อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

ช่วงปีปลายปี ค.ศ. 1886 : สโมสรสโมสรฟุตบอล อาร์เซนอล ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จากกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช โดยใช้ชื่อในการแข่งขันครั้งแรกว่า “ไดอัล สแควร์” และได้รับชัยชนะครั้งแรกเหนือทีม อีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “รอยัลอาร์เซนอล”

ช่วงปี ค.ศ. 1891-1893 : ก้าวเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรก และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นโดยใช้ชื่อ “วูลิชอาร์เซนอล” และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี ค.ศ. 1904 : สโมสร อาร์เซน่อล ก้าวขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก ตอนแรกนั้น วูลิชอาร์เซนอล ประสบปัญหาการเงิน และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอล เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นโดดเดี่ยวเกินไป ทำให้มีผู้เข้าชมน้อย

ช่วงปี ค.ศ. 1913 : ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องมีอันตกชั้นจากดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น ทำให้พวกเขาได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ “อาร์เซนอลสเตเดี้ยม” ในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ และในปีต่อมาได้มีการตัดคำว่า “วูลิช” เหลือเพียง อาร์เซนอล ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และนับตั้งแต่ปี 1919 อาร์เซนอลที่ได้กลับสู่ดิวิชั่น 1 พวกเขายังไม่เคยตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 – 2000 : เป็นยุครุ่งเรืองของ อาร์เซน่อล ที่สุด นับตั้งแต่ ได้กุนซือคนเก่งอย่าง อาร์แซน เวงเกอร์ เข้ามาคุมทัพในปี 1996 เขาได้นำวิธีการซ้อมใหม่ๆ และแนวทางการเล่นใหม่ๆเข้ามา และสามารถทำให้นักเตะต่างชาติปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดี และพา อาร์เซนอล คว้าดับเบิลแชมป์ได้ใน ฤดูกาล 1997-98 และ 2001-02 นอกจากนั้นในฤดูกาล 2003-04 พวกเขาสามารถพาแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลย และทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัด ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศจนได้รับฉายาว่า “อาร์เซนอลผู้ไร้เทียมทาน”

ช่วงปี ค.ศ. 2005-2014 : อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลยเป็นเวลานานถึง 9 ปีเต็ม ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แชมป์ เอฟเอคัพ มาครองได้ในช่วงท้ายฤดูกาล 2014

ช่วงปี ค.ศ. 2014-ปัจจุบัน : นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลสุดท้าย ฤดูกาล 2003-04 พวกเขาก็ยังไม่สามารถก้าวไปคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลย แต่ก็สามารถเก็บถ้วยรางวัล เอฟเอคัพ มาครองเพิ่มอีก 2 สมัย คือ ฤดูกาล 2015 และ 2017

สนามรังเหย้าทีม อาร์เซนอล

อาร์เซนอล สเตเดี้ยม เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1913 เป็นที่จักกันในชื่อ “ไฮบรี” เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านไฮบรี ซึ่งมีการใช้และปรับปรุงเรื่อยมา และได้ยกเลิกการใช้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2006

เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ความจุสนาม 60,355 ที่นั่ง เริ่มสร้างสนามแห่งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2004 ซึ่งในช่วงระหว่างก่อสร้างนั้น เดิมทีมีชื่อว่า “แอชเบอร์ตันโกรฟ” ก่อนเปลี่ยนชื่อตามข้อตกลงของสปอนเซอร์อย่างสายการบิน เอมิเรตส์ โดยมีมูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ 430 ล้านปอนด์ และได้เริ่มเปิดใช้ในเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2006 จนถึงปัจจุบัน

ตราโลโก้ สัญลักษณ์ ทีม อาร์เซนอล

ตราสัญลักษณ์ที่ 1 ปี ค.ศ. 1888 : ทางสโมสรได้ทำการออกแบบตราสโมสรแรก ซึ่งรูปแบบก็ได้ลอกเลียนแบบมาจากตราของเมือง The Borough of Woolwich ซึ่งเป็นย่านที่เริ่มก่อตั้งทีม ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงลอนดอน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตราสโมสรนั้นคล้ายกับตราประจำเมืองของ วูลิช นั้นเอง ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนตราสมโมสรใหม่ในปี 1913 เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง

ตราสัญลักษณ์ที่ 2 ปี ค.ศ. 1913 : อาร์เซนอล ได้มีการตราสโมสรใหม่ เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง
ตราสัญลักษณ์ที่ 3 ปี ค.ศ. 1922 : จากที่มีสัญลักษณ์ปืนใหญ่อยู่ 3 กระบอก เปลี่ยนมาเหลือเพียงแค่กระบอกเดียวเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาว “วูลิชอาร์เซนอล” เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางกระบอกปืนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก หรือหันไปทางขวานั้นก็ถูกใช้อยู่เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตราสโมสรอีกครั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 4 ปี ค.ศ. 1925 : กระบอกปืนมีขนาดเล็กลง และหันปากกระบอกปืนไปทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้าย สาเหตุที่กระบอกปืนเล็กลงนั้นไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่มีการสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากตราที่หน้าประตูของหน่วยหาญปืนใหญ่ที่เมือง วูลิช นั้นเอง โดยตราสโมสรอันนี้ถูกใช้ยาวนานถึง 17 ฤดูกาลเลยทีเดียว

ตราสัญลักษณ์ที่ 5 ปี ค.ศ. 1949 : มีการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ใหม่ และมีการเพิ่มข้อความลงในตราสัญลักษณ์ด้วย ซึ่งที่มาของข้อความนั้นก็มาจากความทรงจำบรรดาแฟนๆของ อาร์เซนอล ในหนึ่งปีก่อนนั้นในวันสุดท้ายของฤดูกาล

1947-1948 เป็นวันที่ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ทำให้ แฮร์รี่ โฮมเมอร์ บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของทีมในวันนั้นได้ให้คำนิยามสำหรับฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาไว้ว่า “เราลองใช้ประโยคเป็นภาษาละตินดีไหม” จึงได้คำว่า Victoria Concordia Crescit ซึ่งมีความหมายว่า “ชัยชนะเกิดขึ้นจากความสามัคคี” ตราสโมสรใหม่จึงได้รวมประโยคภาษาละตินของ โฮมเมอร์ เอาไว้ด้วย และได้เปลี่ยนแปลงตัวหนังสือชื่อ Arsenal อีกทั้งยังได้นำตราประจำเมือง อิสลิงตัน เข้าไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้ถูกใช้ยาวนานถึง 53 ปี

ตราสัญลักษณ์ที่ 6 ปี ค.ศ. 2001 : ได้มีการทำตราสโมสรใหม่ให้เรียบร้อยขึ้น เนื่องจากเหตุผลทางด้านโฆษณาด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงมาใช้สีเหลืองแทนสีทอง และตัวหนังสือก็ได้มีการเขียนให้อ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรนี้ก็ใช้ได้อยู่ไม่นานนัก เนื่องจากทางสโมสรไม่สามารถจดทะเบียนกับตราสโมสรนี้ได้ และอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากการที่สโมสรมุ่งหวังที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 7 ปี ค.ศ. 2002-ปัจจุบัน : เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงการใช้ตราสโมสรนี้ อาทิเช่น การย้ายฐานมาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และได้ออกไปเล่นรายการยุโรปมากขึ้น แม้ช่วงแรกตรานี้จะไม่ถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้นำตราสโมสรนี้ออกมาใช้จนได้ แม้จะดูไม่มีมนต์คลังเหมือนกับของเดิม แต่ก็ดูมีเสน่ห์ และก็ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ในรอบวันที่ผ่านมา ทีมชาติอังกฤษคือทีมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยิ่งกว่าทีมอื่นๆ ในศึกยูโร 2020 จากการที่เพิ่งเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เยอรมนี ได้ 2-0 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูโร 2020 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
นี่คือการเอาชนะทีมอินทรีเหล็กในรอบน็อคเอาต์ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี หลังจากทำได้ครั้งสุดท้ายในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966 ที่ เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ซัดแฮตทริกพาอังกฤษชนะ 4-2 ซึ่งประตูนำ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเกมดังกล่าว ยังคงเป็นที่ถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน ว่าลูกยิงของ เฮิร์สท์ ที่ซัดชนคานแล้วเด้งไปตกบริเวณเส้นประตูนั้น มันข้ามเส้นไปแล้วจริงหรือไม่
การเอาชนะ เยอรมนี ได้สำเร็จ ทำให้หลายคนเริ่มมองว่าอังกฤษมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่จะไปให้ถึงแชมป์ เพราะพวกเขาจะไม่เจอกับทีมใหญ่อีกจนกว่าจะถึงนัดชิงชนะเลิศ
ยูเครน ที่จะเป็นคู่ต่อสู้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือทีมใดทีมหนึ่งระหว่าง สาธารณรัฐเช็ก กับ เดนมาร์ก ที่อาจจะได้เจอกัน ถ้าหาก แกเร็ธ เซาธ์เกต พาทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศ ล้วนเป็นทีมที่ถูกประเมินว่ามีศักยภาพเป็นรองอังกฤษทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากอังกฤษผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้จริง พวกเขาจะได้เล่นที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ในเกมที่เหลือทั้งหมด เพราะกรุงลอนดอนได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพทั้งรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ นั่นคือความได้เปรียบที่อาจจะช่วยให้ทีมสิงโตคำรามมีโอกาสสมหวังมากขึ้นไปอีก

วิเคราะห์เกมย้อนหลัง

พูดถึงประเด็นที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต สามารถลบล้างบาดแผลที่เขาเคยยิงจุดโทษพลาดสมัยเป็นนักเตะ จนทีมตกรอบรองชนะเลิศยูโร 1996 มันก็อาจจะช้าเกินไปเสียแล้ว
ผมจึงไปหาข้อมูลมาเพิ่มในประเด็นที่แตกต่างแทน และคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ เต็มไปด้วยนักเตะที่มีสายเลือดอังกฤษแท้ๆ น้อยกว่าผู้เล่นที่มีส่วนผสมของสัญชาติอื่น
จาก 11 ตัวจริงที่เอาชนะทีมของ โยอัคคิม เลิฟ ได้ 2-0 นัดล่าสุด พบว่ามีนักเตะที่เป็นสายเลือดชาวอังกฤษแท้ๆ เพียง 4 คนเท่านั้นที่ออกสตาร์ท นอกนั้นอีก 7 คนเป็นนักเตะที่มาจากครอบครัวของคนสัญชาติอื่นทั้งสิ้น
สำหรับนักเตะ 4 คนที่ว่า ซึ่งเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ เลยนั้นประกอบด้วย จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูจาก เอฟเวอร์ตัน, จอห์น สโตนส์ เซนเตอร์แบ็กจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, คีแรน ทริปเปียร์ แบ็กขวาจาก แอตเลติโก มาดริด และ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทีนี้ไปดูกันว่าอีก 7 คนที่เหลือที่ได้ลงตัวจริงในเกมโค่นอินทรีเหล็ก มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญชาติอื่นอย่างไรบ้าง…
ศูนย์หน้าดาวยิงกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน มีคุณพ่อเป็นชาวไอริช 🇮🇪
ปีกที่เป็นดาวซัลโวประจำทีมในทัวร์นาเมนต์นี้อย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลืมตาดูโลกที่ประเทศจาเมกา 🇯🇲 และอาศัยอยู่กับครอบครัวที่นั่นจนถึงอายุ 5 ขวบ
นอกจาก สเตอร์ลิ่ง แล้ว กองหลังเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ ก็มีสายเลือดของชาวจาเมกัน 🇯🇲 ในตัวด้วยเช่นกัน เพราะพ่อแม่ของเขาอพยพมาใช้ชีวิตที่อังกฤษในภายหลัง
บูคาโย่ ซาก้า ตัวริมเส้นดาวรุ่งของ อาร์เซน่อล เป็นลูกชายของพ่อแม่ชาวไนจีเรียน 🇳🇬
คาลวิน ฟิลลิปส์ กองกลางตัวห้องเครื่องจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด มีคุณพ่อเป็นชาวจาเมกา 🇯🇲 และคุณแม่เป็นชาวไอริช 🇮🇪 เขาเคยถูกทีมชาติจาเมกาทาบทามตัวให้เล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่มาก่อน แต่สุดท้ายก็เลือกเล่นให้อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาลืมตาดูโลก
ส่วนมิดฟิลด์ตัวรับจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่าง เดแคลน ไรซ์ แม้จะเกิดในกรุงลอนดอน แต่ปู่ย่าตายายก็มาจากไอร์แลนด์ 🇮🇪 ซึ่ง ไรซ์ เคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์มาแล้วทุกชุด ซึ่งรวมถึงทีมชุดใหญ่มาแล้ว 3 นัดด้วย
แต่การไม่เคยลงเล่นให้ไอร์แลนด์ในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการมาก่อน เปิดโอกาสให้เจ้าตัวยังสามารถเปลี่ยนมาเล่นให้ทีมชาติอังกฤษได้ ก่อนกลายเป็นตัวหลักอันดับหนึ่งในแผงมิดฟิลด์ยุคของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในที่สุด
นอกจากนั้นแล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เคยมีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ หรือไม่ก็สาธารณรัฐไอร์แลนด์ก็ได้เช่นกันตามสัญชาติของต้นตระกูล หลังจากในช่วงที่ยังเป็นดาวรุ่ง เขาเคยติดทีมชุดเยาวชนแค่รุ่นยู-21 เพียงนัดเดียวเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าโอกาสจะได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ มันแทบจะยากเกินไปสำหรับเขา
แต่สุดท้ายพอ แม็กไกวร์ เติบโตมา เขาสามารถพัฒนาฝีเท้าให้กลายเป็นเซนเตอร์แบ็กระดับแถวหน้าของอังกฤษได้สำเร็จ เรื่องไปเล่นให้ไอร์แลนด์จึงไม่เคยเกิดขึ้น

ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ของทัพ ทรี ไลอ้อนส์ ชุดนี้ ที่ไม่ได้เป็นตัวจริงในเกมพบกับทีมอินทรีเหล็ก ก็มีนักเตะที่เป็นสายเลือดอังกฤษแท้ๆ อีกแค่ 6 คนเท่านั้น
6 คนที่ว่า ได้แก่ อารอน แรมสเดล นายประตูจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, แซม จอห์นสโตน ผู้รักษาประตูของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, เบน ไวท์ กองหลังจาก ไบรท์ตัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันลิเวอร์พูล, เมสัน เมาน์ท มิดฟิลด์ตัวรุกเชลซี และ ฟิล โฟเด้น ปีกดาวรุ่งจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แจ็ค กรีลิช แนวรุกตัวทีเด็ดจาก แอสตัน วิลล่า เคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ชุดเล็กมาแล้วตอนเป็นนักเตะวัยทีนเอจ 🇮🇪 เพราะพ่อแม่ของเขาเป็นชาวไอริช แต่ย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเบอร์มิงแฮม
เจดอน ซานโช่ ปีกจอมแอสซิสต์จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเตรียมย้ายไปซบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเร็วๆ นี้ เป็นลูกชายของชาวตรินิแดดและโตเบโก 🇹🇹
มาร์คัส แรชฟอร์ด มีบรรพบุรุษฝั่งแม่อพยพมาจากเซนต์คิตส์และเนวิส 🇰🇳 ประเทศที่เล็กที่สุดของซีกโลกตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่บนแถบแคริบเบียน
ไทโรน มิงส์ กองหลังของ แอสตัน วิลล่า เป็นลูกหลานของปู่ย่าชาวบาร์เบโดส 🇧🇧 ประเทศที่อยู่ทางตะวันออกสุดของหมู่เกาะแคริบเบียน ในทวีปอเมริกาเหนือ
คอเนอร์ โคดี้ เซนเตอร์แบ็กจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวไอริช 🇮🇪
เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายจากเชลซี มีคุณพ่อเป็นชาวนิวซีแลนด์ 🇳🇿
รีซ เจมส์ วิงแบ็กขวาจากเชลซีอีกคน เป็นลูกชายของ ไนเจล เจมส์ คุณพ่อที่มีบรรพบุรุษมาจากฝั่งแอฟริกัน
จู๊ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์จากดอร์ทมุนด์ ซึ่งเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของทีมชุดนี้ ก็มีพ่อแม่เป็นลูกครึ่งแอฟริกันด้วยเช่นกัน
และคนสุดท้าย โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน หัวหอกตัวสำรองจาก เอฟเวอร์ตัน มีคุณพ่อเป็นลูกครึ่งแอฟริกัน-แคริบเบียน
ส่วน แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือของทีมชุดนี้ ซึ่งสมัยเป็นนักเตะเคยเป็นปราการหลังของทีมชาติ ถือเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ หากไปย้อนดูประวัติวัยเด็ก และสืบดูต้นตระกูลของเจ้าตัว

เท่ากับว่าจากนักเตะทั้งหมด 26 คนของทีมชาติอังกฤษชุดสู้ศึกยูโร 2020 เป็นนักเตะสายเลือดแดนผู้ดีแท้ๆ 10 คน ส่วนอีก 16 คนมีส่วนผสมของสัญชาติอื่น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูฟ่ารณรงค์ต่อต้านเรื่องการเหยียดสีผิว, เหยียดเชื้อชาติ และหวังว่ากีฬาฟุตบอลจะเป็นสื่อกลาง ให้ทุกคนไม่ว่าจะมาจากชาติไหน ล้วนมีความเป็นมนุษย์ไม่ด้อยไปกว่ากัน
สุดท้ายแล้ว เมื่อนักเตะทุกคนได้ลงไปเล่นภายใต้เครื่องแบบทีมชาติที่ตัวเองถูกรับเลือก ต่างมีความภาคภูมิใจกับโอกาสที่ได้รับ และมุ่งมั่นช่วยให้ทีมของตัวเองประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น…

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021 นายฮอร์สต ซีโฮเฟอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเยอรมนี แถลงว่า ดูเหมือนสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) จะพิจารณาเหตุผลในทางธุรกิจเป็นหลัก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรสำคัญกว่าสุขภาพประชาชน การอนุญาตให้การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ มีผู้ชมได้มากถึง 60,000 คน ย่อมทำให้โควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตากระจายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นัดที่อังกฤษเตะกับสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ชาวสกอตเข้ามาลอนดอนหลายพันคน ในจำนวนนี้เกือบ 2,000 คนที่เข้าชมการแข่งขันเสี่ยงติดโควิดสูง ส่วนชาวฟินแลนด์ที่เชียร์ทีมตนเองแข่งยูโร 2020 ก็ติดโควิดอย่างน้อย 300 คน ขณะนี้อัตราการติดเชื้อรายวันในฟินแลนด์เพิ่มจากราววันละ 50 คน เป็นวันละกว่า 200 คนในสัปดาห์ที่ผ่านมา และตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นเร็ว

สำหรับนัดอังกฤษ-สกอตแลนด์นั้น ยูฟ่าประกาศผ่านเว็บไซต์ว่าผู้ชมควรปิดปากและจมูกตลอดเวลาที่อยู่ในสนามเวมบลีย์ ยกเว้นมีเหตุผลทางการแพทย์ จะถอดออกได้ก็ต่อเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเท่านั้น

สัปดาห์ก่อน ทางการรัสเซียกล่าวโทษว่าสายพันธุ์เดลตาทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งขึ้นอีกครั้งในเมืองใหญ่ของประเทศ รวมทั้งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่มีกำหนดเป็นเจ้าภาพรอบ 8 ทีมสุดท้ายในวันนี้ (2 ก.ค.)

ส่วนระเบียบการชมโดยรวมของยูฟ่า ได้แก่ บังคับสวมหน้ากากทั้งในและรอบสนาม เว้นระยะห่าง 1.5 เมตร นั่งตามหมายเลขที่นั่งที่กำหนดไว้บนบัตรเข้าชม ล้างมือและทำความสะอาดมือด้วยเจลที่จัดไว้ในสนาม หลีกเลี่ยงการจับมือ ไฮไฟว์ กอด และสัมผัสใกล้ชิด ช่วงพักครึ่งควรนั่งอยู่กับที่ ออกจากที่นั่งให้น้อยที่สุด คนที่ไม่สบายหรือมีอาการโควิดไม่ควรมาสนาม ทั้งนี้ สนามแข่งทั้ง 11 แห่งอาจมีข้อกำหนดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป

ข้อห้ามอื่นๆ ในสนามเช่น ต้องนั่งห่างกัน 1 เมตร มาถึงภายใน 30 นาที หลีกเลี่ยงการกอด แตะมือไฮไฟว์ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับคนอื่นๆ ม่เพียงเท่านั้นการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดันก็เล่นเอาผู้ชมทีวีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่เห็นภาพการแข่งขันวันแรก (จันทร์ 28 มิ.ย.) ผู้ชมนั่งกันเต็มสนามโดยไม่สวมหน้ากาก ที่ชวนย้อนแย้งมากคือเมื่อผู้ชมพากันปรบมือให้กับเดมซาราห์ กิลเบิร์ต นักวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้้องหลังวัคซีนโควิดของออกซ์ฟอร์ด ทั้งๆ ที่ผู้ชมการแข่งขันนั่งติดกันโดยไม่สวมหน้ากาก

ต่อมามีข่าวเกี่ยวกับโรคระบาด โควิด 19 ช่วงฟุตบอลยูโรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจากประเทศต่าง ๆที่แฟนบอลพากันไปรับชมที่สนามอย่างสนุกสนาน การแข่งขันฟุตบอลยูโร ซึ่งทีมชาติสกอตแลนด์ ลงเตะรอบแรก พบกับ อังกฤษ ที่สนามเวมบลีย์ ลอนดอน แม้ในสนามจะไม่ได้เปิดให้ผู้ชมเข้าเต็มความจุ แต่พฤติกรรมของกองเชียร์แทบไม่มีการเว้นระยะห่าง การใส่หน้ากากอนามัย และใช้ชีวิตเหมือนปกติในการร้องรำทำเพลงเชียร์ฟุตบอลสุดเหวี่ยง ล่าสุดรายงานข่าวระบุว่า สาธารณสุขสก๊อตแลนด์พบ ผู้ป่วยโควิดรายใหม่สองในสามจาก 1,991 ราย ได้บอกว่าพวกเขาเดินทางลงมาลอนดอนเพื่อชมเกม

ยูโร 2020 – สกายสปอร์ตรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข สกอตแลนด์ เปิดเผยรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศสกอตแลนด์ กว่า 2 ใน 3 จากจำนวน 2,000 เคส มีส่วนเชื่อมโยงการติดเชื้อจากการเข้าไปรับชมการแข่งขันฟุตบอล ยูโร 2020 ที่ประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้หลายๆฝ่าย แสดงความกังวลถึงการจัดการแข่งขันฟุตบอลยูโร รอบรอง และ รอบชิงฯ ที่เวมบลีย์ จะกลายเป็นคลัสเตอร์แพร่เชื้อครั้งใหญ่ในอังกฤษ และในยุโรปต่อไป โดยเฉพาะปัญหาโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังระบาดหนักในเวลานี้

ขณะเดียวกันอีก 55 รายพบติดเชื้อในลานแฟนโซน ในเมืองกลาสโกว์ ขณะที่อีก 38 คนติดเชื้อจากเกมสกอตแลนด์ พบ โครเอเชีย และ อีก 37 คนจากเกม สกอตแลนด์ พบ เช็ก ที่แฮมป์เดนปาร์กนั่นเอง

ถึงแม้ว่าสีสันของกองเชียร์ใน ยูโร 2020 จะยังคงมีให้เห็น เพราะสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) อนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมใน 11 สนามเจ้าภาพได้ตามจำนวนที่เหมาะสม แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากการเดินทางไปมาของแฟนบอลทั่วยุโรปในยูโรครั้งนี้ก็เริ่มแผลงฤทธิ์กันแล้ว เกมเตะกลุ่มบี ที่เดนมาร์กแพ้เบลเยียม 1-2 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ปาร์เกน สเตเดียม ประเทศเดนมาร์ก มีแฟนบอลถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จำนวนหนึ่ง จากการตรวจหาเชื้อ 4,000 คน โดยมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธ์เดลต้า หรือสายพันธ์อินเดีย 3 คน

สิ่งที่น่าห่วง คือ ตอนนี้โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในยุโรปแทนที่สายพันธุ์อัลฟ่า หรือสายพันธุ์อังกฤษ ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป เปิดเผยว่า สายพันธุ์เดลต้ากำลังเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในยุโรป และคาดว่าจะมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แทนที่สายพันธุ์อัลฟ่าในเดือนสิงหาคม

มีรายงานว่าในวันที่ 25 มิถุนายน มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 นับเฉพาะในเมืองเซ้นต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ถึง 107 คน ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ถือเป็นสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเมืองนั้นๆ ต่อ 1 วัน

ตั้งแต่ที่มีการระบาดของเชื้อมากว่า 1 ปี ถ้ามองภาพสถิติผู้เสียชีวิต ในวันที่ 25 มิถุนายน รวมทั้งประเทศรัสเซีย มีจำนวน 619 ราย เป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปีที่แล้ว

ส่วนเซ้น ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม ที่ประเทศรัสเซีย มีจำนวนผู้ติดเชื้อจากการไปเชียร์เกมจำนวนมาก โดยเฉพาะแฟนบอลฟินแลนด์ที่ข้ามแดนไปเชียร์ทีมในเกมที่แพ้เบลเยียม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน หลังจากเดินทางกลับเข้าประเทศตัวเองแล้ว ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อจำนวนหนึ่ง

ไม่ใช่แค่แฟนบอล แม้แต่ในแคมป์ทีมชาติต่างๆ ก็ยังมีผู้ติดเชื้อ บิลลี่ กิลมอร์ กองกลางทีมชาติสกอตแลนด์ ถูกตรวจพบผลเป็นบวก จนต้องกักตัวเพื่อรักษาอาการ ส่วนสกอตแลนด์ก็ตกรอบแบ่งกลุ่มไปแล้ว ทำให้การควบคุมไม่น่าห่วง ในแคมป์ทีมชาติอังกฤษ มีนักข่าวจาก สกาย สปอร์ตส ติดเชื้อ ทำให้ทีมงานของสกาย สปอร์ตสต้องถอนทีมออกจากเซ้นต์เจมส์ ปาร์ก สถานที่เก็บตัวของทีมสิงโตคำรามทันที

จำนวนผู้ติดเชื้อคงไม่จบแค่ในสองสนามที่รัสเซียและเดนมาร์ก เพราะการแข่งขันยังเหลืออีกเกือบครึ่งเดือน เกมเตะรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ ที่จะไปเตะที่เวมบลีย์ สเตเดียม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมได้ถึง 60,000 คน ถือเป็นจำนวนแฟนบอลที่เข้าสนามในอังกฤษได้มากที่สุดในรอบ 15 เดือน

ไม่ใช่แค่ยูโรเท่านั้นที่อังกฤษอนุญาตให้แฟนเข้าสนามได้จำนวนมาก แต่การแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆ ทั้งเทนนิสแกรนด์สแลม “วิมเบิลดัน” และคริกเก็ตรายการนานาชาติ ก็ให้มีผู้ชมจำนวนมากได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นนโยบายนำร่องเพื่อเปิดให้แฟนเข้าชมกีฬาอื่นๆ ได้จำนวนมากในเร็วๆ นี้

รัฐบาลเยอรมนีมีข้อบังคับว่า ทุกคนที่เดินทางกลับออกจากอังกฤษเพื่อเข้าเยอรมนีจะต้องกักตัว 14 วัน ให้แน่ใจว่าไม่ติดเชื้อก่อนถึงจะอนุญาตให้ใช้ชีวิตตามปรกติได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ก็อยากให้ทุกประเทศในยุโรปใช้กฎนี้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าด้วย

ลขาธิการกระทรวงดิจิตอล วัฒนธรรม สื่อมวลชนและกีฬา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อังกฤษทำงานอย่างใกล้ชิดกับยูฟ่าและสมาคมฟุตบอลเพื่อวางมาตรการที่ปลอดภัยที่สุดในการอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมในสนามได้ 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเบอร์มิงแฮมเพียงเมืองเดียวของยุโรป แต่ยังมีอีกหลายสถานที่ทั่วยุโรปไม่น่าคิดมากว่าหลังจบยูโร 2020 ไปแล้ว สถานการณ์โควิด-19 ในยุโรปจะเป็นอย่างไร เพราะขนาดว่าผ่านไปครึ่งทางยังดูไม่น่าไว้ใจ

 

เดวิด มอยส์อยู่ต่อ!!

เดวิด มอยส์อยู่ต่อ!!

เดวิด มอยส์อยู่ต่อ!!

เดวิด มอยส์อยู่ต่อ!!

เดวิด มอยส์อยู่ต่อ!! เดวิด วิลเลียม มอยส์ David William Moyes; เกิด 25 เมษายน ค.ศ. 1963) เป็นอดีตนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมชาวสกอตแลนด์ ปัจจุบันเป็นผู้จัดการทีมเวสต์แฮมยูไนเต็ด และเคยเป็นอดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนและผู้จัดการทีมเพรสตันนอร์ทเอนด์ ในลีกแชมเปียนชิปด้วย

มอยส์เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1963 ที่เมืองกลาสโกว์ของสกอตแลนด์ เคยเป็นนักฟุตบอลในตำแหน่งกองหลัง สังกัดสโมสรต่าง ๆ ในสกอตแลนด์หลายแห่งเช่น เซลติก, เคมบริดจ์ยูไนเต็ด, บริสตอลซิตี เป็นต้น เคยเป็นทั้งผู้จัดการทีม และผู้เล่นของเปรสตันนอร์ธเอนด์ ในฤดูกาล 1998-99 ก่อนจะประกาศยุติการเล่นฟุตบอล

มอยส์มีชื่อเสียงเมื่อเป็นผู้จัดการทีมเอฟเวอร์ตัน เป็นระยะเวลานานถึง 11 ปี ก่อนจะลาออกมาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 2013 โดยเข้าแทนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ซึ่งประกาศยุติการทำหน้าที่เมื่อจบฤดูกาล 2012-13 ในวันพุธที่ 8 พฤษภาคม ปีเดียวกัน หลังจากเป็นผู้จัดการทีมมานานถึง 26 ปีครึ่ง ทั้งนี้ มอยส์ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 3 ของผู้จัดการทีมชาวสกอต ซึ่งทำผลงานได้ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ รองจากเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และเคนนี แดลกลีช

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของมอยส์ กลับทำผลงานได้ย่ำแย่ โดยเปิดฤดูกาลมา 6 นัดแรก แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเก็บคะแนนไปได้เพียง 7 คะแนน และอันดับตกไปอยู่ที่ 12 เป็นสถิติที่แย่ที่สุดในรอบ 24 ปีของสโมสร โดยจากข้อมูลทางสถิติระบุว่า ในช่วงเวลาที่มอยส์คุมทีมเพียงครึ่งฤดูกาล เขาเสียคะแนนไปมากกว่า ส่วนที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเคยเสียจากทั้งฤดูกาล

ค.ศ. 2014 บอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ลงมติปลดมอยส์ออกจากตำแหน่ง หลังจากพาทีมไปแพ้เอฟเวอร์ตัน 0-2 ในรายการพรีเมียร์ลีก โดยแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดอยู่ในอันดับที่ 7 ของตาราง และมีแนวโน้มว่าจะจบฤดูกาลด้วยอันดับนี้ ซึ่งจะทำให้ไม่ผ่านเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี เนื่องจากเหลือการแข่งขันอีก 4 นัดเท่านั้น

แต่งตั้งให้ไรอัน กิกส์ ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดการทีมและผู้เล่น เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะจบฤดูกาล โดยฝ่ายบริหารสโมสรจะจ่ายค่าชดเชยอายุสัญญา ที่ยังคงเหลืออีก 5 ปี เป็นเงิน 10 ล้านปอนด์ เนื่องจากมอยส์เซ็นสัญญาไว้เป็นเวลา 6 ปี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปีของสโมสร ที่บอร์ดบริหารลงมติปลดผู้จัดการทีมออก อย่างกะทันหันแบบนี้

เอาเข้าจริงแล้ว ทางสโมสรจะจ่ายค่าชดเชยให้เพียงแค่ 5 ล้านปอนด์เท่ากับแค่ปีเดียวเท่านั้น เนื่องจากในสัญญาระบุว่าหากทำทีมเข้าไปเล่นในรายการยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกไม่ได้จะลาออก และมีการเปิดเผยอีกว่าเป็นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นเองที่เป็นผู้แนะนำให้ผู้บริหารทีมปลดมอยส์ออก

มอยส์ว่างงานนานอยู่ถึง 10 เดือน ก่อนที่ในวันที่ 10 พฤศจิกายน ปีเดียวกันนั้น จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมเรอัลโซเซียดัด ในลาลิกา ของสเปน ด้วยสัญญา 18 เดือน แทนที่ ฆาโคบาร์ อาร์ราเซเต ผู้จัดการคนเก่าที่ถูกปลดออกเนื่องจากทำผลงานได้แย่มาก โดยชนะไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากทั้งหมด 10 นัด

ในการทำหน้าที่นัดที่ 18 มอยส์สามารถทำให้เรอัลโซเซียดัด เอาชนะทีมใหญ่อย่างบาร์เซโลนา ไปได้ 1-0 ประตู จากการทำเข้าประตูตัวเองของผู้เล่นบาร์เซโลนา ฌอร์ดี อัลบา ในนาทีที่ 2 ซึ่งมอยส์ได้นำพาทีมให้รอดพ้นจากการตกชั้นในฤดูกาลนี้ไปได้ ด้วยจบฤดูกาลที่อันดับ 12

แต่ในต้นเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 ทางผู้บริหารทีมเรอัลโซเซียดัดตัดสินใจปลดเดวิด มอยส์ ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากทำผลงานได้แย่ เมื่อทีมตกไปอยู่อันดับ 16 ซึ่งเป็นท้ายตารางคะแนน มีเพียง 9 คะแนน และผลงานในระยะหลัง 5 นัดหลังสุด ชนะเพียงนัดเดียว นอกนั้นแพ้ทั้งหมด

ก่อนเปิดฤดูกาล 2016–17 มอยส์เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ แทนที่ของแซม อัลลาร์ไดซ์ ที่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษ โยกไปคุมทีมชาติอังกฤษ โดยจบฤดูกาลในอันดับที่ 20 ถูกลดชั้นลงไปเล่นใน อีเอฟแอลแชมเปียนชิป และ มอยส์ ได้ลาออกภายหลังสิ้นสุดฤดูกาล 1 วันเท่านั้น

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2017 ทางสโมสรเวสต์แฮมยูไนเต็ด ได้ประกาศตั้งเดวิด มอยส์ เป็นผู้จัดการทีมด้วยสัญญา 6 เดือน เพื่อพาเวสต์แฮมยูไนเต็ดให้พ้นจากการตกชั้นใน ฤดูกาล 2017–18 โดยมอยส์สามารถช่วยให้เวสต์แฮมไม่ต้องตกชั้นโดยสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 13 อย่างไรก็ตามเมื่อจบฤดูกาลทางสโมสรก็ไม่ต่อสัญญาทำให้มอยส์ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีม

ผลงานของ เดวิด มอยส์ในการเป็นผู้จัดการทีม

เอฟเวอร์ตัน นำทีมอยู่ในพรีเมียร์ลีก 10 ฤดูกาลติดต่อกัน : ตั้งแต่ฤดูกาล 2002-03 ถึงฤดูกาล 2012-2013 (รางวัลจากประธานสโมสร) ชนะเลิศ ซีเนียร์คัพ 3 สมัย : 2002-03, 2004-05, 2006-07 เข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ 1 สมัย : 2008-09 แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์ : 2013

 

ข่าวของเดวิด มอยส์ เกี่ยวกับการอยู่ต่ออีก 4 ปี นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เราจะพามาดูว่าข่าวของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ดังนี้ เนื่องจากมีข่าวออกมาว่า กุนซือชาวสก็อตแลนด์ ต่อสัญญาคุมทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด สโมสรในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ ออกไปอีก 3 ปี หลังพาทีมผลงานเยี่ยม

เนื่องจากมอยส์ พาเวสต์แฮม ยูไนเต็ด จบอันดับ 6 ของพรีเมียร์ ลีก อังกฤษ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ด้วยการเก็บไป 65 แต้ม และคว้าตั๋วไปเล่นในยูโรปา ลีก ฤดูกาลหน้าได้สำเร็จ โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวเจรจาเรื่องสัญญาใหม่กับทีมดังจากกรุงลอนดอนตั้งแต่จบฤดูกาล และล่าสุดสำนักข่าวบีบีซีรายงานว่าเขาได้ต่อสัญญาใหม่กับเวสต์แฮม แล้วด้วยสัญญา 3 ปี

ตอมามีข่าวออกมาเพิ่มเติมว่า มอยส์ได้ต่อสัญญาเพิ่มถึงปี 2024 ทัพเดอะ แฮมเมอร์ส บรรลุข้อตกลงขยายสัญญาใหม่กุนซือสก็อตแลนด์ออกไปเรียบร้อย นายใหญ่ชาวสก็อตแลนด์เข้ามารับตำแหน่งกุนซือต่อจาก มานูเนล เปยเกรีนี ช่วงปลายปี 2019 ขณะที่ทีมทำอันดับจมโซนท้ายของตาราง ก่อนช่วยทีมรอดตกชั้นในฤดูกาลนั้น

เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แถลงผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเรื่องการต่อสัญญาใหม่กับ เดวิด มอยส์ ออกไปจนถึงปี 2024 เป็นที่เรียบร้อย ก่อนที่ฤดูกาลที่ผ่านมาเขาจะพาทีมคว้าชัยไปถึง 19 นัด เก็บไปได้ถึง 65 คะแนนจบอันดับ 6 คว้าโควต้าไปเล่นยูโรป้า ลีก ด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้ เดอะ แฮมเมอร์ส ตบรางวัลมอบสัญญาใหม่ระยะยาว 3 ปีให้กับเขาเรียบร้อยแล้ว

 

 

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า

กรานิต ชาก้า กองกลางชาวสวิสใกล้โบกมือลาไอ้ปืนใหญ่ หลังแบไต๋แล้วว่าเตรียมย้ายซบจัลโลรอสซี กองกลางอาร์เซนอล บอกเป็นนัยว่า เขาเตรียมย้ายไปเล่นกับ อาแอส โรมา รายงานระบุว่า โชเซ มูรินโญ กุนซือคนใหม่ของจัลโลรอสซี

ต้องการดึงห้องเครื่องวัย 28 เข้ามาเสริมแดนกลาง และสโมสรก็อยู่ระหว่างเจรจาตกลงค่าตัวนักเตะกับ เดอะ กันเนอร์ส อาร์เซนอลรู้ว่าผมต้องการอะไร ที่นี่ (โรม) มันสวยงามมาก ๆ” ดาวเตะทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

ต่อมามีแหล่ข่าวออกมาพูดถึงนักเตะท่านนี้เรื่องการย้ายไปทีมอื่น แต่เจ้าตัวเหมือนจะบอกปัดไปก่อน ซึ่งไม่ทราบว่าจริงแท้แค่ไหน หลังจากศึกฟุตบอลยูโรเสร็จสิ้นไปก็ยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกรานิต ชาก้า กองกลางทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ของอาร์เซนอลส่งสัญญาณครั้งสำคัญถึงการย้ายทีมของเขาหลังเกมยูโร 2020 เมื่อคืนที่ผ่านมา

หลังจากที่กรานิต ชาก้า ทิ้งคำใบ้สำคัญว่าเขากำลังจะย้ายไปโรม่า หลังจากช่วยสวิตเซอร์แลนด์ถีบฝรั่งเศสร่วงตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย ยูโร 2020 โดยกองกลางอาร์เซนอลได้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ หลังเกมนี้ที่ทั้งสองทีมเสมอกัน 3-3

หลังช่วงต่อเวลาพิเศษและที่สุดแล้วสวิตเซอร์แลนด์เป็นฝ่ายเอาชนะไปด้วยการดวลจุดโทษ เขาโดนสัมภาษณ์โดย Sky Sport Italia หลังเกมและถูกถามว่าเขาจะให้สัมภาษณ์เป็นภาษาอิตาลีหรือเปล่า

 

จากสัมภาษณ์ของเขากรานิดบอกว่าบอกว่า ภาษาอิตาลียังไม่สำคัญสักเท่าไรในตอนนี้ เลยทำให้แฟนบอลหลายคน รวมถึงนักข่าวหลายสำนักตีความว่านี่อาจจะเป็นความคิดของเขานั่นแหละ เขายังคงพูดภาษาอังกฤษต่อไปและไม่ได้พยายามซ่อนความรู้สึกเกี่ยวกับการย้ายไปทีมโรม่าของโชเซ่ มูรินโญ่ ที่ใกล้เข้ามาเต็มที

อีกทั้งเขายังให้สัมภาษณ์อีกว่า สำหรับประเทศ ผมคิดว่าทุกคนในสวิตเซอร์แลนด์สามารถภาคภูมิใจในทีมได้เป็นอย่างมาก เพราะการพลิกฟื้นจาก 3-1 ในเกมกับฝรั่งเศสด้วยสปิริตที่น่าเหลือเชื่อนั้นมันน่าทึ่งมาก ตอนนี้เราก็เดินหน้าต่อไป มีสเปนรออยู่ในรอบก่อนรองชนะเลิศและเราเพิ่งจะเล่นกับพวกเขาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นักข่าวของ Sky Sport Italia ยังต่อยอดคำตอบของเขาที่ว่า ‘ยังไม่ใช่ตอนนี้’ ด้วยการแนะนำโรงเรียนสอนภาษาที่ดีมากในกรุงโรม การเรียนรู้ภาษาใหม่เป็นเรื่องที่น่าสนใจเสมอ ผมเคยเรียนภาษาอังกฤษมาแล้ว ทำไมจะเรียนภาษาอิตาลีไม่ได้ล่ะ? มาดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทุกคนรู้ว่าโรม่ามีความหมายอย่างไร วันนี้ผมเป็นผู้เล่นอาร์เซนอล จากนั้นผมจะตัดสินใจอนาคตของผมหลังจากยูโร

หลังจากเกมเสร็จแล้ว กรานิตยังได้ให้สัมภาษณ์กับ BeIN Sports ว่า มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง เราตามหลัง 2 ประตูแล้วเราก็พลิกกลับมาแล้วพลาดจุดโทษที่ทำลายเราเล็กน้อย ตอน 3-1 เราคัมแบ็คกลับมาได้กับทีมอย่างฝรั่งเศส

เราแสดงให้เห็นถึงคาแรกเตอร์ของเรา ช่างเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมอะไรอย่างนี้ ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะพูดอะไร ผมคิดว่าใน 10 นาที เราจะคัมแบ็คกลับมาเป็น 3-3 และในช่วง 30 นาทีสุดท้ายในช่วงต่อเวลา เราทำได้ดีขึ้น เราต้องการจบและชนะการแข่งขันก่อนดวลจุดโทษ และในที่สุดเราก็ผ่านไปได้ เรากำลังเขียนประวัติศาสตร์ให้ทีมชาติของเรา ทุกคนในทีมรวมทั้งสตาฟฟ์สามารถภาคภูมิใจกับมันได้เป็นอย่างมาก

ต่อมามูรินโญ่นั้นได้แสดงความชัดเจนตั้งแต่ช่วงแรกที่เขารับงานที่โรม่าว่าชาก้าเป็นเป้าหมายหลักของทัพจัลโลรอสซี่ โดยอดีตกัปตันทีมทัพปืนใหญ่จะมีอายุ 29 ปีในเดือนกันยายนและสัญญาของเขากับอาร์เซนอลจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายน 2023

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะมีความต้องการเป็นอย่างมากที่จะย้ายไปร่วมทีมของมูรินโญ่ที่สตาดิโอ โอลิมปิโก้ และในกัลโช่ เซเรีย อา ซีซั่นหน้า เชื่อกันว่าข้อเสนอนี้มีมูลค่า 12 ล้านยูโรบวกกับโบนัส 3 ล้านยูโร

ต่อมาอีกสำนักข่าวได้กล่าวถึงกรานิตว่าเจ้าตัวบอกปัดเรื่องการย้ายทีม เขาเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์เชิงสูงของทีมปืนโต แถมยังยืนยันขอโฟกัสไปที่การรับใช้ชาติในศึกยูโร 2020 เท่านั้น โดยยังไม่คิดถึงเรื่องการย้ายทีมในขณะนี้

กรานิต ชากา ห้องเครื่องวัย 28 ปีของอาร์เซนอล คือหนึ่งในแข้งดังที่ข่าวว่า โชเซ มูรินโญ ว่าที่กุนซือคนใหม่ของโรมา อยากได้ตัวไปร่วมในฤดูกาลหน้า ทำให้สื่อต่างจับจ้องความเคลื่อนไหวของเจ้าตัวเป็นพิเศษ

กรานิดบอกว่า เขาได้อ่านข่าวลือมาบ้าง แต่ตอนนี้กำลังโฟกัสไปที่ทีมชาติเท่านั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่าอาร์เซนอล หรือข่าวทั้งหมดในตอนนี้ ผมยังเหลือสัญญาที่ลอนดอนอีก 2 ปี และพวกเขาก็รู้จักตัวผมดี ซึ่งถ้าเวลานั้นมาถึง เราจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องย้ายทีมอย่างแน่นอน

ล่าสุด ชากา เปิดใจว่า ถึงแม้จะรู้สึกภูมิใจที่หนึ่งในยอดกุนซือแห่งยุคอยากร่วมงานด้วย แต่ในขณะนี้กำลังโฟกัสไปที่ศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปเท่านั้น

แน่นอนว่ากรานิตได้อ่านข่าวลือมาบ้าง แต่ตอนนี้ผมกำลังโฟกัสไปที่ทีมชาติเท่านั้น ซึ่งนั่นคือสิ่งที่สำคัญกว่าอาร์เซนอล หรือข่าวทั้งหมดในตอนนี้ ผมยังเหลือสัญญาที่ลอนดอนอีก 2 ปี และพวกเขาก็รู้จักตัวผมดี ซึ่งถ้าเวลานั้นมาถึง เราจะพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องย้ายทีมอย่างแน่นอน

พูดตามตรงนะว่า กรานิตยังไม่ได้ยินสิ่งที่ มูรินโญ พูดถึงผมเลย แต่มันก็ทำให้รู้สึกภูมิใจอยู่บ้าง เพราะทุกคนรู้ดีว่าเขาประสบความสำเร็จมากแค่ไหน และรู้วิธีการคว้าแชมป์เป็นอย่างดี ชากา กล่าวผ่าน Blick.

 

ต่อไปจะพามาทำความรู้จักนักเตะแห่งสโมสรอาเซนอลอย่าง กรานิต ซาก้า กับผลงานของเขาที่ผ่านมาสักเล็กน้อย กรานิต ชาก้า มิดฟิลด์ของ อาร์เซนอล ออกมาพูดถึงผลงานของทีมในฤดูกาลที่ผ่านมา พร้อมยืนยันว่าทุกคนมีส่วนต้องรับผิดชอบกับความล้มเหลวกันทั้งนั้น

มีรายงานว่าต้นสังกัดของ ชาก้า ยินดีที่จะปล่อยตัวเขาออกจาก เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม หลังย้ายเข้ามาเมื่อห้าปีที่แล้วและคาดการณ์กันว่าค่าตัวของกองกลางชาว สวิตเซอร์แลนด์ จะอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านปอนด์

นักเตะวัย 28 ปีรายนี้ตกเป็นเป้าหมายของ โจเซ มูรินโญ ที่กลับมายัง อิตาลี อีกครั้งกับ โรมา หลังถูก ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ ไล่ออกจากตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้ผลงานของ อาร์เซนอล จะไม่สู้ดีนักแต่ ชาก้า กลับเชื่อว่าฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดของเขาแล้วก็ว่าได้

เขาได้บอกอีกว่า ฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีมและผลงานของคุณก็คงไม่ต่างกับเพื่อนร่วมทีมของคุณมากนัก” ชาก้ากล่าว แน่นอนว่ามันเป็นปีที่ดีสำหรับผม ผมได้ลงเล่นเป็นจำนวนมากและทำผลงานได้ดีเลย แต่จุดจบของฤดูกาลมันน่าขมขื่นและน่าผิดหวังสำหรับเราเหลือเกิน

กรานิต ซาก้า กลายเป็นผู้นำทัพ “แดนนาฬิกา” สวิตเซอร์แลนด์ สร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายในเมเจอร์ทัวร์นาเมนต์ครั้งแรกในรอบ 67 ปีสำหรับ กรานิต ชาก้า มิดฟิลด์กัปตันทีมกระดูกเหล็กวัย 28 ปี หลังดวลจุดโทษโค่นแชมป์โลก “ตราไก่” ฝรั่งเศส ในศึกยูโร 2020

ทั้งเกมดังกล่าว ชาก้า สัมผัสบอลมากถึง 102 ครั้ง และจ่ายบอล 80 ครั้ง มากที่สุดของเกมนี้ พร้อมกับช่วยตัดเกม และสร้างสรรค์โอกาสในเกมรุก รวมทั้งยังเป็นยังเป็นผู้นำที่ช่วยปลุกให้ขุนพลแข้งสวิสเล่นได้อย่างดุดันไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์โลกล่าสุด

ในเส้นทางทีมชาติ ชาก้า สามารถเลือกเล่นให้กับแอลเบเนียได้จากครอบครัวที่มีเชื้อสายแอลเบเนียที่อพยพจากโคโซโว ซึ่งพี่ชายเขา เทาลันต์ ชาก้า เล่นให้กับทีมชาติแอลเบเนีย แต่กลับไม่สนใจในตัว กรานิต ชาก้า ทำให้เขาตัดสินเลือกเล่นให้กับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

ชาก้า เริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งกับ คอนคอร์เดียบาเซิล เมื่อปี 2000 ก่อนย้ายมาเล่นกับ เอฟซี บาเซิ่ล ตั้งแต่ระดับเยาวชนจนถึงชุดใหญ่ช่วงปี 2002-2010 และข้ามฝากไปแจ้งเกิดกับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ช่วงปี 2012-2016 ด้วยการเป็นกัปตันทีมอายุน้อยเพียง 23 ปีเท่านั้น ล่าสุดค้าแข้งกับ อาร์เซน่อล

ชาก้า ได้รับฉายาจากเพื่อนร่วมทีมว่าเป็น “ไอน์สไตน์น้อย” เพราะเป็นคนที่ชื่นชอบเรื่องวิทยาศาสตร์อย่างมาก ขณะเดียวกันเขายังเป็นสเมือน “ไอน์สไตน์ลูกหนัง” แห่งทัพสวิสจากสไตล์การเล่นที่วางบอลยาวได้แม่นยำ และเข้าสกัดคู่แข่งได้หนักหน่วงราวกับนำหลักวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้กับการเล่นฟุตบอล

ผลงานกับทีมชาติ

สวิสเซอร์แลนด์ ชาก้า เคยพาทีมเยาวชนรุ่นไม่เกิน 17 ปี คว้าแชมป์โลกมาครองอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อปี 2009 ซึ่งอยู่ในชุดเดียวกับ ชาริล ชัปปุยส์ มิดฟิลด์ลูกครึ่งไทย-สวิส ก่อนที่ชาก้าได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อปี 2011 พร้อมกับพาทีมก้าวมาได้ไกลที่สุดในทัวร์นาเมนต์ยูโร 2020

 

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก
ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก นักเตะทีมชาติเดนมาร์กขวัญกำลังใจเปี่ยม ก่อนลงดวลกับ เวลส์ ในเกมยูโร 2020 รอบ 16 ทีม หลัง คริสเตียน เอริคเซน เดินทางมาเยี่ยมถึงแคมป์เก็บตัว

ESPN สื่อชื่อดัง ได้รายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2564 ว่า  Christian Eriksen ทำให้ทั้งทีม นักเตะเดนมาร์กประหลาดใจ ด้วยการออกจากโรงพยาบาล และไปทักทายเพื่อนร่วมทีมได้ที่สนามซ้อม รายงานนี้ ได้รับการยืนยันจาก เพื่อนนักเตะเมื่อวันเสาร์

Eriksen ออกจากโรงพยาบาล ในโคเปนเฮเกนเมื่อวันศุกร์ และไปพบปะเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ แคมป์ฝึกซ้อม นอกเมืองหลวงทันที    คริสเตียน นอร์การ์ด  โจอาคิม มาห์เล่ กองกลาง และ กองหลังทีมชาติเดนมาร์กชุดลุย ยูโร 2020  กล่าวอย่างประหลาดใจว่า

ผมไม่รู้ว่าเขาจะมา ดังนั้นเราจึงหยุดการฝึกซ้อมเมื่อเขามาถึง   นอร์การ์ดกล่าว  ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดี และมันส่งผลดีกับทีมของเรา เราได้รับอนุญาตให้กอดเขา เป็นเรื่องดีมาก ที่ได้เห็นเขาเดินไปรอบๆ กับลูกชายของเขา มันเป็นวันที่ดีในหลาย ๆ ด้าน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ

Eriksen อายุ 29 ปี ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้น ระหว่างเกมยูโร 2020 ในเกมแรกที่ เดนมาร์กพบกับฟินแลนด์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และต้องได้รับการช่วยชีวิต ด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจ ท่ามกลางสายตาแฟนบอลทั่วโลก และ วีรกรรมที่น่ายกย่องของกัปตันทีมอย่าง ซิมอง เคียร์ กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

เขาออกจากโรงพยาบาล หลังจาก ได้ติดตั้งเครื่องตรวจหัวใจ แบบฝังไว้เพื่อป้องกัน อาการวูบคาสนาม ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตกับเขาได้อีก

Mahler กล่าวว่า Eriksen มาพร้อมกับคู่หู และ ลูกสองคนของเขา ในระหว่างการเยือน กองกลางอินเตอร์ มิลาน รับประทานอาหารกลางวันกับทีม ก่อนกลับบ้านเพื่อใช้เวลา กับครอบครัว

มันเป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์ เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นเขา เขากำลังนอนอยู่ในสนาม เพื่อรับการช่วยเหลือ  เมห์เลกล่าว  เรารู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร แต่การได้เห็นเขา ในชีวิตจริงนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เดนมาร์กแพ้ ฟินแลนด์ และ เบลเยี่ยม ในสองเกมแรกที่ยูโร 2020 แต่ยังมีโอกาส เข้ารอบ  ด้วยที่ต้องชนะรัสเซีย ในวันจันทร์ที่จะถึง ณ สนามกีฬา ปาร์เก้น

Andreas Skov Olsen กองหน้าทีมโคม กล่าวว่าการมาเยือนของ Eriksen นั้นจะช่วยให้ ทีมมีสมาธิกับเกมรัสเซียมากขึ้น “เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นเขายืนอยู่ ตรงหน้าคุณ” สคอฟ โอลเซ่น กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรา คือการรู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร เพื่อที่เรา จะได้มีสมาธิกับทัวร์นาเมนต์ที่เหลือ อย่างเต็มที่”

อินเตอร์ มิลาน สโมสรของ อีริคเซ่น ได้ส่งจดหมาย เปิดผนึกถึงผู้เล่น ของพวกเขาในวันเสาร์ โดยขอบคุณเขา และ แสดงความสนับสนุน แต่ยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดว่าอีริคเซ่น จะหวนคืนสู่สโมสรอินเตอร์ ในกัลโช่เซเรียอาได้หรือไม่

ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเรานับตั้งแต่วันเสาร์ ช่วงเวลาเหล่านั้น ที่มันดูเหมือนยาวนาน และ ไร้เหตุผลสำหรับเรา เราภาวนาว่า มันคือฝันร้าย โชคดีที่เราตื่นจากฝันร้ายได้ ” เนื้อหาในจดหมาย

ในความเงียบงันของวันนี้ เราได้รวบรวมความคิดทั้งหมด คำอธิษฐานของเรา แม้แต่การถอนหายใจ โล่งใจ สำหรับภาพถ่าย และ การอัปเดตที่มาจากสถานที่ ที่เราไม่รู้จนกระทั่งเมื่อสองสามวันก่อนที่ โรงพยาบาล Rigshospitalet ใน โคเปนเฮเกน

เช้าวันอังคาร นั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดมาถึง ทั้ง รูปภาพ รอยยิ้ม การยกนิ้วให้  สวัสดีทุกคน ขอบคุณมาก สำหรับข้อความของคุณ จากทั่วทุกมุมโลก มันมีความหมายมาก สำหรับผมและครอบครัวของฉัน ฉันสบายดี คุณอยู่ตรงนั้น คริสเตียน อีริคเซ่น

อีกก้าวหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์  การผ่าตัด การออกจากโรงพยาบาล และการเยี่ยมเยียนเพื่อนร่วมทีมของเขา มันเหลือเชื่อมาก ที่ได้เห็นข้อความ ที่คุณส่งถึงผมจำนวนมากมาย การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ผมสบายดี มันวิเศษมากที่ได้เห็นเพื่อนร่วมทีมของผมอีกครั้ง หลังจากเกมที่ยอดเยี่ยม ที่พวกเขาเล่นเมื่อคืนนี้ และแน่นอนว่าผมจะเชียร์พวกเขาในวันจันทร์ กับรัสเซีย

เราไม่ได้หยุด ส่งความห่วงใย ของเ ราให้กับคริสเตียน แม้แต่ครู่เดียว เคารพช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน และ เป็นส่วนตัวเช่นนี้ในขณะเดียวกัน ก็แสดงถึงความรัก ความห่วงใย อย่างจริงใจ

ในขณะที่การแข่งขันระหว่าง เดนมาร์ก และ ฟินแลนด์เริ่มต้นขึ้นที่ โคเปนเฮเกนใน วันเสาร์ โรเมลู ลูกากู และอัคราฟ ฮาคิมิ ทั้งคู่ลงสนามร่วม กับ เบลเยียม และ โมร็อกโก ทั้งคู่ยิงประตูได้ ก่อนอุทิศประตูนั้นให้กับ เอริคเซ่น “คริส ผมรักคุณ” โรเมลูตะโกนใส่กล้อง เสียงของเขาดังออกไปทั่วโลก สู่ แฟนบอลที่รับชมอยู่ หรือแม้แต่ ซน เฮือง-มิน เพื่อนร่วมทีมของคริสเตียนที่ท็อตแนม

จากความกังวลใจ กลาย เป็นความโล่งใจ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา  เสื้อหมายเลข 10 ขนาดใหญ่ ที่แสดงก่อน เดนมาร์ก กับเบลเยียม ในสนามกีฬาเดียวกันกับเมื่อวันเสาร์ เกมดังกล่าว มีการหยุดการแข่งขันชั่วคราว เมื่อถึงนาทีที่  10 นาที  แฟนบอล และ นักตะในสนาม ยืนตบมือให้ อีริคเซ่น

ทั้งหมดนี้ เป็นช่วงเวลาที่ประกอบขึ้น เป็นอ้อมกอดที่แข็งแกร่ง  และ จริงใจที่สุดสำหรับ Christian Eriksen

 แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Eriksen บอกกับ Gabriele Marcotti แห่ง ESPN ว่าเมื่อการทดสอบทั้งหมด ของเขาเสร็จสิ้น และไม่มีความเสี่ยงอื่น ๆ ต่อปัญหากล้ามเนื้อหัวใจ ผู้เล่นชาวเดนมาร์ก สามารถกลับไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว

Eriksen จำเป็น ต้องมีการใช้ยาพิเศษ

เพื่อกลับไปลงเล่นที่ Inter Milan ในฐานะคณะกรรมการโอลิมปิก ของอิตาลี ซึ่งรับผิดชอบด้านกีฬาทั้งหมด ห้ามผู้เล่นจากการเล่นด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน อุปกรณ์ภายใน และ ภายนอกทั้งหมด  ซึ้งต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ และหาก Eriksen จำเป็นต้องใช้ สิ่งที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาตินั้นจะเรียกว่า  ใบรับรองความสมบูรณ์ทางกายภาพ มีกฏข้อหนึ่งกล่าวไว้ คือ ถ้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นอันตรายต่อผู้เล่น หรือ ผู้เล่นคนอื่น ในกรณีนี้ของเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน ก็คือ สุขภาพของผู้เล่นอาจได้รับผลกระทบ หากอุปกรณ์ได้รับความเสียหายหลังจากถูกกระแทกที่บริเวณหน้าอก

 

 

คิงส์ลีย์ โกมัน

คิงส์ลีย์ โกมัน

คิงส์ลีย์ โกมัน

คิงส์ลีย์ โกมัน

คิงส์ลีย์ โกมัน นักเตะแห่งบาเยิร์น มิวนิค นำแหน่ง มิดฟิลด์ เบอร์ 29 มีข่าวออกมาว่าทางสโมสรลิเวอร์พูล ต้องการตัวของเขาเพื่อไปเล่นให้กับทีม แต่ก่อนที่จะมาพูดถึงข่าวของเขา เราจะพามารู้จักข้อมูลของนักเตะท่านนี้เสียก่อนดีกว่า

 ประวัติ Kingsley Coman ( คิงสลี่ย์ โคมัน ) เกิดวันที่ 13 มิถุนายน ค.ศ. 1996 อายุ 22 ปี นักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส ส่วนสูง 1.78 เมตร หรือ  5 ฟุต 10.1 นิ้ว ตำแหน่ง ปีก ปัจจุบันเล่นให้กับทีม บาเยิร์นมิวนิก สโมสรชั้นนำแห่ง บุนเดสลีกาลีก เยอรมัน สวมเสื้อหมายเลข 29

 เริ่มต้นเข้าสู่วงการฟุตบอลครั้งแรกปี 2002-2004 กับสโมสรเยาวชน อูว์แอ็ส เซนาร์-มัวซี และย้ายสโมสรมาร่วมเล่นกับ ปารีสแซงต์แชร์กแมง ในปี 2004-2013 เป็นเวลา 9 ปี ต่อมาได้พัฒนาก้าวขึ้นมาค้าแข้งในลีกระดับสูงกับ ปารีสแซงต์แชร์กแมง ในปี 2013-2014

จากนั้นได้ย้ายมาเล่นในลีกอิตาลีร่วมกับทีม ยูเวนตุส ในปี 2014-2017 ระยะเวลา 3 ปี ซึ่งลงเล่นกว่า 15 ครั้ง ระหว่างนั้นถูกยืมตัวมาเล่นใน บุนเดสลีกา เยอรมัน ร่วมกับทีม บาเยิร์นมิวนิก เมื่อปี 2015-2017 และในปี 2017

เป็นนักเตะ บาเยิร์นมิวนิก อย่างเป็นทางการ จนถึงปัจจุบัน สไตล์การเล่นของเขามีความรวดเร็วและมีความสามารถ พรสวรรค์ด้วยเทคนิคการเล่นได้หลายรูปแบบ ในเกมรุกที่พร้อมโจมตีคู่แข่งได้อย่างดุดันทุกครั้งที่เขาลงสนาม

 Coman เริ่มต้นเล่นในทีมชาติฝรั่งเศสเป็นครั้งแรกในปี 2011-2012 ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2012-2013 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ปี 2013-2014 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ปี 2013-2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ปี 2014-2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี และก้าวขึ้นมาเล่นในทีมชาติฝรั่งเศสชุดใหญ่ เมื่อปี 2015 มาโดยตลอด จึงเป็นนักเตะทีมชาติฝรั่งเศสอีกหนึ่งคนที่ร่วมเล่นบ่อยครั้งนั่นเอง 

 

และจากที่ทราบกันมาว่าปีศาจแดงกำลังเดินหน้าเจรจาถึงนักเตะอย่าง คิงส์ลีย์ โดยมีการเข้าหาตัวแทนของอีกฝ่าย และได้พูดคุยเรื่องการย้ายทีม หรือการซื้อตัวมา สาเหตุลิเวอร์พูลได้เริ่มพูดคุยกับตัวแทนของคิงส์ลีย์ โกมัน แล้ว และพ่อของแข้งรายนี้ก็อยากเห็นเขาย้ายไปอังกฤษ

แม้ว่าบาเยิร์น มิวนิค จะพยายามต่อสู้เพื่อรั้งตัวเขาไว้ ทั้งนี้สื่อสิ่งพิมพ์ของเยอรมัน อย่าง Sport1 รายงานว่ามีความสนใจอย่างหนักจากหงส์แดงในตัวแข้งชาวฝรั่งเศสรายนี้ และการติดต่อดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้วเนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะมีการย้ายทีมเกิดขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงใดๆ ก็ยังอีกยาวไกลกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ เนื่องจากบาเยิร์น มิวนิค ต้องการให้นักเตะวัย 25 อยู่ต่อและต้องการเห็นเขาขยายสัญญาออกไปแทนข้อตกลงปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในปี 2023 ยูเลียน นาเกลส์มันน์

ผู้จัดการทีมคนใหม่ของทัพเสือใต้นั้นเป็นแฟนตัวยงของปีกรายนี้และต้องการให้เขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเมื่อเขาย้ายจากแอร์เบ ไลป์ซิก อย่างเป็นทางการและเข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นเดือนกรกฎาคม

จากการที่เขาได้แชมป์บุนเดสลีก้าอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งที่จะรักษาโกมันเอาไว้ แต่ Sport1 ระบุว่าพ่อของดาวเตะจากแดนน้ำหอมกระตือรือร้นที่จะผลักดันการย้ายทีมและต้องการเห็นลูกไปเล่นในพรีเมียร์ ลีก หากตัวนักเตะกระตือรือร้นที่จะย้าย ข้อตกลงก็สามารถทำได้ แต่ลิเวอร์พูลจะต้องทุ่มเงินมหาศาล โดย Gazzetta dello Sport รายงานว่าบาเยิร์นต้องการค่าตัวราวๆ 50 ล้านยูโร (43 ล้านปอนด์)

 

ซึ่งถือว่าเป็นค่าตัวที่บาเยิร์นต้องการเพื่อที่จะได้เจรจากับนักเตะอย่าง คิงส์ลีย์เพิ่มเติมอีกครั้งเพราะเป็นการสอบถามถึงความแน่ใจ และแผนในการอยู่ต่อบาเยิร์นมิวนิคอีก

ปีกจากฝรั่งเศสรายนี้เพิ่งจะมีอายุครบ 25 ปีในเดือนนี้ แต่สามารถคว้าแชมป์ลีกมาแล้วใน 3 ประเทศ ได้แก่ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง, ยูเวนตุส และบาเยิร์น มิวนิค เขาเป็นตัวจริงในทีมชุดใหญ่ของทัพเสือใต้ตั้งแต่ย้ายมาจากยูเว่ในปี 2015 แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเป็น 11 ตัวจริงเสมอไป

ฤดูกาล 2020/21 ที่ผ่านมานั้นเป็นฤดูกาลที่เราได้เห็นโกมันลงเล่นในลีกมากที่สุดให้กับสโมสร เมื่อเขาได้ลงสนามไป 23 นัดในบุนเดสลีก้า และทำไป 5 ประตู นอกจากนี้เขายังได้ลงเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างสม่ำเสมอเช่นกัน โดยลงเป็นตัวจริง 7 นัดและยิงได้ 3 ประตูในฤดูกาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป

โกมัน เพิ่งจะอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น แต่ก็คว้าแชมป์ลีกสูงสุดมาแล้วถึง 10 ครั้ง โดยมีแชมป์ลีกทั้งหมดกับการเล่นฟุตบอลอาชีพไม่ว่าจะทั้ง เปแอสเช, ยูเวนตุส และ บาเยิร์น เป็นที่เชื่อว่าดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสกำลังมองหาโอกาสย้ายออกจากบุนเดสลีกา ขณะที่สกาย สปอร์ต เยอรมัน ก็รายงานว่าเขาปฏิเสธสัญญาใหม่จากแชมป์ลีกเมืองเบียร์

ทางสกาย เยอรมัน ระบุว่าความปรารถนาที่จะเล่นในพรีเมียร์ลีก ของ โกมัน เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักในการตัดสินใจรอบล่าสุดของเขา และนั่นทำให้อนาคตของเขาในถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า เป็นที่สงสัยมากยิ่งขึ้น

หงส์แดง ได้รับการพูดถึงว่ากำลังเดินเครื่องเพื่อคว้าตัวปีกซ้ายที่ก็สามารถเล่นทางกราบขวาได้ ด้วยข้อเสนอ 30.1 ล้านปอนด์ ฟลอเรียน เพล็ทเทนเบิร์ก หัวหน้านักข่าวจาก สปอร์ต 1 กล่าวว่า ใช่ ลิเวอร์พูล สนใจที่จะเซ็นสัญญากับเขา และพวกเขากำลังติดต่อกับผู้จัดการส่วนตัวของเขา

แต่ตอนนี้มันไม่ใช่ประเด็นร้อน บาเยิร์น ยังคงต้องการให้เขาต่อสัญญา โดยเฉพาะ นาเกลส์มันน์แต่พ่อของ คิงส์เล่ย์ อยากจะให้เขาย้ายไปเล่นที่อังกฤษ สำหรับ โกมัน ทำไป 8 ประตู และ 15 แอสซิสต์ จาก 39 นัดในฤดูกาล 2020-21 โดยมีค่าเฉลี่ยมีส่วนร่วมกับประตูโดยตรงทุกๆ 109.5 นาทีต่อลูก

จากสำนักข่าวก่อนหน้านั้นได้บอกเอาไว้ว่าทางสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซีกำลังเล็งนักเตะคนนี้เอาไว้ อีกทั้งแพลนของตัว คิงส์ลีย์เองก็อยากจะลงเล่นในพรีเมียร์ลีกอีกด้วย โกมัน เหลือสัญญากับ บาเยิร์น อีกเพียง 2 ปีเท่านั้น

ทำให้อนาคตของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมที่มีข่าวตามให้ความสนใจในตัวดาวเตะเลือดน้ำหอมมากที่สุด แต่ไม่กี่วันก่อนมีข่าวลือว่า เชลซี พร้อมที่จะล่าตัวแข้งวัย 25 ปีเช่นกัน

สกายสปอร์ตส์ เยอรมนี บอกด้วยว่าช่วงที่ผ่านมา โกมัน ไม่มีความสุขกับสถานการณ์ของตัวเองในถิ่น อัลลิอันซ์ อารีน่า เท่าไหร่นัก เพราะมองว่าทีมไม่ได้เห็นถึงความสำคัญของเขามากเท่าที่ควร

และเขาก็อยากได้ค่าเหนื่อยเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้อยู่ในระดับเดียวกับ ลีรอย ซาเน่ ด้วย นอกจากนี้ สื่อเจ้าเดิมก็เสริมว่าหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ โกมัน บอกปัดสัญญาฉบับใหม่ของ บาเยิร์น นั้น เป็นเพราะเขาอยากเล่นใน พรีเมียร์ลีก ดู

ท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพฟุตบอลยูโร

ท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพฟุตบอลยูโร

จุดท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพยูโร

พาไป ท่องเที่ยวเมืองเจ้าภาพฟุตบอลยูโร อย่าง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองเจ้าภาพ ยูโร 2020 ประเทศรัสเซีย  นอกจาก เซนต์ปี​เตอร์สเบิร์ก สเตเดียม เป็นสนามเหย้าของทีมเซนิต เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก  ที่เราเห็นทางทีวีถ่ายทอดสดแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายที่สำคัญๆ

สถานีรถไฟใต้ดินในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก (ST. PETERSBURG METRO)

เมื่อการก่อสร้างระบบรถไฟใต้ดินในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1955 เน้นที่ความสวยงามและความสะดวก ปัจจุบันสถานีเจ็ดสถานีแรก (สถานีที่แปดเปิดในปี ค.ศ. 1956 ) ยังคงดึงดูดผู้คนได้มากพอๆกับ การใช้งานของผู้โดยสารที่มีการใช้งานรถไฟใต้ดิน ครบหมดทุกเมือง รถไฟใต้ดิน เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีสถานีรถไฟใต้ดินที่ลึกที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สถานีที่ลึกที่สุดคือสถานี Admiralteyskaya ความลึกวัด 86 เมตรจากระดับพื้นดิน แม้ว่าจะมีการพัฒนาสถานีเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา แต่การตั้งใจจะแวะชมความสวยงามของสถานีสำคัญ สายสีแดงยังคงเป็นกิจกรรมยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

อาสนวิหารนักบุญไอแซค (ST. ISAAC’S CATHEDRAL)

บนแม่น้ำ Neva ใกล้ Palace Square เป็นที่ตั้งของมหาวิหาร Saint Isaac แม้ว่าจะถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาในช่วงเวลาต่างๆ ของปี แต่ส่วนใหญ่ใช้เป็นพิพิธภัณฑ์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1931 เมื่อรัฐบาลโซเวียตประกาศสถานะเป็นพิพิธภัณฑ์ มหาวิหารเซนต์ไอแซค โดดเด่นด้วยโดมสีทอง และที่ตกแต่งอย่างสวยงาม นักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปบนโดมเพื่อชมทัศนียภาพรอบด้านของเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและแม่น้ำเนวา
การก่อสร้างมหาวิหารเซนต์ไอแซคเริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1818 แต่การก่อสร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1858 ในระหว่างการก่อสร้าง ได้มีการเพิ่มการตกแต่งเพิ่มเติม และส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดคือแผ่นทองคำเปลว 100 กิโลกรัมที่ปกคลุมโดมซึ่งสูงเหนือท้องฟ้า 21.8 เมตร ของเมืองเซนต์ปีเอร์สเบิร์ก

Peter and Paul Fortress (ป้อมปีเตอร์และพอล)

ป้อมปราการ ปีเตอร์และพอล มันเป็นทั้งสุสาน โบสถ์ และคุก ในเวลาเดียวกัน ป้อมปราการแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ระดับดาวบนแม่น้ำเนวา ในเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก และ เป็นส่วนหนึ่งของ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์การเมืองของรัสเซีย ซึ่งดูแลป้อม และ บริเวณโดยรอบ ยกเว้น โรงกษาป ณ์เซน ต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกับป้อม
ใจกลางป้อม เป็นที่ตั้ง ของมหาวิหารปีเตอร์ และ พอล โดยมีหอระฆังสูง 402 ฟุตอยู่ด้านบน โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1712-1733 ใช้เป็นที่ฝังศพของซาร์รัสเซียทั้งหมด ยกเว้นปีเตอร์ที่ 2 และอีวานที่ 6 และยังเชื่อมโยงกับ Grand Ducal Mausoleum ซึ่งขยายออกจากโบสถ์ในช่วง ค.ศ. 1896-1908 และใช้เป็นสถานที่ฝังศพของสมาชิกของราชวงศ์โรมานอฟ ที่ไม่ได้ ครองราชย์ซึ่งครั้งหนึ่งเคย ถูกฝัง
นักท่องเที่ยวยังสามารถเยี่ยมชมเรือนจำ Trubetskoy Bastion Prison ซึ่งนักโทษ การเมือง ถูกคุมขังมาตั้งแต่ปี 1950 เดินผ่าน 69 ห้องขังและดูว่านักโทษมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันอย่างไร และในที่สุดนักโทษถูกประหารชีวิตกี่คน?
ใกล้เรือนจำคือ โรงกษาปณ์ เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ซึ่งยังคงดำเนินอยู่และเปิดให้ประชาชนทั่วไป ผู้ที่มาถึงป้อมก่อนเที่ยงก็สามารถชมการยิงปืนใหญ่ทุกวันบนกำแพงด้านใต้ที่มองเห็นแม่น้ำเนวาได้

โบสถ์แห่งหยดเลือด (SAVIOR ON THE SPILLED BLOOD CHURCH)

อีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่ควรพลาดในเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก คือการเยี่ยมชมโบสถ์ แห่งพระผู้ช่วยให้รอดในหยดเลือด ถือเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญ ที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัสเซีย จากรูปถ่ายเท่านั้น Church of the Spilled Blood มันสวยสะกดใจมาก ดังนั้นจึงควรเห็นด้วยตาตัวเอง สักครั้ง คริสตจักรก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 เพื่อรำลึกถึงบิดาของเขาที่ถูกลอบสังหารในปี ค.ศ. 1857 ตรงบริเวณที่ตั้งของโบสถ์ปัจจุบัน
ใครอยากได้วิวสวยๆ ของโบสถ์ที่สวยงามแปลกตาแห่งนี้ แนะนำให้ไป ล่องเรือ ใช้เวลาในคลอง Griboedov และชมภายในโบสถ์กระจกสี ประดับด้วยเพชรพลอย ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ว่ากันว่าของประดับตกแต่งอย่างวิจิตรที่นี่ราคาหนึ่งล้านรูเบิล และโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลา 24 ปีจึงจะแล้วเสร็จ

พระราชวังแคทเธอรีน (CATHERINE PALACE)

พระราชวังอีกแห่ง ที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมในเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นพระราชวังของแคทเธอรีน พระราชวังฤดูร้อนของ ซาร์แห่งรัสเซีย ซึ่งตกแต่งในสไตล์ศิลปะโรโกโก พระราชวังตั้งอยู่ในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ Tsarskoye Selo ใน Pushkin ทางใต้ของใจกลางเมือง ห่างจากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กประมาณ 30 กิโลเมตร พระราชวังแห่งนี้เป็นหนึ่งในพระราชวังที่ตกแต่งอย่างหรูหราที่สุดในรัสเซีย ปัจจุบัน พระราชวังเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์เกือบ 300 ปี และจัดแสดงผลงานของสถาปนิก ผู้มีชื่อเสียงในรัชสมัยของจักรพรรดินี เอลิซาเบธ และ ควีนแคทเธอรีน
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของพระราชวัง แคทเธอรีน คือห้องอำพัน ซึ่งมักเรียกกันว่า “สิ่งมหัศจรรย์ที่แปดของโลก” เพราะในห้องนั้นมีอัญมณีและเฟอร์นิเจอร์สีทองมากมาย ห้องอำพันเดิมเป็นของขวัญจากกษัตริย์ปรัสเซียนถึงปีเตอร์มหาราชใน ค.ศ. 1716 ห้องนี้แต่เดิมอยู่ในพระราชวัง Charlottenburg (พระราชวังชาร์ลอตเตนเบิร์ก) ในกรุงเบอร์ลินในปัจจุบัน ก่อนที่จะถูกส่งไปยังพระราชวังฤดูหนาวและจักรพรรดินีเอลิซาเบธได้รับคำสั่งให้ย้ายห้องไปที่พระราชวังแคทเธอรีนในปี ค.ศ. 1755 ในระหว่างการบูรณะ ห้องอำพันตกแต่งด้วยอำพันหกตัน และอัญมณีล้ำค่าที่ฝังด้วยทองคำทั้งห้องมีมูลค่าประมาณ 142-500 ล้านเหรียญในปัจจุบัน
ห้องอำพันที่จัดแสดงในวันนี้ไม่เหมือนกับห้องที่จักรพรรดินีเอลิซาเบธได้ติดตั้งไว้ เพราะห้องเดิมถูกพวกนาซีขโมยและส่งไปยังเยอรมนีใน พ.ศ. 2484 และเชื่อกันว่าสูญหายไป ในระหว่างการทิ้งระเบิดในปี 1944 อย่างไรก็ตาม ห้องพักที่สร้างขึ้นใหม่ในปัจจุบันมีมูลค่า 11 ล้านเหรียญสหรัฐ และใครก็ตามที่ได้เห็นพระองค์จะต้องทึ่งในความงามของห้องนี้อย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย

พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ (PETERHOF GRAND PALACE)

พระราชวังปีเตอร์ฮอฟ เป็นคำจำกัดความของคำว่า ตระการตา เพราะเป็นวังที่ดูเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย นอกจากนี้ยังมีชื่ออื่นที่นี่ “แวร์ซายแห่งรัสเซีย” เพราะรูปแบบและความยิ่งใหญ่คล้ายกับพระราชวังแวร์ซายในฝรั่งเศส พระราชวัง Peterhof สร้างโดย Peter the Great ตั้งอยู่ที่ชานเมืองด้านตะวันตกของเมือง เอลิซาเบธ พระธิดาของเขาชอบพระราชวังมาก เธอจึงสั่งให้สร้างสวนรอบ ๆ วัง และสร้างน้ำพุขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันถือเป็นไฮไลท์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาที่วังแห่งนี้เลยทีเดียว
อาคารหลักของพระราชวังคือ พระบรมมหาราชวัง ซึ่งด้านหน้าคือ Grand Cascade ซึ่งเป็นระบบน้ำพุที่ประกอบด้วยน้ำพุขนาดเล็กกว่า 150 แห่ง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่สวยงามที่สุดในโลก น้ำพุแต่ละแห่งมีธีมที่แตกต่างกัน น้ำพุที่น่าสนใจบางแห่ง ได้แก่ น้ำพุแซมซั่น น้ำพุโรมัน และน้ำพุฟอนแทน ออรานเจเรนีย์
รอบวังก็มีสวนสวยด้วย กว้างเกือบห้ากิโลเมตรที่นักท่องเที่ยวชอบเดินถ่ายรูป และมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งตั้งอยู่ทั่วบริเวณพระราชวัง จึงแนะนำให้มีเวลาสำรวจอย่างน้อยครึ่งวัน พระราชวังปีเตอร์ฮอฟเสร็จสมบูรณ์

พิพิธภัณฑ์  Hermitage

เฮอร์มิเทจ มันเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ต้องไปชมในเมือง เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีคอลเลกชันภาพวาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1746 โดยพระราชินีแคทเธอรีนซึ่งต้องการสถานที่สำหรับแสดงผลงานศิลปะมากมายที่เขาซื้อจากพ่อค้าในเบอร์ลิน พิพิธภัณฑ์เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมในปี 2500 ค.ศ. 1852 และปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในปารีสเป็นพิพิธภัณฑ์อันดับหนึ่งที่ใหญ่ที่สุด)
พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ประกอบด้วยผลงานศิลปะมากกว่าสามล้านชิ้น หนึ่งในสามคือเหรียญและสกุลเงิน วัตถุที่จัดแสดงอยู่ในอาคารที่สำคัญ โดยอาคารหลัก พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ที่ The Palace Embankment หรือที่เรียกว่า Palace Square มีทั้ง Winter, Palace , the Small the Hermitage , , Old the Hermitage , New the Hermitage และ Theatre The Hermitage Village (The Hermitage Theatre) ได้แก่ ของการจัดแสดงอีกด้วย หลายแห่งอยู่ในอาคารอื่นๆ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

 ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง"เชลซี"
ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี” บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง สกอตแลนด์ ชวดลงเล่นเกมชี้ชะตา  ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม พบ โครเอเชีย วันอังคารที่ 22 มิถุนายน หลังผลตรวจ โควิด-19 เป็นบวก

ผลผลิตจากอคาเดมี เชลซี โชว์ฟอร์มโดดเด่น เกมเสมอ อังกฤษ 0-0 วันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย.) หลังได้รับโอกาสจาก สตีฟ คลาร์ก กุนซือ ลงเล่นตัวจริงนัดแรก

พลพรรค “ตาร์ตัน” ต้องชนะสถานเดียว ที่สนามแฮมป์เดน ปาร์ก เพื่อลุ้นเข้ารอบน็อกเอาท์

สกอตแลนด์ กับ โครเอเชีย มี 1 แต้ม จาก 2 นัดเท่ากัน ขณะที่ อังกฤษ กับ สาธารณรัฐเช็ก มี 4 แต้มเท่ากัน ก่อนฟาดแข้ง ที่เวมบลีย์

จอห์น เฟล็ก หนึ่งในขุนพล “วิสกี้” ติดเชื้อ โควิด-19 ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ พลาดลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง เสมอ เนเธอร์แลนด์ส 2-2 เช่นเดียวกับผู้เล่น 6 คน ที่ถูกตัดชื่อออก เพื่อป้องกันไว้ก่อน

สมาคมฟุตบอล สกอตแลนด์ (SFA) คลอดแถลงการณ์ “สมาคมฯ ขอยืนยันว่า สมาชิกคนหนึ่งของ ทีมชาติสกอตแลนด์ บิลลี กิลมัวร์ ติดเชื้อโควิด-19”

“หลัง สมาคมฯ ประสานงานกับ หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ นับตั้งแต่ทราบผลตรวจ บิลลี จะต้องกักตัว 10 วัน ดังนั้นจึงหมดสิทธิ์ลงเล่น ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้ายของสาย D พบ โครเอเชีย ที่แฮมป์เดน”

นักเตะเหล่านั้นกลับมารับใช้ สกอตแลนด์ ทันเกมกระชับมิตร เอาชนะ ลักเซมเบิร์ก 1-0 และ เฟล็ก กลับมามีชื่อติดทีม เกมรอบแบ่งกลุ่ม พ่าย สาธารณรัฐเช็ก 0-2 และ เสมอ อังกฤษ 0-0

แถลงการณ์ระบุว่า

เราขอยืนยันว่า บิลลี่ กิลมอร์ มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 ออกมาเป็นบวก

หลังจากที่ได้ประสานงานกับทางหน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษ ตอนนี้บิลลี่จะทำการกักตัวเองเป็นเวลา 10 วัน ดังนั้น เขาจะพลาดลงเล่นในยูฟ่า ยูโร 2020 กลุ่ม D ในเกมวันพรุ่งนี้กับทีมชาติโครเอเชีย ที่แฮมป์เดน

สำหรับบิลลี่ กิลมอร์ มีชื่อลงตัวจริงให้ทัพตาร์ตัน ในระดับทัวร์นาเมนต์หนแรก ในเกมกับทีมชาติอังกฤษ ผลการแข่งขันจบลงที่สกอร์ 0-0 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเจ้าตัวคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมดังกล่าวด้วย

บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์พรสวรรค์สูงของ เชลซี ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่กุนซือมือใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ปั้นขึ้นมาจนแจ้งเกิดได้สำเร็จ และหากจะบอกว่าในปี 2020 ไม่มีดาวรุ่งคนไหนโดดเด่นเท่าเขาอีกแล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เกินจริงนัก

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนนี้มีสไตล์การเล่นฟุตบอลที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพสุด ๆ ไม่ใช่แค่เทคนิกดีเท่านั้น แต่ยังมีความเข้าใจในพื้นฐานของศาสตร์ฟุตบอลอย่างถ่องแท้จนได้รับฉายาสุดเท่จากสื่อว่า “อิเนียสต้าแห่งสก็อตแลนด์”ไปครองเลยทีเดียว

แต่กว่าที่ชีวิตของ กิลมัวร์ จะก้าวมาถึงจุดนี้ ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาเหมือนกัน โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ ๆ ให้กับชีวิต โดยที่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเวิร์คหรือไม่ (โถ พ่อทูนหัวของพี่ ยังเด็กมากอยู่แท้ ๆ)

พระเอกของเราสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับทีมอคาเดมีอย่างจริงจังด้วยการลาออกจากโรงเรียนมัธยมเมื่ออายุ 16 ปีเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว

จนกระทั่งปี 2017 กิลมัวร์ ก็ได้รับข้อเสนอจาก เชลซี ซึ่งถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงมากในช่วง 15 ปีหลังสุด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาคิดนานก่อนจะเซ็นสัญญาพาตัวเองออกจากบ้านเกิดมาสู่มหานครลอนดอน

และที่นี่เขาก็ได้รับโอกาสใหม่ ๆ มากมายไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่รวมไปถึงวงการแฟชั่นด้วยเพราะความที่มีหน้าตาหล่อเหล่า รูปร่างสมส่วน ทำให้มีงานถ่ายแบบเข้ามาเป็นรายได้เสริมอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งแบรนด์ดังอย่าง Burberryพยายามเซ็นสัญญาด้วยอย่างจริงจังเลยทีเดียว

บ้านเกิดของ กิลมัวร์ อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ อาร์ดรอสสัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่อย่าง กลาสโกว์ ด้วยรถยนต์ราว 50 นาที

และถึงแม้คุณแม่จะต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึง 4 โมงเย็นทุกวัน ขณะที่พ่อรับราชการเป็นทหารเรือ ซึ่งทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนักแต่ก็สนับสนุนความฝันของลูกชายอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งอันยิ่งใหญ่ของ เจ้าหนูบิลลี

พวกเขาส่งผมขึ้นรถบัสไป เรนเจอร์ส แล้วรอรับกลับตอนประมาณ 3 ทุ่มทุกวัน ซึ่งรู้แหละว่าพ่อแม่เหนื่อยแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะสนับสนุนผมเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้รู้สึกว่าเราต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน”กิลมัวร์ กล่าว

จากเด็กต่างจังหวัดในสก็อตแลนด์ สู่ชีวิตใหม่ในมหานครลอนดอน

จากคำบอกเล่าของคนที่รู้จัก กิลมัวร์ มาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ทราบว่าเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและชอบท้าทายอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิตเสมอ เช่น ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันเลือกเรียนภาษาเยอรมันหรือฝรั่งเศส แต่พระเอกของเรากลับไปลงเรียนภาษาจีนแทนซะอย่างนั้น เล่นเอาเพื่อน ๆ นี่งงกันทั้งคณะเลย แถมยังมีเวลาหลังเลิกเรียนไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับ เรนเจอร์ส ที่เมืองกลาสโกว์ได้อีกต่างหาก เอาสิ !!

และในช่วงที่ กิลมัวร์ เริ่มจะฉายแววอัจฉริยะออกมาในฐานะเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส เขาก็ถูกทาบทามจากทีมแมวมองของลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล อย่างหนักจนทุกคนรู้แล้วว่าจะต้องได้รับข้อเสนอดี ๆ ในเร็ววันแน่

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นม้ามืดอย่าง เชลซี ที่คิดเร็วทำเร็วจนได้เซ็นสัญญาปาดหน้าคู่แข่งไปแบบหล่อ ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ กิลมัวร์ ต้องบอกลาบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นการผจญภัยบทใหม่ในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น

สาบานเลยว่าการได้ค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นี่แหละคือความฝันสูงสุดของผมในตอนที่ยังเป็นเด็กน้อย และในที่สุด เชลซี ก็ทำให้มันกลายเป็นจริง กิลมัวร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มันเป็นแค่ก้าวแรกของเส้นทางนักเตะอาชีพเท่านั้น ผมยังต้องพัฒนาตัวเองอีกมากเพื่อให้เก่งขึ้นกว่าเดิมอีกเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้ถือว่าอ่อนหัดมากอยู่จริง ๆ

ตบเท้าเข้าสู่วงการนายแบบ

สำหรับโลกยุคปัจจุบัน วงการกีฬากับวงการบันเทิงได้ถูกผสมผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแทบจะแยกไม่ออกแล้ว เพราะมีนักฟุตบอลหลายคนที่บุคลิกโดดเด่นเป็นที่น่าจับตามองของคนทั่วไป เราจึงเห็นพวกเขารับงานโฆษณา นายแบบ ไปจนถึงออกรายการทีวีและเล่นภาพยนตร์บ่อยครั้ง

กิลมัวร์ เองก็เป็นหนึ่งนักฟุตบอลที่ถูกทาบทามจากคนในวงการแฟชั่น ทำให้เขาได้รับสัญญาจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Burberry ให้เป็นพรีเซนเตอร์เสื้อผ้า-น้ำหอมมาตั้งแต่ปีก่อน

มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมรู้ว่าค่อนข้างตลกนะ เพราะอยู่มาวันหนึ่งเอเยนต์ก็ถามว่า เฮ้ บิลลี นายเคยคิดอยากจะลองเป็นนายแบบดูบ้างไหม   กิลมัวร์ เผย

ผมนี่สตั๊นไปหลายวิฯ ก่อนจะตอบกลับไปว่า อะไรนะ ! ซึ่งเขายืนยันว่างานนี้ง่ายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากไปแต่งตัวเท่ ๆ โพสต์ท่าให้ตากล้องถ่ายรูป และพอได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้จ้างว่าเป็น Burberry ก็เลยตอบตกลงทันที

ตอนที่ภาพเซ็ตแรกปล่อยออกมาตามหน้าสื่อของแบรนด์ ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยเวลาเดินเข้าห้องแต่งตัวของ เชลซี เพราะทุกคนเอาแต่พูดถึงมันกันตลอด แต่ก็ถือว่าคุ้มที่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ นะ สนุกดี

แต่ฟุตบอลต้องมาก่อน

ด้วยความที่ค่อนข้างหล่อ จมูกโด่งเป็นสัน เบ้าหน้าดูดีมีเสน่ห์ แถมรูปร่างดีตามสไตล์นักกีฬา จึงมีงานถ่ายแบบแฟชั่นมาให้รับจ็อบอยู่บ่อย ๆ จน กิลมัวร์ ยอมรับว่าแอบคิดหนักเรื่องทางแยกของอนาคตเลยทีเดียว

และในปี 2018 กิลมัวร์ ก็ได้รับโอกาสให้เป็นตัวหลักของทีมชาติสก็อตแลนด์ชุด U-21 นำทัพเพื่อน ๆ ลงทำศึกในรายการ ตูลอง ทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือเป็นเวทีแจ้งเกิดของเจ้าตัว โดยเฉพาะฟอร์มจากนัดเฉือน ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 1-0 นั้นถือเป็นปรากฏการณ์สำหรับรายการนี้เลยทีเดียว

เมื่อเพชรที่กำลังอยู่ขั้นตอนการเจียระไนเริ่มเปล่งประกายฉายแววออกมาชัดเจนขึ้น เชลซี ที่เป็นต้นสังกัดจึงคาดหวังว่า กิลมัวร์ จะเติบโตขึ้นไปเป็นอนาคตของพวกเขาได้อย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้

ทางตัวนักเตะเองพอเห็นว่าสโมสรพัฒนาท่าทีดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจมุ่งมั่นให้กับการเล่นฟุตบอลมากกว่าเดิมหลายเท่าและลดงานในวงการบันเทิงให้น้อยลงจนแทบจะลาขาดเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ได้รับคำชมเกี่ยวกับเรื่องนี้จากสต๊าฟฟ์โค้ชในศูนย์ฝึกค็อบแฮมอย่างมากเช่นกัน

ไอดอลผู้เป็นแบบอย่าง

สไตล์การเล่นของ บิลลี กิลมัวร์ นั้นถูกพูดถึงค่อนข้างมากจากเหล่ากูรูผู้วิเคราะห์ เพราะดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ชวนให้นึกถึงนักฟุตบอลจากยุคคลาสสิกหลาย ๆ คน ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมี เชส ฟาเบรกาส อัจฉริยะผู้ใช้มันสมองในสนามเป็นไอดอลนั่นเอง

เชส ฟาเบรกาส คือแบบอย่างในการเล่นฟุตบอลของผมเลยนะ และวิธีการเล่นของเขาก็มีอิทธิพลต่อสไตล์ของผมอย่างมหาศาลเช่นกัน  กิลมัวร์ กล่าว

ส่วนคนอื่น ๆ ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือ อันเดรส อิเนียสตา กับ เฟรนกี้ เดอ ยอง ผมดูเทปเพื่อศึกษาการเล่นของสองคนนี้บ่อยมาก ถือว่าโชคดีที่เกิดมาทันยุคสมัยกัน

สุดท้ายแล้ว บิลลี กิลมัวร์ จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับเหล่าไอดอลของตนหรือไม่ ก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ คือคนที่ตัดสินใจทิ้งโอกาสอื่น ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจังแบบนี้ ยังไงก็รุ่งชัวร์ แน่นอน!

 

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

Glasgow

กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว

กลาสโกว์คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสกอตแลนด์ และใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในสหราชอาณาจักร เป็นเมืองที่เคยจัดการแข่งขันฟุตบอลนานาชาติเกมแรกเมื่อปี 1872 ระหว่างสกอตแลนด์กับอังกฤษ ซึ่งผลออกมาเสมอกัน 0-0 วันนี้จะพาไปทัวร์ เมือง กลาสโกว์ เจ้าภาพยูโรที่น่าเที่ยว กัน

 

มหาวิหาร กลาสโกว์

อาคารประวัติศาสตร์ ที่สำคัญที่สุดของเมือง คือมหาวิหารกลาสโกว์ สร้างขึ้นสมัยศตวรรษที่ 12 หรือที่รู้จักกันในชื่อมหาวิหารเซนต์มังโก หรือ ไฮเคิร์กแห่งกลาสโกว์ มองจากด้านใน และ ด้านนอกดูเหมือนหลุดจากแม่พิมพ์ยักษ์เส้นชัดเจนและไม่มีอาการอิดโรย การตกแต่งที่ไม่จำเป็นที่ยื่นออกมาจากปีกทิศใต้คือทางเดินของ Blacader ซึ่งตั้งชื่อตามบาทหลวงคนแรกของกลาสโกว์ ห้องที่โอ่อ่าที่สุดในโบสถ์คือหลุมฝังศพของ St. Mungo ผู้ก่อตั้ง Raj ซึ่งถูกฝังที่นี่ในปี 603 ประตูถัดไปคือ St Mungo Museum of Religious Life and Art ซึ่งตรวจสอบศาสนาของโลก พิธีกรรมของพวกเขา และวิธีการของพวกเขา หลักคำสอนเกี่ยวกับชีวิตและความตาย การจัดแสดงมีทั้งมัมมี่อียิปต์ รูปปั้นฮินดู และสวนพุทธเซนแบบดั้งเดิม

 

พิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ Kelvingrove

สถานบันเทิงและแหล่งช้อปปิ้งที่คึกคักของถนน Sauchiehall Street ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่สำหรับคนเดินเท้าเกือบทั้งหมด มีความยาวมากกว่า 1.5 ไมล์และมีร้านค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมือง ถนน Sauchiehall สิ้นสุดที่ Argyle Street ใน Argyle Street West End City ย่านทันสมัยของร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านค้าระดับไฮเอนด์ โรงแรมหรู และที่สำคัญที่สุดคือหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ Kelvingrove ที่ยอดเยี่ยม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดในปี 1972 เปิดในปี 1901 และมีภาพวาดของอังกฤษและทวีปยุโรป ตลอดจนอัญมณีต่างๆ เช่น ภาพวาดโดยช่างภาพชาวเติร์ก Alexander Reid และผลงานของ Van Gogh พระเยซูคริสต์แห่งนักบุญยอห์นแห่งไม้กางเขน ซัลวาดอร์ ดาลี คอลเลกชั่นพิเศษของแกลเลอรีมี The Glasgow School of Art และ Charles Rennie Mackintosh เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดสำหรับห้องพักที่ตกแต่งด้วยเครื่องปั้นดินเผา เฟอร์นิเจอร์ และงานศิลปะอื่นๆ การค้นพบทางโบราณคดีของสกอตแลนด์มีทั้งเครื่องมือและเครื่องประดับจากยุคสำริดจาก Arran, Kintyre และ Glenluce การจัดแสดงนิทรรศการอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ อาวุธและชุดเกราะ เช่น หมวก ดาบและดาบจากศตวรรษที่ 15 และ 16 ตลอดจนสิ่งทอจากแก้วเฟลมิช เครื่องเงิน เครื่องแก้ว และเครื่องปั้นดินเผาจากยุคต่างๆ

 

จัตุรัสจอร์จและย่านการค้า

ใจกลางย่านประวัติศาสตร์วิคตอเรียของกลาสโกว์อยู่ที่จัตุรัสจอร์จที่ประดับด้วยดอกไม้ ซึ่งเรียงรายไปด้วยรูปปั้นที่มีชื่อเสียง 12 แห่งของเมือง รวมถึงร็อบบี้ เบิร์นส์ วอลเตอร์ สก็อตต์ และสมเด็จพระราชินีวิกตอเรีย ศาลากลางและหอคอยสูง 230 ฟุตในปี พ.ศ. 2433 ขณะที่ Merchants’ House เป็นสำนักงานใหญ่ของหอการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของสหราชอาณาจักรซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2440 1605 ทางใต้ของจัตุรัสจอร์จ โกดังสมัยศตวรรษที่ 19 เป็นส่วนหนึ่งของ ย่าน Merchant City อันทันสมัยของเมือง ที่พร้อมด้วย Italian Center มีคาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านบูติกของดีไซเนอร์ที่มีเอกลักษณ์

 

Art Academy ของ Glasgow Mackintosh

เป็นประสบการณ์การรับชมที่จำเป็นสำหรับผู้ชื่นชอบสถาปัตยกรรมชั้นดี อาคารสไตล์อาร์ตนูโวแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1909 สร้างโดยนักออกแบบชื่อดังวัย 28 ปี Charles Mackintosh ไม่ใช่แค่ตัวต้นแบบภายนอกเท่านั้น (อาคารตะวันตกขนาดใหญ่มีหน้าต่างสามชั้นสูง 65 ฟุตครอบงำ และหน้าต่างด้านทิศตะวันออกเล็กๆ ที่ชวนให้นึกถึงปราสาทสก็อตแลนด์) แต่ยังเป็นผู้ออกแบบตกแต่งภายในที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย ห้องที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Principal’s Room, White Rooms แห่งแรกของ Mackintosh; ห้อง Mackintosh ที่จะจัดการประชุมของ Academy of Art; ห้องสมุดและแกลเลอรีที่ไม่เหมือนใครจะไม่เปิดในระหว่างการฟื้นฟูหลังจากเกิดเพลิงไหม้ในปี 2014 อย่างไรก็ตาม ทัวร์ที่นำโดยนักเรียนจะนำเสนอผลงานและอิทธิพลของ Mackintosh ตลอดจนแกลเลอรีเฟอร์นิเจอร์และผลงานอื่นๆ ของเขา

 

เดินผ่านสุสานที่

อยู่ติดกับวิหารกลาสโกว์คือสุสาน ซึ่งเป็นสุสานสวนสไตล์โกธิกสไตล์วิกตอเรียที่มีเนื้อที่ 37 เอเคอร์ มันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประติมากรรมและโครงสร้างที่ออกแบบโดยศิลปินกลาสโกว์ รวมถึง Charles Rennie Macintosh ไม้กางเขนเซลติกที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงบรรเลงโดยทูตสวรรค์ที่ร่ำไห้ในบรรยากาศของทางเดินใต้ร่มไม้ทำให้มองเห็นทิวทัศน์ได้ ของมหาวิหารและเมือง

 

มหาวิทยาลัย Glasgow

มหาวิทยาลัยกลาสโกว์เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของการศึกษาในสกอตแลนด์ มหาวิทยาลัยได้จ้างครูที่มีชื่อเสียงมากมายอาทิ James Watt, Adam Smith และ “บิดาแห่งการผ่าตัดฆ่าเชื้อโรค” Joseph Lister นิทรรศการถาวรที่ศูนย์ผู้เยี่ยมชมใน University Avenue จะเข้าสู่รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นพบที่สำคัญของนักวิทยาศาสตร์เหล่านี้และนักวิทยาศาสตร์รายอื่นที่สอนที่นี่ นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอีกคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยคือ William Hunter ซึ่งเป็นแพทย์ของ Glaswegian ในสมัยศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นของสะสมของชิ้นส่วนทางกายวิภาคของเหรียญเหรียญและ objets d’art เพื่อสร้างพื้นฐานของพิพิธภัณฑ์ Hunterian พิพิธภัณฑ์นี้มีคอลเลกชันจากแผนกชาติพันธุ์วิทยาสัตววิทยาธรณีวิทยาและโบราณคดีรวมทั้งพบจากเว็บไซต์โรมันหลายแห่ง ผลงานศิลปะบนจอแสดงผลมีผลงานด้วย Rubens, Rembrandt และ Reynolds. หอศิลป์ยังประกอบไปด้วยการตกแต่งภายในที่สำคัญจากบ้านของสถาปนิก Charles Rennie Mackintosh และศิลปินของเขา Margaret Macdonald Mackintosh

พิพิธภัณฑ์ริเวอร์ไซด์และเรือทรงสูง Robert Orr / photo modified

Riverside Museum ที่ได้รับรางวัลของกลาสโกว์ มีการจัดแสดงนิทรรศการมากมายจากพิพิธภัณฑ์การขนส่งในอดีตของเมือง รวมทั้งเรือจำลอง หัวรถจักร รถราง รถโบราณ และรถม้า ส่วนใหญ่สร้างกลาสโกว์ การสร้างถนนที่ยอดเยี่ยมกลาสโกว์ในปี พ.ศ. 2481 ได้มีการเพิ่มการจัดแสดงรวมถึงการจัดแสดงการอพยพและภัยพิบัติด้วยการทำลายของลูซิทาเนีย เรือทรงสูง ริเวอร์ไซด์อยู่ด้านนอกทำให้ผู้เยี่ยมชมมีโอกาสได้สำรวจ Glenlee ซึ่งเป็นทริโอสามคนของบาร์เซโลนาในกลาสโกว์ได้รับการบูรณะอย่างระมัดระวังโดย Clyde Maritime Trust

Pollok House และ Pollok Country Park Graham Campbell

อยู่ห่างจากใจกลางเมืองกลาสโกว์ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 4 ไมล์ บ้าน Pollok House มีพื้นที่ 355 เอเคอร์ของครอบครัว Maxwell ค.ศ. 1752 โดยวิลเลียม อดัมและลูกๆ ของเขา อาคารที่กว้างขวางนี้ส่วนใหญ่เปิดให้ผู้มาเยี่ยมชมได้สำรวจตั้งแต่โถงทางเข้าใหญ่ไปจนถึงห้องพักคนใช้ที่กว้างขวาง คอลเล็กชั่นภาพวาดสเปนของเซอร์ วิลเลียม สเตอร์ลิงโดย El Greco, Goya, Murillo และ Velázquez แขวนอยู่บนจอแสดงผล รวมถึงงานสำคัญอีกหลายชิ้นของ William Blake
นักผจญภัยควรลองเล่นเกม “Escape the Past” ที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟที่ท้าให้ผู้เล่นไขปริศนาและหาทางกลับไปสู่ยุคปัจจุบัน พื้นที่ของที่ดิน ได้แก่ Pollok Country Park ซึ่งคุณสามารถชื่นชมสวนที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างพิถีพิถันหรือเดินเล่นตามเส้นทางที่ตัดผ่านป่าและริมฝั่งแม่น้ำ

Kibble Palace สวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์

สร้างขึ้นในเดือนพฤษภาคม Kibble Palace เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2416 เป็นเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษและเป็นที่เก็บกล้วยไม้หายาก เฟิร์นจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์และพืชจากแอฟริกา อเมริกา และตะวันออกไกล ตั้งอยู่ที่สวนพฤกษศาสตร์กลาสโกว์ ที่ซึ่งคุณสามารถสำรวจเรือนกระจกเพิ่มเติมและชื่นชมประติมากรรมสไตล์วิคตอเรียนที่กระจายอยู่ทั่วบริเวณ สวนสาธารณะที่สวยงามอีกแห่งที่ควรไปคือ สวนสาธารณะเบลลาฮูสตัน ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิทรรศการเอ็มไพร์ปี 1938 ซึ่งมีผู้เข้าร่วมกว่า 13 ล้านคน และยังคงเป็นที่นิยมสำหรับชมดอกไม้หลากสีสัน

Glasgow Green และ People’s Palace

สร้างขึ้นในปี 1662 กลาสโกว์กรีนเป็นสวนสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองและสามารถเดินจากใจกลางเมืองได้อย่างง่ายดาย หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวหลักของอุทยานคือ People’s Palace ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นในปี 1897 บูรณะใหม่ในปี 1898 บอกเล่าเรื่องราวของกลาสโกว์ตั้งแต่ปี 1750 ถึงศตวรรษที่ 20 การจัดแสดงรวมถึงการสร้าง “บ้านเดี่ยว” ขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษที่ 1930 ดูโรงอาบน้ำ “bathie” และการจัดแสดงที่เน้นย้ำความทรงจำของห้อง เต้นรำที่ห้องบอลรูมกลาสโกว์ บาร์โรแลนด์
สวนฤดูหนาว ซึ่งเป็นเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่ด้านหลังพระราชวัง มีพืชพันธุ์เขตร้อนและกึ่งเขตร้อนชั้นดี อย่าลืมแวะชมน้ำพุ Doulton Fountain ซึ่งเป็นน้ำพุเทอร์โมที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดสูง 46 ฟุตและสูง 70 ฟุต สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงกาญจนาภิเษกของสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียและมี ตัวเลขจากทั่วเครือจักรภพ สถานที่น่าสนใจอีกแห่งคืออนุสาวรีย์เสาเนลสันที่น่าประทับใจ ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2349 เพื่อรำลึกถึงชัยชนะของโฮราชิโอ เนลสัน

วงดุริยางค์สก็อตติช

National Tubing Center เป็นจุดที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ชื่นชอบการปั่นจักรยานและตีกลอง ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือแฟนเพลง มีบทเรียนและหลักสูตรตลอดจนปี่สก็อตแบบเร่งรัดที่จัดขึ้นตามสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก ศูนย์ท่อแห่งชาติยังเป็นที่ตั้งของไซต์ที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย พิพิธภัณฑ์ท่อ ซึ่งมีของที่ระลึกของ Robbie Burns และ Iain Dall MacKay Chanter จากศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นคอลเล็กชั่นปี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ดนตรีและของที่ระลึกสาธารณะ (นอกจากนี้ยังเป็นโรงแรมและร้านอาหารที่ซับซ้อน) กลาสโกว์เป็นเจ้าภาพการแข่งขัน World Pipe Championship ประจำปีซึ่งเป็นเทศกาลที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดขึ้นทุกเดือนสิงหาคมในกลาสโกว์