ชนะ3 แพ้238 โชนันซากุระนักซูโม่

ชนะ3 แพ้238 โชนันซากุระนักซูโม่

ชนะ3 แพ้238 โชนันซากุระนักซูโม่

ชนะ3 แพ้238 โชนันซากุระนักซูโม่

ชนะ3 แพ้238 โชนันซากุระนักซูโม่

ไม่มี นักกีฬา คนไหนที่เกิดมาอยากเป็นผู้แพ้ ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามแลกทุกสิ่งที่มีเพื่อให้ได้ลิ้มรสกับชัยชนะ
แต่ถ้าบางคนพยายามแล้วพยายามอีกแต่ก็ยังไม่ชนะล่ะ ? เขาควรจะลองใหม่อีกสักกี่ครั้ง ?นี่คือเรื่องราวของ โชนันซากุระ นักซูโม่ที่ถูกมองว่าเป็นความอับอายของวงการ ทว่าในวันที่เขาประกาศเลิกเป็นนักซูโม่ ผู้คนกลับบอกว่าเขายิ่งใหญ่เหลือเกิน

ฝัน … อันคร่ำครึของ โชตะ ฮัตโตริ

ซูโม่ ไม่ใช่แค่กีฬาแค่เอาคนตัวใหญ่สองคนขึ้นมาบนเวทีและผลักกันให้หลุดจากวงกลมอย่างที่ใครเข้าใจ เพราะนี่คือสุดยอดการแข่งขันที่สืบทอดกันมาเป็นพัน ๆ ปี

นักสู้ที่ได้ขึ้นสังเวียนนี้เปรียบดั่งนักรบที่หลุดมาจากยุคอดีต เวทีของพวกเขาไม่ใช่แค่เอาเชือกมาล้อมให้เป็นวงกลม แต่คือหนึ่งในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมต่อกับความเชื่อทางศาสนา และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่า ต่อให้ ซูโม่ เป็นกีฬาที่ไม่ได้เป็นที่นิยมในประเทศเท่า เบสบอล หรือ ฟุตบอล ในปัจจุบัน ก็ยังสามารถดึงดูดใครบางคนที่เติบโตมากับความเชื่อ และยังคงยึดมั่นว่า ซูโม่ คือ เกียรติของการเป็นนักสู้ มันไม่ใช่แค่ก่ีเป็นนักกีฬาทั่วไป และ โชตะ ฮัตโตริ คือหนึ่งในเด็กญี่ปุ่นที่เชื่อมั่นในสิ่งนั้น ในขณะที่ความนิยมของเด็กรุ่นเดียวกันไหลไปตามกระแสของโลกยุคใหม่

นี่คือทางเลือกที่กล้าหาญมากสำหรับใครที่คิดจะมาเดินบนเส้นทางนี้และเอาจริงเอาจังกับมัน เพราะกว่าะจะได้เป็นนักซูโม่ ต้องผ่านพิธีการอะไรหลายอย่างที่กินเวลาหลายปี และมีด่านทดสอบหลายด่านเหลือเกิน หากเปรียบเทียบให้เป็นภาพ มันก็เหมือนกับระบบโซตัสที่รุ่นพี่ถูกทุกอย่าง และรุ่นน้องต้องฟังทุกสิ่งที่รุ่นพี่สั่ง

ฮัตโตริ เข้าสู่ “เฮยะ” หรือเปรียบได้กับต้นสังกัดทีมซูโม่ตอนอายุ 15 ปี ในเฮยะที่มีชื่อว่า “ชิกิฮิเดะ” ในจังหวัดอิบารากิ ช่วงเวลาหลังจากการเป็นน้องใหม่นั้นแสนยากลำบาก แม้หลายคนจะคิดว่าระบบโซตัสและการนับถือกันแบบรุ่นพี่รุ่นน้องคือเรื่องโบราณคร่ำครึ แต่สำหรับคนในวงการซูโม่ พวกเขาเชื่ออีกแบบ มันคือวิธีคัดคนจริงเท่านั้น เพราะ ซูโม่ ไม่เหมือนกับโรงเรียนเตรียมทหาร ไม่มีการบังคับให้เข้ามา ใครทนไม่ไหว ไม่อยากอยู่ และออกนอกกรอบของวัฒนธรรมซูโม่ คุณก็แค่ยกธงขาวยอมแพ้และกลับไปใช้ชีวิตปกติได้สบาย ๆ แต่ถ้าคุณเลือกแล้ว และอยากเป็นนักซูโม่จริง ๆ คุณก็ต้องผ่านด่านสุดทรหดให้ได้

กิจวัตรที่ว่าโหดหินนอกจากระบบอาวุโสแล้ว นักซูโม่จะเริ่มตั้งแต่ตี 5-6 โมง ที่ต้องตื่นมาฝึกซ้อมในตอนเช้า และจะได้รับประทานอาหารมื้อแรกของวันในตอนเที่ยงวัน ที่ส่วนใหญ่เป็นหม้อไฟที่เต็มไปด้วยผักที่เรียกว่า “จังโกะนาเบะ” จากนั้นจะเข้านอนในตอนบ่าย และตื่นขึ้นมาทำความสะอาดและฝึกซ้อมในช่วงเย็น ก่อนจะปิดท้ายด้วยการรับประทานอาหารเย็น และเข้านอนก่อนสามทุ่ม

ยังไม่จบ … ที่กล่าวมาคือวิธีการเป็นนักซูโม่ที่ดีเท่านั้น แต่การเป็นนักซูโม่ที่สมบูรณ์แบบคือ พวกเขามีกรอบการวางตัวในการเข้าสังคม มีกฎยิบย่อยมากมายที่นักซูโม่ต้องจำให้แม่น และหลายคนอาจจะไม่เข้าใจว่าทำไปเพื่ออะไร เช่น ห้ามนักซูโม่ขับรถเอง, พวกเขาต้องเข้มงวดกับการแต่งตัวด้วยชุดพื้นเมือง, ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ, ห้ามมีแฟน,  ห้ามตัดผม ต้องไว้ผมยาวเพื่อใช้มัดตอนขึ้นสู้, สระผมได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง, ห้ามประพฤติตัวตามสบายในที่สาธารณะ นักซูโม่ต้องสงบนิ่ง, พูดให้น้อย และพูดให้เบาที่สุด

นี่คือชีวิตที่โดนตีกรอบทุกด้าน แต่สุดท้าย ฮัตโตริ ก็เลือกเส้นทางนี้โดยไม่มีเปลี่ยนแปลง เขาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ผ่านช่วงการเป็นน้องใหม่และไต่ระดับ (ซูโม่ นั้นมี 6 ระดับ ระดับสูงสุดคือ โยโกะสึนะ เปรียบได้กับ แชมป์โลก) ด้วยความพยายามอย่างมาก เพราะในช่วงระดับแรก ๆ นั้น ไม่มีเงินเดือนให้  เงื่อนไขที่จะพ้นจากข้อจำกัดนี้คือเอาชนะคู่แข่งให้มากกว่าแพ้เพื่อเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 6 ขึ้นไปดิวิชั่น 2 โดยเร็วที่สุด ซึ่งคำว่าเร็วที่สุดนี้ก็หมายถึงระยะเวลา 3 ปี เป็นอย่างน้อย แต่ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ โลกของ ซูโม่ ที่แท้จริงก็จะเปิดประตูต้อนรับพวกเขา

โชนันซากุระ ตัวตลกของวงการ 

โชนันซากุระ ผ่านระดับสมัครเล่นมาได้ นั่นก็หมายความว่าเขาน่าจะผ่านการเอาชนะคู่แข่งมาไม่น้อย ทว่าในการแข่งขันระดับสูงขึ้น สิ่งที่น่าแปลกคือเขาเป็นนักซูโม่ที่ไม่มีวี่แววจะเอาชนะใครได้เลย หลังจากการเดบิวต์ในปี 2015 โชนันซากุระ สามารถเอาชนะได้แค่ 3 ครั้ง และอีกมากกว่า 116 ของเขาคือการแข่งขันที่จบลงด้วยความพ่ายแพ้ ไม่ว่าจะเป็นทัวร์นาเมนต์การแข่งขันไหน สนามใด ปีอะไร ไม่สำคัญ ชื่อของ โชนันซากุระ ถูกจดจำในหมู่คนดูกีฬาซูโม่ และบอกว่าเขาเป็นตัวตลกและความน่าอับอายของวงการ

กระทู้ในหมวดหมู่มวยปล้ำและซูโม่ในเว็บไซต์ Reddit.com มีการพูดถึงเขาไปในทิศทางที่แย่มาเสมอ แฟนมวยปล้ำที่พูดคุยกันในฟอรัมนั้นต่างก็คิดว่าสาเหตุที่ โชนันซากุระ แพ้แล้วแพ้อีก เป็นเพราะความพยายามที่น้อยเกินไป … ว่าง่าย ๆ คือเขาไม่ได้มีความอยากชนะ เขาแค่อยากแข่งแล้วรับเงินเดือนไปวัน ๆ ได้อยู่ในเฮยะที่มีข้าวกินมีรุ่นน้องคอยปรนนิบัติไปวัน ๆ มากกว่า

“เห็นได้ชัดว่าหมอนี่ไม่มีความพยายามเลย เขาอยากจะแพ้การแข่งขันอยู่แล้ว คนอย่างเขาไม่ควรได้รับความเคารพด้วยซ้ำ เขาไม่เคารพอาชีพนี้ ดังนั้นผมคิดว่าเขาไม่สมควรได้เดินขึ้นเวทีในฐานะนักซูโม่เลยแม้แต่น้อย”  นี่คือหนึ่งในคอมเมนต์ที่พูดถึงเขาในแง่ลบ แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ?

มันคงแปลกดีที่คนที่พยายามรักษากฎของการเป็นนักซูโม่ และพยายามไต่เต้าแทบตาย ใช้เวลาต่อสู้ถึง 6 ปี เพื่อมาถึงจุดที่นักซูโม่หลายคนต้องการ แต่เขากลับไม่อยากชนะ ไม่อยากไปที่จุดสูงสุด ถ้าเขาแค่อยากได้รับสวัสดิการจากการเป็นรุ่นพี่ เขายอมทนความลำบากขนาดนั้นได้จริงหรือ

คำตอบคือไม่ใช่หรอก ในกลุ่มครูฝึกของเฮยะ (ศูนย์ฝึก) ชิกิฮิเดะ พวกเขาให้ความเคารพต่อการอุทิศตนของ โชนันซากุระ เสมอ เพียงแต่ว่า ซูโม่ ก็เหมือนกับกีฬาชนิดอื่น ๆ ที่บางครั้งคนเราไม่สามารถใช้แค่ความพยายามอย่างเดียวได้ มันต้องมีสรีระทางร่างกาย ทักษะ และพรสวรรค์ประกอบด้วยจึงจะกลายเป็นผู้ยอดยุทธ์ของวงการนั้น ๆ ซึ่ง โชนันซากุระ ประสบปัญหานี้มาตั้งแต่วันแรกแล้ว

“ตอนเขามาหาผมเมื่อปี 2015 และบอกกับผมว่าอยากจะเป็นนักซูโม่ ผมรู้สึกประหลาดใจมากนะ ผมถามเขาก่อนว่าไอหนุ่ม แกขออนุญาตจากพ่อแม่หรือยัง เขารีบโทรบอกพ่อแม่เขาทันที พ่อแม่เขาไม่อนุญาตและมาลากคอเขากลับบ้านภายใน 30 นาที” ชิกิฮิเดะ โอยากาตะ ครูฝึกของศูนย์ เล่าถึงวินาทีแรกที่เขาเจอกับ ฮัตโตริ ที่ปัจจุบันใช้ชื่อว่า โชนันซากุระ

พ่อแม่เขาไม่สนับสนุนมาตั้งแต่แรก เขาจึงเริ่มช้ากว่าคนอื่น ๆ แต่หลังจากโดนลากคอกลับมาไม่นาน ฮัตโตริ ก็กลับมาที่ศูนย์ฝึกอีกครั้งเพื่อยืนยันความตั้งใจเดิม การเริ่มช้าเป็นสิ่งสำคัญ นักซูโม่ส่วนใหญ่จะถูกสอนให้อยู่กับวัฒนธรรมนี้มาตั้งแต่เด็ก การกิน การนอน การใช้ชีวิต มันทำให้พวกเขามีน้ำหนักตัวมากขึ้นกว่าปกติ ขณะที่ ฮัตโตริ เป็นเด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ตัวผอมแห้งและยากจะสู้ใครได้

“เขาสูง 180 เซนติเมตร แต่หนักไม่ถึง 70 กิโลกรัม เขาถือว่าว่าเป็นคนที่ผอมมาก ไม่มีประสบการณ์ด้านซูโม่มาก่อนเลยด้วย นอกจากความตั้งใจแล้ว ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าผมคิดว่าคนอย่างเขาไม่มีทางเป็นนักซูโม่ได้ ผมคิดแบบนั้นและบอกสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาในอนาคตไปตรง ๆ ‘ไอหนู ฉันไม่ได้จะปรามาสแก แต่หลายสิ่งทำให้ฉันมั่นใจว่าแกจะไปได้ไม่สวยในวงการนี้ และแทบจะหาทางเอาชนะนักซูโม่ที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเคี่ยวเข็ญอย่างไร … แกกลับบ้านไปเถอะ ผมไล่เขากลับบ้านอีกครั้ง พยายามดึงเขากลับสู่โลกแห่งความจริงอีกหน” อาจารย์ของเขาเล่า

ทว่า ฮัตโตริ ในวัย 15 ปีทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เขาตอบกลับกับว่าที่อาจารย์ของเขาว่า “ผมสัญญาว่าจะฝึกเต็มที่ และผมจะทำเท่าที่ผมสามารถทำได้” คำตอบนี้มันแสดงถึงความใจสู้ จากนั้นอาจารย์ของเขาก็เปิดประตูต้อนรับโลกที่ไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด

เห็นได้ชัดว่าการเริ่มต้นของ ฮัตโตริ หรือ โชนันซากุระ มันผิดตั้งแต่การติดกระดุมเม็ดแรก แต่เขามีความเชื่อมั่นมากพอกับสิ่งที่ตัวเองเลือกในขณะที่คนอื่น ๆ บอกว่าเขาโง่เง่าเกินไปในการพยายามทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ว่าง่าย ๆ ก็คือกำลังเสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งแม้จะเป็นคำพูดที่ดูร้ายแรง แต่มันก็เป็นความจริง และความจริงนั้นย่อมเจ็บปวดเสมอ เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นคนที่เสพติดการเจ็บปวด และยินดีที่จะยอมรับความเป็นไปไม่ได้ที่กำลังจะมาถึงในอนาคต

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *