จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

“ผมก็ไม่เคยคิดเหมือนกันนะว่าวันหนึ่งจะได้มาทำค่าย มวยไทย เพราะที่ผ่านมาเราเคยทำแต่ฟุตบอล เป็นผู้จัดการทีมสงขลา เอฟซี ตั้งแต่สมัยมีคนดูไม่ถึง 400 คน จนถึงวันที่สร้างปรากฏการณ์สนามแตก คนดูเข้ามาล้นความจุสนาม 36,715 คน”

“เพราะเราเป็นคนชอบฟุตบอล เราจึงถอดโครงสร้างของทีมฟุตบอลอาชีพมาปรับใช้กับค่ายมวย เราทำอะคาเดมี มีทีมสเกาท์ไปส่องเด็ก ๆ ที่มีแววมาปลุกปั้นต่อ จ้างทีมงานโค้ชที่เคยมีดีกรีระดับแชมป์โลก, ระดับยอดมวยไทย และใส่เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าไป” 

10 ปีที่แล้ว “หนึ่ง-ธัชนนท์ คชชาสุวรรณ” ยืนอยู่ใน สนามกีฬาติณสูลานนท์ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าเหลือเชื่อ เมื่อทีมฟุตบอลสงขลา เอฟซี ที่เขาร่วมปลุกปั้นขึ้นมา สามารถปลุกกระแสความนิยม จนสร้างปรากฏการณ์ “สงขลาฟีเวอร์” ที่คนล้นทะลักสนาม ในแมตช์ที่เจอกับ บุรีรัมย์ เอฟซี กลายเป็นสถิติผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลลีกอาชีพไทย

วันเวลาผ่านไป 1 ทศวรรษจากวันนั้น “ธัชนนท์” บอกกับเราว่า ความหลงใหลแพชชั่นต่อเกมลูกหนังของเขายังไม่เคยหายไป แม้เขาจะเลิกทำทีมฟุตบอลมาหลายปีแล้ว เพียงแต่เขาเอาหยิบจับนำเอาโครงสร้างโมเดลทีมลูกหนังอาชีพมาประยุกต์ใช้กับการทำค่ายมวยไทยของตัวเองนามว่า “ค่ายมวยสิงห์มาวิน”

หันหลังให้ฟุตบอล  

แฟนพันธ์ุแท้ คือรายการทีวีระดับตำนานที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชม ด้วยรูปแบบรายการที่เฟ้นเอา 5 สุดยอดผู้รู้ลึก รู้จริง และมีความสนใจเฉพาะด้านมาแข่งขัน เพื่อหาว่าใครคือ “แฟนพันธุ์แท้” ในเรื่องนั้น ๆ

หากจะถามว่า ธัชนนท์ คชชาสุวรรณ ชื่นชอบฟุตบอลมากเพียงใด ? การได้เข้าร่วมแข่งขันรอบสุดท้ายรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอน ยูโร ปี 2004 และตอน ฟุตบอลโลก ปี 2006 คงเป็นคำตอบอย่างดีได้ว่า เขาชอบเกมลูกหนังเข้าเส้นขนาดไหน ?

“ผมไปแข่งแฟนพันธ์ุแท้ฟุตบอลโลกในตอนนั้น ก็เพราะเห็นว่าของรางวัลเป็นตั๋วไปดูบอลโลก” ธัชนนท์ กล่าวถึงความหลังอย่างอารมณ์ดี

จากความชื่นชอบฟุตบอลอย่างลุ่มลึก วันหนึ่ง “ธัชนนท์” ก็ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับสโมสร สงขลา เอฟซี ในตำแหน่งผู้จัดการทีม

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ ธัชนนท์ ได้ทำความรู้จักกับ “ฟุตบอล” ในมุมที่ลึกกว่าที่เขาเคยอ่านและศึกษาผ่านตัวหนังสือ เพราะเขาได้ลงมือทำด้วยตัวเอง และเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองผู้ขับเคลื่อนให้เกิดกระแส “สงขลาฟีเวอร์” 

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางความเห็นที่ไม่ตรงกันกับผู้บริหารท่านอื่น “ธัชนนท์” จึงโบกมือลาทีมสงขลา เอฟซี หลังจบฤดูกาล 2011 จากนั้นจึงย้ายไปทำงานเป็นผู้จัดการทีม สุพรรณบุรี เอฟซี ในปี 2012 ไปช่วยงานเบื้องหลังจนทีม “ช้างศึกยุทธหัตถี” ตีตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

เหตุผลที่ ธัชนนท์ ตัดสินใจหันหลังให้ฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจัง เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาทุ่มเงิน อุทิศเวลา และแรงกายไปกับการทำทีมฟุตบอลมากสมควร จึงอยากกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม คือได้ดูแลกิจการธุรกิจ รวมไปถึงการมีเวลาว่างออกไปดูฟุตบอลที่ต่างประเทศแบบที่เคยเป็นมา

ตู้คอนเทนเนอร์

“มันเหมือนเรื่องบังเอิญมากกว่านะ” บอสใหญ่ค่ายมวยสิงห์มาวิน ย้อนถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาได้กลับคืนสู่วงการกีฬาเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน

“ตอนนั้นผมขับรถไปรับเพื่อนมาจากประเทศมาเลเซีย ระหว่างทางก็ผ่านสนามมวยลุมพินี แล้วผมก็สังเกตเห็นหน้าทางเข้ามีคนเยอะมาก เลยชวนเพื่อนแวะเข้าดู”

“วันนั้นมันเหมือนจุดประกายให้ผมอยากทำค่ายมวยไทยเป็นของตัวเอง เพราะทำค่ายมวย เราน่าจะหาเวลาได้ไม่ยาก สเกลมันเล็กกว่าทีมฟุตบอลที่เราต้องใช้เวลากับมันค่อนข้างเยอะ”

ด้วยพื้นฐานนิสัยที่ชอบกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ “ธัชนนท์” จึงตัดสินใจเปิดค่ายมวยเล็ก ๆ ขึ้นมาในชื่อค่ายมวยสิงห์มาวิน แม้ตัวเองจะไม่มีประสบการณ์การทำมวยมาก่อน เคยทำแต่ทีมฟุตบอล แต่เขาก็อยากลองดูสักตั้งกับมวยไทย

ธัชนนท์ เริ่มต้นจากการเช่าพื้นที่ข้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม ย่านลาดปลาเค้า กรุงเทพมหานครฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เขาทำ โดยได้ยกเอาตู้คอนเทรนเนอร์มาดัดแปลงทำเป็นห้องนอนนักมวย ลองผิดลองถูก ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย เรียนรู้ในทุก ๆ วัน เพราะเขาใหม่มากสำหรับการทำมวยไทย

จากที่เคยเป็นแค่กิจกรรมยามว่าง ในการทำค่ายมวยเล็ก ๆ ผ่านไป 2-3 ปี “ธัชนนท์” ก็เริ่มชอบมวยไทยแบบถอนตัวไม่ขึ้น

เขาจึงตัดสินใจลุยเต็มสูบ ด้วยการลงทุนสร้างยิมมวยมาตรฐาน เป็นตึก 4 ชั้น บนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ย่านซอยนวลจันทร์ 54 เพื่อให้นักมวยได้กินอยู่ หลับนอน ฝึกซ้อมที่นี่อย่างครบวงจร

โดยแบ่งพื้นที่ชั้นล่างสุดใช้เป็นห้องประชุมทีมระหว่างเทรนเนอร์กับนักมวย วางแผนการเตรียมตัวฟิตซ้อม ก่อนที่นักมวยแต่ละคนจะออกไปขึ้นสังเวียนการแข่งขัน และด้านหลังเป็นห้องครัวสำหรับเตรียมอาหารให้ทีมงานและนักกีฬา

ชั้น 2 เป็นเวทีขนาดใหญ่ 2 เวที พร้อมอุปกรณ์ฟิตเนสที่จำเป็นกับนักมวย ส่วนชั้น 3 ชั้น 4 เป็นห้องนอนของนักมวยและทีมงานเทรนเนอร์

“ผมกำลังปลูกบ้านข้าง ๆ ค่ายมวยเลย เพื่อจะได้ใกล้ชิดและดูแลนักมวยได้ง่ายขึ้น ผมต้องสร้างให้ค่ายมวยสิงห์มาวินมีสิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างที่ทันสมัยเหมือนกับทีมฟุตบอลอาชีพชั้นนำ” 

ทำมวยแบบทีมบอลอาชีพ 

ธัชนนท์ เล่าย้อนไปว่า ในช่วงแรกที่ทำค่ายมวยสิงห์มาวิน เขายังไม่ได้มีความรู้ด้านมวยไทยมากนัก จึงให้เทรนเนอร์วางระบบทุกอย่างให้ แต่ปรากฏว่าวิธีการบางอย่างของทีมสตาฟชุดเก่าล้าสมัยไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคปัจจุบัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *