เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

หากพูดถึงจังหวัดน่าเที่ยวของภาคอีสาน ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เราว่าทุกคนต้องนึกถึงจังหวัด “เลย”

มาเป็นอันดับต้นๆ เพราะมีทั้งอุทยานแห่งชาติชื่อดัง และเมืองน่ารักที่เราคุ้นเคยอย่างเชียงคานเป็นปลายทางในฝันของนักเดินทางหลายๆคน วันนี้ชิลไปไหนเลยอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับจังหวัดนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยกับสกู๊ปนี้เลย ” 10 ที่เที่ยวสวยจ.เลย มาเที่ยวดูสักครั้งแล้วคุณจะหลงรัก…เลย “

ดินแดนพิสูจน์รักแท้และมิตรภาพของหนุ่มสาว สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตตลอดกาลของจังหวัดเลยที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ยังคงความสวยงามไว้เสมอ หลายคนตั้งปฏิธานว่าต้องหาโอกาสไปพิชิตเส้นทางนี้ให้ได้ เพราะไม่ว่าครั้งใดที่มีโอกาสตั้งโต๊ะคุยเรื่องเที่ยว มันคงจะดีไม่น้อยที่มีโอกาสได้พูดว่าเราเป็นคนหนึ่งที่สามารถพิชิตเส้นทางภูกระดึงมาแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่เคยขึ้นไปแนะนำว่าควรมาชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักดูสักครั้ง กลับไปจะได้มีเรื่องเล่าของการผจญภัยสนุกๆ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้ชื่อว่า “ผู้พิชิตภูกระดึง” ไว้เป็นความทรงจำดีๆ และประสบการณ์ใหม่ที่ลืมไม่ลงแน่นอน

อุทยานแห่งชาติภูเรือ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นภูเขาสูงบนยอดเขามีลักษณะแปลกก็คือ มีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาขนาดใหญ่ และเมื่อมองโดยรอบในที่สูงจะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนกันสวยงาม อุทยานภูเรือตั้งอยู่บนยอดเขาสูงทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปีและเป็นอุทยานที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัว ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “แม่คะนิ้ง” นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นมาเที่ยวและถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงรุ่งเช้า เพราะจะสามารถชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและวิวทะเลหมอกอย่างสวยงาม

เชียงคาน เมืองเล็กๆ แสนสงบ อบอุ่น ริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติของขุนเขา สายน้ำ และวัฒนธรรมเก่าแก่ของภาคอีสานที่ยังคงแอบแฝงอยู่ในสังคมที่ทันสมัย สังเกตได้จากบ้านเรือนเก่าแก่ ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมแม่น้ำ รวมไปถึงชีวิตแบบดั้งเดิมของคนท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวจะได้พบเห็นเมื่อได้มาเยือนเมืองแห่งนี้ หรือหากคุณอยากจะซึมซับความเรียบง่ายและวิถีชาวบ้านให้เต็มที่ แนะนำว่าลองเช่าจักรยานสักคัน ปั่นชมเมืองชิลๆในช่วงเช้า รับลมหนาว สูดอากาศที่แสนบริสุทธิ์รับแสงวันใหม่ แค่นี้ก็เป็นวันดีๆได้ไม่ยากเลย

วัดป่าห้วยลาด อีกหนึ่งวัดสวยงามยิ่งใหญ่ท่ามกลางขุนเขาประจำอำเภอภูเรือ จ.เลย ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจและศรัทธาของชาวบ้านด้วยความเชื่อว่าหากได้มาสักการะที่นี่สักครั้งแล้วจะเปรียบเสมือนกับเป็นบันไดเชื่อมต่อคุณงามความดีไปสู่สรวงสวรรค์ พื้นที่โดยรอบนั้นร่มรื่นกว้างขวาง มีบ่อน้ำใหญ่ บริเวณลานด้านหน้าเต็มไปด้วยประติมากรรมและภาพวาดสวยงามขององค์เทพต่างๆ อาทิ พระตรีมูรติ พระอินทร์ พระพิฆเณศ พญานาค จระข้ และองค์เทพอื่นๆอีกมากมาย โดยมีองค์ที่โดดเด่นสะดุดตาอย่างองค์พญานาค เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่อุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา นอกจากนี้ในพระอุโบสถยังมีพระประธานสีขาวล้วนองค์ใหญ่นามว่า พระสัพพัญญูรู้แจ้งสามแดนโลกธาตุ ตลอดจนหุ่นขี้ผึ้งพระเกจิอาจารย์ชื่อดังต่างๆไว้ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ขอพรกันอีกด้วย

ภูลมโล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ที่นี่จึงเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้นานาพันธฺ์บนพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่ ! และในช่วงเดือนมกราคมสภาพอากาศที่เบาบางลงกว่าช่วงเดือนอื่นๆ ยิ่งทำให้ที่นี่น่าเที่ยวขึ้นมาอีก นอกจากนี้ในช่วงประมาณกลางเดือนมกราคม นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมความงดงามของดอกนางพญาเสือโคร่งที่ผลิดอกบานสะพรั่งทั่วทั้งขุนเขา ใครที่อยากชมดอกซากุระเมืองไทยที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่คุณไม่ควรพลาดในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ภูป่าเปาะ ตั้งอยู่ที่บ้านผาหวาย อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ไฮไลท์ของทุกคนที่มาเที่ยวยังภูป่าเปาะ  คือการชมความสวยงามจากจุดชมวิวที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร ซึ่งสามารถมองเห็นภูหอซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาสูง เป็นภูเขายอดตัด หรือภูเขายอดราบโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่มีทะเลหมอกปกคลุมทางด้านบนสุดเสมอสูงเทียมเมฆคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิได้แบบไม่มีอะไรมาบดบังสายตา ซึ่งนักท่องเที่ยวจะนิยมมาถ่ายรูปตรงไฮไลท์ที่เป็นระเบียงไม้ยื่นออกไปด้านหน้า ใครอยากได้ประสบการณ์ สวย สูง และเสียวครบในที่เดียวต้องมาเที่ยวที่ภูป่าเปาะเลยจ้า

ก่อนถึงเมืองเลย ประมาณ 15 กิโลเมตร เลยวัดโพธิ์ชัยบ้านโพนป่าแดง มาสักหน่อยจะเจอทางแยกซ้าย ตรงเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะถึงสถานที่ล่องแพ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน หรือบ้านห้วยกระทิง อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงตั้งอยู่ในวนอุทยานหริรักษ์ เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดิน ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งใน อำเภอเมือง จังหวัดเลย กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้เวลาในวันพักผ่อนที่นี่ก็คือ การล่องแพพักผ่อน พร้อมทานอาหาร ท่ามกลางวิวทิวทัศน์และบรรยากาศที่สวยงาม ร่มรื่น และเย็นสบายจากลมเย็นๆที่พัดมาในบริเวณห้วย แถมยังได้เก็บภาพสวยๆไว้เป็นที่ระลึก

ใครต่อใครต่างพากันขึ้นภูทอกเพื่อชมทะเลหมอกที่ดูนุ่มนิ่มดั่งปุยนุ่น ภูซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเชียงคานแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 6 กิโลเมตร ถือเป็นจุดชมทะหมอกยอดฮิตของคนที่ไปเที่ยวเชียงคาน เพราะบรรยากาศในตอนเช้าช่วงปลายฝนนั้นสามารถเห็นทะเลหมอกอันสวยงามปกคลุมเมืองเชียงคานและวิวของภูเขาบนจุดชมวิวได้แบบกว้างไกล สำหรับใครที่มีโอกาสมาพักและเที่ยวที่เชียงคานจะต้องขึ้นมาชมทะเลหมอกที่จุดนี้ดูสักครั้ง

แก่งคุดคู้เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยที่มีทัศนียภาพสวยงามไม่แพ้ที่อื่น จากจุดที่ยืนอยู่เราสามารถมองเห็นวิวประเทศลาวได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญพอถึงหน้าแล้ง ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเราจะสามารถเห็นหินและสามารถขับรถข้ามไปยังฝั่งลาวได้อีกด้วย เหมาะสำหรับการมาเดินเล่น ปั่นจักรยานรับลม ช้อปปิ้ง ลัดเลาะริมโขงเป็นที่สุด แต่ถ้าหากนักท่องเที่ยวคนไหนสนใจจะนั่งเรือชมทัศนียภาพ 2 ฝั่งไทย-ลาว ที่แก่งคุดคู้ก็มีบริการเรือนำเที่ยวด้วยเช่นกัน

ภูผาหมวก อีกหนึ่งจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามของอำเภอนาแห้ว นักท่องเที่ยวหลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก แต่รับรองว่าสวยไม่แพ้ที่ใด้ในจังหวัดเลย นั่นคือ ภูผาหนองและภูผาหมวก ด้านบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างใหญ่ของขุนเขาและเมืองนาแห้วรวมถึงเขตชายแดนไทย-ลาว  นาแห้วนั้นถึงจะเป็นอำเภอเล็กๆ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวนั้นบรรยากาศที่นั่นจะชิลสุดๆ

ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบัน เคยเป็นที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่ม มี ละว้า มอญ ขอม เป็นต้น  ต่อมาจึงมีหลักฐานเกี่ยวกับการอพยพของชนเผ่าไทยเข้ามายังดินแดนนี้ ชนเผ่าพื้นเมืองและชนเผ่าไทยได้ตั้งถิ่นฐานจนก่อตั้งเป็นอาณาจักรใหญ่กระจายอยู่ทั้วทุกทิศ เช่น อาณาจักรโยนก อาณาจักรทวาราวดี และอาณาจักรอิสานปุระเป็นต้น กลุ่มชนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในท้องที่ที่เป็นจังหวัดเลยจนสร้างบ้านแปลงเมืองได้เป็นกลุ่มแรกนั้นเชื่อกันว่า เป็นชนเผ่าไทยที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ก่อตั้งอาณาจักรโยนก อาณาจักรโยนกเป็นอาณาจักรใหญ่ครอบครองดินแดนทางภาคเหนือของประเทศไทย ตลอดไปจนถึงดินแดน แคว้นตังเกี๋ยของประเทศจีนและรัฐฉานของพม่า มีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๘ ตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรนี้ทรงพระนามว่า พญาสิงหนวัติ เป็นเจ้าชายอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน อพยพผู้คนลงมาสร้างอาณาจักรโยนก กษัตริย์ในราชวงศ์พระเจ้าสิงหนวัติปกครองโยนกนครสืบมาจนถึงสมัยพระองค์พังค-ราช  พวกขอมดำซึ่งมีอำนาจอยู่ทางใต้ของอาณาจักรโยนกตีได้โยนกนคร  พระองค์พังคราชต้องอพยพผู้คนไปตั้งเมืองใหม่ที่เวียงสีทวง ๑๙ ปี  พรหมกุมารราชโอรส จึงปราบปรามขอมดำ ขับไล่ออกไปจากอาณาจักรแล้วอัญเชิญพระองค์พังคราชกลับมาปกครองโยนกนครใหม่ ส่วนพรหมกุมารหรือพระเจ้าพรหมตามที่ขนานนามในภายหลังได้สร้างเมืองชัยปราการที่ริมแม่น้ำฝาง ทำให้อาณาจักรโยนกเชียงแสนมีอำนาจยิ่งขึ้น พระเจ้าพรหมครองเมืองชัยปราการจนสวรรคตแล้ว  พระองค์ชัยศิริราชโอรสครองราชย์สืบต่อมา ในสมัยนี้พระเจ้าอนุรุทมหาราช กษัตริย์พม่ามีอำนาจยิ่งใหญ่ตีได้อาณาจักรโยนกและเมืองชัยปราการไว้ในอำนาจ พระองค์ชัยศิริก็อพยพผู้คนลงใต้อันเป็นดินแดนของพวกมอญและขอม เมื่อ พ.ศ. ๑๕๔๗

การตั้งเมืองด่านซ้าย

เมื่ออาณาจักรโยนกล่มสลายแล้ว  ชาวโยนกเชียงแสนที่รักอิสระต่างพากันอพยพไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่ บางพวกอพยพไปรวมกำลังกับพระองค์ชัยศิริ บางพวกก็อพยพไปหาที่อยู่อาศัยทางแคว้นพางคำ พ่อขุนบางกลางหาว และพ่อขุนผาเมือง (เชื่อถือกันว่าเป็นเชื้อสายราชวงศ์สิงหนวัติ) ได้นำผู้คนอพยพมุ่งลงไปทางทิศตะวันออก เมื่อเข้าสู่ดินแดนลานช้างแล้วจึงบ่ายหน้าลงไปทางทิศใต้ (สันนิษฐานว่าจะนำผู้คนอพยพผ่านไปตามหมู่บ้านห้วยไฮ ห้วยลึก นากอก บ้านเมืองฮำและเมืองบ่อแตน ปัจจุบันอยู่ในแขวงไชยบุรี ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) แล้วนำไพร่พลข้ามลำน้ำเหืองขึ้นไปทางฝั่งขวาของลำน้ำหมัน จนถึงบริเวณที่ราบจึงได้พากันหยุดพัก ส่วนพ่อขุนผาเมืองได้ตั้งบ้านด่านขวา (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณชายเนินนาด่านขวาซึ่งยังมีซากวัดเก่าอยู่ในแปลงนาของเอกชน ระหว่างหมู่บ้านหัวแหลมกับหมู่บ้านนาเบี้ย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย) และพ่อขุนบางกลางหาวได้แบ่งไพร่พลข้ามลำน้ำหมันไปทางฝั่งซ้ายสร้างบ้านด่านซ้าย (สันนิษฐานว่าจะอยู่ในบริเวณหมู่บ้านเก่า อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยในปัจจุบัน) แล้วต่อมาจึงได้อพยพเลื่อนขึ้นไปตามลำน้ำไปสร้างบ้านหนองคูซึ่งอยู่ทางทิศใต้  เมื่อมีกำลังคนมากขึ้นจึงคิดที่จะขยับขยายไปหาถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ ครั้นได้นำเอานามหมู่บ้านด่านซ้ายมาขนานนามให้หมู่บ้านหนองคูเสียใหม่เป็น “เมืองด่านซ้าย” แล้วจึงนำไพร่พลอพยพไปเมืองบางยาง (เชื่อว่าอยู่ในเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก) ส่วนพ่อขุนผาเมืองขณะที่พ่อขุนบางกลางหาวเลื่อนขึ้นไปตั้งหมู่บ้านหนองคู พ่อขุนผาเมืองก็ได้นำผู้คนอพยพออกจากบ้านด่านขวาข้ามภูน้ำรินไปตั้งเมืองโปงถ้ำและอพยพต่อไปตั้งเมืองภูครั่ง (โปงถ้ำสันนิษฐานว่าเป็นถ้ำเขียะในปัจจุบัน เป็นถ้ำเล็ก ๆ อยู่ข้างถนนสายเลย-ด่านซ้าย ห่างจากหมู่บ้านโคกงามไปทางด่านซ้ายประมาณ ๑ กิโลเมตร และบริเวณที่หยุดพักไพร่พลตั้งเมืองเป็นการชั่วคราวคงจะเป็นที่เนินด้านขวาของทางหลวงสายโคกงาม-ด่านซ้าย  อยู่ในความควบคุมของแขวงการทางด่านซ้าย ต่อมาได้อพยพไปสร้างเมืองบนภูครั่งซึ่งเป็นที่ราบอยู่บนยอดเขาภูครั่ง ภูครั่งเป็นภูเขาลูกใหญ่มีพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่อยู่บนยอดเขา อยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอภูเรือ และอยู่ทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้านหนองบัว ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย อนึ่งคำว่า “เขียะ” นั้นหมายถึงจั๊กจั่นชนิดหนึ่งแต่ตัวเป็นสีเขียว) ครั้นพ่อขุนบางกลางหาวได้พาผู้คนอพยพไปอยู่ที่เมืองบางยางแล้ว พ่อขุนผาเมืองจึงได้อพยพผู้คนติดตามไปจนไปตั้งหลักแหล่งได้ที่เมืองราด (เชื่อว่าเป็นเมืองศรีเทพ อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพและอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์) โดยมีพ่อขุนบางกลางหาวเป็นผู้ปกครองเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมืองเป็นผู้ปกครองเมืองราด ขณะเมื่อพ่อขุนบางกลางหาวปกครองเมืองบางยาง ก็ได้ตั้งเมืองด่านซ้ายเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกตามราชธานีสมัยโบราณด้วย

การตั้งเมืองเซไล

ชาวไทยที่มีผู้นำสืบเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองอาณาจักรโยนกอีกกลุ่มหนึ่ง ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนระหว่างชายแดนตอนใต้ของอาณาเขตลานนาไทยต่อแดนลานช้าง คนไทยกลุ่มนี้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ สืบเชื้อสายต่อมาหลายชั่วอายุคน จนถึงสมัยที่พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ลิไท ปกครองอาณาจักรสุโขทัย เนื่องจากการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพญาลิไท ใน พ.ศ.๑๘๙๐  นั้น มิได้เป็นไปอย่างราบรื่น ดังปรากฏในจารึกวัดป่ามะม่วง (หลักที่ ๔) ว่าเมื่อพญาเลอไทสวรรคตแล้ว พญาลิไท ซึ่งเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ต้องยกทัพมาล้อมเมืองสุโขทัย และเอาขวานประหารศัตรูทั้งหลายแล้วจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติกรุงสุโขทัย ในระยะแรกครองราชย์ พญาลิไทต้องปราบปรามพวกพ้องของผู้คิดชิงอำนาจ พร้อมกับการทำนุบำรุงบ้านเมือง ชาวไทยกลุ่มที่ตั้งบ้านเรือนอยู่เขตชายแดนอาณาจักรลาน-นาต่อแดนลานช้าง จึงเกรงว่าพญาลิไทอาจจะทรงคิดกอบกู้พระราชอำนาจ ยกทัพมาปราบปรามหัวเมืองทางด้านนี้ และมีความเห็นว่าหมู่บ้านของตนเป็นทางผ่านและอยู่ใกล้แดนลานช้าง ทั้งตนเองก็ได้ผูกสัมพันธไมตรีมีความสนิทสนมรักใคร่เป็นสหายต่อกันกับเจ้าชีวิตเมืองหลวงพระบางจึงคิดที่จะขจัดปัญหายุ่งยากซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นทั้งสองฝ่ายให้หมดสิ้นไป จึงนำผู้คนอพยพออกเดินทางผ่านเข้าไปในแดนลานช้างของพระสหายซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก แล้วจึงมุ่งหน้าเดินลงไปทางทิศใต้ เมื่อข้ามลำแม่น้ำใหญ่ (แม่น้ำเหือง) ได้แล้วก็วกลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ครั้นไปถึงริมแม่น้ำสายใหญ่เห็นมีชัยภูมิเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐาน จึงได้พาผู้คนหยุดพักสร้างบ้านตั้งเมืองขึ้นโดยให้ชื่อว่า “เมืองเซไล” (คำว่า “เซ” ในภาษาท้องถิ่นสมัยนั้น ใช้เรียกแม่น้ำขนาดย่อม หรือลำห้วยขนาดใหญ่ ซึ่งไปตรงกับคำว่า “แคว” ในภาษาของภาคกลาง ส่วนคำว่า “ไล ไหล หรือเลอว” อันเป็นสำเนียงเสียงพูดของผู้คนในสมัยนั้น สันนิษฐานว่า คงจะหมายถึงลักษณะของน้ำที่กำลังไหล หรือชำระล้างสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นคำว่า “เซไล” ก็คงจะหมายถึงน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวหรือชะสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง
ผู้นำในการอพยพจนสร้างเมืองเซไลครั้งนั้น  แม้จะมีฐานะเป็นเพียงนายบ้านผู้ปกครองหมู่บ้านแต่ก็คงจะเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สิงหนวัติเช่นกัน เพราะในยุคนั้นมีคำเรียกขานผู้นำว่า “เจ้าฟ้าร่มขาว” คำว่า “เจ้าฟ้า” แสดงฐานะความเป็นเจ้าผู้ครองนคร “ร่มขาว” ก็คือ ร่มหรือสัปทนที่ทำด้วยผ้าขาว ซึ่งใช้กางกั้นเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศของผู้มียศศักดิ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การอพยพลงไปจนตั้งเมืองเซไลโดยเจ้าฟ้าร่มขาวนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นนายบ้าน ซึ่งเป็นบิดาของเจ้าฟ้าร่มขาว เป็นผู้นำในการอพยพ ทั้งนี้ จากหลักฐานการสร้างวัดกู่ ซึ่งเป็นวัดดั้งเดิมสร้างขึ้นในบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหอโฮงการ และอยู่ริมฝั่งเซไล (ปัจจุบันยังพอมีซากอิฐหลงเหลือไว้ให้พบเห็น) สำหรับชื่อเมืองว่าเซไลนั้น คงจะเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ที่ได้มาพบอยู่สองฟากฝั่งเซไลและชื่อแม่น้ำแห่งนี้ก็ไม่มีมาก่อน นอกจากคำว่าเซไลซึ่งเกิดมาจากคำอุทานที่ผู้คนอพยพทั้งหลายได้มาพบเห็นในการเดินทางมาแสนไกลแล้วได้มาหยุดพักลงอาบกิน  ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งหลายที่มีมาเหือดหายไปจนหมดสิ้น ต่างเลยพากันถือเอาคำอุทานมาเป็นชื่อของเมืองและของแม่น้ำถือเป็นศิริมงคลแก่พวกของตนแต่นั้นเป็นต้นมา
เมืองเซไลที่ได้สร้างขึ้นในสมัยนั้นไม่มีกำแพง ป้อมปราการ หรือปราสาทราชมณเฑียรแต่อย่างใดคงมีแต่หอโฮงการซึ่งเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ใช้เป็นทั้งที่พักและที่ว่าการเมืองของเจ้าผู้ครองเมืองเท่านั้น (หอโฮงที่ได้ก่อสร้างในสมัยนั้น ถึงจะไม่มีซากปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานแต่ก็สันนิษฐานว่าคงจะอยู่ในบริเวณหอหลวง อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านทรายขาวในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดกู่คำ และพระธาตุกุดเรือคำไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตามลำน้ำเลย ๒๐๐ เมตรเศษ ในท้องที่หมู่บ้านทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย) สำหรับบ้านเรือนของราษฎรให้ปลูกสร้างเรียงรายขึ้นไปทางทิศเหนือ จนไปจดชายเขตหนองน้ำเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ต่อมาเจ้าเมืองได้นำชาวเมืองสร้างวัดขึ้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหอโฮงการเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐ ให้ชื่อว่า “วัดกู่” (วัดกู่ซึ่งได้สร้างขึ้นในสมัยโบราณนั้นปัจจุบันยังพอมีซากอิฐเหลืออยู่ริมฝั่งแม่น้ำเลย บางส่วนอยู่ในบริเวณหอหลวงของชาวบ้านทรายขาว) ระหว่างที่นำผู้คนบุกเบิกสร้างบ้านเมืองใหม่ริมฝั่งเซไล เจ้าเมืองคนแรกของเมืองเซไลก็ได้ไปมาหาสู่เจ้าชีวิตเมืองหลวงพระบางพระสหายอยู่ไม่ขาด หลังจากสร้างวัดกู่เสร็จเรียบร้อยลงไปได้หลายปี นายบ้านจึงมีบุตรชายซึ่งเกิดจากภรรยาผู้มีเชื้อสายเดียวกันหนึ่งคน ระหว่างนั้นเจ้าชีวิตเมืองหลวงพระบางก็ได้ลงมาเยี่ยม ครั้นได้มารู้ว่านายบ้านได้บุตรชายทั้งเกิดในวันเวลาเดียวกันกับบุตรชายของตน ซึ่งเกิดจากมเหสีเอกก็ยินดีเป็นยิ่งนัก จึงให้ผูกสัมพันธ์กันไว้เช่นตนทั้งสอง นายบ้านได้เฝ้ารักษาเลี้ยงดูบุตรชายมิว่าจะไปมาในที่ใด ๆ นายบ้านผู้เป็นบิดาก็ให้ผู้คนคอยติดตามไปกางร่ม (สัปทน) สีขาวกันแดดบังฝนจนเป็นสมญาเรียกกันในหมู่ชาวเมืองเซไลว่า “เจ้าฟ้าร่มขาว” ครั้นเจ้าฟ้าร่มขาวเติบใหญ่จนถึงวัยบวชเรียน บิดาก็ถึงแก่มรณกรรมด้วยโรคชราทั้งตรากตรำทำงานหนักมากเกินไป เจ้าฟ้าร่มขาวบุตรชายก็ได้ขึ้นครองเมืองเซไลแทนบิดาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (ประมาณพ.ศ.๑๙๓๕)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *