกหลายๆ ชาติว่า อิตาลี พร้อมแล้ว ที่หวังลุ้นแชมป์ยุโรปกับเขาด้วย

ก่อนที่ โรแบร์โต้ มันชินี่ จะนำทีมคว้าชัยชนะนัดประวัติศาสตร์เหนือ อาร์เมเนีย เขาให้สัมภาษณ์เปิดเผยทัศนคติของตัวเอง ในการเปลี่ยนแปลงทีมที่ดูแล้วชวนง่วงนอน กลายมาเป็นหนึ่งในทีมที่เล่นแล้วดูสนุกที่สุดตลอด 90 นาที ณ ชั่วโมงนี้

“ผมไม่คาดหวังถึงชัยชนะ 10 นัดติดต่อกัน แต่การผ่านเข้ารอบ ยูโร 2020 ต่างหากคือเป้าหมายที่แท้จริง ยิ่งกว่าการสร้างสถิติใดๆ”

“แต่ถึงอย่างนั้น เป้าหมายหลักที่ผมมารับงานนี้ ก็ยังไม่ใช่เรื่องของชัยชนะ แต่เป็นการนำแฟนบอลกลับมาศรัทธาในทีมชาติอีกครั้ง และให้โอกาสนักเตะได้ปรับเปลี่ยนสไตล์ฟุตบอลในการชนะแต่ละเกม”

“เรารู้ว่าถ้าหากเราทำได้ ผลการแข่งขันมันจะเป็นผลลัพธ์ที่ตามมาเอง”

“เราไม่ต้องการชนะด้วยการเล่นเกมรับแล้วโต้กลับ แต่จะพยายามเล่นด้วยการเป็นฝ่ายเปิดฉากใส่ และควบคุมเกมไว้ให้ได้ นั่นหมายถึงเราต้องเสี่ยงด้วย แต่นักเตะซึมซับไอเดียเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว”

“นี่คือเส้นทางที่เราเดินหน้า เรามองไม่เห็นทางเลือกอื่นอีก จิตใจของพวกเราจะต้องมองในแง่ดีและเล่นฟุตบอลที่มีคุณภาพ”

“เราคงจะไม่สามารถชนะทุกนัด แต่นั่นคือวิธีเล่นที่เราจะใช้ในทุกเกม”

มันชินี่ เข้ามาเป็นเฮดโค้ชของทีมชาติอิตาลี ในเดือนพฤษภาคม 2018 แทนที่กุนซือขัดตาทัพอย่าง ลุยจิ ดิ เบียโจ้

โดย 6 เดือนก่อนที่มันโช่จะเข้ามารับตำแหน่ง “อิล ชีที” อิตาลีเพิ่งตกต่ำถึงขีดสุดภายใต้การคุมทีมของ จาน ปิเอโร่ เวนตูร่า เมื่อพลาดโอกาสไปลุยฟุตบอลโลก เป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี

ที่ มันชินี่ กล่าวเอาไว้ว่าเป้าหมายแรกที่เขามาไม่ใช่เรื่องของผลการแข่งขัน คือความจริง

6 เดือนแรก ภายใต้การคุมทีมของเขา ทีมลงแข่งรวมทุกรายการไป 9 นัด ชนะได้แค่ 3 เกม และไม่มีนัดไหนที่ชนะด้วยผลต่างมากกว่าประตูเดียว

ด้วยความที่โปรแกรมส่วนใหญ่ในปี 2018 คือเกมอุ่นเครื่อง (เพราะไม่ได้ไปแข่งฟุตบอลโลก) มันจึงเป็นเวลาที่ มันชินี่ ลองผิดลองถูกได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเล่น หรือนักเตะที่จะเรียกมาใช้ในทีม

หลังจากสลับใช้ไปมาระหว่าง 4-2-3-1, 4-3-3 และ 4-4-2 สุดท้ายเขาก็ค้นพบว่า 4-3-3 คือแท็กติกที่เหมาะที่สุดสำหรับฟุตบอลยุคโมเดิร์น เหลือแค่ทำยังไง ให้ได้ทีมชุดที่ดีที่สุดเท่านั้น

อิตาลี ในยุคของ มันชินี่ ช่วงแรกๆ ยังมีนักเตะหน้าเก่าๆ ที่ผลงานเอาแน่เอานอนไม่ได้อย่าง มาริโอ บาโลเตลลี่, โดเมนิโก้ คริสซิโต้, ซิโมเน่ ซาซ่า, จาโคโม่ โบนาเวนตูร่า และ ดาวิเด้ ซัปปาคอสต้า โผล่มาเข้าๆ ออกๆ ในทีม

แต่ ณ เวลาเดียวกัน เขาก็เล็งเห็นถึงพรสวรรค์ของพวกแข้งสายเลือดใหม่ ที่พร้อมจะมาเป็นความหวังใหม่ของทีมชาติ โดยที่อายุไม่ใช่ประเด็น

นักเตะอย่าง นิโกโล่ บาเรลล่า, นิโกโล่ ซานิโอโล่, สเตฟาโน่ เซนซี่, ซานโดร โตนาลี่ มาจนถึง ริคคาร์โด้ ออร์โซลินี่ ต่างได้โอกาสเฉิดฉายในทีมอัซซูรี่ชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในยุคที่ มันชินี่ คือกุนซือ ขณะที่ เฟเดริโก้ เคียซ่า ก็มีความสำคัญกับทีมมากขึ้น

จริงๆ มอยเซ่ คีน คืออีกคนที่ได้เล่นทีมชาติครั้งแรกในยุคของมันโช่ แต่หลังจากชีวิตเปลี่ยนไปเยอะ เมื่อย้ายไปอยู่ที่ เอฟเวอร์ตัน แล้วยึดตำแหน่งตัวหลักไม่สำเร็จ ก็หลุดจากทีมไป

รูปแบบการซ้อมของ มันชินี่ ยังเน้นการเพิ่มสปีดบอล และทำให้นักเตะคุ้นชินกับวิธีเล่นแบบเพรสซิ่ง

“ถ้าหากเราแย่งบอลคืนมาได้เร็ว กองหลังของเราก็จะมีโอกาสเสียประตูน้อยลง มันเป็นหลักการง่ายๆ แต่เป็นความจริงของการเล่นฟุตบอลแบบเพรสซิ่ง”

อิตาลี ไม่ใช่ทีมที่ถนัดกับการเล่นบอลสไตล์นี้ พวกเขาต้องใช้เวลาเป็นปีในการปรับตัว นั่นทำให้ผลงานในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ยังไม่ดีเท่าไรนัก เมื่อแข่ง 4 นัด ชนะแค่เกมเดียว คือบุกอัด โปแลนด์ 1-0 และไม่มีนัดไหนที่ยิงประตูได้มากกว่า 1 ลูก

แต่พอเข้าสู่ปี 2019 โรแบร์โต้ มันชินี่ เติมพลังด้วยการให้ความสำคัญกับแข้งสายเลือดใหม่มากขึ้น ทำให้ อิตาลี มีประสิทธิภาพในการเล่นด้วยพละกำลัง และคิดเร็วทำเร็วยิ่งกว่าเดิม

จาก 29 นักเตะที่ถูกเรียกมาติดทีมในเดือนพฤศจิกายน มีแค่ 11 คนที่อายุมากกว่า 25 ปี

มีเพียง 3 รายที่อายุเกิน 30 คือ ซัลวาตอเร่ ซิริกู, เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ และ ฟรานเชสโก้ อาแชร์บี นั่นทำให้ทีมชาติอิตาลีชุดนี้คือทีมที่เป็น “พลังหนุ่ม” อย่างแท้จริง

อิตาลี ชุดปี 2019

คือส่วนผสมที่ลงตัว ระหว่างพวกแข้งพลังหนุ่ม กับพวกนักเตะที่มีประสบการณ์สูง

และตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกเขาค้นพบ 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในระบบ 4-3-3 ที่ใช้มาตลอดรอบคัดเลือกที่ชนะ 100%

หลังการอำลาทีมชาติของ จานลุยจิ บุฟฟ่อน ทำให้ตำแหน่งมือหนึ่งตกเป็นของ จานลุยจิ ดอนนารุมม่า มือกาวอนาคตไกลจาก เอซี มิลาน ซึ่งมีประสบการณ์ในลีกสูงสุดมาไม่ต่ำกว่า 4 ปี

แผงหลังยังมี เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ คือเซนเตอร์แบ็กตัวเลือกแรก ส่วนคู่ขาถ้าหาก จอร์โจ้ คิเอลลี่นี่ ไม่พร้อม ก็จะเป็นโอกาสของ อเลสซิโอ โรมันโญลี่ โดยที่ ฟรานเชสโก้ อาแชร์บี คืออะไหล่สำรอง

แบ็กขวามี อเลสซานโดร ฟลอเรนซี่ คือตัวเก๋า ส่วนตัวเลือกรองมี โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ่ จาก นาโปลี

แบ็กซ้ายมีให้เลือกทั้ง คริสเตียโน่ บิรากี้ จากอินเตอร์ มิลาน และ เอเมอร์สัน พัลมิเอรี่ ของเชลซี

ในแผงมิดฟิลด์ จอร์จินโญ่ คือนักเตะที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นตัวคุมจังหวะเกมที่ดีที่สุด ส่วนตัวขับเคลื่อนที่ฟอร์มเยี่ยมที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ หนีไม่พ้น นิโกโล่ บาเรลล่า

มาร์โก แวร์รัตติ ยังคงจองตัวจริงถ้าหากไม่บาดเจ็บ โดยที่ นิโกโล่ ซานิโอโล่, สเตฟาโน่ เซนซี่ กับ ซานโดร โตนาลี่ รอสแตนด์บาย

ส่วนแนวรุก มีศูนย์หน้าตัวเป้าชั้นดีคอยสลับกันถึง 2 คนคือ ชิโร่ อิมโมบิเล่ กับ อันเดรีย เบล็อตติ

ขณะที่ตัวรุกริมเส้น จะใช้งานนักเตะที่สามารถเล่นได้ดีทั้ง 2 เท้าอย่าง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่, เฟเดริโก้ เคียซ่า, เฟเดริโก้ แบร์นาร์เดสคี่

 

โรนัลโด้เสี่ยงงานเข้า!

โรนัลโด้เสี่ยงงานเข้า!

โรนัลโด้เสี่ยงงานเข้า!

โรนัลโด้เสี่ยงงานเข้า!

โรนัลโด้เสี่ยงงานเข้า! หลังจากมีข่าวออกมาว่า พ่อหนุ่มนักเตะ โรนัลโด้ นั้นได้หยิบน้ำอัดลมแบรนด์ดังเจ้าหนึ่งออกจากโต๊ะแถลงข่าวฟุตบอล และ นำขวดน้้ำเปล่าเข้ามาแทนที่ ท่ามกลางสื่อมากมาย จนเป็นที่น่าตกใจเช่นกัน

นักเตะ ตำแหน่ง กองหน้า ชาวโปรตุกีสขยับขวดน้ำอัดลมออกจากโต๊ะแถลงข่าว และ สนับสนุนให้คนดื่มน้ำเปล่าแทน ซึ่งส่งผลให้หุ้นโคคา-โคลา ร่วงลงถึง 4 พันล้านดอลลาร์

เป็นที่ทราบกันดีว่า โรนัลโด้ ปัจจุบันเขาจะอายุ 36 ปีแล้ว แต่ยังอยู่ในสภาพที่เล่นฟุตบอลได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากการรักษาสภาพร่างกายอย่างเคร่งครัด รวมถึงเรื่องอาหารการกิน และเครื่องดื่ม

ก่อนหน้านี้โรนัลโด้เคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาไม่พอใจที่เห็นลูกชายของเขาดื่มน้ำอัดลม รวมถึงพวกขนมขบเคี้ยว และช็อกโกแลต เพราะรู้สึกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงความเคร่งครัดในเรื่องสุขภาพของเขา

ระหว่างที่ทำการแถลงข่าวก่อนเกมพบฮังการี ซึ่งบนโต๊ะแถลงข่าวก็มีการจัดวางเครื่องดื่มน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งไว้บนโต๊ะตามปกติ โรนัลโด้ได้ขยับเอาขวดโคลาทั้งสองขวดลงจากโต๊ะ พร้อมหยิบน้ำเปล่าชู และพูดเป็นภาษาโปรตุเกสว่า agua ซึ่งแปลว่า น้ำเปล่า ให้ทุกคนได้เห็นว่าเขาต้องการจะดื่มอะไร

แหล่งข่าวหลายสำนักต่างพูดถึงนักเตะคนนี้เป็นเสียงเดียวกัน ถึงการกระทำของเขา ที่เกิดการสลับขวดน้ำกระทันหัน จากการแถลงข่าว คริสเตียโน โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติโปรตุกีส ทำหุ้นของโคคา-โคลา ร่วงลงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่เขาขยับขวดน้ำอัดลมออกจากโต๊ะแถลงข่าว และบอกให้ทุกคนดื่มน้ำเปล่า

โรนัลโด้ ดาวยิงจากยูเวนตุส กลายเป็นไวรัลดังตั้งแต่เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่เขาเห็นขวดโคคา-โคลา ซึ่งเป็นสปอนเซอร์ของการแข่งขันยูโร 2020 วางอยู่บนโต๊ะแถลงข่าว จึงได้ขยับขวดดังกล่าวออก และชูน้ำเปล่า เพื่อบอกให้ทุกคนหันมาดื่มน้ำเปล่า

พฤติกรรมดังกล่าว Marca สื่อชื่อดังในประเทศสเปน รายงานว่าส่งผลให้หุ้นของโคลา-โคลา ร่วงลงจาก 56.10 ดอลลาร์ เป็น 55.22 ดอลลาร์ ซึ่งทำให้มูลค่าโดยรวมของบริษัทโคลา-โคลา ลดลงจาก 242 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 238 พันล้านดอลลาร์ หรือหายไปถึง 4 พันล้านดอลลาร์ในทันที

หลังจากที่การแถลงข่าวเผยแพร่ออกไปทั่วโลก ทำให้ข่าวนี้กลายเป็นข่าวดังระดับโลกกันเลยทีเดียว เนื่องจากหุ้นของสปอนเซอร์รายนี้ ดิ่งลงเยอะกว่ามาก แค่เพียงเพราะเขาขยับขวด โลกก็เปลี่ยนไปในพริบตาเห็นซะได้

จากการกระทำดังกล่าวทำให้ส่งผลเสียเชิงลบต่อแบรนด์ โคคา-โคล่า ทันทีจากการรายงานของ มาร์ก้า สื่อยักษ์ใหญ่แดนสเปน โดยสื่อเจ้าดังอ้างว่าหลังคลิปดังกล่าวได้มีการนำเสนอไปทั่วโลกเพียงแค่ 30 นาที ราคาหุ้นของ โคคา-โคล่า ก็ตกฮวบอย่างน่าใจหาย

ทันทีที่ตลาดหุ้นในยุโรปเปิดตัวในเวลา 15.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) หุ้นของบริษัท โคคา-โคล่า ในตลาด ลดลงมากถึง 1.6 เปอร์เซ็นต์ จากมูลค่า 2420,000 ล้านเหรียญ ลดลงเหลือ 238,000 ล้านเหรียญ ขาดทุนไปถึง 4 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 124 แสนล้านบาท) เลยทีเดียว

ที่ผ่านมา โรนัลโด้ เคยออกมาพูดถึงการไม่ชอบเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาล โดยเผยว่ามักมีปัญหากับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ จูเนียร์ ลูกชายคนโตของเขา บางครั้งผมก็มีปัญหากับเขา เพราะเขาชอบดื่มน้ำอัดลม ผมทะเลาะกับเขาตอนที่กินมันฝรั่งทอด ซึ่งเขารู้ว่าผมไม่ชอบมัน

ทางด้าน โคคา-โคล่า แบรนด์ยักษ์ใหญ่ของโลก ยังไม่ได้มีการออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับท่าทางของ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของตัวสินค้า แต่เชื่อว่าพวกเขาไม่น่าจะมีความสุขกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยพวกเขาถือเป็นสปอนเซอร์หลักในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาตั้งแต่ปี 1988 แล้ว

สำหรับ โรนัลโด เป็นที่รู้กันว่าเป็นนักกีฬาที่ดูแลสุขภาพตัวเองอย่างดีมาก กินอาหารคลีนเพื่อยืดอายุอาชีพนักเตะออกไปให้นานที่สุด โดยไม่นานนี้ โรนัลโด ก็เคยบ่นลูกชายวัย 10 ขวบ ที่บางครั้งก็ดื่มน้ำอัดลมและกินขนมขบเคี้ยวซึ่งทำให้เขาหงุดหงิดนิดหน่อย

ต่อมาหลังจากที่เป็นนักกีฬาสายสุขภาพแล้ว นัดก่อนหน้านี้คริสเตียโน โรนัลโด สร้าง 5 สถิติสำคัญ หลังทำ 2 ประตูให้ โปรตุเกส ปูพรมถล่ม ฮังการี 3-0 ประเดิม 3 แต้ม ในศึกยูโร 2020

ถัดมาหลังเกมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก กลุ่มเอฟ ซึ่ง โปรตุเกส แชมป์เก่า สอนบอล ฮังการี หนึ่งใน 11 ชาติเจ้าภาพร่วม เอาชนะไป 3-0 ประเดิม 3 แต้มแรก ขึ้นเป็นทีมนำของกลุ่มเหนือ ฝรั่งเศส รองแชมป์เก่าที่เฉือนชนะ เยอรมนี 1-0

ในเกมนี้มีแฟนบอลเข้ามาเชียร์แทบจะเต็มความจุของ ปุสกัส อารีน่า ราว 67,000 คน โดยรัฐบาลของประเทศฮังการี

ได้มีการอนุญาตให้กองเชียร์เข้ามาเต็มความจุของสนามได้ แต่ต้องผ่านมาตรการตรวจเชื้อโควิด-19 และทุกคนในสนามต้องผ่านการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ครบ 2 โดส

กุนซือมาร์โก รอสซี นำทัพมาโดย อดัม ซาลาย กองหน้ากัปตันทีมตัวเก่ง, ปีเตอร์ กูลาคชี, อันดราส เชเฟอร์, โรแลนด์ ซัลลาย ขณะที่ โปรตุเกส ของเฮดโค้ชเฟร์นานโด ซานโตส นำทัพมาโดย 3 ประสานแดนหน้า อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, แบร์นาร์โด ซิลวา และดิเอโก โชต้า โดยมี บรูโน่ แฟร์นันเดส บัญชาเกมแดนกลาง

ต่อมาคริสเตียโน โรนัลโด ที่เหมาคนเดียว 2 ประตูในช่วงท้ายเกมจากจุดโทษนาทีที่ 87 ปิดท้ายด้วยจังหวะเกี่ยวบอลหลบผู้รักษาประตูแล้วยิงเข้าไปอย่างเหนือชั้นในช่วงทดเจ็บนาทีที่ 90+2 ก็ได้สร้างสถิติใหม่ขึ้นมาถึง 5 อย่างด้วยกัน คือ

  • ทำประตูมากที่สุดในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ด้วยผลงาน 11 ประตู แซงหน้า มิเชล พลาตินี ตำนานทีมชาติฝรั่งเศสที่เคยทำไว้ 9 ประตูในยูโร 1984
  • เพิ่มสถิติดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติโปรตุเกสเป็น 106 ประตู (อันดับ 2 เปโดร เปาเลตา 47 ประตู) มีลุ้นทำลายสถิติยิงประตูมากที่สุดในเกมทีมชาติของ อาลี ดาอี (อิหร่าน) 109 ประตู
  • ผู้เล่นคนแรกที่ทำประตูในศึกยูโร รอบสุดท้าย 5 สมัยติดต่อกัน
  • ผู้เล่นคนแรกที่ลงสนามในศึกยูโร รอบสุดท้าย 5 สมัย
  • ลงเล่นในศึกยูโร รอบสุดท้าย มากที่สุด (12 นัด)

ส่วนนัดที่ 2 กลุ่มเอฟ แข่งขันวันที่ 19 มิถุนายนนี้ โปรตุเกส จะปะทะ เยอรมนี ส่วน ฮังการี จะพบ ฝรั่งเศส