ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

"ไฮคิว" มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับทีม วอลเลย์บอลชาย ญี่ปุ่น หลังต้านทานความแข็งแกร่งของ บราซิล เบอร์ 1 ของโลก และแชมป์เก่าไม่ไหว จอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิก โตเกียว 2020

อย่างไรก็ดี แม้ว่าญี่ปุ่นจะพ่ายไป 3 เซตรวด แต่หากได้ดูการแข่งขัน จะพบว่า “ริวจิน นิปปอน” 
สู้ได้อย่างสุดใจ ต่อกรกับบราซิลโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์โลก ทั้ง ๆ ที่นี่คือการผ่านเข้ามาเล่นโอลิมปิกครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีของพวกเขา

และหนึ่งในเบื้องหลังที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ก็คือ ไฮคิว  มังงะวอลเลย์บอลยอดฮิตที่ช่วยปลุกกระแสให้กีฬาชนิดนี้กลับมาบูมอีกครั้ง

มันทำได้อย่างไร ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

อดีตเคยแกร่ง

วอลเลย์บอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีการเล่นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1896 และถูกนำเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย เฮียวโซะ โอโมริ ศิษย์เก่าของ YMCA International Training School หรือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์ในปัจจุบัน

ทว่า แม้จะเป็นกีฬาจากต่างชาติ แต่มันก็ได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงแรกที่มาถึง ด้วยความที่มันเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็วและความว่องไวมากกว่าพละกำลัง ซึ่งเหมาะกับคนเอเชีย ทำให้ “ไฮคิว” หรือวอลเลย์บอลในภาษาญี่ปุ่น แพร่หลายไปทั่วแดนอาทิตย์อุทัย และเป็นกิจกรรมสันทนาการยอดฮิตของคนสมัยนั้น

จนกระทั่งในปี 1964 กีฬายอดนิยมของพวกเขา ก็ได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาชิงเหรียญในโตเกียว 1964 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโอลิมปิก และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ “แม่มดแห่งตะวันออก” ทีมวอลเลย์บอลหญิงญี่ปุ่น ที่ประกาศศักดา คว้าเหรียญทองไปได้ในครั้งนั้น (และอีก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดงในเวลาต่อมา)

ในขณะที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน พวกเขาประเดิมโอลิมปิกครั้งแรกด้วยการคว้าเหรียญทองแดงในปี 1964 และคว้าเหรียญเงินในอีก 4 ปีต่อมา ก่อนที่ในโอลิมปิก 1972 ที่มิวนิค พวกเขาจะไล่ตามทีมหญิงได้ทัน ด้วยการคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้สำเร็จ

แม้ว่าหลังจากนั้น ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะมีผลงานที่ตกลงไป แต่พวกเขาก็ยังอยู่แถวหน้าในวงการวอลเลย์บอลโลก ด้วยตำแหน่งรองแชมป์โลกในปี 1969 และ 1977 และอันดับ 3 ในศึกเวิลด์แชมเปี้ยนชิพในปี 1973 และ 1974 และไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิกที่บาร์เซโลนา 1992

มังงะยอดฮิต

อันที่จริงวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้ขึ้นเหนือเน็ตเพื่อบล็อกในปี 1965 ตลอดจนการเกิดตำแหน่ง ลิเบโร หรือตัวรับอิสระ ในปี 1998 ไปจนถึงการใช้ระบบ Rally point หรือฝ่ายชนะในการโต้ลูกจะได้แต้มโดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเสิร์ฟในปี 1999

แน่นอนว่าแต่ละครั้งได้เปลี่ยนโฉมหน้าของกีฬาชนิดนี้ไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้วอลเลย์บอลกลายเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยความว่องไวและความดุดัน จนถูกเรียกว่า “วอลเลย์บอลสมัยใหม่”

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วอลเลย์บอลกลายเป็นวอลเลย์บอลสมัยใหม่ ทีมชายของญี่ปุ่นก็ไม่เคยขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดอีกเลย พวกเขากลายเป็นเพียงไม้ประดับในเวทีระดับโลกตลอดยุค 2000

ทว่าในขณะที่วงการวอลเลย์บอลชายของพวกเขากำลังซบเซาอย่างหนัก พวกเขาก็มามีความหวัง เมื่อมีมังงะวอลเลย์บอลเรื่องใหม่กำเนิดขึ้น ชื่อของมันคือ Haikyu!! หรือ ไฮคิว คู่ตบฟ้าประทาน ในภาษาไทย ผลงานจากปลายปากกาของ ฮารุอิจิ ฟุรุดาเตะ

มันคือเรื่องราวของ ฮินาตะ โชโย สมาชิกชมรมวอลเลย์บอลชายของคาราสุโนะ จังหวัดมิยางิ ที่แม้จะมีส่วนสูงเพียงแค่ราว 160 เซนติเมตร แต่หลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอล หลังได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ยักษ์ใหญ่ตัวจิ๋ว” อดีตผู้เล่นคาราสุโนะ ที่ฮินาตะบังเอิญได้เห็นการเล่นของเขาผ่านหน้าจอทีวี

ไฮคิว ได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่ปีแรกที่ตีพิมพ์ใน นิตยสารโชเน็นจัมป์ เมื่อเรื่องราวของพวกเขาเข้าไปครองใจนักอ่านอย่างจัง และมียอดขายรวมในปัจจุบันสูงถึง 50 ล้านเล่ม รวมทั้งถูกนำไปทำเป็นอนิเมะในปี 2014 จนผู้คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่ที่สำคัญที่สุด มังงะเรื่องนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับวงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น

จากการรายงานของ NHK ระบุว่าจำนวนนักวอลเลย์บอลชายในระดับมัธยมปลายของพวกเขา ลดลงอย่างน่าใจหายมาพักใหญ่ แต่หลังจากปี 2012 ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากราว 37,000 คน มาเป็นราว 41,000 คนในปี 2015 และแตะหลัก 44,000 คนในปี 2016

“แม้ว่ามันจะเป็นมังงะ แต่มันก็ช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้เราได้จริง ๆ” นักวอลเลย์บอลมัธยมปลายบอกเหตุผลกับ NHK

“พวกเราทั้งทีมอ่านไฮคิวกันหมด และตั้งหน้าตั้งตาคอยตอนต่อไปทุกสัปดาห์” นักกีฬาอีกคนกล่าว

นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่นักวอลเลย์บอลระดับมัธยมเท่านั้น เพราะแม้แต่นักกีฬาอาชีพอย่าง มาซาฮิโระ ยานางิดะ วิงสไปเกอร์ (ตัวตบด้านนอก หรือ ตัวตบหัวเสา) ของ ซันโตรีซันเบิร์ดส์ ยักษ์ใหญ่แห่งวีลีก ก็ยังยอมรับว่ามีการ์ตูนเรื่องนี้เป็นแรงขับเคลื่อน

“มันเป็นความตื่นเต้นที่ได้อ่านอะไรที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรา” อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นกล่าว ในสารคดี We became stronger with manga! ของ NHK

“ตัวเอก ฮินาตะ เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีจนทำให้ผมอิจฉา นั่นเป็นคุณสมบัติที่ผมไม่เคยมี”

“ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปที่เขา แต่ผมคิดว่าเมื่อก่อน ผมเคยกระตือรือร้นกับวอลเลย์บอลขนาดนั้น มันจึงเป็นมากกว่าความสนใจ”

เช่นกันกับ อาคิฮิโน ยามาอุจิ มิดเดิลบล็อกเกอร์ (ตัวบล็อกกลาง หรือ บอลเร็ว) เจ้าของส่วนสูง 203 เซนติเมตร ของ พานาโซนิค แพนเธอร์ส และเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยโอลิมปิก 2020 ก็บอกว่าเขาเองก็ได้รับอิทธิพลจากไฮคิว

จบเพื่อเริ่มต้นใหม่

แม้ว่าท้ายที่สุดมังงะเรื่องนี้จะไม่สามารถทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น คว้าเหรียญในโอลิมปิกได้ หลังพ่ายต่อบราซิลแชมป์เก่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่มันก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน

เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการผ่านเข้ามาเล่นในรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีของพวกเขา  แต่ “ริวจิน นิปปอน” ก็สามารถสู้กับเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ว่าจะเป็น ยูกิ อิชิคาวะ กัปตันทีม และ ยูจิ นิชิดะ ที่ต่างกระโดดตบผ่านบล็อกคู่แข่งอย่างสุดมัน ราวกับ วากาโทชิ อุชิจิมา กับ ฮินาตะ โชโย มาเอง หรือ โทโมฮิโระ ยามาโมโตะ ลิเบโรร่างเล็ก ที่ตามเก็บลูกตบของบราซิลอย่างเต็มกำลัง ที่ถอดแบบมาจาก ยู นิชิโนะยะ

มันจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นแห่งความฝันที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกอีกครั้ง โดยมีมังงะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในแรงเสริม บนเส้นทางที่อาจจะดูเหมือนยาวไกล แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง

เพราะสิ่งที่ ไฮคิว มอบให้วงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นแค่แรงกระตุ้นหรือการสร้างแรงบันดาลใจ แต่มันคือการทำให้รู้สึกว่ากีฬาชนิดนี้มัน “สนุก” จริง ๆ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *