ดีโอโก้ โจต้า

ดีโอโก้ โจต้า

ดีโอโก้ โจต้า

ดีโอโก้ โจต้า

ดีโอโก้ โจต้า

โชต้า รักใน กีฬาฟุตบอล มาตั้งแต่เด็ก และได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวเป็นอย่างดี ทำให้ตอนที่เขามีอายุ 9 ขวบ จึงได้เข้าไปอยู่ในอคาเดมี่ของสโมสร กอนโดมาร์ ซึ่งเป็นทีมขนาดเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กับสโมสร เอฟซี ปอร์โต้ ยักษ์ใหญ่ ลีกโปรตุเกส

จนกระทั่งอายุ 13 ปี เจ้าตัวได้ย้ายไปอยู่กับ ปากอส เดอ เฟอร์ไรร่า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสโมสรที่อยู่ในเมือง ปอร์โต้ ซึ่งที่นี่ถือได้ว่าเป็นทีมที่พัฒนาฝีเท้านักเตะระดับเยาวชนได้ดีมาก และเมื่อได้ย้าย

มาอยู่ที่นี่ โชต้า ก็ได้ฝึกฝน ฝึกซ้อม และได้พัฒนาฝีเท้าจนเก่งเกินกว่านักเตะรุ่นเดียวกัน และนั่นทำให้เส้นทางลูกหนังอาชีพของเจ้าตัวกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เมื่อเขาถูกบรรดาสตาฟฟ์โค้ชผลักดัน

ให้ขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ของสโมสร ในฤดูกาล 2014/15 โดยในขณะนั้นตัวของเขายังมีอายุเพียง 18 ปี เท่านั้น

และการลงเล่นใน โปรตุเกส ซูเปอร์ลีกา ฤดูกาลแรก เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ก็ต้องทำให้ทุกคนต้องตะลึง เมื่อเขาสามารถยิงประตูได้ถึง 2 ลูกในเกมเดียว จนกลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถสร้างสถิติใหม่นี้ได้

เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา โชต้า ยังไม่หยุดความร้อนแรง เขาได้สร้างสถิติอันน่าทึ่งให้กับตัวเองอีกครั้ง ด้วยการยิงไปถึง 14 ลูก กับทำอีกแอสซิสต์ 10 ครั้ง จากการลงแข่งขันในทุกรายการ ส่งผลให้เขากลายเป็นนักเตะดาวรุ่ง ที่ถูกจับตามองจากทีมยักษ์ใหญ่ทั่วยุโรป

จากฝีเท้าอันร้อนแรง และถูกยกให้เป็นแข้งดาวรุ่งพรสววรค์ ทำให้หลายๆ ทีมในยุโรปต้องการที่จะได้ตัว โชต้า ไปร่วมทีม จนกระทั่งเจ้าตัวได้ตัดสินใจอนาคตตัวเองด้วยการย้ายไปร่วมทีม “ตราหมี” แอตเลติโก มาดริด ทีมดังของศึกลา ลีกา สเปน เพื่อที่จะออกเดินทางไปพิสูจน์ความ

สามารถของตัวเองในลีกที่ใหญ่ขึ้น ในฤดูกาล 2016/17

ทว่าการย้ายมาค้าแข้งกับ แอตเลติโก้ มาดริด กลับกลายเป็นฝันร้าย เมื่อเขาไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสไตล์การเล่นฟุตบอลของทีม จนไม่อยู่ในแผนการทำทีมของกุนซือ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่  ทำให้เขาไม่ได้ลงสนามให้กับทีมเลย

จนกระทั่ง เดือนสิงหาคม ปี 2016 โชต้าได้กลับไปที่โปรตุเกสอีกครั้ง เมื่อ เอฟซี ปอร์โต้ ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกบ้านเกิด ได้ยืมตัวเขามาร่วมทีม เพื่อให้เขาได้มีโอกาสลงสนาม และจะได้พัฒนาฝีเท้า ดีกว่าการเอาอนาคตไปทิ้งที่ลีกสเปน

และจากการที่ได้กลับมาลีกโปรตุเกสอีกครั้ง เหมือนเป็นการเกิดใหม่ของ โชต้า เลยก็ว่าได้ เมื่อเจ้าตัวได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง และค่อยๆ กลับมาโชว์ฟอร์มเก่ง และสามารถสร้างสถิติต่างๆ เอาไว้ให้ ปอร์โต้ อย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือการเป็นนักเตะโปรตุเกสที่มีอายุน้อยที่สุดของ

สโมสร ที่สามารถยิงประตูได้ในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นั่นเอง

โชต้า กลายเป็นที่รักของแฟนบอล ปอร์โต้ อย่างมาก และหลายฝ่ายก็คิดว่าเขาจะฝังรากอยู่กับสโมสรนี้แบบถาวร แต่แล้วเส้นทางการผจญภัยครั้งใหม่ของเด็กหนุ่มโปรตุเกส ก็ต้องเริ่มต้นอีกครั้ง จากการเข้ามาของชายที่ชื่อ จอร์จ เมนเดส ยอดเอเย่นต์ชื่อดัง

เมนเดส เข้ามารับหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ต่างๆ ให้กับ โชต้า และเขาก็ใช้เวลาเพียงไม่นาน ในการกล่อมให้นักเตะในความดูแลของเขาโบกมือลาลีกโปรตุเกส เพื่อย้ายมาค้าแข้งในประเทศอังกฤษ ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งจุดหมายปลายทางก็คือ สโมสรวูล์ฟแฮมป์ตัน นั่นเอง

การที่ โชต้า ย้ายมาเล่นให้กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่ในเวลานั้นกำลังเล่นอยู่ในศึก แชมเปี้ยนชิพ หรือลีกรองของประเทศอังกฤษ นั่นทำให้บรรดาสื่อมวลชนของโปรตุเกส ไม่พอใจอย่างมาก

เนื่องจากเหมือนเป็นการลดระดับนักเตะ และกลัวว่านักเตะจะหยุดการพัฒนาฝีเท้า เพราะจะได้เล่นแต่กับทีมลีกรองๆ

แต่นั้นก็ไม่อาจจะหยุดยั้งให้เจ้าตัวโบยบินสู่โลกกว้างอีกครั้ง เขาตัดสินใจย้ายมาค้าแข้งกับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ซึ่งเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้ คือต้องการพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง รวมทั้งที่นี่ยังมี นูโน่

เอสปิริโต้ ซานโต ผู้จัดการทีมคนบ้านเดียวกัน ทำหน้าที่อยู่ รวมไปถึงภายในทีมก็ยังมีผู้เล่นชาวโปรตุกีสมากมาย ซึ่งทำให้เขาสามารถปรับตัวกับทีมใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

และด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมอยู่แล้ว รวมทั้งการปรับตัวได้เร็ว ทำให้เขากลายเป็นตัวหลักของทีม แถมยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้อย่างร้อนแรง ยิงไปถึง 17 ประตู จนกระทั่งสามารถช่วยให้ วูล์ฟแฮมป์ตัน คว้าแชมป์ แชมเปี้ยนชิพ ฤดูกาล 2017/18 ได้สำเร็จ และพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นใน

พรีเมียร์ลีกอย่างยิ่งใหญ่ และนั่นก็ทำให้ทัพ “หมาป่า” ตัดสินใจซื้อขาด โชต้า มาร่วมทีมแบบถาวรทันที ด้วยค่าตัวประมาณ 14 ล้านยูโร

ฤดูกาลแรกในศึกพรีเมียร์ลีก วูล์ฟแฮมป์ตันทำผลงานได้แบบสุดเซอร์ไพรส์ สามารถจบอันดับ 7 ของตาราง แถมยังได้ไปเตะฟุตบอลถ้วยยุโรปอีกด้วย นั่นเพราะส่วนหนึ่งมาจากฟอร์มการเล่นอัน

ยอดเยี่ยมของ โชต้า ที่ซัดไปถึง 10 ประต กับทำอีก 7 แอสซิสต์ ในทุกรายการ แม้จะเข้าสู่ ฤดูกาล 2019/2020 วูล์ฟแฮมป์ตัน ก็ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่่ นั่นรวมถึง โชต้า ด้วย

เพราะในฤดูกาลนี้ เจ้าตัวลงสนามไปทั้งหมด 48 นัดในทุกรายการ และยิงไปถึง 16 ประตู กับอีก 6 แอสซิสต์ พาทีมจบอันดับ 7 อีกครั้ง

และต่อมาในฤดูกาล 2020/2021 ในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะก่อนฤดูกาลใหม่จะเปิด เรื่องน่าเซอร์ไพรส์ก็เกิดขึ้นกับ โชต้า อีกแล้ว จากการที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของ ลิเวอร์พูล ที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาหมาดๆ ต้องการที่จะเสริมศักยภาพในแนวรุก เลยมาปิ๊งฟอร์มของ

ดาวเตะโปตุเกส และเพียงเวลาไม่นานลังจากมีข่าวหลุดออกมา ทัพ “หงส์แดง” ก็จัดการคว้าตัว โชต้า จากวูล์ฟแฮมป์ตันมาร่วมทัพด้วยค่าตัวประมาณ 45 ล้านปอนด์ แบบที่ไม่มีใครคาดคิด

โชต้า เข้ามาสวมเสื้อหมายเลข 20 ให้กับทีม ลิเวอร์พูล โดยในช่วงแรกเขายังไม่ค่อยมีบทบาทเท่าไหร่ เพราะ 3 ประสานในแดนหน้าของทีมยอดเยี่ยมอยู่แล้ว ทว่าเมื่อได้รับโอกาสลงสนาม

เจ้าตัวก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือ จัดการฉายแสงโชว์ความยอดเยี่ยม ยิงประตูเป็นว่าเล่น ทั้งในบอลลีก และบอลถ้วย จนเวลานี้เขาได้กลายเป็นตัวหลักของทีมไปเรียบร้อยแล้ว นั่นเอง

เส้นทางในทีมชาติของ โชต้า ก็คล้ายๆ กับนักเตะคนอื่นๆ ทั่วไป เมื่อเขาได้รับใช้ชาติครั้งแรกในฤดูกาล 2014/15 ในการเล่นในชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ค่อยๆ ขยับมาเรื่อย มาเล่นรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี ตั้งแต่ปี 2015 จนถึงปี 2018 แถมในระหว่างนั้น ยังขึ้นมาเล่นชุดยู-23 ในปี 2016 อีกด้วย

จนกระทั่งปี 2019 ที่เจ้าตัวกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงให้กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน เขาก็ได้ถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามครั้งแรก ด้วยการเป็นตัว

สำรอง ในแมตช์ที่ถล่มลิทัวเนีย 6-0 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019 จนถึงเวลานี้เจ้าตัวลงสนามให้ทีมชาติไปแล้ว 10 นัด และยิงให้กับทีมชาติไปแล้วถึง 3 ประตู ด้วยกัน แถมเจ้าตัวก็ยัง

เป็น 1 ใน 23 ขุนพล ทัพ “ฝอยทอง” ชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *