หยินหยาง ศึกมหาเวท

หยินหยาง ศึกมหาเวท

หยินหยาง ศึกมหาเวท

หยินหยาง ศึกมหาเวท

หยินหยาง ศึกมหาเวท

เพราะมีภาพยนตร์จีนไม่กี่เรื่องที่จะมาลงโรงบ้านเรา แม้ช่วงนี้โรงหนังปิดแต่คนไทยก็ไหนังดังจากประเทศจีน “หยินหยาง ศึกมหาเวท” สองเวอร์ชั่น ออกฉายประชันกันเมื่อต้นปี พร้อม

เทคนิค CGI ล้ำ ๆ ทำให้คอหนังคนไทยตื่นเต้น…ด้ดูหนังทั้งสองเรื่องผ่านระบบสตรีมมิ่งของ Netflix ที่ตื่นเต้นเพราะจะได้ดูฉากแอ็คชั่น แฟนตาซี การต่อสู้ของคนกับปีศาจ ยิ่งวิทยาการก้าวหน้า ฉากแสงสีเสียงก็ยิ่งตระการตา

แต่สำหรับคอหนังกำลังภายในแท้ ๆ

หนังจีนประเภทท่องยุทธภพ ฝึกกำลังภายใน ต่อสู้ด้วยเพลงดาบ เหาะไปเหาะมา ที่เรียกว่า อู่เสีย หรือ Wuxia (武侠) นั้นหาน้อยมาก กลายเป็น เซียนเสีย หรือ Xianxia (仙侠)

เป็นส่วนใหญ่ คือหนังแนวเทพเซียน ฝึกวิชาอาคมมนต์ดำ สู้กันทีก็ปล่อยแสง ใช้เทคนิค CG อย่างฟุ่มเฟือย คอหนังกำลังภายในที่เคยดูหนังจีนจากชอว์บราเดอร์ส และซีรีส์จีนจากค่าย TVB ฮ่องกง ตั้งแต่ยุค 70s ถึง 90s

ตอนนี้จะได้ดูแต่หนัง “เซียนเสีย” และคนดูส่วนใหญ่ก็ชอบเสียด้วย คนจีนยังชอบดูหนังแนวเทพเซียน ปีศาจ มาร ปะทะกันทีปล่อยแสง ไม่งั้น “โปเยโปโลเย” หรือ “ปีศาจงูขาว, จิ้งจอกเก้าหาง, เห้งเจีย, นาจา” ฯลฯ คงไม่สร้างซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่บางเรื่องก็ผสมทั้งสองส่วน ขึ้นอยู่ว่าจะปล่อยแสง 80% หรือปล่อยพองามสัก 20% ซึ่งเรื่อง หยินหยาง ศึกมหาเวท 2 (ผู้รู้ภาษาจีนบอกว่า ควรอ่านว่า ยิน-หยาง เพราะ “หยิน”

หมายถึงหญิงงามเมือง แต่ตอนนี้คำนี้กลายเป็นภาษาพูดและภาษาเขียนไปแล้ว) The Yin Yang Master 2021 เวอร์ชั่นล่าสุดปล่อยแสงกำลังดี จะเรียกว่าเป็น Wuxia ปล่อยแสงพอ

ประมาณกับกราฟิกเนียน ๆ เช่น ภูติพังพอน ปีศาจต้นไม้ ปีศาจเต่า ฯลฯ ดูน่ารักเด็กดูได้ นึกถึงชาว Ewok ชนเผ่าหมีน้อยบนดาว Endor ในหนังมหากาพย์ Star Wars แถมหายตัวได้พลันด้วยพลังแสงสีน้ำเงิน (เหมือน Star Wars เลย)

The Yin Yang Master 2021 ขอเรียกว่าเวอร์ชั่น 2 สร้างจากเกมมือถือ องเมียวจิ (Onmyoji) เดิมเป็นนิยายตีพิมพ์ในนิตยสารตั้งแต่ปี 1986 โดยนักเขียนชาวญี่ปุ่น

ชื่อ Baku Yumemakura ปัจจุบันอายุ 70 ปี องเมียวจิ ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นคือนักพรตที่ทำพิธีบวงสรวงและขับไล่ภูตผี สืบทอดวิชาโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ หนังสือองเมียวจิ ของนักเขียน

ผู้นี้มีผู้นำไปสร้างหนังญี่ปุ่น 2 เรื่อง และดัดแปลงเป็นการ์ตูน หนังทีวี ละครคาบูกิ และเกมอีกหลายเวอร์ชั่น ถ้าเป็นหนังก็แนวเซียนเสียแบบญี่ปุ่น

เมื่อเป็นหนังจีน เวอร์ชั่น 2 ดูสนุกตรงการต่อสู้ ปล่อยอาวุธลับ ปล่อยแสงแต่พองาม มีภูติตัวน้อยสร้างสีสัน ชวนนึกถึงหนังแฟรนไชส์ ตี๋เหรินเจี๋ย ของผู้กำกับ ฉีเคอะ (สวี่เค่อ) ที่ทำหนังจีน

กำลังภายในอย่างคอหนังจีนยุคก่อนทศวรรษที่ 90s ชื่นชอบ แนวบู๊ สืบสวน แอ็คชั่นไม่มีซ้ำ เดินศึกมหาเวท 2. นำแสดงโดยพระเอกรุ่นเดอะ เฉินคุน รับบท ฉิงหมิง ลูกครึ่งปีศาจที่ถูกเข้าใจผิดว่าไปทำลายผนึกขังมาร จึงหนีออกมาอยู่กับภูติพังพอนและปีศาจในป่า นางเอกก็รุ่นลาย

คราม โจวซวิ่น รับบท ไป๋หนี่ และมีหนุ่มหน้าเด็กมาเพิ่มอรรถรสคือ ป๋อหย่า หัวหน้าองครักษ์ รับบทโดย ชวีฉู่เซียว ทั้งหมดผจญภัยในแดนปีศาจ และสู้กับปีศาจตัวพ่อในฉากใกล้จบ รับบทโดย เฉินเว่ยถิง ในบท ฉือมู่ ที่คอสตูมดูเลอะไปหน่อยเรื่องเร็ว ตัดต่อฉับไว

ส่วนเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ The Yin Yang Master : Dream of Eternity ศึกมหาเวทสะท้านพิภพ สู่ฝันอมตะ เวอร์ชั่น 1 ลงโรงเมื่อปลายปี 2020 สูตรนี้เหมือนจะดังกว่าเพราะได้ดาราที่คนไทยคุ้นจากซีรีส์ดัง คือ จ้าวโย่วถิง (สามชาติสามภพ ป่าท้อสิบหลี่) และ เติ้ง

หลุน (มธุรสหวานล้ำฯ) ซีรีส์ยอดวิวทะลุหลายหมื่นล้าน มารับบท ฉิงหมิง กับ ป๋อหย่า เป็นปรมาจารย์ที่จะมาจับปีศาจในวัง ปรากฏว่าปรมาจารย์คนหนึ่งถูกฆ่าเลยต้องไปสืบสวน สองเรื่องนี้ไม่ใช่ภาคต่อ ดูไปทีละเรื่องอย่าเอาไปตีกัน

เวอร์ชั่น 1. ดูเป็น หนังวาย (Y) ด้วยมิตรภาพระหว่างฉิงหมิงกับป๋อหย่า คนหนึ่งแต่งขาวอีกคนแต่งดำ คล้ายซีรีส์ “ปรมาจารย์ลัทธิมาร” และทั้งคู่ก็ส่งสายตาให้กันอยู่เรื่อย วายแหง ๆ …และคนดูก็ชอบ เพราะฉายแค่สามวันแรกก็โกยรายได้ไป 400 ล้านหยวน แสดงว่าชาวจีนชอบหนัง

ปล่อยแสง เรื่องนี้แสงสีมาตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงตอนจบ

แต่ด้วยเทคนิคเนียนสวย เติ้งหลุนโชว์ซิกซ์แพ็ค ถอดเสื้อแล้วติดปีกสู้กับมังกร พล็อตเรื่องนอกจากมิตรภาพแบบวาย ๆ แล้วก็มีเรื่องความรัก ความผิดหวัง ดนตรีประกอบไพเราะ ฉากและเครื่องแต่งกายอลังการ

ภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องได้ทีมสร้างชั้นเลิศ ผู้บริหาร Netflix บอกว่า เวอร์ชั่น 2 CGI สวยมาก เป็นหนังกำลังภายในตีความใหม่ และเปิดหน้าใหม่ของหนังต่อสู้แนวคลาสสิกของจีน (ที่เรา

คิดถึงมานาน) และบอกให้รู้ว่าหนังกำลังภายในสัญชาติจีนแผ่นดินใหญ่ ตอนนี้กำลังบุกวงการหนังทั่วโลก ซึ่งได้พัฒนาเทคนิคการเดินเรื่อง การถ่ายทำ ลูกเล่นแพรวพราวไม่แพ้หนังจากฮ่องกง

แล้วเกี่ยวกับหนังแฟรนไชส์ ตี๋เหรินเจี๋ย สามภาค (2010 หลิวเต๋อหัว, 2013 จ้าวโย่วถิง, 2018 จ้าวโย่วถิง) กำกับโดย ฉีเคอะจากฮ่องกง ได้ยังไง… อีกทั้งเกี่ยวพันกับหนังลงโรง (ในจีน) ตี๋เหรินเจี๋ย 2 เรื่อง Detection of Dee Renjie – พลิกแฟ้มคดีของตี๋เหรินเจี๋ย และ Detective Dee: Solitary Skies Killer สองเรื่องนี้ฉายเมื่อปีที่แล้ว เป็นหนังจีนแผ่นดินใหญ่ ดูผ่านแอพฯ iQIYI ได้ (ซับอังกฤษ)

ตี๋เหรินเจี๋ย เป็นตุลาการศาลต้าหลี่ สมัยราชวงศ์ถัง มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ และน่าจะมีผู้นำมาสร้างหนังมากมายไม่น้อยกว่าหนังแนวเทพเซียน สองเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ ผู้สร้างจีนได้พัฒนาทั้ง

บท-การเดินเรื่อง เรียกว่า Wuxia แนวสืบสวน ลึกลับ ไม่ปล่อยแสง เป็นหนังในมโนคติที่คิดถึงมานาน (เล็กเซี่ยวหงส์, มังกรหยก, ฤทธิ์มีดสั้น)  แต่ฉากต่อสู้ฟาดฟันยังไม่เท่า “ฉีเคอะ”

(คงต้องอีกพักใหญ่) แต่ถือว่าเดินเรื่องใช้ได้ เสียดายอีกนิดว่าดาราหล่อน้อยไป ใต้เท้าตี๋ เข้าวัยกลางคนแล้ว (ดูหนังสนุกก็ขอนักแสดงหน้าตาดีหน่อย)

ใต้เท้าตี๋ ปี 2020 รับบทโดย ตูอี้เหิง วัย 42 ปี และเมื่อไปพลิกแฟ้มคดีใต้เท้าตี๋ พบว่า จีนเขาสร้างหนังตี๋เหรินเจี๋ยเยอะมาก มีเกือบทุกปี แต่ไม่ใช่หนังดัง ซีรีส์ก็มีเวอร์ชั่นที่ เหรินเจีย

หลุน แสดง (66 ตอนเมื่อปี 2017) ซีรีส์ใต้เท้าตี๋วัยชราก็มี แต่ที่สนุกที่สุดดูจอใหญ่แอ็คชั่นมันส์ ๆ ฉากต่อสู้ห้ามลุกไปฉี่.. ก็ต้องเวอร์ชั่นของ “ฉีเคอะ” และที่ดู ศึกมหาเทพ 2 แล้วคิดถึงตี๋เหริน

เจี๋ยของฉีเคอะ เพราะทีมโปรดักชั่นหลายคนมาจากทีมตี๋เหรินเจี๋ยของฉีเคอะ หนังจึงมีกลิ่นอายหนังกำลังภายในแบบฮ่องกง (ยุคก่อน) ผสมแฟนตาซีนิดหน่อย ปล่อยแสงไม่เกิน 20% (พอรับได้) ให้ความรู้สึกเหมือนดูหนังกำลังภายใน Wuxia

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *