กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส
กีฬาเทนนิส

กีฬาเทนนิส (อังกฤษ: Tennis) เป็นกีฬาที่เล่นในร่มหรือกลางแจ้ง แบ่งเป็น 2 ฝ่ายแข่งกัน โดยมีผู้เล่นในประเภทเดี่ยวฝ่ายละ 1 คน และผู้เล่นในประเภทคู่ฝ่ายละ 2 คน ใช้ ไม้เทนนิส ตีส่งลูกไปมาเหนือตาข่ายภายในเขตที่กำหนด โดยพยายามตีลูกให้ลงในแดนคู่แข่ง จนคู่แข่งไม่สามารถตีลูกกลับมาลงในแดนของเราได้

กีฬาเทนนิส เป็นเกมกีฬาชนิดหนึ่งซึ่งใช้ไม้แร็กเก็ต ถือกำเนิดในยุโรปช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ช่วงแรกๆนั้นเทนนิสได้แพร่ขยายไปยังกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูง แท้จริงแล้วเทนนิสเป็นกีฬาสากลและเป็นเกมที่เล่นกันเกือบทุกประเทศทั่วโลก ตั้งแต่ปี ค.ศ.1926 ซึ่งมีการจัดทัวร์นาเมนต์ครั้งแรก เทนนิสจึงได้กลายเป็นกีฬาอาชีพ เทนนิสได้ถูกบรรจุลงในกีฬาโอลิมปิก ณ โซล ปี ค.ศ.1988

ไม้เทนนิส หรือ แร็กเก็ต 

(Racquet) จะมีด้ามจับและมีบริเวณที่ใช้ในการตีลูกบอลซึ่งขึงเอ็นไว้กับมือถือไม้

ลูกเทนนิส (บอล) จะต้องมีขนาดและน้ำหนักเป็นไปตามข้อกำหนดในการแข่งขัน ในการแข่งขันแต่ละนัดจะมีการเปลี่ยนบอล เพราะบอลมักจะสูญเสียคุณสมบัติไประหว่างการเล่น จึงมีการกำหนดให้มีการเปลี่ยนบอลตามจำนวนเกมที่เล่นไปแล้ว เช่น อาจไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบอลทุกครั้ง ยกเว้นในเซ็ตแรกอาจเปลี่ยนที่ 7 เกมเนื่องจากบอลถูกใช้ในการอุ่นเครื่องก่อนการเล่นไปบ้างแล้ว เป็นต้น ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟในเกมที่เปลี่ยนบอลใหม่ มักจะชูบอลให้ฝ่ายตรงข้ามทราบว่ามีการเปลี่ยนบอลใหม่แล้วก่อนที่จะเริ่มเสิร์ฟไปยังฝ่ายตรงข้าม

สนามและพื้นสนาม

สนามเทนนิสจะมีขอบเขตเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า และต้องมีพื้นที่รอบๆเพียงพอให้ผู้เล่นสามารถวิ่งไปตีลูกได้ คือทั้งสนามและโดยรอบควรมีพื้นที่กว้างอย่างน้อย 60 ฟุต ยาวอย่างน้อย 120 ฟุต

ต้องเป็นพื้นผิวเรียบ สนามแต่ละพื้นผิวให้ความเร็วและการกระดอนของบอลที่แตกต่างกัน ได้แก่

พื้นแข็ง (hard court) ทำจากคอนกรีต ราดยาง หรืออะครีลิก พื้นแข็งจะทำให้บอลเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า และกระดอนได้อย่างแท้จริง

พื้นดิน (clay court) ปัจจุบันมักไม่ได้ทำมาจากดินจริง แต่จะเป็นอิฐป่นและปูทับด้วยอนุภาคพิเศษที่ไม่ดูดซับน้ำง่าย พื้นดินมักจะทำให้บอลเคลื่อนที่ช้ากว่า และบอลจะติดสปินมากกว่า

พื้นหญ้า (grass court) บอลจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่า แต่การกระดอนมักจะไม่แน่ไม่นอน ปัจจุบันมีการใช้หญ้าชนิดใหม่ที่ทำให้บอลกระดอนได้สูงขึ้นและการเคลื่อนที่ของบอลช้าลงกว่าหญ้ารุ่นก่อน

พื้นพรม (carpet court) มักใช้เล่นเฉพาะเทนนิสในร่ม และไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วสำหรับการแข่งขันของ ATP และ WTA

พื้นไม้ (wood court) ทำให้บอลกระดอนต่ำและเคลื่อนที่เร็ว ปัจจุบันไม่มีการใช้พื้นสนามนี้แล้วในการแข่งขันระดับอาชีพ

ขนาดสนาม

แผนผังสนามเทนนิส

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 8.23 เมตร (27 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นเดี่ยว

ยาว 23.77 เมตร (78 ฟุต) กว้าง 10.97 เมตร (36 ฟุต) สำหรับประเภทผู้เล่นคู่

เส้นสนาม

เส้นหลัง หรือ เส้นท้ายสนาม (baseline) เป็นเส้นแนวนอน อยู่ด้านหลังสุดของสนามของแต่ละฝ่าย และจะมีขีดกลาง (center mark) อยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นหลัง

เส้นข้าง (sideline) เป็นเส้นแนวตั้งด้านซ้ายและขวาของขอบสนาม ทอดไปตามความยาวของสนาม ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตความกว้างของพื้นที่สนาม ในการเล่นประเภทเดี่ยวจะใช้เส้นข้างด้านใน (single sideline) ส่วนการเล่นประเภทคู่จะใช้เส้นข้างด้านนอก (double sideline)

เส้นเสิร์ฟ (service line) เป็นเส้นแนวนอนขีดแบ่งพื้นที่ในสนามของแต่ละฝ่ายออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง เส้นอยู่ห่างจากตาข่าย 6.40 เมตร (21 ฟุต)

เส้นเสิร์ฟกลาง (center service line) เป็นเส้นกลางสนามทอดตั้งฉากในแนวตั้งกับเส้นเสิร์ฟ ทำให้เกิดกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ฝ่ายละ 2 ด้าน คือ กรอบด้านซ้ายของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Advantage court กับกรอบด้านขวาของแต่ละฝ่ายเรียกว่า Deuce court ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวจะอยู่ชิดตาข่าย โดยผู้เล่นที่เสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงในกรอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น ทั้งนี้จะต้องเสิร์ฟลูกให้ลงด้านซ้ายหรือขวาจะขึ้นอยู่กับคะแนนที่เล่นในขณะนั้น

เมื่อบอลตกสัมผัสเส้นถือว่าบอลสัมผัสพื้นที่ว่างภายในเส้นนั้น

ตาข่าย (เน็ต)

ขึงไว้กึ่งกลางสนามในแนวขวางตลอดความกว้างของสนาม เพื่อแบ่งสนามออกเป็น 2 ฝั่งเท่ากัน

ความสูงของตาข่ายตรงกึ่งกลางสูง 0.914 เมตร (3 ฟุต) ส่วนตาข่ายบริเวณเสาสูง 1.07 เมตร (3.5 ฟุต)

เสาตาข่ายเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 15 ซม. (6 นิ้ว) และสูงไม่เกิน 2.5 ซม. (1 นิ้ว) จากด้านบนของตาข่าย เสาอยู่ห่างจากเส้นข้างด้านนอก 0.91 เมตร (3 ฟุต)

แถบด้านบนของตาข่ายกว้าง 5-6.35 ซม. (2-2.5 นิ้ว)

วิธีการเล่น
การเลือกแดน/เลือกเสิร์ฟ

ผู้ตัดสินจะโยนเหรียญเพื่อตัดสินหาผู้ชนะ ซึ่งจะได้เลือก 1 ใน 3 ตัวเลือกต่อไปนี้

  1. เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟก่อนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกแดนแทน
  2. เลือกแดนในเกมแรก โดยคู่แข่งจะได้เลือกเสิร์ฟหรือรับเสิร์ฟในเกมแรกแทน
  3. เลือกให้คู่แข่งเป็นฝ่ายเลือก 1 ใน 2 ข้อด้านบน

การเสิร์ฟลูกเทนนิส

การเสิร์ฟ (serving) คือ การตีส่งบอลครั้งแรกของคะแนนนั้นๆไปให้คู่แข่ง ประเภทผู้เล่นเดี่ยวจะผลัดกันเสิร์ฟฝ่ายละ 1 เกมไปเรื่อยๆ ส่วนในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นทั้งสองคนในฝ่ายเดียวกันจะต้องผลัดเสิร์ฟคนละ 1 เกมด้วย (ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคี่ ฝ่ายหนึ่งผลัดเสิร์ฟในเกมคู่)

การเสิร์ฟ โยนบอลและตีกลางอากาศ

การเสิร์ฟ ห้ามเดิน วิ่ง หรือเคลื่อนที่ไปมาขณะเสิร์ฟ (foot fault) ยกเว้นเท้าเคลื่อนที่เล็กน้อย ส่วนฝ่ายรับจะยืนบริเวณใดก็ได้ในฝ่ายของตน

การเสิร์ฟ ยืนหลังเส้นหลังในด้านที่กำหนดไว้สำหรับคะแนนนั้นๆ ห้ามเหยียบเส้นใดๆ รวมทั้งห้ามยืนเลยแนวเส้นข้างและแนวขีดกลางของเส้นหลัง (foot fault)

การเสิร์ฟโดยตีไม่โดนบอล จะถือว่าการเสิร์ฟครั้งนั้นเสีย แต่การโยนบอลแล้วปล่อยบอลตกลงพื้นโดยที่ไม่พยายามตีบอลสามารถทำได้และสามารถเริ่มเสิร์ฟใหม่ได้

การเสิร์ฟโดยตีบอลแล้วบอลไปโดนหรือสัมผัสวัตถุอื่นก่อนตกลงพื้นสนามถือว่าเสิร์ฟเสีย เช่น โดนเสาตาข่าย โดนผู้เล่นฝ่ายเดียวกับเรา เป็นต้น

การเสิร์ฟ จะต้องเสิร์ฟโดยสลับฝั่งขวา/ซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลางไปทุกคะแนน กล่าวคือ ในเกมทั่วไปเริ่มเสิร์ฟคะแนนแรกที่ด้านหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และในคะแนนถัดไปต้องสลับไปเสิร์ฟที่หลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court)

การเสิร์ฟเมื่อเล่นเกมไทเบรก(โปรดดูที่ไทเบรก) ฝ่ายแรกจะเสิร์ฟแค่คะแนนที่ 1 ก่อน จากหลังสนามด้านขวาของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Deuce court) และต่อจากนี้จะผลัดการเสิร์ฟฝ่ายละ 2 คะแนนไปเรื่อยๆสลับกัน โดยตั้งแต่คะแนนที่ 2 จะให้อีกฝ่ายเริ่มเสิร์ฟจากหลังสนามด้านซ้ายของเส้นเสิร์ฟกลาง(ด้าน Advantage court) และต้องสลับด้านเสิร์ฟซ้าย/ขวาไปทุก 1 คะแนนเช่นกัน หากเล่นประเภทคู่ก็ต้องสลับกันเสิร์ฟคนละ 2 คะแนนเช่นกัน

การเสิร์ฟจะต้องเสิร์ฟให้บอลลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟ (service box) ของฝ่ายตรงข้ามในแนวทแยง เช่น กรณีเราเสิร์ฟจากด้านซ้าย ลูกเสิร์ฟจะต้องไปตกในกรอบพื้นที่เสิร์ฟด้านซ้ายของฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน(ด้านขวามือเรา) เป็นต้น

เสิร์ฟเล็ต (let) จะต้องทำการเสิร์ฟลูกนั้นใหม่ ได้แก่ การเสิร์ฟโดยที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกลงในกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องในแนวทแยง หรือลูกสัมผัสตาข่ายแล้วไปโดนผู้เล่นฝั่งตรงข้ามโดยที่ลูกยังไม่ตกพื้น หรือการเสิร์ฟเมื่อผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามยังไม่พร้อม ยกเว้นการเสิร์ฟที่ลูกสัมผัสตาข่ายแล้วตกนอกกรอบพื้นที่เสิร์ฟที่ถูกต้องจะถือว่าลูกนั้นเสียทันที (fault)

การเสิร์ฟ มีสิทธิ์เสิร์ฟได้คะแนนละ 2 ครั้ง หากเสิร์ฟครั้งแรกเสีย จะต้องเสิร์ฟครั้งที่ 2 และหากเป็นการเสียของลูกเสิร์ฟครั้งที่ 2 ของคะแนนนั้น(double fault) จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่งด้วย

การตีลูกกลับ

เมื่อลูกข้ามตาข่ายมาแล้ว สามารถตีลูกกลับไปในแดนคู่แข่ง โดยที่ลูกบอลอาจจะยังไม่กระทบพื้นสนามเลยก็ได้ หรือลูกกระทบพื้นสนามฝ่ายของเรามาแล้วไม่เกิน 1 ครั้งก็ได้

ต้องตีลูกบอลกลับภายในครั้งเดียว

การตีลูกบอลกลับแล้วลูกสัมผัสตาข่ายข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามไม่ถือว่าผิดกติกา

ผู้เล่นฝ่ายใดไม่สามารถตีลูกบอลกลับไปยังแดนของฝ่ายตรงข้ามได้โดยถูกกติกา จะต้องเสียคะแนนนั้นให้คู่แข่ง

การสลับแดน

การสลับแดน สลับแดนเมื่อเกมรวมกันเป็นเลขคี่และเมื่อจบเซ็ต แต่หากจบเซ็ตโดยเกมรวมกันเป็นเลขคู่ จะสลับแดนหลังจากจบเกมแรกของเซ็ตถัดไป ส่วนการสลับแดนในการเล่นไทเบรกจะสลับเมื่อคะแนนรวมกันได้ทุก 6 คะแนน

การตัดสินผู้ชนะ

แผนผังการนับคะแนนกีฬาเทนนิส

การตัดสินผู้ชนะของการแข่งขัน(match) ตัดสินจากจำนวนเซ็ต(set) ที่ได้กำหนดไว้ในการแข่งขันนั้น
โดยในแต่ละเซ็ตจะประกอบด้วยหลายๆเกม(game) และในแต่ละเกมจะประกอบไปด้วยการนับคะแนน(point) จากการเล่น ดังนี้

การนับเกมของเซ็ต

ในแต่ละเซ็ต ฝ่ายใดทำได้ 6 เกมก่อนและอีกฝ่ายทำได้ไม่เกิน 4 เกม จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 6-4 เกม หรือ 6-3 เกม เป็นต้น

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 5-5 เกม จะต้องเล่นต่อจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำได้ 7 เกมก่อนก็จะเป็นฝ่ายชนะเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-5 เกม

กรณีเซ็ตนั้น เสมอกันที่ 6-6 เกม จะต้องเล่นไทเบรกต่อในเกมที่ 7 เพื่อตัดสินผู้ชนะเซ็ต ซึ่งจะชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกม (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก จะเล่นจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนำคู่แข่งได้ 2 เกม)

จำนวนเกมในแต่ละเซ็ตอาจแปรเปลี่ยนได้ตามกติกาของบางรายการแข่งขันที่กำหนดขึ้นเฉพาะกิจ

การนับคะแนนของเกม

ในเกมหนึ่งๆ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามทำคะแนนได้จะนับคะแนนของฝ่ายนั้นเรียงตามลำดับดังนี้ 15, 30, 40, เกม (ซึ่งก็คือคะแนนที่ 1, 2, 3, 4 ที่ทำได้ตามลำดับนั่นเอง) ส่วนคะแนนศูนย์ (0) ภาษาอังกฤษขานว่า เลิฟ (love)ในการขานคะแนน ให้ขานคะแนนของฝ่ายที่เสิร์ฟขึ้นก่อน เช่น 40-30 หมายถึง ฝ่ายเสิร์ฟได้ 40 คะแนน และฝ่ายรับเสิร์ฟได้ 30 คะแนน เป็นต้นหากคะแนนเสมอกันที่ 40-40 จะต้องเล่นต่อไปอีก 2 คะแนน เรียกว่า ดิวซ์ (deuce) และเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนนำ 1 คะแนนได้ก่อน เรียกว่า ได้เปรียบ (Advantage มักใช้อักษรย่อ A หรือ Adv) เช่น 40-A หรือ A-40 และหากฝ่ายนั้นทำได้อีก 1 คะแนน ก็จะชนะในเกมนี้ไป แต่หากทำไม่ได้ก็ถือว่ากลับมาเสมอกันที่ 40-40 อีกครั้ง และก็ต้องเล่นดิวซ์ต่อไป

(แต่มีกติกาพิเศษในบางรายการแข่งขันที่กำหนดว่าจะไม่มีการเล่นต่อ 2 คะแนน ฝ่ายไหนได้คะแนนหลังจากคะแนนที่ 40 ก่อนถือว่าชนะเกมนั้น)

หากเกมใดที่ฝ่ายเสิร์ฟของเกมนั้นเป็นฝ่ายชนะ จะเรียกว่า รักษาเกมเสิร์ฟได้ แต่หากฝ่ายเสิร์ฟแพ้เกมนั้น จะเรียกว่า ถูกเบรกเกมเสิร์ฟไทเบรก (tie break) ใช้เพื่อตัดสินผู้ชนะของเซ็ตนั้นในกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเสมอกันที่ 6-6 เกม การเล่นเกมที่ 7 เป็นเกมสุดท้ายของเซ็ต เรียกว่าเล่น ไทเบรก โดยในเกมนี้จะนับคะแนนเป็น 1, 2, 3,… ไปเรื่อยๆ ฝ่ายใดที่ทำได้ 7 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 7-4 คะแนนของเกมที่ 7 ก็จะเป็นฝ่ายชนะในเซ็ตนั้น เป็นต้น

แต่หากคะแนนของเกมนี้เสมอกันที่ 6-6 คะแนนอีก ผู้เล่นฝ่ายใดก็ตามที่ทำคะแนนนำคู่แข่งได้ 2 คะแนนก่อนจะเป็นผู้ชนะในเซ็ตนั้น เช่น ชนะ 8-6 คะแนน หรือแพ้ 8-10 คะแนน เป็นต้น เมื่อไทเบรกจบลง ผลจะเป็นชนะ 7-6 เกม หรือแพ้ 6-7 เกมในเซ็ตนั้นๆ (ยกเว้นในเซ็ตสุดท้ายของรายการแกรนด์สแลมจะไม่มีการเล่นไทเบรก)

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2458ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม และเล่นการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก (พบกับทีมฝ่ายยุโรป) ที่สนามราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ในปีนั้น จนวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามฯ โดยลงเล่นในการแข่งขันระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้ และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อสยามกลายเป็นประเทศไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย

เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทีมมีประวัติของความสำเร็จในการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือชนะเลิศอาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 5 สมัย และชนะเลิศซีเกมส์ 16 สมัย โดยทีมชาติไทยยังสามารถคว้าอันดับ 3 ในเอเชียในปี พ.ศ. 2499 พล.ต.เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1956ที่เมลเบิร์น

โดยเป็นครั้งแรกของทางทีมที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในกีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ทีมไทยจับฉลากพบกับสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 0-9 (ความพ่ายแพ้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) ตกรอบทันที โดยในรอบที่สอง ทีมสหราชอาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 6 ประตูต่อ 1 โดยทีมชาติบัลแกเรียได้เหรียญทองแดง

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมชาติยูโกสลาเวียได้เหรียญเงิน และสหภาพโซเวียตได้เหรียญทองไปครอง ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า “ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 – 0” ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งถึงสมาคมฟุตบอลฯ ให้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ หนึ่งในนักฟุตบอลชุดโอลิมปิกไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนี เพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 ฟุตบอลทีมชาติไทยก็คว้าเหรียญทองในกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันเรียกว่าซีเกมส์) ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนถึง พ.ศ. 2552 ประเทศไทยชนะเลิศการแข่งขันทุก ๆ สองปีรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิงลูกโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 ประตูต่อ 3 ภายหลังจากเสมอกัน 2 ต่อ 2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน ชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพครั้งแรก โดยเป็นแชมป์ร่วมกับทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 11 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถที่จะชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้ารอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545และครั้งล่าสุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นที่ โดฮา ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยก็เป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี พ.ศ. 2537 ไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) กับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลก มาแข่งขันกับในประเทศไทยหลายครั้ง ได้แก่ เอฟซีปอร์โต(2540) อินเตอร์มิลาน (2540) โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษ) และสโมสรชั้นนำอื่น ๆ และในปี 2551 ไทยตกรอบฟุตบอลรอบคัดเลือก รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมอย่าง ญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยไทยแข่ง 6 นัด ไม่ชนะใครเลย แพ้ 5 เสมอ 1 ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน ปีเตอร์ รีดอดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษก็เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ไทย ก็พลาดแชมป์ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2007 โดยการแพ้ทีมชาติเวียดนามรวมผลสองนัด 3-2 และยังพลาดคิงส์คัพอีกรายการหนึ่ง โดยดวลจุดโทษแพ้ ทีมชาติเดนมาร์ก จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552

ปีเตอร์ รีด จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งรวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนในการคุมทีมชาติ

เพราะรีดมีข่าวว่าจะไปทำงานที่สโมสรฟุตบอลสโตกซิตี โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี พูลิส ผู้จัดการทีมสโตกซิตีในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552, ไบรอัน ร็อบสัน ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมซึ่งเซ็นสัญญาไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014. ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันสามารถนำทีมชนะนัดแรกในการคุมทีมของในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือก ที่พบกับ ทีมชาตสิงคโปร์ ด้วยสกอร์ 3-1แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันนำไทยแพ้นัดแรกต่อทีมชาตสิงคโปร์ เช่นกันด้วยสกอร์ 1-0 ด้วยการแพ้ในบ้านที่ประเทศไทย. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และ ทีมชาตอิหร่าน

ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้ ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันสามารถนำชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 ที่ประเทศไทย ในการแข่งขันกระชับมิตร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยเอาชนะทีมชาติอินเดีย ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันกระชับมิตรเช่นกัน แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากการเสมอ 2 นัดกับ ทีมชาติลาว และ ทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งช่วงนั้นถือเป็นยุคมืดของไทยอย่างแท้จริง ทำให้ร็อบสันยกเลิกสัญญาจากการเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.[6]

ต่อมา วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตผู้จัดการทีมเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ท กับอดีตแมวมองสโมสรโบรุสเซียเมินเชนกลัดบัคสโมสรฟุตบอลชื่อดังในบุนเดสลีกาและอดีตผู้จัดการทีมทีมชาติแคเมอรูนวัย 61 ปีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมไทยแทนไบรอัน ร็อบสัน ที่มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ โดยงานแรกของเชเฟอร์คือการนำทีมไทยไปแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ในรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งแฟนบอลทุกคนได้สนับสนุนการทำงานของเชเฟอร์มาตลอดไม่ว่าการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านจะมีแฟนบอลคอยติดตามอยู่ทุกเมื่อ

โดยนัดแรกทีมชาติไทยได้บุกไปแพ้

ให้แก่ฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย ด้วยสกอร์ 1-2 ซึ่งออกนำไปก่อนจากประตูของธีรศิลป์ แดงดา แล้วในการแข่งขันต่อมาสามารถเอาชนะฟุตบอลทีมชาติโอมานได้ 3-0 จากประตูของสมปอง สอเหลบ, ธีรศิลป์ แดงดา และการทำเข้าประตูตัวเองของราชิค จูมา อัล-ฟาร์ซี โดยเป็นชัยชนะนัดที่สองของทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งนัดแรกคือนัดที่เอาชนะทีมชาติปาเสลสไตน์ได้ 3-2 ในรอบคัดเลือกรอบที่ 2.[8] และสามารถยันเสมอทีมชาติซาอุดีอาระเบียได้ 0-0 ในนัดถัดมาแต่หลังจากนั้นทีมชาติไทยได้แพ้อีกทั้ง 3 นัดในการไปเยือน 2 นัดและเล่นในบ้าน 1 นัดจึงทำให้หยุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ไว้ที่รอบแบ่งกลุ่ม (คัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชีย) และในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ทีมชาติไทยสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ซึ่งต้องไปพบกับทีมชาตสิงคโปร์ด้วยการเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยสกอร์ 3-1 ในรอบก่อนรอบชิงชนะเลิศ ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกทีมชาติไทยบุกไปแพ้ทีมชาติสิงคโปร์แต่ก็ได้ประตูทีมเยือน

(อเวย์โกล์) จากอดุลย์ หละโสะและในนัดที่สองแข่งกันที่กรีฑาสถานแห่งชาติและสามารถเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของกีรติ เขียวสมบัติแต่รวมผลสกอร์ทีมชาติไทยแพ้ 3-2 ต่อมาเชเฟอร์ได้นำไปแข่งในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม) ซึ่งเขานำทีมชาติไทยแพ้ทั้ง 2 นัดและทำให้เขายกเลิกสัญญาระหว่างเขากับทีมชาติไทยในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2556 โดยทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ ซึ่งนัดแรกของเกียรติศักดิ์ในการคุมทีมชาติไทยคือในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน โดยเกียรติศักดิ์สามารถนำทีมชาติไทยบุกไปชนะทีมชาติจีนถึงถิ่นด้วยสกอร์ 5-1

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งให้ สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวไทย เป็นผู้ฝึกสอนและเตรียมทีมชาติไทยไปแข่งกับทีมชาติอิหร่าน ในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม)ก่อนที่เกียรติศักดิ์จะมาคุมทีมต่อและสร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และรองแชมป์คิงส์คัพในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งในปี พ.ศ. 2559 ก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์กลุ่มเอฟในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และสามารถผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019 ทันที ซึ่งเป็นการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย

 

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

เบิร์นลีย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลี่ย์

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ (Burnley Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลประจำเมืองเบิร์นลีย์ โดยสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้น เบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็กลายเป็นหนึ่งสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกฟุตบอลขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้ลงเล่นในลีกสูงสุดเป็นระยะเวลานานถึง 33 ปี จนเมื่อในฤดูกาลปี ค.ศ. 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับมาลงแข่งขันในลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ

ด้วยผลงานการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไปด้วยสกอร์ 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการเอาชนะยอดทีมดังอย่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดได้ 1-0 ได้อีกด้วย จากประตูของ ร็อบบี เบลก ในฤดูกาลปี ค.ศ. 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

ปัจจุบัน ไมค์ การ์ลิค และ จอห์น บานาซคิวอิกซ์ เป็นประธานสโมสร โดยมี ชอน ไดช์ เป็น ผจก.ทีม และสโมสรก็ทำการแข่งขันอยู่ในศึกพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

เกรียติประวัติทีม Burnley

สโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ เคยประสพความสำเร็จเป็น

– แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1920-21 , 1959-60
– รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1919-20 , 1958-59
– แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1897-98 , 1972-73
– รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1912-13 , 1946-47
– แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1914

– รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้งใน ปี ค.ศ. 1946-47 , 1961-62
– ยูโรเปียน คัพ รอบก่อนรองชนะเลิศใน ปี ค.ศ. 1961
– Win Liverpool 2-0 (premierleague) 20 august 2016

สนามเหย้า Burnley

เทิร์ฟมัวร์ เป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอลเบิร์นลีย์ ในพรีเมียร์ลีก ก่อสร้างเมื่อปี 1833 ปัจจุบันมีความจุสนามอยู่ที่ 22,546 คน ทีมสโมสรเบิร์นลีย์ลงเล่นนัดแรกในสนามของตนเองเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1883 โดยทีมเจ้าถิ่นแพ้ไปด้วยสกอร์ 3-6

การแข่งขันฟุตบอลลีกครั้งแรกที่เกิดขึ้นที่สนามเทิร์ฟมัวร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2431 เฟร็ดโปแลนด์เป็นผู้ทำประตูแรกในการแข่งขันที่สนามแห่งนี้ สนามแห่งนี้ถือเป็นสนามที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในประเทศอังกฤษ ที่ยังใช้แข่งขันในลีกสูงสุดของประเทศ

ตราสัญลักษณ์สโมสร

ตัวสิงโตตรงกลางของตราประจำสโมสรเบิร์นลีย์ นั้นมีความหมายสื่อถึง ราชวงศ์อังกฤษ เนื่องจากสนามเหย้า เทริฟ์มัวร์ของสโมสร เป็นสนามแรกที่ได้รับเกรียติจากราชวงศ์อังกฤษมานั่งชมเกม ในปี ค.ศ. 1886 เจ้าชายอัลเบิร์ต วิคเตอร์ ได้เดินทางมาเพื่อเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ของเมือง

หลังจากที่ท่านเสร็จสิ้นภารกิจในครั้งนั้น พระองค์ก็ทรงเสด็จมาชมเกมฟุตบอลคู่กระชับมิตร ระหว่างทีมเจ้าถิ่นเบิร์นลีย์ กับ โบลตัน ส่วนผึ้งทั้ง 2 ตัวที่อยู่ด้านบนนั้นมีความหมายถึงผู้คนของเมืองเบิร์นลีย์ เนื่องจากเมืองนี้เป็นเมืองแห่งอุตสาหกรรมซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็คือเหล่าคนงาน หรือผึ้งงานนั่นเอง ส่วนรูปมือตรงกลางนั้น หมายถึงคำขวัญของเมืองที่ว่า “ยึดถือหลักความจริง” นั่นเอง ทั้งหมดนี้คือความหมายของตราสัญลักษณ์ประจำสโมสรเบิร์นลีย์

สปอนเซอร์ตั้งแต่ อดีต – ปัจจุบัน

ปี ค.ศ. 1982-83 : POCO                                       ปี ค.ศ. 1983–84 : TSB
Multipart : ปี ค.ศ.1984–88                                 ปี ค.ศ.1988–98 : Endsleigh
ปี ค.ศ.1998–2000 : P3 Computers                   ปี ค.ศ.2000–01 : None

Lanway : ปี ค.ศ.2001–04                                     ปี ค.ศ.2004–07 : Hunters
ปี ค.ศ.2007–09 : Holland’s                                ปี ค.ศ.2009–10 : Cooke
Fun88ปี : ค.ศ.2010–12                                        ปี ค.ศ.2012–14 : Premier Range
ปี ค.ศ.2014–15 : Fun88                                       ปี ค.ศ.2015–16 : Oak Furniture Land & Sofa Store
Dafabetปี : ค.ศ.2016–ปัจจุบัน

ประวัติ

สโมสรเบิร์นลีย์ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1882 (พ.ศ. 2425) โดยก่อนที่จะเป็นสโมสรฟุตบอลนั้นเบิร์นลีย์เคยเป็นทีมรักบี้มาก่อน ต่อมาเมื่อได้มีการก่อตั้งลีกดิวิชัน 1 (เดิม) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1888 (พ.ศ. 2431) เบิร์นลีย์ก็เป็นหนึ่งในสโมสรที่ร่วมก่อตั้งลีกขึ้นมา ในปี ค.ศ. 1976 เบิร์นลีย์ตกจากลีกสูงสุดไปอยู่ดิวิชัน 2 (เดิม) และไม่ได้กลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดอีกเป็นเวลานานถึง 33 ปีจนในฤดูกาล 2009–10 เบิร์นลีย์ก็ได้กลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้งได้สำเร็จ โดยการเพลย์ออฟเอาชนะทีมดาบคู่ เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด ไป 1-0 และสร้างความฮือฮาด้วยการชนะแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้ 1-0 จาก ร็อบบี เบลก

ในฤดูกาล 2014–15 เบิร์นลีย์ได้เลื่อนชั้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ทว่าก็ต้องตกลงไปเล่นในเดอะแชมเปียนชิปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังการลงแข่งในนัดที่ 36 แต่มีเพียง 29 คะแนน ซึ่งไม่เพียงพอที่จะอยู่ต่อ

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1920-21,1959-60
  • รองแชมป์ดิวิชัน 1 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1919-20,1958-59
  • แชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1897-98,1972-73
  • รองแชมป์ดิวิชัน 2 (เดิม) : 2 ครั้ง
    • 1912-13,1946-47
  • แชมป์เอฟเอ คัพ : 1 ครั้ง
    • 1914
  • รองแชมป์เอฟเอ คัพ : 2 ครั้ง
    • 1946-47,1961-62
  • ยูโรเปียน คัพ
    • รอบก่อนรองชนะเลิศ ปี 1961
  • Win Liverpool 2-0
    • (premierleague) 20 august 2016

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)
ฟุตบอลโลก (fifaworldcup)

ฟุตบอลโลก (fifaworldcup) เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศโดยมีชุดทีมชาติชายร่วมเข้าแข่งในกลุ่มสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ(ฟีฟ่า) การแข่งขันจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกในปี ค.ศ.1930 ใน ฟุตบอลโลก 1930 ยกเว้นในปี ค.ศ. 1942 และ 1946 ที่งดเว้นไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทีมชนะเลิศการแข่งขันครั้งล่าสุดคือทีมชาติฝรั่งเศษที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

รูปแบบการแข่งขันในปัจจุบัน การแข่งขันประกอบด้วย 32 ทีม เพื่อเข้าร่วมแข่งขันในสถานที่จัดงานของประเทศเจ้าภาพ ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณ 1 เดือน การแข่งขัน 32 ทีมสุดท้ายนี้เรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ส่วนในรอบคัดเลือกที่แข่งขันก่อนหน้านั้น ในปัจจุบันจะต้องใช้เวลาร่วม 3 ปี เพื่อตัดสินว่าทีมใดที่จะร่วมเข้าแข่งกับทีมประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 21 ครั้ง มีชาติที่ชนะในการแข่งขัน 8 ชาติ ได้แก่ ทีมชาติบราซิล ชนะ 5 ครั้ง และเป็นทีมเดียวที่เข้าร่วมการแข่งขันในทุกครั้ง ส่วนทีมชาติอื่นที่ชนะการแข่งขันคือ ทีมชาติอิตาลี และทีมชาติเยอรมนี ชนะ 4 ครั้ง, ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส ชนะ 2 ครั้ง และทีมชาติอังกฤษและทีมชาติสเปน ชนะ 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือเป็นการแข่งขันกีฬาที่มีผู้ชมมากที่สุดในโลก มีผู้ชมราว 715.1 ล้านคนในการแข่งขันนัดตัดสินการแข่งขันฟุตบอลโลก 2006 ที่จัดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี

รูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือก

รูปแบบการแข่งขันรอบคัดเลือกตั้งแต่การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ 1934 ก็เริ่มมีการจัดการแข่งขันคัดเลือกเพื่อจำกัดทีมในรอบสุดท้ายให้น้อยลง  จัดในเขตการแข่งขันทั้ง 6 เขตของฟีฟ่า (แอฟริกา, เอเชีย, อเมริกาเหนือและกลางและแคริบเบียน, อเมริกาใต้, โอเชียเนีย, และยุโรป) ตรวจสอบโดยสมาพันธ์ที่เกี่ยวข้อง ในการแข่งขันในแต่ละครั้ง ฟีฟ่าจะกำหนดล่วงหน้าเรื่องจำนวน ว่าจะมีกี่ทีมในแต่ละเขตที่จะได้เข้าสู่รอบสุดท้าย โดยทั่วไปจะขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทีมของสมาพันธ์

กระบวนการคัดเลือก จะเริ่มในเกือบ 3 ปีก่อนที่จะแข่งรอบสุดท้ายและจะสิ้นสุดในช่วง 2 ปีก่อนการแข่งขัน รูปของการแข่งขันรอบคัดเลือกจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสมาพันธ์ โดยปกติแล้ว ที่ 1 หรือ 2 อันดับแรกที่ชนะเพลย์ออฟระหว่างทวีป ตัวอย่างเช่น ผู้ชนะของเขตโอเชียเนีย และที่ 5 ของทีมในโซนเอเชีย

จะแข่งรอบเพลย์ออฟในฟุตบอลโลก 2010 และจากฟุตบอลโลก 1938 เป็นต้นมา ประเทศเจ้าภาพจะเข้าสู่รอบสุดท้ายโดยทันที และทีมแชมป์จะเข้ารอบสุดท้ายเพื่อป้องกันตำแหน่งในระหว่างปี 1938 และ 2002 แต่ในปี 2006 ได้งดไป ทีมบราซิลที่ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 เป็นทีมแรกที่แข่งขันรอบคัดเลือกเพื่อป้องกันตำแหน่ง

รูปการแข่งขันรอบสุดท้ายปัจจุบัน

รูปการแข่งขันรอบสุดท้ายปัจจุบันมีทีมเข้าแข่งขัน 32 ชาติ ที่จะแข่งขันนานร่วม 1 เดือน ในประเทศเจ้าภาพการแข่งขัน โดยแบ่งเป็น 2 รอบคือ รอบแรก (แบ่งกลุ่ม) และรอบแพ้คัดออกในรอบแบ่งกลุ่ม จะแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม แต่ละกลุ่มมี 4 ทีม โดยมี 8 ทีม

(รวมถึงประเทศเจ้าภาพด้วย) ที่จะถูกเลือกออกมาจากอันดับโลกฟีฟ่า และ/หรือ ผลการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ทั้ง 8 ทีมจะถูกแยกออกไปในแต่ละกลุ่ม ส่วนทีมที่เหลือจะใส่ลงโถ โดยมากเป็นแบ่งจากเขตทางภูมิศาสตร์ แต่ละทีมในโถจะจับสลากกลุ่มที่อยู่ และตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1998 มีข้อบังคับว่าในแต่ละกลุ่มจะไม่มีทีมจากยุโรปมากกว่า 2 ทีม และมากกว่า 1 ทีม จากสมาพันธ์ฟุตบอลของแต่ละทวีปอื่น

แต่ละทีมในกลุ่มจะแข่งแบบพบกันหมด กล่าวคือแต่ละทีมจะแข่ง 3 นัด กับทีมอื่นในกลุ่มจนครบ ส่วนนัดสุดท้ายของการแข่งขันแบ่งกลุ่มจะแข่งเวลาเดียวกัน เพื่อให้ความยุติธรรมกับทั้ง 4 ทีม ทีมที่มีคะแนนสูงสุด 2 อันดับแรกในกลุ่มจะเข้าสู่รอบแพ้คัดออก โดยคะแนนมาจากการทำคะแนนในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1994 กำหนดให้ทีมผู้ชนะได้ 3 คะแนน ทีมที่เสมอได้ 1 คะแนน และทีมที่แพ้ไม่ได้คะแนน (ก่อนหน้านี้ ทีมที่ชนะได้ 2 คะแนน)

อันดับของแต่ละทีมในกลุ่ม พิจารณาจาก

1.จำนวนคะแนนในกลุ่ม

2.จำนวนความแตกต่างในการทำประตูในกลุ่ม

3.จำนวนการทำประตูในกลุ่ม

4.ถ้าหากยังอยู่ในระดับเท่ากัน จะพิจารณาเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

4.1จำนวนคะแนนในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

4.2จำนวนความแตกต่างในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

4.3จำนวนประตูในนัดที่ทีมเหล่านั้นเจอกัน

5.หากทีมยังอยู่ในระดับเท่ากันอีก หลังจากพิจารณาเกณฑ์ด้านบน จะใช้อันดับโลกฟีฟ่าในการพิจารณา

รอบแพ้คัดออก แต่ละรอบจะแข่งกันเพียงครั้งเดียว โดยจะหลังต่อเวลาพิเศษและยิงลูกโทษหากไม่สามารถทำประตูได้ โดยเริ่มที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย (หรือรอบที่ 2) ผู้ชนะจะเข้าแข่งต่อในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และนำไปสู่รอบรองชนะเลิศ นัดชิงอันดับที่สาม (แข่งจากผู้แพ้ในรอบรองชนะเลิศ) และนัดชิงชนะเลิศ

ถ้วยรางวัล

ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 ถึง 1970 ถ้วยรางวัลชูลส์รีเมต์เป็นถ้วยที่มอบให้แก่ผู้ชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก เดิมทีเรียกง่ายๆ ว่า เวิลด์คัพ หรือ คูปดูมอนด์ แต่ในปี ค.ศ. 1946 ได้เปลี่ยนชื่อตามประธานฟีฟ่า ที่ชื่อ ชูลส์ รีเมต์ ที่ได้ริเริ่มการแข่งขันครั้งแรก และเมื่อในปี ค.ศ. 1970 เมื่อทีมบราซิลชนะการแข่งขันเป็นครั้งที่ 3 ได้ครอบครองเป็นกรรมสิทธิ์จากการที่ได้แชมป์ 3 สมัย แต่ในปี ค.ศ. 1983 ถ้วยถูกขโมยไปและไม่มีใครได้เห็นอีกเลย

หลังจากปี ค.ศ. 1970 ก็มีถ้วยรางวัลใหม่ ที่รู้จักในชื่อ ถ้วยรางวัลฟีฟ่าเวิลด์คัพ โดยผู้เชี่ยวชาญของฟีฟ่าที่มาจาก 7 ประเทศ ประเมินจากแบบ 53 แบบ จนสรุปที่ผลงานการออกแบบของนักออกแบบชาวอิตาลีที่ชื่อซิลวีโอ กัซซานีกา (Silvio Gazzaniga) ถ้วยรางวัลใหม่นี้มีความสูง 36 ซม. (14.2 นิ้ว) ทำจากทองคำ 18 กะรัต (75%) น้ำหนัก 6.175 กก. (13.6 ปอนด์) ฐานของถ้วยมีเส้น 2 ชั้น

ทำจากมรกต ในส่วนใต้ฐานของถ้วยรางวัลสลักปีและชื่อของทีมผู้ชนะเลิศฟุตบอลโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 ผู้ออกแบบอธิบายถ้วยรางวัลนี้ว่า “เส้นที่โดดเด่นจากฐาน ที่หมุนรอบนั้นได้ขยายเพื่อรองรับโลก จากแรงดึงที่เคลื่อนที่ที่โดดเด่นของในส่วนตัวของถ้วยของประติมากรรมนี้ ได้ช่วยให้รูปร่างนักกีฬาดูเคลื่อนไหวไปกับห้วงเวลาแห่งชัยชนะ”

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทน

ในปัจจุบัน สมาชิกทุกคน (ทั้งผู้เล่นและโค้ช) ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี ค.ศ. 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี ค.ศ. 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม

แรชฟอร์ดอดลงสนาม ปิศาจแดงยืนยันว่า “มาร์คัส แรชฟอร์ด” จะหมดสิทธิ์ช่วยทีมในช่วงต้นซีซั่น 2021-22 เนื่องจากต้องหยุดพักรักษาอาการบาดเจ็บ กองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษวัย 23 ปี ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บมาตั้งแต่ช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว แต่กลับต้องกัดฟันลงเล่นต่อเนื่อง เพื่อช่วยต้นสังกัดในศึกพรีเมียร์ลีก รวมถึงช่วยทีมชาติอังกฤษสู้ศึกยูโร 2020 ที่ผ่านมา

 

ล่าสุด “เดลี เมล์” รายงานว่า แรชฟอร์ด เข้ารับการสแกนหัวไหล่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ก่อนทีมแพทย์ลงความเห็นว่า จะต้องผ่าตัดหัวไหล่ในทันที เพื่อยุติอาการบาดเจ็บเรื้อรัง โดยมีกำหนดเข้ารับการผ่าตัดในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

ซึ่งจากอาการบาดเจ็บดังกล่าว ทำให้ มาร์คัส แรชฟอร์ด จะหมดสิทธิ์ลงสนามให้กับ “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงปรีซีซั่น 2021-22 และต้องพักยาว 12 สัปดาห์ หรือจนถึงปลายเดือนตุลาคมนี้เป็นอย่างน้อย สำหรับ แรชฟอร์ด ยิงไป 11 ประตูจากการลงสนามให้กับแมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลที่ผ่านมา ขณะที่ในศึกยูโร 2020 ลงสนามไปทั้งสิ้น 5 นัด

 

มีสำนักข่าวออกมาพูดถึงเจ้าตัวเรื่องการผ่าตัดเป็นอย่างมาก และพูดถึงว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงเล่น เพราะต้องพักฟื้นก่อนแถมยังบอกว่าเขาอาจจะต้องพักประมาณ 3 เดือนเป็นอย่างมาก ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่มาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงท้ายฤดูกาล 2020/21 แต่เจ้าตัวอาศัยการฉีดยา และฝืนลงสนามมาโดยตลอด เนื่องจากต้องการติดทัพ “สิงโตคำราม” ไปลุยฟุตบอลยูโร 2020 ก่อนที่จะต้องผิดหวัง พ่ายแพ้ อิตาลี ในการดวลจุดโทษของรอบชิงชนะเลิศ

มาร์คัส แรชฟอร์ด หัวหอกตัวเก่งของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เตรียมขึ้นเขียงผ่าตัดหัวไหล่ และจะต้องพักอย่างน้อยราว 3 เดือน จากการรายงานของ บีบีซี สื่อชั้นนำในอังกฤษ ตามการรายงานระบุว่าศูนย์หน้าวัย 23 ปีรายนี้ จะต้องพักยาวถึง 3 เดือน

และจะกลับมาช่วย “ปีศาจแดง” ได้อีกครั้งในช่วงเดือนตุลาคม ซึ่งเจ้าตัวจะพลาดการลงเล่นในเกมลีกอย่างน้อยใน 10 เกมแรก รวมไปถึงรอบแบ่งกลุ่มยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก อีกด้วย

 

มาร์คัส แรชฟอร์ด ถูกแฟนบอลบางกลุ่มด่าทอ บูลลี และเหยียดผิว อย่างหนัก หลังจากที่เขาเป็นหนึ่งในคนที่สังหารจุดโทษพลาดในรอบชิงฯ ยูโร 2020 ที่ อังกฤษ พ่ายแพ้อิตาลี อย่างไรก็ตาม มีการออกมาสนับสนุนเจ้าตัวให้ผ่านพ้นเรื่องดังกล่าวไปให้ได้ จากแฟนบอลของทีม “ผีแดง” รวมไปถึงคนใกล้ชิด

นิค สกอตต์ ชายชาวอังกฤษวัย 50 ปี ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมข้อหาโพสต์ข้อความในโลกโซเชียลเหยียดผิว มาร์คัส แรชฟอร์ด ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ หลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศยูโร 2020 เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น ออกมายอมรับว่าเขาจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไป เนื่องจากตอนนั้นอยู่ในอาการมึนเมา พร้อมยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นพวกชอบเหยียดผิว และขอร้องให้กองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้อภัยในการกระทำของเขาด้วย

 

จากรายงานระบุว่า สกอตต์ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมข้อหาโพสต์ข้อความเหยียดนักเตะ “สิงโตคำราม” หลังจบเกมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น โพสต์ข้อความเหยียด แรชฟอร์ด ทันทีที่ดาวยิง “ผีแดง” ยิงจุดโทษไม่เข้า โดยหลังถูกจับกุม เจ้าตัวยังคงปฏิเสธ ก่อนจะรับสารภาพในเวลาต่อมา โดยระบุว่าเขาส่งข้อความดังกล่าวไปโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากอยู่ในอาการมึนเมา สกอตต์ เผยผ่าน “เดอะ ซัน” สื่อดังในแดนผู้ดีว่า “ตอนนั้นผมเมามาก และจำไม่ได้เลยว่าทำอะไรลงไปบ้าง แต่ถ้าผมทำแบบนั้นจริง ผมก็อยากให้ มาร์คัส รู้ส่าผมเสียใจและอยากขอโทษเขาจากใจจริง เขาเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก จากสิ่งที่เขาทำให้กับลูก ๆ ของผม และเด็กคนอื่น ๆในประเทศนี้ ด้วยการต่อสู็เพื่อให้เด็ก ๆ ได้รับประทานอาหารกลางวันฟรีที่โรงเรียน เขาช่วยครอบครัวผม และผมไม่รู้จะขอบคุณเขาอย่างไรเลย ผมไม่ใช่พวกเหยียดเชื้อชาติ เพราะผมเองก็มีเชื้อสายบางส่วนเป็นชาวแอฟริกาใต้ผิวสี แถมผมก็เคยแต่งงานกับผู้หญิงเยอรมัน

 

ต่อมาเป็นเรื่องราวของมาร์คัสมาร์คัส แรชฟอร์ด สตาร์ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกเป็นเป้าโจมตีของแฟนบอลทั่ว อังกฤษ หลังจากที่ยิงจุดโทษพลาดในเกมรอบชิงชนะเลิศ ยูโร 2020 กับ อิตาลี แม้ผลงานในสนามของเขาอาจจะไม่สม่ำเสมอนักในฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งก็เพราะการต้องฝืนลงเล่นพร้อมอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ แต่ผลงานนอกสนามของเขา การมอบสิ่งดีๆคืนแก่สังคมนั้นไม่เคยขาดหายไปเลย

 

ความผิดพลาดครั้งเดียวของเขาทำให้หลายๆคนอาจจะเผลอลืมแล้วก็ได้ว่า พ่อหนุ่มคนนี้เป็นนักฟุตบอลที่มีจิตใจดีขนาดไหน เขาเป็นเสมือนแบบอย่างของนักกีฬารุ่นใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าต่อให้เราจะอยู่ในจุดไหนก็ไม่ควรลืมกำพืดตัวเองและควรช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเราเสมอ

 

7 โมเม้นท์สุดประทับใจของ แรชฟอร์ด

ในเดือน ธันวาคม 2019 แรชฟอร์ด ผุดไอเดียที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้คนสนับสนุนชุมชนไร้บ้านของ แมนเชสเตอร์ ในช่วงเทศกาลวันหยุด

เขาขอความร่วมมือจากห้างสรรพสินค้า เซลฟริดจ์ เพื่อเปิดตัวแคมเปญ ‘In-The-Box’ ซึ่งจะช่วยศูนย์พักพิงคนไร้บ้านที่ใหญ่ที่สุดในเมืองใน ประชาชนทั่วไปนำสิ่งต่างๆที่จำเป็นมาเติมไว้ให้เต็มกล่องก่อนที่มันจะถูกนำไปแจกจ่ายตามศูนย์พักพิงทั่วเมือง

“ผมรักเมืองนี้และซาบซึ้งกับการสนับสนุนทั้งหมดที่เมืองนี้มอบให้ผมตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นนี่คือโอกาสของผมที่จะช่วยเหลือผู้ที่อาจไม่มีคริสต์มาส”

“ผมหวังว่าขะได้เห็นผู้คนจำนวนมากมีส่วนร่วมด้วย เพื่อให้เราสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างอย่างแม้จริง” มีการบริจาคกล่องมากกว่า 1200 กล่องตลอดเดือนแห่งกรเฉลิมฉลอง โดยที่ แรชฟอร์ด เองได้ไปส่งมอบกล่องด้วยตัวเองถึงมือผู้ยากไร้หลายร้อยกล่องเลย

 

กุมภาพันธ์ 2020 แรชฟอร์ด ได้รับจดหมายจากแฟนรุ่นเยาว์คนหนึ่ง ซึ่งเชิญเขามาเป็นกรรมการในการแข่งขันอ่านบทกลอนที่โรงเรียน เด็กหูหนวกใน แมนเชสเตอร์ จะเขียนบทกวี จะกรุณาอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นผู้ตัดสินสินการแข่งขันและให้มอบรางวัลให้พวกเรา

หลังจากตกลงที่จะไปเป็นผู้ตัดสินการแข่งขัน แรชฟอร์ด ก็เริ่มเรียนภาษามือเพื่อเตรียมพบกับเด็กๆ แข้ง ปีศาจแดง ยังให้คำมั่นว่าจะมอบรางวัลให้ด้วยตนเองหลังจากมาตรการล็อคดาวน์ได้รับการผ่อนผัน

ต่อมาแรชฟอร์ด เขียนจดหมายถึงรัฐบาลเพื่อขอให้ทบทวนโครงการอาหารหลางวันฟรีแก่นักเรียน หลังจากที่โรงเรียนจะต้องปิดตัวลงเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 เมื่อปีก่อน นอกจากที่คำร้องของเขาจะทำให้นายกเปลี่ยนใจได้แล้ว เจ้าตัวยังร่วมระดมทุนจัดหาอาหารกลางวันให้แก่เยาวชนที่ยากไร้อีกกว่า 3 ล้านชุดใน อังกฤษ อีกด้วย

 

ต่อมาเป็นตั๋วให้แฟนคนพิเศษ จอห์น เบิร์ค แฟนบอลตัวยงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วางแผนเดินทางไป อังกฤษ เพื่อเฉลิมฉลองหลังจากเอาชนะโรคมะเร็งมาได้หมาดๆ และหวังที่จะมาร่วมชมเกมใน โอลด์ แทรฟฟอร์ด ให้ได้สักครั้งในชีวิต แรชฟอร์ด ทราบถึงเรื่องราวของชายคนนี้และมอบตั๋วชมเกมกับ ไบร์ทตัน ให้เขาเมื่อช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา แต่นักเตะวัย 23 ปีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขายังขอออกค่าเดินทางและค่าที่พักพร้อมมอบเสื้อที่มีลายเซ็นต์เพื่อเป็นที่ระลึกแก่ เบิร์ค อีกด้วย

 

ถักมาเป็นช่วง ยูโร2020 แม้ว่าแรชฟอร์ดจะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมนอกสนามในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่เขาเป็นหนึ่งในสามผู้เล่นที่ถูกเหยียดผิวอย่างรุนแรง หลังความผิดพลาดรอบชิงทัวร์นาเม้นต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ภาพเสมือนจริงบนฝาผนังของเขาใน แมนเชสเตอร์ ถูกพ่นทับด้วยข้อความด่าทอก่อนที่ชาวเมืองจะมาร่วมกันเขียนข้อความดีๆแปะทับมันในเวลาต่อมา แม้จะไม่ใช่เรื่องจำเป็นแต่ แรชฟอร์ด ได้ออกมาขอโทษที่พลาดจุดโทษและบอกว่าเขารู้สึกเหมือนทำให้ทุกคนผิดหวังพร้อมขอบคุณทุกแรงใจที่คอยสนับสนุนเขาอยู่เสมอ

 

จากนั้นเป็นช่วงฮาโลวีน ในวันเกิดของเขาเมื่อปี 2018 แรชฟอร์ด จอดรถใกล้กับกลุ่มเด็กๆที่กำลังออกเล่น ‘ทริค ออร์ ทรีต’ ในวันฮัลโลวีน แล้วขอให้พวกเขาร้องเพลง แฮปปี้ เบิร์ดเดย์ ให้ฟัง  ซึ่งเมื่อเด็กๆร้องเพลงตามคำขอ แรชฟอร์ด ก็ตอบแทนด้วยการมอบธนบัตรใบละ 20 ปอนด์ แก่พวกเขาทุกคน

 

หลังจากการก่อการร้ายที่ แมนเชสเตอร์ อารีน่า ในปี 2017 แรชฟอร์ด และเพื่อนร่วมทีม เจสซี ลินการ์ด เดินทางไปที่โรงพยาบาลเด็กแมนเชสเตอร์เพื่อใช้เวลากับเด็กๆที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งคู่นำเสื้อของทีมมามอบให้กับผู้ป่วยทั่วโรงพยาบาลและสร้างช่วงเวลาแห่งรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ยากจะลืมสำหรับพวกเขาเหล่านั้น

cr.90min

 

 

 

 

 

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยียม

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นมีประสบการณ์ในรายการเมเจอร์มาแล้วรวมสามรายการด้วยกัน โดยตามรายงานของ  พวกเขานั้นเคยตีตั๋วไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมาแล้วทั้งหมด 12 สมัย, ฟุตบอลยูโร 5 สมัย, และเคยเข้าร่วมในการแข่งขันโอลิมปิคอีกทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ในโอลิมปิกปี 1920

สำหรับผลงานอื่นๆที่น่าสนใจของทีมชาติเบลเยี่ยม คือ พวกเขาเคยเอาชนะสี่ทีมชาติยักษ์มาแล้วอย่าง เยอรมนีตะวันตก, บราซิล, อาร์เจนติน่า และ ฝรั่งเศส ในช่วงปี 1954 ถึงปี 2002

คู่แข่งสำคัญของทีมชาติเบลเยี่ยมนั้นคือทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และทีมชาติฝรั่งเศส โดยพวกเขาแทบจะได้เจอกันทุกครั้งในช่วงปี 1905 ถึง ปี 1967

ทีมชาติเบลเยี่ยม นั้นถูกตั้งฉายาให้เป็น ทีมปีศาจแดงแห่งยุโรป นับตั้งแต่ปี 1906

สำหรับทีมชาติเบลเยี่ยม ในยุคของยอดศูนย์หน้าอย่าง พอล ฟาน ฮิมสท์, ตำนานที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเบลเยี่ยมในยุคศตวรรษที่ 20, ทีมชาตเบลเยี่ยมนั้นสามารถคว้าอันดับที่สามในศึกฟุตบอลยูโร 1972 มาได้

หลังจากนั้น พวกเขามียุคทองที่เต็มไปด้วยยอดนักเตะเต็มทีมอยู่สองช่วง ในช่วงแรกเป็นช่วงยุค 80 ถึงยุค 90 โดยพวกเขาสามารถคว้าอันดับที่สองในศึกยูโร 1980 มาได้ แล้วคว้าอันดับที่ 4 ในศึก

โค้ชทีมชาติเบลเยี่ยม: โรเบอร์โต้ มาร์ติเนซ

โรเบอร์โต้ มาติเนซ, เกิดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1973, เป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพสัญชาติสเปน ในตำแหน่งมิดฟิล์ดตัวรับ โดยเขาเคยเข้ามาโลดเล่นในวงการฟุตบอลอังกฤษกับสโมสร สวอนซี เมื่อปี 2003

หลังจากปี 2007 มาร์ติเนซ ตัดสินใจแขวนสตั๊ดและได้กลายมาเป็นกุนซือให้กับสโมสรสวอนซี โดยสามารถพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นจากลีกวันขึ้นมาที่ลีกแชมเปี้ยนชิพได้

หลังจากนั้นเจ้าตัวย้ายมาคุมวีแกน ก่อนที่จะย้ายไปคุมสโมสรเอฟเวอร์ตัน และท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2016 มาร์ติเนซได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติเบลเยี่ยม

นักเตะคีย์แมนของทีมชาติเบลเยี่ยม: เควิน เดอ บรอยน์

เป็นอะไรที่ยากมากที่จะระบุว่าใครคือนักเตะคนสำคัญที่สุดของทีมชาติเบลเยี่ยม เนื่องจากทีมนั้นเต็มไปด้วยแข้งพรสวรรค์ครบถ้วนแทบจะทุกตำแหน่ง แต่สำหรับฤดูกาลปัจจุบัน เควิน เดอ บรอยน์ ถือว่าสามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจมากที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวมีส่วนสำคัญในการคุมเกมแดนกลางของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้พลพรรคเรือใบสีฟ้า ยังคงเป็นจ่าฝูงของ พรีเมียร์ลีกได้

ในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ หลายฝ่ายต่างกำลังจับตามองอยู่ว่า เดอ บรอยน์ จะสามารถนำทัพปีศาจแดงแห่งยุโรปคว้าแชมป์โลกสมัยแรกในประวัติศาสตร์มาได้หรือไม่

รายชื่อนักเตะ 23 คนสุดท้ายของ ทีมชาติเบลเยียม

ผู้รักษาประตู: โคเอน คาสตีลส์ (สโมสร โวล์ฟสบวร์ก) , ติโบต์ กูร์ตัวส์ (สโมสร เชลซี) , ซิมง มิโญเลต์ (สโมสร ลิเวอร์พูล)

กองหลัง: โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์ (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ) , เดดริค โบยาต้า (สโมสร กลาสโก เซลติก) , แวงซอง กอมปานี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , โธมัส มูนิเออร์ (สโมสร ปารีส แซงต์ แชร์กแมง) , โธมัส แฟร์มาเลน (สโมสร บาร์เซโลนา) , แยน แฟร์ตองเกน (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์)

กองกลาง: นาเซอร์ ชาดลี (สโมสร เวสต์บรอมวิช อัลเบียน) , เควิน เดอ บรอยน์ (สโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี) , มุสซา เดมเบเล (สโมสร ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์) , ลีนเดอร์ เดนคอนเกอร์ (สโมสร อันเดอร์เลชท์) , มารูยาน เฟลไลนี (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ยูริ ตีเลมองส์ (สโมสร โมนาโก) , อักเซล วิตเซล (สโมสร เทียนจิน ฉวนเจียน) , ธอร์ก็อง อาซาร์ (สโมสร โบรุสเซีย มึนเชนกลัดบัค) , อัดนาน ยานูไซ (สโมสร เรอัล โซเซียดาด) , ยานนิค การ์รัสโก (สโมสร ตาเหลียน ยี่ฟาง)

กองหน้า: มิชี บัตชัวญี (สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์) , เอเด็น อาซาร์ (สโมสร เชลซี) , โรเมลู ลูกากู (สโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) , ดรีส์ เมอร์เทนส์ (สโมสร นาโปลี)

ประเทศเบลเยียมหรือชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรเบลเยียม เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ลักเซมเบิร์ก ฝรั่งเศส และทะเลเหนือ เบลเยียมเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งของสหภาพยุโรปและเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ เช่นเดียวกับของอีกหลายองค์กรระหว่างประเทศรวมถึงองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ ทั้งนี้ ลักษณะของประเทศ ยังคล้ายกับ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกด้วย

เบลเยียมมีความหลากหลายทางภาษาค่อนข้างสูง ส่งผลต่อระบบการปกครองที่ค่อนข้างซับซ้อน เบลเยียมแบ่งออกเป็นสองภูมิภาคใหญ่ ๆ ได้แก่ฟลานเดอส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาดัตช์ และวัลโลเนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่พูดภาษาฝรั่งเศส บรัสเซลส์ เมืองหลวงของเบลเยียม เป็นเขตทวิภาษา ตั้งอยู่ในฟลานเดอส์

ฟุตบอลทีมชาติเบลเยียมเป็นทีมฟุตบอลประจำประเทศเบลเยียม ภายใต้การดูแลของสมาคมฟุตบอลเบลเยียม ในฟุตบอลโลก เคยได้ที่ 4 ในฟุตบอลโลก 1986 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เคยได้ที่ 2 ในปี ค.ศ. 1980

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ได้รับการจัดอันดับให้เป็นทีมฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า นับเป็นทีมที่ได้อันดับ 1 โดยที่ไม่เคยได้แชมป์ในรายการใหญ่ ๆ ทั้งฟุตบอลโลกหรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปมาก่อน

จำนวนที่เข้ารอบฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลกเข้ารอบจำนวน 12 ครั้ง

ผลงานฟุตบอลโลก

1930 – เข้ารอบแรก

1934 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1938 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1954 – เข้ารอบแรก

1970 – เข้ารอบแรก

1982 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1986 – ได้อันดับที่ 4

1990 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1994 – เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย

1998 – เข้ารอบแรก

2014 – เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

2018 – เข้ารอบ 32 ทีมสุดท้าย

 

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

(FC Bayern München) สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งประเทศเยอรมัน และเป็นสโมสรที่สามารถครองแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมันได้มากที่สุดซึ่งเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ บาเยิร์น มิวนิค มีแฟนบอลทั่วโลก สโมสรแห่งนี้ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1900 โดยใช้สนามเหย้าหลักของสโมสรชื่อ “อัลลิอันซ์ อารีน่า” โดยมีความจุที่นั่งสำหรับแฟนบอลมากถึง 75,000 ที่นั่ง  ซึ่งบาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกที่ลงเล่นจากนั้นก็ต้องเผชิญกับสงครามโลกทำให้ฟุตบอลต้องหยุดเล่น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

ยุคของ บุนเดสลีกา เยอรมัน บาเยิร์น ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมากถึง 13 คน ระหว่าง ค.ศ. 1945-1963 จากการลี้ภัยทางสงครามใน ปี ค.ศ. 1947 โดยการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้บาเยิร์น มิวนิคประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดย โรแบนด์ เอนเดอลอร์ ได้หาเงินทุนมาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 4 ปี ด้วยกัน คือ ค.ศ. 1951 ไปจนถึง 1955 และในฤดูกาลถัดไป บาเยิร์น มิวนิคก็คว้าแชมป์ DFB Pokal

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค ความเป็นมาของสโมสร

ความรุ่งเรืองของบาเยิร์น มิวนิคต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล 1974 – 1976 ด้วยการประกาศชัยชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ UCL ในปัจจุบัน โดยเป็นสโมสรทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 3 สมัยซ้อนติดต่อกัน และได้แชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในยุคของ ออทมาร์ ฮิตซ์เฟลต์  และใน ปี ค.ศ. 2002-2003 บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมัน สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 อีกครั้งในฤดูกาล  2013  เรียกว่าในฤดูกาลนี้ บาเยิร์น นิวนิคสามารถกวาแชมป์ฟุตบอลได้มากถึง 3 รายการในฤดูกาลเดียว หรือ เป็นทีม ทริปเปอร์แชมป์ จากผลงานการคุมทีมของผู้จัดการทีม ยุพ ไฮน์เคิส นายใหญ่ชาวเยอรมัน ที่สามารถเอาชนะเสือเหลือง ดอร์ทมุน ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1

แชมป์ฟุตบอลยุโรปล่าสุด บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรได้สำเร็จในยุคของโคโรนา ไวรัส 19 ที่ไม่มีแฟนฟุตบอลเข้าร่วมฉลองแชมป์ ด้วยการนำทีมของ ฮันซี ฟลิค ที่เอาชนะปารีส แซงค์ แชร็กแมงได้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ และฤดูกาล 2019/2020 บาเยิร์น มิวนิค ยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยชุดผู้เล่นที่เดิมหรือชุดที่ได้แชมป์ในฤดูกาลก่อนยังคงอยู่และฟอร์มการเล่นในรายการแชมป์เปี้ยน ลีกยังคงยอดเยี่ยม ทำให้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว

บาเยิร์น มิวนิค กวาดแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน กว่า 30 สมัย , เดเอ็ฟเบ-โพคาล 20 สมัย , เดเอ็ฟเอ็ล-ลีกาโพคาล  6 สมัย  , เดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพ  8 สมัย , ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก 6 สมัย , ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ , ยูฟ่าคัพ/ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย

สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก หรือ เอฟเซไบเยิร์นมึนเชิน (เยอรมันFC Bayern München; อังกฤษFC Bayern Munich) เป็นสโมสรในประเทศเยอรมนี อยู่ที่เมืองมิวนิก อีกชื่อหนึ่งอาจเรียกว่า บาวาเรียมิวนิก หรือ บาวาเรียมึนเชิน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศเยอรมัน โดยสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (บุนเดสลีกา) มาครองได้มากถึง 24 ครั้ง แชมป์สโมสรโลก 2 ครั้ง ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 ครั้ง และยูฟ่าคัพ 1 ครั้ง

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 โดยสิบเอ็ดผู้เล่นฟุตบอลที่นำโดยฟรันซ์ จอร์น แม้ว่าบาเยิร์นจะชนะในการชิงแชมป์แห่งชาติในปี ค.ศ. 1932 สโมสรก็ไม่ได้เลือกเล่นในบุนเดลีกาที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 สโมสรมีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อกลางยุค 70 ภายใต้การนำของฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ โดยได้แชมป์สโมสรยุโรป 3 สมัยติดต่อกัน (ค.ศ. 1974-76) ในปีที่บาเยิร์นได้รับตำแหน่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลเยอรมัน ชนะถึงห้าในสิบครั้งของบุนเดสลีกาล่าสุด รางวัลระดับนานาชาติล่าสุดของสโมสรคืออินเตอร์คอนติเนนตัลคัพในปี ค.ศ. 2001 หลังจากที่พวกเขาได้แชมป์สโมสรยุโรปสมัยที่ 4 ในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2005-06 บาเยิร์นใช้สนามอัลลิอันซ์อารีนาเป็นสนามเหย้าของตัวเอง ก่อนหน้านี้สโมสรได้เล่นในสนามโอลิมปิค สเตเดียม มิวนิกมาเป็นเวลา 33 ปี สีประจำสโมสรคือสีแดงและสีขาว และทีมได้แสดงให้เห็นถึงสีประจำรัฐบาวาเรีย บาเยิร์นเป็นสโมสรที่ใช้ระบบสมาชิกกว่า 162,187 คน นอกจากนี้ยังมี 2,764 ที่ลงทะเบียนแฟนคลับอย่างเป็นทางการร่วมกับ 192,162 คน สโมสรยังมีหน่วยงานด้านกีฬาอื่น ๆ อีก คือ หมากรุก, แฮนด์บอล, ยิมนาสติก, โบว์ลิ่ง, ปิงปองผู้ตัดสินและทีมฟุตบอลอาวุโส รวมกันมีสมาชิกใช้งานมากกว่า 1,100 คน

ในฤดูกาล 2013-14 บาเยิร์นมิวนิคสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 24 โดยที่ลงแข่งไปเพียง 27 นัดเท่านั้น ด้วยการเอาชนะแฮร์ธาเบอร์ลิน ไป 1-3 ที่สนามโอลิมเปียชตาดิออนเบอร์ลิน ของแฮร์ธา ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 ด้วยเหตุที่ทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ในตาราง คือ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ ไม่สามารถตามทันแล้ว นับเป็นการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

(ฝรั่งเศส: Équipe de France de football) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศฝรั่งเศสและเป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งในทวีปยุโรป มีผลงานชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 1998 และ ฟุตบอลโลก 2018 และเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1984 และ ปี ค.ศ. 2000

ประวัติทีม

ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1904 ในช่วงที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 โดยลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับเบลเยียมในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 ฝรั่งเศสได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่สนามปาร์กเดแพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500 คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 1-0

ในปี ค.ศ. 1932 ฝรั่งเศสได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของฝรั่งเศสคือถล่มทีมชาติเม็กซิโก 4-1 โดยลูว์เซียง โลร็อง ที่เป็นผู้ยิงประตูแรกของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ฝรั่งเศสกลับแพ้ 1-0 ใน 2 เกมต่อมากับอาร์เจนตินาและชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ในปี ค.ศ. 1934 ฝรั่งเศสยังคงต้องผิดหวังต่อไป เมื่อตกรอบแรกจากการแพ้ออสเตรีย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีอย่างผิดหูผิดตาในครั้งที่พวกเขารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1938 หลังจากฝ่าด่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับอิตาลีด้วยคะแนน 3-1

ในยุคทศวรรษที่ 1950 นับเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลของฝรั่งเศส จากการแจ้งเกิดของนักเตะชื่อดังอย่างฌุสต์ ฟงแตน เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก และแรมง กอปา ตำนานดาวยิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 1958 ฝรั่งเศสสามารถคว้าอันดับ 3 จากการถล่มทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 6-2 โดยฟงแตนยิงคนเดียว 4 ประตู

ในปี ค.ศ. 1960 ฝรั่งเศสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นครั้งแรก แต่พวกเขากลับทำได้แค่อันดับ 4 หลังจากแพ้ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย 2-0 แต่หลังจากนั้น ฝรั่งเศสกลับดำดิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง รวมถึงความล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันระดับเมเจอร์หลายรายการ โดยพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้เลยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970

เมื่อในยุคทศวรรษที่ 1980 ฝรั่งเศสกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งจากการนำทัพของมีแชล ปลาตีนี ตัวทำเกมจอมเทคนิค และสามสุดยอดกองกลางอย่างฌ็อง ตีกานา, อาแล็ง ฌีแร็ส และลูยส์ แฟร์น็องแดซ ที่ประสานงานร่วมกันจนถูกขนานนามว่า สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ (Magic Square) พวกเขาพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับนานาชาติได้สำเร็จในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยปลาตีนีได้เป็นดาวซัลโวของรายการด้วยการยิงไปถึง 9 ประตู รวมถึงหนึ่งในประตูในเกมที่ชนะสเปนด้วยคะแนน 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ฝรั่งเศสยังสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี ค.ศ. 1984 ก่อนที่จะคว้าแชมป์รางวัลอาร์เตมีโอ ฟรังกี (คอนเฟเดอเรชันส์คัพในปัจจุบัน) ในปีถัดมาทำให้พวกเขาได้รับการยกให้เป็นทีมเต็ง 1 สำหรับการครองแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 แต่แล้วก็ยังคงต้องรอตำแหน่งแชมป์ต่อไป หลังจากทำได้แค่อันดับ 3 ด้วยการแพ้เบลเยียม 4-2

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1996 ฝรั่งเศสเริ่มก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดทีมของวงการลูกฟุตบอลโลก จากการที่เข้าสู่ยุคผลัดใบโดยนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามารับใช้ชาติหลายต่อหลายคน ในยูโร 1996 ฝรั่งเศสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่รอบตัดเชือกเช่นเดิมหลังจากแพ้สาธารณรัฐเช็ก ต่อมาในฟุตบอลโลก 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพฝรั่งเศสสามารถระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการถล่มบราซิล สุดยอดทีมจากฟุตบอลโลก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ของทีม

ในปี ค.ศ. 2000 ฝรั่งเศสยังคงรักษาความฟอร์มที่ดีไว้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 2000 ด้วยการชนะอิตาลี 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ภายใต้การเล่นเกมและสร้างสรรค์เกมของซีเนดีน ซีดาน สุดยอดกองกลางจอมเทคนิคของฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาทำสถิติเป็นชาติแรกที่ครองแชมป์ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรนัลตั้งแต่ที่เยอรมนีตะวันตกเคยทำได้เมื่อปี 1974 นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังขึ้นไปอันดับ 1 ในการจัดอันดับโลกของฟีฟ่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสเริ่มจะกลับสู่ความตกต่ำอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จแต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพวกเขาต้องหยุดอยู่ที่รอบแรกเท่านั้น ก่อนที่ผลงานจะดีขึ้นมาในยูโร 2004 โดยฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ก็ปราชัยต่อกรีซ เจ้าของแชมป์ในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 2006 ฝรั่งเศสเกือบจะไม่ผ่านไปเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 แต่ยังดีที่บรรดานักเตะรุ่นเก่าที่เคยประกาศตัดสินใจอำลาทีมชาติเปลี่ยนใจกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในรอบสุดท้าย หลังจากสู้และสามัคคีกันจนสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแพ้อิตาลีจากการดวลจุดโทษไป 5-3 ไปอย่างน่าเสียดาย 2 ปีต่อมาในยูโร 2008 ฝรั่งเศสก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งหลังจากตกรอบแรก เนื่องจากถูกจับให้อยู่ในกลุ่มที่มีแต่ทีมเต็งที่จะเป็นแชมป์ โดยมีเนเธอร์แลนด์ อิตาลี และโรมาเนีย เป็นสมาชิกร่วมกลุ่มด้วยการเป็นที่ 4 ของกลุ่ม

ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 ฝรั่งเศสต้องผิดหวังอีกครั้งหลังตกรอบแรกในการคัดเลือกทีมไปแข่งขันที่ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาภายในทีมอีกระหว่างนักเตะและผู้ฝึกสอนอีกด้วย ต่อมาในยูโร 2012 ทีมชาติฝรั่งเศสก็เริ่มทำผลงานเริ่มดีขึ้นมา โดยในรอบแบ่งกลุ่มสามารถเป็นรองแชมป์กลุ่มได้ เป็นรองเพียงอังกฤษเท่านั้น แต่แล้วในรอบสิบหกทีมสุดท้ายก็ต้องปราชัยแพ้ให้กับทีมเต็งของรายการนี้อย่างสเปนไป 2-0

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ทีมชาติฝรั่งเศสผ่านเข้าได้ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนีไป 0-1 ซึ่งในครั้งนั้นทีมชาติเยอรมนีก็ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 และในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถสร้างผลงานผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งเป็นการผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ของทีมชาติฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คว้าแชมป์สมัยที่ 2 โดยการเอาชนะโครเอเชีย 4-2

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1984 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 1998 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
  • แชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ปี 2001 และ ปี 2003
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 2018
  • ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี 1904
  • ในช่วงที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม ปี 1904โดยพวกเขาลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับทีมชาติเบลเยี่ยมในวันที่ 1พฤษภาคม ปี 1904ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1905ฝรั่งเศส ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ พาร์กส์ เดส์ แพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 1-0ในปี 1930ฝรั่งเศส เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ อุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของ “เลส์ เบลอส์” พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ถล่ม เม็กซิโก 4-1โดย ลูเซียง โลร็องต์ ที่เป็นผู้ยิงประตูโทนของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ ฝรั่งเศส กลับปราชัย 1-0ใน 2เกมต่อมากับ อาร์เจนตินา และ ชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

(อิตาลี: Nazionale italiana di calcio) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหนึ่งสมัยในปี 1968 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 และอิตาลียังถือเป็นชาติแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สองสมัยติดต่อกัน

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ของอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า “อัซซูร์รี” (Azzurri)

ทีมชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอิตาลี (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1898) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ปัจจุบันมีผู้จัดการทีมคือ โรแบร์โต มันชีนี อิตาลีถือเป็นคู่ปรับสำคัญของทีมชาติเยอรมนี, ทีมชาติบราซิล, ทีมชาติอาร์เจนตินา และทีมชาติฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน จากการแข่งขันในฟุตบอลโลก และอิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นศูนย์รวมของนักเตะระดับโลกมาหลายยุคสมัย

ยุคแรกของการก่อตั้งและแชมป์โลกสองสมัยแรก (1899-1938)

การรวมตัวกันของทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในนัดกระชับมิตร ณ เมืองตูริน ซึ่งอิตาลีแพ้ไป 0-2[5]

การแข่งขันทางการครั้งแรกได้จัดขึ้นที่มิลานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1910 อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศส 6–2 โดยที่ปิเอโตร ลานา เป็นผู้ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการของอิตาลี[6][7] ทีมอิตาลีเล่นด้วยระบบ (2–3–5) ประกอบด้วย: เด ซิโมนี; วาริสโก, กาลี; เตรเร, ฟอสซาติ, คาเปลโล; เดเบอร์นาดี้, ริซซี่, เซเวนีนี่ ที่ 1, ลาน่า, โบย็อกกี้ และมีกัปตันทีมคนแรกคือ ฟรานเชสโก กัลลี[8]

ความสำเร็จครั้งแรกในรายการใหญ่ของพวกเขาคือการคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1928 ณ กรุง อัมส์เตอร์ดัม หลังจากแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศพวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติอียิปต์ได้ถึง 11-3 ต่อมาในการแข่งขันรายการ Central European International Cup ในปี 1930[9] และ1935[10] อิตาลีได้อันดับที่หนึ่งจากคู่แข่งห้าทีมที่ลงแข่งขันคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสองสมัย ตามด้วยความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งจากการคว้าเหรีญทองในปี 1936 โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรียไปได้ 2-1

ภายหลังจากที่อิตาลีปฏิเสธคำเชิญในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1934 และ1938 ภายใต้การดูแลของ วิตโตรีโอ ปอซโซ ผู้จัดการทีม และการนำทัพของ จูเซปเป เมอัซซา[11] อิตาลีลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการถล่มเอาชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 7-1 ที่กรุงโรม พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเอาชนะเชโกสโลวาเกีย ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำประตูของ ไรมันโด ออร์ซี และแอนเจโล่ สเกียวีโอ คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1938 พวกเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยเอาชนะฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ 4-2 จากการทำประตูของ จีโน่ คอลาอุสซี่ และซิลวิโอ ปิโอลา คนละสองประตู ถือเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองของพวกเขาและอิตาลีถือเป็นเป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้ โดยก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งโทรเลขอวยพรผู้เล่นทุกคนให้นำถ้วยรางวัลกลับมาประเทศให้ได้อีกครั้ง

ยุคแห่งความตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (1946-1966)

ในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงที่กีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เล่น 10 คนจาก 11 คนในกลุ่มผู้เล่นยุคก่อตั้งของทีมชาติได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยหลายคนเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสโมสรโตริโนซึ่งชนะการแข่งขันลีกสูงสุด (เซเรียอา) มา 5 สมัยติดต่อกัน ส่งผลให้อิตาลีไม่ผ่านรอบแรกในฟุตบอลโลก 1950 ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเตะและทีมงานทุกคนจะเดินทางด้วยเรือแทนการนั่งเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง

อิตาลียังต้องพบความช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องโดยในการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 1954 พวกไม่ผ่านรอบแรกตามด้วยการไม่ผ่านรอบคัดเลือกในฟุตบอลโลฟุตบอลโลกก 1958และตกรอบแรกอีกครั้งใน 1962 และพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 ตามด้วยการตกรอบแรกในปี 1964 โดยแพ้สหภาพโซเวียต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ณ ประเทศอังกฤษ พวกเขาตกรอบแรกอีกครั้งโดยแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีเหนือในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างเหนือความคามดหมาย และไม่ชนะทีมใดเลยตลอดการแข่งขัน แม้ว่าในทีมชุดนั้นจะมีผู้เล่นอย่าง จานนี ริเวรา (Gianni Rivera) กองหลังชื่อดังจากสโมสร เอซี มิลาน และจาโกโม บุลกาเรลลี่ (Giacomo Bulgarelli) กองกลางจากสโมสรโบโลญญา เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ แฟนบอลอิตาลีที่ไม่พอใจกับผลงานของทีมต่างพากันมารอที่สนามบินและขว้างปาสิ่งของและผลไม้ใส่ผู้เล่น[12] โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นอิตาลีได้รับการคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ภายหลังจากโศกนาฎกรรมในปี 1949

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและรองแชมป์โลก (1968-1974)

อิตาลีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยูโรสมัยแรกของพวกเขาในปี 1968 ในฐานะเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที โดยถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1938 และถือเป็นการยุติช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีหลังจากเหตุการณ์ในปี 1949 พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียได้ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งแข่งขันกันที่กรุงโรมซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการแข่งขันช่วงต่อเวลาพิเศษหรือการยิงจุดโทษตัดสิน[13] และต้องเล่นนัดที่สองหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1 และอิตาลีสามารถเอาชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของ ลุยจิ ริวา (Luigi Riva) และปีเอโตร อนาสตาซี (Pietro Anastasi)

ถัดมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970

ณ ประเทศเม็กซิโก อิตาลีซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังจากชุดแชมป์ยุโรปในปี 1968 หลายรายประกอบไปด้วย จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ (Giacinto Facchetti), ลุยจิ ริวา, ปีเอโตร อนาสตาซี และโรแบร์โต โบนินเซญา (Roberto Boninsegna) สามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ โดยเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี พวกเขาเอาชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศมาได้ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในนัดดังกล่าวถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์โดย 5 จาก 7 ประตูได้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “การแข่งขันแห่งศตวรรษ” (Game of the century)[14]

อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องแพ้ให้กับบราซิลอย่างยับเยินในรอบชิงชนะเลิศ 1-4ในฟุตบอลโลก 1974 อิตาลีทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยตกรอบแรกหลังจากแพ้ทีมชาติโปแลนด์

สายเลือดใหม่และแชมป์โลกสมัยที่สาม (1978-1986)

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ณ ประเทศอาร์เจนตินา ทีมชาติอิตาลีในยุคนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่รายหลาย ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) ซึ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก โดยอิตาลีเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้นได้ อิตาลีจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่สี่ โดยแพ้ให้กับบราซิล 1-2 ในนัดชิงอันดับสาม

อิตาลีลงแข่งขันยูโร 1980 ในฐานะเจ้าภาพ หลังจากเสมอกับสเปนและเบลเยียมตามด้วยการเอาชนะอังกฤษ พวกเขาแพ้ให้กับเชโกสโลวาเกียในนัดชิงอันดับสามจากการดวลจุดโทษ

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง นักเตะอายุน้อยที่ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป แถมยังสามารถโชว์ผลงานในระดับสุดยอดชนิดที่รุ่นพี่ ๆ ยังต้องยอมซูฮก พวกเขาคือ 7 แข้งอายุน้อยที่เก่งและเนื้อหอมที่สุดในเวลานี้ การเบียดแทรกเป็น 11 ตัวจริงนั้นยากแล้ว การก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะแกนหลักของทีมตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นยิ่งยากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก ดังนั้นหากนักเตะคนไหนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วล่ะก็ นั่นบ่งบอกถึงความสามารถที่เหนือชั้นกว่านักเตะทั่วไป พวกเขาจะถูกจับตามองในฐานะอนาคตของวงการฟุตบอล 

 

เพราะพวกเขาจะต้องเจอกับด่านหินคือบรรดานักเตะรุ่นพี่ที่นอกจากจะมีฝีเท้าดีแล้วยังมีประสบการณ์มากกว่า แข้งพรสวรรค์สูงที่อายุยังน้อยหลายรายถึงกับต้องถูกส่งไปเล่นในแบบยืมตัวกับทีมที่เล็กกว่าเพื่อให้ได้โอกาสลงสนามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการแข่งขันจริง และการที่ขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงในวงการฟุตบอลอาชีพนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัสมากโดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นนักเตะของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ และงานนี้จะยากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัวสำหรับบรรดาแข้งที่ยังอายุน้อย เรามาประเดิมด้วยนักเตะท่านแรกเลย

 

ไค ฮาเวิร์ตซ์ แข้งหนุ่มอายุ 20 ปีชาวเยอรมันได้ลงเล่นให้ทีมเลเวอคูเซ่นมาตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี และตอนนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเรียบร้อยแล้ว หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจน เขาคือนักเตะตัวความหวังสูงสุดของทีมในเวลานี้เลย  ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่แต่มีความคล่องตัวสูง บวกกับทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยมทั้งการครองบอล การสร้างสรรเกม และการยิงประตู ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกจับจ้องจากบรรดายักษ์ใหญ่ของยุโรป  และเชื่อว่าคงมีการย้ายทีมเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้  ฮาเวิร์ตซ์นั้นเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ซีซั่นก่อนเขายิงให้ทีมไปถึง 20 ประตูจาก 42 นัด และปีนี้ก็ยิงไปแล้วถึง 15 ประตู เป็นกองกลางที่ยิงได้เยอะมากจริง ๆ  ดูจากสไตล์การเล่นแล้ว เขาสามารถขยับไปเล่นเป็นกองหน้าสมัยใหม่ได้สบาย ๆ

 

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ เขาคนนี้คือเด็กหนุ่มจากท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูลที่ได้เดินตามความฝันคือได้ลงเล่นฟุตบอลให้ทีมรัก จากนักเตะฝึกหัดที่เข้าสู่อคาเดมี่ของสโมสรตั้งแต่ 6 ขวบ วันนี้ในวัย 21 ปี เขากลายเป็นแบ๊คขวาระดับโลกไปแล้ว สองปีก่อนนั้น เทรนท์ได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องด้วยวัยเพียงสิบแปดปีเพราะแบ๊คขวาตัวจริงของทีมบาดเจ็บ เขาค่อย ๆ เรียนรู้ ปรับตัว

และพัฒนาการเล่นจนกลายเป็นหนึ่งในแบ๊คขวาที่ดีที่สุดของโลกในเวลานี้ โดยมีจุดเด่นที่การเติมเกมรุก และการเปิดบอลที่แม่นยำมาก เขากลายเป็นเจ้าของสถิติการแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกปี 2019 ทั้ง ๆ ที่เล่นในตำแหน่งกองหลัง และยังเดินหน้าทำสถิติการแอสซิสต์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันนี้เทรนท์อายุ 21 ปี แม้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในวัยเพียงเท่านี้ แต่เทรนท์นั้นยังใช้ชีวิตแบบติดดิน เรียบง่าย และขยันฝึกซ้อม ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลงระเริงกับความสำเร็จและเงินทอง ด้วยความเป็นนักเตะท้องถิ่น แถมมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นเขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมของลิเวอร์พูลในอนาคตอย่างแน่นอน

 

เจา เฟลิกซ์  คือนักเตะหนุ่มชาวโปรตุกีสที่มีอายุเพียง 20 ปี แต่มีค่าตัวในการย้ายจากเบนฟิก้าไปยังแอตเลนติโก มาดริดถึงถึง 126 ล้านยูโร ก่อนการย้ายทีมนั้นเฟลิกซ์เพิ่งจะลงเล่นในลีกสูงสุดของโปรตุเกสแค่ปีเดียว แต่ยิงไปถึง 15 ประตูจากการลงสนาม 26 นัด แถมยังทำแฮตทริกในรายการยูโรป้าลีกได้ด้วย ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองของเหล่าทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป ก่อนจะเป็นทีมตราหมีที่ทุ่มคว้าตัวเขาไปร่วมทีมเพื่อเป็นตัวแทนของอองตวน กรีซมันน์ที่ย้ายออกไป

แอตเลติโก มาดริดนั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องแมวมอง โดยเฉพาะตำแหน่งกองหน้านั้น ทีมตราหมีสามารถนำกองหน้าชั้นยอดเข้าสู่ทีมได้เสมอ การที่ทีมยอมทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อเจา เฟลิกซ์ เป็นเครื่องบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่านักเตะคนนี้มีดีขนาดไหน เฟลิกซ์ถูกวางตัวให้เป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมใหม่ในทันทีและโชว์ผลงานช่วงเปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็เริ่มเจอปัญหาเรื่องการปรับตัวและอาการบาดเจ็บในช่วงกลางฤดูกาล กระนั้นก็ตาม เขาก็ลงสนามให้ทีมตราหมีไปแล้วถึง 28 นัด ทำไป 6 ประตู ไม่เลวนักสำหรับการย้ายเข้าลีกใหม่ในปีแรก

 

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ในวัยเพียง 19 ปี ฮาแลนด์กลายเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแล้ว นักเตะชาวนอร์เวย์คนนี้ทำสถิติยิงประตูมากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนามให้กับดอร์ทมุนด์หลังจากที่เขาเพิ่งย้ายมาจากเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์กเมื่อช่วงเดือนมกราคม ฮาแลนด์นั้นเริ่มต้นการค้าแข้งในลีกนอร์เวย์ ก่อนที่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ยักษ์ใหญ่จากลีกออสเตรียจะคว้าตัวเขาไปร่วมทีม เพียงแค่ปีกว่าในลีกออสเตรียเขาก็สร้างชื่อโด่งดังทั่วยุโรปจนตกเป็นเป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายปิศาจแดงก็ต้องอกหักเมื่อเจ้าตัวเลือกที่จะย้ายไปเล่นให้ดอร์ทมุนด์ด้วยเงื่อนไขในสัญญาที่เจ้าตัวพร้อมตีจากทีมได้เมื่อถึงเวลา

ฮาแลนด์ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการทำแฮททริกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามให้ดอร์ทมุนด์ในฐานะตัวสำรอง พลิกสถานการณ์ให้ทีมกลับมาเก็บชัยชนะได้ คงไม่มีการเปิดตัวกับทีมใหม่แบบไหนที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว จนถึงตอนนี้ฮาแลนด์ยิงไปแล้ว 11 ปรตูในบุนเดสลีกาทั้งที่ลงเล่นให้ทีมดอร์ทมุนไปเพียง 10 นัด จับตาดูเด็กหนุ่มคนนี้กันให้ดี ว่าเขาจะสร้างปรากฏการณ์อะไรให้เกิดขึ้นบ้างในวงการฟุตบอลนับจากนี้ไป

 

เจดอน ซานโช่ อดีตเด็กปั้นของเรือใบสีฟ้าคนนี้ น่าจะเป็นดาวรุ่งที่พรสววรค์สูงที่สุดของอังกฤษในเวลานี้ เขาตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้  และทำในสิ่งที่นักเตะอังกฤษส่วนมากไม่ค่อยทำกัน คือย้ายออกมาเล่นในต่างแดนตั้งแต่อายุน้อย และดอร์ทมุนคือทีมที่คว้าเพชรเม็ดงามนี้เข้าสู่ทีมเมื่อปี 2017 ซานโช่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นผู้เล่นแนวรุกชั้นยอด ทั้งความเร็ว เทคนิคการครองบอล การพาผ่านคู่แข่ง การเคลื่อนที่ที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่น และการยิงประตู ที่สำคัญคือเขาเล่นได้ดีทั้งสองเท้าด้วย ตอนนี้ในวัยเพียง 20 ปี เขากลายเป็นนักเตะที่ทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปล้วนอยากคว้าตัวไปเล่นให้ แต่ติดตรงที่ดอร์ทมุนเองก็ตั้งค่าตัวเขาเอาไว้สูงตามฝีเท้าด้วยเช่นกัน

ซานโช่ใช้เวลาเพียงปีเศษในการยึดตำแหน่งตัวจริงของดอร์ทมุน แถมเขาแจ้งเกิดเป็นดาวดังของบุนเดสลีก้าได้สำเร็จในวัยเพียงสิบแปดปี โดยฤดูกาล 2018-2019 นั้นซานโช่ได้ลงเล่นในลีกไปถึง 34 นัด และทำไป 12 ประตูใน และในฤดูกาลปัจจุบันเขาก็ทำประตูในลีกไปแล้วถึง1 7 ประตู

 

คีเลียน เอ็มบั๊บเป้ เขาคนนี้คือราชาของบรรดาแข้งอายุน้อยเลยทีเดียว เอ็มบั๊บเป้เป็นนักเตะที่โด่งดังจากการเล่นให้โมนาโคชุดคว้าแชมป์ลีกเอิงในฤดูกาล 2016-2017 ก่อนที่พ่อบุญทุ่มแห่งวงการอย่าง PSG จะดึงตัวเข้าสู่ทีมด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลก วัยปัจจุบันเพียง 21 ปี เขายังเก่งขึ้นได้อีกแถมยังมีเวลาเก็บเกี่ยวความสำเร็จในวงการฟุตบอลได้อีกหลายปี หากพ้นจากยุคสมัยของเมสซี่กับโรนัลโด้เมื่อไหร่ คาดว่าเอ็มบั๊บเป้คงจะมีชื่อกลายเป็นตัวเต็งของการคว้าบัลลงดอร์ในทุก ๆ ปีไปอีกนาน เพราะเขาคือแข้งอายุต่ำกว่ายี่สิบสามปีที่เก่งที่สุดของโลกในเวลานี้

เอ็มบั๊บเป้คือนักเตะที่เก่งระดับหาตัวจับยาก ในตอนที่อายุเพียง 19 ปีนั้นเขาคือผู้เล่นตัวหลักของทีมฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 มาแล้ว จุดเด่นของเขาคือความเร็วที่หาตัวจับยาก เมื่อบวกกับทักษะที่ยอดเยี่ยมในการไปกับลูกฟุตบอล และความยอดเยี่ยมในการจบสกอร์ที่แม่นยำ เฉียบขาด และเยือกเย็น ก็ทำให้ยากนักที่กองหลังทีมไหนจะหยุดเขาได้

 

มาร์คัส แรชฟอร์ด ด้วยผลงานที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของต้นสังกัดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะทำให้หลายคนมองข้ามความยอดเยี่ยมของแรชฟอร์ดไปบ้าง แต่เชื่อผมเถอะว่านี่คือนักเตะอายุน้อยที่ฝีเท้าดีมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรปในเวลานี้  สถิติที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของเขาคือ จนถึงตอนนี้แรชฟอร์ดยิงประตูใส่บรรดาทีมในกลุ่มบิ๊ก 6 ของพรีเมียร์ลีกครบทุกทีมแล้ว ซึ่งเมื่อนับรวม ๆ กัน แรชฟอร์ดในวัย 22 ปี

ยิงใส่ทีมในกลุ่มบิ๊ก 6 ด้วยกันไปแล้วถึง 16 ประตูทีเดียว  แข้งวัย 22 ปีรายนี้ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ตั้งแต่ตอนที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี และร่วมทีมชาติอังกฤษชุดที่เข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกมาแล้ว เขาเป็นกองหน้ากึ่งปีกที่มีความเร็วสูงมาก เมื่อบวกกับความสามารถเฉพาะตัวและความสามารถในการยิงประตู ทำให้เขาเป็นผู้เล่นเกมรุกที่ดีที่สุดของทีมปิศาจแดงในเวลานี้เลย สถิติล่าสุดในฤดูกาลนี้ของแรชฟอร์ดคือลงเล่นให้ทีมปิศาจแดงไป  31 นัด ยิงไปถึง 19 ประตู

 

อันซู ฟาติ ทีม บาร์เซโลนา คนนี้แจ้งเกิดในทีมฟุตบอลบาร์เซโลนา ด้วยเพียงแค่อายุ 16 ปี โดยถึงแม้ว่าจะได้นั่งเป็นตำแหน่งตัวสำรองของสนามการแข่งขัน แต่ทุกครั้งที่เขาได้กระโดดเข้าไปร่วมเตะ ก็จะสามารถทำประตูให้กับทีมอย่างแน่นอน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขานั้น ได้รับความชื่นชอบจากบรรดาแฟนคลับมากมาย ที่ได้เล่นคู่กับนักบอลชื่อดังอย่าง ลีโอเนล เมสซี ซึ่งผลของการฝึกฝนนั้น จัดได้ว่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความน่ากลัวสูงอย่างมาก จนทำให้ทีมคู่ต่อสู้จะต้องระวังให้มาก เข้าร่วมการแข่งขันสโมสรเยาวชน 2009 – 2010 เล่นให้กับเอร์เรรา 2010 – 2012 เล่นให้กับเซบิยา 2012 – 2019 เล่นให้กับบาร์เซโลนา ลงเล่นแข่งขันทั้งหมด 3 ครั้ง สามารถทำประตูไปได้มากถึง 2 ครั้ง

 

โรดรีโก้ ทีม เรอัล มาดริด

รู้จักกันดีอยู่แล้วว่า เรอัล มาดริด นั้นเป็นสโมสรที่รวบรวมเหล่าดาวจรัสแสง ของวงการลูกหนังฟุตบอลเอาไว้ ซึ่งโรดรีโก้ ก็เป็น 1 ในดวงดาวที่เปล่งแสดงออกมาได้สว่าง และมีความน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่ง เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักบอลอาชีพด้วยอายุ 19 ปี ซึ่งย้ายมาจากกาซานโต้ส

เข้าร่วมทีมการแข่งขันเบอร์นาบิว ด้วยค่าตัวที่สูงมากมหาศาลถึง 45 ล้านยูโร ทั้งที่ตัวของเขายังไม่มีผลงานอะไรในการแข่งขันเลยด้วยซ้ำ แต่นอนนะว่าเมื่อค่าตัวสูงขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าย่อมมีของดีอยู่กับตัวแน่นอน 2002 สโมสรที่เข้าร่วมในลีกเยาวชนเล่นให้กับฟลาเม็งกู 2003 – 2005 เ

ล่นให้กับอูเรกา 2005 – 2009 เล่นให้กับเซลตาบิโก 2009 เล่นให้กับเรอัลมาดริด สโมสรที่เข้าร่วมในลีกอาชีพ 2009 เล่นให้กับเรอัลมาดริด เซ 2009 – 2010 เล่นให้กับเรอัลมาดริด เบ 2010 – 2015

เล่นให้กับไบฟีกา 2010 – 2011 เล่นให้กับโบลตันวอนเดอเรอส์ (ยืมตัว) 2014 – 2015 เล่นให้กับบาเลนเซีย (ยืมตัว) 2015 – 2020 เล่นให้กับบาเลนเซีย 2020 – 2021 เล่นให้กับลีดส์ยูไนเต็ด