หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

เป็นการเริ่มฤดูกาลที่งดงามของลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สามแต้ม แต่แนวรุกประสานงานกันอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว เช่นเดียวกับแนวรับ ที่เมื่อมีเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ก็มีความมั่นคงขึ้นอย่างชัดเจนมากจริงๆ

ลิเวอร์พูล 3 นอริช 0 และนี่คือบทสรุป 7  ข้อจากเกมที่สนามแคร์โรว โร้ด

1) บรรยากาศในสนามฟุตบอลวันนี้ คึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อพรีเมียร์ลีกอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมในสนามได้แบบ 100% แล้ว ซึ่งนัดนี้ คนดูเยอะถึง 27,023 คน เพิ่มแรงกดดันให้ลิเวอร์พูลอย่างมหาศาล การเจอน้องใหม่ที่คึกคักอย่างพิสูจน์ตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย หากเล่นไม่ระวัง อาจจะเหมือนอาร์เซน่อล ที่โดนทีเด็ดของเบรนท์ฟอร์ด ไปเมื่อคืนวันศุกร์

โควิด-19 ที่อังกฤษยังมีอยู่ แต่วิถีชีวิตของคนต้องดำเนินต่อไป จะเล่นบอลสนามโล่งไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว สโมสรเองก็ไม่มีรายได้ แฟนบอลเองก็ไม่มีความสุข ดังนั้นทางพรีเมียร์ลีก จึงประกาศกฎเหล็ก 3 ข้อหลัก เพื่อที่จะทำให้แฟนบอลกลับมาดูได้ในสนามอีกครั้ง นั่นคือ

– แฟนบอลจะถูกสุ่มตรวจภายในสนาม

– ดังนั้นคนที่เข้าชมเกม ต้องมีหลักฐานว่าฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว หรือ ผลตรวจล่าสุดที่ยืนยันว่าเป็นเนกาทีฟ

– สนามบอล จะบังคับให้ใส่แมสก์ตลอดเวลาที่อยู่ในเขตอินดอร์ และบังคับทางเข้าออกให้เป็นแบบวันเวย์ เพื่อลดการคอนแท็กต์กัน

สำหรับพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายที่ให้คนดูชมเต็มสนาม ต้องย้อนกลับไปเดือนมีนาคม 2020 ถือว่าเป็น 17 เดือนแห่งการรอคอยของแฟนๆ ไม่แปลกที่บรรยากาศต่างๆ เสียงเชียร์ เสียงโห่ ทุกฟีลลิ่งกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

2) การจัดไลน์อัพของลิเวอร์พูล น่าสนใจหลายประเด็น ข้อแรกคือสามประสาน ซาลาห์-มาเน่-โชต้า คล็อปป์พยายามเทสต์ 3 แนวรุกตัวใหม่ มาตั้งแต่เกมอุ่นเครื่องกับโบโลญญ่า ตามด้วยเกมกับแอธเลติก บิลเบา แน่นอนว่าฟีร์มีโน่มีความสำคัญ แต่เรารู้เลยว่าคล็อปป์อยากลองใช้งาน สามประสานชุดใหม่ก่อน

ข้อสองคือกองกลาง คล็อปป์ไว้ใจ มิลเนอร์, เกอิต้า และ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ให้เล่นร่วมกัน และนี่เป็นครั้งแรกที่ 3 คนนี้ออกสตาร์ตพร้อมกันในแผงมิดฟิลด์ด้วย จริงๆ ผมเชื่อว่า คล็อปป์ตั้งใจจะใช้มิลเนอร์ – เกอิต้า- เอลเลียตต์ เพราะส่งลงตัวจริงในเกมอุ่นเครื่องกับโบโลญญ่าและแอธเลติก บิลเบา แต่เปลี่ยนใจโค้งสุดท้าย ให้อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนลงแทนเอลเลียตต์ เพราะน่าจะแบกรับแรงกดดันจากเกมเยือนได้ดีกว่า

ข้อสามคือเซ็นเตอร์แบ็ก นี่เป็นการกลับมาเล่นเป็นตัวจริงของเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ในเกมทางการ เป็นนัดแรกในรอบ 301 วัน หรือเกือบ 10 เดือนเต็ม คล็อปป์อธิบายว่า เหตุผลที่ต้องเลือกฟาน ไดค์ – มาติป เพราะไม่กล้าใช้ ฟาน ไดค์ – โกเมซ เนื่องจากจะส่งตัวเจ็บยาว 2 คนลงยืนคู่กันมันก็อันตรายเกินไป หรือจะส่งอิบราฮิม่า โกนาเต้ ประเดิมสนามในเกมเยือน ก็ดูจะเสี่ยงไปหน่อย ดังนั้นจึงใช้ ฟาน ไดค์ – มาติป เป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด

เซ็นเตอร์แบ็กคนสุดท้าย ที่ยืนคู่ฟาน ไดค์ ในวันที่เขาโดนจอร์แดน พิกฟอร์ดเสียบจนต้องพักยาว 10 เดือน ก็คือมาติปนี่แหละ ดังนั้นเรื่องความเข้าใจกัน ไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้ว

3) ถ้าหากไม่นับฤดูกาลที่แล้ว สถิติของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในการเจอทีมน้องใหม่ คือไร้พ่าย 100% เจ้าตัวมีความชำนาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว รู้ว่าต้องรับมือกับพลังที่พลุ่งพล่านของทีมน้องใหม่อย่างไร

นอกจากนั้นสถิติของคล็อปป์ตั้งแต่ย้ายมาลิเวอร์พูล เขาไม่เคยแพ้นัดแรกของฤดูกาลมาก่อน แน่นอนว่า คงไม่อยากมาเสียสถิติในเกมนี้

4) ช่วงต้นเกม ผู้บรรยายภาษาอังกฤษกล่าวถึงนอริชว่า Going toe-to-toe with Liverpool สำนวน toe-to-toe (นิ้วโป้งเท้าเรา ชนนิ้วโป้งเท้าเขา) แปลว่า เปิดหน้าแลก ให้นึกถึงนักมวยที่ยืนแทบจะติดกันแล้วสาวหมัดใส่กันโดยไม่ตั้งการ์ด นั่นแหละคือสิ่งที่นอริช ทำกับลิเวอร์พูลช่วงต้นเกม

5) นอริชวูบวาบ ท็อดด์ แคนท์เวลล์ วิ่งไปทั่วสนาม ส่วนตีมู ปุ๊กกี้ พยายามสลัดกับดักล้ำหน้า ช่วง 20 นาทีแรก นอริชครองบอลได้ 68% – 32% ลิเวอร์พูลได้แต่อดทนรออย่างใจเย็น

แต่สิ่งที่ต่างกันของ 2 ทีมนี้คือนอริชวูบวาบแป้บเดียวแล้วก็หมด แต่ลิเวอร์พูลค่อยๆ มา และครองเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ช่วงกลางครึ่งแรกไปจนจบเกม

6) สิ่งที่น่าประทับใจในเกมนี้ คือการประสานงานกันของแนวรุกลิเวอร์พูล หากเราจำภาพปีที่แล้วได้ ต่างคนต่างเล่น ต่างแย่งกันยิง ไม่มีการประสานงานใดๆเกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่นัดนี้ แต่ละคนเล่นเพื่อทีมอย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่จังหวะทำประตู แต่ช็อตอื่นๆ เราเห็นความพยายามที่จะเล่นด้วยกัน มาเน่ครอสบอลสวยๆ มาให้ซาลาห์วอลเลย์ต้นครึ่งแรกเกือบเป็นประตู หรือตอนท้ายเกม ซาลาห์จะยิงเองก็ได้ แต่เลือกส่งให้มาเน่ ที่น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า (แต่ไปติดกองหลัง) บรรยากาศดีๆ ที่หายไปนาน กลับมาอีกครั้ง

7) เกมนี้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไม่มีใครอื่น นอกจากโม ซาลาห์ โอเคว่าลูก 1-0 ที่แอสซิสต์อาจจะมีโชคนิดหน่อย แต่ลูก 2-0 แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างอย่างแท้จริง เขาปาดเข้ากลางทันที โดยไม่คิดลังเล ให้ฟีร์มีโน่ยิงเข้าไป ส่วนประตู 3-0 ก็เป็นไม้ตายของซาลาห์อยู่แล้ว แต่งเข้าซ้ายแล้วปั่นโค้ง หมดสิทธิ์ที่ทิม ครูลจะรับ

นอกจาก 1 ประตูกับ 2 แอสซิสต์แล้ว มีช็อตที่แฟนบอลพูดถึงคือช่วงท้ายเกมที่ซาลาห์ได้ยิงอีกครั้งแต่หลุดกรอบ เขาระเบิดอารมณ์กราดเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด (ทั้งๆที่ นำไป 3-0 แล้ว) มันแสดงให้เห็นเลยว่า ซาลาห์ไม่ได้พอใจแค่นี้ แต่อยากยิงอีกเรื่อยๆ พลังไฟ และ Passion มาเต็มมากๆ

ซาลาห์กลายเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ที่ยิงได้ในนัดแรกของฤดูกาล 5 ปีติดต่อกัน และทำคะแนนในแฟนตาซีไป 17 แต้ม พร้อมทั้งได้คะแนนจากเว็บ Whoscored ไป 9.03 คะแนน

เกมนี้คล็อปป์เลือกผู้เล่นได้อย่างชาญฉลาดมาก เริ่มจากใช้ดีโอโก้ โชต้า ใช้ความวูบวาบมาป่วนแนวรับก่อนใน 60 นาทีแรก วิ่งใส่ให้หมดไปเลย แล้วเอาฟีร์มีโน่ ที่มีความเร็วน้อยกว่า ลงมาบดต่อใน 30 นาทีที่เหลือ ผลลัพธ์คือทั้งโชต้า และฟีร์มีโน่ยิงได้ทั้งคู่ แชร์ความแฮปปี้กันไป

ด้วยประตู 1-0 ทำให้ดีโอโก้ โชต้า เป็นนักเตะที่ยิงถึง 10 ลูกให้ลิเวอร์พูลในเกมลีกได้เร็วที่สุดอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์ โดยใช้เวลาแค่ 20 เกมเท่านั้น โดยคนที่ทำได้เร็วกว่าเขาได้แก่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ (13 เกม), ซาลาห์ (13 เกม), ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (18 เกม) และ เฟร์นันโด ตอร์เรส 18 เกม

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *