กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส
กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส (อังกฤษ: Tennis) เป็นกีฬาที่เล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายแข่งกัน โดยมีผู้เล่นในประเภทเดี่ยวฝ่ายละ 1 คน และผู้เล่นในประเภทคู่ฝ่ายละ 2 คน ใช้ ไม้เทนนิส ตีส่งลูกไปมาเหนือตาข่ายภายในเขตที่กำหนด โดยพยายามตีลูกให้ลงในแดนคู่แข่ง จนคู่แข่งไม่สามารถตีลูกกลับมาลงในแดนของเราได้

กีฬาเทนนิส เป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้แร็กเก็ต ถือกำเนิดในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกๆนั้นเทนนิสได้แพร่ขยายไปยังกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง แท้จริงแล้วเทนนิสเป็นกีฬาสากลและเป็นเกมที่เล่นกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งมีการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งแรก เทนนิสจึงได้กลายเป็นกีฬาอาชีพ เทนนิสได้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก ณ โซล ปี ค.ศ.1988

ไม้เทนนิส หรือ แร็กเก็ต 

(Racquet) จะมีด้ามจับและมีบริเวณที่ใช้ในการตีลูกบอลซึ่งขึงเอ็นไว้กับมือถือไม้

ลูกเทนนิส (บอล) จะต้องมีขนาดและน้ำหนักเป็นไปตามข้อกำหนดในการแข่งขัน ในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีการเปลี่ยนบอล เพราะบอลมักจะสูญเสียคุณสมบัติไประหว่างการเล่น จึงมีการกำหนดให้มีการเปลี่ยนบอลตามจำนวนเกมที่เล่นไปแล้ว เช่น อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบอลทุกครั้ง ยกเว้นในเซ็ตแรกอาจเปลี่ยนที่ 7 เกมเนื่องจากบอลถูกใช้ในการอุ่นเครื่องก่อนการเล่นไปบ้างแล้ว เป็นต้น ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟในเกมที่เปลี่ยนบอลใหม่ มักจะชูบอลให้ฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามีการเปลี่ยนบอลใหม่แล้วก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟไปยังฝ่ายตรงข้าม

สนามและพื้นสนาม

สนามเทนนิสจะมีขอบเขตเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และต้องมีพื้นที่รอบๆเพียงพอให้ผู้เล่นสามารถวิ่งไปตีลูกได้ คือทั้งสนามและโดยรอบควรมีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 60 ฟุต ยาวอย่างน้อย 120 ฟุต

ต้องเป็นพื้นผิวเรียบ สนามแต่ละพื้นผิวให้ความเร็วและการกระดอนของบอลที่แตกต่างกัน ได้แก่

พื้นแข็ง (hard court) ทำจากคอนกรีต ราดยาง หรืออะครีลิก พื้นแข็งจะทำให้บอลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า และกระดอนได้อย่างแท้จริง

พื้นดิน (clay court) ปัจจุบันมักไม่ได้ทำมาจากดินจริง แต่จะเป็นอิฐป่นและปูทับด้วยอนุภาคพิเศษที่ไม่ดูดซับน้ำง่าย พื้นดินมักจะทำให้บอลเคลื่อนที่ช้ากว่า และบอลจะติดสปินมากกว่า

พื้นหญ้า (grass court) บอลจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า แต่การกระดอนมักจะไม่แน่ไม่นอน ปัจจุบันมีการใช้หญ้าชนิดใหม่ที่ทำให้บอลกระดอนได้สูงขึ้นและการเคลื่อนที่ของบอลช้าลงกว่าหญ้ารุ่นก่อน

พื้นพรม (carpet court) มักใช้เล่นเฉพาะเทนนิสในร่ม และไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วสำหรับการแข่งขันของ ATP และ WTA

พื้นไม้ (wood court) ทำให้บอลกระดอนต่ำและเคลื่อนที่เร็ว ปัจจุบันไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วในการแข่งขันระดับอาชีพ

ขนาดสนาม

แผนผังสนามเทนนิส

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 8.23 เมตร (27 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นเดี่ยว

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 10.97 เมตร (36 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นคู่

เส้นสนาม

เส้นหลัง หรือ เส้นท้ายสนาม (baseline) เป็นเส้นแนวนอน อยู่ด้านหลังสุดของสนามของแต่ละฝ่าย และจะมีขีดกลาง (center mark) อยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นหลัง

เส้นข้าง (sideline) เป็นเส้นแนวตั้งด้านซ้ายและขวาของขอบสนาม ทอดไปตามความยาวของสนาม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความกว้างของพื้นที่สนาม ในการเล่นประเภทเดี่ยวจะใช้เส้นข้างด้านใน (single sideline) ส่วนการเล่นประเภทคู่จะใช้เส้นข้างด้านนอก (double sideline)

เส้นเสิร์ฟ (service line) เป็นเส้นแนวนอนขีดแบ่งพื้นที่ในสนามของแต่ละฝ่ายออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง เส้นอยู่ห่างจากตาข่าย 6.40 เมตร (21 ฟุต)

เส้นเสิร์ฟกลาง (center service line) เป็นเส้นกลางสนามทอดตั้งฉากในแนวตั้งกับเส้นเสิร์ฟ ทำให้เกิดกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ฝ่ายละ 2 ด้าน คือ กรอบด้านซ้ายของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Advantage court กับกรอบด้านขวาของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Deuce court ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ชิดตาข่าย โดยผู้เล่นที่เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงในกรอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้จะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงด้านซ้ายหรือขวาจะขึ้นอยู่กับคะแนนที่เล่นในขณะนั้น

เมื่อบอลตกสัมผัสเส้นถือว่าบอลสัมผัสพื้นที่ว่างภายในเส้นนั้น

ตาข่าย (เน็ต)

ขึงไว้กึ่งกลางสนามในแนวขวางตลอดความกว้างของสนาม เพื่อแบ่งสนามออกเป็น 2 ฝั่งเท่ากัน

ความสูงของตาข่ายตรงกึ่งกลางสูง 0.914 เมตร (3 ฟุต) ส่วนตาข่ายบริเวณเสาสูง 1.07 เมตร (3.5 ฟุต)

เสาตาข่ายเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 15 ซม. (6 นิ้ว) และสูงไม่เกิน 2.5 ซม. (1 นิ้ว) จากด้านบนของตาข่าย เสาอยู่ห่างจากเส้นข้างด้านนอก 0.91 เมตร (3 ฟุต)

แถบด้านบนของตาข่ายกว้าง 5-6.35 ซม. (2-2.5 นิ้ว)

วิธีการเล่น
การเลือกแดน/เลือกเสิร์ฟ

ผู้ตัดสินจะโยนเหรียญเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ ซึ่งจะได้เลือก 1 ใน 3 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟก่อนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกแดนแทน
  2. เลือกแดนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟในเกมแรกแทน
  3. เลือกให้คู่แข่งเป็นฝ่ายเลือก 1 ใน 2 ข้อด้านบน

การเสิร์ฟลูกเทนนิส

การเสิร์ฟ (serving) คือ การตีส่งบอลครั้งแรกของคะแนนนั้นๆไปให้คู่แข่ง ประเภทผู้เล่นเดี่ยวจะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 1 เกมไปเรื่อยๆ ส่วนในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นทั้งสองคนในฝ่ายเดียวกันจะต้องผลัดเสิร์ฟคนละ 1 เกมด้วย (ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคี่ ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคู่)

การเสิร์ฟ โยนบอลและตีกลางอากาศ

การเสิร์ฟ ห้ามเดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปมาขณะเสิร์ฟ (foot fault) ยกเว้นเท้าเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนฝ่ายรับจะยืนบริเวณใดก็ได้ในฝ่ายของตน

การเสิร์ฟ ยืนหลังเส้นหลังในด้านที่กำหนดไว้สำหรับคะแนนนั้นๆ ห้ามเหยียบเส้นใดๆ รวมทั้งห้ามยืนเลยแนวเส้นข้างและแนวขีดกลางของเส้นหลัง (foot fault)

การเสิร์ฟโดยตีไม่โดนบอล จะถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสีย แต่การโยนบอลแล้วปล่อยบอลตกลงพื้นโดยที่ไม่พยายามตีบอลสามารถทำได้และสามารถเริ่มเสิร์ฟใหม่ได้

การเสิร์ฟโดยตีบอลแล้วบอลไปโดนหรือสัมผัสวัตถุอื่นก่อนตกลงพื้นสนามถือว่าเสิร์ฟเสีย เช่น โดนเสาตาข่าย โดนผู้เล่นฝ่ายเดียวกับเรา เป็นต้น

การเสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟโดยสลับฝั่งขวา/ซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลางไปทุกคะแนน กล่าวคือ ในเกมทั่วไปเริ่มเสิร์ฟคะแนนแรกที่ด้านหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และในคะแนนถัดไปต้องสลับไปเสิร์ฟที่หลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court)

การเสิร์ฟเมื่อเล่นเกมไทเบรก(โปรดดูที่ไทเบรก) ฝ่ายแรกจะเสิร์ฟแค่คะแนนที่ 1 ก่อน จากหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และต่อจากนี้จะผลัดการเสิร์ฟฝ่ายละ 2 คะแนนไปเรื่อยๆสลับกัน โดยตั้งแต่คะแนนที่ 2 จะให้อีกฝ่ายเริ่มเสิร์ฟจากหลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court) และต้องสลับด้านเสิร์ฟซ้าย/ขวาไปทุก 1 คะแนนเช่นกัน หากเล่นประเภทคู่ก็ต้องสลับกันเสิร์ฟคนละ 2 คะแนนเช่นกัน

การเสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้บอลลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ของฝ่ายตรงข้ามในแนวทแยง เช่น กรณีเราเสิร์ฟจากด้านซ้าย ลูกเสิร์ฟจะต้องไปตกในกรอบพื้นที่เสิร์ฟด้านซ้ายของฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน(ด้านขวามือเรา) เป็นต้น

เสิร์ฟเล็ต (let) จะต้องทำการเสิร์ฟลูกนั้นใหม่ ได้แก่ การเสิร์ฟโดยที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องในแนวทแยง หรือลูกสัมผัสตาข่ายแล้วไปโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามโดยที่ลูกยังไม่ตกพื้น หรือการเสิร์ฟเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยังไม่พร้อม ยกเว้นการเสิร์ฟที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกนอกกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องจะถือว่าลูกนั้นเสียทันที (fault)

การเสิร์ฟ มีสิทธิ์เสิร์ฟได้คะแนนละ 2 ครั้ง หากเสิร์ฟครั้งแรกเสีย จะต้องเสิร์ฟครั้งที่ 2 และหากเป็นการเสียของลูกเสิร์ฟครั้งที่ 2 ของคะแนนนั้น(double fault) จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่งด้วย

การตีลูกกลับ

เมื่อลูกข้ามตาข่ายมาแล้ว สามารถตีลูกกลับไปในแดนคู่แข่ง โดยที่ลูกบอลอาจจะยังไม่กระทบพื้นสนามเลยก็ได้ หรือลูกกระทบพื้นสนามฝ่ายของเรามาแล้วไม่เกิน 1 ครั้งก็ได้

ต้องตีลูกบอลกลับภายในครั้งเดียว

การตีลูกบอลกลับแล้วลูกสัมผัสตาข่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ถือว่าผิดกติกา

ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกบอลกลับไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกติกา จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่ง

การสลับแดน

การสลับแดน สลับแดนเมื่อเกมรวมกันเป็นเลขคี่และเมื่อจบเซ็ต แต่หากจบเซ็ตโดยเกมรวมกันเป็นเลขคู่ จะสลับแดนหลังจากจบเกมแรกของเซ็ตถัดไป ส่วนการสลับแดนในการเล่นไทเบรกจะสลับเมื่อคะแนนรวมกันได้ทุก 6 คะแนน

การตัดสินผู้ชนะ

แผนผังการนับคะแนนกีฬาเทนนิส

การตัดสินผู้ชนะของการแข่งขัน(match) ตัดสินจากจำนวนเซ็ต(set) ที่ได้กำหนดไว้ในการแข่งขันนั้น
โดยในแต่ละเซ็ตจะประกอบด้วยหลายๆเกม(game) และในแต่ละเกมจะประกอบไปด้วยการนับคะแนน(point) จากการเล่น ดังนี้

การนับเกมของเซ็ต

ในแต่ละเซ็ต ฝ่ายใดทำได้ 6 เกมก่อนและอีกฝ่ายทำได้ไม่เกิน 4 เกม จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 6-4 เกม หรือ 6-3 เกม เป็นต้น

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 5-5 เกม จะต้องเล่นต่อจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ 7 เกมก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-5 เกม

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 6-6 เกม จะต้องเล่นไทเบรกต่อในเกมที่ 7 เพื่อตัดสินผู้ชนะเซ็ต ซึ่งจะชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกม (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก จะเล่นจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำคู่แข่งได้ 2 เกม)

จำนวนเกมในแต่ละเซ็ตอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกติกาของบางรายการแข่งขันที่กำหนดขึ้นเฉพาะกิจ

การนับคะแนนของเกม

ในเกมหนึ่งๆ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทำคะแนนได้จะนับคะแนนของฝ่ายนั้นเรียงตามลำดับดังนี้ 15, 30, 40, เกม (ซึ่งก็คือคะแนนที่ 1, 2, 3, 4 ที่ทำได้ตามลำดับนั่นเอง) ส่วนคะแนนศูนย์ (0) ภาษาอังกฤษขานว่า เลิฟ (love)ในการขานคะแนน ให้ขานคะแนนของฝ่ายที่เสิร์ฟขึ้นก่อน เช่น 40-30 หมายถึง ฝ่ายเสิร์ฟได้ 40 คะแนน และฝ่ายรับเสิร์ฟได้ 30 คะแนน เป็นต้นหากคะแนนเสมอกันที่ 40-40 จะต้องเล่นต่อไปอีก 2 คะแนน เรียกว่า ดิวซ์ (deuce) และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนนำ 1 คะแนนได้ก่อน เรียกว่า ได้เปรียบ (Advantage มักใช้อักษรย่อ A หรือ Adv) เช่น 40-A หรือ A-40 และหากฝ่ายนั้นทำได้อีก 1 คะแนน ก็จะชนะในเกมนี้ไป แต่หากทำไม่ได้ก็ถือว่ากลับมาเสมอกันที่ 40-40 อีกครั้ง และก็ต้องเล่นดิวซ์ต่อไป

(แต่มีกติกาพิเศษในบางรายการแข่งขันที่กำหนดว่าจะไม่มีการเล่นต่อ 2 คะแนน ฝ่ายไหนได้คะแนนหลังจากคะแนนที่ 40 ก่อนถือว่าชนะเกมนั้น)

หากเกมใดที่ฝ่ายเสิร์ฟของเกมนั้นเป็นฝ่ายชนะ จะเรียกว่า รักษาเกมเสิร์ฟได้ แต่หากฝ่ายเสิร์ฟแพ้เกมนั้น จะเรียกว่า ถูกเบรกเกมเสิร์ฟไทเบรก (tie break) ใช้เพื่อตัดสินผู้ชนะของเซ็ตนั้นในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันที่ 6-6 เกม การเล่นเกมที่ 7 เป็นเกมสุดท้ายของเซ็ต เรียกว่าเล่น ไทเบรก โดยในเกมนี้จะนับคะแนนเป็น 1, 2, 3,… ไปเรื่อยๆ ฝ่ายใดที่ทำได้ 7 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-4 คะแนนของเกมที่ 7 ก็จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เป็นต้น

แต่หากคะแนนของเกมนี้เสมอกันที่ 6-6 คะแนนอีก ผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามที่ทำคะแนนนำคู่แข่งได้ 2 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 8-6 คะแนน หรือแพ้ 8-10 คะแนน เป็นต้น เมื่อไทเบรกจบลง ผลจะเป็นชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกมในเซ็ตนั้นๆ (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก)

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา (Barcelona) สโมสรชื่อดัง แถวหน้าวงการของวงการฟุตบอล ที่ไม่ใช่เพียงแค่ใน ลาลีกา สเปนเท่านั้น บาร์เซโลนา มีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่สนใจเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งเราขอนำเสนอ ประวัติ สถิติทีม บาร์เซโลนา ให้เหล่าแฟนๆได้อ่านกัน สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ส่วนมากแล้วถูกเรียกๆสั้นๆว่า บาร์ซา มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง บาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา ที่ประเทศสเปนนั่นเอง

บาร์เซโลนา เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1899 โดยผู้ที่เริ่มก่อตั้งคือ ฌูอัน กัมเป โดยเขาได้ออกประกาศว่า เขาต้องการที่จะตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด เมื่อมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้เล่นถึง 11 คนด้วยกัน จากวันนั้นจึงทำให้มีสโมสรนี้ขึ้นมา รายการแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงแรก โดยปี1902 สามารถเอาชนะได้ถ้วยแชมป์รายการ โกปามากายา เป็นรายการแรกสนามแข่งขันของ บาร์เซโลนา

เริ่มแรกนั้น Barcelona ใช้สนามแข่งขันเป็นสนาม กัมเดลาอินดุสเตรีย ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ทั้งหมด 10,000 คน แต่เนื่องด้วยฐานแฟนๆของสโมสรนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ สนามไม่พอรองรับผู้คน จึงได้ย้ายไปยังสนามที่ใหญ่กว่าในปี 1922 โดยสร้างสนามขึ้นมาใหม่คือสนาม กัมเดเลสกอตส์ (Camp de Les Corts)ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากถึง 20,000 คน เหล่าแฟนบอลของสโมสรยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ในปี 1946 จึงได้มีการขยาย

อัฒจันทร์ให้ใหญ่ขึ้น จนสามารถจุผู้คนได้ 60,000 คนจากความสำเร็จของสโมสร ที่เป็นผู้ชนะในการแข่งขันหลายรายการ เช่น การแข่งขันในลีกลาลีกา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ติดต่อกันถึงสองปี คือปี 1948 และ 1949 ทำให้มีคนที่สนใจที่จะเข้ามาชมมากขึ้นเมื่อพวกเขามีการแข่งขัน ในตอนนั้นทางสโมสรไม่สามารถที่จะขยายสนามเพิ่มขึ้นได้แล้ว จึงได้มีแผนที่จะสร้างสนามใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ สนามกัมนอว์ ที่เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ 28 มีนาคม 1954 ซึ่งการก่อสร้างเสร็จเมื่อปี

1957 ที่ปัจจุบันนี้ สามารถรองรับผู้ชมได้ 98,772 คน ถือเป็นสนามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นสนามที่ทันสมัยที่สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตราสโมสรแรกของ Barcelona นั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยมีรูปมงกุฎ ซึ่งเป็นใงกุฎแห่งอารากอนอยู่ข้างบน โดยมีกิ่งต้นลอเรล และใบปาล์มอยู่ข้างๆ หลังจากนั้นเมื่อปี 1910 มีการเปลี่ยนตราสโมสร โดยที่จัดประกวดออกแบบซึ่ง

ตราสโมสรที่ชนะก็ได้กลายเป็นตราสโมสรที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตราสโมสรนั้น มีรูปกางเขนของเซนต์จอร์จสีแดงข้างซ้าย มีธงชาติอยู่ข้างขวา ข้างล่างเป็นแถบสีประจำสโมสร

ชุดการแข่งขันของบาร์เซโลนา  ส่วนมากจะเป็นแถบสีนำเงินแดง สีประจำสโมสรเริ่มมีผู้สนับสนุน และมีโลโก้ของผู้สนับสนุนอยู่บนหน้าอกเสื้อเมื่อปี 2006 โดยมี Unicef เป็นผู้สนับสนุน และผู้ผลิตคือ Nike จนมาถึงปี 2011 ก็เปลี่ยนผู้สนับสนุนมาเป็น มูลนิธิการ์ตาร์ (Qatar Foundation) และมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกในปี 2013 เป็น กาต้าร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways)

ในปัจจุบัน ชุดฤดูกาล 2017-2018 ได้เปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง โดยตอนนี้มี Rakuten บริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นผู้สนับสนุนแทน โดยโทนสีก็ยังเป็นสีน้ำเงินแดงเหมือนเดิม โดยออกแบบให้ระบายอากาศได้อย่างดี เพื่อการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวของนักเตะสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งสเปน ที่แฟนคลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แม้ว่าฐานแฟนคลับ และการพัฒนาของพวกเขาจะเติบโตอย่างรวดเร็วแต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ประสบความสำเร็จอย่าง

สูงสุด พวกเขาเองก็ต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาเช่นกัน เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับวงการที่เรานำมาฝากไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ติดตามได้ว่าเราจะเอาสาระอะไรมาฝากอีกบ้างที่นี่ที่เดียว

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาเป็นผู้ชนะเลิศในถ้วยยุโรปและสเปนปัจจุบัน

เป็นสโมสรสเปนที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลสเปน ในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัลภายในประเทศและทุกถ้วย โดยชนะในการแข่งลาลีกา 22 ครั้ง ชนะในโกปาเดลเรย์ 25 ครั้ง ชนะในซูเปร์โกปาเดเอสปาญา 10 ครั้ง ชนะในโกปาเอบาดัวร์เต 3 ครั้ง และได้รางวัล โกปาเดลาลีกา 2 ถ้วย นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุโรป โดยได้ชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง, ชนะในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 4 ครั้ง ชนะในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง และชนะฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 1 ครั้ง พวกเขายังมีสถิติชนะในอินเตอร์-ซิตีส์แฟร์สคัป 3 ครั้ง ถ้วยต้นแบบของยูฟ่าคัพ

นอกจากนั้นยังเป็นสโมสรยุโรปสโมสรเดียวที่แข่งในฟุตบอลระหว่างทวีปในทุกฤดูกาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 และเป็น 1 ใน 3 สโมสรที่ไม่เคยตกชั้นในลาลีกา ร่วมกับทีมแอทเลติกบิลบาโอและเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 2009 เป็นสโมสรสเปนสโมสรแรกที่ได้ถือครองแชมป์ 3 รางวัล คือ ลาลีกา, โกปาเดลเรย์ และแชมเปียนส์ลีก และในปีเดียวกันนี้ยังเป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรแรกที่ชนะในการแข่งขัน 6 รางวัลในปีเดียวกัน เพิ่มอีก 3 ถ้วยคือ ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

ก่อตั้งในชื่อ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ใน ค.ศ. 1899 โดยกลุ่มของนักฟุตบอลสวิส อังกฤษ และ สเปน นำโดย ชูอัง กัมเปร์ สโมสรถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมคาตาลันและนิยมคาตาลัน โดยมีคำขวัญทางการว่า “Més que un club” (แปลว่า มากกว่าสโมสร) ส่วนเพลงประจำสโมสรคือเพลง “กันเดลบาร์ซา” เขียนโดย เคาเม ปีกัส และ ชูเซบ มารีอา เอสปีนัส และที่แตกต่างจากสโมสรอื่นคือ ผู้สนับสนุนทีมเป็นเจ้าของและบริหารทีมบาร์เซโลนา ถือเป็นสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 ในด้านของรายได้ ที่มีรายได้ประจำปี 398 ล้านยูโร สโมสรยังเป็นคู่ปรับอันยาวนานกับเรอัลมาดริดและนัดการแข่งขันระหว่างสองทีมนี้เรียกว่า “เอลกลาซีโก”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1899 ฮันส์ กัมเปร์ ได้ลงประกาศโฆษณาใน โลสเดปอร์เตส ว่ามีความต้องการที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล โดยได้รับการตอบรับอย่างดีในการนัดพบกันที่คิมนาเซียวโซเล เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยมีผู้เล่น 11 คนมาร่วมได้แก่ วอลเตอร์ ไวลด์ (ผู้บริหารคนแรกของสโมสร), ลุยส์ ดีออสโซ, บาร์โตเมว เตร์ราดัส, ออตโต กุนเซิล, ออตโต แมเยอร์, เอนริก ดูกัล, เปเร กาบอต, กาเลส ปูคอล, ชูเซป โยเบต, จอห์น พาร์สันส์ และ วิลเลียม พาร์สัน ทำให้ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ก็ถือกำเนิดขึ้นมา

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในช่วงแรกกับการแข่งขันถ้วยท้องถิ่นและระดับชาติ ได้ลงแข่งในกัมเปียวนัตเดกาตาลุนยาและถ้วยโกปาเดลเรย์ ในปี ค.ศ. 1902 สโมสรชนะถ้วยแรกในถ้วยโกปามากายา และร่วมลงแข่งในโกปาเดลเรย์ครั้งแรก แต่แพ้ 1–2 ให้กับบิซกา

ยา ในนัดชิงชนะเลิศ กัมเปร์ได้เป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1908 แต่สโมสรมีปัญหาด้านการเงินเนื่องจากไม่สามารถชนะการแข่งขันได้ตั้งแต่กัมเปียนัตเดกาตาลัน ในปี ค.ศ. 1905 เขาเป็นประธานสโมสรใน 5 วาระในระหว่างปี ค.ศ. 1908 ถึง 1925 รวม 25 ปี ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร หนึ่งในความสำเร็จคือการทำให้สโมสรมีสนามกีฬาของตัวเอง ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1909 สโมสรได้ย้ายไปสนามกัมเดลาอินดุสเตรีย ที่มีที่นั่งจุ 8,000 คน จากปี ค.ศ. 1910 ถึง 1914 บาร์เซโลนาได้ร่วมลงแข่งในถ้วยพิเรนีส ที่ประกอบด้วยทีมที่ดีที่สุดของ ล็องด็อก, มีดี, อากีแตน (ฝรั่งเศสใต้), บาสก์ และ กาตาลุญญา ในเวลานั้นถือเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดที่เปิดให้เข้าแข่งขันในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สโมสรได้เปลี่ยนภาษาอย่างเป็น

ทางการของสโมสรจากภาษาคาสติเลียนสเปน (Castilian Spanish) เป็นภาษาคาตาลัน และค่อย ๆ เพิ่มความสำคัญให้กับสัญลักษณ์ที่สำคัญของอัตลักษณ์คาตาลัน เพื่อให้แฟนที่สนับสนุนสโมสรแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างการแข่งขันและเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์กลุ่มของสโมสร

กัมเปร์ได้รณรงค์หาสมาชิกสโมสรเพิ่ม และในปี ค.ศ. 1922 สโมสรมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คนและมีฐานะการเงินเพียงพอที่จะสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ สโมสรได้ย้ายไปเลสกอตส์ โดยเปิดสนามใหม่ในปีเดียวกันนี้ เดิมทีเลสกอตส์จุผู้ชมได้ 22,000 คน และต่อมาขยายเพิ่มเป็น

60,000 คนแจ็ก กรีนเวลล์ เป็นผู้จัดการเต็มเวลาคนแรกของสโมสรและสโมสรได้เริ่มต้นพัฒนา ในช่วงระหว่างยุคของกัมเปร์ สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาชนะถ้วยกัมเปียนัตเดกาตาลัน 11 ครั้ง ถ้วยโกปาเดลเรย์ 6 ครั้ง และถ้วยพิเรนีส 4 ครั้ง ถือเป็นยุคทองยุคแรกของสโมสร

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ได้ แชมป์โลกครั้งแรก มีกัปตันชื่อ ฟริทซ์ วอลเตอร์
1966 เป็นทีมคู่ชิงของทีมชาติอังกฤษในสนามเวมบลีย์ โดยภาพรวมน่าจะสู้ไม่ได้ แต่นัดนี้มีประตูปัญหาที่ยัง ถกเถียงกันได้ไม่เลิกในกรณีการยิงประตูของเจฟฟ์ เฮิรทส์ ที่ยิงไปชนคานและกระเด็งลงพื้น ภาพจากวิดีโอบันทึกไว้ดูเหมือนไม่เข้า แต่ผู้ตัดสินให้เข้าประตู
1970 ได้ลำดับที่ 3 แมทช์รอบรองกับอิตาลีก็น่าจะถือว่าเป็นแมทช์คลาสสิคถึงแม้ว่าจะพ่าย ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ไหปลาร้าหักแต่ยังพันแขนลงไปเตะต่อ แต่ก็ยังแก้หน้าได้คือ แมทช์ชิงที่ 3 ที่ชนะอุรุกวัย
1974 ได้แชมป์อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ในการเป็นเจ้าภาพ
1976 ได้รองแชมป์ยุโรป โดยพ่ายจุดโทษต่อเชโกสโลวาเกีย ณ เวลานั้น
1978 ไปป้องกันแชมป์ด้วยทีมที่ไม่ยิ่งใหญ่นัก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีมไปมาก มีดาวเด่นโผล่ขึ้นมาคือ คาร์ล ไฮซ์ รุมเมนิกเก้ ผ่านรอบแรกไปได้ จำได้ว่าถล่ม เม็กซิโกไป 6 – 0 แต่สมัยนั้น การแข่งขันยังมีแค่ 16 ทีม แบ่งเป็น 4 สาย เอา ที่ 1 และ ที่ 2 เข้ารอบ8 ทีมไป แบ่งเป็น 2 สาย เสมอกับฮอลแลนต์ 2 – 2 เสมอ อิตาลี 0 – 0 แบบน่าแพ้ และมาแพ้พลิกล็อกต่อ ออสเตรีย ทีมลูกไล่ไป 2 – 3 ทำให้ไม่ได้เข้าชิงที่ 3 เฮลมุท โชล กุนซือแชมป์โลกก็เปิดหมวกอำลาหลังพาทีมตกรอบ 8 ทีม
1980 เยอรมันตะวันตก ได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่อิตาลี ภายใต้การคุมทีมของ จุ๊ป แดร์วัล ซึ่งนำทัพเป็นทัวร์นาเม้นต์แรก ปีนั้น เคล้าส์ อัลลอฟส์ ของเยอรมัน ตะวันตก ได้ตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์ด้วย โดยยิงไปทั้งสิ้น แค่ 3 ประตู

1982 เยอรมันตะวันตก ได้รองแชมป์โลก แพ้ อิตาลี 1-3 ที่มีเปาโล รอสซี่ ยิงไงก็เข้าออกมาจากคุกมาเป็นดาวซัลโ0
1984 เยอรมันตะวันตก ตกรอบแรกในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่ฝรั่งเศส ในยุคของ มิเชล พลาตินี่ และฝรั่งเศสได้แชมป์ทั้งที่ไม่เคยผ่านคัดเลือกเป็นประจำ ผลจากการตกรอบแรกของเยอรมัน ทำให้ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ซึ่งเป็นแค่นักข่าว และแขกรับเชิญวิจารณ์บอลเวลาที่ทีมเยอรมันแข่ง กลายเป็น ผจก. ทีมชาติแทน จุ๊ป แดร์วัล
1986 เยอรมันตะวันตก ได้รองแชมป์โลก พ่ายต่อ อาร์เจนฯ 2-3 ในยุคหัตถ์พระเจ้าของดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นงานแรกของเบคเค่นบาวเออร์ เป็นปีแรกที่ผมโปรกอล์ฟดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก และได้ดูคู่อังกฤษกับอาร์เจนติน่าและที่มาของหัตพระเจ้าด้วย
1988 เยอรมันตะวันตก ตกรอบรองในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในบ้านของตนเอง โดยแพ้ให้แก่ ฮอลแลนด์ 1-2 และฮอลแลนด์แชมป์ในปีนั้น ช่วงนี้ถือเป็นยุคของฮอลแลนด์ที่ต่อมากลายเป็น 3 ประสานจากสโมสร เอซี มิลาน ที่มี มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น รุด กุลลิท และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด
1990 เยอรมันตะวันตกและตะวันออก ได้รวมใช้ทีมชาติร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังศึกฟุตบอลโลกที่อิตาลี และได้แชมป์โลก ชนะ อาร์เจนติน่า 1-0 และเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายของเบคเค่นบาวเออร์ก่อนส่งหน้าที่ต่อให้โค้ชตัวจริง แบร์ตี้ โฟ้กส์ ซึ่งเป็นมือขวาเขาเองด้วย ปีนี้เป็นปีที่ทีมดังอย่างอังกฤษแจ้งเกิดอีกครั้งในฟุตบอลโลกด้วย โดยการได้ที่ 4 แพ้จุดโทษต่ออิตาลี และเป็นปีดังของนักเตะจอมซ่า พอล แกสคอยน์
2014 เยอรมนีได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 ที่บราซิล โดยถือเป็นทีมแรกจากทวีปยุโรปที่ได้แชมป์โลกในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นครั้งแรกหลังจากที่เยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตกได้รวมชาติกันแล้วเป็นแชมป์โลก อีกทั้งยังเป็นทีมที่ทำสถิติใหม่ให้เกิดขึ้นมากมายในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย

 

กอตต์ฟรีดฟุคส์ทำสถิติโลก 10 ประตูให้กับเยอรมนีในการชนะรัสเซีย 16-0 ในโอลิมปิก 1912 ที่สตอกโฮล์มเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของการแข่งขัน บันทึกระหว่างประเทศของเขาไม่ได้ทะลุจนกระทั่งปี 2001 เมื่อออสเตรเลียของอาร์ชี่ ธ อมป์สัน 13 คะแนนเป้าหมายในความพ่ายแพ้ 31-0 ของอเมริกันซามัว [24]เขาเป็นชาวยิวและสมาคมฟุตบอลเยอรมันได้ลบการอ้างอิงถึงเขาทั้งหมดจากบันทึกของพวกเขาระหว่างปีพ. ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2488 [25] [26]ณ ปี 2559 เขายังคงเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของเยอรมันในหนึ่งนัด[27]

การแข่งขันนัดแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี 2463 นัดแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ในปี 2493 เมื่อเยอรมนียังคงถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันระหว่างประเทศส่วนใหญ่และนัดแรกในปี 2533 กับอดีตผู้เล่นเยอรมันตะวันออกก็พบกับสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน แชมป์แรกของเยอรมนี

ชนะแม้กระทั่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ใน1954

ในเวลานั้นผู้เล่นได้รับการคัดเลือกจาก DFB เนื่องจากไม่มีโค้ชเฉพาะ ผู้จัดการคนแรกของทีมชาติเยอรมนีออทโทเนอร์ซ , ครูโรงเรียนจากMannheimซึ่งทำหน้าที่ในบทบาทจาก 1926 1936 [28]เยอรมันเอฟเอไม่สามารถเดินทางไปยังอุรุกวัยฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ฉากในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่แต่จบอันดับสามในฟุตบอลโลกปี 1934จากการปรากฏตัวครั้งแรกในการแข่งขัน หลังจากการแสดงที่ย่ำแย่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปีพ. ศ. 2479ในเบอร์ลินSepp Herbergerได้เข้ามาเป็นโค้ช ในปีพ. ศ. 2480 เขาได้รวมตัวกันเป็นทีมซึ่งไม่นานก็มีชื่อเล่นว่าเบรสเลาเอลฟ์ ( Breslau Eleven) ในการรับรู้ถึงชัยชนะ 8-0 ของพวกเขาเหนือเดนมาร์กในเมืองBreslauของเยอรมันตอนนั้นLower Silesia (ปัจจุบันคือWrocławประเทศโปแลนด์) [29] [30]

หลังจากที่ออสเตรียกลายเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในเวียนนาของเดือนมีนาคมปี 1938 ทีมชาติของประเทศนั้น  – เป็นหนึ่งในด้านที่ดีที่สุดของยุโรปในเวลาเนื่องจากเป็นมืออาชีพ – ถูกยกเลิกแม้จะมีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 1938 นาซีนักการเมืองสั่งซื้อห้าหรือหกอดีตผู้เล่นออสเตรียจากสโมสรRapid Vienna , ออสเตรียเวียนนาและครั้งแรกที่กรุงเวียนนาเอฟซีเพื่อเข้าร่วมทีมเยอรมันทั้งหมดโดยแจ้งให้ทราบสั้น ๆ ในการแสดงความสามัคคี

ด้วยเหตุผลทางการเมือง ในฟุตบอลโลกปี 1938 ที่เริ่มขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายนทีมเยอรมัน “รวมใจ” จัดการได้เพียง 1-1 เสมอกับสวิตเซอร์แลนด์จากนั้นแพ้การแข่งขันซ้ำ 2–4 ต่อหน้าฝูงชนที่ไม่เป็นมิตรในปารีสประเทศฝรั่งเศส การออกก่อนเวลานั้นถือเป็นผลการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เลวร้ายที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสองครั้งที่ทีมล้มเหลวในการผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม (รายการต่อไปจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงทัวร์นาเมนต์ปี 2018)

ฟุตซอลไทย

ฟุตซอลไทย

ฟุตซอลไทย

ฟุตซอลไทย

ประวัติฟุตบอลไทย กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า “ครูเทพ” ซึ่งท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาที่พร้อมไปด้วยเรื่องน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเพลงกราวกีฬาที่ครูเทพแต่งไว้นี้จะต้องเป็น “เพลงอมตะ” และจะต้องคงอยู่คู่ฟ้าไทยเมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ครูเทพ หรือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทยได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย โดยหลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อนเหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่า และเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ได้ค่อยหมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่ง วิวัฒนาการฟุตบอลไทย ดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้พ.ศ. 2440 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จนิวัติพระนคร กีฬาฟุตบอลได้รับความสนใจมากขึ้นจากบรรดาข้าราชการบรรดาครูอาจารย์ ตลอดจนชาวอังกฤษในประเทศไทยและผู้สนใจชาวไทยจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ กอร์ปกับครูเทพท่านได้เพียรพยายามปลูกฝังการเล่นฟุตบอลในโรงเรียนอย่างจริงจังและแพร่หลายมากในโอกาสต่อมาพ.ศ. 2443 (รศ. 119) การแข่งขันฟุตบอลเป็นทางการครั้งแรกของไทยได้เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2443 (รศ. 119) ณ สนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายและประกอบงานพิธีต่างๆการแข่งขันฟุตบอลคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ระหว่าง “ชุดบางกอก” กับ “ชุดกรมศึกษาธิการจากกระทรวงธรรมการหรือเรียกชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่น” เพราะสมัยก่อนเรียกว่า “แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล” (ASSOCIATIONS FOOTBALL) สมัยปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลของสมาคม” หรือ “ฟุตบอลสมาคม”ผลการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษดังกล่าวปรากฏว่า “ชุดกรมศึกษาธิการ” เสมอกับ “ชุดบางกอก” 2-2 (ครึ่งแรก 1-0) ต่อมาครูเทพท่านได้วางแผนการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนอย่างเป็นทางการพร้อมแปลกติกาฟุตบอลแบบสากลมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งนี้ด้วยพ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากลการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทย

ได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ หรือแบบแพ้คัดออก (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) ภายใต้การดำเนินการจัดการแข่งขันของ “กรมศึกษาธิการ” สำหรับทีมชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จะได้รับโล่รางวัลเป็นกรรมสิทธิ์พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า “ฟุตบอลสามัคยาจารย์”พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ “มร.อี.เอส.สมิธ” อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากพ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน “เตะฟุตบอลไกล” ครั้งแประวัติฟุตบอลไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2452 – 245พ.ศ. 2452 (รศ. 128) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสวรรคต เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2452 นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของผู้สนับสนุนฟุตบอลไทยในยุคนั้น ซึ่งต่อมาในปีนี้ กรมศึกษาธิการก็ได้ประกาศใช้วิธีการแข่งขัน “แบบพบกันหมด” (ROUND ROBIN) แทนวิธีจัดการแข่งขันแบบแพ้คัดออกสำหรับคะแนนที่ใช้นับเป็นแบบของแคนาดา (CANADIAN SYSTEM) คือ ชนะ 2 คะแนน เสมอ 1คะแนน แพ้ 0 คะแนน และยังคงใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงมีความสนพระทัยกีฬา

ฟุตบอลเป็นอย่างยิ่งถึงกับทรงกีฬาฟุตบอลเอง

และทรงตั้งทีมฟุตบอลส่วนพระองค์เองชื่อทีม “เสือป่า” และได้เสด็จพระราช ดำเนินประทับทอดพระเนตรการแข่งขันฟุตบอลเป็นพระราชกิจวัตรเสมอมา โดยเฉพาะมวยไทยพระองค์ทรงเคย ปลอมพระองค์เป็นสามัญชนขึ้นต่อยมวยไทยจนได้ฉายาว่า “พระเจ้าเสือป่า” พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถมาก จนเป็นที่ยกย่องของพสกนิกรทั่วไปจนตราบเท่าทุกวันนี้
จากพระราชกิจวัตรของพระองค์รัชกาลที่ 6 ทางด้านฟุตบอลนับได้ว่าเป็นยุคทองของไทยอย่างแท้จริงอีกทั้งยังมีการเผยแพร่ข่าวสาร หนังสือพิมพ์ และบทความต่างๆทางด้านฟุตบอลดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้พ.ศ. 2443 (รศ. 119) ณ สนามหลวง ซึ่งเป็นสถานที่ออกกำลังกายและประกอบงานพิธีต่างๆการแข่งขันฟุตบอลคู่ประวัติศาสตร์ของไทย ระหว่าง “ชุดบางกอก” กับ “ชุดกรมศึกษาธิการ” จากกระทรวงธรรมการหรือเรียกชื่อการแข่งขันครั้งนี้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลตามข้อบังคับของแอสโซซิเอชั่น” เพราะสมัยก่อนเรียกว่า “แอสโซซิเอชั่นฟุตบอล” (ASSOCIATIONS FOOTBALL) สมัยปัจจุบันอาจเรียกได้ว่า “การแข่งขันฟุตบอลของสมาคม” หรือ “ฟุตบอลสมาคม” ผลการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษดังกล่าวปรากฏว่า “ชุดกรมศึกษาธิการ” เสมอกับ “ชุดบางกอก” 2-2 (ครึ่งแรก 1-0) ต่อมาครูเทพท่านได้วางแผนการจัดการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนอย่างเป็นทางการพร้อมแปลกติกาฟุตบอลแบบสากลมาใช้ในการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งนี้ด้วยพ.ศ. 2444 (รศ. 120) หนังสือวิทยาจารย์ เล่มที่ 1 ตอนที่ 7 เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2444 ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เรื่องกติกาการแข่งขันฟุตบอลสากลและการแข่งขันอย่างเป็นแบบแผนสากลการแข่งขันฟุตบอลนักเรียนครั้งแรกของประเทศไทยได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444 นี้ ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนชายอายุไม่เกิน 20 ปี ใช้วิธีจัดการแข่งขันแบบน็อกเอาต์ หรือแบบแพ้คัดออก (KNOCKOUT OR ELIMINATIONS) ภายใต้การดำเนินการจัดการแข่งขันของ “กรมศึกษาธิการ” สำหรับทีมชนะเลิศติดต่อกัน 3 ปี จะได้รับโล่รางวัลเป็นกรรมสิทธิ์พ.ศ. 2448 (รศ. 124) เดือนพฤศจิกายน สามัคยาจารย์ สมาคม ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเป็นการแข่งขันฟุตบอลของบรรดาครูและสมาชิกครู โดยใช้ชื่อว่า “ฟุตบอลสามัคยาจารย์”พ.ศ. 2450-2452 (รศ. 126-128) ผู้ตัดสินฟุตบอลชาวอังชื่อ “มร.อี.เอส.สมิธ” อดีตนักฟุตบอลอาชีพได้มาทำการตัดสินในประเทศไทย เป็นเวลา 2 ปี ทำให้คนไทยโดยเฉพาะครู-อาจารย์ และผู้สนใจได้เรียนรู้กติกาและสิ่งใหม่ๆเพิ่มขึ้นมากพ.ศ. 2451 (รศ. 127) มีการจัดการแข่งขัน “เตะฟุตบอลไกล” ครั้งแรกประวัติฟุตบอลไทย กีฬาฟุตบอลในประเทศไทย ได้มีการเล่นตั้งแต่สมัย “พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสิทร์ เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ส่งพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าหลานยาเธอ และข้าราชบริพารไปศึกษาวิชาการด้านต่างๆ ที่ประเทศอังกฤษ และผู้ที่นำกีฬาฟุตบอลกลับมายังประเทศไทยเป็นคนแรกคือ “เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา)” หรือ ที่ประชนชาวไทยมักเรียกชื่อสั้นๆว่า “ครูเทพ” ซึ่งท่านได้แต่งเพลงกราวกีฬาที่พร้อมไปด้วยเรื่องน้ำใจนักกีฬาอย่างแท้จริง เชื่อกันว่าเพลงกราวกีฬาที่ครูเทพแต่งไว้นี้จะต้องเป็น “เพลงอมตะ” และจะต้องคงอยู่คู่ฟ้าไทยประวัติฟุตบอลไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2440 – 2451เมื่อปี พ.ศ. 2454-2458 ครูเทพ หรือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการครั้งแรก เมื่อท่านได้นำฟุตบอลเข้ามาเล่นในประเทศไทยได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆมากมาย โดยหลายคนกล่าวว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่ไม่เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศร้อน เหมาะสมกับประเทศที่มีอากาศหนาวมากกว่า และเป็นเกมที่ทำให้เกิดอันตรายต่อผู้เล่นและผู้ชมได้ง่าย ซึ่งข้อวิจารณ์ดังกล่าวถ้ามองอย่างผิวเผินอาจคล้อยตามได้ แต่ภายหลังข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ได้ค่อยหมดไปจนกระทั่งกลายเป็น กีฬายอดนิยมที่สุดของประชาชนชาวไทยและชาวโลกทั่วทุกมุมโลก ซึ่ง วิวัฒนาการฟุตบอลไทย ดังกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงข้อมูลต่อไปนี้

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

Glasgow

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

กลาสโกว์คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในสหราชอาณาจักร เป็นเมืองที่เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติเกมแรกเมื่อปี 1872 ระหว่างสกอตแลนด์กับอังกฤษ ซึ่งผลออกมาเสมอกัน 0-0 วันนี้จะพาไปทัวร์ เมือง กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว กัน

 

มหาวิหาร กลาสโกว์

อาคารประวัติศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดของเมือง คือมหาวิหารกลาสโกว์ สร้างขึ้นสมัยศตวรรษที่ 12 หรือที่รู้จักกันในชื่อมหาวิหารเซนต์มังโก หรือ ไฮเคิร์กแห่งกลาสโกว์ มองจากด้านใน และ ด้านนอกดูเหมือนหลุดจากแม่พิมพ์ยักษ์เส้นชัดเจนและไม่มีอาการอิดโรย การตกแต่งที่ไม่จำเป็นที่ยื่นออกมาจากปีกทิศใต้คือทางเดินของ Blacader ซึ่งตั้งชื่อตามบาทหลวงคนแรกของกลาสโกว์ ห้องที่โอ่อ่าที่สุดในโบสถ์คือหลุมฝังศพของ St. Mungo ผู้ก่อตั้ง Raj ซึ่งถูกฝังที่นี่ในปี 603 ประตูถัดไปคือ St Mungo Museum of Religious Life and Art ซึ่งตรวจสอบศาสนาของโลก พิธีกรรมของพวกเขา และวิธีการของพวกเขา หลักคำสอนเกี่ยวกับชีวิตและความตาย การจัดแสดงมีทั้งมัมมี่อียิปต์ รูปปั้นฮินดู และสวนพุทธเซนแบบดั้งเดิม

 

พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ Kelvingrove

สถานบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งที่คึกคักของถนน Sauchiehall Street ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าเกือบทั้งหมด มีความยาวมากกว่า 1.5 ไมล์และมีร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ถนน Sauchiehall สิ้นสุดที่ Argyle Street ใน Argyle Street West End City ย่านทันสมัยของร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านค้าระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู และที่สำคัญที่สุดคือหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ Kelvingrove ที่ยอดเยี่ยม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดในปี 1972 เปิดในปี 1901 และมีภาพวาดของอังกฤษและทวีปยุโรป ตลอดจนอัญมณีต่างๆ เช่น ภาพวาดโดยช่างภาพชาวเติร์ก Alexander Reid และผลงานของ Van Gogh พระเยซูคริสต์แห่งนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน ซัลวาดอร์ ดาลี คอลเลกชั่นพิเศษของแกลเลอรีมี The Glasgow School of Art และ Charles Rennie Mackintosh เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับห้องพักที่ตกแต่งด้วยเครื่องปั้นดินเผา เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลปะอื่นๆ การค้นพบทางโบราณคดีของสกอตแลนด์มีทั้งเครื่องมือและเครื่องประดับจากยุคสำริดจาก Arran, Kintyre และ Glenluce การจัดแสดงนิทรรศการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ อาวุธและชุดเกราะ เช่น หมวก ดาบและดาบจากศตวรรษที่ 15 และ 16 ตลอดจนสิ่งทอจากแก้วเฟลมิช เครื่องเงิน เครื่องแก้ว และเครื่องปั้นดินเผาจากยุคต่างๆ

 

จัตุรัสจอร์จและย่านการค้า

ใจกลางย่านประวัติศาสตร์วิคตอเรียของกลาสโกว์อยู่ที่จัตุรัสจอร์จที่ประดับด้วยดอกไม้ ซึ่งเรียงรายไปด้วยรูปปั้นที่มีชื่อเสียง 12 แห่งของเมือง รวมถึงร็อบบี้ เบิร์นส์ วอลเตอร์ สก็อตต์ และสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ศาลากลางและหอคอยสูง 230 ฟุตในปี พ.ศ. 2433 ขณะที่ Merchants’ House เป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของสหราชอาณาจักรซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2440 1605 ทางใต้ของจัตุรัสจอร์จ โกดังสมัยศตวรรษที่ 19 เป็นส่วนหนึ่งของ ย่าน Merchant City อันทันสมัยของเมือง ที่พร้อมด้วย Italian Center มีคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านบูติกของดีไซเนอร์ที่มีเอกลักษณ์

 

Art Academy ของ Glasgow Mackintosh

เป็นประสบการณ์การรับชมที่จำเป็นสำหรับผู้ชื่นชอบสถาปัตยกรรมชั้นดี อาคารสไตล์อาร์ตนูโวแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1909 สร้างโดยนักออกแบบชื่อดังวัย 28 ปี Charles Mackintosh ไม่ใช่แค่ตัวต้นแบบภายนอกเท่านั้น (อาคารตะวันตกขนาดใหญ่มีหน้าต่างสามชั้นสูง 65 ฟุตครอบงำ และหน้าต่างด้านทิศตะวันออกเล็กๆ ที่ชวนให้นึกถึงปราสาทสก็อตแลนด์) แต่ยังเป็นผู้ออกแบบตกแต่งภายในที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ห้องที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Principal’s Room, White Rooms แห่งแรกของ Mackintosh; ห้อง Mackintosh ที่จะจัดการประชุมของ Academy of Art; ห้องสมุดและแกลเลอรีที่ไม่เหมือนใครจะไม่เปิดในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากเกิดเพลิงไหม้ในปี 2014 อย่างไรก็ตาม ทัวร์ที่นำโดยนักเรียนจะนำเสนอผลงานและอิทธิพลของ Mackintosh ตลอดจนแกลเลอรีเฟอร์นิเจอร์และผลงานอื่นๆ ของเขา

 

เดินผ่านสุสานที่

อยู่ติดกับวิหารกลาสโกว์คือสุสาน ซึ่งเป็นสุสานสวนสไตล์โกธิกสไตล์วิกตอเรียที่มีเนื้อที่ 37 เอเคอร์ มันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประติมากรรมและโครงสร้างที่ออกแบบโดยศิลปินกลาสโกว์ รวมถึง Charles Rennie Macintosh ไม้กางเขนเซลติกที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงบรรเลงโดยทูตสวรรค์ที่ร่ำไห้ในบรรยากาศของทางเดินใต้ร่มไม้ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้ ของมหาวิหารและเมือง

 

มหาวิทยาลัย Glasgow

มหาวิทยาลัยกลาสโกว์เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของการศึกษาในสกอตแลนด์ มหาวิทยาลัยได้จ้างครูที่มีชื่อเสียงมากมายอาทิ James Watt, Adam Smith และ “บิดาแห่งการผ่าตัดฆ่าเชื้อโรค” Joseph Lister นิทรรศการถาวรที่ศูนย์ผู้เยี่ยมชมใน University Avenue จะเข้าสู่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นพบที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้และนักวิทยาศาสตร์รายอื่นที่สอนที่นี่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือ William Hunter ซึ่งเป็นแพทย์ของ Glaswegian ในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นของสะสมของชิ้นส่วนทางกายวิภาคของเหรียญเหรียญและ objets d’art เพื่อสร้างพื้นฐานของพิพิธภัณฑ์ Hunterian พิพิธภัณฑ์นี้มีคอลเลกชันจากแผนกชาติพันธุ์วิทยาสัตววิทยาธรณีวิทยาและโบราณคดีรวมทั้งพบจากเว็บไซต์โรมันหลายแห่ง ผลงานศิลปะบนจอแสดงผลมีผลงานด้วย Rubens, Rembrandt และ Reynolds. หอศิลป์ยังประกอบไปด้วยการตกแต่งภายในที่สำคัญจากบ้านของสถาปนิก Charles Rennie Mackintosh และศิลปินของเขา Margaret Macdonald Mackintosh

พิพิธภัณฑ์ริเวอร์ไซด์และเรือทรงสูง Robert Orr / photo modified

Riverside Museum ที่ได้รับรางวัลของกลาสโกว์ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมายจากพิพิธภัณฑ์การขนส่งในอดีตของเมือง รวมทั้งเรือจำลอง หัวรถจักร รถราง รถโบราณ และรถม้า ส่วนใหญ่สร้างกลาสโกว์ การสร้างถนนที่ยอดเยี่ยมกลาสโกว์ในปี พ.ศ. 2481 ได้มีการเพิ่มการจัดแสดงรวมถึงการจัดแสดงการอพยพและภัยพิบัติด้วยการทำลายของลูซิทาเนีย เรือทรงสูง ริเวอร์ไซด์อยู่ด้านนอกทำให้ผู้เยี่ยมชมมีโอกาสได้สำรวจ Glenlee ซึ่งเป็นทริโอสามคนของบาร์เซโลนาในกลาสโกว์ได้รับการบูรณะอย่างระมัดระวังโดย Clyde Maritime Trust

Pollok House และ Pollok Country Park Graham Campbell

อยู่ห่างจากใจกลางเมืองกลาสโกว์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 4 ไมล์ บ้าน Pollok House มีพื้นที่ 355 เอเคอร์ของครอบครัว Maxwell ค.ศ. 1752 โดยวิลเลียม อดัมและลูกๆ ของเขา อาคารที่กว้างขวางนี้ส่วนใหญ่เปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมได้สำรวจตั้งแต่โถงทางเข้าใหญ่ไปจนถึงห้องพักคนใช้ที่กว้างขวาง คอลเล็กชั่นภาพวาดสเปนของเซอร์ วิลเลียม สเตอร์ลิงโดย El Greco, Goya, Murillo และ Velázquez แขวนอยู่บนจอแสดงผล รวมถึงงานสำคัญอีกหลายชิ้นของ William Blake
นักผจญภัยควรลองเล่นเกม “Escape the Past” ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ท้าให้ผู้เล่นไขปริศนาและหาทางกลับไปสู่ยุคปัจจุบัน พื้นที่ของที่ดิน ได้แก่ Pollok Country Park ซึ่งคุณสามารถชื่นชมสวนที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างพิถีพิถันหรือเดินเล่นตามเส้นทางที่ตัดผ่านป่าและริมฝั่งแม่น้ำ

Kibble Palace สวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์

สร้างขึ้นในเดือนพฤษภาคม Kibble Palace เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2416 เป็นเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษและเป็นที่เก็บกล้วยไม้หายาก เฟิร์นจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์และพืชจากแอฟริกา อเมริกา และตะวันออกไกล ตั้งอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์ ที่ซึ่งคุณสามารถสำรวจเรือนกระจกเพิ่มเติมและชื่นชมประติมากรรมสไตล์วิคตอเรียนที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ สวนสาธารณะที่สวยงามอีกแห่งที่ควรไปคือ สวนสาธารณะเบลลาฮูสตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิทรรศการเอ็มไพร์ปี 1938 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 13 ล้านคน และยังคงเป็นที่นิยมสำหรับชมดอกไม้หลากสีสัน

Glasgow Green และ People’s Palace

สร้างขึ้นในปี 1662 กลาสโกว์กรีนเป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองและสามารถเดินจากใจกลางเมืองได้อย่างง่ายดาย หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของอุทยานคือ People’s Palace ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นในปี 1897 บูรณะใหม่ในปี 1898 บอกเล่าเรื่องราวของกลาสโกว์ตั้งแต่ปี 1750 ถึงศตวรรษที่ 20 การจัดแสดงรวมถึงการสร้าง “บ้านเดี่ยว” ขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ดูโรงอาบน้ำ “bathie” และการจัดแสดงที่เน้นย้ำความทรงจำของห้อง เต้นรำที่ห้องบอลรูมกลาสโกว์ บาร์โรแลนด์
สวนฤดูหนาว ซึ่งเป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่ด้านหลังพระราชวัง มีพืชพันธุ์เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนชั้นดี อย่าลืมแวะชมน้ำพุ Doulton Fountain ซึ่งเป็นน้ำพุเทอร์โมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดสูง 46 ฟุตและสูง 70 ฟุต สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงกาญจนาภิเษกของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียและมี ตัวเลขจากทั่วเครือจักรภพ สถานที่น่าสนใจอีกแห่งคืออนุสาวรีย์เสาเนลสันที่น่าประทับใจ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2349 เพื่อรำลึกถึงชัยชนะของโฮราชิโอ เนลสัน

วงดุริยางค์สก็อตติช

National Tubing Center เป็นจุดที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยานและตีกลอง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือแฟนเพลง มีบทเรียนและหลักสูตรตลอดจนปี่สก็อตแบบเร่งรัดที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ศูนย์ท่อแห่งชาติยังเป็นที่ตั้งของไซต์ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย พิพิธภัณฑ์ท่อ ซึ่งมีของที่ระลึกของ Robbie Burns และ Iain Dall MacKay Chanter จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นปี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ดนตรีและของที่ระลึกสาธารณะ (นอกจากนี้ยังเป็นโรงแรมและร้านอาหารที่ซับซ้อน) กลาสโกว์เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน World Pipe Championship ประจำปีซึ่งเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดขึ้นทุกเดือนสิงหาคมในกลาสโกว์

ไมเคิล คีตันปรากฏตัวในTheFlash

ไมเคิล คีตันปรากฏตัวในTheFlash

ไมเคิล คีตันปรากฏตัวในTheFlash

ไมเคิล คีตันปรากฏตัวในTheFlash

ไมเคิล คีตันปรากฏตัวในTheFlash จากวงการหนังดีซีคอมมิค DC commics ได้ยินว่าพระเอกแบทแมน BATMAN ไมเคิล คีตัน จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งในบทบาทของมนุษย์ค้างคาวพิทักษ์ความเลวร้ายของก็อตแธม แต่เขาจะปรากฏตัวในรูปแบบไหนเรามาติดตามกัน

เราจะรู้ว่าตำนานอย่าง ไมเคิล คีตัน กำลังเซ็นสัญญารับบทนำในซีรีส์ Batman Beyond เว็บไซต์ Small Screen รายงานว่า Michael Keaton (ไมเคิล คีตัน) ได้เซ็นสัญญาเพื่อกลับมารับบท Bruce Wayne หรือ Batman อีกครั้งในซีรีส์ Batman Beyond ของ HBO Max ซึ่งดัดแปลงมาจากซีรีส์แอนิเมชันอันโด่งดังของ DC

Michael Keaton เป็นนักแสดงรุ่นใหญ่ผู้เป็นที่จดจำจากการรับบท Bruce Wayne หรือ Batman ได้อย่างน่าประทับใจในภาพยนตร์ Batman (1989) และ Batman Returns (1992)

ของผู้กำกับ Tim Burton (ทิม เบอร์ตัน) อีกทั้งจะมารับบทนี้ในภาพยนตร์ The Flash ของ DCEU (DC Extended Universe) ที่มีกำหนดฉายในปี 2022 ด้วย

รายงานดังกล่าวระบุว่า Michael Keaton จะรับบทเป็น Bruce Wayne เวอร์ชันสูงอายุในเมือง Gotham แห่งโลกอนาคต ที่จะเป็นอาจารย์ของ Terry McGinnis ผู้ที่จะกลายมาเป็น Batman คนใหม่ ตามเนื้อเรื่องในซีรีส์แอนิเมชันต้นฉบับของ DC

ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าซีรีส์ Batman Beyond จะมีกำหนดการฉายเมื่อไร แต่มีความเป็นไปได้ว่า Michael Keaton จะถูกวางตัวให้เป็นหนึ่งในนักแสดงสำคัญของแฟรนไชส์ DCEU ในอนาคต

เมื่อปีก่อนมีแหล่งข่าวออกมาบอกว่า ไมเคิล ยืนยันแล้วที่จะกลับมาสวมชุดมนุษย์ค้างคาวอีกครั้งในภาพยนต์ เดอะแฟลช

ก่อนหน้านี้ทางดีซีและวอร์เนอร์ก็มีตัวเลือกอยู่อีกหนึ่งราย ซึ่งก็คือ เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน และเป็นตัวเลือกที่มีเปอร์เซ็นต์สูงเสียด้วย เพราะเจฟฟรีย์เองก็เคยรับบทเป็น โธมัส เวย์น พ่อของ บรู๊ซ เวย์น มา

แล้วในหนัง Batman v Superman: Dawn of Justice ซึ่งก็สอดคล้องกับเส้นเรื่องของ The Flash ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางข้ามเวลาและข้ามไปมิติอื่น ซึ่งในมิติคู่ขนานนั้น โธมัส เวย์น ไม่ได้ถูกยิงตาย แต่เป็นบรู็ซ เวย์น ที่ตาย แล้ว

โธมัส เวย์น ผู้พ่อก็เลยรับช่วงเป็น Batman ต่อจากลูก แต่ท้ายที่สุดบทของ The Flash นั้น จะไม่มีการเอ่ยถึง โธมัส เวย์น โอกาสของ เจฟฟรีย์ ดีน มอร์แกน ก็เลยหายไปด้วย

ข่าวว่าทางวอร์เนอร์และ ดีซี เจรจาทาบทามให้ ไมเคิล คีตัน อดีต Batman ในยุค 90s ให้กลับมารับบทเป็น บรู๊ซ เวย์น อีกครั้งในหนังเดี่ยวของ The Flash มาวันนี้นับว่าเป็นข่าวดีของแฟน ๆ รุ่นเก๋าว่า ดีลเป็นผลสำเร็จ ไมเคิล คีตัน ไม่ได้ตกลงแค่จะมาเป็น บรู๊ซ เวย์น แต่เขาจะกลับมาสวมชุด Batman อีกครั้งในวัย 68 ปี ซึ่งอาจจะไม่ได้จบแค่ในหนัง The Flash

เราอาจได้เห็นเขาในหนังอีกหลายเรื่องของดีซีจากนี้ ซึ่งข้อตกลงระหว่างไมเคิล คีตัน และดีซียังไปไม่ถึงจุดนี้ บทบาท Batman ของไมเคิล คีตัน ในรอบนี้ จะทำหน้าที่เสมือน นิก ฟิวรี ในจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวล เขาจะโผล่มาในบทรับเชิญในหนังซูเปอร์ฮีโร่ดีซีทุกรายต่อจากนี้ เพื่อเชื่อมโยงแต่ละเรื่องเข้าเป็นจักรวาลเดียวกัน

วอร์เนอร์และดีซีวางกำหนดฉายของ The Flash ไว้วันที่ 3 มิถุนายน 2022 ซึ่งก็ไม่น่าจะฟันธงได้ 100% เพราะโพรเจกต์ก็เผชิญปัญหาเช่นเดียวกับหนังทุกเรื่องในฮอลลีวูดขณะนี้ที่ต้องหยุดชะงักกันไป ถ้ามีข่าวคราวคืบหน้าเกี่ยวกับโปรเจกต์เราจะมีนำมารายงานกันต่อไป

ขณะที่งานคัดเลือกตัวแสดงของ The Flash กำลังเดินหน้าไป งานเขียนบทก็เดินหน้าไปด้วยเช่นกัน คริสตินา โฮดสัน จาก Bumblebee และ Bird of Prey กำลังเร่งปั่นบทอยู่ขณะนี้ ส่วนผู้กำกับนั้น วอร์เนอร์และดีซีเพิ่งได้ตัว แอนดี้ มุสชีตติ

ผู้กำกับที่กำลังมือขึ้นจาก IT มารับหน้าที่ หลังจากคู่หู จอห์น ฟรานซิส ดาลีย์ และ โจนาธาน โกลด์สไตน์ บอกลาโพรเจกต์ไปแล้ว มีเพียง เออร์ซา มิลเลอร์ เจ้าของบท แบร์รี่ อัลเล็น ที่ยังคงอยู่กับโพรเจกต์มาตั้งแต่ตอนที่แสดงใน Justice Leage ยังไม่หายไปไหน

ต่อมา แหล่งข่าวได้นำภาพของไมเคิล คีตัน จากกองถ่ายภาพยนต์ THE FLASH ออกมาให้ทุกคนได้เห็นในบท บรูซ เวย์น

ผู้ใช้ทวิตเตอร์นามว่า NewWestBoy ได้โพสต์ภาพอย่างเป็นทางการจากกองถ่ายภาพยนตร์ The Flash ของ DCEU (DC Extended Universe) ซึ่งเผยให้เห็นภาพของ ไมเคิล คีตัน (Michael Keaton)

ในบท Bruce Wayne หรือ Batman ที่มาในชุดสูทอันโดดเด่น   นอกจากนี้ยังเผยให้เห็นภาพของ เอซรา มิลเลอร์ (Ezra Miller) ในบท Barry Allen หรือ The Flash และ ซาช่า แคลล์ (Sasha Calle) ในบท Supergirl ด้วย

หากทุกท่านจำได้ The Flash เป็นภาพยนตร์ฉายเดี่ยวของซูเปอร์ฮีโรควาวเร็วสูงในจักรวาล DCEU ที่ประสบปัญหาขัดข้องจนต้องเลื่อนการพัฒนาโปรเจกต์มาแล้วหลายครั้ง จนกระทั่งได้ แอนดี มัสเชียตติ (Andy Muschietti)

ผู้กำกับ It ทั้ง 2 ภาค เข้ามาคุมโปรเจ็กต์ จึงได้เร่งพัฒนาโปรเจกต์อย่างต่อเนื่อง โดยอ้งอิงเนื้อเรื่องคราว ๆ จากคอมิก Flashpoint ซึ่งเป็นหนึ่งในคอมิกเรื่องราวของ The Flash ที่โด่งดังที่สุด  The Flash นั้น ได้วางตัวให้ Barry Allen หรือ The Flash เดินทางข้ามเวลากลับไปช่วยชีวิตแม่ของเขาก่อนที่จะถูกฆาตกรรม ด้วยศักยภาพในการวิ่ง ที่เร็วเสียจนสามารถย้อนเวลาได้ ดัุงที่ปรากฏใน Zack Snyder’s Justice League

ผลกระทบที่ตามมาก็คือ เขาต้องเดินทางผจญภัยในมิติคู่ขนานต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์ในทีมผู้สร้างสามารถนำตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ในอดีตกลับมาปรากฏตัวได้

หนึ่งในนั้นคือ ตัวละคร Bruce Wayne หรือ Batman เวอร์ชั่นดั้งเดิมของผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ที่รับบท ไมเคิล คีตัน ซึ่งโด่งดังมากเมื่อปี 1989 และได้รับการจดจำมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี (อังกฤษ: Chelsea Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ในเขตฟูลัม, ลอนดอน ซึ่งเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรฟุตบอลเชลซีก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 สโมสรได้เล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศเป็นส่วนใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร สนามเหย้าของสโมสรคือสแตมฟอร์ดบริดจ์ มีความจุ 41,837 ที่นั่ง เชลซีเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอังกฤษโดยคว้าแชมป์จากการแข่งขันมากกว่าสามสิบรายการรวมถึงแชมป์ลีก 6 สมัย และ แชมป์ยุโรป 6 รายการ[3]

เชลซีคว้าแชมป์ลีกสูงสุด

สมัยแรกอย่างเป็นทางการในปี 1955 ต่อมาสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เป็นสมัยแรกในปี 1970 และถ้วยรายการยุโรปครั้งแรกของพวกเขาคือการเป็นแชมป์วินเนอร์สคัพในปี 1971 ต่อมาสโมสรเข้าสู่ช่วงเวลาตกต่ำในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงปี 1980 สโมสรสามารถฟื้นฟูและกลับมาทำผลงานโดดเด่นได้อีกครั้งในช่วงปี 1990 และ ประสบความสำเร็จมากขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลถ้วย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 2000-2020) นับเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดหรือเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของสโมสร: พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และ แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรวมทั้งยูฟ่ายูโรปาลีกได้ในช่วงเวลานี้

เชลซีเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะการแข่งขันถ้วยใหญ่ของยูฟ่าครบทั้งสามรายการ[4] (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ) รวมทั้งเป็นสโมสรในลอนดอนเพียงทีมเดียวที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้[5]สีชุดเหย้าของเชลซีคือเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินและกางเกงขาสั้นพร้อมถุงเท้าสีขาว ตราสโมสรคือรูปสิงโตอาละวาดถือไม้เท้า สโมสรมีคู่อริโดยตรงได้แก่ อาร์เซนอล ทอตนัมฮอตสเปอร์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด จากตัวเลขการสำรวจที่ผ่านมา เชลซีเป็น

สโมสรที่มีฐานแฟนคลับที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ในอังกฤษ

โดยในแง่ของมูลค่าทีมเชลซีเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกโดยมีมูลค่า 2.13 พันล้านปอนด์ (2.576 พันล้านดอลลาร์) และเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลกโดยมีรายได้มากกว่า 428 ล้านยูโรในฤดูกาล 2017-2018 นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา สโมสรอยู่ภายใต้การบริหารของ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมซึ่งเป็นมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย-อิสราเอล[6]ประวัติ
ก่อตั้ง (1905 – 1951)

สโมสรฟุตบอลเชลซี ก่อตั้งในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1905 โดย กุส เมียร์ส และได้เปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์จากสนามกรีฑาเป็นสนามฟุตบอล โดยในตอนแรกจะใช้ชื่อว่า ฟูแลมเอฟซี แต่ไปซ้ำกันกับสโมสรฟุตบอลฟูแลม เลยต้องเปลี่ยนชื่อ โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า เคนชิงตันเอฟซี,สแตมฟอร์ดบริดจ์เอฟซี แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น ลอนดอน เอฟซี และเปลี่ยนเป็นเชลซีเอฟซี และได้ก่อตั้ง ณ ผับไรซิ่งซัน (ณ ปัจจุบันชื่อ เดอะบุชเชอร์สฮุก)

สโมสรเชลซี

ได้เลื่อนชั้นมาเล่นดิวิชั่น1ครั้งแรกในซีซั่นที่2หลังการก่อตั้งสโมสร (ฤดูกาล 1906-07) แต่พวกเขาก็ลงไปขึ้นมาระหว่างดิวิชั่น1และดิวิชั่น2เรื่อยๆ พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ในปี 1915 แต่ก็แพ้สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดไป 0 ประตูต่อ 3 และจบอันดับที่3ในดิวิชั่น1ฤดูกาล 1919-20 และพวกเขาก็เริ่มซื้อสตาร์ดังเข้าทีมมากขึ้นอดีตกองหน้าอาร์เซนอลและทีมชาติอังกฤษอย่าง เท็ด เดร็ก ได้เข้ามาคุมเชลซีใน ค.ศ.1952 และปรับสโมสรให้ทันสมัยด้วยการโละกลุ่มทหารหลวงวัยเกษียณ และได้ปรับทีมเยาวชนและการซ้อมให้เข้มข้นมากขึ้น และซื้อสตาร์จากลีกสมัครเล่นมากมาย จนกระทั่งพวกเขาได้ถ้วยแรกใน

ประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1954-55

เมื่อพวกเขาได้แชมป์ดิวิชั่น 1 และอันที่จริงเชลซีจะเป็นทีมแรกจากอังกฤษที่ได้ไปฟุตบอลระดับสโมสรยุโรปด้วยซ้ำ แต่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษห้ามไว้ไม่ให้ไปแข่งขัน เดรกถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1961 และแทนที่ด้วยทอมมี่ โดเชอร์ตี้ที่เข้ามาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีมโดเชอร์ตี้ได้ทำการปรับปรุงระบบทีมใหม่ค่อนข้างเยอะ เขาได้โละแข้งเก่าหลายคนออกจากทีม และได้ซื้อนักเตะใหม่มากมายเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานสโมสร และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1964-65 ในการเอาชนะเลสเตอร์ซิตีที่มีกอร์ดอนแบงส์

นายทวารจอมหนึบด้วยสกอร์ 3-2 (ในสมัยนั้นนัดชิงลีกคัพแข่งกันสองนัด) และในสามซีซั่นหลังพวกเขาก็สามารถเข้าชิงทุกถ้วยที่ลงเล่นได้ แต่เป็นรองแชมป์ทั้งหมด และเดฟ เซ็กตันเข้ามาแทนที่โดเชอร์ตี้ เชลซีคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1970 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดไป 2-1 ในนัดรีเพลย์ และในปีต่อมาพวกเขาก็สามารถคว้าโทรฟี่ระดับทวีปยุโรปด้วยการเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพกับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดได้ 2-1 ในนัดรีเพลย์ที่เอเธนส์ตกต่ำ (1970 – 1992)

เชลซีถึงยุคตกต่ำในยุคปลาย 1970 ถึงต้น 1990 เมื่อพวกเขาขายสตาร์ดังไปมากมาย และตกชั้นจนแถมยังไม่สามารถขึ้นมาลีกสูงสุดได้ แต่แล้วในปี 1982 เคน เบตส์ ได้เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และเขาก็ปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ดีขึ้น แต่มันไม่ได้ช่วยอะไร แถมพวกเขาเกือบจะตกชั้นไปดิวิชั่น 3 ในปีเดียวกัน แต่ในปี 1984 จอห์น นีล ได้ดึงทีมขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี 1983-84 และตกชั้นอีกครั้งในปี 1987-88 ก่อนที่จะเลื่อนชั้นอีกครั้งในปี 1988-89 ด้วยแต้มที่ห่างกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีไปถึง 17 คะแนนกลับมารุ่งเรืองและฉายา “สิงห์บอลถ้วย” (1992 – 2004)

ในปี 1992 ก็เริ่มมีการซื้อสตาร์ดังมากมาย และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1993-94 โดยฝีมือของ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล แต่พวกเขาก็แพ้สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปอย่างราบคาบ 0-4 จนกระทั่งรุด กุลลิต เข้ามาทำทีมในฐานะ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ในปี 1996 และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศในปี 1997 และเอาชนะสโมสรฟุตบอลมิดเดิลส์เบรอไปได้ 2-0 จากการยิงของโรแบร์โต ดี มัตเตโอในช่วงเวลาเพียงแค่ 42 วินาทีเท่านั้น และเอ็ดดี นิวตันในนาทีที่ 83 กุลลิทถูกแทนที่โดยจิอันลูก้า วิอัลลี่ โดยพาทีมเข้าชิงลีกคัพปี 1998 และชนะมิดเดิลสเบรอ

ด้วยสกอร์เดิม

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1998 และได้แชมป์สมัยที่สองด้วยการเอาชนะเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ทไป 1-0 จากประตูของจันฟรังโก โซลาซึ่งยังลงมาเล่นไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ และชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพในปีเดียวกันด้วยการเอาชนะเรอัลมาดริดไป 1-0 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 2000 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลาไป 1-0 จากประตูของโรแบร์โต ดี มัตเตโอคนเดิม

รวมถึงได้สัมผัสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกแต่ก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยสกอร์รวม 6-4 วิอัลลี่ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วยเกลาดีโอ รานีเอรีและเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี2001-02 แต่สุดท้ายก็พ่ายสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลไป 0-2 สำหรับในประเทศไทยเชลซียุคนี้ถือว่าเป็น “สิงห์บอลถ้วย” เลยทีเดียวเคนเบตส์ได้ขายสโมสรราคา 140 ล้านปอนด์ ให้กับนักการเมืองมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อับราโมวิช และได้ทุ่มซื้อสตาร์ดังมามากมาย และได้ทำเรื่องงงงวยให้กับแฟนบอลด้วยการปลดรานีเอรี่ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยโชเซ มูรีนโย

ซึ่งก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดเพราะมูรินโยได้เข้ามาเป็นตำนานกุนซือที่นำพาความสำเร็จมาให้สโมสรมากมายทั้งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004-05 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ถึง 95 คะแนน และยังเอาชนะสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพได้ 3 ประตูต่อ 2 คว้าแชมป์ไปแบบยิ่งใหญ่ แต่ก็ถูกคู่ปรับรายเดียวกันถีบตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจาก “ประตูผี” ของหลุยส

 

เทเบิลเทนนิส

เทเบิลเทนนิส

เทเบิลเทนนิส

เทเบิลเทนนิส

หรือ ปิงปอง เป็นกีฬาโดยมีผู้เล่นสองหรือสี่คน ซึ่งยืนเล่นกันคนละด้านของโต๊ะปิงปอง โดยตีลูกโต้กันให้ข้ามตาข่ายเน็ตกั้นกลางโต๊ะปิงปองไปมา ผู้เล่นมีสิทธิ์ให้ลูกบอลเด้งกระดอนตกพื้นโต๊ะฝั่งตนเองได้เพียง 1 ครั้งเท่านั้น แล้วจึงตีโต้ข้ามฟากให้เด้งกระดอนไปกระทบกับพื้นโต๊ะฝ่ายตรงข้าม ถ้าลูกไม่กระทบกับพื้นโต๊ะของฝ่ายตรงข้ามก็ถือว่าเสีย แต่ถ้าเป็นลูกดีฝ่ายตรงข้ามก็จะตีโต้กลับมาฝั่งเรา เทเบิลเทนนิสเป็นเกมที่โต้รับกับอย่างรวดเร็ว ผู้เล่นที่มีฝีมือสามารถตีลูกสปินได้ ทำให้ปิงปองนั้นหมุนเร็ว ซึ่งจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรับได้ยากยิ่งขึ้น

เทเบิลเทนนิสทเเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออก และเมื่อเทียบกันกับกีฬาชนิดอื่นแล้วปิงปองถือว่าเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นกีฬาชนิดใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

乒乓球 (Pīng Pāng Qiú) : ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และมาเก๊า

  • 卓球 (Takkyu) : ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศญี่ปุ่น
  • 탁구 (Tak-gu) : เป็นชื่อของกีฬาเทเบิลเทนนิสในประเทศเกาหลีเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาโอลิมปิก โดยมีผู้เล่นสองหรือสี่คนตีลูกบอลกระทบหน้าไม้หรือหลังไม้ให้ข้ามไปยังอีกฝากหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งคล้ายกับกีฬาเทนนิส กฎกติกามีความแตกต่างกันบ้าง แต่มองภาพรวมแล้วเทเบิลเทนนิสกับเทนนิสมีลักษณะคล้ายกัน ในเกมเดียว ไม่จำเป็นต้องตีลูกบอลให้ข้ามไขว้จากฝั่งขวามือของผู้ส่งไปยังฝั่งขวามือของผู้รับ(หรือซ้ายมือผู้ส่ง ไปยังซ้ายมือของผู้รับ)เหมือนกับเทนนิส อย่างไรก็ดี การเสิร์ฟไขว้ในลักษณะนั้นจำเป็นต้องมีในเกมเล่นคู่ ลูกสปิน ลูกเร็ว ลูกหยอด ซึ่งกลยุทธ์และเทคนิคการเล่นก็มีความสำคัญสำหรับเกมแข่งขันที่มีการชิงชัยชนะความเร็วของลูกบอลนั้นเริ่มจากการพุ่งด้วยความเร็วต่ำๆ ไปจนถึงการพุ่งด้วยความเร็วสูง ๆ โดยเฉพาะในลูกสปิน ซึ่งสามารถทำความเร็วได้ที่ 112.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ 69.9 ไมล์ต่อชั่วโมง[1]นิกีฬาเทเบิลเทน
  • สมักใช้เนื้อที่ในการเล่นทางยาวประมาณ2. เมตร ทางกว้างประมาณ 1.525 เมตร และสูงจากพื้นราวเอวประมาณ 0.76 เมตร แต่ทางสมาพันธ์กีฬาเทเบิลเทนนิสสากล กำหนดไว้ว่าต้องมีเนื้อที่เล่นทางยาวไม่น้อยกว่า 14 เมตร ทางกว้าง 7 เมตร และสูงจากพื้นประมาณ 5 เมตร สำหรับเกมการแข่งขัน ไม้ตีปกติแล้วมีแผ่นยางบางติดอยู่หน้าไม้ ยางมีปุ่มเล็กๆอยู่ด้านหนึ่ง เป็นชั้นบาง ๆอยู่ระหว่างตัวไม้ตีกับผิวหน้าฟองน้ำรองหน้าไม้อีกชั้นหนึ่ง ตั้งแต่การเล่นสปินได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในกีฬาเทเบิลเทนนิสของปัจจุบัน ได้มีการปรับคุณภาพของตัวยาง ฟองน้ำ และวิธีการประกอบยางเข้ากับตัวฟองน้ำ เพื่อเพิ่มความเร็วและอัตราการหมุนของลูกจากปกติ ส่วนเทคนิคการปรับเพิ่มคุณภาพอย่างอื่นได้แก่ การใช้คาร์บอนหรือวัสดุสังเคราะห์อื่นเข้ามาประกอบกัน เพื่อทำให้เพิ่มความแม่นยำในการตีลูกให้มากขึ้นลูกบอลที่ใช้ในกีฬาเทเบิลเทนนิสมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40 มม. มักทำมาจากเซลลูลอยด์และมีด้านในกลวง ๆ ตราสามดาวที่ติดอยู่บนลูกบอล หมายถึง คุณภาพที่ดีเยี่ยมของลูกนั้นเองเมื่อเปรียบเทียบกับลูกอื่น ๆ ผู้ชนะ คือ คนที่ทำแต้มได้ 11 คะแนนก่อน และมีการเปลี่ยนเสิร์ฟลูกในทุกๆ 2 แต้ม หากมีผลการแข่งกันเป็น 10-10 ผู้เล่นจะสลับกันเสิร์ฟ(และผู้เล่นชนะ คือคนที่ทำคะแนนได้ 2 แต้มติดต่อกัน) เกม 11 คะแนน เป็นเกมการแข่งขันที่ได้มีขึ้นจากสมาพันธ์กีฬา
  • (ITTF) การเปลี่ยนแปลงนี้ได้มีขึ้นในปี ค.ศ. 2001 ทุกเกมที่เล่นกันในระดับชาติหรือระดับทัวร์นาเม้นต์สากลมักเป็นเกม 11 คะแนน ส่วนระดับชิงแชมป์เป็นเกม 7 คะแนน และในระดับที่ย่อมลงมาเป็นเกม 5 คะแนนอเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาโอลิมปิก โดยมีผู้เล่นสองหรือสี่คนตีลูกบอลกระทบหน้าไม้หรือหลังไม้ให้ข้ามไปยังอีกฝากหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งคล้ายกับกีฬาเทนนิส กฎกติกามีความแตกต่างกันบ้าง แต่มองภาพรวมแล้วเทเบิลเทนนิสกับเทนนิสมีลักษณะคล้ายกัน ในเกมเดียว ไม่จำเป็นต้องตีลูกบอลให้ข้ามไขว้จากฝั่งขวามือของผู้ส่งไปยังฝั่งขวามือของผู้รับ(หรือซ้ายมือผู้ส่ง ไปยังซ้…
  • ประวัติเทเบิลเทนนิส
  • หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่ากีฬาปิงปองนั้น มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เรามาเรียนรู้ประวัติกีฬาประเภทนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยกีฬาเทเบิลเทนนิสหรือที่เรียกกันจนเป็นที่ติดปากคุ้นเคยว่า ปิงปอง นั้น เป็นกีฬาที่รู้จักกันดีมาเป็นระยะเวลานานมาก และยังแพร่หลายได้รับความนิยมเล่นกันอยู่ทั่วโลก กีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่สามารถนำมาเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนาน สร้างสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีเพราะลักษณะการเล่นง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้พื้นที่ไม่มาก อุปกรณ์ราคาไม่แพง ไม่สร้างความยุ่งยาก เก็บรักษาได้ง่าย กติกาการเล่นและแข่งขันสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากไม่มีความซับซ้อน สามารถเล่นร่วมกันได้ทั้งวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีทั้งการเล่นแบบเดี่ยว แบบคู่ และเล่นเป็นทีม โดยวิธีเล่นโดยทั่วไป แค่รู้จักวิธีการส่งลูก (การเสิร์ฟ – Serving) การรับลูก (รีเทิร์น – Return)ตีลูกให้ลงบนโต๊ะฝ่ายตรงข้าม ตีโต้กันไปมา หากฝ่ายใดทำลูกออก หรือ ไม่สามารถตีลูกลงบนโต๊ะของอีกฝ่ายได้ หรือ ตีติดตาข่าย ก็จะเสียแต้ม ผลัดกันส่งลูกฝ่ายละ 2 คะแนนจนจบการแข่งขัน ใน 1 เกมมี 11 คะแนน หากคะแนนเสมอกันที่ 10 คะแนนจะต้องทำการแข่งขันต่อไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีคะแนนนำอีกฝ่าย 2 คะแนนก็ถือว่าชนะในเกมนั้น ซึ่งในการแข่งแต้มที่ 10 เป็นต้นไป จะผลัดกันส่งลูกฝ่ายละ 1 คะแนนสลับกันไปจนกว่าจะได้ผู้ชนะในเกมนั้น ในการแข่งขัน
  • นิยมเล่น 1 แมทช์ด้วยเกมการแข่งขันแบบ 2 ใน 3 เกม หรือ 3 ใน 5 เกม หรือ 4 ใน 7 เกม
    ประวัติเทเบิลเทนนิส

    หรือรู้จักกันในอีกชื่อว่ากีฬาปิงปองนั้น มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เรามาเรียนรู้ประวัติกีฬาประเภทนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยหรือที่เรียกกันจนเป็นที่ติดปากคุ้นเคยว่า ปิงปอง นั้น เป็นกีฬาที่รู้จักกันดีมาเป็นระยะเวลานานมาก และยังแพร่หลายได้รับความนิยมเล่นกันอยู่ทั่วโลก กีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาที่สามารถนำมาเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนาน สร้างสัมพันธ์ได้เป็นอย่างดีเพราะลักษณะการเล่นง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้พื้นที่ไม่มาก อุปกรณ์ราคาไม่แพง ไม่สร้างความยุ่งยาก เก็บรักษาได้ง่าย กติกาการเล่นและแข่งขันสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากไม่มีความซับซ้อน สามารถเล่นร่วมกันได้ทั้งวัยเด็กและผู้ใหญ่ โดยมีทั้งการเล่นแบบเดี่ยว แบบคู่ และเล่นเป็นทีม โดยวิธีเล่นโดยทั่วไป แค่รู้จักวิธีการส่งลูก (การเสิร์ฟ – Serving) การรับลูก (รีเทิร์น – Return)ตีลูกให้ลงบนโต๊ะฝ่ายตรงข้าม ตีโต้กันไปมา หากฝ่ายใดทำลูกออก หรือ ไม่สามารถตีลูกลงบนโต๊ะของอีกฝ่ายได้ หรือ ตีติดตาข่าย ก็จะเสียแต้ม ผลัดกันส่งลูกฝ่ายละ 2 คะแนนจนจบการแข่งขัน ใน 1 เกมมี 11 คะแนน หากคะแนนเสมอกันที่ 10 คะแนนจะต้องทำการแข่งขันต่อไปจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีคะแนนนำอีกฝ่าย 2 คะแนนก็ถือว่าชนะในเกมนั้น ซึ่งในการแข่งแต้มที่ 10 เป็นต้นไป จะผลัดกันส่งลูกฝ่ายละ 1 คะแนนสลับกันไปจนกว่าจะได้ผู้ชนะในเกมนั้น ในการแข่งขันเทเบิลเทนนิส นิยมเล่น 1 แมทช์ด้วยเกมการแข่งขันแบบ 2 ใน 3 เกม หรือ 3 ใน 5 เกม หรือ 4 ใน 7 เกมประวัติเทเบิลเทนนิสความเป็นมาของกีฬาเทเบิลเทนนิส จากการศึกษาค้นคว้าไม่มีหลักฐานปรากฎแน่ชัดว่าเทเบิลเทนนิสมีถิ่นกำเนิดหรือที่มาจากที่ใดทั้งในสมัยโรมันหรือสมัยกรีกเหมือนเช่นกีฬาประเภทอื่น ซึ่งรัสเซียเองก็เคยอ้างว่าเป็นผู้คิดค้นการเล่นมาก่อนใคร ซึ่งอังกฤษก็อ้างว่าตนเป็นต้นกำเนิดเช่นกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถแสดงหลักฐานอ้างอิงได้อย่างชัดเจนหรือสามารถคัดค้านแต่ประการใดได้

    อย่างไรก็ตามจากหนังสือประวัติศาสตร์กีฬาของแฟรงค์ มอนเก (Frank Monke) ได้สันนิษฐานเกี่ยวกับประวัติเทเบิลเทนนิสไว้ 2 ประการ คือ

    อาจเป็นกีฬาในร่มของลอนเทนนิส ซึ่งเริ่มเล่นครั้งแรกในรัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา ราวศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1890)
    สันนิษฐานว่าเริ่มเล่นในอินเดียโดยนายทหารชาวอังกฤษซึ่งไปประจำการอยู่ที่อินเดียได้เคยเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬากลางแจ้งมาก่อน ด้วยการเล่นบนโต๊ะ และใช้สมุดกั้นแทนตาข่าย (บางฉบับระบุว่าใช้ไม้กระดานแทนตาข่าย) และยังมีอีกความเห็นหนึ่งว่า เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้ หรือบางความเห็นว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศจีน

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นทีมวอลเลย์บอลหญิงของประเทศไทย เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเล่นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1998 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 จึงได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์กรังด์ปรีซ์ในส่วนโควต้าทวีปเอเชียเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นปี ค.ศ. 2007 (ถอนทีมไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ) โดยสร้างผลงานได้ดีที่สุดในปี ค.ศ. 2012 ที่สามารถคว้าอันดับ 4 ของการแข่งขันมาครองได้สำเร็จ

ทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทยได้พัฒนาการเล่นมาโดยตลอดจนก้าวขึ้นเป็นทีมระดับแนวหน้าของทวีปเอเชีย โดยคว้าอันดับ 3 การแข่งขัน-วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียได้ 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2007 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์เมื่อสามารถเอาชนะทีมชาติจีน 3-1 เซต เป็นแชมป์ทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียในปี ค.ศ. 2009 ที่สนามเกวิ่นเงือ ประเทศเวียดนาม ทำให้ได้เป็นตัวแทนทวีปเอเชียไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมเปียนคัพในปี ค.ศ. 2009 จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อสามารถคว้าแชมป์วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียนคัพมาครองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะทีมชาติจีนได้อีกครั้ง 3-1 เซต ที่ประเทศคาซัคสถาน ต่อมาในปี ค.ศ. 2013 สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศไทย เมื่อสามารถคว้าแชมป์แรกอีกด้วย จากการคว้าแชมป์ทำให้ได้สิทธิ์ไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ในฐานะแชมป์ของทวีปเอเชีย โดยสร้างผลงานคว้าอันดับ 5 มาครอง​ ต่อมาในปี 2014 วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง​ โดยการเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นได้​ 3-0เซต​ ในรอบชิงอันดับที่สาม​ ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์2014​ ที่อินช็อน ประเทศเกาหลีใต้​ ซึ่งเป็นเหรียญทองแดงประวัติศาสตร์ของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยอีกด้วย และในปี 2018 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ก็สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งในการผ่านเข้าชิงเหรียญทอง​ ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่ ประเทศอินโดนีเซีย แม้สุดท้ายจะพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติจีนแต่ก็เป็นเหรียญเงินครั้งแรกสำหรับกีฬาเอเชี่ยนเกมส์1

รายชื่อผู้เล่น

1.1 รายชื่อผู้เล่นชุดปัจจุบัน
2 หัวหน้าผู้ฝึกสอน
3 ผลการแข่งขัน ปี2564
4 ประวัติการแข่งขัน
4.1 โอลิมปิกเกมส์
4.2 วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก
4.3 เวิลด์คัพ
4.4 เวิลด์กรังด์ปรีซ์
4.5 เนชันส์ลีก
4.6 วอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพ
4.7 วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย
4.8 เอเชียนคัพ
4.9 เอเชียนเกมส์
4.10 วอลเลย์บอลซีเกมส์
4.11 มงเทรอวอลลีย์แมสเตอส์
4.12 เกาหลี–ไทย โปรวอลเลย์บอลออลสตาร์ซูเปอร์แมตช์
4.13 วอลเลย์บอลอาเซียนกรังด์ปรีซ์
4.14 อันดับโลก
5 รายชื่อนักกีฬาในอดีต
6 ดูเพิ่ม
7 อ้างอิง
8 แหล่งข้อมูลอื่น

ประวัติวอลเลย์บอล กีฬาวอลเลย์บอลถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1895 โดยนายวิลเลียม จี. มอร์แกน และนายเจมส์ ไนท์สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม Y.M.C.A. เมืองฮอลโยค รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขามีความคิดที่ต้องการให้มีกีฬาสำหรับเล่นในช่วงฤดูหนาวแทนกีฬากลางแจ้งเพื่อออกกำลังกายพักผ่อนหย่อนใจยามหิมะตก

เขาได้เกิดแนวความคิดที่จะนำลักษณะและวิธีการ เล่นของกีฬาเทนนิสมาดัดแปลงใช้เล่น จึงใช้ตาข่ายเทนนิสซึ่งระหว่างเสาโรงยิมเนเซียม สูงจากพื้นประมาณ 6 ฟุต 6 นิ้ว และใช้ยางในของลูกบาสเกตบอลสูบลมให้แน่น แล้วใช้มือและแขนตีโต้ข้ามตาข่ายกันไปมา แต่เนื่องจากยางในของลูกบาสเกตบอลเบาเกินไป ทำให้ลูกบอลเคลื่อนที่ช้าและทิศทางที่เคลื่อนไปไม่แน่นอน จึงเปลี่ยนมาใช้ลูกบาสเกตบอล แต่ลูกบาสเกตบอลก็ใหญ่ หนักและแข็งเกินไป ทำให้มือของผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ

จนในที่สุดเขาจึงให้บริษัท Ant G. Spalding and Brother Company ผลิตลูกบอลที่หุ้มด้วยหนังและบุด้วยยาง มีเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว มีน้ำหนัก 8-12 ออนซ์ หลังจากทดลองเล่นแล้ว เขาจึงชื่อเกมการเล่นนี้ว่า “มินโทเนตต์” (Mintonette)

ค.ศ.1896 ได้มีการประชุมสัมมนาผู้นำทางพลศึกษาที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์ (Spring-field College) นายวิลเลียม จี มอร์แกน ได้สาธิตวิธีการเล่นต่อหน้าที่ประชุมหลังจากที่ประชุมได้ชมการสาธิต ศาสตราจารย์ อัลเฟรด ที เฮลสเตด (Alfred T. Helstead) ได้เสนอแนะให้มอร์แกนเปลี่ยนจากมินโทเนตต์ (Mintonette) เป็น “วอลเลย์บอล” (Volleyball) โดยให้ความเห็นว่าเป็นวิธีการเล่นโต้ลูกบอลให้ลอยข้ามตาข่ายไปมาในอากาศ โดยผู้เล่นพยายามไม่ให้ลูกบอลตกพื้น

ค.ศ. 1928 ดร.จอร์จ เจ ฟิเชอร์ (Dr. George J. Fisher) ได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกติกาการเล่นวอลเลย์บอล เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลในระดับชาติ และได้เผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลจนได้รับสมญานามว่า บิดาแห่งกีฬาวอลเลย์บอล

ปี ค.ศ. 1895
นายวิลเลียม จี มอร์แกน (William G.Morgan) ได้คิดค้นเกมการเล่นวอลเลย์บอลขึ้น ที่สมาคม Y.M.C.A. ในเมืองโฮลโยค รัฐแมสซาชูเซตส์ (Holyoke, Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อ มินโตเนต (Mintonette)

ปี ค.ศ. 1896
ศาสตราจารย์อัลเฟรด ที ฮอลสเตด (Prof.Alfred T.Halstead) ได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก “มินโตเนต (Mintonette)” เป็น “วอลเลย์บอล (Volleyball)”

ปี ค.ศ. 1898
ประเทศแคนาดาได้พัฒนากีฬาวอลเลย์บอลเพื่อเป็นกิจกรรมนันทนาการ (Recreation Activity)

ปี ค.ศ. 1905
ศาสตราจารย์เจ ฮาวาร์ด โครเกอร์ (Prof J. Haward Crocher) ได้นำกีฬาวอลเลย์บอลเข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีน (China)

ปี ค.ศ. 1908
นายแฟรงกิน เอช บราวน์ (Franklin H.Brown) ได้นำกีฬาวอลเลย์บอลเข้าไปเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น (Japan)

ประวัติวอลเลย์บอล ปี ค.ศ. 1910
นายเอลวู๊ด เอส บราวน์ Elwood S.Brown ช่วยจัดตั้งสมาคมวอลเลย์บอลในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)

ปี ค.ศ. 1913
ได้มีการบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลเข้าในการแข่งขันกีฬาภาคพื้นตะวันออกไกล (Far Eastern Games) ครั้งที่ 1 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (Manila, Philippines)

ปี ค.ศ. 1918
ได้กำหนดให้ใช้ผู้เล่นข้างละ 6 คน

อาหารเพื่อนักกีฬาฟุตบอล

อาหารเพื่อนักกีฬาฟุตบอล

อาหารเพื่อนักกีฬาฟุตบอล

อาหารเพื่อนักกีฬาฟุตบอล

อาหารเพื่อนักกีฬาฟุตบอล สำหรับผู้ที่เล่นกีฬาฟุตบอลนั้น เรื่องอาหารถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเช่นเดียวกัน เนื่องจากร่างกายของเราต้องได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ และครบห้าหมู่ เพื่อไปเสริมสร้างมวลร่างกาย และจึงจะสามารถเล่นกีฬาได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

เมื่อได้พูดถึงการเติมน้ำมันให้กับนักฟุตบอลไม่มีใครเหมาะสมกับแผนโภชนาการทั้งหมดอย่างชัดเจน ความต้องการทางโภชนาการแตกต่างกันไปไม่เพียง แต่ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ยังรวมถึงตำแหน่งที่พวกเขาเล่นด้วย Tara Ostrowe, MS, RD,

นักโภชนาการการกีฬาของทีมของ New York Giants กล่าวว่า แผนโภชนาการต้องเป็นรายบุคคลสำหรับผู้เล่นแต่ละคนโดยพิจารณาจากน้ำหนักส่วนสูงเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายและตำแหน่งในสนาม

สิ่งหนึ่งที่ทุกแผนมีเหมือนกันคือความสม่ำเสมอ การเลือกอาหารที่มีคุณภาพสูงและสอดคล้องกับการรับประทานอาหารตลอดทั้งปีถือเป็นรากฐานที่มั่นคงที่ช่วยให้ผู้เล่นดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ

นักฟุตบอลแต่ละคนได้รับสารอาหารหลากหลายอยู่แล้ว เนื่องด้วยร่างกายที่เป็นผู้ชาย เขามักจะเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ด้วยวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ปลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็มีอยู่มากมายให้เลือกรับเข้าร่างกายของพวกเรา

แต่นักฟุตบอลน่าจะเน้นไปทางสุขภาพเสียส่วนใหญ่ ออกกำลังกาย ฟิตเนตก็ได้ และต้องมีการซ้อมฟุตบอลอยู่เสมอ เพืื่อเทคนิค และทักษะของตัวเอง ดังนั้นเราลองมาดูว่านักกีฬาฟุตบอลโดยทั่วไปเขารับประทานอาหารกันแบบไหนบ้าง มีประโยชน์มากน้อยแค่ไหนกัน

เรามาเริ่มทำความรู้จักกับสารอาหารก่อนว่าอาหารหลักทั้ง 5 หมู่นั้น มีสิ่งไหนบ้างที่เหมาะสม

คาร์โบไฮเดรต เป็นเชื้อเพลิง  หากว่าการเลือกขนมปังโฮลเกรนพาสต้าข้าวมันฝรั่งผักและผลไม้ที่หลากหลายช่วยให้มั่นใจได้ว่าผู้เล่นเหล่านี้ไม่เพียงแต่ได้รับคาร์โบไฮเดรตที่จำเป็นในการดำเนินการเท่านั้น

แต่ยังมีวิตามินแร่ธาตุและไฟเบอร์ที่จำเป็นซึ่งมีหน้าที่สำคัญมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยลดการอักเสบและสนับสนุนการฟื้นตัว

คาร์โบไฮเดรตในรูปแบบของเครื่องดื่มกีฬาเจลและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันควร จำกัด เฉพาะวันที่เล่นเกมและฝึกฝนการเติมน้ำมันไม่ใช่ในกิจวัตรการกินประจำวันของผู้เล่น

อาหารนักฟุตบอล นักกีฬาต้องการคาร์โบไฮเดรตและมีมากมาย! นักฟุตบอลต้องพึ่งพาแหล่งเก็บไกลโคเจนเป็นพลังงานอย่างมาก เนื่องจากคาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานไปสู่การเล่นกีฬาที่ไม่ต่อเนื่องเช่นฟุตบอล

ซึ่งมักจะมีการเก็บไกลโคเจนในระหว่างการออกกำลังกายและการฝึกซ้อม จำนวนและความถี่ที่ต้องการจะแตกต่างกันไปตามช่วงเวลาของปี (เช่นนอกฤดูกาลปรีซีซั่น ฯลฯ ) เป้าหมายเฉพาะของผู้เล่นและตำแหน่งของพวกเขา

ผักที่ไม่มีแป้ง: บรอกโคลี, ผักโขม, พริก, บวบ, ผักกาดหอม (ยิ่งเข้มยิ่งดี), สควอช, หัวหอม, กะหล่ำดอก, เห็ด, มะเขือเทศ, แครอท โฮลเกรน: ข้าวโอ๊ต, ขนมปังโฮลวีต 100%, โฮลวีตหรือตอร์ตีญ่าข้าวโพด, พาสต้าโฮลวีต, ข้าวกล้องและซีเรียลน้ำตาลต่ำที่มีโปรตีนอย่างน้อย 5 กรัมต่อหนึ่งมื้อ

ผักที่มีแป้ง: มันฝรั่งมันเทศถั่วข้าวโพดสควอชบัตเตอร์เน็ท ผลไม้: ผลไม้สดทั้งแอปเปิ้ลลูกแพร์กล้วยแตงโมสับปะรดแคนตาลูป ถั่วและพืชตระกูลถั่ว: ถั่วไตถั่วดำถั่วขาวถั่วเลนทิล นม: กรีกโยเกิร์ตนมไขมันต่ำและนมช็อกโกแลต

ต่อมาเป็นโปรตีนที่เหล่านักกีฬาทั่วไปจะต้องได้รับอยู่แล้ว เพราะเป็นแหล่งสร้างกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าหากรับประทานสารอาหารหมู่นี้หนักๆจะทำให้รูปร่างเปลี่ยนแปลงได้

นักกีฬาส่วนมากต้องการโปรตีนที่เพียงพอ เพื่อกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนของกล้ามเนื้อซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่าในการพูดเพื่อสร้างกล้ามเนื้อและเพื่อซ่อมแซมความเสียหายของกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นระหว่างการฝึก การเลือกโปรตีนคุณภาพสูงที่ไม่ติดมันในมื้ออาหาร ก่อนและหลังการออกกำลังกายทุกครั้งก็มีความจำเป็นเช่นกัน

มีสิ่งหนึ่งที่เป็นความเข้าใจผิดทั่วไปที่นักกีฬาที่ต้องบริโภคโปรตีนเสริมผ่านการเขย่าบาร์และผง การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการบริโภคโปรตีนในปริมาณที่มากเกินไปไม่มีประโยชน์ต่อการกระตุ้นการสังเคราะห์โปรตีนของกล้ามเนื้อและมักจะไปแทนที่สารอาหารสำคัญอื่น ๆ ที่ร่างกายต้องการ

ในความจริงก็คือเป็นไปได้ที่จะตอบสนองความต้องการโปรตีนของนักฟุตบอลผ่านอาหารที่แท้จริง สิ่งนี้จำเป็นต้องมีการวางแผนการรับประทานอาหารที่มีแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงกระจายอยู่ตลอดทั้งวันผ่านมื้ออาหารและของว่างตามกำหนดเวลาอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนมากเกินไปในมื้อเดียวหรือในช่วงเวลาที่กำหนด

อาหารเสริมจะมีประโยชน์ยากที่จะได้รับโปรตีนในปริมาณที่ต้องการหรือสำหรับวันเล่นเกมและฝึกฝนการเติมน้ำมัน แนะนำให้ทำสมูทตี้ของคุณเองเสมอหากคุณมีวิธีการด้วยอาหารจริงๆเช่นโยเกิร์ตกรีกเนยถั่วและผลไม้เช่นเบอร์รี่แอปเปิ้ลหรือกล้วย

ไขมันเป็นสิ่งสำคัญในการดูแล นักฟุตบอลก็ต้องการไขมันเช่นกัน แต่ชนิดที่ดี ไขมันที่มากเกินไป (โดยปกติจะเป็นชนิดอิ่มตัว) สามารถทำให้ผู้เล่นเสี่ยงต่อการเพิ่มมวลไขมันซึ่งทำหน้าที่เพียงชะลอความเร็วและฆ่าเป้าหมายด้านประสิทธิภาพ

ไขมันที่น้อยเกินไปอาจส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารและส่งผลต่อประสิทธิภาพในที่สุดเช่นกันดังนั้นการกลั่นกรองจึงเป็นชื่อของเกมที่นี่ แคลอรี่ไขมันไม่เพียง แต่หนาแน่นเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้เล่นอิ่มท้องได้อีกด้วย รวมไขมัน 1-2 ส่วนในอาหารในรูปของปลาที่มีไขมันถั่วและเนยถั่วเมล็ดพืชเนื้อสัตว์นมอะโวคาโดและน้ำมันมะกอก

ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว: มะกอกและน้ำมันมะกอกน้ำมันคาโนลาอะโวคาโดถั่ว (พิสตาชิโอแมคคาเดเมียอัลมอนด์เม็ดมะม่วงหิมพานต์) และเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

พูดถึงอาหารเพื่อนักกีฬาฟุตบอลส่วนใหญ่เขาจะเน้นพวกธัญพืชเป็นหลัก ผัก ผลไม้สด ที่ไม่ต้องผ่านการแปรรูปแต่อย่างใด ควรเป็นอะไรที่กินง่าย ไม่น่าเบื่อ และดีเพื่อสุขภาพด้วย

สำหรับอาหารเช้าจะมีคาร์โบไฮเดรต+โปรตีน จัดเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในวันที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง หรือในช่วงการแข่งขันอันเข้มข้น เช่น พอร์ริดจ์ คือ ตัวเลือกอันดับหนึ่งของมือเช้าสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ

อาหารกลางวัน และ เย็น – เน้นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และแร่ธาตุ, วิตามิน โดยแหล่งโปรตีนเหล่านี้จะมาจากเนื้อวัว เนื้อปลาแซลมอน หรือปลาเนื้อขาวอย่างปลาแมคเคอเรล คาร์โบไฮเดรต

จะเน้นความหลากหลาย นักโภชนาการด้านกีฬาจะจัดอาหารที่แตกต่างกันไปเรื่อยๆ เช่น ผักโขมเขียว หรือสลัด แร่ธาตุ วิตามิน จะเน้นผักตามฤดูกาลนั้นๆ เพื่อความสดในส่วนนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน จับเอาผักตามฤดูกาล มารวมๆกัน เพื่อให้ได้วิตามิน ตามที่ต้องการ

สำหรับอาหารว่าง – ของขบเคี้ยว กินเล่น เน้นที่มีโปรตีนสูง ขนมที่นักเตะชอบกิน ขนมอัดแท่ง หรือที่เราเห็นๆ กล้วย เพราะเป็นสิ่งที่ย่อยง่าย และโปรตีนสูง ของเหล่านี้สามารถนำมาใช้เป็นพลังงานได้เลย และช่วยการฟื้นฟูของกล้ามเนื้อได้ดี

พวกโปรตีนอัดแท่งแบบขนม คือ สิ่งที่นักฟุตบอลยุคใหม่จะชอบหยิบมากินเวลาว่าง โดยพวกเขามักจะหมั่นเพิ่มเติมโปรตีนให้กับร่างกายอยู่เสมอ เพราะรู้ว่าสามารถช่วยในเรื่องการฟื้นตัวของกล้ามเนื้อช่วงที่ซ้อมหนักได้

สำหรับเครื่องดื่ม เอเนอจี้ ดริ้งค์ นักฟุตบอลต้องดื่มน้ำให้พอดีกับปริมาณเหงื่อที่เสียไป เครื่องดื่มเอเนอจี้ ดริ้งค์ ช่วยเติมพลัง และรักษาระดับน้ำในร่างกาย โดยพยายามดื่มให้พอดี หรือใกล้เคียงปริมาณเหงื่อที่เสียไป (ซึ่งแต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน)  นี่คือ สิ่งสำคัญมากๆ ถ้าคุณต้องลงเล่นในสภาพอากาศที่ร้อนในฟุตบอลโลก หรือแชมเปี้ยนส์ ลีก เจมส์ คอลลินส์ ว่าเอาไว้นั่นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมบอกว่านักกีฬาต้องมีโภชนาการที่ดี และมีการจัดสรรให้เหมาะกับสมสภาพร่างกายอยู่เสมอ เรามาดูโภชนาการของนักกีฬากันเถอะ

ส่วนใหญ่แล้ว นักกีฬาเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานในการเล่นกีฬามากและมีการฝึกซ้อมเป็นประจำ จึงมีความต้องการสารอาหารพิเศษแตกต่างจากคนทั่วไป อย่างความต้องการด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น

โดยกำหนดปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพิ่มขึ้นเป็น 5-8 กรัม/น้ำหนักตัว/วัน และปริมาณโปรตีนเพิ่มเป็น 1.4-2 กรัม/น้ำหนักตัว/วัน เพื่อให้ร่างกายมีแหล่งพลังงานสำรองและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งโภชนาการที่เหมาะสมควรมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสมรรถภาพการเล่นกีฬา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ช่วงก่อนออกกำลังกาย ควรมีการรับประทานอาหารให้เพียงพอ เพื่อสะสมแหล่งพลังงานสำรองไว้ใช้ขณะออกกำลังกาย

สารอาหารที่สำคัญคือ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว และสะสมเป็นแหล่งพลังงานสำรองในรูปไกลโคเจน พบได้ในอาหารกลุ่ม ข้าว แป้ง ผลไม้ น้ำตาล โดยการทานอาหารในช่วงก่อนออกกำลังกาย แบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา  คือ

ก่อนออกกำลังกาย 3 ชั่วโมง ควรเลือกทานอาหารคาร์โบไฮเดรตสูง เพื่อสะสมเป็นแหล่งพลังงาน มีปริมาณโปรตีนปานกลาง ไขมันต่ำ เพราะไขมันเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องใช้พลังงานในการย่อยอาหาร หากรับประทานมากเกินไป ร่างกายจะเหลือพลังงานไว้ทำกิจกรรมน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพการออกกำลังกายลดลง

และการเลือกรับประทานอาหารที่ควรรับประทาน ควรเน้นหนักไปทางอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต อย่าง ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว หรือผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิ้ล พร้อมกับทานอาหารกลุ่มอื่นในปริมาณพอเหมาะ เช่น เนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำและปรุงอาหารโดยใช้ไขมันน้อย อย่างเช่น อกไก่ต้ม ปลานึ่ง ทูน่า

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ อาหารที่เสี่ยงการปนเปื้อนหรืออาหารรสจัด เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้ เช่น ส้มตำ และผักทุกชนิด เพราะมีใยอาหารสูง ทำให้ย่อยยาก

ก่อนออกกำลังกาย  30 นาทีเป็นช่วงที่ใกล้เวลาออกกำลังกาย ควรรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมอย่างรวดเร็ว เช่น อาหารที่เป็นของเหลว เพื่อให้ร่างกายนำพลังงานไปใช้ได้อย่างเพียงพอในการออกกำลังกาย

อาหารที่ควรรับประทาน ได้แก่ เครื่องดื่มให้พลังงานสูง น้ำผลไม้ หรือน้ำหวาน หรือขนมปังทาแยม อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ นมทุกชนิด เพราะมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ ทำให้ดูดซึมคาร์โบไฮเดรตได้ช้าลง

ระยะที่ 2 ช่วงระหว่างออกกำลังกาย ถึงแม้อยู่ในช่วงออกกำลังกาย การเสริมอาหารที่เหมาะสมก็มีความสำคัญ เมื่อออกกำลังกายต่อเนื่องเกิน 1 ชั่วโมง ปริมาณไกลโคเจน หรือแหล่งพลังงานสำรองในร่างกายจะมีปริมาณลดลง

จึงจำเป็นต้องเสริมพลังงานด้วยอาหารคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมเร็ว และควรได้รับปริมาณน้ำ และเกลือแร่โซเดียมเสริมให้เพียงพอ เพื่อชดเชยที่ร่างกายสูญเสียขณะออกกำลังกาย โดยปริมาณน้ำดื่มที่เหมาะสมคือ ปริมาณ ¼ ขวด (ขนาด 500-600 มิลลิลิตร) ทุก 10-15 นาที

ระยะที่ 3 …ช่วงหลังออกกำลังกาย

หลังจากออกกำลังกายเป็นช่วงฟื้นฟูร่างกาย ควรเลือกทานโปรตีนคุณภาพดี ซึ่งให้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน โดยเฉพาะกรดอะมิโนลิวซีน เพื่อช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งพบได้ในเนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม

สำหรับอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตก็ยังมีความสำคัญสำหรับช่วงฟื้นฟูเช่นเดียวกัน เพื่อนำมาสร้างชดเชยไกลโคเจนที่ใช้ไปในช่วงออกกำลังกาย และเก็บไว้เป็นพลังงานสำรองต่อไป นอกจากนี้ควรชั่งน้ำหนักหลังออกกำลังกาย เพื่อชดเชยปริมาตรน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ โดยน้ำหนักที่ลดลงทุก 1 กิโลกรัม ให้ชดเชยด้วยน้ำ 1.5 ลิตร เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำนั่นเอง