ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ลองทบทวนกันก่อนว่าบรรดาตัวละครที่พิการทางสายตาจากกระแสป๊อปคัลเจอร์มีใครบ้าง ?

เชอร์รุท อิมเว (แสดงโดย ดอนนี่ เยน) จาก Rogue One : A Star Wars Story, อาร์ย่า สตาร์ค (แสดงโดย เมซี่ วิลเลี่ยมส์) จาก Game of Thrones ซีซั่น 5, อีไล (แสดงโดย เดนเซล วอร์ชิงตัน) จาก The Book of Eli และที่โด่งดังที่สุด คือ แมตต์ เมอร์ด็อค หรือ แดร์เดวิล (แสดงโดย ชาร์ลี ค็อกซ์ ในเวอร์ชั่นทีวีซีรี่ส์ และ เบน แอฟเฟล็ก ในฉบับภาพยนตร์) จาก Daredevil

ตัวละครเหล่านี้นอกจากจะมีปัจจัยร่วมที่เป็นผู้พิการทางสายตาเหมือนกันแล้ว พวกเขายังเป็นนักสู้ตัวยงที่ดูจะไม่ค่อยมีปัญหากับเรื่องชกต่อยแม้ว่าตัวเองจะมองไม่เห็นก็ตาม เพราะบางทีสายตาไม่เกี่ยวก็ใส่เดี่ยวได้หมดเหมือนกัน

แต่เคยสงสัยกันไหมว่าผู้พิการทางสายตาเขาต่อสู้กันอย่างไร ? เพราะรู้หรือไม่ว่า เรื่องการใช้กำลังของผู้พิการทางสายตานั้นสามารถพบได้ในชีวิตจริงผ่านกีฬาที่ชื่อว่า ยูโด พาราลิมปิก กีฬาศิลปะการป้องกันตัวที่มีกฎเฉพาะว่าผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นผู้พิการทางสายตาเท่านั้น

อาจจะไม่ได้รุนแรงหรือเกินจริงไปเหมือนในหนัง แต่เรื่องของการฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัสและไหวพริบของ นักกีฬา ยูโด พาราลิมปิก อาจช่วยให้เราเข้าใจกลไกร่างกายของผู้พิการทางสายตามากขึ้นก็เป็นได้

ประสาทสัมผัสแบบเรดาร์ ?

แดร์เดวิลเวอร์ชั่นปี 2015 บอกอะไรกับเราบ้างเกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้และประสาทสัมผัสของคนตาบอด

แดร์เดวิล เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ได้มีพลังร่างกายเหนือมนุษย์ เขาบินไม่ได้ ไม่มีพลังจิต มีเพียงประสาทสัมผัสอันดีเลิศกับร่างกายที่กำยำจากการออกกำลังกาย มีโครงสร้างเหมาะแก่การเป็นนักกายกรรม เขาเคลื่อนไหวร่างกายไปบนตึกผ่านการใช้อุปกรณ์อย่างเชือกหรือท่อนกระบอง และมักจะใช้เสียง เป็นตัวนำทางในการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง

แปลกแต่จริงที่มีคนทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้อย่างจริงจัง มีการอธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง “See What I’m Saying: The Extraordinary Powers of Our Five Senses” ในปี 2010 ของนักจิตวิทยา ด็อกเตอร์ ลอว์เรนซ์ โรเซนบวม ที่กล่าวไว้ว่า บางครั้งประสาทการรับรู้ของเราถูกนำด้วยเสียงมากกว่าภาพ มนุษย์ถูกนำทางด้วยเสียงในทางอ้อมและในบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ด็อกเตอร์ลอว์เรนซ์ยกตัวอย่างจากการรีบเร่งออกไปทำงานตอนเช้า ที่เป็นกิจวัตรของผู้คนในทุก ๆ วัน

“ดวงตาและสติสัมปชัญญะส่วนมากของคุณมักจะถูกครอบงำด้วยสิ่งอื่นจนทำให้วอกแวกได้เสมอ บางครั้งการเดินทางของคุณจึงมักจะถูกนำด้วยเสียงเป็นหลัก และทุก ๆ ครั้งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่เสียงดังในแต่ละวัน เป็นเพราะคุณสามารถรับรู้ได้ว่ามันจะส่งเสียงอย่างไรจากความจำของคุณเอง”  

กล่าวคือ เราจะจดจำเสียงของสิ่งของในชีวิตประจำวันของเราได้ อย่างเช่น เสียงปิดประตู เสียงเลื่อนเก้าอี้ เสียงการกระทบกันของเครื่องใช้ในบ้าน ที่บางครั้งเรายังไม่ทันได้ทำอะไร เราก็ได้ยินเสียงนำมาก่อนแล้ว เพราะเราจำได้ เป็นต้น

ประสาทสัมผัสของมนุษย์มีความคล้ายคลึงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ ค้างคาวหรือโลมา ที่อาศัยเสียงสะท้อนในการนำทางให้แก่ตนเอง แต่ของมนุษย์จะแตกต่างกัน โดยเราไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงในการเคลื่อนที่ทั้งหมด เพราะเราสามารถใช้สายตาในการช่วยได้ เว้นแต่กรณีสำหรับผู้พิการทางสายตา

เรื่องการใช้เสียงเสมือนเป็นตัวเปิดประสาทสัมผัสของผู้พิการทางสายตาไปไกลกว่านั้น เมื่อมีคนที่สามารถพัฒนาทักษะของประสาทสัมผัสโดยการใช้เสียงจากปาก อย่าง แดเนียล คิช (Daniel Kish) ผู้พิการทางสายตาตั้งแต่อายุประมาณ 1 ขวบ ชาวอเมริกัน ประธานของ “World Access for the Blind” องค์กรณ์ไม่แสวงผลกำไรสำหรับผู้พิการทางสายตา แดเนียล สามารถฝึกทักษะการใช้คลื่นเสียงโซนาร์ที่มาจากการกระดกลิ้นของตนเองได้

เมื่อเขากระดกลิ้น คลื่นเสียงจะไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนกลับมาที่ตัวเขา การทำแบบนี้จะทำให้แดเนียลสามารถรับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวขณะนั้นได้ ถึงขนาดที่เขาสามารถปั่นจักรยานบนถนนได้เลยด้วยซ้ำ

ว่ากันว่าประสาทสัมผัสของผู้พิการทางสายตานั้นไวกว่าคนทั่วไป เพราะพวกเขาเป็นคนที่ไวต่อการสัมผัสมากกว่า จากการศึกษาและตีพิมพ์ลงในวารสารประสาทวิทยาของนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ในปี 2010

ทางมหาวิทยาลัยได้จัดกลุ่มผู้เข้าร่วมทดสอบประสาทสัมผัสขึ้น โดยมีผู้พิการทางสายตาจำนวน 57 คน และคนที่มีสายตาปกติจำนวน 89 คน วิธีการทดสอบคือให้ผู้เข้าร่วมนำนิ้วไปวางบนหมุดขนาดเล็ก เพื่อวัดผลความแม่นยำ ผลการทดลองออกมากลับกลายเป็นว่า 22 คนจากผู้พิการทางสายตา สามารถนำนิ้วไปวางบนหมุดได้ทันทีอย่างไม่พลาด จนผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจกว่าคนที่มีสายตาปกติ

ใจความสำคัญหลักของการทดลองนี้ คือการสังเกตความไวของการสัมผัส ที่สามารถฝึกฝนได้จากการฝึกการใช้ร่างกายในการสัมผัสอยู่เสมอ แดเนียล โกลด์ริช (Daniel Goldrich) หัวหน้าทีมนักวิจัยที่ได้ทำการทดสอบครั้งนี้เปิดเผยกับนิตยสาร Science Daily ในเวลาต่อมาว่า

“การศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า สมองมีวิธีเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างไรหากถูกลดทอนประสิทธิภาพในการมองเห็นลง คำตอบคือมันจะไปเพิ่มความไวต่อการสัมผัสแทน”

งานวิจัยดังกล่าวยังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ถือเป็นการศึกษาที่มีคุณค่า ด็อกเตอร์ ริชาร์ด เฮลด์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและการพัฒนาสายตา ได้ยกย่องงานวิจัยชิ้นนี้ว่าอาจจะทำให้เราเข้าใจปฏิกิริยาของร่างกายจากการใช้ประสาทสัมผัสมากขึ้นก็เป็นได้

กล่าวโดยสรุป คือ การขาดความสามารถในการมองเห็น จะไม่ได้เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพประสาทสัมผัสของร่างกายให้ดีขึ้นแบบทันทีแต่อย่างใด ผู้พิการทางสายตาไม่ได้มีเรดาร์เซนส์แบบแดร์เดวิลที่เราเห็นในซีรีส์ แต่เป็นการฝึกการสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกับวัตถุต่าง ๆ หรือการอ่านหนังสืออักษรเบรลล์ ก็สามารถเพิ่มความแม่นยำที่มาจากความคุ้นเคยได้ เหมือนกับการหมั่นฝึกฝนการใช้ร่างกายนั่นเอง

แต่ถ้าเป็นกรณีของนักกีฬาผู้พิการทางสายตา สิ่งที่ต้องหมั่นฝึกฝนไม่ใช่แค่เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องใช้เพื่อการแข่งขันด้วยจะต่างไปอย่างไร ?

ความเร็วเป็นต่อ ไหวพริบดีเป็นต่อกว่า

การแข่งขันยูโดพาราลิมปิก ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สำหรับผู้ชายและสำหรับผู้หญิงในปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือการเป็นผู้พิการทางสายตา ที่มีทั้งคนที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย (Blind) และมองเห็นแบบเลือนราง (Partially Sighted) แบ่งเป็นคลาส บี 1 ที่ไม่เห็นเลย, บี 2 ไม่เห็นแต่ค่อนไปทางเห็นเลือน และ บี 3 คือสามารถเห็นได้แบบเลือนราง

ยูโด เป็นกีฬาประเภทศิลปะการป้องกันตัวที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คำว่า “ยูโด” มีความหมายคือ “วิถีอ่อนโยน” เป็นกีฬาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพลังกาย พลังใจ การให้ความเคารพต่อกัน เน้นไปที่การเคลื่อนไหวที่แม่นยำ วิธีการชนะคือ จะต้องจับนักกีฬาฝ่ายตรงข้ามทุ่มลงกับพื้นในลักษณะจับหน้าคว่ำลง แล้วล็อกไว้ บนเสื่อขนาด 10×10 เมตร การแข่งขันจะจำแนกนักกีฬาผ่านความต่างของน้ำหนักตัว

การแข่งขันยูโดพาราลิมปิกจึงต้องอาศัยทั้งความเร็วและพละกำลังมหาศาลในการเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบกว่า ใครที่ถึงตัวก่อนและมีกำลังมากกว่า ก็มีโอกาสที่จะจับทุ่มได้ก่อน การทำคะแนนสูงสุดของยูโดจะเรียกว่า “อิปโป้ง” การจะได้อิปโป้งจะพิจารณาจาก 4 ปัจจัย คือ 1.ความสามารถในการควบคุมฝ่ายตรงข้าม 2.การจับฝ่ายตรงข้ามให้หลังตกลงบนเสื่อได้ 3.ความแรง และ 4.ความเร็ว

เดิมทีเงื่อนไขเดิมก็มีความท้าทายอยู่ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับนักกีฬายูโดพาราลิมปิกที่พิการทางสายตา สิ่งที่พวกเขาจะต้องมีด้วยคือไหวพริบที่ดี ที่ได้จากการสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้

นักกีฬายูโดพาราลิมปิกหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา คริสเตลล่า การ์เซีย (Christella Garcia) เปิดเผยความรู้สึกกับ AFP หลังการแข่งขันยูโดพาราลิมปิกที่ ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อปี 2016

“คุณจับไปที่ร่างกายของฝ่ายตรงข้ามและสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของเขา มันอยู่ที่ว่าใครอยากได้ชัยชนะมากกว่ากัน”

นอกจากนี้ ยังมี นาโอมิ โซอาโซ (Naomi Soazo) นักกีฬายูโดพาราลิมปิกหญิงทีมชาติเวเนซุเอลา เจ้าของเหรียญทองยูโดพาราลิมปิกปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และเหรียญทองแดงจากพาราลิมปิก ริโอ 2016 ที่กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่า การเคลื่อนไหวมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้พวกเขาจับจังหวะของฝ่ายตรงข้ามได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *