ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ครั้งหนึ่ง ซน ฮึง-มิน เคยกล่าวว่า “ต่อให้ผมยิง 100, 200 หรือ 300 ลูก ก็เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเทียบเคียงความยิ่งใหญ่ของพาร์ก จี-ซองได้ เพราะเขาคือผู้เปิดทางให้โลกยอมรับนักเตะเกาหลีใต้ และผมก็เพียงแค่เดินตามรอยของเขา เมื่อมีเขาปูทางไว้แล้ว ทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้น”

ในปัจจุบันมีนักเตะเกาหลีใต้มากมายที่ได้เล่นในลีกใหญ่ของยุโรป แต่ถ้าพูดถึงคนแรกจริงๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง ไม่มีใครเทียบเท่า พาร์ค จี-ซองได้อีกแล้ว

ตั้งแต่ย้ายจากพีเอสวี มาสู่แมนฯยูไนเต็ด ในปี 2005 พาร์กพิสูจน์ให้คนทั้งอังกฤษเห็นว่า คนเกาหลีก็เตะบอลในเลเวลนี้ได้ จึงนำมาสู่การอิมพอร์ตตัวเกาหลีอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษต่อมา ดังนั้นที่ ซน ฮึง-มินออกมาใช้คำว่า “เปิดทางให้โลกได้ยอมรับนักเตะเกาหลี” ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด

จริงๆแล้ว กว่าที่พาร์กจะได้รับการยอมรับขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก กล่าวคือในสมัยเด็ก พาร์กตัวเล็กมาก จบ ม.ต้น แล้วยังสูงแค่ 162 เซนติเมตร พอเข้าเรียนระดับ ม.ปลาย ไซส์ของร่างกายเป็นจุดอ่อนมาก ในการซ้อมแต่ละวัน พาร์กโดนอัดน่วมประจำ

คุณพ่อของพาร์กชื่อ ซอง-ยอง ที่มีส่วนสูงแค่ 162.5 เซนติเมตร เขาโทษตัวเองว่าเพราะกรรมพันธุ์ของเขาทำให้ลูกเติบโตช้า ดังนั้นจึงพยายามบำรุงลูกชายเต็มที่ ที่บ้านพาร์กมีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ จึงพยายามบำรุงลูกชายด้วยการกินสัตว์หลากชนิด ตามความเชื่อของเกาหลี เช่นเอาเนื้อกบมาปั่นเป็นน้ำแล้วดื่ม (Frog Juice) และดื่มเลือดกวาง เป็นต้น ซึ่งพาร์กก็ยินดีกินโดยไม่บ่นแม้แต่คำเดียว

เรื่องบำรุงก็ทำกันไป แต่พาร์กเล่าว่า “มันไม่ใช่ปัญหาที่ผมจะไปโทษใครได้ ผมมานั่งวิเคราะห์ดู ถ้าปัญหาคือเรื่องขนาดร่างกาย ผมก็ต้องมีจุดแข็งอย่างอื่นเอาไว้สู้กับคู่แข่ง”

สิ่งที่พาร์กพัฒนาขึ้นมาคือ “ความอึด” เขาซ้อมหนักมากกว่าคนอื่น และมีวินัยอย่างที่สุด ตลอดช่วง ม.ปลาย เขาไม่เคยออกไปเที่ยวไหนกับเพื่อน ไม่เคยกลับบ้านเกิน 3 ทุ่มแม้แต่วันเดียว จนสุดท้าย ความอดทนนั้น มันส่งผลให้เขาเป็นนักเตะที่มีพลังม้า วิ่งได้ไม่มีหมดตลอดเกม

ไม่รู้ว่าจะด้วยน้ำกบปั่น หรือถึงวัยเจริญเติบโตพอดี แต่เมื่อจบ ม.ปลาย เขามีส่วนสูง 176 เซนติเมตร ถือว่ามากพอที่จะลงเล่นในฟุตบอลระดับสูง

เส้นทางอาชีพของพาร์ก เขาคว้าแชมป์มัธยมปลายแห่งชาติ จากนั้นได้ทุนเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยมยองจิ ก่อนได้ติดทีมชาติเกาหลีใต้ชุดโอลิมปิก

เมื่อติดทีมชาติชุดโอลิมปิก ชีวิตของพาร์กกระโดดอย่างเร็วมาก สโมสรเกียวโต เพอร์เพิล ซังกะในญี่ปุ่นเห็นแวว จึงดึงตัวไปร่วมทัพในปี 2000 และพาร์กก็มีผลงานยอดเยี่ยม พาต้นสังกัดคว้าแชมป์ J2 ได้เลื่อนชั้นมาเล่นลีกสูงสุด และเข้าชิงบอลถ้วยเอ็มเพอเรอร์คัพ

ด้วยฟอร์มที่โดดเด่น

ทำให้กุส ฮิดดิงค์ เฮดโค้ชทีมชาติเกาหลีใต้เรียกตัวติดเป็น 23 ขุนพล ลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในตำแหน่งปีกขวา และชื่อเสียงของเขาก็เริ่มโด่งดังจากจุดนี้ พาร์กเป็นคนยิงประตูชัยให้เกาหลีใต้ ชนะโปรตุเกส ในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก ด้วยสกอร์ 1-0 โดยใช้สกิลทักษะที่เหนือชั้นมาก

ในช็อตนี้ อี ยอง-เปียว ครอสบอลจากด้านซ้ายลึกมาถึงขวาสุด พาร์กจับบอลด้วยหน้าอก ให้บอลลอยกลางอากาศ จากนั้นแตะบอลหนีแซร์โจ้ คอนไซเซา แล้ววอลเลย์เปรี้ยงลอดขาวิคเตอร์ บาย่าเข้าประตูแบบหมดจด นี่คือประตูที่ทำให้โลกได้เห็นว่า พาร์กไม่ใช่มีแค่ความอึด แต่ทักษะเกมบุกก็ทำได้ไม่เลวด้วย

หลังจบฟุตบอลโลก ฮิดดิงค์ย้ายไปคุมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นในฮอลแลนด์ จึงทำการซื้อตัวพาร์กจากเกียวโต เพอร์เพิล ซังกะ ไปอยู่ด้วยในเดือนมกราคมปี 2003 โดยฮิดดิงค์มีแผนในใจแล้วว่าจะใช้งานพาร์กอย่างไร
ในซีซั่นแรก (2002-03) ด้วยความที่พาร์กย้ายไปกลางฤดูกาล และยังไม่คุ้นเคยกับฟุตบอลยุโรป ทำให้เขาต้องใช้เวลาปรับตัวกับจังหวะฟุตบอลฮอลแลนด์พอสมควร

แต่พอเข้าซีซั่นที่สอง (2003-04) คราวนี้เขายึดตัวจริงของทีมได้สำเร็จ พีเอสวีแข็งแกร่งขึ้น ปีกขวามีพาร์กโจมตี ส่วนปีกซ้ายก็เป็นตัวจี๊ดความเร็วแสง อาร์เยน ร็อบเบน เกมริมเส้นซ้าย-ขวาของพีเอสวี เล่นงานคู่แข่งจนพังพาบไปเป็นแถบๆ

ในยุคนั้น พาร์กคือตัวรุกธรรมชาติ และมีส่วนร่วมกับการเข้าทำอยู่ตลอด จบซีซั่นเขายิงได้ 6 ประตู มากกว่าร็อบเบนด้วยซ้ำที่ยิงได้แค่ 5 ลูกในลีกเท่านั้น

เข้าซีซั่นที่สาม (2004-05) ร็อบเบนย้ายไปเชลซี คราวนี้พาร์กยิ่งกลายเป็นคีย์แมนของพีเอสวีอย่างเต็มตัว เขาเล่นทั้งปีกขวา ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวรุก เลี้ยงบอลกระชากกระจุย และยิงได้ถึง 11 ลูกในปีเดียว คือเราจะเห็นเลยว่า พาร์กมั่นใจมากในสกิลเกมรุกของตัวเอง เขาช่วยพีเอสวีคว้าแชมป์ลีก ตามด้วยเข้ารอบรองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างน่าทึ่ง

พาร์กเป็นขวัญใจแฟนบอลขนาดไหน ลองคิดดูว่าเมื่อจบซีซั่น พีเอสวีขายซีดีบันทึกเพลงเชียร์ฉลองแชมป์ลีก ในชื่อ PSV Kampioen โดยซิงเกิ้ลลำดับที่ 16 จาก 23 เพลง เป็นเพลงที่แฟนๆพีเอสวี แต่งให้พาร์ก จี-ซองโดยเฉพาะ

พาร์กกลายเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม แข็งแรง ปราดเปรียว เล่นเกมรุกดี ซึ่งด้วยความโดดเด่นขนาดนี้ จึงมีหลายสโมสรรุมแย่งตัวพาร์กกันอย่างหนักในช่วงซัมเมอร์ปี 2005 และหนึ่งในทีมที่แสดงความสนใจอย่างจริงจังคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

พาร์กเป็นคนเปลี่ยนแนวคิดของคนอังกฤษที่มีต่อนักเตะเอเชียตะวันออกไปอย่างสิ้นเชิง

กล่าวคือคนอังกฤษไม่ค่อยเชื่อว่า พวกนักเตะเกาหลี จีน ญี่ปุ่นจะเก่งจริง ในอดีตฟูแล่มเคยซื้อจุนอิจิ อินาโมโตะก็เล่นไม่ได้ เคยมีหลี่ เถีย กับหลี่ เหว่ยเฟง ที่ย้ายไปเอฟเวอร์ตันก็เล่นไม่ได้ ที่พอจะดูดีหน่อยก็มีซุน จีไห่ กับแมนฯซิตี้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้น

ยิ่งกับเกาหลี ยิ่งไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ภาพจำตอนโกงในฟุตบอลโลก 2002 ยังคงฝังใจคนยุโรปอยู่ แถมภาพลักษณ์เกาหลี ณ เวลานั้น ก็ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่จะดูเป็นสายเทคโนโลยี เกาหลีตอนนั้นยังถูกมองว่า กินหมาเป็นอาหารหลักอยู่เลย

เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ขนาดเพลงที่แฟนแมนฯยูไนเต็ด แต่งให้พาร์กเป็นเพลงแรก มีเนื้อว่า

Park, Park, wherever you may be,
You eat dogs in your country,
It could be worse,
You could be scouse,
Eating rats in your council house

“ปาร์ก ปาร์ก ต่อให้นายกินหมาอยู่ที่เกาหลี
แต่ยังดีกว่าไอ้พวกสเกาซ์ที่ต้องแดกหนูในบ้านเอื้ออารี”

ดังนั้น สิ่งที่พาร์กต้องแบกรับคือการ “รักษาภาพลักษณ์” ของคนเกาหลีใต้ในเวทีฟุตบอล เพราะถ้าเขาทำผลงานได้ดีในสนาม มีวินัย ไม่ออกลูกเกเร อาจทำให้คนอังกฤษยอมรับนักฟุตบอลเกาหลีใต้มากขึ้น และเปิดทางให้รุ่นน้องเจเนเรชั่นต่อไป ได้โอกาสมาค้าแข้งต่างแดนง่ายกว่าเดิม

ณ ตอนนี้ ฟุตบอลจึงไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียวอีกแล้ว แต่มีอนาคตของเด็กๆรุ่นต่อไป เป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว

และการมาอยู่แมนฯยูไนเต็ดนี่เอง พาร์กก็ได้พบบทสำคัญให้พิสูจน์ใจของตัวเอง คือทั้งโดนดร็อปเป็นสำรอง และโดนเปลี่ยนบทบาทจากปีกตัวรุกเป็นปีกตัวรับ

นักเตะอีกสองคนที่ออกมากล่าวชมพาร์คอย่างจริงใจ คือลีโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

เมสซี่กล่าวว่า “ผมคิดว่าเขาเป็นนักเตะโด่งดังแค่ไม่กี่คนในโลก ที่พร้อมทำงานหนักเพื่อเพื่อนร่วมทีมขนาดนั้น ดังนั้นไม่แปลกที่ใครๆก็จะชอบเขา”

ส่วนโรนัลโด้พูดว่า “พาร์ก จี-ซอง เป็นผู้เล่นมหัศจรรย์ และเป็นนักเตะคนโปรดของผมด้วย เขามีพลังร่างกายที่แข็งแกร่งเหลือเชื่อ เขาไม่เกี่ยงหรอกถ้าจะวิ่งพล่านตลอดทั้งวัน เขาพร้อมจะวิ่งไปทุกพื้นที่ของสนาม โดยไม่มีเหน็ดเหนื่อย และผมก็สนุกมากที่ได้วิ่งไปพร้อมๆกับเขา”

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *