ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

วิมเบิลดัน

การแข่งขันเทนนิสที่ยิ่งใหญ่มีมนต์ขลังที่สุดในโลก ต้องยกให้ “วิมเบิลดัน” โดยในปีนี้กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน -11 กรกฎาคม

 เทนนิส วิมเบิลดัน รายการ แข่งขัน ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นศึกแกรนด์สแลมที่ 3 ของปี ถัดจากออสเตรเลียนโอเพน และเฟรนช์โอเพน ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยรายการ ยูเอสโอเพน

เสน่ห์ของ “วิมเบิลดัน” ที่ยังคงเอกลักษณ์ คือเป็นการแข่งขันแกรนด์สแลมรายการเดียวในปัจจุบันที่แข่งขันบนคอร์ทหญ้า และผู้เล่นต่างต้องสวมชุดขาว

ตำนานความยิ่งใหญ่และเรื่องราวของศึกเทนนิสรายการนี้มีมากมาย แต่หากจะนับถึงความสุดยอดและเหลือเชื่อที่สุด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1985 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน

เมื่อไอ้หนูวัย 17 จากเยอรมัน “บอริส เบ็คเกอร์” ที่เทิร์นโปรเล่นอาชีพมาแค่ปีเดียวกลับผงานคว้าแชมป์ยิ่งใหญ่ ด้วยวัยที่น้อยที่สุด 17 ปี 227 วัน จนกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์กีฬาโลกของวงการเทนนิสวิมเบิลดันที่ไม่มีใครทำได้

บอริส เบคเกอร์

แทบทุกปีเมื่อการแข่งขันเทนนิสรายการสำคัญนี้กลับมาบรรจบ หลายคนต้องพูดถึงปรากฏการณ์ “บอริส เบคเกอร์” แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีทำได้ใกล้เคียง และไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้หรือไม่

เป็นบันได 3 ขั้น สู่ความสำเร็จใน 3 ปีที่เกิดขึ้นได้ยาก นับจากแข่งขันสมัครเล่นในวัย 15 ต่อมาอายุ 16 เทิร์นโปรเป็นนักเทนนิสอาชีพ ก่อนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการเทนนิสโลกด้วยแชมป์แกรนด์สแลมรายการยิ่งใหญ่ “วิมเบิลดัน” ในอายุ 17 หลังเล่นอาชีพในปีเดียว

 ก่อนพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งจิง ด้วยการสานต่อความยิ่งใหญ่โดยการรักษาแชมป์ “วิมเบิลดัน” สำเร็จในปีต่อมาด้วยวัย 18 ในปี 1986 และคว้าแชมป์สมัยที่สามในอีก 3 ปีต่อมา

 นอกจากนี้ยังสามารถคว้าแชมป์รายการแกรนด์สแลมจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น อีก 2 สมัย และแชมป์ ยูเอส โอเพ่น 1 สมัย  มีเพียงแกรนด์สแลมคอร์ตดินรายการเดียวคือ “เฟรนช์ โอเพ่น” ที่ไม่สามารถหยิบแชมป์ได้ ทำดีที่สุดคือการเข้ารอบรองชนะเลิศ 3 ครั้ง

 นอกเหนือประสบความสำเร็จส่วนตัว ในฐานะชาวเยอรมัน “บอริส เบคเกอร์” ยังทำผลงานในนามทีมชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทอง กีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ในการแข่งขันประเภทชายคู่ โดยคู่กับ มิชาเอล สติช

และที่สำคัญคือการพาทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์เดวิส คัพ การเทนนิสประเภททีมชิงแชมป์โลก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แถมเป็นแชมป์สองสมัยติดต่อกันในปี 1988-1989

 จุดขายอันเป็นเครื่องหมายการค้าของ “เบคเกอร์” คือการตีลูกที่หนัก จนได้ฉายา “ไอ้ปืนใหญ่” เป็นนักเทนนิสถนัดขวาและตีแบ็คแฮนด์ด้วยมือเดียว ถือเป็นการเล่นด้วยพรรสวรรค์ เป็นที่ตั้ง

 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะซึมซับการเล่นเทนนิสมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจาก “คาร์ล ไฮซ์ เบคเกอร์” พ่อของ “บอริส เบคเกอร์” มีอาชีพเป็นสถาปนิก เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เทนนิสในเมืองไลเมน ประเทศเยอรมันบ้านเกิดทำให้ “เบคเกอร์” เรียนรู้การเล่นเทนนิส ตั้งแต่จำความได้

 ในวัย 7 ขวบ “เบคเกอร์” เข้าไปเป็นสมาชิกของทีม “บาเดน เทนนิส เอสโซซิเอชั่น” เพื่อร่วมฝึกซ้อมและเรียนรู้อย่างจริงจัง ร่วมแข่งขันเทนนิสเยาวชนเยอรมันครั้งแรกเป็นสามารถคว้าแชมป์มาครอบได้

 เมื่อวัยเพียง 11 ขวบ ในปี 1978 “เบคเกอร์” ลาออกจากโรงเรียนในระดับประถม เพื่อเข้าเรียนเทนนิสเป็นหลักกับสหพันธ์เทนนิสเยอรมัน โดยมีโค้ชคู่ใจคือ “กินเธอร์ บอส” ชาวเยอรมันที่เกิดในโรมาเนีย เมื่อฝีมือแกร่งกล้าจึงเริ่มออกตระเวณแข่งขัน โดยในช่วงแรก “เบคเกอร์” ถนัดในการเล่นประเภทชายคู่ ร่วมกับทีมกวาดแชมป์ระดับเยาวชนหลายรายการ

 กระทั่งเมื่อโตขึ้นจึงหันมาเล่นในประเภทเดี่ยว และลุยในระดับสมัครเล่นเพียงปีเดียว ก็เข้าสู่นักเทนนิสอาชีพในวัย 16 ปี

 ปีต่อมาแทบไม่มีใครคาดคิดว่า “บอริส เบคเกอร์” จะสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นเยอรมันคนแรกผงาดคว้าแชมป์ชายเดี่ยววิมเบิลดัน ด้วยเอาชนะ “เควิน เคอร์เรน” 3-1 เซต พร้อมสร้างสถิติเป็นแชมป์ชายเดี่ยวแกรนด์สแลมชายที่อายุน้อยที่สุดที่อายุ 17 ปี 227 วัน

 ก่อนที่จะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการป้องกันแชมป์ในปีต่อมาโดยการปราบมือ 1 โลกเวลานั้น “อีวาน เลนเดิ้ล” นักเทนนิสเช็ก หลังจากสู้กันมาธารอนถึง 5 เซต

 แต่น่าเสียดายในปี 1987 “เบคเกอร์” ตกรอบสองหลังพ่ายพลิกให้ “ปีเตอร์ ดูฮาน” มือรองบ่อนของออสเตรเลีย

 แต่แล้วในปีต่อมา “เบ็คเกอร์” กลับมาเล่นชิงชนะเลิศอีกครั้ง แต่ทำได้แค่รองแชมป์หลังพ่ายให้กับ “สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก” มือ 2 โลกจากสวีเดน

 เก็บความแค้นมาปีเต็ม “เบคเกอร์” เข้าชิงชนะเลิศกับ “เอ็ดเบิร์ก” อีกครั้งในปี 1989 และสามารถล้างแค้นสำเร็จ พร้อมคว้าแชมป์ “วิมเบิลดัน” เป็นสมัยที่สามอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะไปกระชากรายการแกรนด์สแลม “ยูเอส โอเพ่น” อีกรายการด้วยการชนะ “อีวาน เลนเดิ้ล”

 ในปี 1990 เบคเกอร์ พบกับ เอ็ดเบิร์ก เป็นปีที่สามติดต่อกันในการแข่งขันวิมเบิลดันรอบชิงชนะเลิศ การแข่งขันดุเดือดและสูสีสู้กันถึง 5 เชต ก่อน “เอ็ดเบิร์ก” ชนะไปในที่สุด

 หลังจากนั้น “เบ็คเกอร์” แทบไม่ได้เข้าใกล้แชมป์ “วิมเบิล” สมัยที่ 4 จนกระทั่งในปี 1997 เบ็คเกอร์ แพ้ พีต แซมปราส นักเทนนิสอเมริกันในรอบก่อนรองชนะเลิศที่วิมเบิล 8 คนสุดท้าย หลังจากการแข่งขันครั้งนั้น ประกาศเลิกเล่น ก่อนจะคืนคำกลับมาอีกครั้งหลังหายไปสองปี ในปี 1999 แต่ก็ตกรอบ 4 เมื่อพ่ายให้กับ “แพทริค ราฟเตอร์” นักเทนนิสออสซี่จึงประกาศเลิกเลินอีกครั้งขณะวัย 32 ปี

 ตลอดอาชีพ “เบคเกอร์” คว้าแชมป์ชายเดี่ยว 49 รายการ และอีก 15 รายการจากประเภทชายคู่ ทำเงินรางวัลกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบพันล้านบาท เป็นอันดับ 13 ของนักเทนนิสที่ทำเงินรายได้สูงสุดตลอดกาล

 หลังวางมือจากวงการเทนนิสอาชีพ “บอริส เบคเกอร์” ทำงานเป็นผู้บรรยายรายการโทรทัศน์ พร้อมก่อนหันไปเป็นโค้ชสอนให้กับ “โนวัค โจโควิช” มือ 1 โลกคนปัจจุบันนานถึง 3 ปี ก่อนใช้ชีวิตเสเพล ดื่มสุราอย่างหนักทำให้ชีวิตตำต่ำ กระทั่งหย่าร้างกับภรรยานางแบบคนดังชาวดัตซ์ “บาร์บาร่า ลิลลี่”

 กระทั่งถูกศาลในกรุงลอนดอนสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวที่ลงทุนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสเปน ทำให้มีหนี้สินมูลค่าสูงถึง 44 ล้านปอนด์ หรือราวเกือบ 2 พันล้านบาท

 ล่าสุด “เบคเกอร์” ตกเป็นข่าวดังอีกครั้งเมื่อประกาศขายถ้วยแชมป์วิมเบิลดันออกมาขายในราคาสูงถึง 1 ล้านปอนด์ เพื่อหาเงินมาใช้จ่าย

 ปัจจุบันตำนานวิมเบิลดัน พักอาศัยอยู่ที่ลอนดอนและยังรับงานผู้บรรยายกีฬาโดยเฉพาะเทนนิส เพราะแม้ว่าชีวิตจะตกต่ำเพียงใด

 แต่ความเป็น “ตำนาน” ยังขายได้เสมอ

                       

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *