อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

อาเซอร์ไบจานผลักดันประเทศเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิด

เจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020, นัดชิงชนะเลิศ ฟุตบอล ยูโร ป้า ลีก, ฟอร์มูล่า วัน รายการ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์, เทนนิสรายการบากู คัพ และยูโรเปี้ยน เกมส์ 2015 คือส่วนหนึ่งของการแข่งขันระดับนานาชาติ ที่อาเซอร์ไบจานรับทบาทเป็นผู้รับรองการแข่งขันตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

Main Stand ชวนหาคำตอบว่า อาเซอร์ไบจาน ผลักดันประเทศ จนเป็นศูนย์กลางกีฬาหลายชนิดของโลกได้อย่างไร ? ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงระหว่างกีฬาและการเมืองในประเทศ, อิทธิพลของสื่อโฆษณา และความทะเยอทะยานในการพาวงการกีฬาสู่เป้าหมายต่อไป

การสนับสนุนจากรัฐบาล

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้อาเซอร์ไบจานเป็นศูนย์กลางของกีฬาหลายชนิดเหมือนในปัจจุบัน เป็นเพราะวัฒนธรรมกีฬาฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติมาตั้งแต่อดีต ไล่ตั้งแต่ มวยปล้ำ, ยิงปืน, ฟันดาบ ไปจนถึง พุ่งแหลน ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญนำมาสู่การพัฒนาวงการกีฬาในประเทศ เนื่องจากผู้คนในชาติมองเห็นความสำคัญของการเล่นกีฬาในหลายแง่มุม

สำหรับชาวอาเซอร์ไบจาน กีฬา ไม่ใช่แค่กิจกรรมที่ช่วยให้ผู้คนมีร่างกายสมบูรณ์ และสุขภาพแข็งแรง แต่การเล่นกีฬายังหมายถึงเกียรติยศ โดยเฉพาะการคว้าชัยชนะในระดับนานาชาติ ซึ่งถูกมองว่าเป็นความสำเร็จของชาติ ด้วยเหตุนี้ ชาวอาเซอร์ไบจานจะให้เกียรตินักกีฬาของชาติ และชื่นชมไปกับความสำเร็จของพวกเขา

เมื่อกีฬาเป็นหนึ่งในหนทางมอบความสุขแก่ผู้คนในชาติ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะผลักดันความสำคัญของวงการกีฬาให้เติบโตยิ่งขึ้น เคราะห์ดีที่อาเซอร์ไบจาน ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตมากที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากพื้นที่ 2 ใน 3 ของประเทศ คือแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ และ น้ำมัน รวมถึงการให้ความสำคัญแก่ธุรกิจท่องเที่ยว และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

การพัฒนาวงการกีฬาในอาเซอร์ไบจานจึงได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากรัฐบาล ซึ่งเริ่มมาจากวิสัยทัศน์ของ เฮย์ดาร์ อาลิเยฟ (Heydar Aliyev) ประธานาธิบดีของประเทศในช่วงปี 1993-2003 ที่ต้องการพัฒนาและผลักดันวงการกีฬา เพื่อเพิ่มชื่อเสียงของอาเซอร์ไบจานในเวทีโลก เขาจึงก่อตั้งกระทรวงเยาวชนและกีฬาแห่งสาธารณรัฐ เมื่อปี 1994 ก่อนที่ปี 1995 อาลิเยฟจะก่อตั้งมูลนิธิกีฬา พร้อมจัดตั้งกองทุนที่คอยสนับสนุนนักกีฬาในอาเซอร์ไบจาน ผ่านเงินส่วนตัวของประธานาธิบดี

เพื่อทำให้แน่ใจว่าการพัฒนากีฬาภายในประเทศจะเดินไปอย่างถูกต้อง เฮย์ดาร์ อาลิเยฟ จึงถูกรับเลือก (ความจริงคือแต่งตั้งตัวเอง) เป็นประธานคณะกรรมการกีฬาโอลิมปิกแห่งอาเซอร์ไบจานในปี 1997 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันนักกีฬาอาเซอร์ไบจานสู่เวทีโลก เพราะในโอลิมปิก เกมส์ 2000 อาเซอร์ไบจานสามารถคว้า 2 เหรียญทองแรกกลับสู่ประเทศได้สำเร็จ

ไม่เพียงเท่านั้น อาเซอร์ไบจานยังบัญญัติกฎหมายเกี่ยวกับพลศึกษาและการกีฬา เพื่อปลูกฝังให้เด็กทุกคนเล่นกีฬาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งเป็นรากฐานให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2001 เมื่ออาเซอร์ไบจานก่อตั้งกระทรวงเยาวชน กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน เพื่อดูแลการพัฒนาประเทศสามแนวทางที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างทั่วถึง

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณคงพอจะมองเห็นแล้วว่า เฮย์ดาร์ อาลิเยฟ คือผู้นำประเทศแนวทางเผด็จการ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของประเทศยุโรปตะวันออกหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต และจะถูกปกครองภายใต้รัฐบาลเดียว โดยชาติตะวันตกมักล้อเลียนการปกครองในลักษณะนี้ว่า “นี่คือรัฐบาลของประเทศคุณ” (Your Country’s Government) หรือ “รัฐมาเฟีย” (Mafia State)

ยกระดับด้วยการโฆษณา

อาเซอร์ไบจาน เริ่มต้นนโยบายพัฒนากีฬาในประเทศ เนื่องจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของกีฬาโบราณ เช่น มวยปล้ำ หรือ ฟันดาบ แต่ทุกวันนี้ กีฬาที่ชาวอาเซอร์ไบจานให้ความสนใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้น กีฬาฟุตบอล นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน ว่าจะพัฒนาวงการฟุตบอลในประเทศอย่างไรให้ทัดเทียมระดับโลก

นับแต่ปี 2005 เป็นต้นมา ฟุตบอลจึงเป็นกีฬาอันดับหนึ่งที่อาเซอร์ไบจานให้ความสำคัญ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของฟุตบอลทุกระดับ ทั้ง ฟุตบอลชาย, ฟุตบอลหญิง และฟุตบอลเยาวชน แต่จนแล้วจนรอด อาเซอร์ไบจานก็ไม่สามารถเข้าสู่การแข่งขันฟุตบอลโลก และ ยูโรรอบสุดท้าย ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

หากจะนั่งรอแล้ววาดฝันว่า “สักวันเราจะไปบอลโลก” นั่นหมายความว่ารัฐบาลอาเซอร์ไบจานยอมรับกับความล้มเหลว ในการพัฒนาวงการฟุตบอลซึ่งยังไม่มีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม พวกเขาจึงต้องใช้ทางลัดที่จะพาชื่อของประเทศสู่สายตาแฟนลูกหนังทั่วโลก นั่นคือ “การโฆษณา”

การตัดสินใจครั้งนี้นำมาสู่ การสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกชุดแข่งขันของสโมสรฟุตบอล แอตเลติโก มาดริด โดยรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน ในช่วงปี 2012-2015 ภายใต้แคมเปญ “Azerbaijan Land of Fire” เป็นการโปรโมตประเทศ ด้วยการลงทุนครั้งใหญ่กับสโมสรดังจากประเทศสเปน

การสนับสนุนเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกของ แอตเลติโก มาดริด ถือเป็นชัยชนะสองต่อของอาเซอร์ไบจาน เพราะนอกจากจะได้ยกระดับวงการกีฬาแล้ว ยังเป็นการโปรโมตธุรกิจท่องเที่ยวในประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งแนวทางทั้งสองของประเทศอยู่ภายใต้การดูแลเรื่องเยาวชน กีฬา และการท่องเที่ยว ไปด้วยกัน และแสดงให้เห็นแล้วว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าของรัฐบาลอาเซอร์ไบจาน

แต่ขึ้นชื่อว่าสปอนเซอร์คาดหน้าอกของสโมสรฟุตบอลระดับโลก นั่นหมายความว่า รัฐบาลอาเซอร์ไบจานต้องจ่ายเงินมหาศาลแก่ แอตเลติโก มาดริด มีรายงานออกมาว่า สัญญาฉบับแรกที่กินระยะเวลาหนึ่งปีครึ่ง อาเซอร์ไบจานจ่ายเงินให้กับสโมสรจากสเปน เป็นเงินถึง 12 ล้านยูโร หรือราว 460 ล้านบาท ก่อนต่อสัญญาออกไปอีกปีครึ่ง โดยไม่เปิดเผยมูลค่าแน่ชัด

รัฐบาลอาเซอร์ไบจานมองเห็นผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากดีลนี้ เมื่อ แอตเลติโก มาดริด คว้าแชมป์ ลาลีกา ฤดูกาล 2013-14 และทะลุสู่รอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในฤดูกาลเดียวกัน ส่งผลให้ชื่อประเทศอาเซอร์ไบจาน ถูกถ่ายทอดสู่สายตาแฟนบอล 380 ล้านคน จากกว่า 200 ประเทศทั่วโลก

ทะเยอะทะยานสู่เป้าหมายต่อไป

การเติบโตในวงการฟุตบอลเป็นเพียงก้าวแรกของวงการกีฬาอาเซอร์ไบจาน ดั่งที่กล่าวไปแล้วว่า อาเซอร์ไบจานถูกมองเป็นเศรษฐีน้ำมันหน้าใหม่ในสายตาประชาคมโลก พวกเขาจึงต้องก้าวตามให้ทันเศรษฐีน้ำมันหน้าเก่าอย่าง ซาอุดิอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ กาตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาแล้วหลายรายการ

อาเซอร์ไบจาน เริ่มต้นความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ด้วยการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันยูโรเปี้ยน เกมส์ ครั้งแรก เมื่อปี 2015 ซึ่งทางรัฐบาลมองว่า นี่จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพาอาเซอร์ไบจานไปสู่บทบาทเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิกในอนาคต นี่จึงเป็นเหตุผลที่สนามกีฬาประจำชาติใช้ชื่อว่า โอลิมปิก สเตเดียม

ความทะเยอทะยานนี้ นำมาสู่การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วประเทศ ในปี 2016 มีรายงานว่า อาเซอร์ไบจานเตรียมความพร้อมด้วยการสร้าง โอลิมปิก เซ็นเตอร์ 41 แห่งทั่วประเทศ และมีมากกว่า 10 แห่ง ที่กำลังอยู่ในช่วงก่อสร้าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ “Azerbaijan 2020: Look into the future” ที่เป็นการพัฒนาวงการกีฬาระยะยาว ที่เริ่มต้นมาแล้วตั้งแต่ปี 2014

ผลลัพธ์ที่ปรากฎออกมาในปัจจุบัน จึงไม่เกินความคาดหมาย สำหรับใครที่ติดตามความจริงจังในการยกระดับด้านกีฬาของอาเซอร์ไบจาน เพราะตลอดระหว่างทางที่ผ่านมาก่อนถึงเป้าหมายในปี 2020 อาเซอร์ไบจานประสบความสำเร็จจากการจัดการแข่งขันกีฬามากมายหลายรายการ

ทั้ง ฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2016, ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2013, ยิมนาสติกลีลาชิงแชมป์ยุโรป เมื่อปี 2014, การแข่งขันเทนนิสรายการบากู คัพ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2011, ฟอร์มูล่า วัน รายการ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ ตั้งแต่ปี 2016 (ในปีแรกใช้ชื่อว่า ยูโรเปี้ยน กรังด์ปรีซ์ ก่อนมาใช้ชื่อ อาเซอร์ไบจาน กรังด์ปรีซ์ ตั้งแต่ปี 2017), รอบชิงชนะเลิศ ยูโรปา ลีก 2019 และเจ้าภาพยูโรเปี้ยน ยูธ โอลิมปิก เฟสติวัล 2019

เมื่อปี 2020 มาถึง อาเซอร์ไบจานจึงกลายเป็นหนึ่งในสปอร์ตฮับแห่งยุโรปที่น่าจับตา แต่ความจริงแล้ว อาเซอร์ไบจานยังห่างไกลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะพวกเขาต้องการจะก้าวไปท้าชิงตำแหน่งเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ ให้ได้ภายในทศวรรษต่อไป แต่อาเซอร์ไบจานจะต้องรอถึงปี 2036 เป็นอย่างน้อย เพราะเจ้าภาพโอลิมปิก เกมส์ 2024, 2028 และ 2032 ตกเป็นของกรุงปารีส, นครลอสแอนเจลิส และเมืองบริสเบน ไปแล้วตามลำดับ

อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในปัจจุบันของอาเซอร์ไบจาน จากการรองรับการแข่งขันกีฬาระดับโลกหลายรายการ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยดึงดูดผู้คนนับล้านเข้ามาสู่ประเทศ ถือเป็นการสนับสนุนธุรกิจท่องเที่ยว และเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของประเทศที่ตั้งไว้ตั้งแต่ต้น

การผลักดันประเทศจนเป็นศูนย์กลางกีฬาของอาเซอร์ไบจาน จึงไม่ได้เกิดขึ้นภายในหนึ่งหรือสองปี แต่มาจากการวางแผนอันยาวนานของรัฐบาล และงบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไปนานกว่า 20 ปี ทั้งการพัฒนานักกีฬาระดับรากฐาน, สิ่งอำนวยความสะดวก และการโฆษณา

แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ที่ยังคงผลักดันให้อาเซอร์ไบจานพัฒนาวงการกีฬาในประเทศต่อไป เพราะฉะนั้นอย่าแปลกใจหากในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เอ่ยชื่อ “บากูเกมส์” ในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เพราะหลังจากนี้ อาเซอร์ไบจานจะทุ่มเทเต็มที่ เพื่อผลักดันตัวเองไปสู่ความสำเร็จที่วาดฝันไว้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *