ดิว็อค โอริกี้

ดิว็อค โอริกี้

ดิว็อค โอริกี้

ดิว็อค โอริกี้

ดิว็อค โอริกี้

คำอธิบายเดียวจากเกมที่ ลิเวอร์พูล พลิกนรกเข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2018-19 จากการเอาชนะ บาร์เซโลน่า 4-0 ที่ แอนฟิลด์ คือคำว่า “สุดยอด”

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่วันนี้ โลกโซเชี่ยล จะต้องพูดถึงความ “สุดยอด” นี้กันตลอดทั้งวัน ไม่มีใครคิดว่าลิเวอร์พูลจะสามารถตีตั๋วไปถึงเกมสุดท้ายที่ ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน่ กรุงมาดริดได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดขีดเช่นนี้ …

“สองกองหน้าที่เก่งที่สุดในโลกไม่พร้อมสำหรับเกมคืนพรุ่งนี้ และเราต้องยิง 4 ประตูเพื่อผ่านเข้ารอบไป “เราจะลงสนามไปเพื่อพยายาม

เอาชนะ นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่คุณต้องการในเลกสอง” เจอร์เก้น คล็อปป์ ว่าเอาไว้เช่นนี้ก่อนเกม พวกเขาไม่มีทั้ง โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ และ โมฮา

เหม็ด ซาลาห์ คนที่รับหน้าที่กองหน้าธรรมชาติที่จะลงเล่นแทนคือ ดิว็อค โอริกี้ แข้งสำรองสายสแตนด์บายขนานแท้   

ณ เวลานั้นไม่มีใครกล้าคิดว่าเขาจะทำได้สุดยอดและสร้างความแตกต่างให้กับเกมเหมือนกับที่ ซาลาห์ และ ฟีร์มิโน่ ทำได้ จนกระทั่งเกมได้เริ่มขึ้น

เท่านั้นเองทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ดาวยิงจากเบลเยี่ยม ยิง 2 ประตูที่สำคัญที่สุด ลูกแรกคือการเปิดหัวเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับเพื่อนร่วมทีม และเร่งเร้าเสียงเชียร์ที่ดังอยู่แล้วให้กระหึ่มขึ้นไปอีกและวนไปอย่างนั้นตลอดทั้ง

เกม ขณะที่อีกประตูคือลูกสุดท้ายของเกมที่ชี้ขาดว่า ลิเวอร์พูล คือทีมที่ดีกว่าบาร์เซโลน่า ทั้งในแง่ของรูปแบบการเล่น, ผลการแข่งขัน และ เข้ารอบชิงชนะเลิศไปได้ในท้ายที่สุด

และนี่คือเรื่องราวของ “อันเดอร์ด็อก” มวยรองเบอร์ 4 ที่ทำได้ดีเกินคาด ดิว็อค โอริกี้ มีความเป็นมาอย่างไรก่อนมาถึงจุดนี้ ติดตามได้ที่นี่

นักเตะประวัติศาสตร์

คำว่านักเตะประวัติศาสตร์ของ โอริกี้ นั้นไม่ได้เพิ่งมาเป็นเอาเมื่อหลังจบเกมที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ บาร์เซโลน่า แต่ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วัยเด็กของเขา

เลย พ่อแม่ของเขาเป็นชาวเคนยา ไมค์ โอโกธท์ โอริกี้ พ่อของเขาเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่เคยเล่นให้กับสโมสร อุสเตนด์ และนั่นทำให้ครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่ประเทศเบลเยี่ยม และ ดิว็อค คือลูกไม้ใต้ต้นอย่างแท้จริง

“ลูกฟุตบอลนั้นอยู่ที่บ้านตั้งแต่ก่อนเขาเกิด เมื่อเขาหัดเดิน สิ่งที่เขาทำคือการเตะมันไปรอบๆ บ้าน” ไมค์ เล่าถึงความผูกพันของลูกชายและฟุตบอล

โอริกี้ ฝึกฟุตบอลจริงๆ จังๆ ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ด้วยการเข้าทีม KDFC De Zuwaluw Wiemesmeer และร่างกายแบบแอฟริกันทำให้เขาเก่งกว่า

เด็กๆทุกคนในรุ่นเดียวกัน การเจริญเติบโตของ โอริกี้ ถือว่าไวกว่าเด็กทั่วไป ไมค์ ผู้เป็นพ่อเผยว่า ร่างกายของเขามีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และเป็นเช่นนั้นเรื่อยมาในการแข่งรุ่นจูเนียร์

“ตอน ดิว็อค 6 ขวบ เขามีครบแล้วถ้าเทียบกับเด็กรุ่นเดียวกัน มีพรสวรรค์กว่า, สูงกว่า และ แข็งแกร่งกว่า และเมื่อเขาไปโรงเรียนผมมักจะได้รับรายงานจากคุณครูเสมอว่าเขาเล่นฟุตบอลได้ดียิ่งกว่า

ใครๆ” พ่อของเขาว่าต่อ ก่อนจะเล่าเรื่องราวหลังจากความเก่งเกินวัยนั้นว่ามีทีมดังของประเทศที่อยู่ห่างบ้านของเขาเพียง 2 ชั่วโมงอย่าง เกงค์ ดึงไป

เข้าทีมอคาเดมี่ตั้งแต่ 9 ขวบ ช่วงที่อยู่กับ เกงค์ นั้น ณ ตอนแรก โอริกี้ ได้เริ่มเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับก่อนถูกผลักดันให้เป็นนักเตะตำแหน่งกองหน้า

ตอนอายุ 14 ปี หลังจากนั้นเพียงปีเดียวการเปลี่ยนตำแหน่งก็ทำให้เขาเข้าตาทีมจากฝรั่งเศสและได้ย้ายประเทศตั้งแต่อายุ 15 ปี เมื่อลีลล์ คว้าตัวไปร่วมทีม 

ช่วงที่เล่นกับ ลีลล์ นั้น โอริกี้ ได้ฉายาว่า “เบบี้ ไคลเวิร์ต” นั่นหมายถึงการหาโอกาสจบสกอร์ที่เก่งกาจเหมือนกับ พาทริก ไคลเวิร์ต ตำนานทีมชาติ

ฮอลแลนด์ที่เคยย้ายมาเล่นกับ ลีลล์ ในช่วงสั้นๆ ส่วน โอริกี้ ถูกยกให้เป็นตัวอนาคตของสโมสร เพราะเขาเล่นแบบแบกอายุมาโดยตลอดด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง เขาสามารถวิ่งและแข่งขันกับเด็กที่อายุมากกว่าเขา 2 ปีได้สบายๆ

โอริกี้ ยิง 10 ประตูจาก 19 เกมให้ทีมชาติเบลเยี่ยม ชุดยู 19 ตอนเขาอายุ 17 ปีเท่านั้น ช่วงเวลาดังกล่าว โอริกี้ เคยโดน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้ามาทาบทามด้วย ทว่าเขาเลือกที่จะอยู่กับ ลีลล์ ต่อไปเพราะเห็นโอกาสพัฒนาตัวเองที่มากกว่า

“ผมจำได้ว่า ผมกลับจากโรงเรียน พ่อกับแม่ก็เรียกมานั่งคุย ผมรู้ว่า พ่อกับแม่คงตัดสินใจเตรียมบางอย่างไว้ให้แล้ว แต่ก็ให้โอกาสผมได้

ตัดสินใจด้วยตัวเอง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องใหญ่นะสำหรับเด็กอายุ 15 ปี ตอนนั้นผมตัดสินใจเลือกอยู่กับ ลีลล์ ต่อ ในวันที่ ยูไนเต็ด ติดต่อเข้ามา และผมก็มั่นใจแล้วว่า ผมทำถูก”  โอริกี้ กล่าว

ถึงอายุ 18 ปี ลิเวอร์พูล ส่งแมวมองมาติดตามฝีเท้าของ โอริกี้ อยู่เรื่อยๆ แต่พวกเขายังค้างคาใจว่าเด็กคนนี้จะสามารถรับมือกับความกดดันในฟุตบอลพรีเมียร์ลีกได้หรือไม่ และโชคดีมากที่หลังจากจบฤดูกาล 2013-14 นั้นมี

รายการใหญ่อย่าง “ฟุตบอลโลก” รออยู่ ซึ่ง โอริกี้ ในวัย 19 ปี ติดทีมชาติเบลเยี่ยมไปแข่ง ณ เวลานั้นด้วยทั้งๆ ที่เขาไม่เคยมีส่วนร่วมแม้แต่วินาทีเดียวในการแข่งขันรอบคัดเลือก 

เวทีใหญ่ๆ อย่างนี้หากได้ลงเล่นมีอยู่ 2 อย่างสำหรับนักเตะวัยทีนเอจนั่นคือหากไม่แจ้งเกิด ก็อาจจะเสียความมั่นใจไปเลย แตโชคยังดีพอที่ ดิว็อค โอริกี้ เลือกไปที่อย่างแรก ด้วยการยิงประตูชัยให้เบลเยี่ยมเอาชนะ รัสเซีย ไป 1-0

ในเกมที่มาราคาน่า และประตูนั้นคือเหตุผลที่ ลิเวอร์พูล ตัดสินใจเซ็นสัญญาเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์

นอกจากนี้ประตูในเกมกับรัสเซีย ที่ โอริกี้ ทำได้ยังถูกบันทึกไว้ว่าเป็นประตูประวัติศาสตร์ของ เบลเยี่ยม เพราะมันมาพร้อมกับสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูได้ในฟุตบอลโลกของเบลเยี่ยมนั่นเอง

เกือบไม่มีวันนี้การมาของ โอริกี้ นั้นมาช้ากว่ากำหนด 1 ปี เพราะ ลิเวอร์พูล ปล่อยตัวเขาให้กับลีลล์ ยืมตัวใช้งานต่อไปก่อน ดังนั้นเมื่อครบ 1 ปีและเขากลับเข้ามาสู่รั้วแอนฟิลด์ ปรากฎว่ากุนซือลิเวอร์พูลมีการเปลี่ยนมือไปแล้วจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็น เจอร์เก้น คล็อปป์

สไตล์การทำทีมของ คล็อปป์ นั้นเป็นลายเซ็นของเขามาตั้งแต่สมัยคุม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นักเตะเกมรุกของเขาต้องเป็นคนที่มีเทคนิคล้ำเลิศ

คล่องแคล่วในพื้นที่สุดท้าย และจบสกอร์เฉียบขาด ซึ่งฝีเท้าของ โอริกี้ ในช่วงเวลานั้นไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้แบบเต็มประสิทธิภาพนัก เขายัง

เด็กเกินไป และยังทำอะไรไม่ได้มากกว่าการรอเข้าฮอร์สยิงประตู ฉายา “เบบี้ ไคลเวิร์ต” ไม่มีความหมายที่แอนฟิลด์ 

หากมองที่จำนวนประตูถือว่าไม่น่าเกลียดเพราะฤดูกาล 2015-16 เขายิงไป 10 ลูก ขณะที่ฤดูกาล 2016-17 เจ้าตัวก็ยิงเพิ่มอีก 11 ลูก แต่ในเรื่องโอกาสการลงเล่นถือว่าส่วนใหญ่ต้องรับบทตัวสำรอง เขาหลุดเป็นตัวสำรองตัวเลือก

ท้ายๆ ตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ คล็อปป์ ได้เจอแนวรุกที่ลงตัวอย่าง ฟีร์มิโน่, ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ รวมถึง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (ที่ย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ในเวลาต่อมา) เมื่อนั้นก็ไม่มีที่ว่างให้กับ โอริกี้ อีกเลย เขาถูกส่งไปให้

โวล์ฟส์บวร์ก ยืมตัวในฤดูกาล 2017-18 ซึ่งผลออกมาก็คือเจ๊งอีกราวกับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เขายิงได้แค่ 6 ประตูจากการลงสนาม 34 นัด ด้วยจำนวน

ประตูขนาดนี้ต่อให้มีออพชั่นซื้อขาดหลังยืมตัว โวล์ฟส์บวร์ก ก็ปฎิเสธจะใช้ออพชั่นดังกล่าวทิ้งไปแบบไม่ใยดี 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *