ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

(FC Bayern München) สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งประเทศเยอรมัน และเป็นสโมสรที่สามารถครองแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมันได้มากที่สุดซึ่งเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ บาเยิร์น มิวนิค มีแฟนบอลทั่วโลก สโมสรแห่งนี้ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1900 โดยใช้สนามเหย้าหลักของสโมสรชื่อ “อัลลิอันซ์ อารีน่า” โดยมีความจุที่นั่งสำหรับแฟนบอลมากถึง 75,000 ที่นั่ง  ซึ่งบาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกที่ลงเล่นจากนั้นก็ต้องเผชิญกับสงครามโลกทำให้ฟุตบอลต้องหยุดเล่น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

ยุคของ บุนเดสลีกา เยอรมัน บาเยิร์น ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมากถึง 13 คน ระหว่าง ค.ศ. 1945-1963 จากการลี้ภัยทางสงครามใน ปี ค.ศ. 1947 โดยการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้บาเยิร์น มิวนิคประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดย โรแบนด์ เอนเดอลอร์ ได้หาเงินทุนมาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 4 ปี ด้วยกัน คือ ค.ศ. 1951 ไปจนถึง 1955 และในฤดูกาลถัดไป บาเยิร์น มิวนิคก็คว้าแชมป์ DFB Pokal

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค ความเป็นมาของสโมสร

ความรุ่งเรืองของบาเยิร์น มิวนิคต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล 1974 – 1976 ด้วยการประกาศชัยชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ UCL ในปัจจุบัน โดยเป็นสโมสรทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 3 สมัยซ้อนติดต่อกัน และได้แชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในยุคของ ออทมาร์ ฮิตซ์เฟลต์  และใน ปี ค.ศ. 2002-2003 บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมัน สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 อีกครั้งในฤดูกาล  2013  เรียกว่าในฤดูกาลนี้ บาเยิร์น นิวนิคสามารถกวาแชมป์ฟุตบอลได้มากถึง 3 รายการในฤดูกาลเดียว หรือ เป็นทีม ทริปเปอร์แชมป์ จากผลงานการคุมทีมของผู้จัดการทีม ยุพ ไฮน์เคิส นายใหญ่ชาวเยอรมัน ที่สามารถเอาชนะเสือเหลือง ดอร์ทมุน ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1

แชมป์ฟุตบอลยุโรปล่าสุด บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรได้สำเร็จในยุคของโคโรนา ไวรัส 19 ที่ไม่มีแฟนฟุตบอลเข้าร่วมฉลองแชมป์ ด้วยการนำทีมของ ฮันซี ฟลิค ที่เอาชนะปารีส แซงค์ แชร็กแมงได้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ และฤดูกาล 2019/2020 บาเยิร์น มิวนิค ยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยชุดผู้เล่นที่เดิมหรือชุดที่ได้แชมป์ในฤดูกาลก่อนยังคงอยู่และฟอร์มการเล่นในรายการแชมป์เปี้ยน ลีกยังคงยอดเยี่ยม ทำให้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว

บาเยิร์น มิวนิค กวาดแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน กว่า 30 สมัย , เดเอ็ฟเบ-โพคาล 20 สมัย , เดเอ็ฟเอ็ล-ลีกาโพคาล  6 สมัย  , เดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพ  8 สมัย , ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก 6 สมัย , ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ , ยูฟ่าคัพ/ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย

สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก หรือ เอฟเซไบเยิร์นมึนเชิน (เยอรมันFC Bayern München; อังกฤษFC Bayern Munich) เป็นสโมสรในประเทศเยอรมนี อยู่ที่เมืองมิวนิก อีกชื่อหนึ่งอาจเรียกว่า บาวาเรียมิวนิก หรือ บาวาเรียมึนเชิน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศเยอรมัน โดยสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (บุนเดสลีกา) มาครองได้มากถึง 24 ครั้ง แชมป์สโมสรโลก 2 ครั้ง ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 ครั้ง และยูฟ่าคัพ 1 ครั้ง

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 โดยสิบเอ็ดผู้เล่นฟุตบอลที่นำโดยฟรันซ์ จอร์น แม้ว่าบาเยิร์นจะชนะในการชิงแชมป์แห่งชาติในปี ค.ศ. 1932 สโมสรก็ไม่ได้เลือกเล่นในบุนเดลีกาที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 สโมสรมีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อกลางยุค 70 ภายใต้การนำของฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ โดยได้แชมป์สโมสรยุโรป 3 สมัยติดต่อกัน (ค.ศ. 1974-76) ในปีที่บาเยิร์นได้รับตำแหน่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลเยอรมัน ชนะถึงห้าในสิบครั้งของบุนเดสลีกาล่าสุด รางวัลระดับนานาชาติล่าสุดของสโมสรคืออินเตอร์คอนติเนนตัลคัพในปี ค.ศ. 2001 หลังจากที่พวกเขาได้แชมป์สโมสรยุโรปสมัยที่ 4 ในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2005-06 บาเยิร์นใช้สนามอัลลิอันซ์อารีนาเป็นสนามเหย้าของตัวเอง ก่อนหน้านี้สโมสรได้เล่นในสนามโอลิมปิค สเตเดียม มิวนิกมาเป็นเวลา 33 ปี สีประจำสโมสรคือสีแดงและสีขาว และทีมได้แสดงให้เห็นถึงสีประจำรัฐบาวาเรีย บาเยิร์นเป็นสโมสรที่ใช้ระบบสมาชิกกว่า 162,187 คน นอกจากนี้ยังมี 2,764 ที่ลงทะเบียนแฟนคลับอย่างเป็นทางการร่วมกับ 192,162 คน สโมสรยังมีหน่วยงานด้านกีฬาอื่น ๆ อีก คือ หมากรุก, แฮนด์บอล, ยิมนาสติก, โบว์ลิ่ง, ปิงปองผู้ตัดสินและทีมฟุตบอลอาวุโส รวมกันมีสมาชิกใช้งานมากกว่า 1,100 คน

ในฤดูกาล 2013-14 บาเยิร์นมิวนิคสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 24 โดยที่ลงแข่งไปเพียง 27 นัดเท่านั้น ด้วยการเอาชนะแฮร์ธาเบอร์ลิน ไป 1-3 ที่สนามโอลิมเปียชตาดิออนเบอร์ลิน ของแฮร์ธา ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 ด้วยเหตุที่ทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ในตาราง คือ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ ไม่สามารถตามทันแล้ว นับเป็นการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

(อิตาลี: Nazionale italiana di calcio) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหนึ่งสมัยในปี 1968 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 และอิตาลียังถือเป็นชาติแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สองสมัยติดต่อกัน

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ของอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า “อัซซูร์รี” (Azzurri)

ทีมชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอิตาลี (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1898) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ปัจจุบันมีผู้จัดการทีมคือ โรแบร์โต มันชีนี อิตาลีถือเป็นคู่ปรับสำคัญของทีมชาติเยอรมนี, ทีมชาติบราซิล, ทีมชาติอาร์เจนตินา และทีมชาติฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน จากการแข่งขันในฟุตบอลโลก และอิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นศูนย์รวมของนักเตะระดับโลกมาหลายยุคสมัย

ยุคแรกของการก่อตั้งและแชมป์โลกสองสมัยแรก (1899-1938)

การรวมตัวกันของทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในนัดกระชับมิตร ณ เมืองตูริน ซึ่งอิตาลีแพ้ไป 0-2[5]

การแข่งขันทางการครั้งแรกได้จัดขึ้นที่มิลานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1910 อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศส 6–2 โดยที่ปิเอโตร ลานา เป็นผู้ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการของอิตาลี[6][7] ทีมอิตาลีเล่นด้วยระบบ (2–3–5) ประกอบด้วย: เด ซิโมนี; วาริสโก, กาลี; เตรเร, ฟอสซาติ, คาเปลโล; เดเบอร์นาดี้, ริซซี่, เซเวนีนี่ ที่ 1, ลาน่า, โบย็อกกี้ และมีกัปตันทีมคนแรกคือ ฟรานเชสโก กัลลี[8]

ความสำเร็จครั้งแรกในรายการใหญ่ของพวกเขาคือการคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1928 ณ กรุง อัมส์เตอร์ดัม หลังจากแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศพวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติอียิปต์ได้ถึง 11-3 ต่อมาในการแข่งขันรายการ Central European International Cup ในปี 1930[9] และ1935[10] อิตาลีได้อันดับที่หนึ่งจากคู่แข่งห้าทีมที่ลงแข่งขันคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสองสมัย ตามด้วยความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งจากการคว้าเหรีญทองในปี 1936 โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรียไปได้ 2-1

ภายหลังจากที่อิตาลีปฏิเสธคำเชิญในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1934 และ1938 ภายใต้การดูแลของ วิตโตรีโอ ปอซโซ ผู้จัดการทีม และการนำทัพของ จูเซปเป เมอัซซา[11] อิตาลีลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการถล่มเอาชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 7-1 ที่กรุงโรม พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเอาชนะเชโกสโลวาเกีย ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำประตูของ ไรมันโด ออร์ซี และแอนเจโล่ สเกียวีโอ คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1938 พวกเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยเอาชนะฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ 4-2 จากการทำประตูของ จีโน่ คอลาอุสซี่ และซิลวิโอ ปิโอลา คนละสองประตู ถือเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองของพวกเขาและอิตาลีถือเป็นเป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้ โดยก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งโทรเลขอวยพรผู้เล่นทุกคนให้นำถ้วยรางวัลกลับมาประเทศให้ได้อีกครั้ง

ยุคแห่งความตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (1946-1966)

ในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงที่กีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เล่น 10 คนจาก 11 คนในกลุ่มผู้เล่นยุคก่อตั้งของทีมชาติได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยหลายคนเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสโมสรโตริโนซึ่งชนะการแข่งขันลีกสูงสุด (เซเรียอา) มา 5 สมัยติดต่อกัน ส่งผลให้อิตาลีไม่ผ่านรอบแรกในฟุตบอลโลก 1950 ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเตะและทีมงานทุกคนจะเดินทางด้วยเรือแทนการนั่งเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง

อิตาลียังต้องพบความช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องโดยในการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 1954 พวกไม่ผ่านรอบแรกตามด้วยการไม่ผ่านรอบคัดเลือกในฟุตบอลโลฟุตบอลโลกก 1958และตกรอบแรกอีกครั้งใน 1962 และพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 ตามด้วยการตกรอบแรกในปี 1964 โดยแพ้สหภาพโซเวียต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ณ ประเทศอังกฤษ พวกเขาตกรอบแรกอีกครั้งโดยแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีเหนือในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างเหนือความคามดหมาย และไม่ชนะทีมใดเลยตลอดการแข่งขัน แม้ว่าในทีมชุดนั้นจะมีผู้เล่นอย่าง จานนี ริเวรา (Gianni Rivera) กองหลังชื่อดังจากสโมสร เอซี มิลาน และจาโกโม บุลกาเรลลี่ (Giacomo Bulgarelli) กองกลางจากสโมสรโบโลญญา เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ แฟนบอลอิตาลีที่ไม่พอใจกับผลงานของทีมต่างพากันมารอที่สนามบินและขว้างปาสิ่งของและผลไม้ใส่ผู้เล่น[12] โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นอิตาลีได้รับการคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ภายหลังจากโศกนาฎกรรมในปี 1949

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและรองแชมป์โลก (1968-1974)

อิตาลีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยูโรสมัยแรกของพวกเขาในปี 1968 ในฐานะเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที โดยถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1938 และถือเป็นการยุติช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีหลังจากเหตุการณ์ในปี 1949 พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียได้ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งแข่งขันกันที่กรุงโรมซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการแข่งขันช่วงต่อเวลาพิเศษหรือการยิงจุดโทษตัดสิน[13] และต้องเล่นนัดที่สองหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1 และอิตาลีสามารถเอาชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของ ลุยจิ ริวา (Luigi Riva) และปีเอโตร อนาสตาซี (Pietro Anastasi)

ถัดมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970

ณ ประเทศเม็กซิโก อิตาลีซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังจากชุดแชมป์ยุโรปในปี 1968 หลายรายประกอบไปด้วย จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ (Giacinto Facchetti), ลุยจิ ริวา, ปีเอโตร อนาสตาซี และโรแบร์โต โบนินเซญา (Roberto Boninsegna) สามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ โดยเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี พวกเขาเอาชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศมาได้ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในนัดดังกล่าวถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์โดย 5 จาก 7 ประตูได้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “การแข่งขันแห่งศตวรรษ” (Game of the century)[14]

อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องแพ้ให้กับบราซิลอย่างยับเยินในรอบชิงชนะเลิศ 1-4ในฟุตบอลโลก 1974 อิตาลีทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยตกรอบแรกหลังจากแพ้ทีมชาติโปแลนด์

สายเลือดใหม่และแชมป์โลกสมัยที่สาม (1978-1986)

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ณ ประเทศอาร์เจนตินา ทีมชาติอิตาลีในยุคนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่รายหลาย ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) ซึ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก โดยอิตาลีเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้นได้ อิตาลีจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่สี่ โดยแพ้ให้กับบราซิล 1-2 ในนัดชิงอันดับสาม

อิตาลีลงแข่งขันยูโร 1980 ในฐานะเจ้าภาพ หลังจากเสมอกับสเปนและเบลเยียมตามด้วยการเอาชนะอังกฤษ พวกเขาแพ้ให้กับเชโกสโลวาเกียในนัดชิงอันดับสามจากการดวลจุดโทษ

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า กองกลางชาวสวิสใกล้โบกมือลาไอ้ปืนใหญ่ หลังแบไต๋แล้วว่าเตรียมย้ายซบจัลโลรอสซี กองกลางอาร์เซนอล บอกเป็นนัยว่า เขาเตรียมย้ายไปเล่นกับ อาแอส โรมา รายงานระบุว่า โชเซ มูรินโญ กุนซือคนใหม่ของจัลโลรอสซี

ต้องการดึงห้องเครื่องวัย 28 เข้ามาเสริมแดนกลาง และสโมสรก็อยู่ระหว่างเจรจาตกลงค่าตัวนักเตะกับ เดอะ กันเนอร์ส อาร์เซนอลรู้ว่าผมต้องการอะไร ที่นี่ (โรม) มันสวยงามมาก ๆ” ดาวเตะทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

ต่อมามีแหล่ข่าวออกมาพูดถึงนักเตะท่านนี้เรื่องการย้ายไปทีมอื่น แต่เจ้าตัวเหมือนจะบอกปัดไปก่อน ซึ่งไม่ทราบว่าจริงแท้แค่ไหน หลังจากศึกฟุตบอลยูโรเสร็จสิ้นไปก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกรานิต ชาก้า กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ของอาร์เซนอลส่งสัญญาณครั้งสำคัญถึงการย้ายทีมของเขาหลังเกมยูโร 2020 เมื่อคืนที่ผ่านมา

หลังจากที่กรานิต ชาก้า ทิ้งคำใบ้สำคัญว่าเขากำลังจะย้ายไปโรม่า หลังจากช่วยสวิตเซอร์แลนด์ถีบฝรั่งเศสร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูโร 2020 โดยกองกลางอาร์เซนอลได้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ หลังเกมนี้ที่ทั้งสองทีมเสมอกัน 3-3

หลังช่วงต่อเวลาพิเศษและที่สุดแล้วสวิตเซอร์แลนด์เป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยการดวลจุดโทษ เขาโดนสัมภาษณ์โดย Sky Sport Italia หลังเกมและถูกถามว่าเขาจะให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอิตาลีหรือเปล่า

 

จากสัมภาษณ์ของเขากรานิดบอกว่าบอกว่า ภาษาอิตาลียังไม่สำคัญสักเท่าไรในตอนนี้ เลยทำให้แฟนบอลหลายคน รวมถึงนักข่าวหลายสำนักตีความว่านี่อาจจะเป็นความคิดของเขานั่นแหละ เขายังคงพูดภาษาอังกฤษต่อไปและไม่ได้พยายามซ่อนความรู้สึกเกี่ยวกับการย้ายไปทีมโรม่าของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ใกล้เข้ามาเต็มที

อีกทั้งเขายังให้สัมภาษณ์อีกว่า สำหรับประเทศ ผมคิดว่าทุกคนในสวิตเซอร์แลนด์สามารถภาคภูมิใจในทีมได้เป็นอย่างมาก เพราะการพลิกฟื้นจาก 3-1 ในเกมกับฝรั่งเศสด้วยสปิริตที่น่าเหลือเชื่อนั้นมันน่าทึ่งมาก ตอนนี้เราก็เดินหน้าต่อไป มีสเปนรออยู่ในรอบก่อนรองชนะเลิศและเราเพิ่งจะเล่นกับพวกเขาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นักข่าวของ Sky Sport Italia ยังต่อยอดคำตอบของเขาที่ว่า ‘ยังไม่ใช่ตอนนี้’ ด้วยการแนะนำโรงเรียนสอนภาษาที่ดีมากในกรุงโรม การเรียนรู้ภาษาใหม่เป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษมาแล้ว ทำไมจะเรียนภาษาอิตาลีไม่ได้ล่ะ? มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้ว่าโรม่ามีความหมายอย่างไร วันนี้ผมเป็นผู้เล่นอาร์เซนอล จากนั้นผมจะตัดสินใจอนาคตของผมหลังจากยูโร

หลังจากเกมเสร็จแล้ว กรานิตยังได้ให้สัมภาษณ์กับ BeIN Sports ว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เราตามหลัง 2 ประตูแล้วเราก็พลิกกลับมาแล้วพลาดจุดโทษที่ทำลายเราเล็กน้อย ตอน 3-1 เราคัมแบ็คกลับมาได้กับทีมอย่างฝรั่งเศส

เราแสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ของเรา ช่างเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอะไร ผมคิดว่าใน 10 นาที เราจะคัมแบ็คกลับมาเป็น 3-3 และในช่วง 30 นาทีสุดท้ายในช่วงต่อเวลา เราทำได้ดีขึ้น เราต้องการจบและชนะการแข่งขันก่อนดวลจุดโทษ และในที่สุดเราก็ผ่านไปได้ เรากำลังเขียนประวัติศาสตร์ให้ทีมชาติของเรา ทุกคนในทีมรวมทั้งสตาฟฟ์สามารถภาคภูมิใจกับมันได้เป็นอย่างมาก

ต่อมามูรินโญ่นั้นได้แสดงความชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกที่เขารับงานที่โรม่าว่าชาก้าเป็นเป้าหมายหลักของทัพจัลโลรอสซี่ โดยอดีตกัปตันทีมทัพปืนใหญ่จะมีอายุ 29 ปีในเดือนกันยายนและสัญญาของเขากับอาร์เซนอลจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2023

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะมีความต้องการเป็นอย่างมากที่จะย้ายไปร่วมทีมของมูรินโญ่ที่สตาดิโอ โอลิมปิโก้ และในกัลโช่ เซเรีย อา ซีซั่นหน้า เชื่อกันว่าข้อเสนอนี้มีมูลค่า 12 ล้านยูโรบวกกับโบนัส 3 ล้านยูโร

ต่อมาอีกสำนักข่าวได้กล่าวถึงกรานิตว่าเจ้าตัวบอกปัดเรื่องการย้ายทีม เขาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์เชิงสูงของทีมปืนโต แถมยังยืนยันขอโฟกัสไปที่การรับใช้ชาติในศึกยูโร 2020 เท่านั้น โดยยังไม่คิดถึงเรื่องการย้ายทีมในขณะนี้

กรานิต ชากา ห้องเครื่องวัย 28 ปีของอาร์เซนอล คือหนึ่งในแข้งดังที่ข่าวว่า โชเซ มูรินโญ ว่าที่กุนซือคนใหม่ของโรมา อยากได้ตัวไปร่วมในฤดูกาลหน้า ทำให้สื่อต่างจับจ้องความเคลื่อนไหวของเจ้าตัวเป็นพิเศษ

กรานิดบอกว่า เขาได้อ่านข่าวลือมาบ้าง แต่ตอนนี้กำลังโฟกัสไปที่ทีมชาติเท่านั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่าอาร์เซนอล หรือข่าวทั้งหมดในตอนนี้ ผมยังเหลือสัญญาที่ลอนดอนอีก 2 ปี และพวกเขาก็รู้จักตัวผมดี ซึ่งถ้าเวลานั้นมาถึง เราจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องย้ายทีมอย่างแน่นอน

ล่าสุด ชากา เปิดใจว่า ถึงแม้จะรู้สึกภูมิใจที่หนึ่งในยอดกุนซือแห่งยุคอยากร่วมงานด้วย แต่ในขณะนี้กำลังโฟกัสไปที่ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเท่านั้น

แน่นอนว่ากรานิตได้อ่านข่าวลือมาบ้าง แต่ตอนนี้ผมกำลังโฟกัสไปที่ทีมชาติเท่านั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่าอาร์เซนอล หรือข่าวทั้งหมดในตอนนี้ ผมยังเหลือสัญญาที่ลอนดอนอีก 2 ปี และพวกเขาก็รู้จักตัวผมดี ซึ่งถ้าเวลานั้นมาถึง เราจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องย้ายทีมอย่างแน่นอน

พูดตามตรงนะว่า กรานิตยังไม่ได้ยินสิ่งที่ มูรินโญ พูดถึงผมเลย แต่มันก็ทำให้รู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาประสบความสำเร็จมากแค่ไหน และรู้วิธีการคว้าแชมป์เป็นอย่างดี ชากา กล่าวผ่าน Blick.

 

ต่อไปจะพามาทำความรู้จักนักเตะแห่งสโมสรอาเซนอลอย่าง กรานิต ซาก้า กับผลงานของเขาที่ผ่านมาสักเล็กน้อย กรานิต ชาก้า มิดฟิลด์ของ อาร์เซนอล ออกมาพูดถึงผลงานของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าทุกคนมีส่วนต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวกันทั้งนั้น

มีรายงานว่าต้นสังกัดของ ชาก้า ยินดีที่จะปล่อยตัวเขาออกจาก เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม หลังย้ายเข้ามาเมื่อห้าปีที่แล้วและคาดการณ์กันว่าค่าตัวของกองกลางชาว สวิตเซอร์แลนด์ จะอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านปอนด์

นักเตะวัย 28 ปีรายนี้ตกเป็นเป้าหมายของ โจเซ มูรินโญ ที่กลับมายัง อิตาลี อีกครั้งกับ โรมา หลังถูก ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้ผลงานของ อาร์เซนอล จะไม่สู้ดีนักแต่ ชาก้า กลับเชื่อว่าฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขาแล้วก็ว่าได้

เขาได้บอกอีกว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมและผลงานของคุณก็คงไม่ต่างกับเพื่อนร่วมทีมของคุณมากนัก” ชาก้ากล่าว แน่นอนว่ามันเป็นปีที่ดีสำหรับผม ผมได้ลงเล่นเป็นจำนวนมากและทำผลงานได้ดีเลย แต่จุดจบของฤดูกาลมันน่าขมขื่นและน่าผิดหวังสำหรับเราเหลือเกิน

กรานิต ซาก้า กลายเป็นผู้นำทัพ “แดนนาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในเมเจอร์ทัวร์นาเมนต์ครั้งแรกในรอบ 67 ปีสำหรับ กรานิต ชาก้า มิดฟิลด์กัปตันทีมกระดูกเหล็กวัย 28 ปี หลังดวลจุดโทษโค่นแชมป์โลก “ตราไก่” ฝรั่งเศส ในศึกยูโร 2020

ทั้งเกมดังกล่าว ชาก้า สัมผัสบอลมากถึง 102 ครั้ง และจ่ายบอล 80 ครั้ง มากที่สุดของเกมนี้ พร้อมกับช่วยตัดเกม และสร้างสรรค์โอกาสในเกมรุก รวมทั้งยังเป็นยังเป็นผู้นำที่ช่วยปลุกให้ขุนพลแข้งสวิสเล่นได้อย่างดุดันไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์โลกล่าสุด

ในเส้นทางทีมชาติ ชาก้า สามารถเลือกเล่นให้กับแอลเบเนียได้จากครอบครัวที่มีเชื้อสายแอลเบเนียที่อพยพจากโคโซโว ซึ่งพี่ชายเขา เทาลันต์ ชาก้า เล่นให้กับทีมชาติแอลเบเนีย แต่กลับไม่สนใจในตัว กรานิต ชาก้า ทำให้เขาตัดสินเลือกเล่นให้กับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

ชาก้า เริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งกับ คอนคอร์เดียบาเซิล เมื่อปี 2000 ก่อนย้ายมาเล่นกับ เอฟซี บาเซิ่ล ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงชุดใหญ่ช่วงปี 2002-2010 และข้ามฝากไปแจ้งเกิดกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ช่วงปี 2012-2016 ด้วยการเป็นกัปตันทีมอายุน้อยเพียง 23 ปีเท่านั้น ล่าสุดค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล

ชาก้า ได้รับฉายาจากเพื่อนร่วมทีมว่าเป็น “ไอน์สไตน์น้อย” เพราะเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องวิทยาศาสตร์อย่างมาก ขณะเดียวกันเขายังเป็นสเมือน “ไอน์สไตน์ลูกหนัง” แห่งทัพสวิสจากสไตล์การเล่นที่วางบอลยาวได้แม่นยำ และเข้าสกัดคู่แข่งได้หนักหน่วงราวกับนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการเล่นฟุตบอล

ผลงานกับทีมชาติ

สวิสเซอร์แลนด์ ชาก้า เคยพาทีมเยาวชนรุ่นไม่เกิน 17 ปี คว้าแชมป์โลกมาครองอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อปี 2009 ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับ ชาริล ชัปปุยส์ มิดฟิลด์ลูกครึ่งไทย-สวิส ก่อนที่ชาก้าได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อปี 2011 พร้อมกับพาทีมก้าวมาได้ไกลที่สุดในทัวร์นาเมนต์ยูโร 2020

 

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก
ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก นักเตะทีมชาติเดนมาร์กขวัญกำลังใจเปี่ยม ก่อนลงดวลกับ เวลส์ ในเกมยูโร 2020 รอบ 16 ทีม หลัง คริสเตียน เอริคเซน เดินทางมาเยี่ยมถึงแคมป์เก็บตัว

ESPN สื่อชื่อดัง ได้รายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2564 ว่า  Christian Eriksen ทำให้ทั้งทีม นักเตะเดนมาร์กประหลาดใจ ด้วยการออกจากโรงพยาบาล และไปทักทายเพื่อนร่วมทีมได้ที่สนามซ้อม รายงานนี้ ได้รับการยืนยันจาก เพื่อนนักเตะเมื่อวันเสาร์

Eriksen ออกจากโรงพยาบาล ในโคเปนเฮเกนเมื่อวันศุกร์ และไปพบปะเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ แคมป์ฝึกซ้อม นอกเมืองหลวงทันที    คริสเตียน นอร์การ์ด  โจอาคิม มาห์เล่ กองกลาง และ กองหลังทีมชาติเดนมาร์กชุดลุย ยูโร 2020  กล่าวอย่างประหลาดใจว่า

ผมไม่รู้ว่าเขาจะมา ดังนั้นเราจึงหยุดการฝึกซ้อมเมื่อเขามาถึง   นอร์การ์ดกล่าว  ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดี และมันส่งผลดีกับทีมของเรา เราได้รับอนุญาตให้กอดเขา เป็นเรื่องดีมาก ที่ได้เห็นเขาเดินไปรอบๆ กับลูกชายของเขา มันเป็นวันที่ดีในหลาย ๆ ด้าน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ

Eriksen อายุ 29 ปี ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้น ระหว่างเกมยูโร 2020 ในเกมแรกที่ เดนมาร์กพบกับฟินแลนด์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และต้องได้รับการช่วยชีวิต ด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจ ท่ามกลางสายตาแฟนบอลทั่วโลก และ วีรกรรมที่น่ายกย่องของกัปตันทีมอย่าง ซิมอง เคียร์ กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

เขาออกจากโรงพยาบาล หลังจาก ได้ติดตั้งเครื่องตรวจหัวใจ แบบฝังไว้เพื่อป้องกัน อาการวูบคาสนาม ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตกับเขาได้อีก

Mahler กล่าวว่า Eriksen มาพร้อมกับคู่หู และ ลูกสองคนของเขา ในระหว่างการเยือน กองกลางอินเตอร์ มิลาน รับประทานอาหารกลางวันกับทีม ก่อนกลับบ้านเพื่อใช้เวลา กับครอบครัว

มันเป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์ เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นเขา เขากำลังนอนอยู่ในสนาม เพื่อรับการช่วยเหลือ  เมห์เลกล่าว  เรารู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร แต่การได้เห็นเขา ในชีวิตจริงนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เดนมาร์กแพ้ ฟินแลนด์ และ เบลเยี่ยม ในสองเกมแรกที่ยูโร 2020 แต่ยังมีโอกาส เข้ารอบ  ด้วยที่ต้องชนะรัสเซีย ในวันจันทร์ที่จะถึง ณ สนามกีฬา ปาร์เก้น

Andreas Skov Olsen กองหน้าทีมโคม กล่าวว่าการมาเยือนของ Eriksen นั้นจะช่วยให้ ทีมมีสมาธิกับเกมรัสเซียมากขึ้น “เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นเขายืนอยู่ ตรงหน้าคุณ” สคอฟ โอลเซ่น กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรา คือการรู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร เพื่อที่เรา จะได้มีสมาธิกับทัวร์นาเมนต์ที่เหลือ อย่างเต็มที่”

อินเตอร์ มิลาน สโมสรของ อีริคเซ่น ได้ส่งจดหมาย เปิดผนึกถึงผู้เล่น ของพวกเขาในวันเสาร์ โดยขอบคุณเขา และ แสดงความสนับสนุน แต่ยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดว่าอีริคเซ่น จะหวนคืนสู่สโมสรอินเตอร์ ในกัลโช่เซเรียอาได้หรือไม่

ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเรานับตั้งแต่วันเสาร์ ช่วงเวลาเหล่านั้น ที่มันดูเหมือนยาวนาน และ ไร้เหตุผลสำหรับเรา เราภาวนาว่า มันคือฝันร้าย โชคดีที่เราตื่นจากฝันร้ายได้ ” เนื้อหาในจดหมาย

ในความเงียบงันของวันนี้ เราได้รวบรวมความคิดทั้งหมด คำอธิษฐานของเรา แม้แต่การถอนหายใจ โล่งใจ สำหรับภาพถ่าย และ การอัปเดตที่มาจากสถานที่ ที่เราไม่รู้จนกระทั่งเมื่อสองสามวันก่อนที่ โรงพยาบาล Rigshospitalet ใน โคเปนเฮเกน

เช้าวันอังคาร นั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดมาถึง ทั้ง รูปภาพ รอยยิ้ม การยกนิ้วให้  สวัสดีทุกคน ขอบคุณมาก สำหรับข้อความของคุณ จากทั่วทุกมุมโลก มันมีความหมายมาก สำหรับผมและครอบครัวของฉัน ฉันสบายดี คุณอยู่ตรงนั้น คริสเตียน อีริคเซ่น

อีกก้าวหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์  การผ่าตัด การออกจากโรงพยาบาล และการเยี่ยมเยียนเพื่อนร่วมทีมของเขา มันเหลือเชื่อมาก ที่ได้เห็นข้อความ ที่คุณส่งถึงผมจำนวนมากมาย การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ผมสบายดี มันวิเศษมากที่ได้เห็นเพื่อนร่วมทีมของผมอีกครั้ง หลังจากเกมที่ยอดเยี่ยม ที่พวกเขาเล่นเมื่อคืนนี้ และแน่นอนว่าผมจะเชียร์พวกเขาในวันจันทร์ กับรัสเซีย

เราไม่ได้หยุด ส่งความห่วงใย ของเ ราให้กับคริสเตียน แม้แต่ครู่เดียว เคารพช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน และ เป็นส่วนตัวเช่นนี้ในขณะเดียวกัน ก็แสดงถึงความรัก ความห่วงใย อย่างจริงใจ

ในขณะที่การแข่งขันระหว่าง เดนมาร์ก และ ฟินแลนด์เริ่มต้นขึ้นที่ โคเปนเฮเกนใน วันเสาร์ โรเมลู ลูกากู และอัคราฟ ฮาคิมิ ทั้งคู่ลงสนามร่วม กับ เบลเยียม และ โมร็อกโก ทั้งคู่ยิงประตูได้ ก่อนอุทิศประตูนั้นให้กับ เอริคเซ่น “คริส ผมรักคุณ” โรเมลูตะโกนใส่กล้อง เสียงของเขาดังออกไปทั่วโลก สู่ แฟนบอลที่รับชมอยู่ หรือแม้แต่ ซน เฮือง-มิน เพื่อนร่วมทีมของคริสเตียนที่ท็อตแนม

จากความกังวลใจ กลาย เป็นความโล่งใจ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา  เสื้อหมายเลข 10 ขนาดใหญ่ ที่แสดงก่อน เดนมาร์ก กับเบลเยียม ในสนามกีฬาเดียวกันกับเมื่อวันเสาร์ เกมดังกล่าว มีการหยุดการแข่งขันชั่วคราว เมื่อถึงนาทีที่  10 นาที  แฟนบอล และ นักตะในสนาม ยืนตบมือให้ อีริคเซ่น

ทั้งหมดนี้ เป็นช่วงเวลาที่ประกอบขึ้น เป็นอ้อมกอดที่แข็งแกร่ง  และ จริงใจที่สุดสำหรับ Christian Eriksen

 แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Eriksen บอกกับ Gabriele Marcotti แห่ง ESPN ว่าเมื่อการทดสอบทั้งหมด ของเขาเสร็จสิ้น และไม่มีความเสี่ยงอื่น ๆ ต่อปัญหากล้ามเนื้อหัวใจ ผู้เล่นชาวเดนมาร์ก สามารถกลับไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว

Eriksen จำเป็น ต้องมีการใช้ยาพิเศษ

เพื่อกลับไปลงเล่นที่ Inter Milan ในฐานะคณะกรรมการโอลิมปิก ของอิตาลี ซึ่งรับผิดชอบด้านกีฬาทั้งหมด ห้ามผู้เล่นจากการเล่นด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน อุปกรณ์ภายใน และ ภายนอกทั้งหมด  ซึ้งต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ และหาก Eriksen จำเป็นต้องใช้ สิ่งที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาตินั้นจะเรียกว่า  ใบรับรองความสมบูรณ์ทางกายภาพ มีกฏข้อหนึ่งกล่าวไว้ คือ ถ้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นอันตรายต่อผู้เล่น หรือ ผู้เล่นคนอื่น ในกรณีนี้ของเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน ก็คือ สุขภาพของผู้เล่นอาจได้รับผลกระทบ หากอุปกรณ์ได้รับความเสียหายหลังจากถูกกระแทกที่บริเวณหน้าอก

 

 

ท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพฟุตบอลยูโร

ท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพฟุตบอลยูโร

จุดท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพยูโร

พาไป ท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพฟุตบอลยูโร อย่าง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020 ประเทศรัสเซีย  นอกจาก เซนต์ปี​เตอร์สเบิร์ก สเตเดียม เป็นสนามเหย้าของทีมเซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  ที่เราเห็นทางทีวีถ่ายทอดสดแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่สำคัญๆ

สถานีรถไฟใต้ดินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (ST. PETERSBURG METRO)

เมื่อการก่อสร้างระบบรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1955 เน้นที่ความสวยงามและความสะดวก ปัจจุบันสถานีเจ็ดสถานีแรก (สถานีที่แปดเปิดในปี ค.ศ. 1956 ) ยังคงดึงดูดผู้คนได้มากพอๆกับ การใช้งานของผู้โดยสารที่มีการใช้งานรถไฟใต้ดิน ครบหมดทุกเมือง รถไฟใต้ดิน เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีสถานีรถไฟใต้ดินที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานีที่ลึกที่สุดคือสถานี Admiralteyskaya ความลึกวัด 86 เมตรจากระดับพื้นดิน แม้ว่าจะมีการพัฒนาสถานีเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แต่การตั้งใจจะแวะชมความสวยงามของสถานีสำคัญ สายสีแดงยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

อาสนวิหารนักบุญไอแซค (ST. ISAAC’S CATHEDRAL)

บนแม่น้ำ Neva ใกล้ Palace Square เป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Saint Isaac แม้ว่าจะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในช่วงเวลาต่างๆ ของปี แต่ส่วนใหญ่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931 เมื่อรัฐบาลโซเวียตประกาศสถานะเป็นพิพิธภัณฑ์ มหาวิหารเซนต์ไอแซค โดดเด่นด้วยโดมสีทอง และที่ตกแต่งอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปบนโดมเพื่อชมทัศนียภาพรอบด้านของเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและแม่น้ำเนวา
การก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ไอแซคเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1818 แต่การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1858 ในระหว่างการก่อสร้าง ได้มีการเพิ่มการตกแต่งเพิ่มเติม และส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือแผ่นทองคำเปลว 100 กิโลกรัมที่ปกคลุมโดมซึ่งสูงเหนือท้องฟ้า 21.8 เมตร ของเมืองเซนต์ปีเอร์สเบิร์ก

Peter and Paul Fortress (ป้อมปีเตอร์และพอล)

ป้อมปราการ ปีเตอร์และพอล มันเป็นทั้งสุสาน โบสถ์ และคุก ในเวลาเดียวกัน ป้อมปราการแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ระดับดาวบนแม่น้ำเนวา ในเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เป็นส่วนหนึ่งของ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การเมืองของรัสเซีย ซึ่งดูแลป้อม และ บริเวณโดยรอบ ยกเว้น โรงกษาป ณ์เซน ต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับป้อม
ใจกลางป้อม เป็นที่ตั้ง ของมหาวิหารปีเตอร์ และ พอล โดยมีหอระฆังสูง 402 ฟุตอยู่ด้านบน โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1712-1733 ใช้เป็นที่ฝังศพของซาร์รัสเซียทั้งหมด ยกเว้นปีเตอร์ที่ 2 และอีวานที่ 6 และยังเชื่อมโยงกับ Grand Ducal Mausoleum ซึ่งขยายออกจากโบสถ์ในช่วง ค.ศ. 1896-1908 และใช้เป็นสถานที่ฝังศพของสมาชิกของราชวงศ์โรมานอฟ ที่ไม่ได้ ครองราชย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคย ถูกฝัง
นักท่องเที่ยวยังสามารถเยี่ยมชมเรือนจำ Trubetskoy Bastion Prison ซึ่งนักโทษ การเมือง ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 1950 เดินผ่าน 69 ห้องขังและดูว่านักโทษมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันอย่างไร และในที่สุดนักโทษถูกประหารชีวิตกี่คน?
ใกล้เรือนจำคือ โรงกษาปณ์ เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และเปิดให้ประชาชนทั่วไป ผู้ที่มาถึงป้อมก่อนเที่ยงก็สามารถชมการยิงปืนใหญ่ทุกวันบนกำแพงด้านใต้ที่มองเห็นแม่น้ำเนวาได้

โบสถ์แห่งหยดเลือด (SAVIOR ON THE SPILLED BLOOD CHURCH)

อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดในเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก คือการเยี่ยมชมโบสถ์ แห่งพระผู้ช่วยให้รอดในหยดเลือด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซีย จากรูปถ่ายเท่านั้น Church of the Spilled Blood มันสวยสะกดใจมาก ดังนั้นจึงควรเห็นด้วยตาตัวเอง สักครั้ง คริสตจักรก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 เพื่อรำลึกถึงบิดาของเขาที่ถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1857 ตรงบริเวณที่ตั้งของโบสถ์ปัจจุบัน
ใครอยากได้วิวสวยๆ ของโบสถ์ที่สวยงามแปลกตาแห่งนี้ แนะนำให้ไป ล่องเรือ ใช้เวลาในคลอง Griboedov และชมภายในโบสถ์กระจกสี ประดับด้วยเพชรพลอย ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ว่ากันว่าของประดับตกแต่งอย่างวิจิตรที่นี่ราคาหนึ่งล้านรูเบิล และโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลา 24 ปีจึงจะแล้วเสร็จ

พระราชวังแคทเธอรีน (CATHERINE PALACE)

พระราชวังอีกแห่ง ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมในเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นพระราชวังของแคทเธอรีน พระราชวังฤดูร้อนของ ซาร์แห่งรัสเซีย ซึ่งตกแต่งในสไตล์ศิลปะโรโกโก พระราชวังตั้งอยู่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ Tsarskoye Selo ใน Pushkin ทางใต้ของใจกลางเมือง ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประมาณ 30 กิโลเมตร พระราชวังแห่งนี้เป็นหนึ่งในพระราชวังที่ตกแต่งอย่างหรูหราที่สุดในรัสเซีย ปัจจุบัน พระราชวังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เกือบ 300 ปี และจัดแสดงผลงานของสถาปนิก ผู้มีชื่อเสียงในรัชสมัยของจักรพรรดินี เอลิซาเบธ และ ควีนแคทเธอรีน
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของพระราชวัง แคทเธอรีน คือห้องอำพัน ซึ่งมักเรียกกันว่า “สิ่งมหัศจรรย์ที่แปดของโลก” เพราะในห้องนั้นมีอัญมณีและเฟอร์นิเจอร์สีทองมากมาย ห้องอำพันเดิมเป็นของขวัญจากกษัตริย์ปรัสเซียนถึงปีเตอร์มหาราชใน ค.ศ. 1716 ห้องนี้แต่เดิมอยู่ในพระราชวัง Charlottenburg (พระราชวังชาร์ลอตเตนเบิร์ก) ในกรุงเบอร์ลินในปัจจุบัน ก่อนที่จะถูกส่งไปยังพระราชวังฤดูหนาวและจักรพรรดินีเอลิซาเบธได้รับคำสั่งให้ย้ายห้องไปที่พระราชวังแคทเธอรีนในปี ค.ศ. 1755 ในระหว่างการบูรณะ ห้องอำพันตกแต่งด้วยอำพันหกตัน และอัญมณีล้ำค่าที่ฝังด้วยทองคำทั้งห้องมีมูลค่าประมาณ 142-500 ล้านเหรียญในปัจจุบัน
ห้องอำพันที่จัดแสดงในวันนี้ไม่เหมือนกับห้องที่จักรพรรดินีเอลิซาเบธได้ติดตั้งไว้ เพราะห้องเดิมถูกพวกนาซีขโมยและส่งไปยังเยอรมนีใน พ.ศ. 2484 และเชื่อกันว่าสูญหายไป ในระหว่างการทิ้งระเบิดในปี 1944 อย่างไรก็ตาม ห้องพักที่สร้างขึ้นใหม่ในปัจจุบันมีมูลค่า 11 ล้านเหรียญสหรัฐ และใครก็ตามที่ได้เห็นพระองค์จะต้องทึ่งในความงามของห้องนี้อย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย

พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (PETERHOF GRAND PALACE)

พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ เป็นคำจำกัดความของคำว่า ตระการตา เพราะเป็นวังที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นที่นี่ “แวร์ซายแห่งรัสเซีย” เพราะรูปแบบและความยิ่งใหญ่คล้ายกับพระราชวังแวร์ซายในฝรั่งเศส พระราชวัง Peterhof สร้างโดย Peter the Great ตั้งอยู่ที่ชานเมืองด้านตะวันตกของเมือง เอลิซาเบธ พระธิดาของเขาชอบพระราชวังมาก เธอจึงสั่งให้สร้างสวนรอบ ๆ วัง และสร้างน้ำพุขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันถือเป็นไฮไลท์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่วังแห่งนี้เลยทีเดียว
อาคารหลักของพระราชวังคือ พระบรมมหาราชวัง ซึ่งด้านหน้าคือ Grand Cascade ซึ่งเป็นระบบน้ำพุที่ประกอบด้วยน้ำพุขนาดเล็กกว่า 150 แห่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่สวยงามที่สุดในโลก น้ำพุแต่ละแห่งมีธีมที่แตกต่างกัน น้ำพุที่น่าสนใจบางแห่ง ได้แก่ น้ำพุแซมซั่น น้ำพุโรมัน และน้ำพุฟอนแทน ออรานเจเรนีย์
รอบวังก็มีสวนสวยด้วย กว้างเกือบห้ากิโลเมตรที่นักท่องเที่ยวชอบเดินถ่ายรูป และมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งตั้งอยู่ทั่วบริเวณพระราชวัง จึงแนะนำให้มีเวลาสำรวจอย่างน้อยครึ่งวัน พระราชวังปีเตอร์ฮอฟเสร็จสมบูรณ์

พิพิธภัณฑ์  Hermitage

เฮอร์มิเทจ มันเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องไปชมในเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีคอลเลกชันภาพวาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1746 โดยพระราชินีแคทเธอรีนซึ่งต้องการสถานที่สำหรับแสดงผลงานศิลปะมากมายที่เขาซื้อจากพ่อค้าในเบอร์ลิน พิพิธภัณฑ์เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมในปี 2500 ค.ศ. 1852 และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีสเป็นพิพิธภัณฑ์อันดับหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด)
พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ประกอบด้วยผลงานศิลปะมากกว่าสามล้านชิ้น หนึ่งในสามคือเหรียญและสกุลเงิน วัตถุที่จัดแสดงอยู่ในอาคารที่สำคัญ โดยอาคารหลัก พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่ The Palace Embankment หรือที่เรียกว่า Palace Square มีทั้ง Winter, Palace , the Small the Hermitage , , Old the Hermitage , New the Hermitage และ Theatre The Hermitage Village (The Hermitage Theatre) ได้แก่ ของการจัดแสดงอีกด้วย หลายแห่งอยู่ในอาคารอื่นๆ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

 ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง"เชลซี"
ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี” บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง สกอตแลนด์ ชวดลงเล่นเกมชี้ชะตา  ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม พบ โครเอเชีย วันอังคารที่ 22 มิถุนายน หลังผลตรวจ โควิด-19 เป็นบวก

ผลผลิตจากอคาเดมี เชลซี โชว์ฟอร์มโดดเด่น เกมเสมอ อังกฤษ 0-0 วันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย.) หลังได้รับโอกาสจาก สตีฟ คลาร์ก กุนซือ ลงเล่นตัวจริงนัดแรก

พลพรรค “ตาร์ตัน” ต้องชนะสถานเดียว ที่สนามแฮมป์เดน ปาร์ก เพื่อลุ้นเข้ารอบน็อกเอาท์

สกอตแลนด์ กับ โครเอเชีย มี 1 แต้ม จาก 2 นัดเท่ากัน ขณะที่ อังกฤษ กับ สาธารณรัฐเช็ก มี 4 แต้มเท่ากัน ก่อนฟาดแข้ง ที่เวมบลีย์

จอห์น เฟล็ก หนึ่งในขุนพล “วิสกี้” ติดเชื้อ โควิด-19 ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ พลาดลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง เสมอ เนเธอร์แลนด์ส 2-2 เช่นเดียวกับผู้เล่น 6 คน ที่ถูกตัดชื่อออก เพื่อป้องกันไว้ก่อน

สมาคมฟุตบอล สกอตแลนด์ (SFA) คลอดแถลงการณ์ “สมาคมฯ ขอยืนยันว่า สมาชิกคนหนึ่งของ ทีมชาติสกอตแลนด์ บิลลี กิลมัวร์ ติดเชื้อโควิด-19”

“หลัง สมาคมฯ ประสานงานกับ หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ นับตั้งแต่ทราบผลตรวจ บิลลี จะต้องกักตัว 10 วัน ดังนั้นจึงหมดสิทธิ์ลงเล่น ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้ายของสาย D พบ โครเอเชีย ที่แฮมป์เดน”

นักเตะเหล่านั้นกลับมารับใช้ สกอตแลนด์ ทันเกมกระชับมิตร เอาชนะ ลักเซมเบิร์ก 1-0 และ เฟล็ก กลับมามีชื่อติดทีม เกมรอบแบ่งกลุ่ม พ่าย สาธารณรัฐเช็ก 0-2 และ เสมอ อังกฤษ 0-0

แถลงการณ์ระบุว่า

เราขอยืนยันว่า บิลลี่ กิลมอร์ มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 ออกมาเป็นบวก

หลังจากที่ได้ประสานงานกับทางหน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษ ตอนนี้บิลลี่จะทำการกักตัวเองเป็นเวลา 10 วัน ดังนั้น เขาจะพลาดลงเล่นในยูฟ่า ยูโร 2020 กลุ่ม D ในเกมวันพรุ่งนี้กับทีมชาติโครเอเชีย ที่แฮมป์เดน

สำหรับบิลลี่ กิลมอร์ มีชื่อลงตัวจริงให้ทัพตาร์ตัน ในระดับทัวร์นาเมนต์หนแรก ในเกมกับทีมชาติอังกฤษ ผลการแข่งขันจบลงที่สกอร์ 0-0 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเจ้าตัวคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมดังกล่าวด้วย

บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์พรสวรรค์สูงของ เชลซี ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่กุนซือมือใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ปั้นขึ้นมาจนแจ้งเกิดได้สำเร็จ และหากจะบอกว่าในปี 2020 ไม่มีดาวรุ่งคนไหนโดดเด่นเท่าเขาอีกแล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เกินจริงนัก

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนนี้มีสไตล์การเล่นฟุตบอลที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพสุด ๆ ไม่ใช่แค่เทคนิกดีเท่านั้น แต่ยังมีความเข้าใจในพื้นฐานของศาสตร์ฟุตบอลอย่างถ่องแท้จนได้รับฉายาสุดเท่จากสื่อว่า “อิเนียสต้าแห่งสก็อตแลนด์”ไปครองเลยทีเดียว

แต่กว่าที่ชีวิตของ กิลมัวร์ จะก้าวมาถึงจุดนี้ ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาเหมือนกัน โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ ๆ ให้กับชีวิต โดยที่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเวิร์คหรือไม่ (โถ พ่อทูนหัวของพี่ ยังเด็กมากอยู่แท้ ๆ)

พระเอกของเราสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับทีมอคาเดมีอย่างจริงจังด้วยการลาออกจากโรงเรียนมัธยมเมื่ออายุ 16 ปีเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว

จนกระทั่งปี 2017 กิลมัวร์ ก็ได้รับข้อเสนอจาก เชลซี ซึ่งถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงมากในช่วง 15 ปีหลังสุด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาคิดนานก่อนจะเซ็นสัญญาพาตัวเองออกจากบ้านเกิดมาสู่มหานครลอนดอน

และที่นี่เขาก็ได้รับโอกาสใหม่ ๆ มากมายไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่รวมไปถึงวงการแฟชั่นด้วยเพราะความที่มีหน้าตาหล่อเหล่า รูปร่างสมส่วน ทำให้มีงานถ่ายแบบเข้ามาเป็นรายได้เสริมอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งแบรนด์ดังอย่าง Burberryพยายามเซ็นสัญญาด้วยอย่างจริงจังเลยทีเดียว

บ้านเกิดของ กิลมัวร์ อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ อาร์ดรอสสัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่อย่าง กลาสโกว์ ด้วยรถยนต์ราว 50 นาที

และถึงแม้คุณแม่จะต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึง 4 โมงเย็นทุกวัน ขณะที่พ่อรับราชการเป็นทหารเรือ ซึ่งทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนักแต่ก็สนับสนุนความฝันของลูกชายอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งอันยิ่งใหญ่ของ เจ้าหนูบิลลี

พวกเขาส่งผมขึ้นรถบัสไป เรนเจอร์ส แล้วรอรับกลับตอนประมาณ 3 ทุ่มทุกวัน ซึ่งรู้แหละว่าพ่อแม่เหนื่อยแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะสนับสนุนผมเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้รู้สึกว่าเราต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน”กิลมัวร์ กล่าว

จากเด็กต่างจังหวัดในสก็อตแลนด์ สู่ชีวิตใหม่ในมหานครลอนดอน

จากคำบอกเล่าของคนที่รู้จัก กิลมัวร์ มาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ทราบว่าเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและชอบท้าทายอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิตเสมอ เช่น ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันเลือกเรียนภาษาเยอรมันหรือฝรั่งเศส แต่พระเอกของเรากลับไปลงเรียนภาษาจีนแทนซะอย่างนั้น เล่นเอาเพื่อน ๆ นี่งงกันทั้งคณะเลย แถมยังมีเวลาหลังเลิกเรียนไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับ เรนเจอร์ส ที่เมืองกลาสโกว์ได้อีกต่างหาก เอาสิ !!

และในช่วงที่ กิลมัวร์ เริ่มจะฉายแววอัจฉริยะออกมาในฐานะเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส เขาก็ถูกทาบทามจากทีมแมวมองของลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล อย่างหนักจนทุกคนรู้แล้วว่าจะต้องได้รับข้อเสนอดี ๆ ในเร็ววันแน่

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นม้ามืดอย่าง เชลซี ที่คิดเร็วทำเร็วจนได้เซ็นสัญญาปาดหน้าคู่แข่งไปแบบหล่อ ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ กิลมัวร์ ต้องบอกลาบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นการผจญภัยบทใหม่ในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น

สาบานเลยว่าการได้ค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นี่แหละคือความฝันสูงสุดของผมในตอนที่ยังเป็นเด็กน้อย และในที่สุด เชลซี ก็ทำให้มันกลายเป็นจริง กิลมัวร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มันเป็นแค่ก้าวแรกของเส้นทางนักเตะอาชีพเท่านั้น ผมยังต้องพัฒนาตัวเองอีกมากเพื่อให้เก่งขึ้นกว่าเดิมอีกเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้ถือว่าอ่อนหัดมากอยู่จริง ๆ

ตบเท้าเข้าสู่วงการนายแบบ

สำหรับโลกยุคปัจจุบัน วงการกีฬากับวงการบันเทิงได้ถูกผสมผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแทบจะแยกไม่ออกแล้ว เพราะมีนักฟุตบอลหลายคนที่บุคลิกโดดเด่นเป็นที่น่าจับตามองของคนทั่วไป เราจึงเห็นพวกเขารับงานโฆษณา นายแบบ ไปจนถึงออกรายการทีวีและเล่นภาพยนตร์บ่อยครั้ง

กิลมัวร์ เองก็เป็นหนึ่งนักฟุตบอลที่ถูกทาบทามจากคนในวงการแฟชั่น ทำให้เขาได้รับสัญญาจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Burberry ให้เป็นพรีเซนเตอร์เสื้อผ้า-น้ำหอมมาตั้งแต่ปีก่อน

มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมรู้ว่าค่อนข้างตลกนะ เพราะอยู่มาวันหนึ่งเอเยนต์ก็ถามว่า เฮ้ บิลลี นายเคยคิดอยากจะลองเป็นนายแบบดูบ้างไหม   กิลมัวร์ เผย

ผมนี่สตั๊นไปหลายวิฯ ก่อนจะตอบกลับไปว่า อะไรนะ ! ซึ่งเขายืนยันว่างานนี้ง่ายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากไปแต่งตัวเท่ ๆ โพสต์ท่าให้ตากล้องถ่ายรูป และพอได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้จ้างว่าเป็น Burberry ก็เลยตอบตกลงทันที

ตอนที่ภาพเซ็ตแรกปล่อยออกมาตามหน้าสื่อของแบรนด์ ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยเวลาเดินเข้าห้องแต่งตัวของ เชลซี เพราะทุกคนเอาแต่พูดถึงมันกันตลอด แต่ก็ถือว่าคุ้มที่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ นะ สนุกดี

แต่ฟุตบอลต้องมาก่อน

ด้วยความที่ค่อนข้างหล่อ จมูกโด่งเป็นสัน เบ้าหน้าดูดีมีเสน่ห์ แถมรูปร่างดีตามสไตล์นักกีฬา จึงมีงานถ่ายแบบแฟชั่นมาให้รับจ็อบอยู่บ่อย ๆ จน กิลมัวร์ ยอมรับว่าแอบคิดหนักเรื่องทางแยกของอนาคตเลยทีเดียว

และในปี 2018 กิลมัวร์ ก็ได้รับโอกาสให้เป็นตัวหลักของทีมชาติสก็อตแลนด์ชุด U-21 นำทัพเพื่อน ๆ ลงทำศึกในรายการ ตูลอง ทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือเป็นเวทีแจ้งเกิดของเจ้าตัว โดยเฉพาะฟอร์มจากนัดเฉือน ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 1-0 นั้นถือเป็นปรากฏการณ์สำหรับรายการนี้เลยทีเดียว

เมื่อเพชรที่กำลังอยู่ขั้นตอนการเจียระไนเริ่มเปล่งประกายฉายแววออกมาชัดเจนขึ้น เชลซี ที่เป็นต้นสังกัดจึงคาดหวังว่า กิลมัวร์ จะเติบโตขึ้นไปเป็นอนาคตของพวกเขาได้อย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้

ทางตัวนักเตะเองพอเห็นว่าสโมสรพัฒนาท่าทีดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจมุ่งมั่นให้กับการเล่นฟุตบอลมากกว่าเดิมหลายเท่าและลดงานในวงการบันเทิงให้น้อยลงจนแทบจะลาขาดเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ได้รับคำชมเกี่ยวกับเรื่องนี้จากสต๊าฟฟ์โค้ชในศูนย์ฝึกค็อบแฮมอย่างมากเช่นกัน

ไอดอลผู้เป็นแบบอย่าง

สไตล์การเล่นของ บิลลี กิลมัวร์ นั้นถูกพูดถึงค่อนข้างมากจากเหล่ากูรูผู้วิเคราะห์ เพราะดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ชวนให้นึกถึงนักฟุตบอลจากยุคคลาสสิกหลาย ๆ คน ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมี เชส ฟาเบรกาส อัจฉริยะผู้ใช้มันสมองในสนามเป็นไอดอลนั่นเอง

เชส ฟาเบรกาส คือแบบอย่างในการเล่นฟุตบอลของผมเลยนะ และวิธีการเล่นของเขาก็มีอิทธิพลต่อสไตล์ของผมอย่างมหาศาลเช่นกัน  กิลมัวร์ กล่าว

ส่วนคนอื่น ๆ ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือ อันเดรส อิเนียสตา กับ เฟรนกี้ เดอ ยอง ผมดูเทปเพื่อศึกษาการเล่นของสองคนนี้บ่อยมาก ถือว่าโชคดีที่เกิดมาทันยุคสมัยกัน

สุดท้ายแล้ว บิลลี กิลมัวร์ จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับเหล่าไอดอลของตนหรือไม่ ก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ คือคนที่ตัดสินใจทิ้งโอกาสอื่น ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจังแบบนี้ ยังไงก็รุ่งชัวร์ แน่นอน!

 

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

Glasgow

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

กลาสโกว์คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในสหราชอาณาจักร เป็นเมืองที่เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติเกมแรกเมื่อปี 1872 ระหว่างสกอตแลนด์กับอังกฤษ ซึ่งผลออกมาเสมอกัน 0-0 วันนี้จะพาไปทัวร์ เมือง กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว กัน

 

มหาวิหาร กลาสโกว์

อาคารประวัติศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดของเมือง คือมหาวิหารกลาสโกว์ สร้างขึ้นสมัยศตวรรษที่ 12 หรือที่รู้จักกันในชื่อมหาวิหารเซนต์มังโก หรือ ไฮเคิร์กแห่งกลาสโกว์ มองจากด้านใน และ ด้านนอกดูเหมือนหลุดจากแม่พิมพ์ยักษ์เส้นชัดเจนและไม่มีอาการอิดโรย การตกแต่งที่ไม่จำเป็นที่ยื่นออกมาจากปีกทิศใต้คือทางเดินของ Blacader ซึ่งตั้งชื่อตามบาทหลวงคนแรกของกลาสโกว์ ห้องที่โอ่อ่าที่สุดในโบสถ์คือหลุมฝังศพของ St. Mungo ผู้ก่อตั้ง Raj ซึ่งถูกฝังที่นี่ในปี 603 ประตูถัดไปคือ St Mungo Museum of Religious Life and Art ซึ่งตรวจสอบศาสนาของโลก พิธีกรรมของพวกเขา และวิธีการของพวกเขา หลักคำสอนเกี่ยวกับชีวิตและความตาย การจัดแสดงมีทั้งมัมมี่อียิปต์ รูปปั้นฮินดู และสวนพุทธเซนแบบดั้งเดิม

 

พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ Kelvingrove

สถานบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งที่คึกคักของถนน Sauchiehall Street ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าเกือบทั้งหมด มีความยาวมากกว่า 1.5 ไมล์และมีร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ถนน Sauchiehall สิ้นสุดที่ Argyle Street ใน Argyle Street West End City ย่านทันสมัยของร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านค้าระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู และที่สำคัญที่สุดคือหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ Kelvingrove ที่ยอดเยี่ยม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดในปี 1972 เปิดในปี 1901 และมีภาพวาดของอังกฤษและทวีปยุโรป ตลอดจนอัญมณีต่างๆ เช่น ภาพวาดโดยช่างภาพชาวเติร์ก Alexander Reid และผลงานของ Van Gogh พระเยซูคริสต์แห่งนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน ซัลวาดอร์ ดาลี คอลเลกชั่นพิเศษของแกลเลอรีมี The Glasgow School of Art และ Charles Rennie Mackintosh เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับห้องพักที่ตกแต่งด้วยเครื่องปั้นดินเผา เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลปะอื่นๆ การค้นพบทางโบราณคดีของสกอตแลนด์มีทั้งเครื่องมือและเครื่องประดับจากยุคสำริดจาก Arran, Kintyre และ Glenluce การจัดแสดงนิทรรศการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ อาวุธและชุดเกราะ เช่น หมวก ดาบและดาบจากศตวรรษที่ 15 และ 16 ตลอดจนสิ่งทอจากแก้วเฟลมิช เครื่องเงิน เครื่องแก้ว และเครื่องปั้นดินเผาจากยุคต่างๆ

 

จัตุรัสจอร์จและย่านการค้า

ใจกลางย่านประวัติศาสตร์วิคตอเรียของกลาสโกว์อยู่ที่จัตุรัสจอร์จที่ประดับด้วยดอกไม้ ซึ่งเรียงรายไปด้วยรูปปั้นที่มีชื่อเสียง 12 แห่งของเมือง รวมถึงร็อบบี้ เบิร์นส์ วอลเตอร์ สก็อตต์ และสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ศาลากลางและหอคอยสูง 230 ฟุตในปี พ.ศ. 2433 ขณะที่ Merchants’ House เป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของสหราชอาณาจักรซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2440 1605 ทางใต้ของจัตุรัสจอร์จ โกดังสมัยศตวรรษที่ 19 เป็นส่วนหนึ่งของ ย่าน Merchant City อันทันสมัยของเมือง ที่พร้อมด้วย Italian Center มีคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านบูติกของดีไซเนอร์ที่มีเอกลักษณ์

 

Art Academy ของ Glasgow Mackintosh

เป็นประสบการณ์การรับชมที่จำเป็นสำหรับผู้ชื่นชอบสถาปัตยกรรมชั้นดี อาคารสไตล์อาร์ตนูโวแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1909 สร้างโดยนักออกแบบชื่อดังวัย 28 ปี Charles Mackintosh ไม่ใช่แค่ตัวต้นแบบภายนอกเท่านั้น (อาคารตะวันตกขนาดใหญ่มีหน้าต่างสามชั้นสูง 65 ฟุตครอบงำ และหน้าต่างด้านทิศตะวันออกเล็กๆ ที่ชวนให้นึกถึงปราสาทสก็อตแลนด์) แต่ยังเป็นผู้ออกแบบตกแต่งภายในที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ห้องที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Principal’s Room, White Rooms แห่งแรกของ Mackintosh; ห้อง Mackintosh ที่จะจัดการประชุมของ Academy of Art; ห้องสมุดและแกลเลอรีที่ไม่เหมือนใครจะไม่เปิดในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากเกิดเพลิงไหม้ในปี 2014 อย่างไรก็ตาม ทัวร์ที่นำโดยนักเรียนจะนำเสนอผลงานและอิทธิพลของ Mackintosh ตลอดจนแกลเลอรีเฟอร์นิเจอร์และผลงานอื่นๆ ของเขา

 

เดินผ่านสุสานที่

อยู่ติดกับวิหารกลาสโกว์คือสุสาน ซึ่งเป็นสุสานสวนสไตล์โกธิกสไตล์วิกตอเรียที่มีเนื้อที่ 37 เอเคอร์ มันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประติมากรรมและโครงสร้างที่ออกแบบโดยศิลปินกลาสโกว์ รวมถึง Charles Rennie Macintosh ไม้กางเขนเซลติกที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงบรรเลงโดยทูตสวรรค์ที่ร่ำไห้ในบรรยากาศของทางเดินใต้ร่มไม้ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้ ของมหาวิหารและเมือง

 

มหาวิทยาลัย Glasgow

มหาวิทยาลัยกลาสโกว์เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของการศึกษาในสกอตแลนด์ มหาวิทยาลัยได้จ้างครูที่มีชื่อเสียงมากมายอาทิ James Watt, Adam Smith และ “บิดาแห่งการผ่าตัดฆ่าเชื้อโรค” Joseph Lister นิทรรศการถาวรที่ศูนย์ผู้เยี่ยมชมใน University Avenue จะเข้าสู่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นพบที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้และนักวิทยาศาสตร์รายอื่นที่สอนที่นี่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือ William Hunter ซึ่งเป็นแพทย์ของ Glaswegian ในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นของสะสมของชิ้นส่วนทางกายวิภาคของเหรียญเหรียญและ objets d’art เพื่อสร้างพื้นฐานของพิพิธภัณฑ์ Hunterian พิพิธภัณฑ์นี้มีคอลเลกชันจากแผนกชาติพันธุ์วิทยาสัตววิทยาธรณีวิทยาและโบราณคดีรวมทั้งพบจากเว็บไซต์โรมันหลายแห่ง ผลงานศิลปะบนจอแสดงผลมีผลงานด้วย Rubens, Rembrandt และ Reynolds. หอศิลป์ยังประกอบไปด้วยการตกแต่งภายในที่สำคัญจากบ้านของสถาปนิก Charles Rennie Mackintosh และศิลปินของเขา Margaret Macdonald Mackintosh

พิพิธภัณฑ์ริเวอร์ไซด์และเรือทรงสูง Robert Orr / photo modified

Riverside Museum ที่ได้รับรางวัลของกลาสโกว์ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมายจากพิพิธภัณฑ์การขนส่งในอดีตของเมือง รวมทั้งเรือจำลอง หัวรถจักร รถราง รถโบราณ และรถม้า ส่วนใหญ่สร้างกลาสโกว์ การสร้างถนนที่ยอดเยี่ยมกลาสโกว์ในปี พ.ศ. 2481 ได้มีการเพิ่มการจัดแสดงรวมถึงการจัดแสดงการอพยพและภัยพิบัติด้วยการทำลายของลูซิทาเนีย เรือทรงสูง ริเวอร์ไซด์อยู่ด้านนอกทำให้ผู้เยี่ยมชมมีโอกาสได้สำรวจ Glenlee ซึ่งเป็นทริโอสามคนของบาร์เซโลนาในกลาสโกว์ได้รับการบูรณะอย่างระมัดระวังโดย Clyde Maritime Trust

Pollok House และ Pollok Country Park Graham Campbell

อยู่ห่างจากใจกลางเมืองกลาสโกว์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 4 ไมล์ บ้าน Pollok House มีพื้นที่ 355 เอเคอร์ของครอบครัว Maxwell ค.ศ. 1752 โดยวิลเลียม อดัมและลูกๆ ของเขา อาคารที่กว้างขวางนี้ส่วนใหญ่เปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมได้สำรวจตั้งแต่โถงทางเข้าใหญ่ไปจนถึงห้องพักคนใช้ที่กว้างขวาง คอลเล็กชั่นภาพวาดสเปนของเซอร์ วิลเลียม สเตอร์ลิงโดย El Greco, Goya, Murillo และ Velázquez แขวนอยู่บนจอแสดงผล รวมถึงงานสำคัญอีกหลายชิ้นของ William Blake
นักผจญภัยควรลองเล่นเกม “Escape the Past” ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ท้าให้ผู้เล่นไขปริศนาและหาทางกลับไปสู่ยุคปัจจุบัน พื้นที่ของที่ดิน ได้แก่ Pollok Country Park ซึ่งคุณสามารถชื่นชมสวนที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างพิถีพิถันหรือเดินเล่นตามเส้นทางที่ตัดผ่านป่าและริมฝั่งแม่น้ำ

Kibble Palace สวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์

สร้างขึ้นในเดือนพฤษภาคม Kibble Palace เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2416 เป็นเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษและเป็นที่เก็บกล้วยไม้หายาก เฟิร์นจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์และพืชจากแอฟริกา อเมริกา และตะวันออกไกล ตั้งอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์ ที่ซึ่งคุณสามารถสำรวจเรือนกระจกเพิ่มเติมและชื่นชมประติมากรรมสไตล์วิคตอเรียนที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ สวนสาธารณะที่สวยงามอีกแห่งที่ควรไปคือ สวนสาธารณะเบลลาฮูสตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิทรรศการเอ็มไพร์ปี 1938 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 13 ล้านคน และยังคงเป็นที่นิยมสำหรับชมดอกไม้หลากสีสัน

Glasgow Green และ People’s Palace

สร้างขึ้นในปี 1662 กลาสโกว์กรีนเป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองและสามารถเดินจากใจกลางเมืองได้อย่างง่ายดาย หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของอุทยานคือ People’s Palace ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นในปี 1897 บูรณะใหม่ในปี 1898 บอกเล่าเรื่องราวของกลาสโกว์ตั้งแต่ปี 1750 ถึงศตวรรษที่ 20 การจัดแสดงรวมถึงการสร้าง “บ้านเดี่ยว” ขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ดูโรงอาบน้ำ “bathie” และการจัดแสดงที่เน้นย้ำความทรงจำของห้อง เต้นรำที่ห้องบอลรูมกลาสโกว์ บาร์โรแลนด์
สวนฤดูหนาว ซึ่งเป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่ด้านหลังพระราชวัง มีพืชพันธุ์เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนชั้นดี อย่าลืมแวะชมน้ำพุ Doulton Fountain ซึ่งเป็นน้ำพุเทอร์โมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดสูง 46 ฟุตและสูง 70 ฟุต สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงกาญจนาภิเษกของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียและมี ตัวเลขจากทั่วเครือจักรภพ สถานที่น่าสนใจอีกแห่งคืออนุสาวรีย์เสาเนลสันที่น่าประทับใจ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2349 เพื่อรำลึกถึงชัยชนะของโฮราชิโอ เนลสัน

วงดุริยางค์สก็อตติช

National Tubing Center เป็นจุดที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยานและตีกลอง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือแฟนเพลง มีบทเรียนและหลักสูตรตลอดจนปี่สก็อตแบบเร่งรัดที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ศูนย์ท่อแห่งชาติยังเป็นที่ตั้งของไซต์ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย พิพิธภัณฑ์ท่อ ซึ่งมีของที่ระลึกของ Robbie Burns และ Iain Dall MacKay Chanter จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นปี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ดนตรีและของที่ระลึกสาธารณะ (นอกจากนี้ยังเป็นโรงแรมและร้านอาหารที่ซับซ้อน) กลาสโกว์เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน World Pipe Championship ประจำปีซึ่งเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดขึ้นทุกเดือนสิงหาคมในกลาสโกว์

เที่ยวเมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020

เที่ยวเมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020

เที่ยวเมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020

เที่ยวเมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020

บูคาเรสต์ ของ ประเทศโรมาเนีย ได้รับเลือกเป็น 1 ในเจ้าภาพฟุตบอลยูโร 2020  เป็นเมืองหลวงที่อุดมไปด้วยประวัติศาสตร์และลักษณะที่ทันสมัย จุดตัดของอาคารเป็นที่น่าสนใจแต่น่าสนใจสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ โบสถ์ในศตวรรษที่ 1617 และ อาคารศิลปะใหม่และอาคารนีโอคลาสสิกรอดแผ่นดินไหวสงครามและคอมมิวนิสต์ในภายหลัง ในยุคการเมืองอาคารอิฐทิ้งความประทับใจของตัวเองและพระราชวังที่ยิ่งใหญ่ของรัฐสภาที่สร้างขึ้นโดยอดีตเผด็จการนิโคลัสซีซาร์ วันนี้เราจะพาไป เที่ยวเมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020

เมืองเก่า

เป็นส่วนหนึ่งของการตั้งถิ่นฐานที่เก่าแก่ที่สุดในบูคาเรสต์ โดยมีโครงสร้างย้อนหลังไปถึงศตวรรษที่ 15 และ 16 ทั่วบริเวณนั้นเป็นที่นั่งของเจ้าชายโรมาเนีย ศูนย์การค้า สถานที่สักการะ และทางแยกสำหรับนักเดินทาง มันสามารถอยู่รอดได้ในยุค 80 ของ Ceausescu โดยทำลายหนึ่งในห้าของเมืองเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ของเมืองหลวงแห่งสังคมนิยมใหม่ หลังจากใช้เวลาหลายสิบปีในฐานะสลัม เมืองเก่าส่วนใหญ่ได้รับการปรับปรุงและตกแต่งใหม่ อาคารเก่าได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม แต่ยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ ที่รอการจับฉลาก ความแตกต่างทำให้ถนนคนเดินและถนนที่ปูด้วยหินมีเสน่ห์ดึงดูดใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เรียงรายไปด้วยร้านหนังสือ โรงละคร ร้านอาหาร และร้านกาแฟแม่และเด็ก

ที่ตั้ง: ระหว่าง Calea Victoriei ไปทางทิศตะวันตก Bulevardul Bratianu ทางทิศตะวันออก มีแม่น้ำ Dambovita ทางทิศใต้และ Regina Elisabeta ทางทิศเหนือ

 

รัฐสภา

รัฐสภาเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในบูคาเรสต์ เป็นอาคารบริหารที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากเพนตากอน) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมยักษ์ใหญ่ที่อ้างว่าเป็นอาคารที่หนักที่สุดในโลก มีห้องพักมากกว่า 3,000 ห้อง ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 330,000 ตารางเมตร สร้างด้วยหินอ่อนและเหล็กกล้า เดิมเรียกว่า People’s House มีวิสัยทัศน์ของอดีตเผด็จการ Nicolae Ceausescu ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวและเป็นที่นั่งของรัฐบาล เขาได้รื้อถอนสถานที่สักการะ โรงงาน โรงงาน สวนสาธารณะ ส่วนหนึ่งของเมืองเก่า และย่านใกล้เคียงทั้งหมด ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ชาวโรมาเนีย 20,000 คนต้องเผชิญกับความยากจน และสถาปนิก 700 คนทำงานในลักษณะพระราชวัง นีโอคลาสสิก ส่วนเล็กๆ ที่ยังไม่เสร็จมีสำนักงานใหญ่ของรัฐสภาโรมาเนียและพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งชาติ

ที่อยู่: Strada Izvor 2-4, บูคาเรสต์

 

วิหารโรมาเนียน

Athenaeum George Enescu Philharmonic, Athenium of the Romanian Athenaeum เป็นวิหารที่มีชื่อเสียงที่สุดของเมือง อาคารสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Albert Galleron มีลักษณะคล้ายกับวิหารกรีกโบราณที่มีโดมสูง 41 เมตรและเสาอิออนหกแถว ภายในมีล็อบบี้เพดานทองคำเปลวที่ตกแต่งอย่างวิจิตร ระเบียงลดหลั่น และบันไดวนหินอ่อน หอประชุมขนาด 652 ที่นั่งขึ้นชื่อด้านเสียงและวิจิตรศิลป์อันยอดเยี่ยม จิตรกรรมฝาผนังยาว 70 เมตรและสูงสามเมตรที่หมุนวนไปรอบๆ ห้องโถงที่กลมกลืนกับภาพจากประวัติศาสตร์โรมาเนีย

ที่อยู่: Strada Benjamin Franklin 1-3, บูคาเรสต์

 

โบสถ์ Stavropoleos Tiny

อันเงียบสงบและสวยงาม โบสถ์ Stavropoleos สร้างขึ้นในปี 1724 โดยนักบวชชาวกรีก Ioanikie Stratonikeas ด้วยทางเข้าที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเรียงรายไปด้วยเสา โบสถ์สไตล์ Brâncovenesc จึงเป็นจุดเด่นที่โดดเด่นในบูคาเรสต์ โบสถ์ออร์โธดอกซ์มีงานแกะสลักหินที่ทำจากไม้ รวมถึงองค์ประกอบโรมาเนียและไบแซนไทน์ ล้อมรอบด้วยลานภายในที่ตกแต่งอย่างสวยงามซึ่งเต็มไปด้วยสุสานสมัยศตวรรษที่ 18 คุณสามารถชื่นชมจิตรกรรมฝาผนังและไอคอนไม้ต่างๆ คอมเพล็กซ์ของโบสถ์เคยรวมโรงแรมและอารามไว้ด้วย แต่ทั้งสองถูกทำลาย คริสตจักรบูรณะหลายครั้งหลังจากที่เกิดความเสียหายแผ่นดินไหว

ที่อยู่: Strada Stavropoleos 4, บูคาเรสต์

 

วิหารเก่าและโบสถ์เก่า

ในเมืองเก่าวิหารเก่าเป็นวังโบราณของเจ้าชายเชเชนรวมถึงวลาดเตเปสหรือที่รู้จักในชื่อวลาดจักรพรรดิผู้ให้กำเนิดเรื่องราวของแดร็กคิวล่า การตามล่าของ Bram Stoker รูปปั้นของเจ้าชายชาวโรมาเนียผู้โด่งดังที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางสิ่งที่เหลืออยู่ในอดีต รวมทั้งกำแพงศาล ซุ้มโค้ง และเสาหลายต้น
เจ้าชาย Mircea Ciobanul แห่งศตวรรษที่ 16 ได้ปรับปรุงพระราชวังหลังการปกครองของ Vlad the Impaler และพระองค์ทรงขยายพื้นที่รอบๆ เมือง Lipscani ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าของบูคาเรสต์ด้วยการก่อตั้งชุมชนช่างฝีมือ ในปี ค.ศ. 1559 ชิโอบานุลได้สร้างโบสถ์ วิหารเก่าแก่ข้างวัง เป็นเวลาสองศตวรรษต่อมา เป็นที่ที่เจ้าชายโรมาเนียจะสวมมงกุฎ นอกจากนี้ ควรค่าแก่การเยี่ยมชมคือ พิพิธภัณฑ์ Old Court ซึ่งมีเครื่องปั้นดินเผาและสิ่งประดิษฐ์ที่พบในระหว่างการขุดค้นทางโบราณคดีรอบๆ ซากปรักหักพัง

ที่อยู่: Strada Franceza 25-31, บูคาเรสต์

 

จัตุรัสปฏิวัติ

จัตุรัสปฏิวัติได้ชื่อมาจากการก่อตั้งอำนาจของ Nicolae Ceausescu เผด็จการในนาทีสุดท้ายในโรมาเนีย เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2532 เกิดรัฐประหารขึ้นที่นี่โดยได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มคนมากกว่า 100,000 คน ทำให้ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ต้องหลบหนี และเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของประเทศ จตุรัสกลางเป็นที่รู้จักกันในนาม Palace Square เนื่องจากอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติในปัจจุบัน อาคารเก่าแก่อื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ได้แก่ พระราชวัง Senate, Romanian Athenaeum และ Athenee Palace Hilton
จัตุรัสบูคาเรสต์ปฏิวัติขึ้นชื่อเรื่องละคร อนุสาวรีย์การเกิดใหม่ ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 ประกอบขึ้นจากเหยื่อ 1,058 รายจากการปฏิวัตินองเลือดและรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของ Iuliu Maniu นายกรัฐมนตรีโรมาเนียที่ถูกคุมขังโดยพรรคคอมมิวนิสต์

ที่อยู่: Calea Victoriei Boulevard, บูคาเรสต์

 

ประตูชัย

สร้าง เสร็จในปี 2018 บูคาเรสต์สร้างขึ้นในปี 1922 เป็นประตูชัยทำด้วยไม้แห่งแรกและอุทิศให้กับทหารโรมาเนียที่ต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สร้างขึ้นในปี 1936 สร้างขึ้นใหม่ด้วยหินแกรนิตและออกแบบโดยสถาปนิก Petre Antonescu ที่ความสูง 27 เมตร ด้านหน้าอาคารประดับประดาด้วยประติมากรรมที่สร้างขึ้นโดยประติมากรชาวโรมาเนียที่มีชื่อเสียงที่สุดบางคน ได้แก่ Ion Jalea และ Dimitrie Paciurea ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางในขบวนพาเหรดทหาร ทหารโรมาเนียเดินขบวนภายใต้กิจกรรมสำคัญๆ เช่น วันแรกของเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นวันหยุดประจำชาติของประเทศ

ที่อยู่: ถนน Kiseleff บูคาเรสต์

 

พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติ

ในพระราชวังเดิม พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งชาติเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะชั้นนำของโรมาเนีย เป็นที่รวบรวมงานศิลปะโรมาเนียที่สมบูรณ์ที่สุด รวมทั้งศิลปะยุคกลางและศิลปะสมัยใหม่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 และยังเป็นที่จัดแสดงของสะสมของราชวงศ์ รวมถึงศิลปะโรมาเนียและยุโรปที่มีอายุย้อนไปถึงศตวรรษที่ 15 มีผลงานมากกว่า 100,000 ชิ้นในห้องโถงต่างๆ รวมถึงภาพวาดของศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ เช่น Theodor Aman, Nicolae Grigorescu และ Gheorghe Tattarescu คอลเล็กชั่นโรมาเนียสมัยใหม่มีประติมากรรมโดย Milita Petrascu และ Dimitrie Paciurea มีไว้สำหรับ Constantin Brancusi หนึ่งในประติมากรที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20 ข้าง European Gallery มีห้องพัก 15 ห้อง รวมถึงผลงานของ El Greco, Monet, Rembrandt, Renoir และ Rubens

ที่ตั้ง: Calea Victoriei. 49-53, บูคาเรสต์

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

Dimitrie Gusti สร้างขึ้นในปี 1936 โดยทอดยาวผ่านสวน Herastrau อันร่มรื่นและแสดงให้เห็นวิถีชีวิตดั้งเดิมในโรมาเนีย นักท่องเที่ยวสามารถเดินผ่านอาคารเก่าแก่กว่า 300 แห่ง ได้แก่ บ้านชาวนาหลังคาสูงชัน กระท่อมในถ้ำ กระท่อมไม้หนัก กระท่อมประเภทต่างๆ โรงงาน โบสถ์ โรงสี และโรงสี ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับการขนส่งจากเมืองทั่วทุกภูมิภาคของประเทศโรมาเนีย อาคารแต่ละหลังได้รับการแยกอย่างระมัดระวัง ส่งไปยังพิพิธภัณฑ์ และสร้างใหม่โดยเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านที่เดินได้ในสวน พิพิธภัณฑ์หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังจัดแสดงสิ่งประดิษฐ์และเครื่องปั้นดินเผาตลอดจนรายการดั้งเดิมอื่น ๆ ที่มาจากทั่วประเทศ

ที่อยู่: So. Kiseleff 28-30, สวน Herastrau, บูคาเรสต์

 

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์โรมาเนียแห่งชาติ

พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติตั้งอยู่ในอาคารนีโอคลาสสิกที่สร้างขึ้นสำหรับบริการไปรษณีย์ของโรมาเนีย ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2513 พิพิธภัณฑ์ขนาด 60 ห้องจัดแสดงนิทรรศการที่น่าสนใจที่สุดบางส่วนในประวัติศาสตร์ของประเทศตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงสมัยใหม่ การจัดแสดงถาวรที่ใหญ่ที่สุดคือแบบจำลองขนาดใหญ่ของ Trajan สมัยศตวรรษที่ 2 ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่จักรพรรดิ Trajan แห่งโรมัน ผู้พิชิตโรมาเนียโบราณของชนเผ่า Dacian สิ่งของทองคำและสิ่งประดิษฐ์จากยุคหินรวมถึงเครื่องประดับที่สืบเนื่องมาจาก Geto-Dacians สามารถพบได้ในคลังโรมาเนีย ที่จัดแสดงอย่างถาวรมีมงกุฎเพชรโรมาเนีย รวมทั้งชิ้นมรกตที่สวยงามสำหรับควีนมารี ราชินีของกษัตริย์เฟอร์ดินานด์แห่งโรมาเนีย นอกจากนี้ยังมีสิ่งประดิษฐ์ทองคำจากสมบัติ Pietroasele ในศตวรรษที่ 4 เคยเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลกมาก่อนตุตันคาเมน

ที่ตั้ง Calea Victoriei 12, บูคาเรสต์

 

Cismigiu Bucharest

ตั้งอยู่ในสวนสวยที่คนในพื้นที่มักแวะเวียนมาตลอดทั้งปี สวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองซึ่งได้รับการออกแบบในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 คือสวน Cismigiu การเช่าเรือพายเป็นหนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมในช่วงฤดูร้อน และลานสเก็ตน้ำแข็งก็เป็นที่นิยมในฤดูหนาว สถาปนิกภูมิทัศน์ชาวเยอรมัน Carl Meyer ออกแบบสวนสาธารณะซึ่งเปิดในปี 2500 ก่อตั้งขึ้นในปี 2403 ซึ่งนำต้นไม้และพืช 30,000 ต้นจากภูเขาโรมาเนียและความเขียวขจีจากสวนพฤกษศาสตร์ในกรุงเวียนนา
สวน Herastrau มีเนื้อที่กว่า 400 เอเคอร์ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ Dimitri Gusti โรงละครกลางแจ้ง สปอร์ตคลับ และสวนสนุกสมัยเก่า ที่ทะเลสาบ มีบริการเช่าเรือทุกฤดูร้อน วิลล่าสไตล์ที่ 19 และ 20 ติดกับสวนเป็นที่ตั้งของชนชั้นสูงของบูคาเรสต์
ออกแบบโดยศิลปินภูมิทัศน์ชาวฝรั่งเศส Eduard Redont และแล้วเสร็จในปี 1906 Carol Park ถือเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่สวยที่สุดในเมืองหลวง หลุมฝังศพของทหารโรมาเนียนิรนาม ตั้งอยู่ที่นี่ เช่นเดียวกับโรงละครโรมันกลางแจ้งชื่อดังที่ชื่อว่า Arenele Romane ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับคอนเสิร์ตช่วงฤดูร้อน

 

Carturesti Carusel

ตั้งอยู่ภายในอาคารสมัยศตวรรษที่ 19 ที่ได้รับการบูรณะในใจกลางเมืองเก่า เป็นร้านหนังสือ Carturesti Carusel ที่น่าประทับใจที่สุดของเมือง Carturesti Carusel แผ่กระจายไปทั่วหกชั้น คอลเลกชั่นหนังสือกว่า 10,000 เล่ม อัลบั้มและดีวีดี 5,000 เล่ม มีการออกแบบที่เหมือนกันเล็กน้อย โดยเล่นกับการกรองแสงผ่านสกายไลท์ตรงกลาง สร้างบรรยากาศที่คล้ายกับแอนิเมชั่นเคลื่อนไหว ดังนั้นชื่อจึงหมายถึง ” Carousel of Light ” ‘
ร้านหนังสือเป็นศูนย์กลางไม่เฉพาะแค่ในท้องถิ่น แต่สำหรับการอ่านและการท่องหนังสือ แต่สำหรับงานศิลปะและการพักผ่อน Carturesti Carusel ยังมีงานแสดงศิลปะร่วมสมัยที่เปลี่ยนการนำเสนอของสื่อมวลชนและยินดีต้อนรับบิสโตรชั้นบน

ที่อยู่: Strada Lipscani 55, บูคาเรสต์

ศึกแย่งชิง แฮร์รี่เคน

ศึกแย่งชิง แฮร์รี่เคน

ศึกแย่งชิง แฮร์รี่เคน

ศึกแย่งชิง แฮร์รี่เคน

ศึกแย่งชิง แฮร์รี่เคน จากที่ทราบกันมาว่านักเตะชาวอังกฤษ เคน แฮร์รี่ กำลังจะถูกทาบทามไปยังสโมสรต่าง ๆ แถมค่าตัวของเขาก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆคล้ายกับการประมูลก็ไม่ปาน หลายคนพูดถึงเคนในทิศทางการเล่นฟุตบอลในแต่ละครั้งของเขา ซึ่งเป็นที่น่าติดตามอย่างมากเลยทีเดียว

 

ข่าวคราวขอย้ายทีมของ แฮร์รี เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษ สั่นสะเทือนไปทั่ววงการลูกหนังโลก หลัง สกาย สปอร์ต ตีข่าวว่าเจ้าตัวพร้อมโบกมือลา ท็อตแนม ฮอทสเปอร์ เมื่อจบซีซั่นนี้ เพื่อไปแสวงหาความสำเร็จกับทีมอื่นที่ทีมเก่าไม่สามารถให้ได้

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับแข้งวัย 27 ปี เพราะก่อนหน้านี้เคยเปรยแล้วว่าต้องการออกไปหาความท้าทายใหม่ รวมถึงถ้วยแชมป์ประดับอาชีพหลังจาก สเปอร์ส ไม่สามารถให้สิ่งนี้ได้ และรอมานานเกินไปแล้ว

 

ผลงานของ เคน ฤดูกาลนี้ลงสนามไป 33 นัด ยิง 22 ประตู จ่ายให้เพื่อนยิงอีก 13 ตุง แสดงให้เห็นว่าพิษสงยังเหลือร้าย และถึงจะมีข่าวพัวพันกับทีมยักษ์มากมายในอังกฤษ แต่ก็มีโอกาสที่เจ้าตัวจะตีปีกไปค้าแข้งลีกอื่นได้เช่นกัน ดังตัวเลือกที่สื่อวิเคราะห์กันไว้ดังนี้

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
มีข่าวด้วยกันมาอย่างเนิ่นนาน และถึงแม้ “ผีแดง” จะต่อสัญญาใหม่กับ เอดินสัน คาวานี ไปแล้ว แต่พิจารณาจากกองหน้าที่มีซึ่งฟอร์มยังไม่แน่นอนทั้ง มาร์คัส แรชฟอร์ด, เมสัน กรีนวูด คุณภาพของ เคน ก็เหนือกว่าอย่างชัดเจน ขอเพียง แมนฯยู มีเงินประเคนให้ สเปอร์ส ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,450 ล้านบาท) เท่านั้น

แมนเชสเตอร์ ซิตี
แชมป์ พรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ซีซั่นล่าสุด ไม่มีปัญหาทางการเงินอยู่แล้วเพราะยินดีจ่ายเต็มที่ให้กับกองหน้าหมายเลข 1 แห่งอังกฤษ ซึ่งเวลานี้พวกเขาก็กำลังมองหาตัวแทนของ เซร์คิโอ อกูเอโร่ ที่หมดสัญญาแยกทางกับทีมหลังจบซีซั่นด้วย และถึงแม้จะเล็ง แจ๊ค เกรียลิช แนวรุกของ แอสตัน วิลล่า เอาไว้ แต่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็พร้อมเบนเป้าหมายไปที่ เคน แบบเต็มตัวเพราะสำคัญกว่า

เชลซี
คู่อริร่วมกรุงลอนดอน ถ้าย้ายไปจริงเตรียมตัวรับความโกรธแค้นจากสาวก สเปอร์ส ได้เลย แต่ข้อดีอีกอย่างคือไม่ต้องเดินทางย้ายไปไหนเพราะอยู่ในเมืองกรุง แถมยังมีทีมผู้เล่นชั้นดีอย่าง ฮาคิม ซีเย็ค, ไค ฮาแวร์ตซ, เอ็นโกโล กองเต้ คอยสนับสนุนส่งเสริมด้วย การันตีกองหน้าเบอร์ 1 ของทีมอย่างแน่นอน

ปารีส แซงต์-แชร์กแมง
ถึงจะสุ่มเสี่ยงต่อการโดนลงโทษเพราะละเมิดกฏ ไฟแนนเชียล แฟร์ เพลย์ แต่ “เปแอสเช” เจ้าบุญทุ่มแห่ง ลีก เอิง ฝรั่งเศส ก็พร้อมจ่ายเงินสำหรับกองหน้าฝีเท้าคุณภาพ และสำคัญกว่านั้นคือจะได้ร่วมงานกับ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ลูกพี่เก่าผู้รู้ทางกันดีอีกครั้ง รวมถึงการได้ประสานพลังกับ เนย์มาร์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่จะช่วยยกระดับฝีเท้าให้ เคน แกร่งกล้าไปกว่าเดิมอีก

 

จากหลายสโมสรข้างต้นที่ได้ยื่นข้อเสนอพร้อมกับค่าตัวแสนแพงลิบลับให้กับ เคน แฮร์รี่นั้นก็ก็มหาศาลมากเลยทีเดียว ต้องรอติดตามว่าเจ้าตัวจะไปอยู่กับสโมสรใด และลูกเล่นของเขาในแต่ละเกมนั้นจะเป็นอย่างไร เพื่อเป็นผลประกอบการพิจารณาของสโมสรนั้นๆด้วย

ก่อนที่ศึกยูโรฟุตบอล 2020 จะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ แน่นอนว่า เคน แฮร์รี่ ถูกยกให้เป็นตัวสร้างความหวังเบอร์หนึ่งของทีมชาติอังกฤษเลยก็ว่าได้ หลังจากที่เขาสามารถทำประตูและแอสซิสต์ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ทางท็อตแนมป์ ฮอตสเปอร์ เป็นต้นสังกัดของตัวเองในรอบล่าสุด แถมยังพกดีกรีดาวซัลโวสูงสุดจากทัวร์นาเมนต์ ฟุตบอลโลกอีกด้วย

จนถึงตอนนี้ต้องบอกเลยว่าดาวเตะวัย 27 ปีทำผลงานได้น่าผิดหวัง ภายหลังกัปตันทีมชาติอังกฤษยังไม่สามารถทำประตูให้กับทีมในรายการนี้ได้เลย โดยใน 2 เกมแรกของ ยูโร 2020 มันก็ไม่มีนัดไหนที่เขาได้อยู่ในสนามจนครบ 90 นาที

การผ่านบอล
ใน 2 เกมที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ เคน พยายามจะถอยลงมาต่ำเพื่อรับบอลไปช่วยเกมรุก แน่นอนว่ามันส่งผลให้เขาไม่อยู่ในตำแหน่งที่จะมีลุ้นทำประตูได้ง่ายๆ หากเทียบกับการปักหลักอยู่ในแดนหน้า แต่ถ้าเขาช่วยผ่านบอลให้ทีมได้ดีมันก็ยังถือว่าการถอยลงมาต่ำมันไม่เสียหายมากนัก…น่าเศร้าที่การผ่านบอลของเขามันไม่ได้สวยหรูมากนัก

หลังจากนั้น จนถึงตอนนี้ เคน เพิ่งผ่านบอลฅโดยรวมเข้าเป้าเพียงแค่ 68 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หลังจากผ่านบอลไปทั้งหมด 27 ครั้ง แต่เข้าเป้า 18 หน โดยแบ่งเป็นการผ่านบอลระยะไกล 3 ครั้ง, ระยะกลาง 8 หน และระยะสั้น 7 รอบ แถมมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่การผ่านบอลของเขามันเป็นจังหวะสำคัญต่อเกม

การเลี้ยงบอลและครองบอล
1 ครั้ง คือจำนวนการเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งของ เคน กับการลงเล่น ยูโร 2020 จนถึงตอนนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังเมื่อเทียบกับว่าเขาเคยทำได้ถึงเฉลี่ย 1.4 ครั้งต่อนัดกับการลงเล่นให้ สเปอร์ส ในเกมลีกซีซั่นล่าสุด

แม้ว่าเขาจะเรียกฟาวล์ให้กับ อังกฤษ ได้แล้ว 4 หนจาก 2 เกมที่ผ่านมา แต่อีกด้านหนึ่งเขาก็จับบอลพลาดไปเองจนทำให้เสียการครองบอลไปง่ายๆ 3 ครั้งเช่นกัน และเขาก็โดนคู่แข่งฉกบอลไปจากเท้าง่ายๆ 2 หนด้วย

จังหวะลุ้นประตู

แน่นอนว่าการทำประตูให้ได้คือคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของคนเป็นกองหน้า อย่างไรก็ตาม เชื่อหรือไม่ว่าจนถึงตอนนี้ดาวซัลโวสูงสุดของศึก พรีเมียร์ลีก ซีซั่นล่าสุด กลับมีจังหวะพยายามทำประตูเพียงแค่ 3 หนเท่านั้น แน่นอนว่าส่วนหนึ่งมันเป็นเพราะเพื่อนร่วมทีมผ่านบอลมาไม่ถึงเขา แต่อีกจุดหนึ่งมันก็เป็นเพราะ เคน หาพื้นที่ว่างให้ตัวเองไดไม่ดีเท่าที่ควรด้วย

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวของ เคน ถือว่าต่างกับ แพทริค ชิค หัวหอกตัวเก่งของ เช็ก, ชิโร่ อิมโมบิเล่ กองหน้าทีมชาติอิตาลี และ บรีล เอ็มโบโล่ ศูนย์หน้าทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ในตอนนี้ราวฟ้ากับเหว หลังจากทั้ง 3 คนดังกล่าวมีจังหวะลุ้นทำประตูถึง 10 ครั้ง

ซึ่งถือว่าสูงเป็นอันดับ 1 ร่วมกัน โดยกรณีของ ชิค กับ อิมโมบิเล่ เพิ่งได้ลงเล่นในทัวร์นาเมนต์นี้ไปเพียง 2 นัดเท่ากับ เคน ด้วย ขณะที่ เอ็มโบโล่ ได้ลงเล่นครบทั้ง 3 เกม   นอกจากนี้ จังหวะลุ้นทำประตู 3 ครั้งของ เคน มันยังไม่มีจังหวะไหนที่เป็นการยิงตรงกรอบจนทำให้ผู้รักษาประตูต้องออกแรงเซฟเลยอีกต่างหาก โดยมี 2 หนที่เขายิงออกนอกกรอบไปเอง ส่วนอีก 1 ครั้งเป็นการติดบล็อกของคู่ต่อสู้นั่นเอง

มีข่าวออกมาเพิ่มเติมว่า แมนเชสเตอร์ ซฺิตี้ ทาบทามการซื้อตัว เคน แฮร์รี่ ยอดดาวยิงของท็อตแนม สเปอร์ ด้วยวงเงินมหาศาลถึง 4,400 ล้านบาท แถมยินดีส่งนักเตะดาวดังคนนี้ให้แบบฟรีๆไปเลย

หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรแชมป์พีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้ยื่นข้อเสนอเงินจำนวนร้อยล้านปอนด์ ประมาณ สี่พันสี่ร้อนล้านบาท ให้ทางท็อตแนมป์ สเปอร์ สโมสรคู่แข่งร่วมลีก  พิจารณาเรียบร้อย

โดยคาดหวังว่าจะคว้าตัว แฮร์รี่ เคน กองหน้าคนเก่งของทีมชาติอังกฤษ เข้ามาเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก ฟาบริซิโอ ที่เป็นนักข่าวชื่อดังแห่งวงการลูกหนังเจ้าเก่าเจ้าเดิม

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า เรือใบสีฟ้า ต้องการกองหน้าชั้นยอดคนใหม่เพื่อมาทดแทน เซร์คิโอ อเกวโร่ ยอดดาวยิงชาวอาร์เจนไตน์ ที่หมดสัญญา และย้ายไป บาร์เซโลน่า เรียบร้อย โดยมอง เคน เป็นเป้าหมายหลัก

 

จากการรายงานของ โรมาโน่ ได้อัพเดตสถานการณ์เรื่องดังกล่าวผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวโดยมีรายละเอียดหลักๆ คือ

  • แมนฯ ซิตี้ ได้ยื่นข้อเสนอเงินการันตีจำนวน 100 ล้านปอนด์
  • นอกจากนี้ แมนฯ ซิตี้ ยินดีใช้นักเตะบางรายเป็นส่วนหนึ่งในดีลเช่นกัน
  • ราฮีม สเตอร์ลิง, เอมเมอริค ลาปอร์กต์ และ กาเบรียล เชซุส ต่างอยู่ในกลุ่มนักเตะที่ “เรือใบสีฟ้า” อาจจะใช้เป็นส่วนหนึ่งในดีล
  •  อย่างไรก็ตาม “ไก่เดือยทอง” ไม่มีความคิดที่จะตอบรับข้อเสนอจาก แมนฯ ซิตี้ เนื่องจาก แดเนี่ยล เลวี่ ประธานสโมสร ต้องการเก็บ ดาวยิงวัย 27 ปี ไว้กับทีมต่อไป
  • จะไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน ยูโร 2021

ทั้งนี้ เคน ยังทำประตูไม่ได้ และถือว่ามีฟอร์มการเล่นที่น่าผิดหวังในศึก ยูโร 2020 ทั้งสองนัดที่ อังกฤษ เบียดชนะ โครเอเชีย 1-0 และ เสมอ สกอตแลนด์ 0-0

 

 

 

 

 

 

ฟุตบอลทีมแมนยู

ฟุตบอลทีมแมนยู

ทีมฟุตบอลแมนยู

ฟุตบอลทีมแมนยู

สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด (อังกฤษ: Manchester United Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลตั้งอยู่ที่โอลด์แทรฟฟอร์ดในเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบันแข่งขันในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรมีฉายา “ปีศาจแดง”

ก่อตั้งในชื่อสโมสรฟุตบอลนิวตันฮีตแอลวายอาร์ใน ค.ศ. 1878 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดใน ค.ศ. 1902 และย้ายไปเล่นที่สนามเหย้าปัจจุบันอย่างโอลด์แทรฟฟอร์ดใน ค.ศ. 1910

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะเลิศถ้วยรางวัลมากกว่าสโมสรอื่นในฟุตบอลอังกฤษ[5][6] โดยชนะเลิศลีก 20 สมัย ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด, เอฟเอคัพ 12 สมัย, ลีกคัพ 5 สมัย และเอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ 21 สมัย ซึ่งก็เป็นสถิติสูงสุดเช่นกัน ยูไนเต็ดยังชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัย, ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย, ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 สมัย, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ 1 สมัย, อินเตอร์คอนติเนนตัลคัพ 1 สมัย และฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 1 สมัย โดยในฤดูกาล 1998–99 สโมสรกลายเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษที่คว้าทริปเปิลแชมป์ระดับทวีปยุโรป[7] และในฤดูกาล 2016–17 หลังจากที่ชนะเลิศยูฟ่ายูโรปาลีก พวกเขากลายเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะเลิศการแข่งขันของยูฟ่าครบทั้งสามรายการภัยพิบัติทางอากาศมิวนิกเมื่อ ค.ศ. 1958 คร่าชีวิตผู้เล่นแปดคน ต่อมาใน ค.ศ. 1968 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรฟุตบอลแรกของอังกฤษที่ชนะเลิศยูโรเปียนคัพภายใต้การคุมทีมของแมตต์ บัสบี ต่อมาอเล็กซ์ เฟอร์กูสันพาทีมชนะเลิศถ้วยรางวัล 38 ใบในฐานะผู้จัดการทีม ซึ่งรวมพรีเมียร์ลีก 13 สมัย, เอฟเอคัพ 5 สมัย และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยในระหว่าง ค.ศ. 1986 ถึง 2013[8][9][10] ซึ่งเป็นปีที่เขาประกาศเกษียณตัวเอง แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่มีผู้สนับสนุนมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก[11][12] และมีสโมสรคู่ปรับคือ ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ซิตี, อาร์เซนอล และลต็ดเป็นสโมสรในฤดูกาล 2016–17 ด้วยรายได้ต่อปีเป็นจำนวน 676.3 ล้านยูโร[13] และเป็นสโมสรที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับที่สามของโลกใน ค.ศ. 2019 เป็นมูลค่า 3.15 พันล้านปอนด์ (3.81 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)[14] ณ ค.ศ. 2015 สโมสรเป็นเครื่องหมายการค้าฟุตบอลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก คาดว่ามีมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ[15][16] หลังจากที่ได้มีการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอนเมื่อ ค.ศ. 1991 สโมสรได้กลับมาเป็นบริษัทเอกชนจากการที่มัลคอม เกลเซอร์ซื้อกิจการเมื่อ ค.ศ. 2005 ด้วยมูลค่าเกือบ 800 ล้านปอนด์ ซึ่งเงินที่ถูกกู้กว่า 500 ล้านปอนด์นี้กลายเป็นหนี้ของสโมสร[17] และตั้งแต่ ค.ศ. 2012 หุ้นบางส่วนของสโมสรถูกเสนอขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก แม้ว่าตระกูลเกลเซอร์จะยังคงมีบทบาทเป็นเจ้าของและควบคุมสโมสรแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก่อตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1878 ในชื่อนิว  (อังกฤษ: Newton Heath LYR Football Club) โดยพนักงานแผนกตู้โดยสารและตู้สินค้าของโรงซ่อมบำรุงรถไฟแลงคาเชียร์และยอร์กเชียร์ที่นิวตันฮีต[18] ในช่วงแรก ทีมแข่งขันกับแผนกและบริษัทรถไฟอื่น ๆ แต่เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1880 พวกเขาแข่งขันในนัดแรกที่มีการบันทึกไว้ โดยสวมเสื้อสีประจำบริษัทอย่างสีเขียวและสีทอง นัดนั้น พวกเขาพ่ายแพ้ต่อ

ของโบลตันวอนเดอเรอส์ด้วยผลประตู 6–0[19] ต่อมาใน ค.ศ. 1888 สโมสรกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของเดอะคอมบิเนชัน ลีกฟุตบอลระดับภูมิภาค แต่หลังจากยุบลีกในช่วงเวลาผ่านไปเพียงฤดูกาลเดียว นิวตันฮีทเข้าร่วมฟุตบอลอัลไลแอนซ์ที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ โดยแข่งขันสามฤดูกาลก่อนที่ลีกจะถูกรวมเข้ากับฟุตบอลลีก ส่งผลให้สโมสรเริ่มต้นฤดูกาล 1892–93 ในเฟิสต์ดิวิชัน ณ เวลานั้น พวกเขาแยกตัวออกจากบริษัทรถไฟและนำคำว่า “แอลวายอาร์” ออกจากชื่อ[18] สองฤดูกาลถัดมา สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน[18]ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1902 สโมสรติดหนี้เป็นจำนวน 2,670 ปอนด์ หรือเท่ากับ 290,000 ปอนด์ใน ค.ศ. 2020[nb 1] จนมีคำสั่งให้เลิกกิจการ[20] กัปตันทีม แฮร์รี สแตฟเฟิร์ด ได้ไปพบกับนักธุรกิจท้องถิ่นสี่คน ซึ่งรวมถึงจอห์น เฮนรี เดวีส์ (ผู้ซึ่งต่อมากลายเป็นประธานสโมสร) ทุกคนยินดีที่จะลงทุนเงิน 500 ปอนด์เพื่อแลกกับผลประโยชน์โดยตรงในการบริหารสโมสร พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อสโมสรในภายหลัง[21] ทำให้ในวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 1920 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ[22][nb 2] เออร์เนสต์ มังแนล ผู้รับตำแหน่งผู้จัดการทีมใน ค.ศ. 1903 พาทีมจบรองชนะเลิศในเซคันด์ดิวิชันใน ค.ศ. 1906 จนได้เลื่อนชั้นสู่เฟิสต์ดิวิชัน ซึ่งพวกเขาชนะเลิศใน ค.ศ. 1908 นับเป็นแชมป์ลีกสมัยแรกของสโมสร พวกเขาเริ่มต้นฤดูกาลถัดมาด้วยการชนะเลิศแชริตีชีลด์เป็นสมัยแรกเป็นสโมสร[23] ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการชนะเลิศเอฟเอคัพเป็นสมัยแรกของสโมสรเช่นเดียวกัน แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชนะเลิศเฟิสต์ดิวิชันเป็นสมัยที่สองใน ค.ศ. 1911 แต่หลังจบฤดูกาลถัดมา มังแนลออกจากสโมสรและเข้าร่วมแมนเชสเตอร์ซิตีใน ค.ศ. 1922 ซึ่งมี

การแข่งขันฟุตบอล

ใหม่มาแล้วสามปีหลังจากที่หยุดไปเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สโมสรตกชั้นสู่เซคันด์ดิวิชัน และได้เลื่อนชั้นอีกครั้งใน ค.ศ. 1925 พวกเขาตกชั้นอีกครั้งใน ค.ศ. 1931 ทำให้สโมสรจึงกลายเป็นโยโย่คลับ สโมสรจบอันดับที่ 20 ในเซคันด์ดิวิชันเมื่อ ค.ศ. ค.ศ. 1934 นับเป็นอันดับต่ำที่สุดตลอดกาล ต่อมาเมื่อจอห์น เฮนรี เดวีส์ ผู้อุปการคุณหลัก เสียชีวิตในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1927 สถานะการเงินของสโมสรย่ำแย่จนอาจล้มละลายหากไม่ได้เจมส์ ดับเบิลยู. กิบสัน ผู้ซึ่งลงทุนเงิน 2,000 ปอนด์และเข้าควบคุมกิจการสโมสรในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1931[25] ต่อมาในฤดูกาล 1938–39 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่มีการแข่งขันฟุตบอลก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง สโมสรจบอันดับที่ 14 ในเฟิสต์ดิวิชัน[25]ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1945 อีกครั้งทำให้มีการแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ คือ แมตต์ บัสบี ผู้เรียกร้องอำนาจการคุมทีมสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทั้งการเลือกผู้เล่น การซื้อขายผู้เล่น และการฝึกซ้อม[26] บัสบีพาทีมจบอันดับที่สองในลีกใน ค.ศ. 1947, 1948 และ 1949 และชนะเลิศเอฟเอคัพใน ค.ศ. 1948 ต่อมาใน ค.ศ. 1952 สโมสรชนะเลิศเฟิสต์ดิวิชันเป็นครั้งแรกในรอบ 41 ปี[27] พวกเขายังชนะเลิศลีกสองสมัยติดต่อกันใน ค.ศ. 1956 และ 1957 โดยผู้เล่นชุดนั้นมีอายุเฉลี่ยเพียง 22 ปี สื่อมวลชนได้ขนานนามทีมว่า “เดอะบัสบีเบปส์” เพื่อเป็นเกียรติแก่บัสบีที่ให้โอกาสผู้เล่นเยาวชนของเขา[28] ต่อมาใน ค.ศ. 1957 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นสโมสรแรกของอังกฤษที่เข้าร่วมแข่งขันยูโรเปียนคัพ แม้ว่าจะมีการคัดค้านจากฟุตบอลลีกซึ่งปฏิเสธการเข้าร่วมของเชลซีในฤดูกาลก่อนหน้า[29] ยูโรเปียนคัพครั้งนั้น ยูไนเต็ดตกรอบรองชนะเลิศหลังจากที่แพ้เรอัลมาดริด โดยก่อนหน้านี้ พวกเขาเอาชนะอันเดอร์เลคต์ ทีมชนะเลิศลีกเบลเยียม ด้วยผลประตู 10–0 นับเป็นผลชนะสูงสุดตลอดกาลของสโมสร[30]