ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ทีมบาเยิร์น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

(FC Bayern München) สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งประเทศเยอรมัน และเป็นสโมสรที่สามารถครองแชมป์ บุนเดสลีกา เยอรมันได้มากที่สุดซึ่งเป็นทีมที่มีฐานแฟนบอลจำนวนมาก ไม่ใช่เพียงแต่ภายในประเทศเท่านั้น แต่ บาเยิร์น มิวนิค มีแฟนบอลทั่วโลก สโมสรแห่งนี้ได้เริ่มก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1900 โดยใช้สนามเหย้าหลักของสโมสรชื่อ “อัลลิอันซ์ อารีน่า” โดยมีความจุที่นั่งสำหรับแฟนบอลมากถึง 75,000 ที่นั่ง  ซึ่งบาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาลแรกที่ลงเล่นจากนั้นก็ต้องเผชิญกับสงครามโลกทำให้ฟุตบอลต้องหยุดเล่น

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค

ยุคของ บุนเดสลีกา เยอรมัน บาเยิร์น ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมมากถึง 13 คน ระหว่าง ค.ศ. 1945-1963 จากการลี้ภัยทางสงครามใน ปี ค.ศ. 1947 โดยการกลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งทำให้บาเยิร์น มิวนิคประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก โดย โรแบนด์ เอนเดอลอร์ ได้หาเงินทุนมาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 4 ปี ด้วยกัน คือ ค.ศ. 1951 ไปจนถึง 1955 และในฤดูกาลถัดไป บาเยิร์น มิวนิคก็คว้าแชมป์ DFB Pokal

ประวัติบาเยิร์น มิวนิค ความเป็นมาของสโมสร

ความรุ่งเรืองของบาเยิร์น มิวนิคต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล 1974 – 1976 ด้วยการประกาศชัยชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก หรือ UCL ในปัจจุบัน โดยเป็นสโมสรทีมแรกที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 3 สมัยซ้อนติดต่อกัน และได้แชมป์ยุโรปสมัยที่ 4 ในยุคของ ออทมาร์ ฮิตซ์เฟลต์  และใน ปี ค.ศ. 2002-2003 บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์บุนเดสลีกาเยอรมัน สมัยที่ 4 ติดต่อกัน

บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเป็นแชมป์ยุโรปสมัยที่ 5 อีกครั้งในฤดูกาล  2013  เรียกว่าในฤดูกาลนี้ บาเยิร์น นิวนิคสามารถกวาแชมป์ฟุตบอลได้มากถึง 3 รายการในฤดูกาลเดียว หรือ เป็นทีม ทริปเปอร์แชมป์ จากผลงานการคุมทีมของผู้จัดการทีม ยุพ ไฮน์เคิส นายใหญ่ชาวเยอรมัน ที่สามารถเอาชนะเสือเหลือง ดอร์ทมุน ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ไปได้ด้วยสกอร์ 3-1

แชมป์ฟุตบอลยุโรปล่าสุด บาเยิร์น มิวนิค ก็สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก สมัยที่ 6 ให้กับสโมสรได้สำเร็จในยุคของโคโรนา ไวรัส 19 ที่ไม่มีแฟนฟุตบอลเข้าร่วมฉลองแชมป์ ด้วยการนำทีมของ ฮันซี ฟลิค ที่เอาชนะปารีส แซงค์ แชร็กแมงได้ 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศ และฤดูกาล 2019/2020 บาเยิร์น มิวนิค ยังคงมีความแข็งแกร่งด้วยชุดผู้เล่นที่เดิมหรือชุดที่ได้แชมป์ในฤดูกาลก่อนยังคงอยู่และฟอร์มการเล่นในรายการแชมป์เปี้ยน ลีกยังคงยอดเยี่ยม ทำให้ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปเรียบร้อยแล้ว

บาเยิร์น มิวนิค กวาดแชมป์บุนเดสลีกา เยอรมัน กว่า 30 สมัย , เดเอ็ฟเบ-โพคาล 20 สมัย , เดเอ็ฟเอ็ล-ลีกาโพคาล  6 สมัย  , เดเอ็ฟเอ็ล-ซูเพอร์คัพ  8 สมัย , ยูฟ่า แชมป์เปี้ยน ลีก 6 สมัย , ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ , ยูฟ่าคัพ/ยูฟ่ายูโรปาลีก 1 สมัย และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ อีก 1 สมัย

สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก หรือ เอฟเซไบเยิร์นมึนเชิน (เยอรมันFC Bayern München; อังกฤษFC Bayern Munich) เป็นสโมสรในประเทศเยอรมนี อยู่ที่เมืองมิวนิก อีกชื่อหนึ่งอาจเรียกว่า บาวาเรียมิวนิก หรือ บาวาเรียมึนเชิน เป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศเยอรมัน โดยสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (บุนเดสลีกา) มาครองได้มากถึง 24 ครั้ง แชมป์สโมสรโลก 2 ครั้ง ยูโรเปี้ยนคัพ/ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง ยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 1 ครั้ง และยูฟ่าคัพ 1 ครั้ง

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 โดยสิบเอ็ดผู้เล่นฟุตบอลที่นำโดยฟรันซ์ จอร์น แม้ว่าบาเยิร์นจะชนะในการชิงแชมป์แห่งชาติในปี ค.ศ. 1932 สโมสรก็ไม่ได้เลือกเล่นในบุนเดลีกาที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1963 สโมสรมีช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อกลางยุค 70 ภายใต้การนำของฟรันซ์ เบคเคนเบาเออร์ โดยได้แชมป์สโมสรยุโรป 3 สมัยติดต่อกัน (ค.ศ. 1974-76) ในปีที่บาเยิร์นได้รับตำแหน่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลเยอรมัน ชนะถึงห้าในสิบครั้งของบุนเดสลีกาล่าสุด รางวัลระดับนานาชาติล่าสุดของสโมสรคืออินเตอร์คอนติเนนตัลคัพในปี ค.ศ. 2001 หลังจากที่พวกเขาได้แชมป์สโมสรยุโรปสมัยที่ 4 ในปีเดียวกัน

ตั้งแต่ต้นฤดูกาล 2005-06 บาเยิร์นใช้สนามอัลลิอันซ์อารีนาเป็นสนามเหย้าของตัวเอง ก่อนหน้านี้สโมสรได้เล่นในสนามโอลิมปิค สเตเดียม มิวนิกมาเป็นเวลา 33 ปี สีประจำสโมสรคือสีแดงและสีขาว และทีมได้แสดงให้เห็นถึงสีประจำรัฐบาวาเรีย บาเยิร์นเป็นสโมสรที่ใช้ระบบสมาชิกกว่า 162,187 คน นอกจากนี้ยังมี 2,764 ที่ลงทะเบียนแฟนคลับอย่างเป็นทางการร่วมกับ 192,162 คน สโมสรยังมีหน่วยงานด้านกีฬาอื่น ๆ อีก คือ หมากรุก, แฮนด์บอล, ยิมนาสติก, โบว์ลิ่ง, ปิงปองผู้ตัดสินและทีมฟุตบอลอาวุโส รวมกันมีสมาชิกใช้งานมากกว่า 1,100 คน

ในฤดูกาล 2013-14 บาเยิร์นมิวนิคสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 24 โดยที่ลงแข่งไปเพียง 27 นัดเท่านั้น ด้วยการเอาชนะแฮร์ธาเบอร์ลิน ไป 1-3 ที่สนามโอลิมเปียชตาดิออนเบอร์ลิน ของแฮร์ธา ในวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 2014 ด้วยเหตุที่ทีมที่มีคะแนนเป็นอันดับ 2 ในตาราง คือ โบรุสเซียดอร์ทมุนด์ ไม่สามารถตามทันแล้ว นับเป็นการคว้าแชมป์บุนเดสลีกาที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศส

(ฝรั่งเศส: Équipe de France de football) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศฝรั่งเศสและเป็นทีมชั้นนำทีมหนึ่งในทวีปยุโรป มีผลงานชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้งใน ฟุตบอลโลก 1998 และ ฟุตบอลโลก 2018 และเป็นแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 1984 และ ปี ค.ศ. 2000

ประวัติทีม

ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี ค.ศ. 1904 ในช่วงที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 โดยลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับเบลเยียมในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1904 ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3 ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 ฝรั่งเศสได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับสวิตเซอร์แลนด์ที่สนามปาร์กเดแพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500 คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยชนะไปด้วยคะแนน 1-0

ในปี ค.ศ. 1932 ฝรั่งเศสได้เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ประเทศอุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของฝรั่งเศสคือถล่มทีมชาติเม็กซิโก 4-1 โดยลูว์เซียง โลร็อง ที่เป็นผู้ยิงประตูแรกของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ฝรั่งเศสกลับแพ้ 1-0 ใน 2 เกมต่อมากับอาร์เจนตินาและชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

ในปี ค.ศ. 1934 ฝรั่งเศสยังคงต้องผิดหวังต่อไป เมื่อตกรอบแรกจากการแพ้ออสเตรีย แต่พวกเขาทำผลงานได้ดีอย่างผิดหูผิดตาในครั้งที่พวกเขารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี ค.ศ. 1938 หลังจากฝ่าด่านไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศก่อนจะแพ้ให้กับอิตาลีด้วยคะแนน 3-1

ในยุคทศวรรษที่ 1950 นับเป็นยุคทองของวงการฟุตบอลของฝรั่งเศส จากการแจ้งเกิดของนักเตะชื่อดังอย่างฌุสต์ ฟงแตน เจ้าของตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลก และแรมง กอปา ตำนานดาวยิงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 1958 ฝรั่งเศสสามารถคว้าอันดับ 3 จากการถล่มทีมชาติเยอรมนีตะวันตก 6-2 โดยฟงแตนยิงคนเดียว 4 ประตู

ในปี ค.ศ. 1960 ฝรั่งเศสรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป เป็นครั้งแรก แต่พวกเขากลับทำได้แค่อันดับ 4 หลังจากแพ้ทีมชาติเชโกสโลวาเกีย 2-0 แต่หลังจากนั้น ฝรั่งเศสกลับดำดิ่งลงไปอย่างเห็นได้ชัดจากการที่เปลี่ยนตัวผู้จัดการทีมบ่อยครั้ง รวมถึงความล้มเหลวในการผ่านเข้าไปเล่นในการแข่งขันระดับเมเจอร์หลายรายการ โดยพวกเขาไม่สามารถประสบความสำเร็จแบบเป็นชิ้นเป็นอันได้เลยในช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970

เมื่อในยุคทศวรรษที่ 1980 ฝรั่งเศสกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งจากการนำทัพของมีแชล ปลาตีนี ตัวทำเกมจอมเทคนิค และสามสุดยอดกองกลางอย่างฌ็อง ตีกานา, อาแล็ง ฌีแร็ส และลูยส์ แฟร์น็องแดซ ที่ประสานงานร่วมกันจนถูกขนานนามว่า สี่เหลี่ยมมหัศจรรย์ (Magic Square) พวกเขาพาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์รายการเมเจอร์ระดับนานาชาติได้สำเร็จในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยปลาตีนีได้เป็นดาวซัลโวของรายการด้วยการยิงไปถึง 9 ประตู รวมถึงหนึ่งในประตูในเกมที่ชนะสเปนด้วยคะแนน 2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

นอกจากนี้ในปีเดียวกัน ฝรั่งเศสยังสามารถคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี ค.ศ. 1984 ก่อนที่จะคว้าแชมป์รางวัลอาร์เตมีโอ ฟรังกี (คอนเฟเดอเรชันส์คัพในปัจจุบัน) ในปีถัดมาทำให้พวกเขาได้รับการยกให้เป็นทีมเต็ง 1 สำหรับการครองแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 แต่แล้วก็ยังคงต้องรอตำแหน่งแชมป์ต่อไป หลังจากทำได้แค่อันดับ 3 ด้วยการแพ้เบลเยียม 4-2

จนกระทั่งปี ค.ศ. 1996 ฝรั่งเศสเริ่มก้าวขึ้นมาสู่การเป็นยอดทีมของวงการลูกฟุตบอลโลก จากการที่เข้าสู่ยุคผลัดใบโดยนำนักเตะดาวรุ่งเข้ามารับใช้ชาติหลายต่อหลายคน ในยูโร 1996 ฝรั่งเศสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องหยุดอยู่ที่รอบตัดเชือกเช่นเดิมหลังจากแพ้สาธารณรัฐเช็ก ต่อมาในฟุตบอลโลก 1998 ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพฝรั่งเศสสามารถระเบิดฟอร์มเก่งด้วยการถล่มบราซิล สุดยอดทีมจากฟุตบอลโลก ในนัดชิงชนะเลิศ 3-0 พร้อมทั้งคว้าแชมป์ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ของทีม

ในปี ค.ศ. 2000 ฝรั่งเศสยังคงรักษาความฟอร์มที่ดีไว้ได้อย่างต่อเนื่องด้วยการคว้าแชมป์ยูโร 2000 ด้วยการชนะอิตาลี 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศ ภายใต้การเล่นเกมและสร้างสรรค์เกมของซีเนดีน ซีดาน สุดยอดกองกลางจอมเทคนิคของฝรั่งเศส ทำให้พวกเขาทำสถิติเป็นชาติแรกที่ครองแชมป์ทั้งฟุตบอลโลกและฟุตบอลยูโรนัลตั้งแต่ที่เยอรมนีตะวันตกเคยทำได้เมื่อปี 1974 นอกจากนี้ฝรั่งเศสยังขึ้นไปอันดับ 1 ในการจัดอันดับโลกของฟีฟ่าอีกด้วย

อย่างไรก็ตามฝรั่งเศสเริ่มจะกลับสู่ความตกต่ำอีกครั้ง หลังจากไม่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลก 2002 ได้สำเร็จแต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือพวกเขาต้องหยุดอยู่ที่รอบแรกเท่านั้น ก่อนที่ผลงานจะดีขึ้นมาในยูโร 2004 โดยฝรั่งเศสผ่านเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศ แต่ก็ปราชัยต่อกรีซ เจ้าของแชมป์ในเวลาต่อมา

ในปี ค.ศ. 2006 ฝรั่งเศสเกือบจะไม่ผ่านไปเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2006 แต่ยังดีที่บรรดานักเตะรุ่นเก่าที่เคยประกาศตัดสินใจอำลาทีมชาติเปลี่ยนใจกลับมาช่วยทีมอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังโชว์ฟอร์มได้ดีอย่างต่อเนื่องในรอบสุดท้าย หลังจากสู้และสามัคคีกันจนสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แต่ก็ต้องแพ้อิตาลีจากการดวลจุดโทษไป 5-3 ไปอย่างน่าเสียดาย 2 ปีต่อมาในยูโร 2008 ฝรั่งเศสก็ไปไม่ถึงฝั่งฝันอีกครั้งหลังจากตกรอบแรก เนื่องจากถูกจับให้อยู่ในกลุ่มที่มีแต่ทีมเต็งที่จะเป็นแชมป์ โดยมีเนเธอร์แลนด์ อิตาลี และโรมาเนีย เป็นสมาชิกร่วมกลุ่มด้วยการเป็นที่ 4 ของกลุ่ม

ต่อมาในปี ค.ศ. 2010 ฝรั่งเศสต้องผิดหวังอีกครั้งหลังตกรอบแรกในการคัดเลือกทีมไปแข่งขันที่ฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาภายในทีมอีกระหว่างนักเตะและผู้ฝึกสอนอีกด้วย ต่อมาในยูโร 2012 ทีมชาติฝรั่งเศสก็เริ่มทำผลงานเริ่มดีขึ้นมา โดยในรอบแบ่งกลุ่มสามารถเป็นรองแชมป์กลุ่มได้ เป็นรองเพียงอังกฤษเท่านั้น แต่แล้วในรอบสิบหกทีมสุดท้ายก็ต้องปราชัยแพ้ให้กับทีมเต็งของรายการนี้อย่างสเปนไป 2-0

ในฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ทีมชาติฝรั่งเศสผ่านเข้าได้ถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนีไป 0-1 ซึ่งในครั้งนั้นทีมชาติเยอรมนีก็ได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในปี 2014 และในฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถสร้างผลงานผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับทีมชาติโครเอเชีย ซึ่งเป็นการผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งที่ 3 ของทีมชาติฝรั่งเศส และฝรั่งเศสได้คว้าแชมป์สมัยที่ 2 โดยการเอาชนะโครเอเชีย 4-2

เกียรติประวัติ

  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 1984 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 1998 เจ้าภาพ
  • แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2000
  • แชมป์ฟีฟ่าคอนเฟเดอเรชันส์คัพ ปี 2001 และ ปี 2003
  • แชมป์ฟุตบอลโลก 2018
  • ทีมชาติฝรั่งเศสตั้งทีมขึ้นมาในช่วงปี 1904
  • ในช่วงที่ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 21พฤษภาคม ปี 1904โดยพวกเขาลงเล่นในเกมอย่างเป็นทางการนัดแรกกับทีมชาติเบลเยี่ยมในวันที่ 1พฤษภาคม ปี 1904ซึ่งเกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 3-3ในขณะที่เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1905ฝรั่งเศส ได้ลงเล่นในเกมระดับชาติในสนามของตนเองอย่างเป็นทางการในเกมที่พบกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ พาร์กส์ เดส์ แพร็งส์ ต่อหน้าผู้ชมราว 500คน และพวกเขาก็เป็นฝ่ายคว้าชัยไปด้วยสกอร์ 1-0ในปี 1930ฝรั่งเศส เข้าร่วมแข่งขันในฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นที่ อุรุกวัย โดยเกมแรกในรายการนี้ของ “เลส์ เบลอส์” พวกเขาเป็นฝ่ายไล่ถล่ม เม็กซิโก 4-1โดย ลูเซียง โลร็องต์ ที่เป็นผู้ยิงประตูโทนของเกม กลายเป็นนักเตะที่ทำประตูแรกสุดของศึกฟุตบอลโลกอีกด้วย แต่ ฝรั่งเศส กลับปราชัย 1-0ใน 2เกมต่อมากับ อาร์เจนตินา และ ชิลี ทำให้ต้องตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

อิตาลี

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

(อิตาลี: Nazionale italiana di calcio) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของสมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ทีมชาติอิตาลีชนะเลิศการแข่งขันฟุตบอลโลก 4 สมัยในปี 1934, 1938, 1982 และ 2006 และฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหนึ่งสมัยในปี 1968 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1936 และอิตาลียังถือเป็นชาติแรกที่ชนะเลิศฟุตบอลโลกได้สองสมัยติดต่อกัน

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ของอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า “อัซซูร์รี” (Azzurri)

ทีมชาติอิตาลีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสมาคมฟุตบอลอิตาลี (ก่อตั้งใน ค.ศ. 1898) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ ปัจจุบันมีผู้จัดการทีมคือ โรแบร์โต มันชีนี อิตาลีถือเป็นคู่ปรับสำคัญของทีมชาติเยอรมนี, ทีมชาติบราซิล, ทีมชาติอาร์เจนตินา และทีมชาติฝรั่งเศสมาอย่างยาวนาน จากการแข่งขันในฟุตบอลโลก และอิตาลีเป็นหนึ่งในชาติที่เป็นศูนย์รวมของนักเตะระดับโลกมาหลายยุคสมัย

ยุคแรกของการก่อตั้งและแชมป์โลกสองสมัยแรก (1899-1938)

การรวมตัวกันของทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน ปี 1899 ในการพบกับทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ในนัดกระชับมิตร ณ เมืองตูริน ซึ่งอิตาลีแพ้ไป 0-2[5]

การแข่งขันทางการครั้งแรกได้จัดขึ้นที่มิลานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ปี 1910 อิตาลีเอาชนะฝรั่งเศส 6–2 โดยที่ปิเอโตร ลานา เป็นผู้ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการของอิตาลี[6][7] ทีมอิตาลีเล่นด้วยระบบ (2–3–5) ประกอบด้วย: เด ซิโมนี; วาริสโก, กาลี; เตรเร, ฟอสซาติ, คาเปลโล; เดเบอร์นาดี้, ริซซี่, เซเวนีนี่ ที่ 1, ลาน่า, โบย็อกกี้ และมีกัปตันทีมคนแรกคือ ฟรานเชสโก กัลลี[8]

ความสำเร็จครั้งแรกในรายการใหญ่ของพวกเขาคือการคว้าเหรียญทองแดงในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนปี 1928 ณ กรุง อัมส์เตอร์ดัม หลังจากแพ้ให้กับทีมชาติอุรุกวัยในรอบรองชนะเลิศพวกเขาสามารถเอาชนะทีมชาติอียิปต์ได้ถึง 11-3 ต่อมาในการแข่งขันรายการ Central European International Cup ในปี 1930[9] และ1935[10] อิตาลีได้อันดับที่หนึ่งจากคู่แข่งห้าทีมที่ลงแข่งขันคว้าแชมป์ไปได้ทั้งสองสมัย ตามด้วยความสำเร็จในกีฬาโอลิมปิกอีกครั้งจากการคว้าเหรีญทองในปี 1936 โดยเอาชนะทีมชาติออสเตรียไปได้ 2-1

ภายหลังจากที่อิตาลีปฏิเสธคำเชิญในการเข้าร่วมฟุตบอลโลก 1930 พวกเขาได้เข้าร่วมการแข่งขันในปี 1934 และ1938 ภายใต้การดูแลของ วิตโตรีโอ ปอซโซ ผู้จัดการทีม และการนำทัพของ จูเซปเป เมอัซซา[11] อิตาลีลงแข่งขันฟุตบอลโลก 1934 และนัดแรกอย่างเป็นทางการของพวกเขาคือการถล่มเอาชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 7-1 ที่กรุงโรม พวกเขาผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศและเอาชนะเชโกสโลวาเกีย ได้ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ จากการทำประตูของ ไรมันโด ออร์ซี และแอนเจโล่ สเกียวีโอ คว้าแชมป์โลกได้เป็นสมัยแรก

ต่อมาในฟุตบอลโลก 1938 พวกเขาป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ โดยเอาชนะฮังการีในรอบชิงชนะเลิศ 4-2 จากการทำประตูของ จีโน่ คอลาอุสซี่ และซิลวิโอ ปิโอลา คนละสองประตู ถือเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่สองของพวกเขาและอิตาลีถือเป็นเป็นชาติแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้ โดยก่อนการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะเริ่มต้นขึ้น เบนิโต มุสโสลินี นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ส่งโทรเลขอวยพรผู้เล่นทุกคนให้นำถ้วยรางวัลกลับมาประเทศให้ได้อีกครั้ง

ยุคแห่งความตกต่ำหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง (1946-1966)

ในปี 1949 ซึ่งเป็นช่วงที่กีฬาฟุตบอลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้เล่น 10 คนจาก 11 คนในกลุ่มผู้เล่นยุคก่อตั้งของทีมชาติได้เสียชีวิตลงจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก โดยหลายคนเป็นผู้เล่นคนสำคัญจากสโมสรโตริโนซึ่งชนะการแข่งขันลีกสูงสุด (เซเรียอา) มา 5 สมัยติดต่อกัน ส่งผลให้อิตาลีไม่ผ่านรอบแรกในฟุตบอลโลก 1950 ในช่วงเวลาดังกล่าวนักเตะและทีมงานทุกคนจะเดินทางด้วยเรือแทนการนั่งเครื่องบิน เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดเหตุเศร้าสลดขึ้นอีกครั้ง

อิตาลียังต้องพบความช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างต่อเนื่องโดยในการแข่งขัน

ฟุตบอลโลก 1954 พวกไม่ผ่านรอบแรกตามด้วยการไม่ผ่านรอบคัดเลือกในฟุตบอลโลฟุตบอลโลกก 1958และตกรอบแรกอีกครั้งใน 1962 และพวกเขาไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1960 ตามด้วยการตกรอบแรกในปี 1964 โดยแพ้สหภาพโซเวียต

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1966 ณ ประเทศอังกฤษ พวกเขาตกรอบแรกอีกครั้งโดยแพ้ให้กับทีมชาติเกาหลีเหนือในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไปอย่างเหนือความคามดหมาย และไม่ชนะทีมใดเลยตลอดการแข่งขัน แม้ว่าในทีมชุดนั้นจะมีผู้เล่นอย่าง จานนี ริเวรา (Gianni Rivera) กองหลังชื่อดังจากสโมสร เอซี มิลาน และจาโกโม บุลกาเรลลี่ (Giacomo Bulgarelli) กองกลางจากสโมสรโบโลญญา เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศ แฟนบอลอิตาลีที่ไม่พอใจกับผลงานของทีมต่างพากันมารอที่สนามบินและขว้างปาสิ่งของและผลไม้ใส่ผู้เล่น[12] โดยก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นอิตาลีได้รับการคาดหมายว่าจะทำผลงานได้ดีเนื่องจากเป็นช่วงที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาได้ภายหลังจากโศกนาฎกรรมในปี 1949

แชมป์ยุโรปสมัยแรกและรองแชมป์โลก (1968-1974)

อิตาลีเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลยูโรสมัยแรกของพวกเขาในปี 1968 ในฐานะเจ้าภาพและสามารถคว้าแชมป์ได้ทันที โดยถือเป็นแชมป์รายการใหญ่ครั้งแรกในรอบ 30 ปี นับจากพวกเขาคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1938 และถือเป็นการยุติช่วงเวลาอันเลวร้ายตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปีหลังจากเหตุการณ์ในปี 1949 พวกเขาเอาชนะยูโกสลาเวียได้ในรอบชิงชนะเลิศซึ่งแข่งขันกันที่กรุงโรมซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีการแข่งขันช่วงต่อเวลาพิเศษหรือการยิงจุดโทษตัดสิน[13] และต้องเล่นนัดที่สองหลังจากเสมอกันในนัดแรก 1-1 และอิตาลีสามารถเอาชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของ ลุยจิ ริวา (Luigi Riva) และปีเอโตร อนาสตาซี (Pietro Anastasi)

ถัดมาในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1970

ณ ประเทศเม็กซิโก อิตาลีซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นชื่อดังจากชุดแชมป์ยุโรปในปี 1968 หลายรายประกอบไปด้วย จาชินโต้ ฟัคเค็ตติ (Giacinto Facchetti), ลุยจิ ริวา, ปีเอโตร อนาสตาซี และโรแบร์โต โบนินเซญา (Roberto Boninsegna) สามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ โดยเป็นการเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกในรอบ 32 ปี พวกเขาเอาชนะทีมชาติเยอรมนีในรอบรองชนะเลิศมาได้ 4-3 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งในนัดดังกล่าวถือเป็นการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์โดย 5 จาก 7 ประตูได้เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ และได้รับการยกย่องว่าเป็น “การแข่งขันแห่งศตวรรษ” (Game of the century)[14]

อย่างไรก็ตาม อิตาลีต้องแพ้ให้กับบราซิลอย่างยับเยินในรอบชิงชนะเลิศ 1-4ในฟุตบอลโลก 1974 อิตาลีทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวังโดยตกรอบแรกหลังจากแพ้ทีมชาติโปแลนด์

สายเลือดใหม่และแชมป์โลกสมัยที่สาม (1978-1986)

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1978 ณ ประเทศอาร์เจนตินา ทีมชาติอิตาลีในยุคนั้นประกอบไปด้วยผู้เล่นหน้าใหม่รายหลาย ที่โดดเด่นที่สุดได้แก่ เปาโล รอสซี (Paolo Rossi) ซึ่งติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก โดยอิตาลีเป็นทีมเดียวในการแข่งขันที่สามารถเอาชนะอาร์เจนตินาซึ่งเป็นแชมป์ในครั้งนั้นได้ อิตาลีจบการแข่งขันด้วยการคว้าอันดับที่สี่ โดยแพ้ให้กับบราซิล 1-2 ในนัดชิงอันดับสาม

อิตาลีลงแข่งขันยูโร 1980 ในฐานะเจ้าภาพ หลังจากเสมอกับสเปนและเบลเยียมตามด้วยการเอาชนะอังกฤษ พวกเขาแพ้ให้กับเชโกสโลวาเกียในนัดชิงอันดับสามจากการดวลจุดโทษ

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง

มาดูนักเตะอายุน้อยมีใครบ้าง นักเตะอายุน้อยที่ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป แถมยังสามารถโชว์ผลงานในระดับสุดยอดชนิดที่รุ่นพี่ ๆ ยังต้องยอมซูฮก พวกเขาคือ 7 แข้งอายุน้อยที่เก่งและเนื้อหอมที่สุดในเวลานี้ การเบียดแทรกเป็น 11 ตัวจริงนั้นยากแล้ว การก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะแกนหลักของทีมตั้งแต่อายุยังน้อยนั้นยิ่งยากเป็นพิเศษขึ้นไปอีก ดังนั้นหากนักเตะคนไหนสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมใหญ่ได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วล่ะก็ นั่นบ่งบอกถึงความสามารถที่เหนือชั้นกว่านักเตะทั่วไป พวกเขาจะถูกจับตามองในฐานะอนาคตของวงการฟุตบอล 

 

เพราะพวกเขาจะต้องเจอกับด่านหินคือบรรดานักเตะรุ่นพี่ที่นอกจากจะมีฝีเท้าดีแล้วยังมีประสบการณ์มากกว่า แข้งพรสวรรค์สูงที่อายุยังน้อยหลายรายถึงกับต้องถูกส่งไปเล่นในแบบยืมตัวกับทีมที่เล็กกว่าเพื่อให้ได้โอกาสลงสนามเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในการแข่งขันจริง และการที่ขึ้นมายึดตำแหน่งตัวจริงในวงการฟุตบอลอาชีพนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากแสนสาหัสมากโดยเฉพาะเมื่อคุณเป็นนักเตะของบรรดาทีมยักษ์ใหญ่ และงานนี้จะยากขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัวสำหรับบรรดาแข้งที่ยังอายุน้อย เรามาประเดิมด้วยนักเตะท่านแรกเลย

 

ไค ฮาเวิร์ตซ์ แข้งหนุ่มอายุ 20 ปีชาวเยอรมันได้ลงเล่นให้ทีมเลเวอคูเซ่นมาตั้งแต่อายุเพียงสิบเจ็ดปี และตอนนี้เขาก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมเรียบร้อยแล้ว หรือถ้าจะพูดให้ชัดเจน เขาคือนักเตะตัวความหวังสูงสุดของทีมในเวลานี้เลย  ด้วยรูปร่างที่สูงใหญ่แต่มีความคล่องตัวสูง บวกกับทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยมทั้งการครองบอล การสร้างสรรเกม และการยิงประตู ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะถูกจับจ้องจากบรรดายักษ์ใหญ่ของยุโรป  และเชื่อว่าคงมีการย้ายทีมเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้  ฮาเวิร์ตซ์นั้นเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรุก ซีซั่นก่อนเขายิงให้ทีมไปถึง 20 ประตูจาก 42 นัด และปีนี้ก็ยิงไปแล้วถึง 15 ประตู เป็นกองกลางที่ยิงได้เยอะมากจริง ๆ  ดูจากสไตล์การเล่นแล้ว เขาสามารถขยับไปเล่นเป็นกองหน้าสมัยใหม่ได้สบาย ๆ

 

เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ เขาคนนี้คือเด็กหนุ่มจากท้องถิ่นของเมืองลิเวอร์พูลที่ได้เดินตามความฝันคือได้ลงเล่นฟุตบอลให้ทีมรัก จากนักเตะฝึกหัดที่เข้าสู่อคาเดมี่ของสโมสรตั้งแต่ 6 ขวบ วันนี้ในวัย 21 ปี เขากลายเป็นแบ๊คขวาระดับโลกไปแล้ว สองปีก่อนนั้น เทรนท์ได้โอกาสลงสนามอย่างต่อเนื่องด้วยวัยเพียงสิบแปดปีเพราะแบ๊คขวาตัวจริงของทีมบาดเจ็บ เขาค่อย ๆ เรียนรู้ ปรับตัว

และพัฒนาการเล่นจนกลายเป็นหนึ่งในแบ๊คขวาที่ดีที่สุดของโลกในเวลานี้ โดยมีจุดเด่นที่การเติมเกมรุก และการเปิดบอลที่แม่นยำมาก เขากลายเป็นเจ้าของสถิติการแอสซิสต์มากที่สุดในพรีเมียร์ลีกปี 2019 ทั้ง ๆ ที่เล่นในตำแหน่งกองหลัง และยังเดินหน้าทำสถิติการแอสซิสต์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันนี้เทรนท์อายุ 21 ปี แม้ว่าจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในวัยเพียงเท่านี้ แต่เทรนท์นั้นยังใช้ชีวิตแบบติดดิน เรียบง่าย และขยันฝึกซ้อม ไม่ได้มีท่าทีว่าจะหลงระเริงกับความสำเร็จและเงินทอง ด้วยความเป็นนักเตะท้องถิ่น แถมมีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม ผมเชื่อว่าเราจะได้เห็นเขาสวมปลอกแขนกัปตันทีมของลิเวอร์พูลในอนาคตอย่างแน่นอน

 

เจา เฟลิกซ์  คือนักเตะหนุ่มชาวโปรตุกีสที่มีอายุเพียง 20 ปี แต่มีค่าตัวในการย้ายจากเบนฟิก้าไปยังแอตเลนติโก มาดริดถึงถึง 126 ล้านยูโร ก่อนการย้ายทีมนั้นเฟลิกซ์เพิ่งจะลงเล่นในลีกสูงสุดของโปรตุเกสแค่ปีเดียว แต่ยิงไปถึง 15 ประตูจากการลงสนาม 26 นัด แถมยังทำแฮตทริกในรายการยูโรป้าลีกได้ด้วย ทำให้เขากลายเป็นที่จับตามองของเหล่าทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรป ก่อนจะเป็นทีมตราหมีที่ทุ่มคว้าตัวเขาไปร่วมทีมเพื่อเป็นตัวแทนของอองตวน กรีซมันน์ที่ย้ายออกไป

แอตเลติโก มาดริดนั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องแมวมอง โดยเฉพาะตำแหน่งกองหน้านั้น ทีมตราหมีสามารถนำกองหน้าชั้นยอดเข้าสู่ทีมได้เสมอ การที่ทีมยอมทุ่มเงินขนาดนี้เพื่อเจา เฟลิกซ์ เป็นเครื่องบ่งชี้เบื้องต้นได้ว่านักเตะคนนี้มีดีขนาดไหน เฟลิกซ์ถูกวางตัวให้เป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมใหม่ในทันทีและโชว์ผลงานช่วงเปิดตัวได้อย่างยอดเยี่ยม แต่ก็เริ่มเจอปัญหาเรื่องการปรับตัวและอาการบาดเจ็บในช่วงกลางฤดูกาล กระนั้นก็ตาม เขาก็ลงสนามให้ทีมตราหมีไปแล้วถึง 28 นัด ทำไป 6 ประตู ไม่เลวนักสำหรับการย้ายเข้าลีกใหม่ในปีแรก

 

เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ในวัยเพียง 19 ปี ฮาแลนด์กลายเป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของโลกไปเรียบร้อยแล้ว นักเตะชาวนอร์เวย์คนนี้ทำสถิติยิงประตูมากกว่าจำนวนนัดที่ลงสนามให้กับดอร์ทมุนด์หลังจากที่เขาเพิ่งย้ายมาจากเรดบูลล์ ซัลซ์บวร์กเมื่อช่วงเดือนมกราคม ฮาแลนด์นั้นเริ่มต้นการค้าแข้งในลีกนอร์เวย์ ก่อนที่เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ยักษ์ใหญ่จากลีกออสเตรียจะคว้าตัวเขาไปร่วมทีม เพียงแค่ปีกว่าในลีกออสเตรียเขาก็สร้างชื่อโด่งดังทั่วยุโรปจนตกเป็นเป้าหมายหลักของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่สุดท้ายปิศาจแดงก็ต้องอกหักเมื่อเจ้าตัวเลือกที่จะย้ายไปเล่นให้ดอร์ทมุนด์ด้วยเงื่อนไขในสัญญาที่เจ้าตัวพร้อมตีจากทีมได้เมื่อถึงเวลา

ฮาแลนด์ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการทำแฮททริกได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงสนามให้ดอร์ทมุนด์ในฐานะตัวสำรอง พลิกสถานการณ์ให้ทีมกลับมาเก็บชัยชนะได้ คงไม่มีการเปิดตัวกับทีมใหม่แบบไหนที่จะยิ่งใหญ่ไปกว่านี้ได้อีกแล้ว จนถึงตอนนี้ฮาแลนด์ยิงไปแล้ว 11 ปรตูในบุนเดสลีกาทั้งที่ลงเล่นให้ทีมดอร์ทมุนไปเพียง 10 นัด จับตาดูเด็กหนุ่มคนนี้กันให้ดี ว่าเขาจะสร้างปรากฏการณ์อะไรให้เกิดขึ้นบ้างในวงการฟุตบอลนับจากนี้ไป

 

เจดอน ซานโช่ อดีตเด็กปั้นของเรือใบสีฟ้าคนนี้ น่าจะเป็นดาวรุ่งที่พรสววรค์สูงที่สุดของอังกฤษในเวลานี้ เขาตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับทีมอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้  และทำในสิ่งที่นักเตะอังกฤษส่วนมากไม่ค่อยทำกัน คือย้ายออกมาเล่นในต่างแดนตั้งแต่อายุน้อย และดอร์ทมุนคือทีมที่คว้าเพชรเม็ดงามนี้เข้าสู่ทีมเมื่อปี 2017 ซานโช่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเป็นผู้เล่นแนวรุกชั้นยอด ทั้งความเร็ว เทคนิคการครองบอล การพาผ่านคู่แข่ง การเคลื่อนที่ที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ในการเล่น และการยิงประตู ที่สำคัญคือเขาเล่นได้ดีทั้งสองเท้าด้วย ตอนนี้ในวัยเพียง 20 ปี เขากลายเป็นนักเตะที่ทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปล้วนอยากคว้าตัวไปเล่นให้ แต่ติดตรงที่ดอร์ทมุนเองก็ตั้งค่าตัวเขาเอาไว้สูงตามฝีเท้าด้วยเช่นกัน

ซานโช่ใช้เวลาเพียงปีเศษในการยึดตำแหน่งตัวจริงของดอร์ทมุน แถมเขาแจ้งเกิดเป็นดาวดังของบุนเดสลีก้าได้สำเร็จในวัยเพียงสิบแปดปี โดยฤดูกาล 2018-2019 นั้นซานโช่ได้ลงเล่นในลีกไปถึง 34 นัด และทำไป 12 ประตูใน และในฤดูกาลปัจจุบันเขาก็ทำประตูในลีกไปแล้วถึง1 7 ประตู

 

คีเลียน เอ็มบั๊บเป้ เขาคนนี้คือราชาของบรรดาแข้งอายุน้อยเลยทีเดียว เอ็มบั๊บเป้เป็นนักเตะที่โด่งดังจากการเล่นให้โมนาโคชุดคว้าแชมป์ลีกเอิงในฤดูกาล 2016-2017 ก่อนที่พ่อบุญทุ่มแห่งวงการอย่าง PSG จะดึงตัวเข้าสู่ทีมด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลก วัยปัจจุบันเพียง 21 ปี เขายังเก่งขึ้นได้อีกแถมยังมีเวลาเก็บเกี่ยวความสำเร็จในวงการฟุตบอลได้อีกหลายปี หากพ้นจากยุคสมัยของเมสซี่กับโรนัลโด้เมื่อไหร่ คาดว่าเอ็มบั๊บเป้คงจะมีชื่อกลายเป็นตัวเต็งของการคว้าบัลลงดอร์ในทุก ๆ ปีไปอีกนาน เพราะเขาคือแข้งอายุต่ำกว่ายี่สิบสามปีที่เก่งที่สุดของโลกในเวลานี้

เอ็มบั๊บเป้คือนักเตะที่เก่งระดับหาตัวจับยาก ในตอนที่อายุเพียง 19 ปีนั้นเขาคือผู้เล่นตัวหลักของทีมฝรั่งเศสชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2018 มาแล้ว จุดเด่นของเขาคือความเร็วที่หาตัวจับยาก เมื่อบวกกับทักษะที่ยอดเยี่ยมในการไปกับลูกฟุตบอล และความยอดเยี่ยมในการจบสกอร์ที่แม่นยำ เฉียบขาด และเยือกเย็น ก็ทำให้ยากนักที่กองหลังทีมไหนจะหยุดเขาได้

 

มาร์คัส แรชฟอร์ด ด้วยผลงานที่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ของต้นสังกัดอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อาจจะทำให้หลายคนมองข้ามความยอดเยี่ยมของแรชฟอร์ดไปบ้าง แต่เชื่อผมเถอะว่านี่คือนักเตะอายุน้อยที่ฝีเท้าดีมากที่สุดคนหนึ่งของยุโรปในเวลานี้  สถิติที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของเขาคือ จนถึงตอนนี้แรชฟอร์ดยิงประตูใส่บรรดาทีมในกลุ่มบิ๊ก 6 ของพรีเมียร์ลีกครบทุกทีมแล้ว ซึ่งเมื่อนับรวม ๆ กัน แรชฟอร์ดในวัย 22 ปี

ยิงใส่ทีมในกลุ่มบิ๊ก 6 ด้วยกันไปแล้วถึง 16 ประตูทีเดียว  แข้งวัย 22 ปีรายนี้ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ตั้งแต่ตอนที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปี และร่วมทีมชาติอังกฤษชุดที่เข้าถึงรอบสี่ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกมาแล้ว เขาเป็นกองหน้ากึ่งปีกที่มีความเร็วสูงมาก เมื่อบวกกับความสามารถเฉพาะตัวและความสามารถในการยิงประตู ทำให้เขาเป็นผู้เล่นเกมรุกที่ดีที่สุดของทีมปิศาจแดงในเวลานี้เลย สถิติล่าสุดในฤดูกาลนี้ของแรชฟอร์ดคือลงเล่นให้ทีมปิศาจแดงไป  31 นัด ยิงไปถึง 19 ประตู

 

อันซู ฟาติ ทีม บาร์เซโลนา คนนี้แจ้งเกิดในทีมฟุตบอลบาร์เซโลนา ด้วยเพียงแค่อายุ 16 ปี โดยถึงแม้ว่าจะได้นั่งเป็นตำแหน่งตัวสำรองของสนามการแข่งขัน แต่ทุกครั้งที่เขาได้กระโดดเข้าไปร่วมเตะ ก็จะสามารถทำประตูให้กับทีมอย่างแน่นอน จึงไม่น่าแปลกใจที่เขานั้น ได้รับความชื่นชอบจากบรรดาแฟนคลับมากมาย ที่ได้เล่นคู่กับนักบอลชื่อดังอย่าง ลีโอเนล เมสซี ซึ่งผลของการฝึกฝนนั้น จัดได้ว่าเป็นเด็กคนหนึ่งที่มีความน่ากลัวสูงอย่างมาก จนทำให้ทีมคู่ต่อสู้จะต้องระวังให้มาก เข้าร่วมการแข่งขันสโมสรเยาวชน 2009 – 2010 เล่นให้กับเอร์เรรา 2010 – 2012 เล่นให้กับเซบิยา 2012 – 2019 เล่นให้กับบาร์เซโลนา ลงเล่นแข่งขันทั้งหมด 3 ครั้ง สามารถทำประตูไปได้มากถึง 2 ครั้ง

 

โรดรีโก้ ทีม เรอัล มาดริด

รู้จักกันดีอยู่แล้วว่า เรอัล มาดริด นั้นเป็นสโมสรที่รวบรวมเหล่าดาวจรัสแสง ของวงการลูกหนังฟุตบอลเอาไว้ ซึ่งโรดรีโก้ ก็เป็น 1 ในดวงดาวที่เปล่งแสดงออกมาได้สว่าง และมีความน่าสนใจมากที่สุดคนหนึ่ง เริ่มต้นชีวิตการเป็นนักบอลอาชีพด้วยอายุ 19 ปี ซึ่งย้ายมาจากกาซานโต้ส

เข้าร่วมทีมการแข่งขันเบอร์นาบิว ด้วยค่าตัวที่สูงมากมหาศาลถึง 45 ล้านยูโร ทั้งที่ตัวของเขายังไม่มีผลงานอะไรในการแข่งขันเลยด้วยซ้ำ แต่นอนนะว่าเมื่อค่าตัวสูงขนาดนี้แล้ว แน่นอนว่าย่อมมีของดีอยู่กับตัวแน่นอน 2002 สโมสรที่เข้าร่วมในลีกเยาวชนเล่นให้กับฟลาเม็งกู 2003 – 2005 เ

ล่นให้กับอูเรกา 2005 – 2009 เล่นให้กับเซลตาบิโก 2009 เล่นให้กับเรอัลมาดริด สโมสรที่เข้าร่วมในลีกอาชีพ 2009 เล่นให้กับเรอัลมาดริด เซ 2009 – 2010 เล่นให้กับเรอัลมาดริด เบ 2010 – 2015

เล่นให้กับไบฟีกา 2010 – 2011 เล่นให้กับโบลตันวอนเดอเรอส์ (ยืมตัว) 2014 – 2015 เล่นให้กับบาเลนเซีย (ยืมตัว) 2015 – 2020 เล่นให้กับบาเลนเซีย 2020 – 2021 เล่นให้กับลีดส์ยูไนเต็ด

 

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

อาร์เซน่อล

ช่วงปีปลายปี ค.ศ. 1886 : สโมสรสโมสรฟุตบอล อาร์เซนอล ได้เริ่มก่อตั้งขึ้น จากกลุ่มคนงานของโรงงานผลิตอาวุธรอยัลอาร์เซนอลในแขวงวูลิช โดยใช้ชื่อในการแข่งขันครั้งแรกว่า “ไดอัล สแควร์” และได้รับชัยชนะครั้งแรกเหนือทีม อีสเทิร์น วันเดอเรอร์ส 6-0 เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ค.ศ. 1886 ซึ่งต่อมาได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็น “รอยัลอาร์เซนอล”

ช่วงปี ค.ศ. 1891-1893 : ก้าวเข้าสู่สโมสรฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรก และได้เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นโดยใช้ชื่อ “วูลิชอาร์เซนอล” และได้เข้าร่วมฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี ค.ศ. 1904 : สโมสร อาร์เซน่อล ก้าวขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 เป็นครั้งแรก ตอนแรกนั้น วูลิชอาร์เซนอล ประสบปัญหาการเงิน และไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนจากแฟนบอล เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์นั้นโดดเดี่ยวเกินไป ทำให้มีผู้เข้าชมน้อย

ช่วงปี ค.ศ. 1913 : ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จนต้องมีอันตกชั้นจากดิวิชั่น 1 มาอยู่ดิวิชั่น 2 เหมือนเดิมนั้น ทำให้พวกเขาได้ย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ “อาร์เซนอลสเตเดี้ยม” ในย่านไฮบิวรี่ บริเวณลอนดอนเหนือ และในปีต่อมาได้มีการตัดคำว่า “วูลิช” เหลือเพียง อาร์เซนอล ที่ใช้มาจนถึงปัจจุบัน และนับตั้งแต่ปี 1919 อาร์เซนอลที่ได้กลับสู่ดิวิชั่น 1 พวกเขายังไม่เคยตกชั้นเลยนับตั้งแต่นั้นมา

ช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 – 2000 : เป็นยุครุ่งเรืองของ อาร์เซน่อล ที่สุด นับตั้งแต่ ได้กุนซือคนเก่งอย่าง อาร์แซน เวงเกอร์ เข้ามาคุมทัพในปี 1996 เขาได้นำวิธีการซ้อมใหม่ๆ และแนวทางการเล่นใหม่ๆเข้ามา และสามารถทำให้นักเตะต่างชาติปรับตัวเข้ากับฟุตบอลอังกฤษได้เป็นอย่างดี และพา อาร์เซนอล คว้าดับเบิลแชมป์ได้ใน ฤดูกาล 1997-98 และ 2001-02 นอกจากนั้นในฤดูกาล 2003-04 พวกเขาสามารถพาแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยที่ไม่แพ้ทีมใดเลย และทำสถิติไม่แพ้ติดต่อกัน 49 นัด ซึ่งนับว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประเทศจนได้รับฉายาว่า “อาร์เซนอลผู้ไร้เทียมทาน”

ช่วงปี ค.ศ. 2005-2014 : อาร์เซนอลไม่ได้แชมป์ใด ๆ เลยเป็นเวลานานถึง 9 ปีเต็ม ทำให้ถูกวิจารณ์อย่างมากมาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ได้แชมป์ เอฟเอคัพ มาครองได้ในช่วงท้ายฤดูกาล 2014

ช่วงปี ค.ศ. 2014-ปัจจุบัน : นับตั้งแต่ที่ได้แชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลสุดท้าย ฤดูกาล 2003-04 พวกเขาก็ยังไม่สามารถก้าวไปคว้าแชมป์ลีกได้อีกเลย แต่ก็สามารถเก็บถ้วยรางวัล เอฟเอคัพ มาครองเพิ่มอีก 2 สมัย คือ ฤดูกาล 2015 และ 2017

สนามรังเหย้าทีม อาร์เซนอล

อาร์เซนอล สเตเดี้ยม เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน ค.ศ. 1913 เป็นที่จักกันในชื่อ “ไฮบรี” เนื่องจากตั้งอยู่ในย่านไฮบรี ซึ่งมีการใช้และปรับปรุงเรื่อยมา และได้ยกเลิกการใช้ในวันที่ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 2006

เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ความจุสนาม 60,355 ที่นั่ง เริ่มสร้างสนามแห่งนี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2004 ซึ่งในช่วงระหว่างก่อสร้างนั้น เดิมทีมีชื่อว่า “แอชเบอร์ตันโกรฟ” ก่อนเปลี่ยนชื่อตามข้อตกลงของสปอนเซอร์อย่างสายการบิน เอมิเรตส์ โดยมีมูลค่าการก่อสร้างอยู่ที่ 430 ล้านปอนด์ และได้เริ่มเปิดใช้ในเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2006 จนถึงปัจจุบัน

ตราโลโก้ สัญลักษณ์ ทีม อาร์เซนอล

ตราสัญลักษณ์ที่ 1 ปี ค.ศ. 1888 : ทางสโมสรได้ทำการออกแบบตราสโมสรแรก ซึ่งรูปแบบก็ได้ลอกเลียนแบบมาจากตราของเมือง The Borough of Woolwich ซึ่งเป็นย่านที่เริ่มก่อตั้งทีม ก่อนจะย้ายมาอยู่กรุงลอนดอน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตราสโมสรนั้นคล้ายกับตราประจำเมืองของ วูลิช นั้นเอง ต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนตราสมโมสรใหม่ในปี 1913 เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง

ตราสัญลักษณ์ที่ 2 ปี ค.ศ. 1913 : อาร์เซนอล ได้มีการตราสโมสรใหม่ เนื่องจากอันเดิมดันไปเหมือนตราของเมือง วูลิช ทำให้สโมสรมีความคิดเปลี่ยนแปลงตราสโมสรใหม่ แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเสา 3 ต้น ที่เปรียบเสมือนกระบอกปืนใหญ่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานทางการทหารของพื้นที่แทบ Borough of Woolwich นั้นเอง
ตราสัญลักษณ์ที่ 3 ปี ค.ศ. 1922 : จากที่มีสัญลักษณ์ปืนใหญ่อยู่ 3 กระบอก เปลี่ยนมาเหลือเพียงแค่กระบอกเดียวเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นที่น่าภาคภูมิใจของชาว “วูลิชอาร์เซนอล” เป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยทิศทางกระบอกปืนใหญ่ที่หันไปทางทิศตะวันออก หรือหันไปทางขวานั้นก็ถูกใช้อยู่เพียงแค่ 3 ฤดูกาลเท่านั้น และได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของตราสโมสรอีกครั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 4 ปี ค.ศ. 1925 : กระบอกปืนมีขนาดเล็กลง และหันปากกระบอกปืนไปทิศตะวันตก หรือทางด้านซ้าย สาเหตุที่กระบอกปืนเล็กลงนั้นไม่มีใครทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่มีการสันนิษฐานว่า น่าจะมาจากตราที่หน้าประตูของหน่วยหาญปืนใหญ่ที่เมือง วูลิช นั้นเอง โดยตราสโมสรอันนี้ถูกใช้ยาวนานถึง 17 ฤดูกาลเลยทีเดียว

ตราสัญลักษณ์ที่ 5 ปี ค.ศ. 1949 : มีการเปลี่ยนแปลงตราสัญลักษณ์ใหม่ และมีการเพิ่มข้อความลงในตราสัญลักษณ์ด้วย ซึ่งที่มาของข้อความนั้นก็มาจากความทรงจำบรรดาแฟนๆของ อาร์เซนอล ในหนึ่งปีก่อนนั้นในวันสุดท้ายของฤดูกาล

1947-1948 เป็นวันที่ อาร์เซนอล คว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จ ทำให้ แฮร์รี่ โฮมเมอร์ บรรณาธิการหนังสือโปรแกรมการแข่งขันของทีมในวันนั้นได้ให้คำนิยามสำหรับฤดูกาลที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาไว้ว่า “เราลองใช้ประโยคเป็นภาษาละตินดีไหม” จึงได้คำว่า Victoria Concordia Crescit ซึ่งมีความหมายว่า “ชัยชนะเกิดขึ้นจากความสามัคคี” ตราสโมสรใหม่จึงได้รวมประโยคภาษาละตินของ โฮมเมอร์ เอาไว้ด้วย และได้เปลี่ยนแปลงตัวหนังสือชื่อ Arsenal อีกทั้งยังได้นำตราประจำเมือง อิสลิงตัน เข้าไว้ด้วย ซึ่งตราสัญลักษณ์นี้ถูกใช้ยาวนานถึง 53 ปี

ตราสัญลักษณ์ที่ 6 ปี ค.ศ. 2001 : ได้มีการทำตราสโมสรใหม่ให้เรียบร้อยขึ้น เนื่องจากเหตุผลทางด้านโฆษณาด้วย โดยการเปลี่ยนแปลงมาใช้สีเหลืองแทนสีทอง และตัวหนังสือก็ได้มีการเขียนให้อ่านง่ายขึ้นอีกด้วย ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงตราสโมสรนี้ก็ใช้ได้อยู่ไม่นานนัก เนื่องจากทางสโมสรไม่สามารถจดทะเบียนกับตราสโมสรนี้ได้ และอีกหนึ่งสาเหตุก็มาจากการที่สโมสรมุ่งหวังที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้าแบบไม่หยุดยั้ง

ตราสัญลักษณ์ที่ 7 ปี ค.ศ. 2002-ปัจจุบัน : เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในช่วงการใช้ตราสโมสรนี้ อาทิเช่น การย้ายฐานมาสู่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และได้ออกไปเล่นรายการยุโรปมากขึ้น แม้ช่วงแรกตรานี้จะไม่ถูกใจแฟนบอลเท่าไหร่นัก แต่ก็ได้นำตราสโมสรนี้ออกมาใช้จนได้ แม้จะดูไม่มีมนต์คลังเหมือนกับของเดิม แต่ก็ดูมีเสน่ห์ และก็ได้รับการยอมรับจากแฟนบอลทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด” มีนายมิตติ ติยะไพรัชเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานสโมสร ซึ่งนายมิตตินั้นมีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาแต่เดิมและต้องการมีสโมสรฟุตบอลเป็นของตนเอง ประจวบกับการเกิดขึ้นของลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ในปีพ.ศ. 2552 นายมิตติจึงตัดสินใจส่งทีมลงแข่งขันในปีนั้นในฐานะทีมฟุตบอลของจังหวัด

เชียงราย และได้เลือกใช้ “กว่างโซ้ง” เป็นสัญลักษณ์ทีม สื่อถึงความเป็นนักสู้ และใช้สีส้มเป็นเสื้อทีมเหย้า ในช่วงแรกนั้นการบริหารทีมเป็นไปอย่างลำบากเนื่องจากคนในจังหวัดยังไม่ตื่นตัวกับฟุตบอลไทยมากนัก แต่การคุมทีมของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้ช่วยให้สโมสรมีผลงานใน

สนามที่น่าพอใจและเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น สามารถจบอันดับหนึ่งของตารางลีกภูมิภาค ภาคเหนือ ด้วยสถิติไร้พ่าย ก่อนจะจบอันดับที่ 2 ในรอบเพลย์ออฟ และได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ไทยลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล พ.ศ. 2553

ในลีกดิวิชั่น 1 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ด เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างไม่ดีนักเนื่องจากโค้ชธวัชชัยได้ย้ายไปคุมทีมพัทยา ยูไนเต็ด ทำให้ทีมในช่วงแรกนั้นยังไม่สามารถทำผลงานได้ดี อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนตัวผู้ฝึกสอนบ่อย อย่างไรก็ตาม นายมิตติได้ตัดสินใจเลือก สเตฟาโน คูกูรา ผู้ฝึกสอนชาว

บราซิลเข้ามาคุมทีมในช่วงกลางฤดูกาล ภายใต้การคุมทีมของคูกูรา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากอันดับที่ 13 ของตารางขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่สาม ทำให้ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2554 เป็นทีมสุดท้ายของปี

แม้จะเป็นทีมใหม่ในลีกสูงสุดของประเทศ

แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะผลงานการเล่นในฐานะทีมเหย้า โดยมีนักฟุตบอลอย่างวสันต์ นาทะสันและลีอังดรู อัสซัมเซาเป็นคู่กองหน้าตัวความหวังของทีม อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2554 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องสนามแข่งขัน ที่ต้องย้ายสนามเหย้าบ่อยครั้งเนื่องจากปัญหาจากความล่าช้า

ในการปรับปรุงสนามกีฬากลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและปัญหาเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นเหตุให้เชียงราย ยูไนเต็ดไม่สามารถใช้สนามทั้งสองได้ ทำให้สโมสรจำเป็นต้องย้ายไปใช้สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีอยู่ระยะหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสโมสรอย่างหนัก แต่ด้วยการเรียกร้องของชาวเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้า

หลวงจึงอนุญาตให้สโมสรสามารถใช้สนามของมหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง หลังประสบปัญหาดังกล่าว นายยงยุทธ ติยะไพรัชผู้เป็นพ่อของนายมิตติได้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้ทีมมีสนามเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างสนามเหย้าขึ้นบนที่ดินใกล้กันกับสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย แม้จะมีปัญหามากมาย แต่เชียงรายยูไนเต็ดก็สามารถจบฤดูกาลได้ด้วยอันดับที่ 10 ของตารางได้

ในฤดูกาล 2555 สนามยูไนเต็ด สเตเดียม ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ และได้รับการตอบรับจากแฟนบอลอย่างกว้างขวาง โดยเชียงรายจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 9 อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2556 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาในเรื่องฟอร์มการแข่งขันที่ย่ำแย่ ทำให้ทีมต้องอยู่อันดับในโซนตกชั้นอยู่เป็นเวลานาน แม้จะมีการปลด สเตฟาโน คูกูรา ออกแล้วแต่การคุมทีม

ของ เฮงค์ วิสมัน ผู้ฝึกสอนชาวฮอลแลนด์ ก็ไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้นได้แต่อย่างใด เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาล เชียงราย ยูไนเต็ดจึงได้ อนุรักษ์ ศรีเกิด เข้ามาช่วยแก้วิกฤตและรอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2557-2559 อดีตนักเตะของเชียงราย ยูไนเต็ดอย่างธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ฝึกสอน มีแนวทางการทำทีมที่เน้นการพัฒนาเยาวชน ซึ่งหนึ่งในเยาวชนอย่างเอกนิษฐ์ ปัญญา ก็สามารถสร้างสถิติเป็นผู้ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ ณ ขณะนั้น ตลอดช่วงสามปีของการคุมทีมของธีรศักดิ์ เชียงราย ยูไนเต็ดยังคงเกาะอยู่ในกลุ่มกลางตารางได้อย่างต่อเนื่อง

ในฤดูกาล 2559 สิงห์ปาร์ค ของบริษัทสิงห์ ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีม ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดเริ่มมีเงินทุนในการพัฒนาทีมมากขึ้น โดยสามารถดึงนักเตะชื่อดังอย่างฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์เข้ามาร่วมทีมได้ เมื่อจบฤดูกาล สโมสรได้แยกทางกับธีรศักดิ์ โพธ์อ้น และได้แต่งตั้งอาเลชังดรี กามา อดีตผู้ฝึกสอนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอน ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560 นาย มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวยืนยันว่าได้ทำการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น สโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด[2] รวมถึงเปลี่ยนชื่อสนามเป็นสิงห์ สเตเดียม เนื่องจากได้ผลิตภัณฑ์สิงห์ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยในฤดูกาล 2560 เชียงราย ยูไนเต็ดได้ยกระดับทีมขึ้นมาเป็นทีมเจ้าบุญทุ่มอย่างเต็มตัวด้วยงบการทำทีมกว่า 300 ล้านบาท ได้มีซื้อตัวนักฟุตบอลชื่อดังและสามารถดึงตัวผู้เล่นระดับแถวหน้า อาทิ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เข้าทีมมาด้วยค่าตัว 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าตัวนักเตะไทยที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอลดาวรุ่งจากเมืองทอง ยูไนเต็ดอีกกว่า 5 คน ได้แก่ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ชัยวัฒน์ บุราณ, สุริยา สิงห์มุ้ย และ ชินภัทร ลีเอาะ ที่ภายหลังได้พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมไปในที่สุด

ฤดูกาล 2560 ภายใต้การคุมทีมของกามา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำผลงานได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยสามารถจบฤดูกาลได้ในอันดับที่ 4 ได้ตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลรายการโตโยต้า ลีกคัพ และคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ มาครองได้สำเร็จเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเอาชนะทีมแบ็งค็อก ยูไนเต็ดไป 4-2 พร้อมได้สิทธิ์ในการเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีก ฤดูกาลถัดไป และแม้ในฤดูกาล 2561 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ดจะประสบปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่ผู้เล่นตัวหลักทั้ง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ย้ายออกจากทีม การลาออกของรองประธานสโมสรผู้เป็นกำลังหลักในการบริหารอย่าง ธนพล วิระเทพสุภรณ์ หรือแม้แต่การที่ทีมไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในฟุตบอลลีกได้ แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นในฟุตบอลถ้วยได้อย่างยอดเยี่ยมจนสร้างประวัติศาสตร์คว้า “ทริปเปิลแชมป์” ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร (ช้าง เอฟเอคัพ, โตโยต้า ลีกคัพ และ ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ) ก่อนที่ทางสโมสรจะตัดสินใจแยกทางกับอาเลชังดรี กามาในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเป็นนัดที่เชียงราย ยูไนเต็ดเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-2 และสามารถป้องกันแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ พร้อมรับสิทธิ์ไปเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีกได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน

ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2562 นายมิตติ ติยะไพรัชได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประธานสโมสรให้แก่นางสาวปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช ผู้เป็นน้องสาว เนื่องจากตนต้องการทำงานด้านการเมืองกับทางพรรคไทยรักษาชาติ อย่างเต็มที่ ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปีและกลับเข้ามารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของสโมสรในภายหลัง เมื่อฤดูกาล 2562 เปิดฉากขึ้น เชียงราย ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่าง ไอล์ตัน ซิลวา ก็สามารถทำผลงานได้ดีและสม่ำเสมอกว่าในฤดูกาลที่ผ่านมา สืบเนื่องจากผู้เล่นชาวไทยที่มีความเข้าใจรูปแบบการเล่นของทีมบวกกับความเด็ดขาดในการทำประตูของคู่กองหน้าอย่าง บิลล์ โรซีมาร์ และ วิลเลียม เอนรีเก แม้ทีมจะตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการ แต่ก็ยังคงสามารถรักษาผลงานในลีกได้จนก้าวขึ้นมาเบียดแย่งตำแหน่งจ่าฝูงกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงท้ายได้อย่างสูสีจนต้องตัดสินแชมป์กันในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยก่อนการแข่งขันนั้น เชียงราย ยูไนเต็ดมีคะแนนทั้งหมด 55 แต้ม ในขณะที่ทางบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดมีคะแนนรวม 57 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของลีก แต่เมื่อจบการแข่งขันนัดสุดท้าย ทั้งสองทีมกลับมีเท่ากันที่ 58 แต้ม เนื่องจากเชียงราย ยูไนเต็ดสามารถเอาชนะสุพรรณบุรี เอฟซี ไปได้ 5–2 ส่วนบุรีรัมย์นั้นพลาดท่าเสมอกับสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี 1-1 เมื่อคะแนนของทั้งสองทีมเท่ากัน จึงจำเป็นต้องมีการตัดสินด้วยกฏเฮดทูเฮด ซึ่งเชียงรายนั้นมีเฮดทูเฮดที่ดีกว่าบุรีรัมย์ (เสมอ 0-0 ในเกมเยือน และชนะ 4-0 ในเกมเหย้า) ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดพลิกสถานการณ์และคว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จในที่สุด

แม้สโมสรจะประสบปัญหาเรื่องรายได้จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในฤดูกาล 2563-64 แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถประคับประคองสถานะของทีมให้ไปต่อได้ โดยได้มีการลดงบประมาณการทำทีมและแต่งตั้งให้เอเมอร์สัน ปาไรร่า เป็นผู้ฝึกสอนชั่วคราว ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพมาครองได้เป็นสมัยที่ 3

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ทีมชาติอังกฤษ

ในรอบวันที่ผ่านมา ทีมชาติอังกฤษคือทีมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดยิ่งกว่าทีมอื่นๆ ในศึกยูโร 2020 จากการที่เพิ่งเอาชนะคู่ปรับตลอดกาลอย่าง เยอรมนี ได้ 2-0 ในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึก ยูโร 2020 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
นี่คือการเอาชนะทีมอินทรีเหล็กในรอบน็อคเอาต์ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 55 ปี หลังจากทำได้ครั้งสุดท้ายในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1966 ที่ เซอร์ เจฟฟ์ เฮิร์สท์ ซัดแฮตทริกพาอังกฤษชนะ 4-2 ซึ่งประตูนำ 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษของเกมดังกล่าว ยังคงเป็นที่ถกเถียงมาจนถึงปัจจุบัน ว่าลูกยิงของ เฮิร์สท์ ที่ซัดชนคานแล้วเด้งไปตกบริเวณเส้นประตูนั้น มันข้ามเส้นไปแล้วจริงหรือไม่
การเอาชนะ เยอรมนี ได้สำเร็จ ทำให้หลายคนเริ่มมองว่าอังกฤษมีความเป็นไปได้สูงมากๆ ที่จะไปให้ถึงแชมป์ เพราะพวกเขาจะไม่เจอกับทีมใหญ่อีกจนกว่าจะถึงนัดชิงชนะเลิศ
ยูเครน ที่จะเป็นคู่ต่อสู้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย หรือทีมใดทีมหนึ่งระหว่าง สาธารณรัฐเช็ก กับ เดนมาร์ก ที่อาจจะได้เจอกัน ถ้าหาก แกเร็ธ เซาธ์เกต พาทีมไปถึงรอบรองชนะเลิศ ล้วนเป็นทีมที่ถูกประเมินว่ามีศักยภาพเป็นรองอังกฤษทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าหากอังกฤษผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกได้จริง พวกเขาจะได้เล่นที่ เวมบลีย์ สเตเดี้ยม ในเกมที่เหลือทั้งหมด เพราะกรุงลอนดอนได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพทั้งรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ นั่นคือความได้เปรียบที่อาจจะช่วยให้ทีมสิงโตคำรามมีโอกาสสมหวังมากขึ้นไปอีก

วิเคราะห์เกมย้อนหลัง

พูดถึงประเด็นที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต สามารถลบล้างบาดแผลที่เขาเคยยิงจุดโทษพลาดสมัยเป็นนักเตะ จนทีมตกรอบรองชนะเลิศยูโร 1996 มันก็อาจจะช้าเกินไปเสียแล้ว
ผมจึงไปหาข้อมูลมาเพิ่มในประเด็นที่แตกต่างแทน และคิดว่ามันเป็นเรื่องน่าสนใจ ที่ทีมชาติอังกฤษชุดนี้ เต็มไปด้วยนักเตะที่มีสายเลือดอังกฤษแท้ๆ น้อยกว่าผู้เล่นที่มีส่วนผสมของสัญชาติอื่น
จาก 11 ตัวจริงที่เอาชนะทีมของ โยอัคคิม เลิฟ ได้ 2-0 นัดล่าสุด พบว่ามีนักเตะที่เป็นสายเลือดชาวอังกฤษแท้ๆ เพียง 4 คนเท่านั้นที่ออกสตาร์ท นอกนั้นอีก 7 คนเป็นนักเตะที่มาจากครอบครัวของคนสัญชาติอื่นทั้งสิ้น
สำหรับนักเตะ 4 คนที่ว่า ซึ่งเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ เลยนั้นประกอบด้วย จอร์แดน พิคฟอร์ด ผู้รักษาประตูจาก เอฟเวอร์ตัน, จอห์น สโตนส์ เซนเตอร์แบ็กจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้, คีแรน ทริปเปียร์ แบ็กขวาจาก แอตเลติโก มาดริด และ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทีนี้ไปดูกันว่าอีก 7 คนที่เหลือที่ได้ลงตัวจริงในเกมโค่นอินทรีเหล็ก มีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญชาติอื่นอย่างไรบ้าง…
ศูนย์หน้าดาวยิงกัปตันทีมอย่าง แฮร์รี่ เคน มีคุณพ่อเป็นชาวไอริช 🇮🇪
ปีกที่เป็นดาวซัลโวประจำทีมในทัวร์นาเมนต์นี้อย่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลืมตาดูโลกที่ประเทศจาเมกา 🇯🇲 และอาศัยอยู่กับครอบครัวที่นั่นจนถึงอายุ 5 ขวบ
นอกจาก สเตอร์ลิ่ง แล้ว กองหลังเพื่อนร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ ก็มีสายเลือดของชาวจาเมกัน 🇯🇲 ในตัวด้วยเช่นกัน เพราะพ่อแม่ของเขาอพยพมาใช้ชีวิตที่อังกฤษในภายหลัง
บูคาโย่ ซาก้า ตัวริมเส้นดาวรุ่งของ อาร์เซน่อล เป็นลูกชายของพ่อแม่ชาวไนจีเรียน 🇳🇬
คาลวิน ฟิลลิปส์ กองกลางตัวห้องเครื่องจาก ลีดส์ ยูไนเต็ด มีคุณพ่อเป็นชาวจาเมกา 🇯🇲 และคุณแม่เป็นชาวไอริช 🇮🇪 เขาเคยถูกทีมชาติจาเมกาทาบทามตัวให้เล่นให้ทีมชาติชุดใหญ่มาก่อน แต่สุดท้ายก็เลือกเล่นให้อังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศที่เขาลืมตาดูโลก
ส่วนมิดฟิลด์ตัวรับจาก เวสต์แฮม ยูไนเต็ด อย่าง เดแคลน ไรซ์ แม้จะเกิดในกรุงลอนดอน แต่ปู่ย่าตายายก็มาจากไอร์แลนด์ 🇮🇪 ซึ่ง ไรซ์ เคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์มาแล้วทุกชุด ซึ่งรวมถึงทีมชุดใหญ่มาแล้ว 3 นัดด้วย
แต่การไม่เคยลงเล่นให้ไอร์แลนด์ในเกมการแข่งขันอย่างเป็นทางการมาก่อน เปิดโอกาสให้เจ้าตัวยังสามารถเปลี่ยนมาเล่นให้ทีมชาติอังกฤษได้ ก่อนกลายเป็นตัวหลักอันดับหนึ่งในแผงมิดฟิลด์ยุคของ แกเร็ธ เซาธ์เกต ในที่สุด
นอกจากนั้นแล้ว หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เคยมีสิทธิ์เลือกเล่นให้ทีมชาติไอร์แลนด์เหนือ หรือไม่ก็สาธารณรัฐไอร์แลนด์ก็ได้เช่นกันตามสัญชาติของต้นตระกูล หลังจากในช่วงที่ยังเป็นดาวรุ่ง เขาเคยติดทีมชุดเยาวชนแค่รุ่นยู-21 เพียงนัดเดียวเท่านั้น ซึ่งดูเหมือนว่าโอกาสจะได้ติดทีมชาติชุดใหญ่ มันแทบจะยากเกินไปสำหรับเขา
แต่สุดท้ายพอ แม็กไกวร์ เติบโตมา เขาสามารถพัฒนาฝีเท้าให้กลายเป็นเซนเตอร์แบ็กระดับแถวหน้าของอังกฤษได้สำเร็จ เรื่องไปเล่นให้ไอร์แลนด์จึงไม่เคยเกิดขึ้น

ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ของทัพ ทรี ไลอ้อนส์ ชุดนี้ ที่ไม่ได้เป็นตัวจริงในเกมพบกับทีมอินทรีเหล็ก ก็มีนักเตะที่เป็นสายเลือดอังกฤษแท้ๆ อีกแค่ 6 คนเท่านั้น
6 คนที่ว่า ได้แก่ อารอน แรมสเดล นายประตูจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, แซม จอห์นสโตน ผู้รักษาประตูของ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน, เบน ไวท์ กองหลังจาก ไบรท์ตัน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันลิเวอร์พูล, เมสัน เมาน์ท มิดฟิลด์ตัวรุกเชลซี และ ฟิล โฟเด้น ปีกดาวรุ่งจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้
แจ็ค กรีลิช แนวรุกตัวทีเด็ดจาก แอสตัน วิลล่า เคยเล่นให้ทีมชาติสาธารณรัฐไอร์แลนด์ชุดเล็กมาแล้วตอนเป็นนักเตะวัยทีนเอจ 🇮🇪 เพราะพ่อแม่ของเขาเป็นชาวไอริช แต่ย้ายไปตั้งรกรากที่เมืองเบอร์มิงแฮม
เจดอน ซานโช่ ปีกจอมแอสซิสต์จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเตรียมย้ายไปซบ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเร็วๆ นี้ เป็นลูกชายของชาวตรินิแดดและโตเบโก 🇹🇹
มาร์คัส แรชฟอร์ด มีบรรพบุรุษฝั่งแม่อพยพมาจากเซนต์คิตส์และเนวิส 🇰🇳 ประเทศที่เล็กที่สุดของซีกโลกตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่บนแถบแคริบเบียน
ไทโรน มิงส์ กองหลังของ แอสตัน วิลล่า เป็นลูกหลานของปู่ย่าชาวบาร์เบโดส 🇧🇧 ประเทศที่อยู่ทางตะวันออกสุดของหมู่เกาะแคริบเบียน ในทวีปอเมริกาเหนือ
คอเนอร์ โคดี้ เซนเตอร์แบ็กจาก วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวไอริช 🇮🇪
เบน ชิลเวลล์ แบ็กซ้ายจากเชลซี มีคุณพ่อเป็นชาวนิวซีแลนด์ 🇳🇿
รีซ เจมส์ วิงแบ็กขวาจากเชลซีอีกคน เป็นลูกชายของ ไนเจล เจมส์ คุณพ่อที่มีบรรพบุรุษมาจากฝั่งแอฟริกัน
จู๊ด เบลลิงแฮม มิดฟิลด์จากดอร์ทมุนด์ ซึ่งเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดของทีมชุดนี้ ก็มีพ่อแม่เป็นลูกครึ่งแอฟริกันด้วยเช่นกัน
และคนสุดท้าย โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน หัวหอกตัวสำรองจาก เอฟเวอร์ตัน มีคุณพ่อเป็นลูกครึ่งแอฟริกัน-แคริบเบียน
ส่วน แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือของทีมชุดนี้ ซึ่งสมัยเป็นนักเตะเคยเป็นปราการหลังของทีมชาติ ถือเป็นชาวอังกฤษแท้ๆ หากไปย้อนดูประวัติวัยเด็ก และสืบดูต้นตระกูลของเจ้าตัว

เท่ากับว่าจากนักเตะทั้งหมด 26 คนของทีมชาติอังกฤษชุดสู้ศึกยูโร 2020 เป็นนักเตะสายเลือดแดนผู้ดีแท้ๆ 10 คน ส่วนอีก 16 คนมีส่วนผสมของสัญชาติอื่น
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยูฟ่ารณรงค์ต่อต้านเรื่องการเหยียดสีผิว, เหยียดเชื้อชาติ และหวังว่ากีฬาฟุตบอลจะเป็นสื่อกลาง ให้ทุกคนไม่ว่าจะมาจากชาติไหน ล้วนมีความเป็นมนุษย์ไม่ด้อยไปกว่ากัน
สุดท้ายแล้ว เมื่อนักเตะทุกคนได้ลงไปเล่นภายใต้เครื่องแบบทีมชาติที่ตัวเองถูกรับเลือก ต่างมีความภาคภูมิใจกับโอกาสที่ได้รับ และมุ่งมั่นช่วยให้ทีมของตัวเองประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น…

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021

โควิด19ช่วงฟุตบอลยูโร2021 นายฮอร์สต ซีโฮเฟอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเยอรมนี แถลงว่า ดูเหมือนสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) จะพิจารณาเหตุผลในทางธุรกิจเป็นหลัก ซึ่งเรื่องนี้ไม่ควรสำคัญกว่าสุขภาพประชาชน การอนุญาตให้การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศที่สนามเวมบลีย์ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ มีผู้ชมได้มากถึง 60,000 คน ย่อมทำให้โควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตากระจายไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

นัดที่อังกฤษเตะกับสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. ชาวสกอตเข้ามาลอนดอนหลายพันคน ในจำนวนนี้เกือบ 2,000 คนที่เข้าชมการแข่งขันเสี่ยงติดโควิดสูง ส่วนชาวฟินแลนด์ที่เชียร์ทีมตนเองแข่งยูโร 2020 ก็ติดโควิดอย่างน้อย 300 คน ขณะนี้อัตราการติดเชื้อรายวันในฟินแลนด์เพิ่มจากราววันละ 50 คน เป็นวันละกว่า 200 คนในสัปดาห์ที่ผ่านมา และตัวเลขน่าจะเพิ่มขึ้นเร็ว

สำหรับนัดอังกฤษ-สกอตแลนด์นั้น ยูฟ่าประกาศผ่านเว็บไซต์ว่าผู้ชมควรปิดปากและจมูกตลอดเวลาที่อยู่ในสนามเวมบลีย์ ยกเว้นมีเหตุผลทางการแพทย์ จะถอดออกได้ก็ต่อเมื่อรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเท่านั้น

สัปดาห์ก่อน ทางการรัสเซียกล่าวโทษว่าสายพันธุ์เดลตาทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตพุ่งขึ้นอีกครั้งในเมืองใหญ่ของประเทศ รวมทั้งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่มีกำหนดเป็นเจ้าภาพรอบ 8 ทีมสุดท้ายในวันนี้ (2 ก.ค.)

ส่วนระเบียบการชมโดยรวมของยูฟ่า ได้แก่ บังคับสวมหน้ากากทั้งในและรอบสนาม เว้นระยะห่าง 1.5 เมตร นั่งตามหมายเลขที่นั่งที่กำหนดไว้บนบัตรเข้าชม ล้างมือและทำความสะอาดมือด้วยเจลที่จัดไว้ในสนาม หลีกเลี่ยงการจับมือ ไฮไฟว์ กอด และสัมผัสใกล้ชิด ช่วงพักครึ่งควรนั่งอยู่กับที่ ออกจากที่นั่งให้น้อยที่สุด คนที่ไม่สบายหรือมีอาการโควิดไม่ควรมาสนาม ทั้งนี้ สนามแข่งทั้ง 11 แห่งอาจมีข้อกำหนดปลีกย่อยแตกต่างกันออกไป

ข้อห้ามอื่นๆ ในสนามเช่น ต้องนั่งห่างกัน 1 เมตร มาถึงภายใน 30 นาที หลีกเลี่ยงการกอด แตะมือไฮไฟว์ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับคนอื่นๆ ม่เพียงเท่านั้นการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดันก็เล่นเอาผู้ชมทีวีโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่เห็นภาพการแข่งขันวันแรก (จันทร์ 28 มิ.ย.) ผู้ชมนั่งกันเต็มสนามโดยไม่สวมหน้ากาก ที่ชวนย้อนแย้งมากคือเมื่อผู้ชมพากันปรบมือให้กับเดมซาราห์ กิลเบิร์ต นักวิทยาศาสตร์ผู้อยู่เบื้้องหลังวัคซีนโควิดของออกซ์ฟอร์ด ทั้งๆ ที่ผู้ชมการแข่งขันนั่งติดกันโดยไม่สวมหน้ากาก

ต่อมามีข่าวเกี่ยวกับโรคระบาด โควิด 19 ช่วงฟุตบอลยูโรเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจากประเทศต่าง ๆที่แฟนบอลพากันไปรับชมที่สนามอย่างสนุกสนาน การแข่งขันฟุตบอลยูโร ซึ่งทีมชาติสกอตแลนด์ ลงเตะรอบแรก พบกับ อังกฤษ ที่สนามเวมบลีย์ ลอนดอน แม้ในสนามจะไม่ได้เปิดให้ผู้ชมเข้าเต็มความจุ แต่พฤติกรรมของกองเชียร์แทบไม่มีการเว้นระยะห่าง การใส่หน้ากากอนามัย และใช้ชีวิตเหมือนปกติในการร้องรำทำเพลงเชียร์ฟุตบอลสุดเหวี่ยง ล่าสุดรายงานข่าวระบุว่า สาธารณสุขสก๊อตแลนด์พบ ผู้ป่วยโควิดรายใหม่สองในสามจาก 1,991 ราย ได้บอกว่าพวกเขาเดินทางลงมาลอนดอนเพื่อชมเกม

ยูโร 2020 – สกายสปอร์ตรายงานว่า กระทรวงสาธารณสุข สกอตแลนด์ เปิดเผยรายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศสกอตแลนด์ กว่า 2 ใน 3 จากจำนวน 2,000 เคส มีส่วนเชื่อมโยงการติดเชื้อจากการเข้าไปรับชมการแข่งขันฟุตบอล ยูโร 2020 ที่ประเทศอังกฤษ

ทั้งนี้หลายๆฝ่าย แสดงความกังวลถึงการจัดการแข่งขันฟุตบอลยูโร รอบรอง และ รอบชิงฯ ที่เวมบลีย์ จะกลายเป็นคลัสเตอร์แพร่เชื้อครั้งใหญ่ในอังกฤษ และในยุโรปต่อไป โดยเฉพาะปัญหาโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังระบาดหนักในเวลานี้

ขณะเดียวกันอีก 55 รายพบติดเชื้อในลานแฟนโซน ในเมืองกลาสโกว์ ขณะที่อีก 38 คนติดเชื้อจากเกมสกอตแลนด์ พบ โครเอเชีย และ อีก 37 คนจากเกม สกอตแลนด์ พบ เช็ก ที่แฮมป์เดนปาร์กนั่นเอง

ถึงแม้ว่าสีสันของกองเชียร์ใน ยูโร 2020 จะยังคงมีให้เห็น เพราะสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป(ยูฟ่า) อนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมใน 11 สนามเจ้าภาพได้ตามจำนวนที่เหมาะสม แต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากการเดินทางไปมาของแฟนบอลทั่วยุโรปในยูโรครั้งนี้ก็เริ่มแผลงฤทธิ์กันแล้ว เกมเตะกลุ่มบี ที่เดนมาร์กแพ้เบลเยียม 1-2 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ปาร์เกน สเตเดียม ประเทศเดนมาร์ก มีแฟนบอลถูกตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จำนวนหนึ่ง จากการตรวจหาเชื้อ 4,000 คน โดยมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธ์เดลต้า หรือสายพันธ์อินเดีย 3 คน

สิ่งที่น่าห่วง คือ ตอนนี้โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า กลายเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในยุโรปแทนที่สายพันธุ์อัลฟ่า หรือสายพันธุ์อังกฤษ ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคแห่งยุโรป เปิดเผยว่า สายพันธุ์เดลต้ากำลังเป็นสายพันธุ์หลักที่ระบาดในยุโรป และคาดว่าจะมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แทนที่สายพันธุ์อัลฟ่าในเดือนสิงหาคม

มีรายงานว่าในวันที่ 25 มิถุนายน มีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 นับเฉพาะในเมืองเซ้นต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ถึง 107 คน ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ถือเป็นสถิติจำนวนผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเมืองนั้นๆ ต่อ 1 วัน

ตั้งแต่ที่มีการระบาดของเชื้อมากว่า 1 ปี ถ้ามองภาพสถิติผู้เสียชีวิต ในวันที่ 25 มิถุนายน รวมทั้งประเทศรัสเซีย มีจำนวน 619 ราย เป็นวันที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม ปีที่แล้ว

ส่วนเซ้น ปีเตอร์สเบิร์ก สเตเดียม ที่ประเทศรัสเซีย มีจำนวนผู้ติดเชื้อจากการไปเชียร์เกมจำนวนมาก โดยเฉพาะแฟนบอลฟินแลนด์ที่ข้ามแดนไปเชียร์ทีมในเกมที่แพ้เบลเยียม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน หลังจากเดินทางกลับเข้าประเทศตัวเองแล้ว ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อจำนวนหนึ่ง

ไม่ใช่แค่แฟนบอล แม้แต่ในแคมป์ทีมชาติต่างๆ ก็ยังมีผู้ติดเชื้อ บิลลี่ กิลมอร์ กองกลางทีมชาติสกอตแลนด์ ถูกตรวจพบผลเป็นบวก จนต้องกักตัวเพื่อรักษาอาการ ส่วนสกอตแลนด์ก็ตกรอบแบ่งกลุ่มไปแล้ว ทำให้การควบคุมไม่น่าห่วง ในแคมป์ทีมชาติอังกฤษ มีนักข่าวจาก สกาย สปอร์ตส ติดเชื้อ ทำให้ทีมงานของสกาย สปอร์ตสต้องถอนทีมออกจากเซ้นต์เจมส์ ปาร์ก สถานที่เก็บตัวของทีมสิงโตคำรามทันที

จำนวนผู้ติดเชื้อคงไม่จบแค่ในสองสนามที่รัสเซียและเดนมาร์ก เพราะการแข่งขันยังเหลืออีกเกือบครึ่งเดือน เกมเตะรอบรองชนะเลิศและชิงชนะเลิศ ที่จะไปเตะที่เวมบลีย์ สเตเดียม กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ รัฐบาลอังกฤษอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมได้ถึง 60,000 คน ถือเป็นจำนวนแฟนบอลที่เข้าสนามในอังกฤษได้มากที่สุดในรอบ 15 เดือน

ไม่ใช่แค่ยูโรเท่านั้นที่อังกฤษอนุญาตให้แฟนเข้าสนามได้จำนวนมาก แต่การแข่งขันกีฬารายการใหญ่ๆ ทั้งเทนนิสแกรนด์สแลม “วิมเบิลดัน” และคริกเก็ตรายการนานาชาติ ก็ให้มีผู้ชมจำนวนมากได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นนโยบายนำร่องเพื่อเปิดให้แฟนเข้าชมกีฬาอื่นๆ ได้จำนวนมากในเร็วๆ นี้

รัฐบาลเยอรมนีมีข้อบังคับว่า ทุกคนที่เดินทางกลับออกจากอังกฤษเพื่อเข้าเยอรมนีจะต้องกักตัว 14 วัน ให้แน่ใจว่าไม่ติดเชื้อก่อนถึงจะอนุญาตให้ใช้ชีวิตตามปรกติได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เคิล ก็อยากให้ทุกประเทศในยุโรปใช้กฎนี้เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้าด้วย

ลขาธิการกระทรวงดิจิตอล วัฒนธรรม สื่อมวลชนและกีฬา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า อังกฤษทำงานอย่างใกล้ชิดกับยูฟ่าและสมาคมฟุตบอลเพื่อวางมาตรการที่ปลอดภัยที่สุดในการอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมในสนามได้ 

แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเบอร์มิงแฮมเพียงเมืองเดียวของยุโรป แต่ยังมีอีกหลายสถานที่ทั่วยุโรปไม่น่าคิดมากว่าหลังจบยูโร 2020 ไปแล้ว สถานการณ์โควิด-19 ในยุโรปจะเป็นอย่างไร เพราะขนาดว่าผ่านไปครึ่งทางยังดูไม่น่าไว้ใจ