เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด” มีนายมิตติ ติยะไพรัชเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานสโมสร ซึ่งนายมิตตินั้นมีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาแต่เดิมและต้องการมีสโมสรฟุตบอลเป็นของตนเอง ประจวบกับการเกิดขึ้นของลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ในปีพ.ศ. 2552 นายมิตติจึงตัดสินใจส่งทีมลงแข่งขันในปีนั้นในฐานะทีมฟุตบอลของจังหวัด

เชียงราย และได้เลือกใช้ “กว่างโซ้ง” เป็นสัญลักษณ์ทีม สื่อถึงความเป็นนักสู้ และใช้สีส้มเป็นเสื้อทีมเหย้า ในช่วงแรกนั้นการบริหารทีมเป็นไปอย่างลำบากเนื่องจากคนในจังหวัดยังไม่ตื่นตัวกับฟุตบอลไทยมากนัก แต่การคุมทีมของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้ช่วยให้สโมสรมีผลงานใน

สนามที่น่าพอใจและเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น สามารถจบอันดับหนึ่งของตารางลีกภูมิภาค ภาคเหนือ ด้วยสถิติไร้พ่าย ก่อนจะจบอันดับที่ 2 ในรอบเพลย์ออฟ และได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ไทยลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล พ.ศ. 2553

ในลีกดิวิชั่น 1 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ด เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างไม่ดีนักเนื่องจากโค้ชธวัชชัยได้ย้ายไปคุมทีมพัทยา ยูไนเต็ด ทำให้ทีมในช่วงแรกนั้นยังไม่สามารถทำผลงานได้ดี อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนตัวผู้ฝึกสอนบ่อย อย่างไรก็ตาม นายมิตติได้ตัดสินใจเลือก สเตฟาโน คูกูรา ผู้ฝึกสอนชาว

บราซิลเข้ามาคุมทีมในช่วงกลางฤดูกาล ภายใต้การคุมทีมของคูกูรา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากอันดับที่ 13 ของตารางขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่สาม ทำให้ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2554 เป็นทีมสุดท้ายของปี

แม้จะเป็นทีมใหม่ในลีกสูงสุดของประเทศ

แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะผลงานการเล่นในฐานะทีมเหย้า โดยมีนักฟุตบอลอย่างวสันต์ นาทะสันและลีอังดรู อัสซัมเซาเป็นคู่กองหน้าตัวความหวังของทีม อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2554 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องสนามแข่งขัน ที่ต้องย้ายสนามเหย้าบ่อยครั้งเนื่องจากปัญหาจากความล่าช้า

ในการปรับปรุงสนามกีฬากลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและปัญหาเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นเหตุให้เชียงราย ยูไนเต็ดไม่สามารถใช้สนามทั้งสองได้ ทำให้สโมสรจำเป็นต้องย้ายไปใช้สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีอยู่ระยะหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสโมสรอย่างหนัก แต่ด้วยการเรียกร้องของชาวเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้า

หลวงจึงอนุญาตให้สโมสรสามารถใช้สนามของมหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง หลังประสบปัญหาดังกล่าว นายยงยุทธ ติยะไพรัชผู้เป็นพ่อของนายมิตติได้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้ทีมมีสนามเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างสนามเหย้าขึ้นบนที่ดินใกล้กันกับสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย แม้จะมีปัญหามากมาย แต่เชียงรายยูไนเต็ดก็สามารถจบฤดูกาลได้ด้วยอันดับที่ 10 ของตารางได้

ในฤดูกาล 2555 สนามยูไนเต็ด สเตเดียม ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ และได้รับการตอบรับจากแฟนบอลอย่างกว้างขวาง โดยเชียงรายจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 9 อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2556 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาในเรื่องฟอร์มการแข่งขันที่ย่ำแย่ ทำให้ทีมต้องอยู่อันดับในโซนตกชั้นอยู่เป็นเวลานาน แม้จะมีการปลด สเตฟาโน คูกูรา ออกแล้วแต่การคุมทีม

ของ เฮงค์ วิสมัน ผู้ฝึกสอนชาวฮอลแลนด์ ก็ไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้นได้แต่อย่างใด เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาล เชียงราย ยูไนเต็ดจึงได้ อนุรักษ์ ศรีเกิด เข้ามาช่วยแก้วิกฤตและรอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2557-2559 อดีตนักเตะของเชียงราย ยูไนเต็ดอย่างธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ฝึกสอน มีแนวทางการทำทีมที่เน้นการพัฒนาเยาวชน ซึ่งหนึ่งในเยาวชนอย่างเอกนิษฐ์ ปัญญา ก็สามารถสร้างสถิติเป็นผู้ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ ณ ขณะนั้น ตลอดช่วงสามปีของการคุมทีมของธีรศักดิ์ เชียงราย ยูไนเต็ดยังคงเกาะอยู่ในกลุ่มกลางตารางได้อย่างต่อเนื่อง

ในฤดูกาล 2559 สิงห์ปาร์ค ของบริษัทสิงห์ ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีม ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดเริ่มมีเงินทุนในการพัฒนาทีมมากขึ้น โดยสามารถดึงนักเตะชื่อดังอย่างฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์เข้ามาร่วมทีมได้ เมื่อจบฤดูกาล สโมสรได้แยกทางกับธีรศักดิ์ โพธ์อ้น และได้แต่งตั้งอาเลชังดรี กามา อดีตผู้ฝึกสอนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอน ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560 นาย มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวยืนยันว่าได้ทำการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น สโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด[2] รวมถึงเปลี่ยนชื่อสนามเป็นสิงห์ สเตเดียม เนื่องจากได้ผลิตภัณฑ์สิงห์ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยในฤดูกาล 2560 เชียงราย ยูไนเต็ดได้ยกระดับทีมขึ้นมาเป็นทีมเจ้าบุญทุ่มอย่างเต็มตัวด้วยงบการทำทีมกว่า 300 ล้านบาท ได้มีซื้อตัวนักฟุตบอลชื่อดังและสามารถดึงตัวผู้เล่นระดับแถวหน้า อาทิ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เข้าทีมมาด้วยค่าตัว 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าตัวนักเตะไทยที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอลดาวรุ่งจากเมืองทอง ยูไนเต็ดอีกกว่า 5 คน ได้แก่ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ชัยวัฒน์ บุราณ, สุริยา สิงห์มุ้ย และ ชินภัทร ลีเอาะ ที่ภายหลังได้พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมไปในที่สุด

ฤดูกาล 2560 ภายใต้การคุมทีมของกามา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำผลงานได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยสามารถจบฤดูกาลได้ในอันดับที่ 4 ได้ตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลรายการโตโยต้า ลีกคัพ และคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ มาครองได้สำเร็จเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเอาชนะทีมแบ็งค็อก ยูไนเต็ดไป 4-2 พร้อมได้สิทธิ์ในการเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีก ฤดูกาลถัดไป และแม้ในฤดูกาล 2561 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ดจะประสบปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่ผู้เล่นตัวหลักทั้ง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ย้ายออกจากทีม การลาออกของรองประธานสโมสรผู้เป็นกำลังหลักในการบริหารอย่าง ธนพล วิระเทพสุภรณ์ หรือแม้แต่การที่ทีมไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในฟุตบอลลีกได้ แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นในฟุตบอลถ้วยได้อย่างยอดเยี่ยมจนสร้างประวัติศาสตร์คว้า “ทริปเปิลแชมป์” ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร (ช้าง เอฟเอคัพ, โตโยต้า ลีกคัพ และ ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ) ก่อนที่ทางสโมสรจะตัดสินใจแยกทางกับอาเลชังดรี กามาในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเป็นนัดที่เชียงราย ยูไนเต็ดเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-2 และสามารถป้องกันแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ พร้อมรับสิทธิ์ไปเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีกได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน

ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2562 นายมิตติ ติยะไพรัชได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประธานสโมสรให้แก่นางสาวปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช ผู้เป็นน้องสาว เนื่องจากตนต้องการทำงานด้านการเมืองกับทางพรรคไทยรักษาชาติ อย่างเต็มที่ ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปีและกลับเข้ามารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของสโมสรในภายหลัง เมื่อฤดูกาล 2562 เปิดฉากขึ้น เชียงราย ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่าง ไอล์ตัน ซิลวา ก็สามารถทำผลงานได้ดีและสม่ำเสมอกว่าในฤดูกาลที่ผ่านมา สืบเนื่องจากผู้เล่นชาวไทยที่มีความเข้าใจรูปแบบการเล่นของทีมบวกกับความเด็ดขาดในการทำประตูของคู่กองหน้าอย่าง บิลล์ โรซีมาร์ และ วิลเลียม เอนรีเก แม้ทีมจะตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการ แต่ก็ยังคงสามารถรักษาผลงานในลีกได้จนก้าวขึ้นมาเบียดแย่งตำแหน่งจ่าฝูงกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงท้ายได้อย่างสูสีจนต้องตัดสินแชมป์กันในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยก่อนการแข่งขันนั้น เชียงราย ยูไนเต็ดมีคะแนนทั้งหมด 55 แต้ม ในขณะที่ทางบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดมีคะแนนรวม 57 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของลีก แต่เมื่อจบการแข่งขันนัดสุดท้าย ทั้งสองทีมกลับมีเท่ากันที่ 58 แต้ม เนื่องจากเชียงราย ยูไนเต็ดสามารถเอาชนะสุพรรณบุรี เอฟซี ไปได้ 5–2 ส่วนบุรีรัมย์นั้นพลาดท่าเสมอกับสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี 1-1 เมื่อคะแนนของทั้งสองทีมเท่ากัน จึงจำเป็นต้องมีการตัดสินด้วยกฏเฮดทูเฮด ซึ่งเชียงรายนั้นมีเฮดทูเฮดที่ดีกว่าบุรีรัมย์ (เสมอ 0-0 ในเกมเยือน และชนะ 4-0 ในเกมเหย้า) ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดพลิกสถานการณ์และคว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จในที่สุด

แม้สโมสรจะประสบปัญหาเรื่องรายได้จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในฤดูกาล 2563-64 แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถประคับประคองสถานะของทีมให้ไปต่อได้ โดยได้มีการลดงบประมาณการทำทีมและแต่งตั้งให้เอเมอร์สัน ปาไรร่า เป็นผู้ฝึกสอนชั่วคราว ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพมาครองได้เป็นสมัยที่ 3

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

Real Madrid Club de Fútbol หรือที่รู้จักกันในชื่อ เรอัล มาดริด หรือ ราชันชุดขาว เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสเปน ตั้งอยู่ที่ กรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1902 เล่นใน ลาลีกา และเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลศตวรรษที่ 20 โดยสามารถคว้าแชมป์ลาลีกาได้ทั้งสิ้น 33 สมัย ถ้วยโกปาเดลเรย์ 17 ครั้ง และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 12 สมัยซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของรายการ นอกจากนั้น เรอัลมาดริดยังได้เป็นสมาชิกของกลุ่มจี-14 ซึ่งเป็นกลุ่มของสโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปอีกด้วยสนามเหย้าของสโมสรคือสนาม ซานเตียโก เบร์นาเบว อันมีชื่อเสียงแห่งกรุงมาดริด เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่มีหุ้นส่วน (socios) เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1902 ซึ่งแตกต่างกับสโมสรส่วนใหญ่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ฟีฟ่าได้จัดว่า เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

ราชันชุดขาว นั้นเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขัน ของ ยูฟ่า ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 12 สมัย และ ยูฟ่าคัพ 3 สมัย ซึ่งมากกว่าสโมสรอื่น ๆ ทุกสโมสร มีเพียงโทรฟียุโรปเดียวที่เรอัลมาดริดยังไม่เคยได้ นั่นคือ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ซึ่งมีสิทธิ์เล่น 2 ครั้งแต่ก็พ่ายไปทั้งสองนัดโดยครั้งแรกแพ้ให้กับเชลซี 2-1 ในปี ค.ศ. 1971 และเสมอ 1-1 ในนัดแรกก่อนที่จะแพ้ 1-0 ในนัดที่สองให้กับแอเบอร์ดีนด้วยประตูรวม 2-1 ในปี ค.ศ. 1983

สนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว (สเปน: Estadio Santiago Bernabéu) เป็นสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เป็นสนามเหย้าของ สโมสรฟุตบอล เรอัล มาดริด เริ่มเปิดใช้สนามเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เดิมมีชื่อว่า เอสตาดีโอชามาร์ติน (Estadio Chamartín) ตามชื่อของสนามเดิมของสโมสร เปิดใช้สนามอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 1947 เรอัลมาดริดได้ประกาศใช้ชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ เอสตาดีโอซานเตียโก เบร์นาเบว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1955 เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานสโมสรคือ ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต(Santiago Bernabéu Yeste)

สนามแห่งนี้สามารถจุผู้ชมได้มากที่สุดถึง 120,000 คนหลังจากที่มีการต่อขยายในปี ค.ศ. 1953 หลังจากนั้นก็มีการลดจำนวนความจุลง เนื่องจากต้องการเปลี่ยนแปลงสนามให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยบริเวณตั๋วยืนนั้นได้ยกเลิกไปในฤดูกาล 1998/99 ตามกฎของยูฟ่าที่ไม่ให้มีการยืนชมเกมในขณะที่มีการแข่งขันในรายการของยูฟ่า การเปลี่ยนแปลงสนามครั้งล่าสุดคือการเพิ่มความจุอีก 5,000 ที่นั่งรวมเป็น 80,400 ที่นั่งในปี ค.ศ. 2003 และกำลังมีแผนที่จะเพิ่มเติมหลังคาลงไปอีกด้วย

เบร์นาเบว เป็นสถานที่ทางฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด แห่งหนึ่งของโลก ได้รับเลือกให้เป็นสนามสำหรับเกมยูโรเปียนคัพรอบชิงชนะเลิศถึง 3 ครั้งในปี ค.ศ. 1957, ค.ศ. 1969 และ ค.ศ. 1980 ยูโรเปียนแชมเปียนชิพรองชิงชนะเลิศในปี ค.ศ. 1964 และฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศในปี ค.ศ. 1982

สนามแห่งนี้ยังมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่ง กรุงมาดริด เป็นของตัวเองอีกด้วย ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเส้นทางหมายเลข 10 หรือรถโดยสารประจำทางหมายเลข 14 , 27 , 40 , 43 , 120 , 147 และ 150 สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงมาดริด ซึ่งสนามฟุตบอลอื่น ๆ มักจะไม่ตั้งอยู่บริเวณแบบนี้ ภายในมีบริการทัวร์ชมสนาม ห้องพักนักกีฬาต่างๆและพิพิธภัณฑ์ที่เก็บข้อมูล ประวัติและถ้วยรางวัลต่างๆของสโมสร (โดยทางสโมสร เรียกห้องนี้ว่า “สโมสรที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”)

ตราสัญลักษณ์สโมสร เรอัลมาดริด (Real Madrid)

ตราสัญลัญลักษณ์ สโมส เรอัล มาดริด ถูกใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ.1902 เป็นการออกแบบที่เรียบง่าย โดยใช้ตัวอักษรทั้งหมด 3 ตัวด้วยกันคือ “MCF” ซึ่งย่อมาจาก Madrid Club de Fútbol มีการออกแบบให้สีของตัวอักษรเป็นสีน้ำเงินเข้ม เพื่อตัดกับชุดสีขาวของทีม หลังจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในปีค.ศ.1908 โดยการนำตัวอักษรย่อทั้ง 3 มาจัดเรียงให้อยู่ในวงกลม ซึ่งตราสัญลักษณ์ของทีมในครั้งนี้ก็ถูกใช้มายาวนานจนถึงปี ค.ศ.1920 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ด้วยการนำเอามงกุฎกษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 มาไว้บนตัวหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้ของทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสโมสรและทีมก็ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี ค.ศ.1931 เมื่อเกิดการยุบระบบกษัตริย์ในประเทศสเปน ทำให้มงกุฎที่เป็นส่วนหนึ่งของตราสโมสรนั้นหายไป และเกิดการเพิ่มสีทองให้กับตัวหนังสือและมีการเพิ่มแถบสีม่วงซึ่งเป็นตัวแทนของแคว้นคาสติล 10 ปี ให้หลังใน ค.ศ.1941 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรอีกครั้งและเป็นตราที่ใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบันด้วยการเพิ่มมงกุฎกษัตริย์กลับเข้าไป พร้อมกับจัดการกับแถบสีม่วงให้กลายเป็นสี่ม่วงอ่อนจนกลายเป็นสีน้ำเงินจางๆ

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสเปน ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริดเมืองหลวงของประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1902 เล่นในลาลิกา และเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลศตวรรษที่ 20 โดยสามารถคว้าแชมป์ลาลิกา 34 สมัย ถ้วยโกปาเดลเรย์ 19 สมัย ราชันชุดขาวนั้นเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันของยูฟ่าด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 13 สมัยและยูฟ่าคัพ 2 สมัย ซึ่งมากกว่าสโมสรอื่น ๆ ทุกสโมสร [3] มีเพียงโทรฟียุโรปเดียวที่เรอัลมาดริดยังไม่เคยได้ นั่นคือ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ซึ่งมีสิทธิ์เล่น 2 ครั้งแต่ก็พ่ายไปทั้งสองนัดโดยครั้งแรกแพ้ให้กับเชลซี 2-1 ในปี ค.ศ. 1971 และเสมอ 1-1 ในนัดแรกก่อนที่จะแพ้ 1-0 ในนัดที่สองให้กับแอเบอร์ดีนด้วยประตูรวม 2-1 ในปี ค.ศ. 1983 เรอัลมาดริดยังเป็นสมาชิกของกลุ่มจี-14 ซึ่งเป็นกลุ่มของสโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปอีกด้วย[4]

สนามเหย้าของสโมสรคือสนามซานเตียโก เบร์นาเบวอันมีชื่อเสียงแห่งกรุงมาดริด เรอัลมาดริดเป็นสโมสรที่มีหุ้นส่วน (socios) เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1902 ซึ่งแตกต่างกับสโมสรส่วนใหญ่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ฟีฟ่าได้จัดว่าเรอัลมาดริดเป็นสโมสรที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20[5] เรอัลมาดริดยังเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมสูงสุดในโลกจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ. 2007[6] และยังเป็นสโมสรที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกอีกด้วย[7] เรอัลมาดริดเคยเดินทางมาเตะกับทีมชาติไทยในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ผลการแข่งขันเรอัลมาดริดสามารถชนะทีมชาติไทยไป 2–1

ในการแข่งขันภายในประเทศ สโมสรได้รับรางชนะเลิศรวม 66 ถ้วย; ประกอบด้วย สถิติแชมป์ลาลีกา 34 สมัย สูงที่สุดในฟุตบอลสเปน, แชมป์ โคปาเดลเรย์ 19 สมัย, แชมป์ ซูเปอร์โคปาเดเอสปาญา 11 สมัย รวมทั้งแชมป์โคปาเอวาดูอาร์เตและโกปาเดลาลีกา ในการแข่งขันระดับยุโรปและระดับโลก เรอัลมาดริดได้รับรางวัลชนะเลิศ 26 รายการ ประกอบด้วย สถิติแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ / ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสูงสุด 13 สมัย, ชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ 2 สมัย และ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 4 สมัย รวมทั้งชนะเลิศรายการชิงแชมป์สโมสรโลก (Club world championships) จำนวน 4 สมัย

 

 

ทีมชาติเวียดนาม

ทีมชาติเวียดนาม

ทีมชาติเวียดนาม

ทีมชาติเวียดนาม

ฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศเวียดนาม ควบคุมโดยสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนามเวียตนามมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับฟุตบอลทียาวนานมาก เริ่มต้นจากฝรั่งเศสประเทศเจ้าอาณานิคมที่เริ่มเอากีฬาดังกล่าวมาทำให้แพร่หลายในศตวรรษที่ 19 แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเวียตนามในช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้พัฒนาการของทีมฟุตบอลเวียตนามสะดุดหยุดลงไปเวียดภายหลังจานามแบ่งประเทศเป็น

เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้

ได้มีทีมชาติเกิดขึ้นสองทีม ในขณะที่ฟุตบอลทีมชาติเวียดนามเหนือไม่ค่อยมีผลงานในทางฟุตบอลเท่าไร โดยเล่นกับทีมอื่นในชาติคอมมิวนิสต์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2499-พ.ศ. 2509 แต่เวียดนามใต้ ได้ร่วมเล่นในเอเชียนคัพและได้อันดับ 4 สองครั้ง และในปี พ.ศ. 2534 ทีมชาติเวียดนามได้ตั้งขึ้นภายหลังจากที่สองประเทศได้รวมกัน โดยรวมทีมเวียดนามใต้เข้ามา

ในปัจจุบัน ทีมชาติเวียดนามมีผลงานที่ดีในระดับเอเชีย คือ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2561 และในการแข่งขันฟุตบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีมชาติเวียตนามยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน คือ การสร้างประวัติศาสตร์นับแต่การรวมประเทศ โดยการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(AFF Suzuki Cup) ในปี พ.ศ. 2561 และเหรียญทองการแข่งขันฟุตบอลชายในซีเกมส์ ในปี พ.ศ. 2562 โดยถึงขนาดที่มีผู้กล่าวยกย่องว่าเป็น ยุคทอง ของฟุตบอลเวียตนาม

โดยปัจจุบันหัวหน้าผู้ฝึกสอน คือ  ชาวเกาหลีใต้ ที่เข้ามายกระดับทีมชาติเวียตนามด้วยสไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปจากฟุตบอลเกมส์รุก กลายเป็นฟุตบอลเกมรับแล้วสวนกลับที่เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก อีกทั้งยังมีระบบความฟิตที่ดีขึ้น ทำให้เวียดนามมีผลงานที่ดีขึ้นอย่างมากแต่อย่างไรก็ดี ในฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในปี พ.ศ. 2563 ที่มีการคัดเลือกเอา

สามทีมไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิค

ปี พ.ศ. 2563 ทีมชาติเวียตนามที่ส่วนใหญ่เป็นแกนหลักจากทีมชาติชุดใหญ่ และยังเป็นรองแชมป์เก่าในรายการนี้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2561 กลับจบการแข่งขันด้วยการเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่ม โดยที่มีเพียงสองคะแนน จากการแพ้ให้กับ ทีมชาติเกาหลีเหนือ และเสมอกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และทีมชาติจอร์แดน อีกทั้งยังยิงประตูคู่แข่งได้เพียงประตูเดียว และเสียไปถึงสองประตู ทั้งที่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่าจะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้

ในส่วนของฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย เวียดนามจบอันดับที่สองของกลุ่มในรอบที่สอง รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสามารถผ่านเข้าสู่รอบที่สามได้สำเร็ปจากผลการแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้ทัพ ช้างศึก ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบสอง โซนเอเชีย กลุ่ม จี ค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ยังต้องลุ้นเกม สุดท้าย ที่จะต้องลงสนามพบทีมชาติมาเลเซีย เพื่อคว้าอันดับ 3 เพื่อสิทธิ์ไปเล่น เอเชี่ยน คัพ รอบคัดเลือกต่อไปขณะที่ ทีมชาติเวียดนาม ระเบิดฟอร์มดุ เอาชนะ อินโดนีเซีย ไปได้ 4-0 มีลุ้นเข้ารอบ 12 ทีมในฐานะแชมป์กลุ่ม

หลังจากจบเกมการแข่งขันทั้ง 2 คู่ แฟนบอลเวียดนาม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียล เกี่ยวกับชัยชนะของพวกเขารวมถึงความพ่ายแพ้ของ ทีมชาติไและนี้คือบางส่วนของความเห็นแฟนบอลเวียดนาม ที่คัดมาให้อ่านก“เวียดนามคือความหวังเดียวของฟุตบอลอาเซียน”“ว่าไง ไทยแลนด์ คุณยังโอเคไหม นี่เหรอ คิง ออฟ อาเซียน”“โชคดีไทยแลนด์ ผมหวังว่าคุณจะชนะเกมนี้ได้ แต่พวกคุณทำให้ผมผิดหวังมาก”ทีมไทยน่าผิดหวังมาก ทำไมถึงแพ้ยูเออี พยายามชนะเกมต่อไปให้ได้นะ”“มันน่าเศร้านะที่ทีมไทยไม่สามารถเข้ารอบต่อไป

ได้”ทีมไทยจะแข็งแกร่งขึ้นในอนาคตเพื่อท้าทายเวียดนาม”“หนุนหลังทีมไทยต่อไปนะ น่าผิดหวังเล็กน้อยที่พวกคุณแพ้ “อย่าท้อแท้ พยายามต่อไปในครั้งต่อไปนะ เพื่อนรักของฉัน จากเวียดนาม”สู้ๆนะ ไทยแลนด์ พวกคุณพยายามเต็มที่แล้ว”“ผมคิดว่าเวียดนามและไทย ยังคงเป็น 2 ทีมที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นะ”แต่ก่อนที่จะเดินหน้าเห็นตัวแทนในเกมสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.64 ที่ผ่านมา  เกมก่อนหน้านั้นที่ มาเลเซีย ลงสนาม พบกับ เวียดนาม

ในวันที่ 11 มิ.ย.64  ผลเวียดนาม เอาชนะ 2-1 พร้อมกับประเด็นจุดโทษช่วงนาทีที่ 82 ที่เหงียน วาน ตรวน กองหน้าหมายเลข 9 ทีมชาติ เวียดนาม โดน เบรดาน แกน ทำฟาล์ว ทำให้แฟนบอลทั้ง 2 ชาติต่างงัดเอาหลักฐานมาแสดงกันในโลกออนไลน์ เพราะสกอร์ดังกล่าวเป็นสกอร์ตัดสินให้เวียดนามเฉือนเอาชนะ มาเลเซีย สร้างโอกาสเข้ารอบทันที

    แม้ว่าแมตซ์ดังกล่าวจะผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เหงียน วาน ตรวน  แข้งหมายเลข 9 ทีมชาติเวียดนาม ที่โดนทำฟาล์วจนได้จุดโทษ ได้ออกมาผลิตเสื้อยืดพร้อมกับพิมพ์ข้อความบนหน้าอกเสื้อว่า IT ‘S REAL เพื่อแสดงออกว่าเขาถูกทำให้ล้มลงในกรอบเขตโทษจริง โดยออกจำหน่ายในรายคาตัวละ  299,000 ดองเวียดนาม หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 407 บาท ผ่านทางช่องทางออนไลน์ ที่ตัวเขาเองเป็นเจ้าของแบรนด์ VAT09 และ LAZADA VIETNAM

แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันจำนวนเสื้อที่ผลิตออกมาจำหน่ายได้มากน้อยแค่ไหน? แต่ว่ามีการคาดการณ์กันว่าจะได้ยอดจำหน่ายในจำนวนมากเนื่องจากประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดกันเป็นอย่างมาก และก็เป็นประตูสำคัญที่ช่วยพาเวียดนามสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกผ่านเข้ารอบ 12 ทีม ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชียฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศเวียดนาม ควบคุมโดยสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม

เวียตนามมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับฟุตบอลทียาวนานมาก เริ่มต้นจากฝรั่งเศสประเทศเจ้าอาณานิคมที่เริ่มเอากีฬาดังกล่าวมาทำให้แพร่หลายในศตวรรษที่ 19 แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเวียตนามในช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้พัฒนาการของทีมฟุตบอลเวียตนามสะดุดหยุดลงไป

ภายหลังจากเวียดนามแบ่งประเทศเป็น เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ได้มีทีมชาติเกิดขึ้นสองทีม ในขณะที่ฟุตบอลทีมชาติเวียดนามเหนือไม่ค่อยมีผลงานในทางฟุตบอลเท่าไร โดยเล่นกับทีมอื่นในชาติคอมมิวนิสต์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2499-พ.ศ. 2509 แต่เวียดนามใต้ ได้ร่วมเล่นในเอเชียนคัพและได้อันดับ 4 สองครั้ง และในปี พ.ศ. 2534 ทีมชาติเวียดนามได้ตั้งขึ้นภายหลังจากที่สองประเทศได้รวมกัน โดยรวมทีมเวียดนามใต้เข้ามา

ในปัจจุบัน ทีมชาติเวียดนามมีผลงานที่ดีในระดับเอเชีย คือ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2561 และในการแข่งขันฟุตบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีมชาติเวียตนามยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน คือ การสร้างประวัติศาสตร์นับแต่การรวมประเทศ โดยการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(AFF Suzuki Cup) ในปี พ.ศ. 2561 และเหรียญทองการแข่งขันฟุตบอลชายในซีเกมส์ ในปี พ.ศ. 2562 โดยถึงขนาดที่มีผู้กล่าวยกย่องว่าเป็น ยุคทอง ของฟุตบอลเวียตนาม

โดยปัจจุบันหัวหน้าผู้ฝึกสอน คือ Park Hang-Seo ชาวเกาหลีใต้ ที่เข้ามายกระดับทีมชาติเวียตนามด้วยสไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปจากฟุตบอลเกมส์รุก กลายเป็นฟุตบอลเกมรับแล้วสวนกลับที่เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก อีกทั้งยังมีระบบความฟิตที่ดีขึ้น ทำให้เวียดนามมีผลงานที่ดีขึ้นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ดี ในฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในปี พ.ศ. 2563 ที่มีการคัดเลือกเอาสามทีมไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ปี พ.ศ. 2563 ทีมชาติเวียตนามที่ส่วนใหญ่เป็นแกนหลักจากทีมชาติชุดใหญ่ และยังเป็นรองแชมป์เก่าในรายการนี้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2561 กลับจบการแข่งขันด้วยการเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่ม โดยที่มีเพียงสองคะแนน จากการแพ้ให้กับ ทีม

ชาติเกาหลีเหนือ และเสมอกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และทีมชาติจอร์แดน อีกทั้งยังยิงประตูคู่แข่งได้เพียงประตูเดียว และเสียไปถึงสองประตู ทั้งที่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง  ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่าจะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้

 

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา (Barcelona) สโมสรชื่อดัง แถวหน้าวงการของวงการฟุตบอล ที่ไม่ใช่เพียงแค่ใน ลาลีกา สเปนเท่านั้น บาร์เซโลนา มีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่สนใจเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งเราขอนำเสนอ ประวัติ สถิติทีม บาร์เซโลนา ให้เหล่าแฟนๆได้อ่านกัน สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ส่วนมากแล้วถูกเรียกๆสั้นๆว่า บาร์ซา มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง บาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา ที่ประเทศสเปนนั่นเอง

บาร์เซโลนา เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1899 โดยผู้ที่เริ่มก่อตั้งคือ ฌูอัน กัมเป โดยเขาได้ออกประกาศว่า เขาต้องการที่จะตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด เมื่อมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้เล่นถึง 11 คนด้วยกัน จากวันนั้นจึงทำให้มีสโมสรนี้ขึ้นมา รายการแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงแรก โดยปี1902 สามารถเอาชนะได้ถ้วยแชมป์รายการ โกปามากายา เป็นรายการแรกสนามแข่งขันของ บาร์เซโลนา

เริ่มแรกนั้น Barcelona ใช้สนามแข่งขันเป็นสนาม กัมเดลาอินดุสเตรีย ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ทั้งหมด 10,000 คน แต่เนื่องด้วยฐานแฟนๆของสโมสรนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ สนามไม่พอรองรับผู้คน จึงได้ย้ายไปยังสนามที่ใหญ่กว่าในปี 1922 โดยสร้างสนามขึ้นมาใหม่คือสนาม กัมเดเลสกอตส์ (Camp de Les Corts)ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากถึง 20,000 คน เหล่าแฟนบอลของสโมสรยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ในปี 1946 จึงได้มีการขยาย

อัฒจันทร์ให้ใหญ่ขึ้น จนสามารถจุผู้คนได้ 60,000 คนจากความสำเร็จของสโมสร ที่เป็นผู้ชนะในการแข่งขันหลายรายการ เช่น การแข่งขันในลีกลาลีกา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ติดต่อกันถึงสองปี คือปี 1948 และ 1949 ทำให้มีคนที่สนใจที่จะเข้ามาชมมากขึ้นเมื่อพวกเขามีการแข่งขัน ในตอนนั้นทางสโมสรไม่สามารถที่จะขยายสนามเพิ่มขึ้นได้แล้ว จึงได้มีแผนที่จะสร้างสนามใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ สนามกัมนอว์ ที่เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ 28 มีนาคม 1954 ซึ่งการก่อสร้างเสร็จเมื่อปี

1957 ที่ปัจจุบันนี้ สามารถรองรับผู้ชมได้ 98,772 คน ถือเป็นสนามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นสนามที่ทันสมัยที่สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตราสโมสรแรกของ Barcelona นั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยมีรูปมงกุฎ ซึ่งเป็นใงกุฎแห่งอารากอนอยู่ข้างบน โดยมีกิ่งต้นลอเรล และใบปาล์มอยู่ข้างๆ หลังจากนั้นเมื่อปี 1910 มีการเปลี่ยนตราสโมสร โดยที่จัดประกวดออกแบบซึ่ง

ตราสโมสรที่ชนะก็ได้กลายเป็นตราสโมสรที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตราสโมสรนั้น มีรูปกางเขนของเซนต์จอร์จสีแดงข้างซ้าย มีธงชาติอยู่ข้างขวา ข้างล่างเป็นแถบสีประจำสโมสร

ชุดการแข่งขันของบาร์เซโลนา  ส่วนมากจะเป็นแถบสีนำเงินแดง สีประจำสโมสรเริ่มมีผู้สนับสนุน และมีโลโก้ของผู้สนับสนุนอยู่บนหน้าอกเสื้อเมื่อปี 2006 โดยมี Unicef เป็นผู้สนับสนุน และผู้ผลิตคือ Nike จนมาถึงปี 2011 ก็เปลี่ยนผู้สนับสนุนมาเป็น มูลนิธิการ์ตาร์ (Qatar Foundation) และมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกในปี 2013 เป็น กาต้าร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways)

ในปัจจุบัน ชุดฤดูกาล 2017-2018 ได้เปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง โดยตอนนี้มี Rakuten บริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นผู้สนับสนุนแทน โดยโทนสีก็ยังเป็นสีน้ำเงินแดงเหมือนเดิม โดยออกแบบให้ระบายอากาศได้อย่างดี เพื่อการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวของนักเตะสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งสเปน ที่แฟนคลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แม้ว่าฐานแฟนคลับ และการพัฒนาของพวกเขาจะเติบโตอย่างรวดเร็วแต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ประสบความสำเร็จอย่าง

สูงสุด พวกเขาเองก็ต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาเช่นกัน เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับวงการที่เรานำมาฝากไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ติดตามได้ว่าเราจะเอาสาระอะไรมาฝากอีกบ้างที่นี่ที่เดียว

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาเป็นผู้ชนะเลิศในถ้วยยุโรปและสเปนปัจจุบัน

เป็นสโมสรสเปนที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลสเปน ในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัลภายในประเทศและทุกถ้วย โดยชนะในการแข่งลาลีกา 22 ครั้ง ชนะในโกปาเดลเรย์ 25 ครั้ง ชนะในซูเปร์โกปาเดเอสปาญา 10 ครั้ง ชนะในโกปาเอบาดัวร์เต 3 ครั้ง และได้รางวัล โกปาเดลาลีกา 2 ถ้วย นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุโรป โดยได้ชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง, ชนะในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 4 ครั้ง ชนะในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง และชนะฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 1 ครั้ง พวกเขายังมีสถิติชนะในอินเตอร์-ซิตีส์แฟร์สคัป 3 ครั้ง ถ้วยต้นแบบของยูฟ่าคัพ

นอกจากนั้นยังเป็นสโมสรยุโรปสโมสรเดียวที่แข่งในฟุตบอลระหว่างทวีปในทุกฤดูกาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 และเป็น 1 ใน 3 สโมสรที่ไม่เคยตกชั้นในลาลีกา ร่วมกับทีมแอทเลติกบิลบาโอและเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 2009 เป็นสโมสรสเปนสโมสรแรกที่ได้ถือครองแชมป์ 3 รางวัล คือ ลาลีกา, โกปาเดลเรย์ และแชมเปียนส์ลีก และในปีเดียวกันนี้ยังเป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรแรกที่ชนะในการแข่งขัน 6 รางวัลในปีเดียวกัน เพิ่มอีก 3 ถ้วยคือ ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

ก่อตั้งในชื่อ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ใน ค.ศ. 1899 โดยกลุ่มของนักฟุตบอลสวิส อังกฤษ และ สเปน นำโดย ชูอัง กัมเปร์ สโมสรถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมคาตาลันและนิยมคาตาลัน โดยมีคำขวัญทางการว่า “Més que un club” (แปลว่า มากกว่าสโมสร) ส่วนเพลงประจำสโมสรคือเพลง “กันเดลบาร์ซา” เขียนโดย เคาเม ปีกัส และ ชูเซบ มารีอา เอสปีนัส และที่แตกต่างจากสโมสรอื่นคือ ผู้สนับสนุนทีมเป็นเจ้าของและบริหารทีมบาร์เซโลนา ถือเป็นสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 ในด้านของรายได้ ที่มีรายได้ประจำปี 398 ล้านยูโร สโมสรยังเป็นคู่ปรับอันยาวนานกับเรอัลมาดริดและนัดการแข่งขันระหว่างสองทีมนี้เรียกว่า “เอลกลาซีโก”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1899 ฮันส์ กัมเปร์ ได้ลงประกาศโฆษณาใน โลสเดปอร์เตส ว่ามีความต้องการที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล โดยได้รับการตอบรับอย่างดีในการนัดพบกันที่คิมนาเซียวโซเล เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยมีผู้เล่น 11 คนมาร่วมได้แก่ วอลเตอร์ ไวลด์ (ผู้บริหารคนแรกของสโมสร), ลุยส์ ดีออสโซ, บาร์โตเมว เตร์ราดัส, ออตโต กุนเซิล, ออตโต แมเยอร์, เอนริก ดูกัล, เปเร กาบอต, กาเลส ปูคอล, ชูเซป โยเบต, จอห์น พาร์สันส์ และ วิลเลียม พาร์สัน ทำให้ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ก็ถือกำเนิดขึ้นมา

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในช่วงแรกกับการแข่งขันถ้วยท้องถิ่นและระดับชาติ ได้ลงแข่งในกัมเปียวนัตเดกาตาลุนยาและถ้วยโกปาเดลเรย์ ในปี ค.ศ. 1902 สโมสรชนะถ้วยแรกในถ้วยโกปามากายา และร่วมลงแข่งในโกปาเดลเรย์ครั้งแรก แต่แพ้ 1–2 ให้กับบิซกา

ยา ในนัดชิงชนะเลิศ กัมเปร์ได้เป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1908 แต่สโมสรมีปัญหาด้านการเงินเนื่องจากไม่สามารถชนะการแข่งขันได้ตั้งแต่กัมเปียนัตเดกาตาลัน ในปี ค.ศ. 1905 เขาเป็นประธานสโมสรใน 5 วาระในระหว่างปี ค.ศ. 1908 ถึง 1925 รวม 25 ปี ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร หนึ่งในความสำเร็จคือการทำให้สโมสรมีสนามกีฬาของตัวเอง ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1909 สโมสรได้ย้ายไปสนามกัมเดลาอินดุสเตรีย ที่มีที่นั่งจุ 8,000 คน จากปี ค.ศ. 1910 ถึง 1914 บาร์เซโลนาได้ร่วมลงแข่งในถ้วยพิเรนีส ที่ประกอบด้วยทีมที่ดีที่สุดของ ล็องด็อก, มีดี, อากีแตน (ฝรั่งเศสใต้), บาสก์ และ กาตาลุญญา ในเวลานั้นถือเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดที่เปิดให้เข้าแข่งขันในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สโมสรได้เปลี่ยนภาษาอย่างเป็น

ทางการของสโมสรจากภาษาคาสติเลียนสเปน (Castilian Spanish) เป็นภาษาคาตาลัน และค่อย ๆ เพิ่มความสำคัญให้กับสัญลักษณ์ที่สำคัญของอัตลักษณ์คาตาลัน เพื่อให้แฟนที่สนับสนุนสโมสรแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างการแข่งขันและเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์กลุ่มของสโมสร

กัมเปร์ได้รณรงค์หาสมาชิกสโมสรเพิ่ม และในปี ค.ศ. 1922 สโมสรมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คนและมีฐานะการเงินเพียงพอที่จะสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ สโมสรได้ย้ายไปเลสกอตส์ โดยเปิดสนามใหม่ในปีเดียวกันนี้ เดิมทีเลสกอตส์จุผู้ชมได้ 22,000 คน และต่อมาขยายเพิ่มเป็น

60,000 คนแจ็ก กรีนเวลล์ เป็นผู้จัดการเต็มเวลาคนแรกของสโมสรและสโมสรได้เริ่มต้นพัฒนา ในช่วงระหว่างยุคของกัมเปร์ สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาชนะถ้วยกัมเปียนัตเดกาตาลัน 11 ครั้ง ถ้วยโกปาเดลเรย์ 6 ครั้ง และถ้วยพิเรนีส 4 ครั้ง ถือเป็นยุคทองยุคแรกของสโมสร

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ได้ แชมป์โลกครั้งแรก มีกัปตันชื่อ ฟริทซ์ วอลเตอร์
1966 เป็นทีมคู่ชิงของทีมชาติอังกฤษในสนามเวมบลีย์ โดยภาพรวมน่าจะสู้ไม่ได้ แต่นัดนี้มีประตูปัญหาที่ยัง ถกเถียงกันได้ไม่เลิกในกรณีการยิงประตูของเจฟฟ์ เฮิรทส์ ที่ยิงไปชนคานและกระเด็งลงพื้น ภาพจากวิดีโอบันทึกไว้ดูเหมือนไม่เข้า แต่ผู้ตัดสินให้เข้าประตู
1970 ได้ลำดับที่ 3 แมทช์รอบรองกับอิตาลีก็น่าจะถือว่าเป็นแมทช์คลาสสิคถึงแม้ว่าจะพ่าย ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ไหปลาร้าหักแต่ยังพันแขนลงไปเตะต่อ แต่ก็ยังแก้หน้าได้คือ แมทช์ชิงที่ 3 ที่ชนะอุรุกวัย
1974 ได้แชมป์อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ในการเป็นเจ้าภาพ
1976 ได้รองแชมป์ยุโรป โดยพ่ายจุดโทษต่อเชโกสโลวาเกีย ณ เวลานั้น
1978 ไปป้องกันแชมป์ด้วยทีมที่ไม่ยิ่งใหญ่นัก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีมไปมาก มีดาวเด่นโผล่ขึ้นมาคือ คาร์ล ไฮซ์ รุมเมนิกเก้ ผ่านรอบแรกไปได้ จำได้ว่าถล่ม เม็กซิโกไป 6 – 0 แต่สมัยนั้น การแข่งขันยังมีแค่ 16 ทีม แบ่งเป็น 4 สาย เอา ที่ 1 และ ที่ 2 เข้ารอบ8 ทีมไป แบ่งเป็น 2 สาย เสมอกับฮอลแลนต์ 2 – 2 เสมอ อิตาลี 0 – 0 แบบน่าแพ้ และมาแพ้พลิกล็อกต่อ ออสเตรีย ทีมลูกไล่ไป 2 – 3 ทำให้ไม่ได้เข้าชิงที่ 3 เฮลมุท โชล กุนซือแชมป์โลกก็เปิดหมวกอำลาหลังพาทีมตกรอบ 8 ทีม
1980 เยอรมันตะวันตก ได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่อิตาลี ภายใต้การคุมทีมของ จุ๊ป แดร์วัล ซึ่งนำทัพเป็นทัวร์นาเม้นต์แรก ปีนั้น เคล้าส์ อัลลอฟส์ ของเยอรมัน ตะวันตก ได้ตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์ด้วย โดยยิงไปทั้งสิ้น แค่ 3 ประตู

1982 เยอรมันตะวันตก ได้รองแชมป์โลก แพ้ อิตาลี 1-3 ที่มีเปาโล รอสซี่ ยิงไงก็เข้าออกมาจากคุกมาเป็นดาวซัลโ0
1984 เยอรมันตะวันตก ตกรอบแรกในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่ฝรั่งเศส ในยุคของ มิเชล พลาตินี่ และฝรั่งเศสได้แชมป์ทั้งที่ไม่เคยผ่านคัดเลือกเป็นประจำ ผลจากการตกรอบแรกของเยอรมัน ทำให้ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ซึ่งเป็นแค่นักข่าว และแขกรับเชิญวิจารณ์บอลเวลาที่ทีมเยอรมันแข่ง กลายเป็น ผจก. ทีมชาติแทน จุ๊ป แดร์วัล
1986 เยอรมันตะวันตก ได้รองแชมป์โลก พ่ายต่อ อาร์เจนฯ 2-3 ในยุคหัตถ์พระเจ้าของดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นงานแรกของเบคเค่นบาวเออร์ เป็นปีแรกที่ผมโปรกอล์ฟดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก และได้ดูคู่อังกฤษกับอาร์เจนติน่าและที่มาของหัตพระเจ้าด้วย
1988 เยอรมันตะวันตก ตกรอบรองในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในบ้านของตนเอง โดยแพ้ให้แก่ ฮอลแลนด์ 1-2 และฮอลแลนด์แชมป์ในปีนั้น ช่วงนี้ถือเป็นยุคของฮอลแลนด์ที่ต่อมากลายเป็น 3 ประสานจากสโมสร เอซี มิลาน ที่มี มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น รุด กุลลิท และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด
1990 เยอรมันตะวันตกและตะวันออก ได้รวมใช้ทีมชาติร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังศึกฟุตบอลโลกที่อิตาลี และได้แชมป์โลก ชนะ อาร์เจนติน่า 1-0 และเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายของเบคเค่นบาวเออร์ก่อนส่งหน้าที่ต่อให้โค้ชตัวจริง แบร์ตี้ โฟ้กส์ ซึ่งเป็นมือขวาเขาเองด้วย ปีนี้เป็นปีที่ทีมดังอย่างอังกฤษแจ้งเกิดอีกครั้งในฟุตบอลโลกด้วย โดยการได้ที่ 4 แพ้จุดโทษต่ออิตาลี และเป็นปีดังของนักเตะจอมซ่า พอล แกสคอยน์
2014 เยอรมนีได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 ที่บราซิล โดยถือเป็นทีมแรกจากทวีปยุโรปที่ได้แชมป์โลกในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นครั้งแรกหลังจากที่เยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตกได้รวมชาติกันแล้วเป็นแชมป์โลก อีกทั้งยังเป็นทีมที่ทำสถิติใหม่ให้เกิดขึ้นมากมายในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย

 

กอตต์ฟรีดฟุคส์ทำสถิติโลก 10 ประตูให้กับเยอรมนีในการชนะรัสเซีย 16-0 ในโอลิมปิก 1912 ที่สตอกโฮล์มเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของการแข่งขัน บันทึกระหว่างประเทศของเขาไม่ได้ทะลุจนกระทั่งปี 2001 เมื่อออสเตรเลียของอาร์ชี่ ธ อมป์สัน 13 คะแนนเป้าหมายในความพ่ายแพ้ 31-0 ของอเมริกันซามัว [24]เขาเป็นชาวยิวและสมาคมฟุตบอลเยอรมันได้ลบการอ้างอิงถึงเขาทั้งหมดจากบันทึกของพวกเขาระหว่างปีพ. ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2488 [25] [26]ณ ปี 2559 เขายังคงเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของเยอรมันในหนึ่งนัด[27]

การแข่งขันนัดแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี 2463 นัดแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ในปี 2493 เมื่อเยอรมนียังคงถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันระหว่างประเทศส่วนใหญ่และนัดแรกในปี 2533 กับอดีตผู้เล่นเยอรมันตะวันออกก็พบกับสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน แชมป์แรกของเยอรมนี

ชนะแม้กระทั่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ใน1954

ในเวลานั้นผู้เล่นได้รับการคัดเลือกจาก DFB เนื่องจากไม่มีโค้ชเฉพาะ ผู้จัดการคนแรกของทีมชาติเยอรมนีออทโทเนอร์ซ , ครูโรงเรียนจากMannheimซึ่งทำหน้าที่ในบทบาทจาก 1926 1936 [28]เยอรมันเอฟเอไม่สามารถเดินทางไปยังอุรุกวัยฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ฉากในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่แต่จบอันดับสามในฟุตบอลโลกปี 1934จากการปรากฏตัวครั้งแรกในการแข่งขัน หลังจากการแสดงที่ย่ำแย่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปีพ. ศ. 2479ในเบอร์ลินSepp Herbergerได้เข้ามาเป็นโค้ช ในปีพ. ศ. 2480 เขาได้รวมตัวกันเป็นทีมซึ่งไม่นานก็มีชื่อเล่นว่าเบรสเลาเอลฟ์ ( Breslau Eleven) ในการรับรู้ถึงชัยชนะ 8-0 ของพวกเขาเหนือเดนมาร์กในเมืองBreslauของเยอรมันตอนนั้นLower Silesia (ปัจจุบันคือWrocławประเทศโปแลนด์) [29] [30]

หลังจากที่ออสเตรียกลายเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในเวียนนาของเดือนมีนาคมปี 1938 ทีมชาติของประเทศนั้น  – เป็นหนึ่งในด้านที่ดีที่สุดของยุโรปในเวลาเนื่องจากเป็นมืออาชีพ – ถูกยกเลิกแม้จะมีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 1938 นาซีนักการเมืองสั่งซื้อห้าหรือหกอดีตผู้เล่นออสเตรียจากสโมสรRapid Vienna , ออสเตรียเวียนนาและครั้งแรกที่กรุงเวียนนาเอฟซีเพื่อเข้าร่วมทีมเยอรมันทั้งหมดโดยแจ้งให้ทราบสั้น ๆ ในการแสดงความสามัคคี

ด้วยเหตุผลทางการเมือง ในฟุตบอลโลกปี 1938 ที่เริ่มขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายนทีมเยอรมัน “รวมใจ” จัดการได้เพียง 1-1 เสมอกับสวิตเซอร์แลนด์จากนั้นแพ้การแข่งขันซ้ำ 2–4 ต่อหน้าฝูงชนที่ไม่เป็นมิตรในปารีสประเทศฝรั่งเศส การออกก่อนเวลานั้นถือเป็นผลการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เลวร้ายที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสองครั้งที่ทีมล้มเหลวในการผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม (รายการต่อไปจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงทัวร์นาเมนต์ปี 2018)

ฟุตบอลมืออาชีพ

ฟุตบอลมืออาชีพ

ฟุตบอลมืออาชีพ

ฟุตบอลมืออาชีพ

แนวคิด ที่มา และความสำคัญของหัวข้อhttp://frgenerique.space/wp-adminครที่คิดว่าฟุตบอลเป็นแค่เกมในสนามเล่น มีผู้ชมเป็นแค่การแข่งขันกีฬาธรรมดาอย่างหนึ่งอาจต้องเปลี่ยนความคิด เช่นกันครับใครที่คิดว่าฟุตบอลอาชีพเป็นผลพวงจากการมีผู้ชมจ่ายเงินเข้ามาดู ได้เงินจากสปอนเซอร์ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทีวีเท่านั้น ก็คงต้องเปลี่ยนความคิดฟุตบอลอาชีพเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงที่มีผลพลอยได้ติดตามมามากมาย ถามว่ามูลค่าเพิ่มจากการมีฟุตบอลอาชีพมันไปได้กว้างและไกลแค่ไหน บางทีเรายังหาขอบเขตหรือพรมแดนของมันไม่ได้ เพราะทุกวันนี้บอลอาชีพขยายตัว ตีกิน สร้างอาณาจักรของตัวเองตลอดเวลาฟีฟ่าดำเนินการสร้างโลกฟุตบอลขึ้นมา

อย่างไร้พรมแดนและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายว่ากันว่าผู้คนส่วนน้อยเท่านั้นบนโลกใบนี้ที่ไม่เตะบอล, ไม่ดูบอล ขณะล่าสุดชาวเกาะอีสเตอร์ ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ห่างจากประเทศชิลี (ฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้) ยังได้จัดฟุตบอลแมตช์แรกในประวัติศาสตร์ไปแล้ว อีกหน่อยคงมีทีมบอลสมัครเล่นลงแข่งขันคำกล่าวที่ว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” เหมาะสมและเป็นไปตามนั้นทุกประการ แต่หากเราจะดัดแปลงมาใช้กับฟุตบอล เราคงได้ว่าฟุตบอลสร้าง

อาชีพ ฟุตบอลสร้างรายได้ฟุตบอลอาชีพ ไม่ใช่ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ที่แข่งกันเดือนสองเดือนจบ แต่ฟุตบอลอาชีพเหมือนอาชีพอีกแบบหนึ่งที่คนทำงานคือนักบอล ต้องทำงานตลอดเกือบทั้งปี อย่างน้อยๆแข่งขัน 9 เดือนซ้อมอีก 2 เดือน พัก 1 เดือนช่วงพักใช่ว่าสบายปล่อยตัว เที่ยวเตร่ เฮฮา เมาหัวราน้ำขั้นตอนการดำเนิน

ขั้นตอนที่ 1 เลือกชื่อเรื่อง

นักฟุตบอลอาชีพขั้นตอนที่ 2 ศึกษาและรวบรวมข้อมูล “ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ประกอบด้วย ห้องสมุด เว็บไซต์ และ สัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ”ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ “การสร้างแผนผัง Flowchart”ขั้นตอนที่ 4 สร้างเว็บไซต์ด้วย โปรแกรม wordpresผลที่คาดว่าจะได้รับเพื่อการมีอาชีพที่สุจริตแล้วหาเลี้ยงพ่อเเม่ครอบครัวแล้วตัวเองทำให้มีชีวิตที่สดใส่ แล้วมีเงินที่นำไปใช่ในชีวิตประจำวันได้แล้วทำให้มีอาชีพที่ทุกคนอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพฟุตบอล หรือ ซอกเกอร์ เป็นกีฬาประเภททีมที่เล่นระหว่างสองทีมโดยแต่ละทีมมีผู้เล่น11คน โดยใช้ลูกบอล เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายว่าเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลกโดยจะเล่นในสนามหญ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า

หรือ สนามหญ้าเทียม โดยมีประตูอยู่กึ่งกลางที่ปลายเป้าหมายคือทำคะแนนโดยพาลูกฟุตบอลให้เข้าไปยังประตูของฝ่ายตรงข้าม ในการเล่นทั่วไปผู้รักษาประตูจะเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่สามารถใช้มือหรือแขนกับลูกฟุตบอลได้ ส่วนผู้เล่นอื่นๆจะใช้เท้าในการเตะลูกฟุตบอลไปยังตำแหน่งที่ต้องการ บางครั้งอาจใช้ลำตัว หรือ ศีรษะ เพื่อสกัดลูกฟุตบอลที่ลอยอยู่กลางอากาศ โดยทีมที่พาลูกฟุตบอลเข้าประตูฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ ถ้าคะแนนเท่ากันให้ถือว่าเสมอ แต่ในบางเกมที่เสมอกันในช่วงเวลาปกติแล้วต้องการหาผู้ชนะจึงต้องมีการต่อเวลาพิเศษ และ/หรือยิงลูกโทษขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของรายการแข่งขันนั้นๆวิธีการเล่นฟุตบอลจากมือสมัครเล่นสู่ความเป็นมืออาชีพ

หัวข้อข้างต้น ก็บ่งบอกชัดเจนว่า  ต้องมีวิธีการเล่นฟุตบอลอย่างไร ให้เปลี่ยนจากนักฟุตบอลสมัครเล่น ให้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก่อนที่ท่าน จะอ่านในบรรทัดต่อไป  อยากสอบถามก่อนว่า ท่านเล่นบอลเพื่อจุดประสงค์ใดเพื่อสุขภาพ ความสนุกสนานการเล่นฟุตบอลของคุณเพียงเพื่อความสำเร็จในระดับท้องถิ่น หลังจากนั้นก็กลับไปเตะบอลในช่วงเย็นกับเพื่อนๆเหมือนเดิม ไม่มีเป้าหมาย อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ  หาเลี้ยงตนเอง

และมีชื่อเสียงจากการเล่นกีฬาฟุตบอล หากคำตอบเป็นข้อ 1 และข้อ 2 ก็สบายๆ ไม่ต้องคิดมาก เกี่ยวกับพัฒนาการ ประสบการณ์ในเรื่องของ การเล่นฟุตบอล หรือการก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแต่อย่างใด  การเล่นฟุตบอลของท่านคือการสร้างความสุขในชีวิตในการออกกำลังกาย ในงานอดิเรกที่ชื่นชอบหากแต่ เป็นคำตอบข้อที่ 3   อันนี้แหล่ะ คำว่า มุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเท  .. ต้องมีอยู่ในตัวของ ว่าที่นักฟุตบอลอาชีพเสมอๆ

จากการเล่นฟุตบอลเพื่อความสนุกสนานที่เคยถูกมองว่าถ้ามุ่งมั่นกับมันจะเอาอะไรกิน ปัจจุบันฟุตบอลอาชีพกลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่เด็ก ๆ ฝันอยากเป็น เพราะการประสบความสำเร็จได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพชื่อดัง ได้เล่นในสโมสรฟุตบอลชั้นนำ จะสามารถทำให้พวกเขามีรายได้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่จะมีวิธีการเล่นฟุตบอลอย่างไรเพื่อก้าวจากการเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่นไปสู่ความเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

ถามใจตัวเองก่อนว่าเล่นฟุตบอลไปเพื่ออะไร?

การเล่นฟุตบอลแบบสมัครเล่นกับการมุ่งมั่นเพื่อเป็นยึดเป็นอาชีพมีระดับความตั้งใจต่างกัน ดังนั้นต้องถามตัวเองให้ดีว่ารู้สึกอย่างไรกับกีฬาฟุตบอลหากผมเขียนบทความนี้เมื่อสัก 10 หรือ 20 ปี ที่แล้ว คงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ หรือมองว่าไร้สาระ ในการเล่นฟุตบอลเพื่อสร้างอาชีพให้กับนักเตะแต่ในยุคนี้  วงการฟุตบอล ฟุตซอล ไทยถือว่าเฟื่องฟู และมีตัวอย่างให้เห็นโดยเด่นชัด ว่าการเล่นฟุตบอลสามารถสร้างรายได้ และสร้างอาชีพได้  ตัวอย่างใกล้ๆ คือวงการฟุตบอลไทย หรือไทยพรีเมียร์ลีก

คริสเตียโน่ โรนัลโ้ด้  จากเด็กในครอบครัว ปานกลาง เตะบอลข้างถนน ไม่สวมใส่รองเท้า..เจอกับรุ่นพี่ตัวใหญ่ๆ บ่อยครั้ง แต่ความกล้าไม่เคยกลัว ทำให้ ดาวเตะเรอัล มาดริด มีหัวใจที่แข็งแกร่ง … จนเป็นอุปนิสัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและร่ำรวย ชนิดที่ว่า รายได้เจ้าโ้ด้วันเดียว เท่ากับรายได้พวกเราหลายปี

อันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัว..  ผมว่าหลายๆ ท่านคงจะเคยเห็นภาพนี้ บ่อยๆ ในช่วงเย็นๆ   คือนักกีฬาสมัครเล่น มักเล่นฟุตบอลตอนแดดร่ม ลมตก  มาถึงสนามแทนที่ จะวิ่งวอร์ม ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ  ส่วนใหญ่มักจับกลุ่มคุยกันรอเพื่อน กว่าจะได้เริ่มเล่นกัน ก็เกือบมืืดค่ำ ระบบการฝึก

ซ้อม ก็เป็นเช้าชาม เย็นชาม เล่นบอล ไปวันๆ

1. อย่างแรกที่ต้องมี คือ ” ความรักในลูกกลมๆ ” เสียก่อน2. เรียนรู้ทักษะที่สำคัญของการเล่นฟุตบอล และทำให้เกิดความชำนาญ จากการทำซ้ำๆ เดิมๆ หลายรอบ เช่นการแปบอล การจับบอล การครอบครองบอล การเล่นบอลจังหวะแรกฯ3. เรียนรู้

จากสื่อ คลิป วิดีโอ ภาพนิ่ง และหา ทริคเด็ดๆ มาปรับใช้โดยเรียนรู้การเล่นฟุตบอลจากนักฟุตบอลมืออาชีพที่ท่านชื่นชอบ ในตำแหน่งเดียวกัน4. มีความมั่นใจสูง ขจัดความเขินอายในการฝึกซ้อม หรือต้องบ้ากับมัน5. ศึกษาหรือเรียนรู้ จากผู้มีความสามารถด้านฟุตบอลเพื่อพัฒนาทักษะอย่างรวดเร็วุ6. หาประสบการณ์จากการแข่งขัน

ให้บ่อยครั้ง7. มีโอกาสในการสมัคร หรือ คัดเลือก จงเสาะแสวงหา อย่าท้อถอย.. อันนี้เป็นแรงบันดาลใจอย่างนี้ ทั้งนี้ สโมสรตามภูมิภาคต่างๆ ในประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย.. คือแหล่งเพาะบ่ม นักฟุตบอลอาชีพ..  เด็กเก็บลูกกอล์ฟ ยังเป็น นักกอล์ฟระัดับโลกได้ ( ธงชัย ใจดี )

อย่าดูถูกตัวท่านเอง8. ย้ำ คลิป เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะ มากกว่าสมัยก่อน ที่ผู้เขียน กว่าจะหามาดู มาฝึกได้  ก็ต้องหาม้วนวิดีโอเทป ซึ่งเมื่อก่อนโคตะระ ลำบากเลยครับ..9. เขียน เป้าหมาย ในการเล่นฟุตบอล สัก 10 อย่าง ในกระดาษ 1 แผ่น .. แล้วทำมันให้ได้ 10.  ศึกษาศาตร์การเล่นฟุตบอล ที่เขียนมาเป็นตัวหนังสือ พร้อมคำอธิบาย11. ความสำเร็จไม่ได้มาหาคุณที่หน้าบ้านหรอก  คุณต้องเดินไปหามัน” ถ้าคุณกล้าคิดที่จะทำ  และลงมือทำ มันก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ” ..  อย่าท้อแท้ .. 

ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของ เว็ป รวบรวม เทคนิค วิธีการ แบบฝึกซ้อม แข่งขัน กีฬาฟุตบอล

ในยุคนี้แน่นอนว่าฟุตบอลอาชีพถือเป็นดาวเด่นในการตั้งเป้าหมาย แต่วงการฟุตซอลในไทยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน การเล่นฟุตบอลและฟุตซอลสามารถใช้การฝึกฝนพื้นฐานต่าง ๆ เหมือนกัน แต่การจะสร้างทักษะความสามารถด้านฟุตบอลทุกวันนี้ ผู้สนใจยึดเป็นอาชีพ

ต้องพาตัวเองเข้าสู่โรงเรียนสอนฟุตบอลหรืออะคาเดมี่ ซึ่งจะได้รับการสอนและฝึกฝนอย่างถูกวิธีอะคาเดมี่ฟุตบอลที่เปิดอย่างมากมาย มีทั้งแบบที่มีคอนเนกชั่นกับสโมสรใหญ่ ๆ หรือโรงเรียนดัง ๆ ด้านฟุตบอล และแบบที่เน้นการฝึกฝนเพื่อให้นำไปต่อยอดหรือไปทดสอบเข้าระดับอะคาเดมี่ของสโมสรต่าง ๆ รวมถึงคัดเลือกเข้าเรียนต่อในสถาบันดัง ๆ

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศ สโมสรก่อตั้งใน พ.ศ. 2513 ในชื่อ “สโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในยุคของบุรีรัมย์wwww พีอีเอ และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยชนะเลิศไทยลีก 6 สมัย และจบรองชนะเลิศ 2 ครั้ง (กรณีไม่นับรวมช่วงการไฟฟ้าฯ)สีประจำสโมสรคือสีกรมท่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

2553 ในชื่อ “บุรีรัมย์ พีอีเอ” หลังจากที่เนวิน ชิดชอบ ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปลายปี 2552[1] และแข่งขันในลีกสูงสุดครบทุกฤดูกาล โดยเคยคว้าแชมป์ไทยลีกถึงสามฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556–2558 และทำสถิติเก็บคะแนนสูงสุดของไทยลีกในฤดูกาล 2561 ที่ 87 คะแนน[2] นอกจากนี้ ยังเคยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกปี 2556 ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในระดับทวีปของสโมสรปัจจุบัน สโมสรลงเล่นเกมเหย้าที่ช้างอารีนา ซึ่งเปลี่ยนชื่อสนามจากชื่อเดิมอย่าง “ไอ-โมบายสเตเดียม”[3] สนามแห่งนี้มีความจุ 32,600 ที่นั่ง ถือเป็นสนามฟุตบอลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีสโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของ[4] บุรีรัมย์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญคือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โดยทั้งสองสโมสรผลัเดิมชื่อ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นสโมสรที่เปลี่ยนแปลงมาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 โดยดร.วีระ ปิตรชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกกำลังกายและสร้างความสามัคคีร่วมกันในหมู่คณะต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท 

งเล่น 3 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในถ้วย ค. และลงเล่นอยู่ 2 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นถ้วย ข. และอีก 2 ฤดูกาลสโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จหลังจากลงเล่นในดิวิชั่น 1 อยู่นานสโมสรก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อได้รองแชมป์

ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2547 และได้เล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2548 โดยฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดสโมสรสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อได้ตำแหน่งรองแชมป์ และศุภกิจ จินะใจ กองหน้าของทีมก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับศรายุทธ ชัยคำดี กองหน้าของทีมการท่าเรือไทย ที่จำนวน 10 ประตู และยังได้เล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2549 ร่วมกับสโมสรฟุตบอลยาสูบ อีกด้วย แต่ทั้ง 2 สโมสรกลับส่งรายชื่อผู้เล่นให้เอเอฟซีไม่ทันตามที่กำหนด จึงทำให้ทั้ง 2 สโมสรถูกตัดสิทธิและพลาดโอกาสลงเล่นในรายการระดับทวีปในท้ายที่สุด

ฤดูกาล 2551 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552ฤดูกาล 2552 สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิต อดีตผู้จัดการทีม

ชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์

ที่นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2552 จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด[5] ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ [1] นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก[6]แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะ

ย้ายสนามแข่งจากไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์[1] หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็นบุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมดและทีมผู้ฝึกสอนบางส่วนการเข้ามาของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ ส่งผลให้มีการปรับปรุงและพัฒนาทีมอย่างมาก มีการนำระบบ

บริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้ามาใช้กับบริษัท เช่น การทำสัญญาจ้างนักฟุตบอล การเจรจา และทำสัญญาซื้อขายนักฟุตบอลด้วยสัญญามาตรฐาน การสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ตามมาตรฐานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อใช้เป็นสนามเหย้า การจัดทำระบบบัญชี การเงิน กฎหมาย การตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ และ ความน่าเชื่อถือแก่บริษัทผลจากการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการธุรกิจ

และพัฒนาทีมอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรคนใหม่ ส่งผลให้บุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นทีมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทยพรีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็ว มีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือแฟนคลับ มากถึง 65,000 คน [7] มีผู้เข้าชมเกมการแข่งขัน นัดละไม่น้อยกว่า

10,000 คน เมื่อเป็นเจ้าบ้าน และเมื่อเป็นทีมเยือน จะมีแฟนบอลติดตามไปชมไม่น้อยกว่า 1,500 คน อีกทั้งยังเป็นทีมที่สร้างสถิติผู้เข้าชมสูงสุดของไทยพรีเมียร์ลีก คือ 25,000 คน และ สร้างสถิติจำหน่ายของที่ระลึกได้สูงสุด 1,400,000 บาท ภายในวันเดียว คือนัดที่เตะกับเมืองทองยูไนเต็ด เมื่อวันที่ กันยายน ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน

ฝ่ายเจ้าของสิทธิ์ของสโมสรเดิมคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเดิมอยู่ในการกำกับดูแลของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก พรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนมาอยู่ในการกำกับดูแลของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ จาก พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบายที่จะย้ายสโมสรออกจากจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่าฝ่ายนายเนวินจะขายหุ้น 70% [5] ที่ตนถืออยู่ออกไป จะแยกทีมการไฟฟ้าออกจากจังหวัดบุรีรัมย์และย้ายไปอยู่

จังหวัดอื่น ส่วนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่

ทีมบุรีรัมย์-พีอีเอเดิม จะไปรวมกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ เอฟซี ที่ได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 และเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2555 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดนายเนวินกล่าวว่า ในฤดูกาล 2555 สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (บุรีรัมย์ เอฟ

ซีเดิม) จะลงเล่นในไทยพรีเมียร์ลีก และเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ด้วยโควตาชนะเลิศฤดูกาล 2554 ของบุรีรัมย์-พีอีเอฤดูกาล 2551 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552ฤดูกาล 2552 สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์

ลีก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิ

อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ที่

นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2552 จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับ

ขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด[5] ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ [1] นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก[6]แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะ

ฟุตซอลไทย

ฟุตซอลไทย

ฟุตซอลไทย

ฟุตซอลไทย

ประวัติฟุตบอลไทย กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า “ครูเทพ” ซึ่งท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาที่พร้อมไปด้วยเรื่องน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเพลงกราวกีฬาที่ครูเทพแต่งไว้นี้จะต้องเป็น “เพลงอมตะ” และจะต้องคงอยู่คู่ฟ้าไทยเมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ครูเทพ หรือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทยได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย โดยหลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อนเหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่า และเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ได้ค่อยหมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่ง วิวัฒนาการฟุตบอลไทย ดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จนิวัติพระนคร กีฬาฟุตบอลได้รับความสนใจมากขึ้นจากบรรดาข้าราชการบรรดาครูอาจารย์ ตลอดจนชาวอังกฤษในประเทศไทยและผู้สนใจชาวไทยจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ กอร์ปกับครูเทพท่านได้เพียรพยายามปลูกฝังการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนอย่างจริงจังและแพร่หลายมากในโอกาสต่อมาพ.ศ. 2443 (รศ. 119) การแข่งขันฟุตบอลเป็นทางการครั้งแรกของไทยได้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2443 (รศ. 119) ณ สนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายและประกอบงานพิธีต่างๆการแข่งขันฟุตบอลคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ระหว่าง “ชุดบางกอก” กับ “ชุดกรมศึกษาธิการจากกระทรวงธรรมการหรือเรียกชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่น” เพราะสมัยก่อนเรียกว่า “แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล” (ASSOCIATIONS FOOTBALL) สมัยปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลของสมาคม” หรือ “ฟุตบอลสมาคม”ผลการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษดังกล่าวปรากฏว่า “ชุดกรมศึกษาธิการ” เสมอกับ “ชุดบางกอก” 2-2 (ครึ่งแรก 1-0) ต่อมาครูเทพท่านได้วางแผนการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนอย่างเป็นทางการพร้อมแปลกติกาฟุตบอลแบบสากลมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งนี้ด้วยพ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากลการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทย

ได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ หรือแบบแพ้คัดออก (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) ภายใต้การดำเนินการจัดการแข่งขันของ “กรมศึกษาธิการ” สำหรับทีมชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จะได้รับโล่รางวัลเป็นกรรมสิทธิ์พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า “ฟุตบอลสามัคยาจารย์”พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ “มร.อี.เอส.สมิธ” อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากพ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน “เตะฟุตบอลไกล” ครั้งแประวัติฟุตบอลไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2452 – 245พ.ศ. 2452 (รศ. 128) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2452 นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยในยุคนั้น ซึ่งต่อมาในปีนี้ กรมศึกษาธิการก็ได้ประกาศใช้วิธีการแข่งขัน “แบบพบกันหมด” (ROUND ROBIN) แทนวิธีจัดการแข่งขันแบบแพ้คัดออกสำหรับคะแนนที่ใช้นับเป็นแบบของแคนาดา (CANADIAN SYSTEM) คือ ชนะ 2 คะแนน เสมอ 1คะแนน แพ้ 0 คะแนน และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีความสนพระทัยกีฬา

ฟุตบอลเป็นอย่างยิ่งถึงกับทรงกีฬาฟุตบอลเอง

และทรงตั้งทีมฟุตบอลส่วนพระองค์เองชื่อทีม “เสือป่า” และได้เสด็จพระราช ดำเนินประทับทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลเป็นพระราชกิจวัตรเสมอมา โดยเฉพาะมวยไทยพระองค์ทรงเคย ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนขึ้นต่อยมวยไทยจนได้ฉายาว่า “พระเจ้าเสือป่า” พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถมาก จนเป็นที่ยกย่องของพสกนิกรทั่วไปจนตราบเท่าทุกวันนี้
จากพระราชกิจวัตรของพระองค์รัชกาลที่ 6 ทางด้านฟุตบอลนับได้ว่าเป็นยุคทองของไทยอย่างแท้จริงอีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และบทความต่างๆทางด้านฟุตบอลดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้พ.ศ. 2443 (รศ. 119) ณ สนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายและประกอบงานพิธีต่างๆการแข่งขันฟุตบอลคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ระหว่าง “ชุดบางกอก” กับ “ชุดกรมศึกษาธิการ” จากกระทรวงธรรมการหรือเรียกชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่น” เพราะสมัยก่อนเรียกว่า “แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล” (ASSOCIATIONS FOOTBALL) สมัยปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลของสมาคม” หรือ “ฟุตบอลสมาคม” ผลการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษดังกล่าวปรากฏว่า “ชุดกรมศึกษาธิการ” เสมอกับ “ชุดบางกอก” 2-2 (ครึ่งแรก 1-0) ต่อมาครูเทพท่านได้วางแผนการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนอย่างเป็นทางการพร้อมแปลกติกาฟุตบอลแบบสากลมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งนี้ด้วยพ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากลการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทยได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ หรือแบบแพ้คัดออก (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) ภายใต้การดำเนินการจัดการแข่งขันของ “กรมศึกษาธิการ” สำหรับทีมชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จะได้รับโล่รางวัลเป็นกรรมสิทธิ์พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า “ฟุตบอลสามัคยาจารย์”พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ “มร.อี.เอส.สมิธ” อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากพ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน “เตะฟุตบอลไกล” ครั้งแรกประวัติฟุตบอลไทย กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า “ครูเทพ” ซึ่งท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาที่พร้อมไปด้วยเรื่องน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเพลงกราวกีฬาที่ครูเทพแต่งไว้นี้จะต้องเป็น “เพลงอมตะ” และจะต้องคงอยู่คู่ฟ้าไทยประวัติฟุตบอลไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 – 2451เมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ครูเทพ หรือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทยได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย โดยหลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อน เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่า และเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ได้ค่อยหมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่ง วิวัฒนาการฟุตบอลไทย ดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี (อังกฤษ: Chelsea Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ในเขตฟูลัม, ลอนดอน ซึ่งเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรฟุตบอลเชลซีก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 สโมสรได้เล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศเป็นส่วนใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร สนามเหย้าของสโมสรคือสแตมฟอร์ดบริดจ์ มีความจุ 41,837 ที่นั่ง เชลซีเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอังกฤษโดยคว้าแชมป์จากการแข่งขันมากกว่าสามสิบรายการรวมถึงแชมป์ลีก 6 สมัย และ แชมป์ยุโรป 6 รายการ[3]

เชลซีคว้าแชมป์ลีกสูงสุด

สมัยแรกอย่างเป็นทางการในปี 1955 ต่อมาสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เป็นสมัยแรกในปี 1970 และถ้วยรายการยุโรปครั้งแรกของพวกเขาคือการเป็นแชมป์วินเนอร์สคัพในปี 1971 ต่อมาสโมสรเข้าสู่ช่วงเวลาตกต่ำในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงปี 1980 สโมสรสามารถฟื้นฟูและกลับมาทำผลงานโดดเด่นได้อีกครั้งในช่วงปี 1990 และ ประสบความสำเร็จมากขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลถ้วย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 2000-2020) นับเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดหรือเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของสโมสร: พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และ แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรวมทั้งยูฟ่ายูโรปาลีกได้ในช่วงเวลานี้

เชลซีเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะการแข่งขันถ้วยใหญ่ของยูฟ่าครบทั้งสามรายการ[4] (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ) รวมทั้งเป็นสโมสรในลอนดอนเพียงทีมเดียวที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้[5]สีชุดเหย้าของเชลซีคือเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินและกางเกงขาสั้นพร้อมถุงเท้าสีขาว ตราสโมสรคือรูปสิงโตอาละวาดถือไม้เท้า สโมสรมีคู่อริโดยตรงได้แก่ อาร์เซนอล ทอตนัมฮอตสเปอร์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด จากตัวเลขการสำรวจที่ผ่านมา เชลซีเป็น

สโมสรที่มีฐานแฟนคลับที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ในอังกฤษ

โดยในแง่ของมูลค่าทีมเชลซีเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกโดยมีมูลค่า 2.13 พันล้านปอนด์ (2.576 พันล้านดอลลาร์) และเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลกโดยมีรายได้มากกว่า 428 ล้านยูโรในฤดูกาล 2017-2018 นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา สโมสรอยู่ภายใต้การบริหารของ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมซึ่งเป็นมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย-อิสราเอล[6]ประวัติ
ก่อตั้ง (1905 – 1951)

สโมสรฟุตบอลเชลซี ก่อตั้งในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1905 โดย กุส เมียร์ส และได้เปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์จากสนามกรีฑาเป็นสนามฟุตบอล โดยในตอนแรกจะใช้ชื่อว่า ฟูแลมเอฟซี แต่ไปซ้ำกันกับสโมสรฟุตบอลฟูแลม เลยต้องเปลี่ยนชื่อ โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า เคนชิงตันเอฟซี,สแตมฟอร์ดบริดจ์เอฟซี แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น ลอนดอน เอฟซี และเปลี่ยนเป็นเชลซีเอฟซี และได้ก่อตั้ง ณ ผับไรซิ่งซัน (ณ ปัจจุบันชื่อ เดอะบุชเชอร์สฮุก)

สโมสรเชลซี

ได้เลื่อนชั้นมาเล่นดิวิชั่น1ครั้งแรกในซีซั่นที่2หลังการก่อตั้งสโมสร (ฤดูกาล 1906-07) แต่พวกเขาก็ลงไปขึ้นมาระหว่างดิวิชั่น1และดิวิชั่น2เรื่อยๆ พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ในปี 1915 แต่ก็แพ้สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดไป 0 ประตูต่อ 3 และจบอันดับที่3ในดิวิชั่น1ฤดูกาล 1919-20 และพวกเขาก็เริ่มซื้อสตาร์ดังเข้าทีมมากขึ้นอดีตกองหน้าอาร์เซนอลและทีมชาติอังกฤษอย่าง เท็ด เดร็ก ได้เข้ามาคุมเชลซีใน ค.ศ.1952 และปรับสโมสรให้ทันสมัยด้วยการโละกลุ่มทหารหลวงวัยเกษียณ และได้ปรับทีมเยาวชนและการซ้อมให้เข้มข้นมากขึ้น และซื้อสตาร์จากลีกสมัครเล่นมากมาย จนกระทั่งพวกเขาได้ถ้วยแรกใน

ประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1954-55

เมื่อพวกเขาได้แชมป์ดิวิชั่น 1 และอันที่จริงเชลซีจะเป็นทีมแรกจากอังกฤษที่ได้ไปฟุตบอลระดับสโมสรยุโรปด้วยซ้ำ แต่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษห้ามไว้ไม่ให้ไปแข่งขัน เดรกถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1961 และแทนที่ด้วยทอมมี่ โดเชอร์ตี้ที่เข้ามาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีมโดเชอร์ตี้ได้ทำการปรับปรุงระบบทีมใหม่ค่อนข้างเยอะ เขาได้โละแข้งเก่าหลายคนออกจากทีม และได้ซื้อนักเตะใหม่มากมายเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานสโมสร และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1964-65 ในการเอาชนะเลสเตอร์ซิตีที่มีกอร์ดอนแบงส์

นายทวารจอมหนึบด้วยสกอร์ 3-2 (ในสมัยนั้นนัดชิงลีกคัพแข่งกันสองนัด) และในสามซีซั่นหลังพวกเขาก็สามารถเข้าชิงทุกถ้วยที่ลงเล่นได้ แต่เป็นรองแชมป์ทั้งหมด และเดฟ เซ็กตันเข้ามาแทนที่โดเชอร์ตี้ เชลซีคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1970 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดไป 2-1 ในนัดรีเพลย์ และในปีต่อมาพวกเขาก็สามารถคว้าโทรฟี่ระดับทวีปยุโรปด้วยการเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพกับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดได้ 2-1 ในนัดรีเพลย์ที่เอเธนส์ตกต่ำ (1970 – 1992)

เชลซีถึงยุคตกต่ำในยุคปลาย 1970 ถึงต้น 1990 เมื่อพวกเขาขายสตาร์ดังไปมากมาย และตกชั้นจนแถมยังไม่สามารถขึ้นมาลีกสูงสุดได้ แต่แล้วในปี 1982 เคน เบตส์ ได้เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และเขาก็ปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ดีขึ้น แต่มันไม่ได้ช่วยอะไร แถมพวกเขาเกือบจะตกชั้นไปดิวิชั่น 3 ในปีเดียวกัน แต่ในปี 1984 จอห์น นีล ได้ดึงทีมขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี 1983-84 และตกชั้นอีกครั้งในปี 1987-88 ก่อนที่จะเลื่อนชั้นอีกครั้งในปี 1988-89 ด้วยแต้มที่ห่างกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีไปถึง 17 คะแนนกลับมารุ่งเรืองและฉายา “สิงห์บอลถ้วย” (1992 – 2004)

ในปี 1992 ก็เริ่มมีการซื้อสตาร์ดังมากมาย และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1993-94 โดยฝีมือของ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล แต่พวกเขาก็แพ้สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปอย่างราบคาบ 0-4 จนกระทั่งรุด กุลลิต เข้ามาทำทีมในฐานะ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ในปี 1996 และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศในปี 1997 และเอาชนะสโมสรฟุตบอลมิดเดิลส์เบรอไปได้ 2-0 จากการยิงของโรแบร์โต ดี มัตเตโอในช่วงเวลาเพียงแค่ 42 วินาทีเท่านั้น และเอ็ดดี นิวตันในนาทีที่ 83 กุลลิทถูกแทนที่โดยจิอันลูก้า วิอัลลี่ โดยพาทีมเข้าชิงลีกคัพปี 1998 และชนะมิดเดิลสเบรอ

ด้วยสกอร์เดิม

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1998 และได้แชมป์สมัยที่สองด้วยการเอาชนะเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ทไป 1-0 จากประตูของจันฟรังโก โซลาซึ่งยังลงมาเล่นไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ และชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพในปีเดียวกันด้วยการเอาชนะเรอัลมาดริดไป 1-0 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 2000 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลาไป 1-0 จากประตูของโรแบร์โต ดี มัตเตโอคนเดิม

รวมถึงได้สัมผัสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกแต่ก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยสกอร์รวม 6-4 วิอัลลี่ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วยเกลาดีโอ รานีเอรีและเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี2001-02 แต่สุดท้ายก็พ่ายสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลไป 0-2 สำหรับในประเทศไทยเชลซียุคนี้ถือว่าเป็น “สิงห์บอลถ้วย” เลยทีเดียวเคนเบตส์ได้ขายสโมสรราคา 140 ล้านปอนด์ ให้กับนักการเมืองมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อับราโมวิช และได้ทุ่มซื้อสตาร์ดังมามากมาย และได้ทำเรื่องงงงวยให้กับแฟนบอลด้วยการปลดรานีเอรี่ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยโชเซ มูรีนโย

ซึ่งก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดเพราะมูรินโยได้เข้ามาเป็นตำนานกุนซือที่นำพาความสำเร็จมาให้สโมสรมากมายทั้งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004-05 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ถึง 95 คะแนน และยังเอาชนะสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพได้ 3 ประตูต่อ 2 คว้าแชมป์ไปแบบยิ่งใหญ่ แต่ก็ถูกคู่ปรับรายเดียวกันถีบตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจาก “ประตูผี” ของหลุยส

 

ฟุตบอลทีมแมนยู

ฟุตบอลทีมแมนยู

ทีมฟุตบอลแมนยู

ฟุตบอลทีมแมนยู

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันแข่งขันในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรมีฉายา “ปีศาจแดง”

ก่อตั้งในชื่อสโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ใน ค.ศ. 1878 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นที่สนามเหย้าปัจจุบันอย่างโอลด์แทรฟฟอร์ดใน ค.ศ. 1910

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะเลิศถ้วยรางวัลมากกว่าสโมสรอื่นในฟุตบอลอังกฤษ[5][6] โดยชนะเลิศลีก 20 สมัย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด, เอฟเอคัพ 12 สมัย, ลีกคัพ 5 สมัย และเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย ซึ่งก็เป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน ยูไนเต็ดยังชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย, ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย, อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย โดยในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ระดับทวีปยุโรป[7] และในฤดูกาล 2016–17 หลังจากที่ชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก พวกเขากลายเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะเลิศการแข่งขันของยูฟ่าครบทั้งสามรายการภัยพิบัติทางอากาศมิวนิกเมื่อ ค.ศ. 1958 คร่าชีวิตผู้เล่นแปดคน ต่อมาใน ค.ศ. 1968 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรฟุตบอลแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศยูโรเปียนคัพภายใต้การคุมทีมของแมตต์ บัสบี ต่อมาอเล็กซ์ เฟอร์กูสันพาทีมชนะเลิศถ้วยรางวัล 38 ใบในฐานะผู้จัดการทีม ซึ่งรวมพรีเมียร์ลีก 13 สมัย, เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่าง ค.ศ. 1986 ถึง 2013[8][9][10] ซึ่งเป็นปีที่เขาประกาศเกษียณตัวเอง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก[11][12] และมีสโมสรคู่ปรับคือ ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ซิตี, อาร์เซนอล และลต็ดเป็นสโมสรในฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านยูโร[13] และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่สามของโลกใน ค.ศ. 2019 เป็นมูลค่า 3.15 พันล้านปอนด์ (3.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)[14] ณ ค.ศ. 2015 สโมสรเป็นเครื่องหมายการค้าฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[15][16] หลังจากที่ได้มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1991 สโมสรได้กลับมาเป็นบริษัทเอกชนจากการที่มัลคอม เกลเซอร์ซื้อกิจการเมื่อ ค.ศ. 2005 ด้วยมูลค่าเกือบ 800 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินที่ถูกกู้กว่า 500 ล้านปอนด์นี้กลายเป็นหนี้ของสโมสร[17] และตั้งแต่ ค.ศ. 2012 หุ้นบางส่วนของสโมสรถูกเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แม้ว่าตระกูลเกลเซอร์จะยังคงมีบทบาทเป็นเจ้าของและควบคุมสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1878 ในชื่อนิว  (อังกฤษ: Newton Heath LYR Football Club) โดยพนักงานแผนกตู้โดยสารและตู้สินค้าของโรงซ่อมบำรุงรถไฟแลงคาเชียร์และยอร์กเชียร์ที่นิวตันฮีต[18] ในช่วงแรก ทีมแข่งขันกับแผนกและบริษัทรถไฟอื่น ๆ แต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 พวกเขาแข่งขันในนัดแรกที่มีการบันทึกไว้ โดยสวมเสื้อสีประจำบริษัทอย่างสีเขียวและสีทอง นัดนั้น พวกเขาพ่ายแพ้ต่อ

ของโบลตันวอนเดอเรอส์ด้วยผลประตู 6–0[19] ต่อมาใน ค.ศ. 1888 สโมสรกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของเดอะคอมบิเนชัน ลีกฟุตบอลระดับภูมิภาค แต่หลังจากยุบลีกในช่วงเวลาผ่านไปเพียงฤดูกาลเดียว นิวตันฮีทเข้าร่วมฟุตบอลอัลไลแอนซ์ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ โดยแข่งขันสามฤดูกาลก่อนที่ลีกจะถูกรวมเข้ากับฟุตบอลลีก ส่งผลให้สโมสรเริ่มต้นฤดูกาล 1892–93 ในเฟิสต์ดิวิชัน ณ เวลานั้น พวกเขาแยกตัวออกจากบริษัทรถไฟและนำคำว่า “แอลวายอาร์” ออกจากชื่อ[18] สองฤดูกาลถัดมา สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน[18]ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1902 สโมสรติดหนี้เป็นจำนวน 2,670 ปอนด์ หรือเท่ากับ 290,000 ปอนด์ใน ค.ศ. 2020[nb 1] จนมีคำสั่งให้เลิกกิจการ[20] กัปตันทีม แฮร์รี สแตฟเฟิร์ด ได้ไปพบกับนักธุรกิจท้องถิ่นสี่คน ซึ่งรวมถึงจอห์น เฮนรี เดวีส์ (ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานสโมสร) ทุกคนยินดีที่จะลงทุนเงิน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับผลประโยชน์โดยตรงในการบริหารสโมสร พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสโมสรในภายหลัง[21] ทำให้ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1920 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ[22][nb 2] เออร์เนสต์ มังแนล ผู้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมใน ค.ศ. 1903 พาทีมจบรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชันใน ค.ศ. 1906 จนได้เลื่อนชั้นสู่เฟิสต์ดิวิชัน ซึ่งพวกเขาชนะเลิศใน ค.ศ. 1908 นับเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสร พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลถัดมาด้วยการชนะเลิศแชริตีชีลด์เป็นสมัยแรกเป็นสโมสร[23] ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการชนะเลิศเอฟเอคัพเป็นสมัยแรกของสโมสรเช่นเดียวกัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะเลิศเฟิสต์ดิวิชันเป็นสมัยที่สองใน ค.ศ. 1911 แต่หลังจบฤดูกาลถัดมา มังแนลออกจากสโมสรและเข้าร่วมแมนเชสเตอร์ซิตีใน ค.ศ. 1922 ซึ่งมี

การแข่งขันฟุตบอล

ใหม่มาแล้วสามปีหลังจากที่หยุดไปเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน และได้เลื่อนชั้นอีกครั้งใน ค.ศ. 1925 พวกเขาตกชั้นอีกครั้งใน ค.ศ. 1931 ทำให้สโมสรจึงกลายเป็นโยโย่คลับ สโมสรจบอันดับที่ 20 ในเซคันด์ดิวิชันเมื่อ ค.ศ. ค.ศ. 1934 นับเป็นอันดับต่ำที่สุดตลอดกาล ต่อมาเมื่อจอห์น เฮนรี เดวีส์ ผู้อุปการคุณหลัก เสียชีวิตในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1927 สถานะการเงินของสโมสรย่ำแย่จนอาจล้มละลายหากไม่ได้เจมส์ ดับเบิลยู. กิบสัน ผู้ซึ่งลงทุนเงิน 2,000 ปอนด์และเข้าควบคุมกิจการสโมสรในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1931[25] ต่อมาในฤดูกาล 1938–39 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีการแข่งขันฟุตบอลก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง สโมสรจบอันดับที่ 14 ในเฟิสต์ดิวิชัน[25]ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 อีกครั้งทำให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ แมตต์ บัสบี ผู้เรียกร้องอำนาจการคุมทีมสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งการเลือกผู้เล่น การซื้อขายผู้เล่น และการฝึกซ้อม[26] บัสบีพาทีมจบอันดับที่สองในลีกใน ค.ศ. 1947, 1948 และ 1949 และชนะเลิศเอฟเอคัพใน ค.ศ. 1948 ต่อมาใน ค.ศ. 1952 สโมสรชนะเลิศเฟิสต์ดิวิชันเป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี[27] พวกเขายังชนะเลิศลีกสองสมัยติดต่อกันใน ค.ศ. 1956 และ 1957 โดยผู้เล่นชุดนั้นมีอายุเฉลี่ยเพียง 22 ปี สื่อมวลชนได้ขนานนามทีมว่า “เดอะบัสบีเบปส์” เพื่อเป็นเกียรติแก่บัสบีที่ให้โอกาสผู้เล่นเยาวชนของเขา[28] ต่อมาใน ค.ศ. 1957 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรแรกของอังกฤษที่เข้าร่วมแข่งขันยูโรเปียนคัพ แม้ว่าจะมีการคัดค้านจากฟุตบอลลีกซึ่งปฏิเสธการเข้าร่วมของเชลซีในฤดูกาลก่อนหน้า[29] ยูโรเปียนคัพครั้งนั้น ยูไนเต็ดตกรอบรองชนะเลิศหลังจากที่แพ้เรอัลมาดริด โดยก่อนหน้านี้ พวกเขาเอาชนะอันเดอร์เลคต์ ทีมชนะเลิศลีกเบลเยียม ด้วยผลประตู 10–0 นับเป็นผลชนะสูงสุดตลอดกาลของสโมสร[30]