กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส
กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส (อังกฤษ: Tennis) เป็นกีฬาที่เล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายแข่งกัน โดยมีผู้เล่นในประเภทเดี่ยวฝ่ายละ 1 คน และผู้เล่นในประเภทคู่ฝ่ายละ 2 คน ใช้ ไม้เทนนิส ตีส่งลูกไปมาเหนือตาข่ายภายในเขตที่กำหนด โดยพยายามตีลูกให้ลงในแดนคู่แข่ง จนคู่แข่งไม่สามารถตีลูกกลับมาลงในแดนของเราได้

กีฬาเทนนิส เป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้แร็กเก็ต ถือกำเนิดในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกๆนั้นเทนนิสได้แพร่ขยายไปยังกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง แท้จริงแล้วเทนนิสเป็นกีฬาสากลและเป็นเกมที่เล่นกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งมีการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งแรก เทนนิสจึงได้กลายเป็นกีฬาอาชีพ เทนนิสได้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก ณ โซล ปี ค.ศ.1988

ไม้เทนนิส หรือ แร็กเก็ต 

(Racquet) จะมีด้ามจับและมีบริเวณที่ใช้ในการตีลูกบอลซึ่งขึงเอ็นไว้กับมือถือไม้

ลูกเทนนิส (บอล) จะต้องมีขนาดและน้ำหนักเป็นไปตามข้อกำหนดในการแข่งขัน ในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีการเปลี่ยนบอล เพราะบอลมักจะสูญเสียคุณสมบัติไประหว่างการเล่น จึงมีการกำหนดให้มีการเปลี่ยนบอลตามจำนวนเกมที่เล่นไปแล้ว เช่น อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบอลทุกครั้ง ยกเว้นในเซ็ตแรกอาจเปลี่ยนที่ 7 เกมเนื่องจากบอลถูกใช้ในการอุ่นเครื่องก่อนการเล่นไปบ้างแล้ว เป็นต้น ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟในเกมที่เปลี่ยนบอลใหม่ มักจะชูบอลให้ฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามีการเปลี่ยนบอลใหม่แล้วก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟไปยังฝ่ายตรงข้าม

สนามและพื้นสนาม

สนามเทนนิสจะมีขอบเขตเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และต้องมีพื้นที่รอบๆเพียงพอให้ผู้เล่นสามารถวิ่งไปตีลูกได้ คือทั้งสนามและโดยรอบควรมีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 60 ฟุต ยาวอย่างน้อย 120 ฟุต

ต้องเป็นพื้นผิวเรียบ สนามแต่ละพื้นผิวให้ความเร็วและการกระดอนของบอลที่แตกต่างกัน ได้แก่

พื้นแข็ง (hard court) ทำจากคอนกรีต ราดยาง หรืออะครีลิก พื้นแข็งจะทำให้บอลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า และกระดอนได้อย่างแท้จริง

พื้นดิน (clay court) ปัจจุบันมักไม่ได้ทำมาจากดินจริง แต่จะเป็นอิฐป่นและปูทับด้วยอนุภาคพิเศษที่ไม่ดูดซับน้ำง่าย พื้นดินมักจะทำให้บอลเคลื่อนที่ช้ากว่า และบอลจะติดสปินมากกว่า

พื้นหญ้า (grass court) บอลจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า แต่การกระดอนมักจะไม่แน่ไม่นอน ปัจจุบันมีการใช้หญ้าชนิดใหม่ที่ทำให้บอลกระดอนได้สูงขึ้นและการเคลื่อนที่ของบอลช้าลงกว่าหญ้ารุ่นก่อน

พื้นพรม (carpet court) มักใช้เล่นเฉพาะเทนนิสในร่ม และไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วสำหรับการแข่งขันของ ATP และ WTA

พื้นไม้ (wood court) ทำให้บอลกระดอนต่ำและเคลื่อนที่เร็ว ปัจจุบันไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วในการแข่งขันระดับอาชีพ

ขนาดสนาม

แผนผังสนามเทนนิส

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 8.23 เมตร (27 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นเดี่ยว

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 10.97 เมตร (36 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นคู่

เส้นสนาม

เส้นหลัง หรือ เส้นท้ายสนาม (baseline) เป็นเส้นแนวนอน อยู่ด้านหลังสุดของสนามของแต่ละฝ่าย และจะมีขีดกลาง (center mark) อยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นหลัง

เส้นข้าง (sideline) เป็นเส้นแนวตั้งด้านซ้ายและขวาของขอบสนาม ทอดไปตามความยาวของสนาม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความกว้างของพื้นที่สนาม ในการเล่นประเภทเดี่ยวจะใช้เส้นข้างด้านใน (single sideline) ส่วนการเล่นประเภทคู่จะใช้เส้นข้างด้านนอก (double sideline)

เส้นเสิร์ฟ (service line) เป็นเส้นแนวนอนขีดแบ่งพื้นที่ในสนามของแต่ละฝ่ายออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง เส้นอยู่ห่างจากตาข่าย 6.40 เมตร (21 ฟุต)

เส้นเสิร์ฟกลาง (center service line) เป็นเส้นกลางสนามทอดตั้งฉากในแนวตั้งกับเส้นเสิร์ฟ ทำให้เกิดกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ฝ่ายละ 2 ด้าน คือ กรอบด้านซ้ายของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Advantage court กับกรอบด้านขวาของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Deuce court ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ชิดตาข่าย โดยผู้เล่นที่เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงในกรอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้จะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงด้านซ้ายหรือขวาจะขึ้นอยู่กับคะแนนที่เล่นในขณะนั้น

เมื่อบอลตกสัมผัสเส้นถือว่าบอลสัมผัสพื้นที่ว่างภายในเส้นนั้น

ตาข่าย (เน็ต)

ขึงไว้กึ่งกลางสนามในแนวขวางตลอดความกว้างของสนาม เพื่อแบ่งสนามออกเป็น 2 ฝั่งเท่ากัน

ความสูงของตาข่ายตรงกึ่งกลางสูง 0.914 เมตร (3 ฟุต) ส่วนตาข่ายบริเวณเสาสูง 1.07 เมตร (3.5 ฟุต)

เสาตาข่ายเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 15 ซม. (6 นิ้ว) และสูงไม่เกิน 2.5 ซม. (1 นิ้ว) จากด้านบนของตาข่าย เสาอยู่ห่างจากเส้นข้างด้านนอก 0.91 เมตร (3 ฟุต)

แถบด้านบนของตาข่ายกว้าง 5-6.35 ซม. (2-2.5 นิ้ว)

วิธีการเล่น
การเลือกแดน/เลือกเสิร์ฟ

ผู้ตัดสินจะโยนเหรียญเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ ซึ่งจะได้เลือก 1 ใน 3 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟก่อนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกแดนแทน
  2. เลือกแดนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟในเกมแรกแทน
  3. เลือกให้คู่แข่งเป็นฝ่ายเลือก 1 ใน 2 ข้อด้านบน

การเสิร์ฟลูกเทนนิส

การเสิร์ฟ (serving) คือ การตีส่งบอลครั้งแรกของคะแนนนั้นๆไปให้คู่แข่ง ประเภทผู้เล่นเดี่ยวจะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 1 เกมไปเรื่อยๆ ส่วนในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นทั้งสองคนในฝ่ายเดียวกันจะต้องผลัดเสิร์ฟคนละ 1 เกมด้วย (ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคี่ ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคู่)

การเสิร์ฟ โยนบอลและตีกลางอากาศ

การเสิร์ฟ ห้ามเดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปมาขณะเสิร์ฟ (foot fault) ยกเว้นเท้าเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนฝ่ายรับจะยืนบริเวณใดก็ได้ในฝ่ายของตน

การเสิร์ฟ ยืนหลังเส้นหลังในด้านที่กำหนดไว้สำหรับคะแนนนั้นๆ ห้ามเหยียบเส้นใดๆ รวมทั้งห้ามยืนเลยแนวเส้นข้างและแนวขีดกลางของเส้นหลัง (foot fault)

การเสิร์ฟโดยตีไม่โดนบอล จะถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสีย แต่การโยนบอลแล้วปล่อยบอลตกลงพื้นโดยที่ไม่พยายามตีบอลสามารถทำได้และสามารถเริ่มเสิร์ฟใหม่ได้

การเสิร์ฟโดยตีบอลแล้วบอลไปโดนหรือสัมผัสวัตถุอื่นก่อนตกลงพื้นสนามถือว่าเสิร์ฟเสีย เช่น โดนเสาตาข่าย โดนผู้เล่นฝ่ายเดียวกับเรา เป็นต้น

การเสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟโดยสลับฝั่งขวา/ซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลางไปทุกคะแนน กล่าวคือ ในเกมทั่วไปเริ่มเสิร์ฟคะแนนแรกที่ด้านหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และในคะแนนถัดไปต้องสลับไปเสิร์ฟที่หลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court)

การเสิร์ฟเมื่อเล่นเกมไทเบรก(โปรดดูที่ไทเบรก) ฝ่ายแรกจะเสิร์ฟแค่คะแนนที่ 1 ก่อน จากหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และต่อจากนี้จะผลัดการเสิร์ฟฝ่ายละ 2 คะแนนไปเรื่อยๆสลับกัน โดยตั้งแต่คะแนนที่ 2 จะให้อีกฝ่ายเริ่มเสิร์ฟจากหลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court) และต้องสลับด้านเสิร์ฟซ้าย/ขวาไปทุก 1 คะแนนเช่นกัน หากเล่นประเภทคู่ก็ต้องสลับกันเสิร์ฟคนละ 2 คะแนนเช่นกัน

การเสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้บอลลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ของฝ่ายตรงข้ามในแนวทแยง เช่น กรณีเราเสิร์ฟจากด้านซ้าย ลูกเสิร์ฟจะต้องไปตกในกรอบพื้นที่เสิร์ฟด้านซ้ายของฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน(ด้านขวามือเรา) เป็นต้น

เสิร์ฟเล็ต (let) จะต้องทำการเสิร์ฟลูกนั้นใหม่ ได้แก่ การเสิร์ฟโดยที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องในแนวทแยง หรือลูกสัมผัสตาข่ายแล้วไปโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามโดยที่ลูกยังไม่ตกพื้น หรือการเสิร์ฟเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยังไม่พร้อม ยกเว้นการเสิร์ฟที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกนอกกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องจะถือว่าลูกนั้นเสียทันที (fault)

การเสิร์ฟ มีสิทธิ์เสิร์ฟได้คะแนนละ 2 ครั้ง หากเสิร์ฟครั้งแรกเสีย จะต้องเสิร์ฟครั้งที่ 2 และหากเป็นการเสียของลูกเสิร์ฟครั้งที่ 2 ของคะแนนนั้น(double fault) จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่งด้วย

การตีลูกกลับ

เมื่อลูกข้ามตาข่ายมาแล้ว สามารถตีลูกกลับไปในแดนคู่แข่ง โดยที่ลูกบอลอาจจะยังไม่กระทบพื้นสนามเลยก็ได้ หรือลูกกระทบพื้นสนามฝ่ายของเรามาแล้วไม่เกิน 1 ครั้งก็ได้

ต้องตีลูกบอลกลับภายในครั้งเดียว

การตีลูกบอลกลับแล้วลูกสัมผัสตาข่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ถือว่าผิดกติกา

ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกบอลกลับไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกติกา จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่ง

การสลับแดน

การสลับแดน สลับแดนเมื่อเกมรวมกันเป็นเลขคี่และเมื่อจบเซ็ต แต่หากจบเซ็ตโดยเกมรวมกันเป็นเลขคู่ จะสลับแดนหลังจากจบเกมแรกของเซ็ตถัดไป ส่วนการสลับแดนในการเล่นไทเบรกจะสลับเมื่อคะแนนรวมกันได้ทุก 6 คะแนน

การตัดสินผู้ชนะ

แผนผังการนับคะแนนกีฬาเทนนิส

การตัดสินผู้ชนะของการแข่งขัน(match) ตัดสินจากจำนวนเซ็ต(set) ที่ได้กำหนดไว้ในการแข่งขันนั้น
โดยในแต่ละเซ็ตจะประกอบด้วยหลายๆเกม(game) และในแต่ละเกมจะประกอบไปด้วยการนับคะแนน(point) จากการเล่น ดังนี้

การนับเกมของเซ็ต

ในแต่ละเซ็ต ฝ่ายใดทำได้ 6 เกมก่อนและอีกฝ่ายทำได้ไม่เกิน 4 เกม จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 6-4 เกม หรือ 6-3 เกม เป็นต้น

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 5-5 เกม จะต้องเล่นต่อจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ 7 เกมก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-5 เกม

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 6-6 เกม จะต้องเล่นไทเบรกต่อในเกมที่ 7 เพื่อตัดสินผู้ชนะเซ็ต ซึ่งจะชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกม (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก จะเล่นจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำคู่แข่งได้ 2 เกม)

จำนวนเกมในแต่ละเซ็ตอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกติกาของบางรายการแข่งขันที่กำหนดขึ้นเฉพาะกิจ

การนับคะแนนของเกม

ในเกมหนึ่งๆ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทำคะแนนได้จะนับคะแนนของฝ่ายนั้นเรียงตามลำดับดังนี้ 15, 30, 40, เกม (ซึ่งก็คือคะแนนที่ 1, 2, 3, 4 ที่ทำได้ตามลำดับนั่นเอง) ส่วนคะแนนศูนย์ (0) ภาษาอังกฤษขานว่า เลิฟ (love)ในการขานคะแนน ให้ขานคะแนนของฝ่ายที่เสิร์ฟขึ้นก่อน เช่น 40-30 หมายถึง ฝ่ายเสิร์ฟได้ 40 คะแนน และฝ่ายรับเสิร์ฟได้ 30 คะแนน เป็นต้นหากคะแนนเสมอกันที่ 40-40 จะต้องเล่นต่อไปอีก 2 คะแนน เรียกว่า ดิวซ์ (deuce) และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนนำ 1 คะแนนได้ก่อน เรียกว่า ได้เปรียบ (Advantage มักใช้อักษรย่อ A หรือ Adv) เช่น 40-A หรือ A-40 และหากฝ่ายนั้นทำได้อีก 1 คะแนน ก็จะชนะในเกมนี้ไป แต่หากทำไม่ได้ก็ถือว่ากลับมาเสมอกันที่ 40-40 อีกครั้ง และก็ต้องเล่นดิวซ์ต่อไป

(แต่มีกติกาพิเศษในบางรายการแข่งขันที่กำหนดว่าจะไม่มีการเล่นต่อ 2 คะแนน ฝ่ายไหนได้คะแนนหลังจากคะแนนที่ 40 ก่อนถือว่าชนะเกมนั้น)

หากเกมใดที่ฝ่ายเสิร์ฟของเกมนั้นเป็นฝ่ายชนะ จะเรียกว่า รักษาเกมเสิร์ฟได้ แต่หากฝ่ายเสิร์ฟแพ้เกมนั้น จะเรียกว่า ถูกเบรกเกมเสิร์ฟไทเบรก (tie break) ใช้เพื่อตัดสินผู้ชนะของเซ็ตนั้นในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันที่ 6-6 เกม การเล่นเกมที่ 7 เป็นเกมสุดท้ายของเซ็ต เรียกว่าเล่น ไทเบรก โดยในเกมนี้จะนับคะแนนเป็น 1, 2, 3,… ไปเรื่อยๆ ฝ่ายใดที่ทำได้ 7 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-4 คะแนนของเกมที่ 7 ก็จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เป็นต้น

แต่หากคะแนนของเกมนี้เสมอกันที่ 6-6 คะแนนอีก ผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามที่ทำคะแนนนำคู่แข่งได้ 2 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 8-6 คะแนน หรือแพ้ 8-10 คะแนน เป็นต้น เมื่อไทเบรกจบลง ผลจะเป็นชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกมในเซ็ตนั้นๆ (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก)

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2458ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม และเล่นการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก (พบกับทีมฝ่ายยุโรป) ที่สนามราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ในปีนั้น จนวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามฯ โดยลงเล่นในการแข่งขันระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้ และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อสยามกลายเป็นประเทศไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย

เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทีมมีประวัติของความสำเร็จในการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือชนะเลิศอาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 5 สมัย และชนะเลิศซีเกมส์ 16 สมัย โดยทีมชาติไทยยังสามารถคว้าอันดับ 3 ในเอเชียในปี พ.ศ. 2499 พล.ต.เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1956ที่เมลเบิร์น

โดยเป็นครั้งแรกของทางทีมที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในกีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ทีมไทยจับฉลากพบกับสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 0-9 (ความพ่ายแพ้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) ตกรอบทันที โดยในรอบที่สอง ทีมสหราชอาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 6 ประตูต่อ 1 โดยทีมชาติบัลแกเรียได้เหรียญทองแดง

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมชาติยูโกสลาเวียได้เหรียญเงิน และสหภาพโซเวียตได้เหรียญทองไปครอง ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า “ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 – 0” ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งถึงสมาคมฟุตบอลฯ ให้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ หนึ่งในนักฟุตบอลชุดโอลิมปิกไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนี เพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 ฟุตบอลทีมชาติไทยก็คว้าเหรียญทองในกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันเรียกว่าซีเกมส์) ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนถึง พ.ศ. 2552 ประเทศไทยชนะเลิศการแข่งขันทุก ๆ สองปีรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิงลูกโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 ประตูต่อ 3 ภายหลังจากเสมอกัน 2 ต่อ 2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน ชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพครั้งแรก โดยเป็นแชมป์ร่วมกับทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 11 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถที่จะชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้ารอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545และครั้งล่าสุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นที่ โดฮา ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยก็เป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี พ.ศ. 2537 ไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) กับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลก มาแข่งขันกับในประเทศไทยหลายครั้ง ได้แก่ เอฟซีปอร์โต(2540) อินเตอร์มิลาน (2540) โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษ) และสโมสรชั้นนำอื่น ๆ และในปี 2551 ไทยตกรอบฟุตบอลรอบคัดเลือก รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมอย่าง ญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยไทยแข่ง 6 นัด ไม่ชนะใครเลย แพ้ 5 เสมอ 1 ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน ปีเตอร์ รีดอดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษก็เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ไทย ก็พลาดแชมป์ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2007 โดยการแพ้ทีมชาติเวียดนามรวมผลสองนัด 3-2 และยังพลาดคิงส์คัพอีกรายการหนึ่ง โดยดวลจุดโทษแพ้ ทีมชาติเดนมาร์ก จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552

ปีเตอร์ รีด จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งรวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนในการคุมทีมชาติ

เพราะรีดมีข่าวว่าจะไปทำงานที่สโมสรฟุตบอลสโตกซิตี โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี พูลิส ผู้จัดการทีมสโตกซิตีในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552, ไบรอัน ร็อบสัน ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมซึ่งเซ็นสัญญาไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014. ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันสามารถนำทีมชนะนัดแรกในการคุมทีมของในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือก ที่พบกับ ทีมชาตสิงคโปร์ ด้วยสกอร์ 3-1แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันนำไทยแพ้นัดแรกต่อทีมชาตสิงคโปร์ เช่นกันด้วยสกอร์ 1-0 ด้วยการแพ้ในบ้านที่ประเทศไทย. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และ ทีมชาตอิหร่าน

ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้ ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันสามารถนำชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 ที่ประเทศไทย ในการแข่งขันกระชับมิตร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยเอาชนะทีมชาติอินเดีย ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันกระชับมิตรเช่นกัน แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากการเสมอ 2 นัดกับ ทีมชาติลาว และ ทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งช่วงนั้นถือเป็นยุคมืดของไทยอย่างแท้จริง ทำให้ร็อบสันยกเลิกสัญญาจากการเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.[6]

ต่อมา วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตผู้จัดการทีมเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ท กับอดีตแมวมองสโมสรโบรุสเซียเมินเชนกลัดบัคสโมสรฟุตบอลชื่อดังในบุนเดสลีกาและอดีตผู้จัดการทีมทีมชาติแคเมอรูนวัย 61 ปีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมไทยแทนไบรอัน ร็อบสัน ที่มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ โดยงานแรกของเชเฟอร์คือการนำทีมไทยไปแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ในรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งแฟนบอลทุกคนได้สนับสนุนการทำงานของเชเฟอร์มาตลอดไม่ว่าการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านจะมีแฟนบอลคอยติดตามอยู่ทุกเมื่อ

โดยนัดแรกทีมชาติไทยได้บุกไปแพ้

ให้แก่ฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย ด้วยสกอร์ 1-2 ซึ่งออกนำไปก่อนจากประตูของธีรศิลป์ แดงดา แล้วในการแข่งขันต่อมาสามารถเอาชนะฟุตบอลทีมชาติโอมานได้ 3-0 จากประตูของสมปอง สอเหลบ, ธีรศิลป์ แดงดา และการทำเข้าประตูตัวเองของราชิค จูมา อัล-ฟาร์ซี โดยเป็นชัยชนะนัดที่สองของทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งนัดแรกคือนัดที่เอาชนะทีมชาติปาเสลสไตน์ได้ 3-2 ในรอบคัดเลือกรอบที่ 2.[8] และสามารถยันเสมอทีมชาติซาอุดีอาระเบียได้ 0-0 ในนัดถัดมาแต่หลังจากนั้นทีมชาติไทยได้แพ้อีกทั้ง 3 นัดในการไปเยือน 2 นัดและเล่นในบ้าน 1 นัดจึงทำให้หยุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ไว้ที่รอบแบ่งกลุ่ม (คัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชีย) และในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ทีมชาติไทยสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ซึ่งต้องไปพบกับทีมชาตสิงคโปร์ด้วยการเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยสกอร์ 3-1 ในรอบก่อนรอบชิงชนะเลิศ ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกทีมชาติไทยบุกไปแพ้ทีมชาติสิงคโปร์แต่ก็ได้ประตูทีมเยือน

(อเวย์โกล์) จากอดุลย์ หละโสะและในนัดที่สองแข่งกันที่กรีฑาสถานแห่งชาติและสามารถเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของกีรติ เขียวสมบัติแต่รวมผลสกอร์ทีมชาติไทยแพ้ 3-2 ต่อมาเชเฟอร์ได้นำไปแข่งในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม) ซึ่งเขานำทีมชาติไทยแพ้ทั้ง 2 นัดและทำให้เขายกเลิกสัญญาระหว่างเขากับทีมชาติไทยในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2556 โดยทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ ซึ่งนัดแรกของเกียรติศักดิ์ในการคุมทีมชาติไทยคือในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน โดยเกียรติศักดิ์สามารถนำทีมชาติไทยบุกไปชนะทีมชาติจีนถึงถิ่นด้วยสกอร์ 5-1

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งให้ สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวไทย เป็นผู้ฝึกสอนและเตรียมทีมชาติไทยไปแข่งกับทีมชาติอิหร่าน ในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม)ก่อนที่เกียรติศักดิ์จะมาคุมทีมต่อและสร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และรองแชมป์คิงส์คัพในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งในปี พ.ศ. 2559 ก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์กลุ่มเอฟในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และสามารถผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019 ทันที ซึ่งเป็นการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย

 

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลี่ย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ (Burnley Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองเบิร์นลีย์ โดยสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้น เบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็กลายเป็นหนึ่งสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกฟุตบอลขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี จนเมื่อในฤดูกาลปี ค.ศ. 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับมาลงแข่งขันในลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ

ด้วยผลงานการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการเอาชนะยอดทีมดังอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 1-0 ได้อีกด้วย จากประตูของ ร็อบบี เบลก ในฤดูกาลปี ค.ศ. 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

ปัจจุบัน ไมค์ การ์ลิค และ จอห์น บานาซคิวอิกซ์ เป็นประธานสโมสร โดยมี ชอน ไดช์ เป็น ผจก.ทีม และสโมสรก็ทำการแข่งขันอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

เกรียติประวัติทีม Burnley

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ เคยประสพความสำเร็จเป็น

– แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1920-21 , 1959-60
– รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1919-20 , 1958-59
– แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1897-98 , 1972-73
– รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1912-13 , 1946-47
– แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1914

– รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1946-47 , 1961-62
– ยูโรเปียน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1961
– Win Liverpool 2-0 (premierleague) 20 august 2016

สนามเหย้า Burnley

เทิร์ฟมัวร์ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก ก่อสร้างเมื่อปี 1833 ปัจจุบันมีความจุสนามอยู่ที่ 22,546 คน ทีมสโมสรเบิร์นลีย์ลงเล่นนัดแรกในสนามของตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1883 โดยทีมเจ้าถิ่นแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-6

การแข่งขันฟุตบอลลีกครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่สนามเทิร์ฟมัวร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2431 เฟร็ดโปแลนด์เป็นผู้ทำประตูแรกในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สนามแห่งนี้ถือเป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศอังกฤษ ที่ยังใช้แข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศ

ตราสัญลักษณ์สโมสร

ตัวสิงโตตรงกลางของตราประจำสโมสรเบิร์นลีย์ นั้นมีความหมายสื่อถึง ราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากสนามเหย้า เทริฟ์มัวร์ของสโมสร เป็นสนามแรกที่ได้รับเกรียติจากราชวงศ์อังกฤษมานั่งชมเกม ในปี ค.ศ. 1886 เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ได้เดินทางมาเพื่อเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมือง

หลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นภารกิจในครั้งนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จมาชมเกมฟุตบอลคู่กระชับมิตร ระหว่างทีมเจ้าถิ่นเบิร์นลีย์ กับ โบลตัน ส่วนผึ้งทั้ง 2 ตัวที่อยู่ด้านบนนั้นมีความหมายถึงผู้คนของเมืองเบิร์นลีย์ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คือเหล่าคนงาน หรือผึ้งงานนั่นเอง ส่วนรูปมือตรงกลางนั้น หมายถึงคำขวัญของเมืองที่ว่า “ยึดถือหลักความจริง” นั่นเอง ทั้งหมดนี้คือความหมายของตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรเบิร์นลีย์

สปอนเซอร์ตั้งแต่ อดีต – ปัจจุบัน

ปี ค.ศ. 1982-83 : POCO                                       ปี ค.ศ. 1983–84 : TSB
Multipart : ปี ค.ศ.1984–88                                 ปี ค.ศ.1988–98 : Endsleigh
ปี ค.ศ.1998–2000 : P3 Computers                   ปี ค.ศ.2000–01 : None

Lanway : ปี ค.ศ.2001–04                                     ปี ค.ศ.2004–07 : Hunters
ปี ค.ศ.2007–09 : Holland’s                                ปี ค.ศ.2009–10 : Cooke
Fun88ปี : ค.ศ.2010–12                                        ปี ค.ศ.2012–14 : Premier Range
ปี ค.ศ.2014–15 : Fun88                                       ปี ค.ศ.2015–16 : Oak Furniture Land & Sofa Store
Dafabetปี : ค.ศ.2016–ปัจจุบัน

ประวัติ

สโมสรเบิร์นลีย์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้นเบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปีจนในฤดูกาล 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ โดยการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไป 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ 1-0 จาก ร็อบบี เบลก

ในฤดูกาล 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1920-21,1959-60
  • รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1919-20,1958-59
  • แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1897-98,1972-73
  • รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1912-13,1946-47
  • แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้ง
    • 1914
  • รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้ง
    • 1946-47,1961-62
  • ยูโรเปียน คัพ
    • รอบก่อนรองชนะเลิศ ปี 1961
  • Win Liverpool 2-0
    • (premierleague) 20 august 2016

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นมีประสบการณ์ในรายการเมเจอร์มาแล้วรวมสามรายการด้วยกัน โดยตามรายงานของ  พวกเขานั้นเคยตีตั๋วไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วทั้งหมด 12 สมัย, ฟุตบอลยูโร 5 สมัย, และเคยเข้าร่วมในการแข่งขันโอลิมปิคอีกทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในโอลิมปิกปี 1920

สำหรับผลงานอื่นๆที่น่าสนใจของทีมชาติเบลเยี่ยม คือ พวกเขาเคยเอาชนะสี่ทีมชาติยักษ์มาแล้วอย่าง เยอรมนีตะวันตก, บราซิล, อาร์เจนติน่า และ ฝรั่งเศส ในช่วงปี 1954 ถึงปี 2002

คู่แข่งสำคัญของทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นคือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และทีมชาติฝรั่งเศส โดยพวกเขาแทบจะได้เจอกันทุกครั้งในช่วงปี 1905 ถึง ปี 1967

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นถูกตั้งฉายาให้เป็น ทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป นับตั้งแต่ปี 1906

สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม ในยุคของยอดศูนย์หน้าอย่าง พอล ฟาน ฮิมสท์, ตำนานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเบลเยี่ยมในยุคศตวรรษที่ 20, ทีมชาตเบลเยี่ยมนั้นสามารถคว้าอันดับที่สามในศึกฟุตบอลยูโร 1972 มาได้

หลังจากนั้น พวกเขามียุคทองที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะเต็มทีมอยู่สองช่วง ในช่วงแรกเป็นช่วงยุค 80 ถึงยุค 90 โดยพวกเขาสามารถคว้าอันดับที่สองในศึกยูโร 1980 มาได้ แล้วคว้าอันดับที่ 4 ในศึก

โค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม: โรเบอร์โต้ มาร์ติเนซ

โรเบอร์โต้ มาติเนซ, เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1973, เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพสัญชาติสเปน ในตำแหน่งมิดฟิล์ดตัวรับ โดยเขาเคยเข้ามาโลดเล่นในวงการฟุตบอลอังกฤษกับสโมสร สวอนซี เมื่อปี 2003

หลังจากปี 2007 มาร์ติเนซ ตัดสินใจแขวนสตั๊ดและได้กลายมาเป็นกุนซือให้กับสโมสรสวอนซี โดยสามารถพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นจากลีกวันขึ้นมาที่ลีกแชมเปี้ยนชิพได้

หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายมาคุมวีแกน ก่อนที่จะย้ายไปคุมสโมสรเอฟเวอร์ตัน และท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2016 มาร์ติเนซได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติเบลเยี่ยม

นักเตะคีย์แมนของทีมชาติเบลเยี่ยม: เควิน เดอ บรอยน์

เป็นอะไรที่ยากมากที่จะระบุว่าใครคือนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมชาติเบลเยี่ยม เนื่องจากทีมนั้นเต็มไปด้วยแข้งพรสวรรค์ครบถ้วนแทบจะทุกตำแหน่ง แต่สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน เควิน เดอ บรอยน์ ถือว่าสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมากที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการคุมเกมแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พลพรรคเรือใบสีฟ้า ยังคงเป็นจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีกได้

ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างกำลังจับตามองอยู่ว่า เดอ บรอยน์ จะสามารถนำทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์มาได้หรือไม่

รายชื่อนักเตะ 23 คนสุดท้ายของ ทีมชาติเบลเยียม

ผู้รักษาประตู: โคเอน คาสตีลส์ (สโมสร โวล์ฟสบวร์ก) , ติโบต์ กูร์ตัวส์ (สโมสร เชลซี) , ซิมง มิโญเลต์ (สโมสร ลิเวอร์พูล)

กองหลัง: โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ) , เดดริค โบยาต้า (สโมสร กลาสโก เซลติก) , แวงซอง กอมปานี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , โธมัส มูนิเออร์ (สโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง) , โธมัส แฟร์มาเลน (สโมสร บาร์เซโลนา) , แยน แฟร์ตองเกน (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

กองกลาง: นาเซอร์ ชาดลี (สโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบียน) , เควิน เดอ บรอยน์ (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , มุสซา เดมเบเล (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) , ลีนเดอร์ เดนคอนเกอร์ (สโมสร อันเดอร์เลชท์) , มารูยาน เฟลไลนี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ยูริ ตีเลมองส์ (สโมสร โมนาโก) , อักเซล วิตเซล (สโมสร เทียนจิน ฉวนเจียน) , ธอร์ก็อง อาซาร์ (สโมสร โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค) , อัดนาน ยานูไซ (สโมสร เรอัล โซเซียดาด) , ยานนิค การ์รัสโก (สโมสร ตาเหลียน ยี่ฟาง)

กองหน้า: มิชี บัตชัวญี (สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) , เอเด็น อาซาร์ (สโมสร เชลซี) , โรเมลู ลูกากู (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ดรีส์ เมอร์เทนส์ (สโมสร นาโปลี)

ประเทศเบลเยียมหรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรปและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกับของอีกหลายองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ทั้งนี้ ลักษณะของประเทศ ยังคล้ายกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

เบลเยียมมีความหลากหลายทางภาษาค่อนข้างสูง ส่งผลต่อระบบการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน เบลเยียมแบ่งออกเป็นสองภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่ฟลานเดอส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ และวัลโลเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม เป็นเขตทวิภาษา ตั้งอยู่ในฟลานเดอส์

ฟุตบอลทีมชาติเบลเยียมเป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศเบลเยียม ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ในฟุตบอลโลก เคยได้ที่ 4 ในฟุตบอลโลก 1986 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เคยได้ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1980

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า นับเป็นทีมที่ได้อันดับ 1 โดยที่ไม่เคยได้แชมป์ในรายการใหญ่ ๆ ทั้งฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาก่อน

จำนวนที่เข้ารอบฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกเข้ารอบจำนวน 12 ครั้ง

ผลงานฟุตบอลโลก

1930 – เข้ารอบแรก

1934 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1938 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1954 – เข้ารอบแรก

1970 – เข้ารอบแรก

1982 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1986 – ได้อันดับที่ 4

1990 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1994 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1998 – เข้ารอบแรก

2014 – เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

2018 – เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย

 

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

(ฝรั่งเศส: Équipe de France de football) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศฝรั่งเศสและเป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งในทวีปยุโรป มีผลงานชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 1998 และ ฟุตบอลโลก 2018 และเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1984 และ ปี ค.ศ. 2000

ประวัติทีม

ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1904 ในช่วงที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 โดยลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับเบลเยียมในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 ฝรั่งเศสได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่สนามปาร์กเดแพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500 คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 1-0

ในปี ค.ศ. 1932 ฝรั่งเศสได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของฝรั่งเศสคือถล่มทีมชาติเม็กซิโก 4-1 โดยลูว์เซียง โลร็อง ที่เป็นผู้ยิงประตูแรกของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ฝรั่งเศสกลับแพ้ 1-0 ใน 2 เกมต่อมากับอาร์เจนตินาและชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ในปี ค.ศ. 1934 ฝรั่งเศสยังคงต้องผิดหวังต่อไป เมื่อตกรอบแรกจากการแพ้ออสเตรีย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีอย่างผิดหูผิดตาในครั้งที่พวกเขารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1938 หลังจากฝ่าด่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับอิตาลีด้วยคะแนน 3-1

ในยุคทศวรรษที่ 1950 นับเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลของฝรั่งเศส จากการแจ้งเกิดของนักเตะชื่อดังอย่างฌุสต์ ฟงแตน เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก และแรมง กอปา ตำนานดาวยิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 1958 ฝรั่งเศสสามารถคว้าอันดับ 3 จากการถล่มทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 6-2 โดยฟงแตนยิงคนเดียว 4 ประตู

ในปี ค.ศ. 1960 ฝรั่งเศสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นครั้งแรก แต่พวกเขากลับทำได้แค่อันดับ 4 หลังจากแพ้ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย 2-0 แต่หลังจากนั้น ฝรั่งเศสกลับดำดิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง รวมถึงความล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันระดับเมเจอร์หลายรายการ โดยพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้เลยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970

เมื่อในยุคทศวรรษที่ 1980 ฝรั่งเศสกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งจากการนำทัพของมีแชล ปลาตีนี ตัวทำเกมจอมเทคนิค และสามสุดยอดกองกลางอย่างฌ็อง ตีกานา, อาแล็ง ฌีแร็ส และลูยส์ แฟร์น็องแดซ ที่ประสานงานร่วมกันจนถูกขนานนามว่า สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ (Magic Square) พวกเขาพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับนานาชาติได้สำเร็จในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยปลาตีนีได้เป็นดาวซัลโวของรายการด้วยการยิงไปถึง 9 ประตู รวมถึงหนึ่งในประตูในเกมที่ชนะสเปนด้วยคะแนน 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ฝรั่งเศสยังสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี ค.ศ. 1984 ก่อนที่จะคว้าแชมป์รางวัลอาร์เตมีโอ ฟรังกี (คอนเฟเดอเรชันส์คัพในปัจจุบัน) ในปีถัดมาทำให้พวกเขาได้รับการยกให้เป็นทีมเต็ง 1 สำหรับการครองแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 แต่แล้วก็ยังคงต้องรอตำแหน่งแชมป์ต่อไป หลังจากทำได้แค่อันดับ 3 ด้วยการแพ้เบลเยียม 4-2

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1996 ฝรั่งเศสเริ่มก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดทีมของวงการลูกฟุตบอลโลก จากการที่เข้าสู่ยุคผลัดใบโดยนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามารับใช้ชาติหลายต่อหลายคน ในยูโร 1996 ฝรั่งเศสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่รอบตัดเชือกเช่นเดิมหลังจากแพ้สาธารณรัฐเช็ก ต่อมาในฟุตบอลโลก 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพฝรั่งเศสสามารถระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการถล่มบราซิล สุดยอดทีมจากฟุตบอลโลก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ของทีม

ในปี ค.ศ. 2000 ฝรั่งเศสยังคงรักษาความฟอร์มที่ดีไว้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 2000 ด้วยการชนะอิตาลี 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ภายใต้การเล่นเกมและสร้างสรรค์เกมของซีเนดีน ซีดาน สุดยอดกองกลางจอมเทคนิคของฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาทำสถิติเป็นชาติแรกที่ครองแชมป์ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรนัลตั้งแต่ที่เยอรมนีตะวันตกเคยทำได้เมื่อปี 1974 นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังขึ้นไปอันดับ 1 ในการจัดอันดับโลกของฟีฟ่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสเริ่มจะกลับสู่ความตกต่ำอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จแต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพวกเขาต้องหยุดอยู่ที่รอบแรกเท่านั้น ก่อนที่ผลงานจะดีขึ้นมาในยูโร 2004 โดยฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ก็ปราชัยต่อกรีซ เจ้าของแชมป์ในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 2006 ฝรั่งเศสเกือบจะไม่ผ่านไปเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 แต่ยังดีที่บรรดานักเตะรุ่นเก่าที่เคยประกาศตัดสินใจอำลาทีมชาติเปลี่ยนใจกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในรอบสุดท้าย หลังจากสู้และสามัคคีกันจนสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแพ้อิตาลีจากการดวลจุดโทษไป 5-3 ไปอย่างน่าเสียดาย 2 ปีต่อมาในยูโร 2008 ฝรั่งเศสก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งหลังจากตกรอบแรก เนื่องจากถูกจับให้อยู่ในกลุ่มที่มีแต่ทีมเต็งที่จะเป็นแชมป์ โดยมีเนเธอร์แลนด์ อิตาลี และโรมาเนีย เป็นสมาชิกร่วมกลุ่มด้วยการเป็นที่ 4 ของกลุ่ม

ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 ฝรั่งเศสต้องผิดหวังอีกครั้งหลังตกรอบแรกในการคัดเลือกทีมไปแข่งขันที่ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาภายในทีมอีกระหว่างนักเตะและผู้ฝึกสอนอีกด้วย ต่อมาในยูโร 2012 ทีมชาติฝรั่งเศสก็เริ่มทำผลงานเริ่มดีขึ้นมา โดยในรอบแบ่งกลุ่มสามารถเป็นรองแชมป์กลุ่มได้ เป็นรองเพียงอังกฤษเท่านั้น แต่แล้วในรอบสิบหกทีมสุดท้ายก็ต้องปราชัยแพ้ให้กับทีมเต็งของรายการนี้อย่างสเปนไป 2-0

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ทีมชาติฝรั่งเศสผ่านเข้าได้ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนีไป 0-1 ซึ่งในครั้งนั้นทีมชาติเยอรมนีก็ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 และในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถสร้างผลงานผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งเป็นการผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ของทีมชาติฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คว้าแชมป์สมัยที่ 2 โดยการเอาชนะโครเอเชีย 4-2

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1984 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 1998 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
  • แชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ปี 2001 และ ปี 2003
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 2018
  • ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี 1904
  • ในช่วงที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม ปี 1904โดยพวกเขาลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับทีมชาติเบลเยี่ยมในวันที่ 1พฤษภาคม ปี 1904ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1905ฝรั่งเศส ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ พาร์กส์ เดส์ แพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 1-0ในปี 1930ฝรั่งเศส เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ อุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของ “เลส์ เบลอส์” พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ถล่ม เม็กซิโก 4-1โดย ลูเซียง โลร็องต์ ที่เป็นผู้ยิงประตูโทนของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ ฝรั่งเศส กลับปราชัย 1-0ใน 2เกมต่อมากับ อาร์เจนตินา และ ชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

ช่วงปีปลายปี ค.ศ. 1886 : สโมสรสโมสรฟุตบอล อาร์เซนอล ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จากกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช โดยใช้ชื่อในการแข่งขันครั้งแรกว่า “ไดอัล สแควร์” และได้รับชัยชนะครั้งแรกเหนือทีม อีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “รอยัลอาร์เซนอล”

ช่วงปี ค.ศ. 1891-1893 : ก้าวเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรก และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นโดยใช้ชื่อ “วูลิชอาร์เซนอล” และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี ค.ศ. 1904 : สโมสร อาร์เซน่อล ก้าวขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก ตอนแรกนั้น วูลิชอาร์เซนอล ประสบปัญหาการเงิน และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอล เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นโดดเดี่ยวเกินไป ทำให้มีผู้เข้าชมน้อย

ช่วงปี ค.ศ. 1913 : ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องมีอันตกชั้นจากดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น ทำให้พวกเขาได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ “อาร์เซนอลสเตเดี้ยม” ในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ และในปีต่อมาได้มีการตัดคำว่า “วูลิช” เหลือเพียง อาร์เซนอล ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และนับตั้งแต่ปี 1919 อาร์เซนอลที่ได้กลับสู่ดิวิชั่น 1 พวกเขายังไม่เคยตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 – 2000 : เป็นยุครุ่งเรืองของ อาร์เซน่อล ที่สุด นับตั้งแต่ ได้กุนซือคนเก่งอย่าง อาร์แซน เวงเกอร์ เข้ามาคุมทัพในปี 1996 เขาได้นำวิธีการซ้อมใหม่ๆ และแนวทางการเล่นใหม่ๆเข้ามา และสามารถทำให้นักเตะต่างชาติปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดี และพา อาร์เซนอล คว้าดับเบิลแชมป์ได้ใน ฤดูกาล 1997-98 และ 2001-02 นอกจากนั้นในฤดูกาล 2003-04 พวกเขาสามารถพาแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลย และทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัด ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศจนได้รับฉายาว่า “อาร์เซนอลผู้ไร้เทียมทาน”

ช่วงปี ค.ศ. 2005-2014 : อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลยเป็นเวลานานถึง 9 ปีเต็ม ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แชมป์ เอฟเอคัพ มาครองได้ในช่วงท้ายฤดูกาล 2014

ช่วงปี ค.ศ. 2014-ปัจจุบัน : นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลสุดท้าย ฤดูกาล 2003-04 พวกเขาก็ยังไม่สามารถก้าวไปคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลย แต่ก็สามารถเก็บถ้วยรางวัล เอฟเอคัพ มาครองเพิ่มอีก 2 สมัย คือ ฤดูกาล 2015 และ 2017

สนามรังเหย้าทีม อาร์เซนอล

อาร์เซนอล สเตเดี้ยม เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1913 เป็นที่จักกันในชื่อ “ไฮบรี” เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านไฮบรี ซึ่งมีการใช้และปรับปรุงเรื่อยมา และได้ยกเลิกการใช้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2006

เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ความจุสนาม 60,355 ที่นั่ง เริ่มสร้างสนามแห่งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2004 ซึ่งในช่วงระหว่างก่อสร้างนั้น เดิมทีมีชื่อว่า “แอชเบอร์ตันโกรฟ” ก่อนเปลี่ยนชื่อตามข้อตกลงของสปอนเซอร์อย่างสายการบิน เอมิเรตส์ โดยมีมูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ 430 ล้านปอนด์ และได้เริ่มเปิดใช้ในเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2006 จนถึงปัจจุบัน

ตราโลโก้ สัญลักษณ์ ทีม อาร์เซนอล

ตราสัญลักษณ์ที่ 1 ปี ค.ศ. 1888 : ทางสโมสรได้ทำการออกแบบตราสโมสรแรก ซึ่งรูปแบบก็ได้ลอกเลียนแบบมาจากตราของเมือง The Borough of Woolwich ซึ่งเป็นย่านที่เริ่มก่อตั้งทีม ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงลอนดอน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตราสโมสรนั้นคล้ายกับตราประจำเมืองของ วูลิช นั้นเอง ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนตราสมโมสรใหม่ในปี 1913 เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง

ตราสัญลักษณ์ที่ 2 ปี ค.ศ. 1913 : อาร์เซนอล ได้มีการตราสโมสรใหม่ เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง
ตราสัญลักษณ์ที่ 3 ปี ค.ศ. 1922 : จากที่มีสัญลักษณ์ปืนใหญ่อยู่ 3 กระบอก เปลี่ยนมาเหลือเพียงแค่กระบอกเดียวเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาว “วูลิชอาร์เซนอล” เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางกระบอกปืนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก หรือหันไปทางขวานั้นก็ถูกใช้อยู่เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตราสโมสรอีกครั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 4 ปี ค.ศ. 1925 : กระบอกปืนมีขนาดเล็กลง และหันปากกระบอกปืนไปทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้าย สาเหตุที่กระบอกปืนเล็กลงนั้นไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่มีการสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากตราที่หน้าประตูของหน่วยหาญปืนใหญ่ที่เมือง วูลิช นั้นเอง โดยตราสโมสรอันนี้ถูกใช้ยาวนานถึง 17 ฤดูกาลเลยทีเดียว

ตราสัญลักษณ์ที่ 5 ปี ค.ศ. 1949 : มีการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ใหม่ และมีการเพิ่มข้อความลงในตราสัญลักษณ์ด้วย ซึ่งที่มาของข้อความนั้นก็มาจากความทรงจำบรรดาแฟนๆของ อาร์เซนอล ในหนึ่งปีก่อนนั้นในวันสุดท้ายของฤดูกาล

1947-1948 เป็นวันที่ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ทำให้ แฮร์รี่ โฮมเมอร์ บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของทีมในวันนั้นได้ให้คำนิยามสำหรับฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาไว้ว่า “เราลองใช้ประโยคเป็นภาษาละตินดีไหม” จึงได้คำว่า Victoria Concordia Crescit ซึ่งมีความหมายว่า “ชัยชนะเกิดขึ้นจากความสามัคคี” ตราสโมสรใหม่จึงได้รวมประโยคภาษาละตินของ โฮมเมอร์ เอาไว้ด้วย และได้เปลี่ยนแปลงตัวหนังสือชื่อ Arsenal อีกทั้งยังได้นำตราประจำเมือง อิสลิงตัน เข้าไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้ถูกใช้ยาวนานถึง 53 ปี

ตราสัญลักษณ์ที่ 6 ปี ค.ศ. 2001 : ได้มีการทำตราสโมสรใหม่ให้เรียบร้อยขึ้น เนื่องจากเหตุผลทางด้านโฆษณาด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงมาใช้สีเหลืองแทนสีทอง และตัวหนังสือก็ได้มีการเขียนให้อ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรนี้ก็ใช้ได้อยู่ไม่นานนัก เนื่องจากทางสโมสรไม่สามารถจดทะเบียนกับตราสโมสรนี้ได้ และอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากการที่สโมสรมุ่งหวังที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 7 ปี ค.ศ. 2002-ปัจจุบัน : เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงการใช้ตราสโมสรนี้ อาทิเช่น การย้ายฐานมาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และได้ออกไปเล่นรายการยุโรปมากขึ้น แม้ช่วงแรกตรานี้จะไม่ถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้นำตราสโมสรนี้ออกมาใช้จนได้ แม้จะดูไม่มีมนต์คลังเหมือนกับของเดิม แต่ก็ดูมีเสน่ห์ และก็ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ในรอบวันที่ผ่านมา ทีมชาติอังกฤษคือทีมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยิ่งกว่าทีมอื่นๆ ในศึกยูโร 2020 จากการที่เพิ่งเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เยอรมนี ได้ 2-0 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูโร 2020 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
นี่คือการเอาชนะทีมอินทรีเหล็กในรอบน็อคเอาต์ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี หลังจากทำได้ครั้งสุดท้ายในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966 ที่ เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ซัดแฮตทริกพาอังกฤษชนะ 4-2 ซึ่งประตูนำ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเกมดังกล่าว ยังคงเป็นที่ถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน ว่าลูกยิงของ เฮิร์สท์ ที่ซัดชนคานแล้วเด้งไปตกบริเวณเส้นประตูนั้น มันข้ามเส้นไปแล้วจริงหรือไม่
การเอาชนะ เยอรมนี ได้สำเร็จ ทำให้หลายคนเริ่มมองว่าอังกฤษมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่จะไปให้ถึงแชมป์ เพราะพวกเขาจะไม่เจอกับทีมใหญ่อีกจนกว่าจะถึงนัดชิงชนะเลิศ
ยูเครน ที่จะเป็นคู่ต่อสู้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือทีมใดทีมหนึ่งระหว่าง สาธารณรัฐเช็ก กับ เดนมาร์ก ที่อาจจะได้เจอกัน ถ้าหาก แกเร็ธ เซาธ์เกต พาทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศ ล้วนเป็นทีมที่ถูกประเมินว่ามีศักยภาพเป็นรองอังกฤษทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากอังกฤษผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้จริง พวกเขาจะได้เล่นที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ในเกมที่เหลือทั้งหมด เพราะกรุงลอนดอนได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพทั้งรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ นั่นคือความได้เปรียบที่อาจจะช่วยให้ทีมสิงโตคำรามมีโอกาสสมหวังมากขึ้นไปอีก

วิเคราะห์เกมย้อนหลัง

พูดถึงประเด็นที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต สามารถลบล้างบาดแผลที่เขาเคยยิงจุดโทษพลาดสมัยเป็นนักเตะ จนทีมตกรอบรองชนะเลิศยูโร 1996 มันก็อาจจะช้าเกินไปเสียแล้ว
ผมจึงไปหาข้อมูลมาเพิ่มในประเด็นที่แตกต่างแทน และคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ เต็มไปด้วยนักเตะที่มีสายเลือดอังกฤษแท้ๆ น้อยกว่าผู้เล่นที่มีส่วนผสมของสัญชาติอื่น
จาก 11 ตัวจริงที่เอาชนะทีมของ โยอัคคิม เลิฟ ได้ 2-0 นัดล่าสุด พบว่ามีนักเตะที่เป็นสายเลือดชาวอังกฤษแท้ๆ เพียง 4 คนเท่านั้นที่ออกสตาร์ท นอกนั้นอีก 7 คนเป็นนักเตะที่มาจากครอบครัวของคนสัญชาติอื่นทั้งสิ้น
สำหรับนักเตะ 4 คนที่ว่า ซึ่งเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ เลยนั้นประกอบด้วย จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูจาก เอฟเวอร์ตัน, จอห์น สโตนส์ เซนเตอร์แบ็กจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, คีแรน ทริปเปียร์ แบ็กขวาจาก แอตเลติโก มาดริด และ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทีนี้ไปดูกันว่าอีก 7 คนที่เหลือที่ได้ลงตัวจริงในเกมโค่นอินทรีเหล็ก มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญชาติอื่นอย่างไรบ้าง…
ศูนย์หน้าดาวยิงกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน มีคุณพ่อเป็นชาวไอริช 🇮🇪
ปีกที่เป็นดาวซัลโวประจำทีมในทัวร์นาเมนต์นี้อย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลืมตาดูโลกที่ประเทศจาเมกา 🇯🇲 และอาศัยอยู่กับครอบครัวที่นั่นจนถึงอายุ 5 ขวบ
นอกจาก สเตอร์ลิ่ง แล้ว กองหลังเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ ก็มีสายเลือดของชาวจาเมกัน 🇯🇲 ในตัวด้วยเช่นกัน เพราะพ่อแม่ของเขาอพยพมาใช้ชีวิตที่อังกฤษในภายหลัง
บูคาโย่ ซาก้า ตัวริมเส้นดาวรุ่งของ อาร์เซน่อล เป็นลูกชายของพ่อแม่ชาวไนจีเรียน 🇳🇬
คาลวิน ฟิลลิปส์ กองกลางตัวห้องเครื่องจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด มีคุณพ่อเป็นชาวจาเมกา 🇯🇲 และคุณแม่เป็นชาวไอริช 🇮🇪 เขาเคยถูกทีมชาติจาเมกาทาบทามตัวให้เล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่มาก่อน แต่สุดท้ายก็เลือกเล่นให้อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาลืมตาดูโลก
ส่วนมิดฟิลด์ตัวรับจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่าง เดแคลน ไรซ์ แม้จะเกิดในกรุงลอนดอน แต่ปู่ย่าตายายก็มาจากไอร์แลนด์ 🇮🇪 ซึ่ง ไรซ์ เคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์มาแล้วทุกชุด ซึ่งรวมถึงทีมชุดใหญ่มาแล้ว 3 นัดด้วย
แต่การไม่เคยลงเล่นให้ไอร์แลนด์ในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการมาก่อน เปิดโอกาสให้เจ้าตัวยังสามารถเปลี่ยนมาเล่นให้ทีมชาติอังกฤษได้ ก่อนกลายเป็นตัวหลักอันดับหนึ่งในแผงมิดฟิลด์ยุคของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในที่สุด
นอกจากนั้นแล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เคยมีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ หรือไม่ก็สาธารณรัฐไอร์แลนด์ก็ได้เช่นกันตามสัญชาติของต้นตระกูล หลังจากในช่วงที่ยังเป็นดาวรุ่ง เขาเคยติดทีมชุดเยาวชนแค่รุ่นยู-21 เพียงนัดเดียวเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าโอกาสจะได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ มันแทบจะยากเกินไปสำหรับเขา
แต่สุดท้ายพอ แม็กไกวร์ เติบโตมา เขาสามารถพัฒนาฝีเท้าให้กลายเป็นเซนเตอร์แบ็กระดับแถวหน้าของอังกฤษได้สำเร็จ เรื่องไปเล่นให้ไอร์แลนด์จึงไม่เคยเกิดขึ้น

ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ของทัพ ทรี ไลอ้อนส์ ชุดนี้ ที่ไม่ได้เป็นตัวจริงในเกมพบกับทีมอินทรีเหล็ก ก็มีนักเตะที่เป็นสายเลือดอังกฤษแท้ๆ อีกแค่ 6 คนเท่านั้น
6 คนที่ว่า ได้แก่ อารอน แรมสเดล นายประตูจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, แซม จอห์นสโตน ผู้รักษาประตูของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, เบน ไวท์ กองหลังจาก ไบรท์ตัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันลิเวอร์พูล, เมสัน เมาน์ท มิดฟิลด์ตัวรุกเชลซี และ ฟิล โฟเด้น ปีกดาวรุ่งจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แจ็ค กรีลิช แนวรุกตัวทีเด็ดจาก แอสตัน วิลล่า เคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ชุดเล็กมาแล้วตอนเป็นนักเตะวัยทีนเอจ 🇮🇪 เพราะพ่อแม่ของเขาเป็นชาวไอริช แต่ย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเบอร์มิงแฮม
เจดอน ซานโช่ ปีกจอมแอสซิสต์จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเตรียมย้ายไปซบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเร็วๆ นี้ เป็นลูกชายของชาวตรินิแดดและโตเบโก 🇹🇹
มาร์คัส แรชฟอร์ด มีบรรพบุรุษฝั่งแม่อพยพมาจากเซนต์คิตส์และเนวิส 🇰🇳 ประเทศที่เล็กที่สุดของซีกโลกตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่บนแถบแคริบเบียน
ไทโรน มิงส์ กองหลังของ แอสตัน วิลล่า เป็นลูกหลานของปู่ย่าชาวบาร์เบโดส 🇧🇧 ประเทศที่อยู่ทางตะวันออกสุดของหมู่เกาะแคริบเบียน ในทวีปอเมริกาเหนือ
คอเนอร์ โคดี้ เซนเตอร์แบ็กจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวไอริช 🇮🇪
เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายจากเชลซี มีคุณพ่อเป็นชาวนิวซีแลนด์ 🇳🇿
รีซ เจมส์ วิงแบ็กขวาจากเชลซีอีกคน เป็นลูกชายของ ไนเจล เจมส์ คุณพ่อที่มีบรรพบุรุษมาจากฝั่งแอฟริกัน
จู๊ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์จากดอร์ทมุนด์ ซึ่งเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของทีมชุดนี้ ก็มีพ่อแม่เป็นลูกครึ่งแอฟริกันด้วยเช่นกัน
และคนสุดท้าย โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน หัวหอกตัวสำรองจาก เอฟเวอร์ตัน มีคุณพ่อเป็นลูกครึ่งแอฟริกัน-แคริบเบียน
ส่วน แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือของทีมชุดนี้ ซึ่งสมัยเป็นนักเตะเคยเป็นปราการหลังของทีมชาติ ถือเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ หากไปย้อนดูประวัติวัยเด็ก และสืบดูต้นตระกูลของเจ้าตัว

เท่ากับว่าจากนักเตะทั้งหมด 26 คนของทีมชาติอังกฤษชุดสู้ศึกยูโร 2020 เป็นนักเตะสายเลือดแดนผู้ดีแท้ๆ 10 คน ส่วนอีก 16 คนมีส่วนผสมของสัญชาติอื่น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูฟ่ารณรงค์ต่อต้านเรื่องการเหยียดสีผิว, เหยียดเชื้อชาติ และหวังว่ากีฬาฟุตบอลจะเป็นสื่อกลาง ให้ทุกคนไม่ว่าจะมาจากชาติไหน ล้วนมีความเป็นมนุษย์ไม่ด้อยไปกว่ากัน
สุดท้ายแล้ว เมื่อนักเตะทุกคนได้ลงไปเล่นภายใต้เครื่องแบบทีมชาติที่ตัวเองถูกรับเลือก ต่างมีความภาคภูมิใจกับโอกาสที่ได้รับ และมุ่งมั่นช่วยให้ทีมของตัวเองประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น…

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก
ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก นักเตะทีมชาติเดนมาร์กขวัญกำลังใจเปี่ยม ก่อนลงดวลกับ เวลส์ ในเกมยูโร 2020 รอบ 16 ทีม หลัง คริสเตียน เอริคเซน เดินทางมาเยี่ยมถึงแคมป์เก็บตัว

ESPN สื่อชื่อดัง ได้รายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2564 ว่า  Christian Eriksen ทำให้ทั้งทีม นักเตะเดนมาร์กประหลาดใจ ด้วยการออกจากโรงพยาบาล และไปทักทายเพื่อนร่วมทีมได้ที่สนามซ้อม รายงานนี้ ได้รับการยืนยันจาก เพื่อนนักเตะเมื่อวันเสาร์

Eriksen ออกจากโรงพยาบาล ในโคเปนเฮเกนเมื่อวันศุกร์ และไปพบปะเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ แคมป์ฝึกซ้อม นอกเมืองหลวงทันที    คริสเตียน นอร์การ์ด  โจอาคิม มาห์เล่ กองกลาง และ กองหลังทีมชาติเดนมาร์กชุดลุย ยูโร 2020  กล่าวอย่างประหลาดใจว่า

ผมไม่รู้ว่าเขาจะมา ดังนั้นเราจึงหยุดการฝึกซ้อมเมื่อเขามาถึง   นอร์การ์ดกล่าว  ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดี และมันส่งผลดีกับทีมของเรา เราได้รับอนุญาตให้กอดเขา เป็นเรื่องดีมาก ที่ได้เห็นเขาเดินไปรอบๆ กับลูกชายของเขา มันเป็นวันที่ดีในหลาย ๆ ด้าน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ

Eriksen อายุ 29 ปี ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้น ระหว่างเกมยูโร 2020 ในเกมแรกที่ เดนมาร์กพบกับฟินแลนด์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และต้องได้รับการช่วยชีวิต ด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจ ท่ามกลางสายตาแฟนบอลทั่วโลก และ วีรกรรมที่น่ายกย่องของกัปตันทีมอย่าง ซิมอง เคียร์ กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

เขาออกจากโรงพยาบาล หลังจาก ได้ติดตั้งเครื่องตรวจหัวใจ แบบฝังไว้เพื่อป้องกัน อาการวูบคาสนาม ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตกับเขาได้อีก

Mahler กล่าวว่า Eriksen มาพร้อมกับคู่หู และ ลูกสองคนของเขา ในระหว่างการเยือน กองกลางอินเตอร์ มิลาน รับประทานอาหารกลางวันกับทีม ก่อนกลับบ้านเพื่อใช้เวลา กับครอบครัว

มันเป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์ เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นเขา เขากำลังนอนอยู่ในสนาม เพื่อรับการช่วยเหลือ  เมห์เลกล่าว  เรารู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร แต่การได้เห็นเขา ในชีวิตจริงนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เดนมาร์กแพ้ ฟินแลนด์ และ เบลเยี่ยม ในสองเกมแรกที่ยูโร 2020 แต่ยังมีโอกาส เข้ารอบ  ด้วยที่ต้องชนะรัสเซีย ในวันจันทร์ที่จะถึง ณ สนามกีฬา ปาร์เก้น

Andreas Skov Olsen กองหน้าทีมโคม กล่าวว่าการมาเยือนของ Eriksen นั้นจะช่วยให้ ทีมมีสมาธิกับเกมรัสเซียมากขึ้น “เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นเขายืนอยู่ ตรงหน้าคุณ” สคอฟ โอลเซ่น กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรา คือการรู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร เพื่อที่เรา จะได้มีสมาธิกับทัวร์นาเมนต์ที่เหลือ อย่างเต็มที่”

อินเตอร์ มิลาน สโมสรของ อีริคเซ่น ได้ส่งจดหมาย เปิดผนึกถึงผู้เล่น ของพวกเขาในวันเสาร์ โดยขอบคุณเขา และ แสดงความสนับสนุน แต่ยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดว่าอีริคเซ่น จะหวนคืนสู่สโมสรอินเตอร์ ในกัลโช่เซเรียอาได้หรือไม่

ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเรานับตั้งแต่วันเสาร์ ช่วงเวลาเหล่านั้น ที่มันดูเหมือนยาวนาน และ ไร้เหตุผลสำหรับเรา เราภาวนาว่า มันคือฝันร้าย โชคดีที่เราตื่นจากฝันร้ายได้ ” เนื้อหาในจดหมาย

ในความเงียบงันของวันนี้ เราได้รวบรวมความคิดทั้งหมด คำอธิษฐานของเรา แม้แต่การถอนหายใจ โล่งใจ สำหรับภาพถ่าย และ การอัปเดตที่มาจากสถานที่ ที่เราไม่รู้จนกระทั่งเมื่อสองสามวันก่อนที่ โรงพยาบาล Rigshospitalet ใน โคเปนเฮเกน

เช้าวันอังคาร นั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดมาถึง ทั้ง รูปภาพ รอยยิ้ม การยกนิ้วให้  สวัสดีทุกคน ขอบคุณมาก สำหรับข้อความของคุณ จากทั่วทุกมุมโลก มันมีความหมายมาก สำหรับผมและครอบครัวของฉัน ฉันสบายดี คุณอยู่ตรงนั้น คริสเตียน อีริคเซ่น

อีกก้าวหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์  การผ่าตัด การออกจากโรงพยาบาล และการเยี่ยมเยียนเพื่อนร่วมทีมของเขา มันเหลือเชื่อมาก ที่ได้เห็นข้อความ ที่คุณส่งถึงผมจำนวนมากมาย การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ผมสบายดี มันวิเศษมากที่ได้เห็นเพื่อนร่วมทีมของผมอีกครั้ง หลังจากเกมที่ยอดเยี่ยม ที่พวกเขาเล่นเมื่อคืนนี้ และแน่นอนว่าผมจะเชียร์พวกเขาในวันจันทร์ กับรัสเซีย

เราไม่ได้หยุด ส่งความห่วงใย ของเ ราให้กับคริสเตียน แม้แต่ครู่เดียว เคารพช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน และ เป็นส่วนตัวเช่นนี้ในขณะเดียวกัน ก็แสดงถึงความรัก ความห่วงใย อย่างจริงใจ

ในขณะที่การแข่งขันระหว่าง เดนมาร์ก และ ฟินแลนด์เริ่มต้นขึ้นที่ โคเปนเฮเกนใน วันเสาร์ โรเมลู ลูกากู และอัคราฟ ฮาคิมิ ทั้งคู่ลงสนามร่วม กับ เบลเยียม และ โมร็อกโก ทั้งคู่ยิงประตูได้ ก่อนอุทิศประตูนั้นให้กับ เอริคเซ่น “คริส ผมรักคุณ” โรเมลูตะโกนใส่กล้อง เสียงของเขาดังออกไปทั่วโลก สู่ แฟนบอลที่รับชมอยู่ หรือแม้แต่ ซน เฮือง-มิน เพื่อนร่วมทีมของคริสเตียนที่ท็อตแนม

จากความกังวลใจ กลาย เป็นความโล่งใจ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา  เสื้อหมายเลข 10 ขนาดใหญ่ ที่แสดงก่อน เดนมาร์ก กับเบลเยียม ในสนามกีฬาเดียวกันกับเมื่อวันเสาร์ เกมดังกล่าว มีการหยุดการแข่งขันชั่วคราว เมื่อถึงนาทีที่  10 นาที  แฟนบอล และ นักตะในสนาม ยืนตบมือให้ อีริคเซ่น

ทั้งหมดนี้ เป็นช่วงเวลาที่ประกอบขึ้น เป็นอ้อมกอดที่แข็งแกร่ง  และ จริงใจที่สุดสำหรับ Christian Eriksen

 แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Eriksen บอกกับ Gabriele Marcotti แห่ง ESPN ว่าเมื่อการทดสอบทั้งหมด ของเขาเสร็จสิ้น และไม่มีความเสี่ยงอื่น ๆ ต่อปัญหากล้ามเนื้อหัวใจ ผู้เล่นชาวเดนมาร์ก สามารถกลับไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว

Eriksen จำเป็น ต้องมีการใช้ยาพิเศษ

เพื่อกลับไปลงเล่นที่ Inter Milan ในฐานะคณะกรรมการโอลิมปิก ของอิตาลี ซึ่งรับผิดชอบด้านกีฬาทั้งหมด ห้ามผู้เล่นจากการเล่นด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน อุปกรณ์ภายใน และ ภายนอกทั้งหมด  ซึ้งต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ และหาก Eriksen จำเป็นต้องใช้ สิ่งที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาตินั้นจะเรียกว่า  ใบรับรองความสมบูรณ์ทางกายภาพ มีกฏข้อหนึ่งกล่าวไว้ คือ ถ้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นอันตรายต่อผู้เล่น หรือ ผู้เล่นคนอื่น ในกรณีนี้ของเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน ก็คือ สุขภาพของผู้เล่นอาจได้รับผลกระทบ หากอุปกรณ์ได้รับความเสียหายหลังจากถูกกระแทกที่บริเวณหน้าอก

 

 

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

 ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง"เชลซี"
ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี” บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง สกอตแลนด์ ชวดลงเล่นเกมชี้ชะตา  ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม พบ โครเอเชีย วันอังคารที่ 22 มิถุนายน หลังผลตรวจ โควิด-19 เป็นบวก

ผลผลิตจากอคาเดมี เชลซี โชว์ฟอร์มโดดเด่น เกมเสมอ อังกฤษ 0-0 วันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย.) หลังได้รับโอกาสจาก สตีฟ คลาร์ก กุนซือ ลงเล่นตัวจริงนัดแรก

พลพรรค “ตาร์ตัน” ต้องชนะสถานเดียว ที่สนามแฮมป์เดน ปาร์ก เพื่อลุ้นเข้ารอบน็อกเอาท์

สกอตแลนด์ กับ โครเอเชีย มี 1 แต้ม จาก 2 นัดเท่ากัน ขณะที่ อังกฤษ กับ สาธารณรัฐเช็ก มี 4 แต้มเท่ากัน ก่อนฟาดแข้ง ที่เวมบลีย์

จอห์น เฟล็ก หนึ่งในขุนพล “วิสกี้” ติดเชื้อ โควิด-19 ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ พลาดลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง เสมอ เนเธอร์แลนด์ส 2-2 เช่นเดียวกับผู้เล่น 6 คน ที่ถูกตัดชื่อออก เพื่อป้องกันไว้ก่อน

สมาคมฟุตบอล สกอตแลนด์ (SFA) คลอดแถลงการณ์ “สมาคมฯ ขอยืนยันว่า สมาชิกคนหนึ่งของ ทีมชาติสกอตแลนด์ บิลลี กิลมัวร์ ติดเชื้อโควิด-19”

“หลัง สมาคมฯ ประสานงานกับ หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ นับตั้งแต่ทราบผลตรวจ บิลลี จะต้องกักตัว 10 วัน ดังนั้นจึงหมดสิทธิ์ลงเล่น ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้ายของสาย D พบ โครเอเชีย ที่แฮมป์เดน”

นักเตะเหล่านั้นกลับมารับใช้ สกอตแลนด์ ทันเกมกระชับมิตร เอาชนะ ลักเซมเบิร์ก 1-0 และ เฟล็ก กลับมามีชื่อติดทีม เกมรอบแบ่งกลุ่ม พ่าย สาธารณรัฐเช็ก 0-2 และ เสมอ อังกฤษ 0-0

แถลงการณ์ระบุว่า

เราขอยืนยันว่า บิลลี่ กิลมอร์ มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 ออกมาเป็นบวก

หลังจากที่ได้ประสานงานกับทางหน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษ ตอนนี้บิลลี่จะทำการกักตัวเองเป็นเวลา 10 วัน ดังนั้น เขาจะพลาดลงเล่นในยูฟ่า ยูโร 2020 กลุ่ม D ในเกมวันพรุ่งนี้กับทีมชาติโครเอเชีย ที่แฮมป์เดน

สำหรับบิลลี่ กิลมอร์ มีชื่อลงตัวจริงให้ทัพตาร์ตัน ในระดับทัวร์นาเมนต์หนแรก ในเกมกับทีมชาติอังกฤษ ผลการแข่งขันจบลงที่สกอร์ 0-0 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเจ้าตัวคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมดังกล่าวด้วย

บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์พรสวรรค์สูงของ เชลซี ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่กุนซือมือใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ปั้นขึ้นมาจนแจ้งเกิดได้สำเร็จ และหากจะบอกว่าในปี 2020 ไม่มีดาวรุ่งคนไหนโดดเด่นเท่าเขาอีกแล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เกินจริงนัก

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนนี้มีสไตล์การเล่นฟุตบอลที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพสุด ๆ ไม่ใช่แค่เทคนิกดีเท่านั้น แต่ยังมีความเข้าใจในพื้นฐานของศาสตร์ฟุตบอลอย่างถ่องแท้จนได้รับฉายาสุดเท่จากสื่อว่า “อิเนียสต้าแห่งสก็อตแลนด์”ไปครองเลยทีเดียว

แต่กว่าที่ชีวิตของ กิลมัวร์ จะก้าวมาถึงจุดนี้ ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาเหมือนกัน โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ ๆ ให้กับชีวิต โดยที่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเวิร์คหรือไม่ (โถ พ่อทูนหัวของพี่ ยังเด็กมากอยู่แท้ ๆ)

พระเอกของเราสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับทีมอคาเดมีอย่างจริงจังด้วยการลาออกจากโรงเรียนมัธยมเมื่ออายุ 16 ปีเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว

จนกระทั่งปี 2017 กิลมัวร์ ก็ได้รับข้อเสนอจาก เชลซี ซึ่งถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงมากในช่วง 15 ปีหลังสุด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาคิดนานก่อนจะเซ็นสัญญาพาตัวเองออกจากบ้านเกิดมาสู่มหานครลอนดอน

และที่นี่เขาก็ได้รับโอกาสใหม่ ๆ มากมายไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่รวมไปถึงวงการแฟชั่นด้วยเพราะความที่มีหน้าตาหล่อเหล่า รูปร่างสมส่วน ทำให้มีงานถ่ายแบบเข้ามาเป็นรายได้เสริมอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งแบรนด์ดังอย่าง Burberryพยายามเซ็นสัญญาด้วยอย่างจริงจังเลยทีเดียว

บ้านเกิดของ กิลมัวร์ อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ อาร์ดรอสสัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่อย่าง กลาสโกว์ ด้วยรถยนต์ราว 50 นาที

และถึงแม้คุณแม่จะต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึง 4 โมงเย็นทุกวัน ขณะที่พ่อรับราชการเป็นทหารเรือ ซึ่งทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนักแต่ก็สนับสนุนความฝันของลูกชายอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งอันยิ่งใหญ่ของ เจ้าหนูบิลลี

พวกเขาส่งผมขึ้นรถบัสไป เรนเจอร์ส แล้วรอรับกลับตอนประมาณ 3 ทุ่มทุกวัน ซึ่งรู้แหละว่าพ่อแม่เหนื่อยแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะสนับสนุนผมเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้รู้สึกว่าเราต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน”กิลมัวร์ กล่าว

จากเด็กต่างจังหวัดในสก็อตแลนด์ สู่ชีวิตใหม่ในมหานครลอนดอน

จากคำบอกเล่าของคนที่รู้จัก กิลมัวร์ มาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ทราบว่าเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและชอบท้าทายอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิตเสมอ เช่น ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันเลือกเรียนภาษาเยอรมันหรือฝรั่งเศส แต่พระเอกของเรากลับไปลงเรียนภาษาจีนแทนซะอย่างนั้น เล่นเอาเพื่อน ๆ นี่งงกันทั้งคณะเลย แถมยังมีเวลาหลังเลิกเรียนไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับ เรนเจอร์ส ที่เมืองกลาสโกว์ได้อีกต่างหาก เอาสิ !!

และในช่วงที่ กิลมัวร์ เริ่มจะฉายแววอัจฉริยะออกมาในฐานะเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส เขาก็ถูกทาบทามจากทีมแมวมองของลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล อย่างหนักจนทุกคนรู้แล้วว่าจะต้องได้รับข้อเสนอดี ๆ ในเร็ววันแน่

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นม้ามืดอย่าง เชลซี ที่คิดเร็วทำเร็วจนได้เซ็นสัญญาปาดหน้าคู่แข่งไปแบบหล่อ ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ กิลมัวร์ ต้องบอกลาบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นการผจญภัยบทใหม่ในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น

สาบานเลยว่าการได้ค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นี่แหละคือความฝันสูงสุดของผมในตอนที่ยังเป็นเด็กน้อย และในที่สุด เชลซี ก็ทำให้มันกลายเป็นจริง กิลมัวร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มันเป็นแค่ก้าวแรกของเส้นทางนักเตะอาชีพเท่านั้น ผมยังต้องพัฒนาตัวเองอีกมากเพื่อให้เก่งขึ้นกว่าเดิมอีกเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้ถือว่าอ่อนหัดมากอยู่จริง ๆ

ตบเท้าเข้าสู่วงการนายแบบ

สำหรับโลกยุคปัจจุบัน วงการกีฬากับวงการบันเทิงได้ถูกผสมผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแทบจะแยกไม่ออกแล้ว เพราะมีนักฟุตบอลหลายคนที่บุคลิกโดดเด่นเป็นที่น่าจับตามองของคนทั่วไป เราจึงเห็นพวกเขารับงานโฆษณา นายแบบ ไปจนถึงออกรายการทีวีและเล่นภาพยนตร์บ่อยครั้ง

กิลมัวร์ เองก็เป็นหนึ่งนักฟุตบอลที่ถูกทาบทามจากคนในวงการแฟชั่น ทำให้เขาได้รับสัญญาจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Burberry ให้เป็นพรีเซนเตอร์เสื้อผ้า-น้ำหอมมาตั้งแต่ปีก่อน

มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมรู้ว่าค่อนข้างตลกนะ เพราะอยู่มาวันหนึ่งเอเยนต์ก็ถามว่า เฮ้ บิลลี นายเคยคิดอยากจะลองเป็นนายแบบดูบ้างไหม   กิลมัวร์ เผย

ผมนี่สตั๊นไปหลายวิฯ ก่อนจะตอบกลับไปว่า อะไรนะ ! ซึ่งเขายืนยันว่างานนี้ง่ายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากไปแต่งตัวเท่ ๆ โพสต์ท่าให้ตากล้องถ่ายรูป และพอได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้จ้างว่าเป็น Burberry ก็เลยตอบตกลงทันที

ตอนที่ภาพเซ็ตแรกปล่อยออกมาตามหน้าสื่อของแบรนด์ ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยเวลาเดินเข้าห้องแต่งตัวของ เชลซี เพราะทุกคนเอาแต่พูดถึงมันกันตลอด แต่ก็ถือว่าคุ้มที่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ นะ สนุกดี

แต่ฟุตบอลต้องมาก่อน

ด้วยความที่ค่อนข้างหล่อ จมูกโด่งเป็นสัน เบ้าหน้าดูดีมีเสน่ห์ แถมรูปร่างดีตามสไตล์นักกีฬา จึงมีงานถ่ายแบบแฟชั่นมาให้รับจ็อบอยู่บ่อย ๆ จน กิลมัวร์ ยอมรับว่าแอบคิดหนักเรื่องทางแยกของอนาคตเลยทีเดียว

และในปี 2018 กิลมัวร์ ก็ได้รับโอกาสให้เป็นตัวหลักของทีมชาติสก็อตแลนด์ชุด U-21 นำทัพเพื่อน ๆ ลงทำศึกในรายการ ตูลอง ทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือเป็นเวทีแจ้งเกิดของเจ้าตัว โดยเฉพาะฟอร์มจากนัดเฉือน ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 1-0 นั้นถือเป็นปรากฏการณ์สำหรับรายการนี้เลยทีเดียว

เมื่อเพชรที่กำลังอยู่ขั้นตอนการเจียระไนเริ่มเปล่งประกายฉายแววออกมาชัดเจนขึ้น เชลซี ที่เป็นต้นสังกัดจึงคาดหวังว่า กิลมัวร์ จะเติบโตขึ้นไปเป็นอนาคตของพวกเขาได้อย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้

ทางตัวนักเตะเองพอเห็นว่าสโมสรพัฒนาท่าทีดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจมุ่งมั่นให้กับการเล่นฟุตบอลมากกว่าเดิมหลายเท่าและลดงานในวงการบันเทิงให้น้อยลงจนแทบจะลาขาดเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ได้รับคำชมเกี่ยวกับเรื่องนี้จากสต๊าฟฟ์โค้ชในศูนย์ฝึกค็อบแฮมอย่างมากเช่นกัน

ไอดอลผู้เป็นแบบอย่าง

สไตล์การเล่นของ บิลลี กิลมัวร์ นั้นถูกพูดถึงค่อนข้างมากจากเหล่ากูรูผู้วิเคราะห์ เพราะดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ชวนให้นึกถึงนักฟุตบอลจากยุคคลาสสิกหลาย ๆ คน ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมี เชส ฟาเบรกาส อัจฉริยะผู้ใช้มันสมองในสนามเป็นไอดอลนั่นเอง

เชส ฟาเบรกาส คือแบบอย่างในการเล่นฟุตบอลของผมเลยนะ และวิธีการเล่นของเขาก็มีอิทธิพลต่อสไตล์ของผมอย่างมหาศาลเช่นกัน  กิลมัวร์ กล่าว

ส่วนคนอื่น ๆ ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือ อันเดรส อิเนียสตา กับ เฟรนกี้ เดอ ยอง ผมดูเทปเพื่อศึกษาการเล่นของสองคนนี้บ่อยมาก ถือว่าโชคดีที่เกิดมาทันยุคสมัยกัน

สุดท้ายแล้ว บิลลี กิลมัวร์ จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับเหล่าไอดอลของตนหรือไม่ ก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ คือคนที่ตัดสินใจทิ้งโอกาสอื่น ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจังแบบนี้ ยังไงก็รุ่งชัวร์ แน่นอน!

 

เจอร์เก้น นอร์แบร์ท คล็อพ

เจอร์เก้น นอร์แบร์ท คล็อพ

เยือร์เกิน นอร์แบร์ท คล็อพ

เจอร์เก้น นอร์แบร์ท คล็อพ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล (แปลว่าฮีโร่, แสงสว่างแห่งทิศเหนือ, แสงสว่างแห่งท้องทะเล) เกิดวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1967 ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต ในประเทศเยอรมันตะวันตก ส่วนสูง 193 เซนติเมตร

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันก้าวเข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล ด้วยสถิติที่ยอดเยี่ยมจากการประสบความสำเร็จที่ บุนเดสลีกา และ เป็นที่จดจำในฐานะโค้ชสมัยใหม่ที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า

ประวัติการคุมทีมของเขาน่าสนใจไม่น้อยจากการพา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เถลิงแชมป์ลีก บุนเดสลีกา 2 สมัย, เยอรมัน คัพ 1 สมัย และ เข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาคุมทัพเสือเหลืองตลอด 7 ปี

ในแง่ประวัติของการเป็นนักเตะนั้น คล็อปป์ เคยเล่นให้ ไมนซ์ 05 เพียงทีมเดียวเท่านั้นในการค้าแข้งอาชีพ ตั้งแต่ปี 1990-2001 ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัย 34 ปี พร้อมสถิติการถล่มประตูในลีกถึง 52 ลูก

แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์อะไรมากมาย แต่เขาก็ค้นพบว่าตัวเขาเองมีความสามารถในความเข้าใจเกมเป็นอย่างดี ซึ่งตัวเขาเคยกล่าวไว้ว่า ผมไม่เคยประสบความสำเร็จในการนำสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัวลงไปสนาม ผมมีพรสวรรค์ฝีเท้าแค่ระดับดิวิชั่น 5 แต่มีมันสมองระดับบุนเดสลีกา ผลที่ตามมาผมก็เลยได้เล่นบนลีกดิวิชั่นสอง

ที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นพื้นฐานการเตรียมตัวที่ดีสู่อาชีพการเป็นโค้ช โดย คล็อปป์ เริ่มคุมทีม ไมนซ์ ในปี 2001 หลังการเลิกเล่นมาอย่างยาวนานร่วม 11 ปี ความสามารถนี้จึงทำให้เขาใช้ประสบการณ์ที่มี ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากการเล่นกองหน้าไปสู่ตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งทำให้เขาก้าวหน้ามากกว่าเดิมในการค้าแข้ง และส่งผลให้เขาได้ลงเล่นในระดับอาชีพมากกว่า 300 นัด

ในที่สุดการรอคอย 41 ปีของสโมสร ไมนซ์ ก็สิ้นสุดลง เมื่อเขาพา ไมนซ์ เลื่อนชั้นได้สำเร็จเพียงแค่ฤดูกาลที่ 3 ในการคุมทีม โดยเลื่อนชั้นจากการทำให้ ไมนซ์ จบในอันดับสองของ ลีกา 2 เยอรมัน

ในเดือน พฤษภาคม 2008 คล็อปป์ ได้จรดปากกากลายเป็นกุนซือคนใหม่ของสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสัญญา 2 ปี ซึ่งฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม ก็สามารถพา “เสือเหลือง” เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ ได้สำเร็จ และทำทีมจบอันดับ 6 ในตาราง และอันดับที่ 5 ในซีซั่นต่อมา ก่อนที่จะประสบความสำเร็จด้วยการความแชมป์ บุนเดสลีก้า ฤดูกาล 2010-2011 และ 2011-2012

ด้วยผลงานดังกล่าว ทำให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตัดสินใจเลือกเขามารับงานในซัมเมอร์ปี 2008 เพื่อหวังแก้วิกฤตความตกต่ำของทีมที่จบในอันดับ 13 ของซีซั่น

ระหว่างฤดูกาล 2011-2012 คล็อปป์ ทำทีมเก็บ 81 แต้ม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสร นอกจากนี้ยังทำสถิติคว้า 47 แต้มจากครึ่งฤดูกาลหลังอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอในวันที่ 12 พฤษภาคม 2012 เขาสามารถพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ ทั้งในลีกและบอลถ้วยรายการ เดเอฟเบ โพคาล ประจำฤดูกาล 2011-2012

ฤดูกาล 2012-2013 ดอร์ทมุนด์ ต้องพบกับความยากลำบากในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อพวกเขาถูกจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มโหด “กรุ๊ปอ็อฟเดธ” ร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และ อาแจ็กซ์ อย่างไรก็ดี คล็อปป์ สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการไม่แพ้ใครเลยและเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ก่อนที่จะพาทีมทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศพบกับคู่ปรับ บาเยิร์น มิวนิค และพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2 จากประตูชัยของ อาร์เยน ร็อบเบน ในนาทีที่ 89 นั้น

ซีซั่น 2013-2014 คล็อปป์ ได้รับการต่อสัญญาระยะยาวและไปสิ้นสุดเมื่อเดือน มิถุนายน 2018 โดยฤดูกาลนั้นเข้าพาทีมจบอันดับ 2 เป็นรอง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ถึง 19 แต้ม จนกระทั่งในฤดูกาล 2014-2015 เขาประสบปัญหาผู้เล่นเจ็บและฟอร์มตก เป็นเหตุให้ทีมพ่ายยับและร่วงไปอยู่ท้ายตารางนานกว่าหลายเดือน ก่อนที่จะค่อย ๆ ทะยานขึ้นมาสู่อันดับครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2015 คล็อปป์ ได้ประกาศแยกทางกับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับผลงานที่ย่ำแย่ แต่จะยังคุมทีมจนจบฤดูกาล ก็ดีนอกเหนือไปจากความสำเร็จที่ผ่านมานั้น คือสไตล์การทำทีมของ คล็อปป์ ที่เน้นการเพรสซิ่งอย่างเข้มข้นและฟุตตบอลที่ดึงดูดเร้าใจ ที่ทำให้ทีมที่เขาคุมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งเขาได้อธิบายไว้

สิ่งที่ผมรักนั้นไม่ใช่ฟุตบอลแบบราบเรียบ แต่เป็นฟุตบอลแบบนักสู้ที่ผมชื่นชอบ สิ่งที่เรามักพูดถึงฟุตบอลอังกฤษที่เยอรมันก็คือ ฝนตกหนัก, สนามที่แข็งกระด้าง, ทุกคนเล่นบอลกันหน้าตาสกปรกมอมแมม พอเตะเสร็จก็กลับบ้าน และก็เล่นฟุตบอลไม่ได้อีกเลยใน 4 สัปดาห์ต่อมา

วันที่ 8 ตุลาคม 2015

คล็อปป์ ได้บรรลุข้อตกลง 3 ปีในการคุม ลิเวอร์พูล แทนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมไอร์แลนด์เหนือคนเก่า การประเดิมงานครั้งแรกของเขาจบลงด้วยผลการบุกไปเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ศ 0-0 เมื่อ 17 ตุลาคม 2015 จากนั้นวันที่ 28 ตุลาคม 2015 คล็อปป์ ก็พาทีมชนะเป็นครั้งแรกในเกมเชือด บอร์นมัธ 1-0 ในถ้วย ลีก คัพ ส่งผลให้ทีมเข้ารอบควอเตอร์ไฟน่อลต่อไป

นอกจากนั้น คล็อปป์ ยังเป็นแบรนด์แอมบาสเซเดอร์ให้กับแคมเปญที่ชื่อว่า Respekt! Kein Platz für Rassismus” ที่รณรงค์การเหยียดสีผิวอีกด้วย

ที่ 3 แต้มแรก บนเกม พรีเมียร์ ลีก เกิดขึ้นในเกมที่บุกไปถล่ม เชลซี 3-1 ถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์ และผลงานที่สุดลือลั่นสำหรับพลพรรคเดอะค็อปคงหนีไม่พ้น แมตช์ที่ออกไปสอนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 4-1 ซึ่งกลายเป็นผลการแข่งขันที่ย่อยยับที่สุดในบ้านของทีมเรือใบสีฟ้าในรอบ 12 ปี

คล็อปป์ มีชื่อเสียงในแวดวงโฆษณาในสินค้่าหลายๆ แบรนด์ อาทิ เช่น พูม่า, โอเปิล, และธนาคาร โฟล์คแบงเค่น-ราฟไฟเซ่นแบงเค่น นอกจากนั้น คล็อปป์ ยังมีบทบาทเป็นแบรนด์แอมบาสเซเดอร์ให้กับรถยนต์โอเปิล และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น