เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลี่ย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ (Burnley Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองเบิร์นลีย์ โดยสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้น เบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็กลายเป็นหนึ่งสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกฟุตบอลขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี จนเมื่อในฤดูกาลปี ค.ศ. 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับมาลงแข่งขันในลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ

ด้วยผลงานการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการเอาชนะยอดทีมดังอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 1-0 ได้อีกด้วย จากประตูของ ร็อบบี เบลก ในฤดูกาลปี ค.ศ. 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

ปัจจุบัน ไมค์ การ์ลิค และ จอห์น บานาซคิวอิกซ์ เป็นประธานสโมสร โดยมี ชอน ไดช์ เป็น ผจก.ทีม และสโมสรก็ทำการแข่งขันอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

เกรียติประวัติทีม Burnley

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ เคยประสพความสำเร็จเป็น

– แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1920-21 , 1959-60
– รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1919-20 , 1958-59
– แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1897-98 , 1972-73
– รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1912-13 , 1946-47
– แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1914

– รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1946-47 , 1961-62
– ยูโรเปียน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1961
– Win Liverpool 2-0 (premierleague) 20 august 2016

สนามเหย้า Burnley

เทิร์ฟมัวร์ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก ก่อสร้างเมื่อปี 1833 ปัจจุบันมีความจุสนามอยู่ที่ 22,546 คน ทีมสโมสรเบิร์นลีย์ลงเล่นนัดแรกในสนามของตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1883 โดยทีมเจ้าถิ่นแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-6

การแข่งขันฟุตบอลลีกครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่สนามเทิร์ฟมัวร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2431 เฟร็ดโปแลนด์เป็นผู้ทำประตูแรกในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สนามแห่งนี้ถือเป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศอังกฤษ ที่ยังใช้แข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศ

ตราสัญลักษณ์สโมสร

ตัวสิงโตตรงกลางของตราประจำสโมสรเบิร์นลีย์ นั้นมีความหมายสื่อถึง ราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากสนามเหย้า เทริฟ์มัวร์ของสโมสร เป็นสนามแรกที่ได้รับเกรียติจากราชวงศ์อังกฤษมานั่งชมเกม ในปี ค.ศ. 1886 เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ได้เดินทางมาเพื่อเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมือง

หลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นภารกิจในครั้งนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จมาชมเกมฟุตบอลคู่กระชับมิตร ระหว่างทีมเจ้าถิ่นเบิร์นลีย์ กับ โบลตัน ส่วนผึ้งทั้ง 2 ตัวที่อยู่ด้านบนนั้นมีความหมายถึงผู้คนของเมืองเบิร์นลีย์ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คือเหล่าคนงาน หรือผึ้งงานนั่นเอง ส่วนรูปมือตรงกลางนั้น หมายถึงคำขวัญของเมืองที่ว่า “ยึดถือหลักความจริง” นั่นเอง ทั้งหมดนี้คือความหมายของตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรเบิร์นลีย์

สปอนเซอร์ตั้งแต่ อดีต – ปัจจุบัน

ปี ค.ศ. 1982-83 : POCO                                       ปี ค.ศ. 1983–84 : TSB
Multipart : ปี ค.ศ.1984–88                                 ปี ค.ศ.1988–98 : Endsleigh
ปี ค.ศ.1998–2000 : P3 Computers                   ปี ค.ศ.2000–01 : None

Lanway : ปี ค.ศ.2001–04                                     ปี ค.ศ.2004–07 : Hunters
ปี ค.ศ.2007–09 : Holland’s                                ปี ค.ศ.2009–10 : Cooke
Fun88ปี : ค.ศ.2010–12                                        ปี ค.ศ.2012–14 : Premier Range
ปี ค.ศ.2014–15 : Fun88                                       ปี ค.ศ.2015–16 : Oak Furniture Land & Sofa Store
Dafabetปี : ค.ศ.2016–ปัจจุบัน

ประวัติ

สโมสรเบิร์นลีย์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้นเบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปีจนในฤดูกาล 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ โดยการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไป 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ 1-0 จาก ร็อบบี เบลก

ในฤดูกาล 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1920-21,1959-60
  • รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1919-20,1958-59
  • แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1897-98,1972-73
  • รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1912-13,1946-47
  • แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้ง
    • 1914
  • รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้ง
    • 1946-47,1961-62
  • ยูโรเปียน คัพ
    • รอบก่อนรองชนะเลิศ ปี 1961
  • Win Liverpool 2-0
    • (premierleague) 20 august 2016

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นมีประสบการณ์ในรายการเมเจอร์มาแล้วรวมสามรายการด้วยกัน โดยตามรายงานของ  พวกเขานั้นเคยตีตั๋วไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วทั้งหมด 12 สมัย, ฟุตบอลยูโร 5 สมัย, และเคยเข้าร่วมในการแข่งขันโอลิมปิคอีกทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในโอลิมปิกปี 1920

สำหรับผลงานอื่นๆที่น่าสนใจของทีมชาติเบลเยี่ยม คือ พวกเขาเคยเอาชนะสี่ทีมชาติยักษ์มาแล้วอย่าง เยอรมนีตะวันตก, บราซิล, อาร์เจนติน่า และ ฝรั่งเศส ในช่วงปี 1954 ถึงปี 2002

คู่แข่งสำคัญของทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นคือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และทีมชาติฝรั่งเศส โดยพวกเขาแทบจะได้เจอกันทุกครั้งในช่วงปี 1905 ถึง ปี 1967

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นถูกตั้งฉายาให้เป็น ทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป นับตั้งแต่ปี 1906

สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม ในยุคของยอดศูนย์หน้าอย่าง พอล ฟาน ฮิมสท์, ตำนานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเบลเยี่ยมในยุคศตวรรษที่ 20, ทีมชาตเบลเยี่ยมนั้นสามารถคว้าอันดับที่สามในศึกฟุตบอลยูโร 1972 มาได้

หลังจากนั้น พวกเขามียุคทองที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะเต็มทีมอยู่สองช่วง ในช่วงแรกเป็นช่วงยุค 80 ถึงยุค 90 โดยพวกเขาสามารถคว้าอันดับที่สองในศึกยูโร 1980 มาได้ แล้วคว้าอันดับที่ 4 ในศึก

โค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม: โรเบอร์โต้ มาร์ติเนซ

โรเบอร์โต้ มาติเนซ, เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1973, เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพสัญชาติสเปน ในตำแหน่งมิดฟิล์ดตัวรับ โดยเขาเคยเข้ามาโลดเล่นในวงการฟุตบอลอังกฤษกับสโมสร สวอนซี เมื่อปี 2003

หลังจากปี 2007 มาร์ติเนซ ตัดสินใจแขวนสตั๊ดและได้กลายมาเป็นกุนซือให้กับสโมสรสวอนซี โดยสามารถพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นจากลีกวันขึ้นมาที่ลีกแชมเปี้ยนชิพได้

หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายมาคุมวีแกน ก่อนที่จะย้ายไปคุมสโมสรเอฟเวอร์ตัน และท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2016 มาร์ติเนซได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติเบลเยี่ยม

นักเตะคีย์แมนของทีมชาติเบลเยี่ยม: เควิน เดอ บรอยน์

เป็นอะไรที่ยากมากที่จะระบุว่าใครคือนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมชาติเบลเยี่ยม เนื่องจากทีมนั้นเต็มไปด้วยแข้งพรสวรรค์ครบถ้วนแทบจะทุกตำแหน่ง แต่สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน เควิน เดอ บรอยน์ ถือว่าสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมากที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการคุมเกมแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พลพรรคเรือใบสีฟ้า ยังคงเป็นจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีกได้

ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างกำลังจับตามองอยู่ว่า เดอ บรอยน์ จะสามารถนำทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์มาได้หรือไม่

รายชื่อนักเตะ 23 คนสุดท้ายของ ทีมชาติเบลเยียม

ผู้รักษาประตู: โคเอน คาสตีลส์ (สโมสร โวล์ฟสบวร์ก) , ติโบต์ กูร์ตัวส์ (สโมสร เชลซี) , ซิมง มิโญเลต์ (สโมสร ลิเวอร์พูล)

กองหลัง: โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ) , เดดริค โบยาต้า (สโมสร กลาสโก เซลติก) , แวงซอง กอมปานี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , โธมัส มูนิเออร์ (สโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง) , โธมัส แฟร์มาเลน (สโมสร บาร์เซโลนา) , แยน แฟร์ตองเกน (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

กองกลาง: นาเซอร์ ชาดลี (สโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบียน) , เควิน เดอ บรอยน์ (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , มุสซา เดมเบเล (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) , ลีนเดอร์ เดนคอนเกอร์ (สโมสร อันเดอร์เลชท์) , มารูยาน เฟลไลนี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ยูริ ตีเลมองส์ (สโมสร โมนาโก) , อักเซล วิตเซล (สโมสร เทียนจิน ฉวนเจียน) , ธอร์ก็อง อาซาร์ (สโมสร โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค) , อัดนาน ยานูไซ (สโมสร เรอัล โซเซียดาด) , ยานนิค การ์รัสโก (สโมสร ตาเหลียน ยี่ฟาง)

กองหน้า: มิชี บัตชัวญี (สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) , เอเด็น อาซาร์ (สโมสร เชลซี) , โรเมลู ลูกากู (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ดรีส์ เมอร์เทนส์ (สโมสร นาโปลี)

ประเทศเบลเยียมหรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรปและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกับของอีกหลายองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ทั้งนี้ ลักษณะของประเทศ ยังคล้ายกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

เบลเยียมมีความหลากหลายทางภาษาค่อนข้างสูง ส่งผลต่อระบบการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน เบลเยียมแบ่งออกเป็นสองภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่ฟลานเดอส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ และวัลโลเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม เป็นเขตทวิภาษา ตั้งอยู่ในฟลานเดอส์

ฟุตบอลทีมชาติเบลเยียมเป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศเบลเยียม ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ในฟุตบอลโลก เคยได้ที่ 4 ในฟุตบอลโลก 1986 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เคยได้ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1980

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า นับเป็นทีมที่ได้อันดับ 1 โดยที่ไม่เคยได้แชมป์ในรายการใหญ่ ๆ ทั้งฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาก่อน

จำนวนที่เข้ารอบฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกเข้ารอบจำนวน 12 ครั้ง

ผลงานฟุตบอลโลก

1930 – เข้ารอบแรก

1934 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1938 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1954 – เข้ารอบแรก

1970 – เข้ารอบแรก

1982 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1986 – ได้อันดับที่ 4

1990 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1994 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1998 – เข้ารอบแรก

2014 – เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

2018 – เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย

 

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

(FC Bayern München) สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งประเทศเยอรมัน และเป็นสโมสรที่สามารถครองแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมันได้มากที่สุดซึ่งเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ บาเยิร์น มิวนิค มีแฟนบอลทั่วโลก สโมสรแห่งนี้ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1900 โดยใช้สนามเหย้าหลักของสโมสรชื่อ “อัลลิอันซ์ อารีน่า” โดยมีความจุที่นั่งสำหรับแฟนบอลมากถึง 75,000 ที่นั่ง  ซึ่งบาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกที่ลงเล่นจากนั้นก็ต้องเผชิญกับสงครามโลกทำให้ฟุตบอลต้องหยุดเล่น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

ยุคของ บุนเดสลีกา เยอรมัน บาเยิร์น ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมากถึง 13 คน ระหว่าง ค.ศ. 1945-1963 จากการลี้ภัยทางสงครามใน ปี ค.ศ. 1947 โดยการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้บาเยิร์น มิวนิคประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดย โรแบนด์ เอนเดอลอร์ ได้หาเงินทุนมาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 4 ปี ด้วยกัน คือ ค.ศ. 1951 ไปจนถึง 1955 และในฤดูกาลถัดไป บาเยิร์น มิวนิคก็คว้าแชมป์ DFB Pokal

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค ความเป็นมาของสโมสร

ความรุ่งเรืองของบาเยิร์น มิวนิคต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล 1974 – 1976 ด้วยการประกาศชัยชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ UCL ในปัจจุบัน โดยเป็นสโมสรทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 3 สมัยซ้อนติดต่อกัน และได้แชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในยุคของ ออทมาร์ ฮิตซ์เฟลต์  และใน ปี ค.ศ. 2002-2003 บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมัน สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 อีกครั้งในฤดูกาล  2013  เรียกว่าในฤดูกาลนี้ บาเยิร์น นิวนิคสามารถกวาแชมป์ฟุตบอลได้มากถึง 3 รายการในฤดูกาลเดียว หรือ เป็นทีม ทริปเปอร์แชมป์ จากผลงานการคุมทีมของผู้จัดการทีม ยุพ ไฮน์เคิส นายใหญ่ชาวเยอรมัน ที่สามารถเอาชนะเสือเหลือง ดอร์ทมุน ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1

แชมป์ฟุตบอลยุโรปล่าสุด บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรได้สำเร็จในยุคของโคโรนา ไวรัส 19 ที่ไม่มีแฟนฟุตบอลเข้าร่วมฉลองแชมป์ ด้วยการนำทีมของ ฮันซี ฟลิค ที่เอาชนะปารีส แซงค์ แชร็กแมงได้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ และฤดูกาล 2019/2020 บาเยิร์น มิวนิค ยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยชุดผู้เล่นที่เดิมหรือชุดที่ได้แชมป์ในฤดูกาลก่อนยังคงอยู่และฟอร์มการเล่นในรายการแชมป์เปี้ยน ลีกยังคงยอดเยี่ยม ทำให้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว

บาเยิร์น มิวนิค กวาดแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน กว่า 30 สมัย , เดเอ็ฟเบ-โพคาล 20 สมัย , เดเอ็ฟเอ็ล-ลีกาโพคาล  6 สมัย  , เดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพ  8 สมัย , ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก 6 สมัย , ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ , ยูฟ่าคัพ/ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย

สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก หรือ เอฟเซไบเยิร์นมึนเชิน (เยอรมันFC Bayern München; อังกฤษFC Bayern Munich) เป็นสโมสรในประเทศเยอรมนี อยู่ที่เมืองมิวนิก อีกชื่อหนึ่งอาจเรียกว่า บาวาเรียมิวนิก หรือ บาวาเรียมึนเชิน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศเยอรมัน โดยสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (บุนเดสลีกา) มาครองได้มากถึง 24 ครั้ง แชมป์สโมสรโลก 2 ครั้ง ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 ครั้ง และยูฟ่าคัพ 1 ครั้ง

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 โดยสิบเอ็ดผู้เล่นฟุตบอลที่นำโดยฟรันซ์ จอร์น แม้ว่าบาเยิร์นจะชนะในการชิงแชมป์แห่งชาติในปี ค.ศ. 1932 สโมสรก็ไม่ได้เลือกเล่นในบุนเดลีกาที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 สโมสรมีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อกลางยุค 70 ภายใต้การนำของฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ โดยได้แชมป์สโมสรยุโรป 3 สมัยติดต่อกัน (ค.ศ. 1974-76) ในปีที่บาเยิร์นได้รับตำแหน่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลเยอรมัน ชนะถึงห้าในสิบครั้งของบุนเดสลีกาล่าสุด รางวัลระดับนานาชาติล่าสุดของสโมสรคืออินเตอร์คอนติเนนตัลคัพในปี ค.ศ. 2001 หลังจากที่พวกเขาได้แชมป์สโมสรยุโรปสมัยที่ 4 ในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2005-06 บาเยิร์นใช้สนามอัลลิอันซ์อารีนาเป็นสนามเหย้าของตัวเอง ก่อนหน้านี้สโมสรได้เล่นในสนามโอลิมปิค สเตเดียม มิวนิกมาเป็นเวลา 33 ปี สีประจำสโมสรคือสีแดงและสีขาว และทีมได้แสดงให้เห็นถึงสีประจำรัฐบาวาเรีย บาเยิร์นเป็นสโมสรที่ใช้ระบบสมาชิกกว่า 162,187 คน นอกจากนี้ยังมี 2,764 ที่ลงทะเบียนแฟนคลับอย่างเป็นทางการร่วมกับ 192,162 คน สโมสรยังมีหน่วยงานด้านกีฬาอื่น ๆ อีก คือ หมากรุก, แฮนด์บอล, ยิมนาสติก, โบว์ลิ่ง, ปิงปองผู้ตัดสินและทีมฟุตบอลอาวุโส รวมกันมีสมาชิกใช้งานมากกว่า 1,100 คน

ในฤดูกาล 2013-14 บาเยิร์นมิวนิคสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 24 โดยที่ลงแข่งไปเพียง 27 นัดเท่านั้น ด้วยการเอาชนะแฮร์ธาเบอร์ลิน ไป 1-3 ที่สนามโอลิมเปียชตาดิออนเบอร์ลิน ของแฮร์ธา ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 ด้วยเหตุที่ทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ในตาราง คือ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ ไม่สามารถตามทันแล้ว นับเป็นการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

(ฝรั่งเศส: Équipe de France de football) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศฝรั่งเศสและเป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งในทวีปยุโรป มีผลงานชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 1998 และ ฟุตบอลโลก 2018 และเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1984 และ ปี ค.ศ. 2000

ประวัติทีม

ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1904 ในช่วงที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 โดยลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับเบลเยียมในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 ฝรั่งเศสได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่สนามปาร์กเดแพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500 คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 1-0

ในปี ค.ศ. 1932 ฝรั่งเศสได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของฝรั่งเศสคือถล่มทีมชาติเม็กซิโก 4-1 โดยลูว์เซียง โลร็อง ที่เป็นผู้ยิงประตูแรกของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ฝรั่งเศสกลับแพ้ 1-0 ใน 2 เกมต่อมากับอาร์เจนตินาและชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ในปี ค.ศ. 1934 ฝรั่งเศสยังคงต้องผิดหวังต่อไป เมื่อตกรอบแรกจากการแพ้ออสเตรีย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีอย่างผิดหูผิดตาในครั้งที่พวกเขารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1938 หลังจากฝ่าด่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับอิตาลีด้วยคะแนน 3-1

ในยุคทศวรรษที่ 1950 นับเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลของฝรั่งเศส จากการแจ้งเกิดของนักเตะชื่อดังอย่างฌุสต์ ฟงแตน เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก และแรมง กอปา ตำนานดาวยิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 1958 ฝรั่งเศสสามารถคว้าอันดับ 3 จากการถล่มทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 6-2 โดยฟงแตนยิงคนเดียว 4 ประตู

ในปี ค.ศ. 1960 ฝรั่งเศสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นครั้งแรก แต่พวกเขากลับทำได้แค่อันดับ 4 หลังจากแพ้ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย 2-0 แต่หลังจากนั้น ฝรั่งเศสกลับดำดิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง รวมถึงความล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันระดับเมเจอร์หลายรายการ โดยพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้เลยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970

เมื่อในยุคทศวรรษที่ 1980 ฝรั่งเศสกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งจากการนำทัพของมีแชล ปลาตีนี ตัวทำเกมจอมเทคนิค และสามสุดยอดกองกลางอย่างฌ็อง ตีกานา, อาแล็ง ฌีแร็ส และลูยส์ แฟร์น็องแดซ ที่ประสานงานร่วมกันจนถูกขนานนามว่า สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ (Magic Square) พวกเขาพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับนานาชาติได้สำเร็จในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยปลาตีนีได้เป็นดาวซัลโวของรายการด้วยการยิงไปถึง 9 ประตู รวมถึงหนึ่งในประตูในเกมที่ชนะสเปนด้วยคะแนน 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ฝรั่งเศสยังสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี ค.ศ. 1984 ก่อนที่จะคว้าแชมป์รางวัลอาร์เตมีโอ ฟรังกี (คอนเฟเดอเรชันส์คัพในปัจจุบัน) ในปีถัดมาทำให้พวกเขาได้รับการยกให้เป็นทีมเต็ง 1 สำหรับการครองแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 แต่แล้วก็ยังคงต้องรอตำแหน่งแชมป์ต่อไป หลังจากทำได้แค่อันดับ 3 ด้วยการแพ้เบลเยียม 4-2

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1996 ฝรั่งเศสเริ่มก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดทีมของวงการลูกฟุตบอลโลก จากการที่เข้าสู่ยุคผลัดใบโดยนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามารับใช้ชาติหลายต่อหลายคน ในยูโร 1996 ฝรั่งเศสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่รอบตัดเชือกเช่นเดิมหลังจากแพ้สาธารณรัฐเช็ก ต่อมาในฟุตบอลโลก 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพฝรั่งเศสสามารถระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการถล่มบราซิล สุดยอดทีมจากฟุตบอลโลก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ของทีม

ในปี ค.ศ. 2000 ฝรั่งเศสยังคงรักษาความฟอร์มที่ดีไว้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 2000 ด้วยการชนะอิตาลี 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ภายใต้การเล่นเกมและสร้างสรรค์เกมของซีเนดีน ซีดาน สุดยอดกองกลางจอมเทคนิคของฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาทำสถิติเป็นชาติแรกที่ครองแชมป์ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรนัลตั้งแต่ที่เยอรมนีตะวันตกเคยทำได้เมื่อปี 1974 นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังขึ้นไปอันดับ 1 ในการจัดอันดับโลกของฟีฟ่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสเริ่มจะกลับสู่ความตกต่ำอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จแต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพวกเขาต้องหยุดอยู่ที่รอบแรกเท่านั้น ก่อนที่ผลงานจะดีขึ้นมาในยูโร 2004 โดยฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ก็ปราชัยต่อกรีซ เจ้าของแชมป์ในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 2006 ฝรั่งเศสเกือบจะไม่ผ่านไปเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 แต่ยังดีที่บรรดานักเตะรุ่นเก่าที่เคยประกาศตัดสินใจอำลาทีมชาติเปลี่ยนใจกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในรอบสุดท้าย หลังจากสู้และสามัคคีกันจนสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแพ้อิตาลีจากการดวลจุดโทษไป 5-3 ไปอย่างน่าเสียดาย 2 ปีต่อมาในยูโร 2008 ฝรั่งเศสก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งหลังจากตกรอบแรก เนื่องจากถูกจับให้อยู่ในกลุ่มที่มีแต่ทีมเต็งที่จะเป็นแชมป์ โดยมีเนเธอร์แลนด์ อิตาลี และโรมาเนีย เป็นสมาชิกร่วมกลุ่มด้วยการเป็นที่ 4 ของกลุ่ม

ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 ฝรั่งเศสต้องผิดหวังอีกครั้งหลังตกรอบแรกในการคัดเลือกทีมไปแข่งขันที่ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาภายในทีมอีกระหว่างนักเตะและผู้ฝึกสอนอีกด้วย ต่อมาในยูโร 2012 ทีมชาติฝรั่งเศสก็เริ่มทำผลงานเริ่มดีขึ้นมา โดยในรอบแบ่งกลุ่มสามารถเป็นรองแชมป์กลุ่มได้ เป็นรองเพียงอังกฤษเท่านั้น แต่แล้วในรอบสิบหกทีมสุดท้ายก็ต้องปราชัยแพ้ให้กับทีมเต็งของรายการนี้อย่างสเปนไป 2-0

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ทีมชาติฝรั่งเศสผ่านเข้าได้ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนีไป 0-1 ซึ่งในครั้งนั้นทีมชาติเยอรมนีก็ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 และในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถสร้างผลงานผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งเป็นการผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ของทีมชาติฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คว้าแชมป์สมัยที่ 2 โดยการเอาชนะโครเอเชีย 4-2

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1984 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 1998 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
  • แชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ปี 2001 และ ปี 2003
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 2018
  • ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี 1904
  • ในช่วงที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม ปี 1904โดยพวกเขาลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับทีมชาติเบลเยี่ยมในวันที่ 1พฤษภาคม ปี 1904ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1905ฝรั่งเศส ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ พาร์กส์ เดส์ แพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 1-0ในปี 1930ฝรั่งเศส เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ อุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของ “เลส์ เบลอส์” พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ถล่ม เม็กซิโก 4-1โดย ลูเซียง โลร็องต์ ที่เป็นผู้ยิงประตูโทนของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ ฝรั่งเศส กลับปราชัย 1-0ใน 2เกมต่อมากับ อาร์เจนตินา และ ชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

(อิตาลี: Nazionale italiana di calcio) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหนึ่งสมัยในปี 1968 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 และอิตาลียังถือเป็นชาติแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สองสมัยติดต่อกัน

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ของอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า “อัซซูร์รี” (Azzurri)

ทีมชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอิตาลี (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1898) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ปัจจุบันมีผู้จัดการทีมคือ โรแบร์โต มันชีนี อิตาลีถือเป็นคู่ปรับสำคัญของทีมชาติเยอรมนี, ทีมชาติบราซิล, ทีมชาติอาร์เจนตินา และทีมชาติฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน จากการแข่งขันในฟุตบอลโลก และอิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นศูนย์รวมของนักเตะระดับโลกมาหลายยุคสมัย

ยุคแรกของการก่อตั้งและแชมป์โลกสองสมัยแรก (1899-1938)

การรวมตัวกันของทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในนัดกระชับมิตร ณ เมืองตูริน ซึ่งอิตาลีแพ้ไป 0-2[5]

การแข่งขันทางการครั้งแรกได้จัดขึ้นที่มิลานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1910 อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศส 6–2 โดยที่ปิเอโตร ลานา เป็นผู้ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการของอิตาลี[6][7] ทีมอิตาลีเล่นด้วยระบบ (2–3–5) ประกอบด้วย: เด ซิโมนี; วาริสโก, กาลี; เตรเร, ฟอสซาติ, คาเปลโล; เดเบอร์นาดี้, ริซซี่, เซเวนีนี่ ที่ 1, ลาน่า, โบย็อกกี้ และมีกัปตันทีมคนแรกคือ ฟรานเชสโก กัลลี[8]

ความสำเร็จครั้งแรกในรายการใหญ่ของพวกเขาคือการคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1928 ณ กรุง อัมส์เตอร์ดัม หลังจากแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศพวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติอียิปต์ได้ถึง 11-3 ต่อมาในการแข่งขันรายการ Central European International Cup ในปี 1930[9] และ1935[10] อิตาลีได้อันดับที่หนึ่งจากคู่แข่งห้าทีมที่ลงแข่งขันคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสองสมัย ตามด้วยความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งจากการคว้าเหรีญทองในปี 1936 โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรียไปได้ 2-1

ภายหลังจากที่อิตาลีปฏิเสธคำเชิญในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1934 และ1938 ภายใต้การดูแลของ วิตโตรีโอ ปอซโซ ผู้จัดการทีม และการนำทัพของ จูเซปเป เมอัซซา[11] อิตาลีลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการถล่มเอาชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 7-1 ที่กรุงโรม พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเอาชนะเชโกสโลวาเกีย ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำประตูของ ไรมันโด ออร์ซี และแอนเจโล่ สเกียวีโอ คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1938 พวกเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยเอาชนะฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ 4-2 จากการทำประตูของ จีโน่ คอลาอุสซี่ และซิลวิโอ ปิโอลา คนละสองประตู ถือเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองของพวกเขาและอิตาลีถือเป็นเป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้ โดยก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งโทรเลขอวยพรผู้เล่นทุกคนให้นำถ้วยรางวัลกลับมาประเทศให้ได้อีกครั้ง

ยุคแห่งความตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (1946-1966)

ในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงที่กีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เล่น 10 คนจาก 11 คนในกลุ่มผู้เล่นยุคก่อตั้งของทีมชาติได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยหลายคนเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสโมสรโตริโนซึ่งชนะการแข่งขันลีกสูงสุด (เซเรียอา) มา 5 สมัยติดต่อกัน ส่งผลให้อิตาลีไม่ผ่านรอบแรกในฟุตบอลโลก 1950 ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเตะและทีมงานทุกคนจะเดินทางด้วยเรือแทนการนั่งเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง

อิตาลียังต้องพบความช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องโดยในการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 1954 พวกไม่ผ่านรอบแรกตามด้วยการไม่ผ่านรอบคัดเลือกในฟุตบอลโลฟุตบอลโลกก 1958และตกรอบแรกอีกครั้งใน 1962 และพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 ตามด้วยการตกรอบแรกในปี 1964 โดยแพ้สหภาพโซเวียต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ณ ประเทศอังกฤษ พวกเขาตกรอบแรกอีกครั้งโดยแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีเหนือในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างเหนือความคามดหมาย และไม่ชนะทีมใดเลยตลอดการแข่งขัน แม้ว่าในทีมชุดนั้นจะมีผู้เล่นอย่าง จานนี ริเวรา (Gianni Rivera) กองหลังชื่อดังจากสโมสร เอซี มิลาน และจาโกโม บุลกาเรลลี่ (Giacomo Bulgarelli) กองกลางจากสโมสรโบโลญญา เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ แฟนบอลอิตาลีที่ไม่พอใจกับผลงานของทีมต่างพากันมารอที่สนามบินและขว้างปาสิ่งของและผลไม้ใส่ผู้เล่น[12] โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นอิตาลีได้รับการคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ภายหลังจากโศกนาฎกรรมในปี 1949

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและรองแชมป์โลก (1968-1974)

อิตาลีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยูโรสมัยแรกของพวกเขาในปี 1968 ในฐานะเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที โดยถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1938 และถือเป็นการยุติช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีหลังจากเหตุการณ์ในปี 1949 พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียได้ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งแข่งขันกันที่กรุงโรมซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการแข่งขันช่วงต่อเวลาพิเศษหรือการยิงจุดโทษตัดสิน[13] และต้องเล่นนัดที่สองหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1 และอิตาลีสามารถเอาชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของ ลุยจิ ริวา (Luigi Riva) และปีเอโตร อนาสตาซี (Pietro Anastasi)

ถัดมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970

ณ ประเทศเม็กซิโก อิตาลีซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังจากชุดแชมป์ยุโรปในปี 1968 หลายรายประกอบไปด้วย จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ (Giacinto Facchetti), ลุยจิ ริวา, ปีเอโตร อนาสตาซี และโรแบร์โต โบนินเซญา (Roberto Boninsegna) สามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ โดยเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี พวกเขาเอาชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศมาได้ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในนัดดังกล่าวถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์โดย 5 จาก 7 ประตูได้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “การแข่งขันแห่งศตวรรษ” (Game of the century)[14]

อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องแพ้ให้กับบราซิลอย่างยับเยินในรอบชิงชนะเลิศ 1-4ในฟุตบอลโลก 1974 อิตาลีทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยตกรอบแรกหลังจากแพ้ทีมชาติโปแลนด์

สายเลือดใหม่และแชมป์โลกสมัยที่สาม (1978-1986)

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ณ ประเทศอาร์เจนตินา ทีมชาติอิตาลีในยุคนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่รายหลาย ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) ซึ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก โดยอิตาลีเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้นได้ อิตาลีจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่สี่ โดยแพ้ให้กับบราซิล 1-2 ในนัดชิงอันดับสาม

อิตาลีลงแข่งขันยูโร 1980 ในฐานะเจ้าภาพ หลังจากเสมอกับสเปนและเบลเยียมตามด้วยการเอาชนะอังกฤษ พวกเขาแพ้ให้กับเชโกสโลวาเกียในนัดชิงอันดับสามจากการดวลจุดโทษ

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

ช่วงปีปลายปี ค.ศ. 1886 : สโมสรสโมสรฟุตบอล อาร์เซนอล ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จากกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช โดยใช้ชื่อในการแข่งขันครั้งแรกว่า “ไดอัล สแควร์” และได้รับชัยชนะครั้งแรกเหนือทีม อีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “รอยัลอาร์เซนอล”

ช่วงปี ค.ศ. 1891-1893 : ก้าวเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรก และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นโดยใช้ชื่อ “วูลิชอาร์เซนอล” และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี ค.ศ. 1904 : สโมสร อาร์เซน่อล ก้าวขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก ตอนแรกนั้น วูลิชอาร์เซนอล ประสบปัญหาการเงิน และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอล เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นโดดเดี่ยวเกินไป ทำให้มีผู้เข้าชมน้อย

ช่วงปี ค.ศ. 1913 : ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องมีอันตกชั้นจากดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น ทำให้พวกเขาได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ “อาร์เซนอลสเตเดี้ยม” ในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ และในปีต่อมาได้มีการตัดคำว่า “วูลิช” เหลือเพียง อาร์เซนอล ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และนับตั้งแต่ปี 1919 อาร์เซนอลที่ได้กลับสู่ดิวิชั่น 1 พวกเขายังไม่เคยตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 – 2000 : เป็นยุครุ่งเรืองของ อาร์เซน่อล ที่สุด นับตั้งแต่ ได้กุนซือคนเก่งอย่าง อาร์แซน เวงเกอร์ เข้ามาคุมทัพในปี 1996 เขาได้นำวิธีการซ้อมใหม่ๆ และแนวทางการเล่นใหม่ๆเข้ามา และสามารถทำให้นักเตะต่างชาติปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดี และพา อาร์เซนอล คว้าดับเบิลแชมป์ได้ใน ฤดูกาล 1997-98 และ 2001-02 นอกจากนั้นในฤดูกาล 2003-04 พวกเขาสามารถพาแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลย และทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัด ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศจนได้รับฉายาว่า “อาร์เซนอลผู้ไร้เทียมทาน”

ช่วงปี ค.ศ. 2005-2014 : อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลยเป็นเวลานานถึง 9 ปีเต็ม ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แชมป์ เอฟเอคัพ มาครองได้ในช่วงท้ายฤดูกาล 2014

ช่วงปี ค.ศ. 2014-ปัจจุบัน : นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลสุดท้าย ฤดูกาล 2003-04 พวกเขาก็ยังไม่สามารถก้าวไปคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลย แต่ก็สามารถเก็บถ้วยรางวัล เอฟเอคัพ มาครองเพิ่มอีก 2 สมัย คือ ฤดูกาล 2015 และ 2017

สนามรังเหย้าทีม อาร์เซนอล

อาร์เซนอล สเตเดี้ยม เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1913 เป็นที่จักกันในชื่อ “ไฮบรี” เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านไฮบรี ซึ่งมีการใช้และปรับปรุงเรื่อยมา และได้ยกเลิกการใช้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2006

เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ความจุสนาม 60,355 ที่นั่ง เริ่มสร้างสนามแห่งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2004 ซึ่งในช่วงระหว่างก่อสร้างนั้น เดิมทีมีชื่อว่า “แอชเบอร์ตันโกรฟ” ก่อนเปลี่ยนชื่อตามข้อตกลงของสปอนเซอร์อย่างสายการบิน เอมิเรตส์ โดยมีมูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ 430 ล้านปอนด์ และได้เริ่มเปิดใช้ในเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2006 จนถึงปัจจุบัน

ตราโลโก้ สัญลักษณ์ ทีม อาร์เซนอล

ตราสัญลักษณ์ที่ 1 ปี ค.ศ. 1888 : ทางสโมสรได้ทำการออกแบบตราสโมสรแรก ซึ่งรูปแบบก็ได้ลอกเลียนแบบมาจากตราของเมือง The Borough of Woolwich ซึ่งเป็นย่านที่เริ่มก่อตั้งทีม ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงลอนดอน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตราสโมสรนั้นคล้ายกับตราประจำเมืองของ วูลิช นั้นเอง ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนตราสมโมสรใหม่ในปี 1913 เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง

ตราสัญลักษณ์ที่ 2 ปี ค.ศ. 1913 : อาร์เซนอล ได้มีการตราสโมสรใหม่ เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง
ตราสัญลักษณ์ที่ 3 ปี ค.ศ. 1922 : จากที่มีสัญลักษณ์ปืนใหญ่อยู่ 3 กระบอก เปลี่ยนมาเหลือเพียงแค่กระบอกเดียวเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาว “วูลิชอาร์เซนอล” เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางกระบอกปืนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก หรือหันไปทางขวานั้นก็ถูกใช้อยู่เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตราสโมสรอีกครั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 4 ปี ค.ศ. 1925 : กระบอกปืนมีขนาดเล็กลง และหันปากกระบอกปืนไปทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้าย สาเหตุที่กระบอกปืนเล็กลงนั้นไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่มีการสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากตราที่หน้าประตูของหน่วยหาญปืนใหญ่ที่เมือง วูลิช นั้นเอง โดยตราสโมสรอันนี้ถูกใช้ยาวนานถึง 17 ฤดูกาลเลยทีเดียว

ตราสัญลักษณ์ที่ 5 ปี ค.ศ. 1949 : มีการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ใหม่ และมีการเพิ่มข้อความลงในตราสัญลักษณ์ด้วย ซึ่งที่มาของข้อความนั้นก็มาจากความทรงจำบรรดาแฟนๆของ อาร์เซนอล ในหนึ่งปีก่อนนั้นในวันสุดท้ายของฤดูกาล

1947-1948 เป็นวันที่ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ทำให้ แฮร์รี่ โฮมเมอร์ บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของทีมในวันนั้นได้ให้คำนิยามสำหรับฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาไว้ว่า “เราลองใช้ประโยคเป็นภาษาละตินดีไหม” จึงได้คำว่า Victoria Concordia Crescit ซึ่งมีความหมายว่า “ชัยชนะเกิดขึ้นจากความสามัคคี” ตราสโมสรใหม่จึงได้รวมประโยคภาษาละตินของ โฮมเมอร์ เอาไว้ด้วย และได้เปลี่ยนแปลงตัวหนังสือชื่อ Arsenal อีกทั้งยังได้นำตราประจำเมือง อิสลิงตัน เข้าไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้ถูกใช้ยาวนานถึง 53 ปี

ตราสัญลักษณ์ที่ 6 ปี ค.ศ. 2001 : ได้มีการทำตราสโมสรใหม่ให้เรียบร้อยขึ้น เนื่องจากเหตุผลทางด้านโฆษณาด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงมาใช้สีเหลืองแทนสีทอง และตัวหนังสือก็ได้มีการเขียนให้อ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรนี้ก็ใช้ได้อยู่ไม่นานนัก เนื่องจากทางสโมสรไม่สามารถจดทะเบียนกับตราสโมสรนี้ได้ และอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากการที่สโมสรมุ่งหวังที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 7 ปี ค.ศ. 2002-ปัจจุบัน : เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงการใช้ตราสโมสรนี้ อาทิเช่น การย้ายฐานมาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และได้ออกไปเล่นรายการยุโรปมากขึ้น แม้ช่วงแรกตรานี้จะไม่ถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้นำตราสโมสรนี้ออกมาใช้จนได้ แม้จะดูไม่มีมนต์คลังเหมือนกับของเดิม แต่ก็ดูมีเสน่ห์ และก็ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด” มีนายมิตติ ติยะไพรัชเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานสโมสร ซึ่งนายมิตตินั้นมีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาแต่เดิมและต้องการมีสโมสรฟุตบอลเป็นของตนเอง ประจวบกับการเกิดขึ้นของลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ในปีพ.ศ. 2552 นายมิตติจึงตัดสินใจส่งทีมลงแข่งขันในปีนั้นในฐานะทีมฟุตบอลของจังหวัด

เชียงราย และได้เลือกใช้ “กว่างโซ้ง” เป็นสัญลักษณ์ทีม สื่อถึงความเป็นนักสู้ และใช้สีส้มเป็นเสื้อทีมเหย้า ในช่วงแรกนั้นการบริหารทีมเป็นไปอย่างลำบากเนื่องจากคนในจังหวัดยังไม่ตื่นตัวกับฟุตบอลไทยมากนัก แต่การคุมทีมของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้ช่วยให้สโมสรมีผลงานใน

สนามที่น่าพอใจและเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น สามารถจบอันดับหนึ่งของตารางลีกภูมิภาค ภาคเหนือ ด้วยสถิติไร้พ่าย ก่อนจะจบอันดับที่ 2 ในรอบเพลย์ออฟ และได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ไทยลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล พ.ศ. 2553

ในลีกดิวิชั่น 1 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ด เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างไม่ดีนักเนื่องจากโค้ชธวัชชัยได้ย้ายไปคุมทีมพัทยา ยูไนเต็ด ทำให้ทีมในช่วงแรกนั้นยังไม่สามารถทำผลงานได้ดี อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนตัวผู้ฝึกสอนบ่อย อย่างไรก็ตาม นายมิตติได้ตัดสินใจเลือก สเตฟาโน คูกูรา ผู้ฝึกสอนชาว

บราซิลเข้ามาคุมทีมในช่วงกลางฤดูกาล ภายใต้การคุมทีมของคูกูรา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากอันดับที่ 13 ของตารางขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่สาม ทำให้ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2554 เป็นทีมสุดท้ายของปี

แม้จะเป็นทีมใหม่ในลีกสูงสุดของประเทศ

แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะผลงานการเล่นในฐานะทีมเหย้า โดยมีนักฟุตบอลอย่างวสันต์ นาทะสันและลีอังดรู อัสซัมเซาเป็นคู่กองหน้าตัวความหวังของทีม อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2554 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องสนามแข่งขัน ที่ต้องย้ายสนามเหย้าบ่อยครั้งเนื่องจากปัญหาจากความล่าช้า

ในการปรับปรุงสนามกีฬากลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและปัญหาเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นเหตุให้เชียงราย ยูไนเต็ดไม่สามารถใช้สนามทั้งสองได้ ทำให้สโมสรจำเป็นต้องย้ายไปใช้สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีอยู่ระยะหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสโมสรอย่างหนัก แต่ด้วยการเรียกร้องของชาวเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้า

หลวงจึงอนุญาตให้สโมสรสามารถใช้สนามของมหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง หลังประสบปัญหาดังกล่าว นายยงยุทธ ติยะไพรัชผู้เป็นพ่อของนายมิตติได้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้ทีมมีสนามเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างสนามเหย้าขึ้นบนที่ดินใกล้กันกับสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย แม้จะมีปัญหามากมาย แต่เชียงรายยูไนเต็ดก็สามารถจบฤดูกาลได้ด้วยอันดับที่ 10 ของตารางได้

ในฤดูกาล 2555 สนามยูไนเต็ด สเตเดียม ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ และได้รับการตอบรับจากแฟนบอลอย่างกว้างขวาง โดยเชียงรายจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 9 อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2556 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาในเรื่องฟอร์มการแข่งขันที่ย่ำแย่ ทำให้ทีมต้องอยู่อันดับในโซนตกชั้นอยู่เป็นเวลานาน แม้จะมีการปลด สเตฟาโน คูกูรา ออกแล้วแต่การคุมทีม

ของ เฮงค์ วิสมัน ผู้ฝึกสอนชาวฮอลแลนด์ ก็ไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้นได้แต่อย่างใด เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาล เชียงราย ยูไนเต็ดจึงได้ อนุรักษ์ ศรีเกิด เข้ามาช่วยแก้วิกฤตและรอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2557-2559 อดีตนักเตะของเชียงราย ยูไนเต็ดอย่างธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ฝึกสอน มีแนวทางการทำทีมที่เน้นการพัฒนาเยาวชน ซึ่งหนึ่งในเยาวชนอย่างเอกนิษฐ์ ปัญญา ก็สามารถสร้างสถิติเป็นผู้ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ ณ ขณะนั้น ตลอดช่วงสามปีของการคุมทีมของธีรศักดิ์ เชียงราย ยูไนเต็ดยังคงเกาะอยู่ในกลุ่มกลางตารางได้อย่างต่อเนื่อง

ในฤดูกาล 2559 สิงห์ปาร์ค ของบริษัทสิงห์ ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีม ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดเริ่มมีเงินทุนในการพัฒนาทีมมากขึ้น โดยสามารถดึงนักเตะชื่อดังอย่างฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์เข้ามาร่วมทีมได้ เมื่อจบฤดูกาล สโมสรได้แยกทางกับธีรศักดิ์ โพธ์อ้น และได้แต่งตั้งอาเลชังดรี กามา อดีตผู้ฝึกสอนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอน ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560 นาย มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวยืนยันว่าได้ทำการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น สโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด[2] รวมถึงเปลี่ยนชื่อสนามเป็นสิงห์ สเตเดียม เนื่องจากได้ผลิตภัณฑ์สิงห์ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยในฤดูกาล 2560 เชียงราย ยูไนเต็ดได้ยกระดับทีมขึ้นมาเป็นทีมเจ้าบุญทุ่มอย่างเต็มตัวด้วยงบการทำทีมกว่า 300 ล้านบาท ได้มีซื้อตัวนักฟุตบอลชื่อดังและสามารถดึงตัวผู้เล่นระดับแถวหน้า อาทิ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เข้าทีมมาด้วยค่าตัว 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าตัวนักเตะไทยที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอลดาวรุ่งจากเมืองทอง ยูไนเต็ดอีกกว่า 5 คน ได้แก่ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ชัยวัฒน์ บุราณ, สุริยา สิงห์มุ้ย และ ชินภัทร ลีเอาะ ที่ภายหลังได้พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมไปในที่สุด

ฤดูกาล 2560 ภายใต้การคุมทีมของกามา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำผลงานได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยสามารถจบฤดูกาลได้ในอันดับที่ 4 ได้ตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลรายการโตโยต้า ลีกคัพ และคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ มาครองได้สำเร็จเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเอาชนะทีมแบ็งค็อก ยูไนเต็ดไป 4-2 พร้อมได้สิทธิ์ในการเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีก ฤดูกาลถัดไป และแม้ในฤดูกาล 2561 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ดจะประสบปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่ผู้เล่นตัวหลักทั้ง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ย้ายออกจากทีม การลาออกของรองประธานสโมสรผู้เป็นกำลังหลักในการบริหารอย่าง ธนพล วิระเทพสุภรณ์ หรือแม้แต่การที่ทีมไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในฟุตบอลลีกได้ แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นในฟุตบอลถ้วยได้อย่างยอดเยี่ยมจนสร้างประวัติศาสตร์คว้า “ทริปเปิลแชมป์” ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร (ช้าง เอฟเอคัพ, โตโยต้า ลีกคัพ และ ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ) ก่อนที่ทางสโมสรจะตัดสินใจแยกทางกับอาเลชังดรี กามาในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเป็นนัดที่เชียงราย ยูไนเต็ดเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-2 และสามารถป้องกันแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ พร้อมรับสิทธิ์ไปเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีกได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน

ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2562 นายมิตติ ติยะไพรัชได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประธานสโมสรให้แก่นางสาวปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช ผู้เป็นน้องสาว เนื่องจากตนต้องการทำงานด้านการเมืองกับทางพรรคไทยรักษาชาติ อย่างเต็มที่ ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปีและกลับเข้ามารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของสโมสรในภายหลัง เมื่อฤดูกาล 2562 เปิดฉากขึ้น เชียงราย ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่าง ไอล์ตัน ซิลวา ก็สามารถทำผลงานได้ดีและสม่ำเสมอกว่าในฤดูกาลที่ผ่านมา สืบเนื่องจากผู้เล่นชาวไทยที่มีความเข้าใจรูปแบบการเล่นของทีมบวกกับความเด็ดขาดในการทำประตูของคู่กองหน้าอย่าง บิลล์ โรซีมาร์ และ วิลเลียม เอนรีเก แม้ทีมจะตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการ แต่ก็ยังคงสามารถรักษาผลงานในลีกได้จนก้าวขึ้นมาเบียดแย่งตำแหน่งจ่าฝูงกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงท้ายได้อย่างสูสีจนต้องตัดสินแชมป์กันในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยก่อนการแข่งขันนั้น เชียงราย ยูไนเต็ดมีคะแนนทั้งหมด 55 แต้ม ในขณะที่ทางบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดมีคะแนนรวม 57 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของลีก แต่เมื่อจบการแข่งขันนัดสุดท้าย ทั้งสองทีมกลับมีเท่ากันที่ 58 แต้ม เนื่องจากเชียงราย ยูไนเต็ดสามารถเอาชนะสุพรรณบุรี เอฟซี ไปได้ 5–2 ส่วนบุรีรัมย์นั้นพลาดท่าเสมอกับสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี 1-1 เมื่อคะแนนของทั้งสองทีมเท่ากัน จึงจำเป็นต้องมีการตัดสินด้วยกฏเฮดทูเฮด ซึ่งเชียงรายนั้นมีเฮดทูเฮดที่ดีกว่าบุรีรัมย์ (เสมอ 0-0 ในเกมเยือน และชนะ 4-0 ในเกมเหย้า) ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดพลิกสถานการณ์และคว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จในที่สุด

แม้สโมสรจะประสบปัญหาเรื่องรายได้จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในฤดูกาล 2563-64 แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถประคับประคองสถานะของทีมให้ไปต่อได้ โดยได้มีการลดงบประมาณการทำทีมและแต่งตั้งให้เอเมอร์สัน ปาไรร่า เป็นผู้ฝึกสอนชั่วคราว ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพมาครองได้เป็นสมัยที่ 3

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด

Real Madrid Club de Fútbol หรือที่รู้จักกันในชื่อ เรอัล มาดริด หรือ ราชันชุดขาว เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสเปน ตั้งอยู่ที่ กรุงมาดริด เมืองหลวงของประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1902 เล่นใน ลาลีกา และเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลศตวรรษที่ 20 โดยสามารถคว้าแชมป์ลาลีกาได้ทั้งสิ้น 33 สมัย ถ้วยโกปาเดลเรย์ 17 ครั้ง และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 12 สมัยซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของรายการ นอกจากนั้น เรอัลมาดริดยังได้เป็นสมาชิกของกลุ่มจี-14 ซึ่งเป็นกลุ่มของสโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปอีกด้วยสนามเหย้าของสโมสรคือสนาม ซานเตียโก เบร์นาเบว อันมีชื่อเสียงแห่งกรุงมาดริด เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่มีหุ้นส่วน (socios) เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1902 ซึ่งแตกต่างกับสโมสรส่วนใหญ่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ฟีฟ่าได้จัดว่า เรอัล มาดริด เป็นสโมสรที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20

ราชันชุดขาว นั้นเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในประวัติศาสตร์รายการแข่งขัน ของ ยูฟ่า ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 12 สมัย และ ยูฟ่าคัพ 3 สมัย ซึ่งมากกว่าสโมสรอื่น ๆ ทุกสโมสร มีเพียงโทรฟียุโรปเดียวที่เรอัลมาดริดยังไม่เคยได้ นั่นคือ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ซึ่งมีสิทธิ์เล่น 2 ครั้งแต่ก็พ่ายไปทั้งสองนัดโดยครั้งแรกแพ้ให้กับเชลซี 2-1 ในปี ค.ศ. 1971 และเสมอ 1-1 ในนัดแรกก่อนที่จะแพ้ 1-0 ในนัดที่สองให้กับแอเบอร์ดีนด้วยประตูรวม 2-1 ในปี ค.ศ. 1983

สนามกีฬาซานเตียโก เบร์นาเบว (สเปน: Estadio Santiago Bernabéu) เป็นสนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงในกรุงมาดริด ประเทศสเปน เป็นสนามเหย้าของ สโมสรฟุตบอล เรอัล มาดริด เริ่มเปิดใช้สนามเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ค.ศ. 1944 เดิมมีชื่อว่า เอสตาดีโอชามาร์ติน (Estadio Chamartín) ตามชื่อของสนามเดิมของสโมสร เปิดใช้สนามอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 1947 เรอัลมาดริดได้ประกาศใช้ชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือ เอสตาดีโอซานเตียโก เบร์นาเบว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 1955 เพื่อเป็นเกียรติแก่ประธานสโมสรคือ ซานเตียโก เบร์นาเบว เยสเต(Santiago Bernabéu Yeste)

สนามแห่งนี้สามารถจุผู้ชมได้มากที่สุดถึง 120,000 คนหลังจากที่มีการต่อขยายในปี ค.ศ. 1953 หลังจากนั้นก็มีการลดจำนวนความจุลง เนื่องจากต้องการเปลี่ยนแปลงสนามให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยบริเวณตั๋วยืนนั้นได้ยกเลิกไปในฤดูกาล 1998/99 ตามกฎของยูฟ่าที่ไม่ให้มีการยืนชมเกมในขณะที่มีการแข่งขันในรายการของยูฟ่า การเปลี่ยนแปลงสนามครั้งล่าสุดคือการเพิ่มความจุอีก 5,000 ที่นั่งรวมเป็น 80,400 ที่นั่งในปี ค.ศ. 2003 และกำลังมีแผนที่จะเพิ่มเติมหลังคาลงไปอีกด้วย

เบร์นาเบว เป็นสถานที่ทางฟุตบอลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด แห่งหนึ่งของโลก ได้รับเลือกให้เป็นสนามสำหรับเกมยูโรเปียนคัพรอบชิงชนะเลิศถึง 3 ครั้งในปี ค.ศ. 1957, ค.ศ. 1969 และ ค.ศ. 1980 ยูโรเปียนแชมเปียนชิพรองชิงชนะเลิศในปี ค.ศ. 1964 และฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศในปี ค.ศ. 1982

สนามแห่งนี้ยังมีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่ง กรุงมาดริด เป็นของตัวเองอีกด้วย ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินเส้นทางหมายเลข 10 หรือรถโดยสารประจำทางหมายเลข 14 , 27 , 40 , 43 , 120 , 147 และ 150 สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงมาดริด ซึ่งสนามฟุตบอลอื่น ๆ มักจะไม่ตั้งอยู่บริเวณแบบนี้ ภายในมีบริการทัวร์ชมสนาม ห้องพักนักกีฬาต่างๆและพิพิธภัณฑ์ที่เก็บข้อมูล ประวัติและถ้วยรางวัลต่างๆของสโมสร (โดยทางสโมสร เรียกห้องนี้ว่า “สโมสรที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”)

ตราสัญลักษณ์สโมสร เรอัลมาดริด (Real Madrid)

ตราสัญลัญลักษณ์ สโมส เรอัล มาดริด ถูกใช้ครั้งแรกในปี ค.ศ.1902 เป็นการออกแบบที่เรียบง่าย โดยใช้ตัวอักษรทั้งหมด 3 ตัวด้วยกันคือ “MCF” ซึ่งย่อมาจาก Madrid Club de Fútbol มีการออกแบบให้สีของตัวอักษรเป็นสีน้ำเงินเข้ม เพื่อตัดกับชุดสีขาวของทีม หลังจากนั้น มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในปีค.ศ.1908 โดยการนำตัวอักษรย่อทั้ง 3 มาจัดเรียงให้อยู่ในวงกลม ซึ่งตราสัญลักษณ์ของทีมในครั้งนี้ก็ถูกใช้มายาวนานจนถึงปี ค.ศ.1920 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ด้วยการนำเอามงกุฎกษัตริย์อัลฟองโซที่ 13 มาไว้บนตัวหนังสือเพื่อเป็นสัญลักษณ์หรือโลโก้ของทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในสโมสรและทีมก็ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี ค.ศ.1931 เมื่อเกิดการยุบระบบกษัตริย์ในประเทศสเปน ทำให้มงกุฎที่เป็นส่วนหนึ่งของตราสโมสรนั้นหายไป และเกิดการเพิ่มสีทองให้กับตัวหนังสือและมีการเพิ่มแถบสีม่วงซึ่งเป็นตัวแทนของแคว้นคาสติล 10 ปี ให้หลังใน ค.ศ.1941 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรอีกครั้งและเป็นตราที่ใช้มายาวนานจนถึงปัจจุบันด้วยการเพิ่มมงกุฎกษัตริย์กลับเข้าไป พร้อมกับจัดการกับแถบสีม่วงให้กลายเป็นสี่ม่วงอ่อนจนกลายเป็นสีน้ำเงินจางๆ

สโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริด เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศสเปน ตั้งอยู่ที่กรุงมาดริดเมืองหลวงของประเทศ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1902 เล่นในลาลิกา และเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลศตวรรษที่ 20 โดยสามารถคว้าแชมป์ลาลิกา 34 สมัย ถ้วยโกปาเดลเรย์ 19 สมัย ราชันชุดขาวนั้นเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์รายการแข่งขันของยูฟ่าด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 13 สมัยและยูฟ่าคัพ 2 สมัย ซึ่งมากกว่าสโมสรอื่น ๆ ทุกสโมสร [3] มีเพียงโทรฟียุโรปเดียวที่เรอัลมาดริดยังไม่เคยได้ นั่นคือ ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ ซึ่งมีสิทธิ์เล่น 2 ครั้งแต่ก็พ่ายไปทั้งสองนัดโดยครั้งแรกแพ้ให้กับเชลซี 2-1 ในปี ค.ศ. 1971 และเสมอ 1-1 ในนัดแรกก่อนที่จะแพ้ 1-0 ในนัดที่สองให้กับแอเบอร์ดีนด้วยประตูรวม 2-1 ในปี ค.ศ. 1983 เรอัลมาดริดยังเป็นสมาชิกของกลุ่มจี-14 ซึ่งเป็นกลุ่มของสโมสรฟุตบอลชั้นนำของยุโรปอีกด้วย[4]

สนามเหย้าของสโมสรคือสนามซานเตียโก เบร์นาเบวอันมีชื่อเสียงแห่งกรุงมาดริด เรอัลมาดริดเป็นสโมสรที่มีหุ้นส่วน (socios) เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1902 ซึ่งแตกต่างกับสโมสรส่วนใหญ่ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2000 ฟีฟ่าได้จัดว่าเรอัลมาดริดเป็นสโมสรที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 20[5] เรอัลมาดริดยังเป็นสโมสรที่ใหญ่ที่สุดและได้รับความนิยมสูงสุดในโลกจากกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี ค.ศ. 2007[6] และยังเป็นสโมสรที่ทำรายได้มากที่สุดในโลกอีกด้วย[7] เรอัลมาดริดเคยเดินทางมาเตะกับทีมชาติไทยในวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ผลการแข่งขันเรอัลมาดริดสามารถชนะทีมชาติไทยไป 2–1

ในการแข่งขันภายในประเทศ สโมสรได้รับรางชนะเลิศรวม 66 ถ้วย; ประกอบด้วย สถิติแชมป์ลาลีกา 34 สมัย สูงที่สุดในฟุตบอลสเปน, แชมป์ โคปาเดลเรย์ 19 สมัย, แชมป์ ซูเปอร์โคปาเดเอสปาญา 11 สมัย รวมทั้งแชมป์โคปาเอวาดูอาร์เตและโกปาเดลาลีกา ในการแข่งขันระดับยุโรปและระดับโลก เรอัลมาดริดได้รับรางวัลชนะเลิศ 26 รายการ ประกอบด้วย สถิติแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ / ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกสูงสุด 13 สมัย, ชนะเลิศ ยูฟ่า คัพ 2 สมัย และ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ 4 สมัย รวมทั้งชนะเลิศรายการชิงแชมป์สโมสรโลก (Club world championships) จำนวน 4 สมัย

 

 

ทีมชาติเวียดนาม

ทีมชาติเวียดนาม

ทีมชาติเวียดนาม

ทีมชาติเวียดนาม

ฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศเวียดนาม ควบคุมโดยสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนามเวียตนามมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับฟุตบอลทียาวนานมาก เริ่มต้นจากฝรั่งเศสประเทศเจ้าอาณานิคมที่เริ่มเอากีฬาดังกล่าวมาทำให้แพร่หลายในศตวรรษที่ 19 แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเวียตนามในช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้พัฒนาการของทีมฟุตบอลเวียตนามสะดุดหยุดลงไปเวียดภายหลังจานามแบ่งประเทศเป็น

เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้

ได้มีทีมชาติเกิดขึ้นสองทีม ในขณะที่ฟุตบอลทีมชาติเวียดนามเหนือไม่ค่อยมีผลงานในทางฟุตบอลเท่าไร โดยเล่นกับทีมอื่นในชาติคอมมิวนิสต์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2499-พ.ศ. 2509 แต่เวียดนามใต้ ได้ร่วมเล่นในเอเชียนคัพและได้อันดับ 4 สองครั้ง และในปี พ.ศ. 2534 ทีมชาติเวียดนามได้ตั้งขึ้นภายหลังจากที่สองประเทศได้รวมกัน โดยรวมทีมเวียดนามใต้เข้ามา

ในปัจจุบัน ทีมชาติเวียดนามมีผลงานที่ดีในระดับเอเชีย คือ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2561 และในการแข่งขันฟุตบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีมชาติเวียตนามยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน คือ การสร้างประวัติศาสตร์นับแต่การรวมประเทศ โดยการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(AFF Suzuki Cup) ในปี พ.ศ. 2561 และเหรียญทองการแข่งขันฟุตบอลชายในซีเกมส์ ในปี พ.ศ. 2562 โดยถึงขนาดที่มีผู้กล่าวยกย่องว่าเป็น ยุคทอง ของฟุตบอลเวียตนาม

โดยปัจจุบันหัวหน้าผู้ฝึกสอน คือ  ชาวเกาหลีใต้ ที่เข้ามายกระดับทีมชาติเวียตนามด้วยสไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปจากฟุตบอลเกมส์รุก กลายเป็นฟุตบอลเกมรับแล้วสวนกลับที่เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก อีกทั้งยังมีระบบความฟิตที่ดีขึ้น ทำให้เวียดนามมีผลงานที่ดีขึ้นอย่างมากแต่อย่างไรก็ดี ในฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในปี พ.ศ. 2563 ที่มีการคัดเลือกเอา

สามทีมไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิค

ปี พ.ศ. 2563 ทีมชาติเวียตนามที่ส่วนใหญ่เป็นแกนหลักจากทีมชาติชุดใหญ่ และยังเป็นรองแชมป์เก่าในรายการนี้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2561 กลับจบการแข่งขันด้วยการเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่ม โดยที่มีเพียงสองคะแนน จากการแพ้ให้กับ ทีมชาติเกาหลีเหนือ และเสมอกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และทีมชาติจอร์แดน อีกทั้งยังยิงประตูคู่แข่งได้เพียงประตูเดียว และเสียไปถึงสองประตู ทั้งที่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่าจะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้

ในส่วนของฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย เวียดนามจบอันดับที่สองของกลุ่มในรอบที่สอง รองจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสามารถผ่านเข้าสู่รอบที่สามได้สำเร็ปจากผลการแข่งขันดังกล่าวส่งผลให้ทัพ ช้างศึก ตกรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบสอง โซนเอเชีย กลุ่ม จี ค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ยังต้องลุ้นเกม สุดท้าย ที่จะต้องลงสนามพบทีมชาติมาเลเซีย เพื่อคว้าอันดับ 3 เพื่อสิทธิ์ไปเล่น เอเชี่ยน คัพ รอบคัดเลือกต่อไปขณะที่ ทีมชาติเวียดนาม ระเบิดฟอร์มดุ เอาชนะ อินโดนีเซีย ไปได้ 4-0 มีลุ้นเข้ารอบ 12 ทีมในฐานะแชมป์กลุ่ม

หลังจากจบเกมการแข่งขันทั้ง 2 คู่ แฟนบอลเวียดนาม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียล เกี่ยวกับชัยชนะของพวกเขารวมถึงความพ่ายแพ้ของ ทีมชาติไและนี้คือบางส่วนของความเห็นแฟนบอลเวียดนาม ที่คัดมาให้อ่านก“เวียดนามคือความหวังเดียวของฟุตบอลอาเซียน”“ว่าไง ไทยแลนด์ คุณยังโอเคไหม นี่เหรอ คิง ออฟ อาเซียน”“โชคดีไทยแลนด์ ผมหวังว่าคุณจะชนะเกมนี้ได้ แต่พวกคุณทำให้ผมผิดหวังมาก”ทีมไทยน่าผิดหวังมาก ทำไมถึงแพ้ยูเออี พยายามชนะเกมต่อไปให้ได้นะ”“มันน่าเศร้านะที่ทีมไทยไม่สามารถเข้ารอบต่อไป

ได้”ทีมไทยจะแข็งแกร่งขึ้นในอนาคตเพื่อท้าทายเวียดนาม”“หนุนหลังทีมไทยต่อไปนะ น่าผิดหวังเล็กน้อยที่พวกคุณแพ้ “อย่าท้อแท้ พยายามต่อไปในครั้งต่อไปนะ เพื่อนรักของฉัน จากเวียดนาม”สู้ๆนะ ไทยแลนด์ พวกคุณพยายามเต็มที่แล้ว”“ผมคิดว่าเวียดนามและไทย ยังคงเป็น 2 ทีมที่แข็งแกร่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นะ”แต่ก่อนที่จะเดินหน้าเห็นตัวแทนในเกมสุดท้ายเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.64 ที่ผ่านมา  เกมก่อนหน้านั้นที่ มาเลเซีย ลงสนาม พบกับ เวียดนาม

ในวันที่ 11 มิ.ย.64  ผลเวียดนาม เอาชนะ 2-1 พร้อมกับประเด็นจุดโทษช่วงนาทีที่ 82 ที่เหงียน วาน ตรวน กองหน้าหมายเลข 9 ทีมชาติ เวียดนาม โดน เบรดาน แกน ทำฟาล์ว ทำให้แฟนบอลทั้ง 2 ชาติต่างงัดเอาหลักฐานมาแสดงกันในโลกออนไลน์ เพราะสกอร์ดังกล่าวเป็นสกอร์ตัดสินให้เวียดนามเฉือนเอาชนะ มาเลเซีย สร้างโอกาสเข้ารอบทันที

    แม้ว่าแมตซ์ดังกล่าวจะผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เหงียน วาน ตรวน  แข้งหมายเลข 9 ทีมชาติเวียดนาม ที่โดนทำฟาล์วจนได้จุดโทษ ได้ออกมาผลิตเสื้อยืดพร้อมกับพิมพ์ข้อความบนหน้าอกเสื้อว่า IT ‘S REAL เพื่อแสดงออกว่าเขาถูกทำให้ล้มลงในกรอบเขตโทษจริง โดยออกจำหน่ายในรายคาตัวละ  299,000 ดองเวียดนาม หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 407 บาท ผ่านทางช่องทางออนไลน์ ที่ตัวเขาเองเป็นเจ้าของแบรนด์ VAT09 และ LAZADA VIETNAM

แม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันจำนวนเสื้อที่ผลิตออกมาจำหน่ายได้มากน้อยแค่ไหน? แต่ว่ามีการคาดการณ์กันว่าจะได้ยอดจำหน่ายในจำนวนมากเนื่องจากประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกพูดกันเป็นอย่างมาก และก็เป็นประตูสำคัญที่ช่วยพาเวียดนามสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกผ่านเข้ารอบ 12 ทีม ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก โซนเอเชียฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม เป็นทีมฟุตบอลตัวแทนจากประเทศเวียดนาม ควบคุมโดยสหพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม

เวียตนามมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับฟุตบอลทียาวนานมาก เริ่มต้นจากฝรั่งเศสประเทศเจ้าอาณานิคมที่เริ่มเอากีฬาดังกล่าวมาทำให้แพร่หลายในศตวรรษที่ 19 แต่ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองของเวียตนามในช่วงศตวรรษที่ 20 ทำให้พัฒนาการของทีมฟุตบอลเวียตนามสะดุดหยุดลงไป

ภายหลังจากเวียดนามแบ่งประเทศเป็น เวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ได้มีทีมชาติเกิดขึ้นสองทีม ในขณะที่ฟุตบอลทีมชาติเวียดนามเหนือไม่ค่อยมีผลงานในทางฟุตบอลเท่าไร โดยเล่นกับทีมอื่นในชาติคอมมิวนิสต์ ในระหว่างปี พ.ศ. 2499-พ.ศ. 2509 แต่เวียดนามใต้ ได้ร่วมเล่นในเอเชียนคัพและได้อันดับ 4 สองครั้ง และในปี พ.ศ. 2534 ทีมชาติเวียดนามได้ตั้งขึ้นภายหลังจากที่สองประเทศได้รวมกัน โดยรวมทีมเวียดนามใต้เข้ามา

ในปัจจุบัน ทีมชาติเวียดนามมีผลงานที่ดีในระดับเอเชีย คือ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลชิงแชมป์เอเซีย พ.ศ. 2561 และในการแข่งขันฟุตบอลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทีมชาติเวียตนามยังทำผลงานได้ดีเช่นกัน คือ การสร้างประวัติศาสตร์นับแต่การรวมประเทศ โดยการคว้าแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(AFF Suzuki Cup) ในปี พ.ศ. 2561 และเหรียญทองการแข่งขันฟุตบอลชายในซีเกมส์ ในปี พ.ศ. 2562 โดยถึงขนาดที่มีผู้กล่าวยกย่องว่าเป็น ยุคทอง ของฟุตบอลเวียตนาม

โดยปัจจุบันหัวหน้าผู้ฝึกสอน คือ Park Hang-Seo ชาวเกาหลีใต้ ที่เข้ามายกระดับทีมชาติเวียตนามด้วยสไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปจากฟุตบอลเกมส์รุก กลายเป็นฟุตบอลเกมรับแล้วสวนกลับที่เน้นผลการแข่งขันเป็นหลัก อีกทั้งยังมีระบบความฟิตที่ดีขึ้น ทำให้เวียดนามมีผลงานที่ดีขึ้นอย่างมาก

แต่อย่างไรก็ดี ในฟุตบอลชิงแชมป์เอเชียรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ในปี พ.ศ. 2563 ที่มีการคัดเลือกเอาสามทีมไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิค ปี พ.ศ. 2563 ทีมชาติเวียตนามที่ส่วนใหญ่เป็นแกนหลักจากทีมชาติชุดใหญ่ และยังเป็นรองแชมป์เก่าในรายการนี้ เมื่อ ปี พ.ศ. 2561 กลับจบการแข่งขันด้วยการเป็นอันดับสุดท้ายของกลุ่ม โดยที่มีเพียงสองคะแนน จากการแพ้ให้กับ ทีม

ชาติเกาหลีเหนือ และเสมอกับทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และทีมชาติจอร์แดน อีกทั้งยังยิงประตูคู่แข่งได้เพียงประตูเดียว และเสียไปถึงสองประตู ทั้งที่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มหัวหน้าผู้ฝึกสอนอย่าง  ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างมั่นใจว่าจะสามารถผ่านเข้ารอบต่อไปได้

 

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา (Barcelona) สโมสรชื่อดัง แถวหน้าวงการของวงการฟุตบอล ที่ไม่ใช่เพียงแค่ใน ลาลีกา สเปนเท่านั้น บาร์เซโลนา มีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่สนใจเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งเราขอนำเสนอ ประวัติ สถิติทีม บาร์เซโลนา ให้เหล่าแฟนๆได้อ่านกัน สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ส่วนมากแล้วถูกเรียกๆสั้นๆว่า บาร์ซา มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง บาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา ที่ประเทศสเปนนั่นเอง

บาร์เซโลนา เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1899 โดยผู้ที่เริ่มก่อตั้งคือ ฌูอัน กัมเป โดยเขาได้ออกประกาศว่า เขาต้องการที่จะตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด เมื่อมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้เล่นถึง 11 คนด้วยกัน จากวันนั้นจึงทำให้มีสโมสรนี้ขึ้นมา รายการแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงแรก โดยปี1902 สามารถเอาชนะได้ถ้วยแชมป์รายการ โกปามากายา เป็นรายการแรกสนามแข่งขันของ บาร์เซโลนา

เริ่มแรกนั้น Barcelona ใช้สนามแข่งขันเป็นสนาม กัมเดลาอินดุสเตรีย ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ทั้งหมด 10,000 คน แต่เนื่องด้วยฐานแฟนๆของสโมสรนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ สนามไม่พอรองรับผู้คน จึงได้ย้ายไปยังสนามที่ใหญ่กว่าในปี 1922 โดยสร้างสนามขึ้นมาใหม่คือสนาม กัมเดเลสกอตส์ (Camp de Les Corts)ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากถึง 20,000 คน เหล่าแฟนบอลของสโมสรยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ในปี 1946 จึงได้มีการขยาย

อัฒจันทร์ให้ใหญ่ขึ้น จนสามารถจุผู้คนได้ 60,000 คนจากความสำเร็จของสโมสร ที่เป็นผู้ชนะในการแข่งขันหลายรายการ เช่น การแข่งขันในลีกลาลีกา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ติดต่อกันถึงสองปี คือปี 1948 และ 1949 ทำให้มีคนที่สนใจที่จะเข้ามาชมมากขึ้นเมื่อพวกเขามีการแข่งขัน ในตอนนั้นทางสโมสรไม่สามารถที่จะขยายสนามเพิ่มขึ้นได้แล้ว จึงได้มีแผนที่จะสร้างสนามใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ สนามกัมนอว์ ที่เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ 28 มีนาคม 1954 ซึ่งการก่อสร้างเสร็จเมื่อปี

1957 ที่ปัจจุบันนี้ สามารถรองรับผู้ชมได้ 98,772 คน ถือเป็นสนามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นสนามที่ทันสมัยที่สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตราสโมสรแรกของ Barcelona นั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยมีรูปมงกุฎ ซึ่งเป็นใงกุฎแห่งอารากอนอยู่ข้างบน โดยมีกิ่งต้นลอเรล และใบปาล์มอยู่ข้างๆ หลังจากนั้นเมื่อปี 1910 มีการเปลี่ยนตราสโมสร โดยที่จัดประกวดออกแบบซึ่ง

ตราสโมสรที่ชนะก็ได้กลายเป็นตราสโมสรที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตราสโมสรนั้น มีรูปกางเขนของเซนต์จอร์จสีแดงข้างซ้าย มีธงชาติอยู่ข้างขวา ข้างล่างเป็นแถบสีประจำสโมสร

ชุดการแข่งขันของบาร์เซโลนา  ส่วนมากจะเป็นแถบสีนำเงินแดง สีประจำสโมสรเริ่มมีผู้สนับสนุน และมีโลโก้ของผู้สนับสนุนอยู่บนหน้าอกเสื้อเมื่อปี 2006 โดยมี Unicef เป็นผู้สนับสนุน และผู้ผลิตคือ Nike จนมาถึงปี 2011 ก็เปลี่ยนผู้สนับสนุนมาเป็น มูลนิธิการ์ตาร์ (Qatar Foundation) และมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกในปี 2013 เป็น กาต้าร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways)

ในปัจจุบัน ชุดฤดูกาล 2017-2018 ได้เปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง โดยตอนนี้มี Rakuten บริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นผู้สนับสนุนแทน โดยโทนสีก็ยังเป็นสีน้ำเงินแดงเหมือนเดิม โดยออกแบบให้ระบายอากาศได้อย่างดี เพื่อการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวของนักเตะสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งสเปน ที่แฟนคลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แม้ว่าฐานแฟนคลับ และการพัฒนาของพวกเขาจะเติบโตอย่างรวดเร็วแต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ประสบความสำเร็จอย่าง

สูงสุด พวกเขาเองก็ต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาเช่นกัน เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับวงการที่เรานำมาฝากไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ติดตามได้ว่าเราจะเอาสาระอะไรมาฝากอีกบ้างที่นี่ที่เดียว

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาเป็นผู้ชนะเลิศในถ้วยยุโรปและสเปนปัจจุบัน

เป็นสโมสรสเปนที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลสเปน ในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัลภายในประเทศและทุกถ้วย โดยชนะในการแข่งลาลีกา 22 ครั้ง ชนะในโกปาเดลเรย์ 25 ครั้ง ชนะในซูเปร์โกปาเดเอสปาญา 10 ครั้ง ชนะในโกปาเอบาดัวร์เต 3 ครั้ง และได้รางวัล โกปาเดลาลีกา 2 ถ้วย นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุโรป โดยได้ชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง, ชนะในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 4 ครั้ง ชนะในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง และชนะฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 1 ครั้ง พวกเขายังมีสถิติชนะในอินเตอร์-ซิตีส์แฟร์สคัป 3 ครั้ง ถ้วยต้นแบบของยูฟ่าคัพ

นอกจากนั้นยังเป็นสโมสรยุโรปสโมสรเดียวที่แข่งในฟุตบอลระหว่างทวีปในทุกฤดูกาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 และเป็น 1 ใน 3 สโมสรที่ไม่เคยตกชั้นในลาลีกา ร่วมกับทีมแอทเลติกบิลบาโอและเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 2009 เป็นสโมสรสเปนสโมสรแรกที่ได้ถือครองแชมป์ 3 รางวัล คือ ลาลีกา, โกปาเดลเรย์ และแชมเปียนส์ลีก และในปีเดียวกันนี้ยังเป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรแรกที่ชนะในการแข่งขัน 6 รางวัลในปีเดียวกัน เพิ่มอีก 3 ถ้วยคือ ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

ก่อตั้งในชื่อ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ใน ค.ศ. 1899 โดยกลุ่มของนักฟุตบอลสวิส อังกฤษ และ สเปน นำโดย ชูอัง กัมเปร์ สโมสรถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมคาตาลันและนิยมคาตาลัน โดยมีคำขวัญทางการว่า “Més que un club” (แปลว่า มากกว่าสโมสร) ส่วนเพลงประจำสโมสรคือเพลง “กันเดลบาร์ซา” เขียนโดย เคาเม ปีกัส และ ชูเซบ มารีอา เอสปีนัส และที่แตกต่างจากสโมสรอื่นคือ ผู้สนับสนุนทีมเป็นเจ้าของและบริหารทีมบาร์เซโลนา ถือเป็นสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 ในด้านของรายได้ ที่มีรายได้ประจำปี 398 ล้านยูโร สโมสรยังเป็นคู่ปรับอันยาวนานกับเรอัลมาดริดและนัดการแข่งขันระหว่างสองทีมนี้เรียกว่า “เอลกลาซีโก”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1899 ฮันส์ กัมเปร์ ได้ลงประกาศโฆษณาใน โลสเดปอร์เตส ว่ามีความต้องการที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล โดยได้รับการตอบรับอย่างดีในการนัดพบกันที่คิมนาเซียวโซเล เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยมีผู้เล่น 11 คนมาร่วมได้แก่ วอลเตอร์ ไวลด์ (ผู้บริหารคนแรกของสโมสร), ลุยส์ ดีออสโซ, บาร์โตเมว เตร์ราดัส, ออตโต กุนเซิล, ออตโต แมเยอร์, เอนริก ดูกัล, เปเร กาบอต, กาเลส ปูคอล, ชูเซป โยเบต, จอห์น พาร์สันส์ และ วิลเลียม พาร์สัน ทำให้ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ก็ถือกำเนิดขึ้นมา

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในช่วงแรกกับการแข่งขันถ้วยท้องถิ่นและระดับชาติ ได้ลงแข่งในกัมเปียวนัตเดกาตาลุนยาและถ้วยโกปาเดลเรย์ ในปี ค.ศ. 1902 สโมสรชนะถ้วยแรกในถ้วยโกปามากายา และร่วมลงแข่งในโกปาเดลเรย์ครั้งแรก แต่แพ้ 1–2 ให้กับบิซกา

ยา ในนัดชิงชนะเลิศ กัมเปร์ได้เป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1908 แต่สโมสรมีปัญหาด้านการเงินเนื่องจากไม่สามารถชนะการแข่งขันได้ตั้งแต่กัมเปียนัตเดกาตาลัน ในปี ค.ศ. 1905 เขาเป็นประธานสโมสรใน 5 วาระในระหว่างปี ค.ศ. 1908 ถึง 1925 รวม 25 ปี ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร หนึ่งในความสำเร็จคือการทำให้สโมสรมีสนามกีฬาของตัวเอง ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1909 สโมสรได้ย้ายไปสนามกัมเดลาอินดุสเตรีย ที่มีที่นั่งจุ 8,000 คน จากปี ค.ศ. 1910 ถึง 1914 บาร์เซโลนาได้ร่วมลงแข่งในถ้วยพิเรนีส ที่ประกอบด้วยทีมที่ดีที่สุดของ ล็องด็อก, มีดี, อากีแตน (ฝรั่งเศสใต้), บาสก์ และ กาตาลุญญา ในเวลานั้นถือเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดที่เปิดให้เข้าแข่งขันในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สโมสรได้เปลี่ยนภาษาอย่างเป็น

ทางการของสโมสรจากภาษาคาสติเลียนสเปน (Castilian Spanish) เป็นภาษาคาตาลัน และค่อย ๆ เพิ่มความสำคัญให้กับสัญลักษณ์ที่สำคัญของอัตลักษณ์คาตาลัน เพื่อให้แฟนที่สนับสนุนสโมสรแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างการแข่งขันและเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์กลุ่มของสโมสร

กัมเปร์ได้รณรงค์หาสมาชิกสโมสรเพิ่ม และในปี ค.ศ. 1922 สโมสรมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คนและมีฐานะการเงินเพียงพอที่จะสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ สโมสรได้ย้ายไปเลสกอตส์ โดยเปิดสนามใหม่ในปีเดียวกันนี้ เดิมทีเลสกอตส์จุผู้ชมได้ 22,000 คน และต่อมาขยายเพิ่มเป็น

60,000 คนแจ็ก กรีนเวลล์ เป็นผู้จัดการเต็มเวลาคนแรกของสโมสรและสโมสรได้เริ่มต้นพัฒนา ในช่วงระหว่างยุคของกัมเปร์ สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาชนะถ้วยกัมเปียนัตเดกาตาลัน 11 ครั้ง ถ้วยโกปาเดลเรย์ 6 ครั้ง และถ้วยพิเรนีส 4 ครั้ง ถือเป็นยุคทองยุคแรกของสโมสร