เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

เบนเซม่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก

หลังจากฝากอนาคตไว้กับเรอัล มาดริดจนถึงปี 2023 คาริม เบนเซม่ามีโอกาสที่จะมองย้อนกลับไปถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาและสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าสำหรับเขาในเมืองหลวงของสเปน

หลังจากเล่นผ่านยุคทองของสโมสร คว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีกในปี 2014, 2016, 2017 และ 2018 เป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน

“เรอัล มาดริด จะเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลกเสมอ แต่ผมคิดว่าในยุคแชมเปี้ยนส์ลีก เราเป็นทีมที่พูดไม่ได้ว่าไร้พ่าย แต่การคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก 4 สมัยนั้นเป็นสิ่งที่พิเศษ” เบนเซมา กล่าวกับสโมสร ช่องทางสื่ออย่างเป็นทางการ

“การชนะครั้งเดียวนั้นยากมาก และเราทำได้สามครั้งติดต่อกัน เรากำหนดยุคสมัยกับทีมนั้น และเราจะกำหนดอีกยุคหนึ่งในอนาคต”

เบนเซม่ายังมองย้อนกลับไปในปี 2009 เมื่อเขาเข้าร่วมสโมสรครั้งแรกด้วยค่าตัว 40 ล้านยูโรจากโอลิมปิก ลียง แม้จะได้รับความสนใจจากสโมสรที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปบางแห่งก็ตาม

“มันนานมาแล้ว แต่ผมจำได้แน่นอน” เบนเซม่ายอมรับ

“พ่อแม่และเอเยนต์ของฉันโทรมาบอกฉันให้กลับบ้าน ฉันไม่อยากไป แต่เมื่อไปถึง ฉันเห็นฟลอเรนติโน่ (เปเรซ)”

“ชายคนนี้พาซีซู, โรนัลโด้, กาแลกติกอส…ผมมองเขาแล้วไม่ได้พูดอะไร เขาแค่ถามผมว่าอยากเล่นที่เรอัล มาดริดหรือไม่ และผมตอบว่าใช่ เมื่อผมเห็นสิ่งที่ผมทำลงไป ที่เรอัล มาดริดตอนนี้ ฉันรู้สึกภาคภูมิใจมาก”

เมื่อมองไปยังอนาคต เบนเซม่ามองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับการกลับมาของคาร์โล อันเชล็อตติ ซึ่งเขาเคยทำงานในช่วงปี 2013 ถึง 2015 ด้วย โดยทำประตูได้ 48 ประตูจาก 98 เกมในกระบวนการนี้

“เขาเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม ไม่มีใครสงสัยในเรื่องนี้” เบนเซม่า กล่าวถึงโค้ชชาวอิตาลี

“เขาขอให้ผมเล่นฟุตบอล เราคุยกันก่อนซ้อมเพื่อดูว่าผมรู้สึกยังไง ดูว่าผมต้องทำอะไรอย่างอื่นในสนามไหม มันขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับโค้ช แต่ผมรู้สึกดีกับเขา”

อย่างไรก็ตาม ชัดเจนว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เบนเซม่า จะมีที่ในใจของเขาสำหรับเรอัล มาดริด หลังจากที่ใช้เวลากับลอส บลังโกส์ มานาน

“มันเป็นสโมสรที่ดีที่สุดในโลก มันเหมือนกับว่ามันเป็นความฝันสำหรับฉัน และทุกวันฉันโชคดีพอที่จะได้ใช้ชีวิตในฝันนั้นให้เป็นจริง” เบนเซมา ยืนกราน

สัญญาล่าสุดของเบนเซม่า จะทำให้เขาอยู่ที่สโมสรจนถึงปี 2023 ขยายเวลาอยู่ที่เอสตาดิโอ ซานติอาโก เบร์นาเบวเป็น 14 ปี

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปน

ฟุตบอลทีมชาติสเปนเป็นทีมฟุตบอลของประเทศสเปนอยู่ใต้การควบคุมและเป็นตัวแทนของราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในการแข่งขันระหว่างประเทศจัดโดยสหพันธ์สมาคมฟุตบอลนานาชาติและสหภาพฟุตบอลยุโรปเป็นที่รู้จักกันในฉายา La Furia Españolaและ La Furia Rojaมาจากคำว่า ฟูเรียมาจากรูปแบบการเล่นที่ค่อนข้างรุนแรงของนักฟุตบอลสเปน

ในการแข่งขันนัดต่าง ๆ ที่ทีมชาติสเปน

เข้าร่วมเป็นครั้งแรกที่เมืองแอนต์เวิร์ป(ประเทศเบลเยียม)และต่อมาก็ถูกนำมาใช้เรียกเหตุการณ์การปล้นเมืองแอนต์เวิร์ปของสเปนในสงครามแปดสิบปี (ค.ศ. 1576) ซึ่งเป็นตำนานมืดเรื่องหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหารของสเปนด้วย ส่วน “รอสซา” (สีแดง) มาจากสีของเสื้อทีม สำหรับในประเทศไทยนั้นทีมนี้มีฉายาว่า กระทิงดุ

ได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลก 12 ครั้ง

และเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในฟุตบอลโลกปี 1982 ผลงานที่ดีที่สุดที่ทีมชาติสเปนเคยทำได้นั้นคือชนะเลิศในปี2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ทีมชาติสเปนยังได้เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 8 ครั้ง ครั้งสำคัญคือฟุตบอลยูโรปี1964 ซึ่งถือเป็นแชมป์ในบ้านตัวเองหลังจากเอาชนะสหภาพโซเวียตไป 2-1 แต่ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร ปี 1984

ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส

สเปนทำได้เพียงรองแชมป์เพราะแพ้ให้กับเจ้าบ้านด้วยคะแนน 2-0 และไม่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศอีกเลยจนกระทั่งในการแข่งขันฟุตบอลยูโร ปี 2008 สเปนก็ผ่านเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จโดยพบกับเยอรมนีและคว้าแชมป์ไปได้ในที่สุดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนค.ศ.1992ที่บาร์เซโลนาสเปนคว้าแชมป์เหรียญทองได้สำเร็จสเปนยังเคยได้เหรียญเงินในกีฬาโอลิมปิกที่เมืองแอนต์เวิร์ป ประเทศเบลเยียม ค.ศ. 1920อีกด้วย

ฟุตบอลทีมชาติสเปนจัดตั้งขึ้น

โดยมีจุดประสงค์เป็นตัวแทนประเทศสเปนไปแข่งในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่7สเปนลงสนามอย่างเป็นทางการวันที่28สิงหาคมค.ศ.1920พบกับทีมชาติเดนมาร์กที่สนามกีฬาในกรุงบรัสเซลส์และสามารถเอาชนะเดนมาร์ก 1-0 ด้วยการยิงประตูจากปาตรีเซียว ทีมชาติสเปนได้เหรียญเงินเป็นครั้งแรกจากการแข่งขันโอลิมปิก

ในครั้งนั้นอาจทำผลงานได้ไม่ดีนักแต่ก็ผ่านเข้ามาในรอบแบ่งกลุ่มของการแข่งนฟุตบอลยูโรที่ออสเตรียและสวิตเซอร์แลนด์ได้สำเร็จ ในช่วงนี้เองเกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้จัดการทีมลุยส์ อาราโกเนสกับสื่อมวลชนสเปนครั้งแรกในเรื่องผลการแข่งขันที่ผ่านมาซึ่งย่ำแย่ และครั้งที่ 2 ในเรื่อง “ข่าว” ความขัดแย้งกับอดีตกัปตันทีมชาติราอุล กอนซาเลซ

ในรอบแบ่งกลุ่มอยู่ในกลุ่มD ร่วมกับสวีเดน กรีซ และรัสเซียนัดแรกพบกลับรัสเซียนั้นผลออกมาคือสเปนชนะไป 4-1 โดยได้ 3 ประตูจากดาบิด บียา และอีก 1 ประตูจากเซสก์ ฟาเบรกัส ส่วนในนัดที่ 2 ที่พบกับสวีเดน สเปนก็ยังเอาชนะได้ด้วยคะแนน 2-1 จากการยิงของเฟร์นันโด ตอร์เรสและบียา และในนัดสุดท้ายที่พบกับแชมป์เก่ากรีซ

สเปนสามารถเอาชนะได้เช่นกันด้วยคะแนน 1-2 โดยได้ประตูจากรูเบน เด ลา เรด และดานี กวีซาด้วยชัยชนะทั้งสามครั้งรวดทำให้สเปนอยู่ในอันดับที่ 1 ของกลุ่ม และต้องไปพบกับอิตาลีในรอบก่อนรองชนะเลิศ

ซึ่งสเปนสามารถยิงจุดโทษเอาชนะไปได้ 4-2 หลังจากต่อเวลาพิเศษแล้วยังเสมอกัน 0-0 ในนัดนี้อีเกร์ กาซียัส ผู้รักษาประตูฝ่ายสเปนสามารถหยุดลูกยิงจากฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ 2 ลูก ส่วนผู้ทำประตูให้กับสเปนในนัดนี้ได้แก่ บียา, กาซอร์ลา, เซนนา และฟาเบรกัสสเปนลงแข่งในรอบรองชนะเลิศกับรัสเซียเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน

และเอาชนะไปได้ด้วยคะแนน 3-0 ซึ่งเป็นประตูที่ยิงได้ในครึ่งหลังทั้งหมดจากชาบี อาร์นันดัส, ดานี กวีซา และดาบิด ซิลบา ทำให้สเปนผ่านเข้าไปเล่นในรอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี อย่างไรก็ตาม สเปนก็ต้องขาดบียากองหน้าคนสำคัญไปเพราะได้รับบาดเจ็บที่ต้นขาจากการเตะลูกฟรีคิกในนัดที่แข่งกับรัสเซียในวันที่ 29 มิถุนายน สเปนพบกับเยอรมนีซึ่งชนะตุรกีมาได้ด้วยคะแนน 3-2 ในนัดนี้ เฟร์นันโด ตอร์เรสทำประตูให้สเปนขึ้นนำเยอรมนีได้ในนาทีที่ 33 โดยไม่มีฝ่ายใดทำประตูเพิ่มอีกในครึ่งหลัง เกมจึงสิ้นสุดลงด้วยคะแนน 1-0 ทำให้ทีมชาติสเปนได้ครองแชมป์การแข่งขันใหญ่อีกครั้งหลังจากว่างเว้นไปถึง 44 ปีในฟุตบอลโลกปี2010ที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพก่อนแข่งสเปนถูกยกให้เป็นเต็ง1ที่จะคว้าแชมป์ได้เมื่อได้แข่งนัดแรกแล้ว สเปนกลับเป็นฝ่ายพลิกล็อกแพ้สวิตเซอร์แลนด์ไป 0-1 แต่หลังจากนั้นสเปนก็ทำผลงานกระเตื้องขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเข้าไปจนถึงรอบชิงชนะเลิศในรอบชิงชนะเลิศ สเปนเป็นฝ่ายเอาชนะเนเธอร์แลนด์ ที่ชนะมาทุกรอบได้ ไป 1-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ หลังจากเสมอมาในเวลาปกติ 0-0 จากการยิงประตูของอันเดรส อีเนียสตา ในนาทีที่ 116 ทำให้สเปนได้ครองแชมป์โลกเป็นครั้งแรกและเป็นทีมจากทวีปยุโรปทีมแรกที่คว้าแชมป์โลกได้นอกทวีปของตนเองและเป็นทีมแรกที่แพ้ก่อนในนัดแรกแต่พลิกกลับมาเป็นแชมป์ได้ในที่สุดต่อมาปี2012ที่แลนด์และยูเครนเป็นเจ้าภาพร่วมกันนั้นสเปนในฐานะแชมป์เก่ายังรักษาแชมป์ได้เป็นสมัยที่2ตนได้สำเร็จในรอบชิงระเบิดฟอร์มถล่มอิตาลีไปขาดลอย4-0ฟุตบอลโลกปี2014ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพในฐานะแชมป์เก่าสเปนอยู่ในกลุ่มBเป็นกลุ่มเดียวกันกับเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อคราวที่แล้ว ชิลี และออสเตรเลีย ในนัดแรก สเปนเป็นฝ่ายแพ้เนเธอร์แลนด์ไปมากถึง 1-5 ซึ่งนับเป็นผลการแข่งขันที่สเปนแพ้มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ทีมชาติอีกด้วยและในนัดถัดมาก็เป็นฝ่ายแพ้ต่อชิลี 0-2 ทำให้ตกรอบแรกไปทันที โดยไม่ต้องรอผลการแข่งขันนัดที่ 3 กับออสเตรเลียอีกทั้งถือว่า สเปนเป็นทีมแชมป์เก่าที่ตกรอบแรกฟุตบอลโลกเป็นทีมที่ 4 ต่อจากอิตาลีในฟุตบอลโลก1950 บราซิล ในฟุตบอลโลก 1966 และ ฝรั่งเศส ในฟุตบอลโลก 2002ในฐานะแชมป์เก่าและแชมป์2สมัยติดต่อกันลงเล่นในกลุ่ม D ร่วมกับโครเอเชีย สาธารณรัฐเช็ก และตุรกีก่อนการแข่งขันถูกยกให้เป็นเต็ง3ได้แชมป์ในคราวนี้ปรากฎว่ารอบแรกได้เข้าถึงรอบที่2เป็นที่2ของกลุ่มเนื่องจากนัดสุดท้ายไปพ่ายให้โครเอเชียตกรอบ16ทีมสุดท้ายเมื่อเป็นฝ่ายแพ้ต่อ อิตาลี ซึ่งเป็นคู่ชิงชนะเลิศเมื่อ 4 ปีก่อน ไป 2-0ทำให้ บีเซนเต เดล โบสเก หัวหน้าผู้ฝึกสอนประกาศลาออกจากตำแหน่งซึ่งราชสหพันธ์ฟุตบอลสเปนได้ประกาศแต่งตั้งยูเลน โลเปเตกี ที่เคยพาทีมชาติสเปนรุ่นอายุไม่เกิน 19 และ 21 ปีคว้าแชมป์ยุโรปเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่พวกเขาแข่งขันกับอิตาลีบางครั้งเรียกว่าทะเลเมดิเตอร์เรเนียนดาร์บี้ได้รับการเข้าร่วมประกวดตั้งแต่ปี 1920 และแม้ว่าทั้งสองประเทศไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านทางภูมิศาสตร์ทันทีการแข่งขันในระดับนานาชาติจะเพิ่มขึ้นโดยการแสดงที่แข็งแกร่งของสโมสรตัวแทนใน การแข่งขันยูฟ่าซึ่งพวกเขาเป็นหนึ่งในสมาคมชั้นนำและแต่ละคนต่างก็มีความสุขกับการครอบงำตั้งแต่การแข่งขันรอบก่อนรองชนะเลิศระหว่างทั้งสองประเทศในยูโร 2008 การแข่งขันได้มีขึ้นใหม่โดยการแข่งขันที่โดดเด่นที่สุดระหว่างทั้งสองฝ่ายคือในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่ายูโร 2012ซึ่งสเปนชนะ4-0สเปนแข่งขันกับโปรตุเกสยังเป็นที่รู้จักในฐานะไอบีเรียดาร์บี้เป็นหนึ่งในที่เก่าแก่ที่สุดการแข่งขันฟุตบอลในระดับชาติ เริ่มขึ้นในวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2464

2464 เมื่อโปรตุเกสแพ้สเปนที่มาดริด 3–1 ในเกมกระชับมิตรระดับนานาชาติครั้งแรก โปรตุเกสแพ้นัดแรกโดยเสมอกันครั้งแรก (2–2) ในปี 1926 เท่านั้นการชนะครั้งแรกของโปรตุเกสเกิดขึ้นในเวลาต่อมา (4–1) ในปี 2490 ทั้งคู่อยู่ในกลุ่มประเทศฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกและพบกันทั้งหมด จาก 36 ครั้ง (โดยมีการแข่งขัน 9 นัด) ซึ่งส่งผลให้สเปนชนะ 18 ครั้ง, เสมอ 12 ครั้งและชัยชนะ 6 ครั้งสำหรับโปรตุเกส

การเล่นของสเปนในช่วงที่สเปนประสบความสำเร็จสูงสุดระหว่างปี 2008 ถึง 2012 ทีมเล่นฟุตบอลในสไตล์ที่เรียกว่า ‘tiki-taka’ ซึ่งเป็นแนวทางของระบบฟุตบอลที่ก่อตั้งขึ้นจากอุดมคติของความสามัคคีในทีมและความเข้าใจที่ครอบคลุมในรูปทรงเรขาคณิตของพื้นที่ในสนามฟุตบอลTiki-taka ได้รับการอธิบายอย่างหลากหลายว่าเป็น “รูปแบบการเล่นโดยอาศัยการเดินไปด้านหลังตาข่ายผ่านการส่งบอลสั้น ๆ และการเคลื่อนที่รูปแบบการส่งบอลสั้นที่ลูกบอลทำงานอย่างระมัดระวังผ่านช่องต่างๆและวลีไร้สาระที่หมายถึงการผ่านไปสั้น ๆ อดทนและครอบครองเหนือสิ่งอื่นใดสไตล์นี้เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่แบบโรมมิ่งและการแลกเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างกองกลางการเคลื่อนบอลในรูปแบบที่สลับซับซ้อนและการส่งผ่านแบบสัมผัสหนึ่งหรือสองสัมผัสที่เฉียบคมTiki-taka คือ “ทั้งฝ่ายรับและฝ่ายรุกในระดับที่เท่าเทียมกันทีมครอบครองเสมอดังนั้นไม่จำเป็นต้องสลับระหว่างการป้องกันและการโจมตีผู้แสดงความคิดเห็นได้เปรียบเทียบ tiki-takaกับRoute One physicalityและด้วยจังหวะที่สูงกว่าของBarcelonaและArsène Wenger ในปี 2007–08 ฝั่งArsenalซึ่งใช้ Cesc Fàbregasเป็นช่องทางเดียวระหว่างการป้องกันและการโจมตีTiki-taka เกี่ยวข้องกับไหวพริบความคิดสร้างสรรค์และการสัมผัสแต่ยังสามารถนำไปสู่ ​​”ช้าสุดโต่งไร้ทิศทาง” ที่เสียสละประสิทธิผล

เพื่อความสวยงามTiki-ถูกจ้างมาประสบความสำเร็จ

โดยทีมชาติสเปนจะชนะยูฟ่ายูโร 2008 ฟุตบอลโลก 2010และยูฟ่ายูโร 2012 ทีมในยุคนี้ได้รับการยกย่องว่าอยู่ในทีมระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์พวกเขามี “ม้าหมุน” ของบาร์เซโลนาของXaviและAndrés Iniestaเสริมด้วยXabi Alonsoของเรอัลมาดริดในตำแหน่งกองกลางPhil McNulty จากBBCในตำแหน่งผู้เล่นตำแหน่งกองกลางซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสไตล์การเล่น tiki-taka ของสเปนSid Loweระบุการแบ่งเบา tiki-takaของLuis Aragonésด้วยแนวทางปฏิบัติที่เป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของสเปนในยูโร 2008 Aragonésใช้ tiki-taka เพื่อ “ปกป้องการป้องกันที่ดูเหมือนผู้ต้องสงสัยรักษาความครอบครองและครองเกมโดยไม่ต้องนำรูปแบบไปสู่ผู้เผยแพร่ศาสนาสุดขั้วหกประตูแรกของสเปนในทัวร์นาเมนต์ไม่ได้มาจาก tiki-taka: ห้าประตูมาจากการหยุดพักโดยตรงและอีกหนึ่งประตูจากเซตเพลย์สำหรับ Lowe ความสำเร็จของสเปนในฟุตบอลโลก 2010 เป็นหลักฐานของการพบกันของสองประเพณีในฟุตบอลสเปน: สไตล์ “ทรงพลังก้าวร้าวโดยตรง” ซึ่งทำให้ทีมโอลิมปิกแอนต์เวิร์ปได้รับรางวัลเหรียญเงินในปี 1920 ซึ่งมีชื่อเล่นว่าLa Furia Roja (“The Red Fury”) และสไตล์ tiki-taka ของทีมสเปนร่วมสมัยซึ่งเน้นไปที่เกมโดยรวมการส่งบอลสั้นเทคนิคและการครอบครองจากการวิเคราะห์ชัยชนะรอบรองชนะเลิศของสเปนเหนือเยอรมนีในฟุตบอลโลก 2010 Honigstein อธิบายถึงสไตล์ tiki-taka ของทีมสเปนว่า “เป็นฟุตบอลรุ่นที่ยากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้: เกมที่ผ่านไปอย่างไม่ยอมแพ้ควบคู่ไปกับการแข่งขันที่เข้มข้นและเร่งรีบ” สำหรับ Honigstein tiki-taka คือ “การอัพเกรดที่สำคัญ” ของTotal Footballเพราะอาศัยการเคลื่อนที่ของลูกบอลมากกว่าการเปลี่ยนตำแหน่งของผู้เล่น Tiki-taka อนุญาตให้สเปน ควบคุมทั้งบอลและคู่ต่อสู้

สโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิก

สโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิก

สโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิก

สโมสรฟุตบอลไบเอิร์นมิวนิก

ไบเอิร์นมิวนิก ก่อตั้งขึ้นภายในสโมสรกีฬายิมนาสติกของเมืองมิวนิก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1900 สมาคมฟุตบอลเยอรมัน มีมติห้ามไม่ให้นักฟุตบอลจากสโมสรดังกล่าวเข้าร่วมการแข่งขัน ทำให้นักเตะจำนวน 11 คนตัดสินใจออกจากสโมสร แล้วมาก่อตั้งสโมสรใหม่ในชื่อ สโมสรฟุตบอล ไบเอิร์นมิวนิก และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น พวกเค้าก็ได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขัน เซ้าท์ เยอรมัน แชมป์เปียนชิพ ฤดูกาล 1900-1901 ฤดูกาลถัดมาพวกเค้าก็ได้ถ้วยรางวัลในรายการท้องถิ่น

ฤดูกาล 1910-1911 สโมสรได้เข้าร่วมก่อตั้งลีกใหม่

ของรัฐไบเอิร์นคือ เครียส์ลีกา โดยพวกเค้าได้แชมป์ในฤดูกาลแรก แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้แชมป์อีกเลย จนเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น การแข่งขันทุกอย่างก็หยุดชะงักลง หลังสงครามจบลง พวกเค้าได้แชมป์ในระดับภูมิภาคหลายครั้ง

ก่อนจะได้แชมป์ เซ้าท์ เยอรมัน แชมป์เปียนชิพ ในปี ค.ศ.1926 และทำได้อีกครั้งใน 2 ปีต่อมา ได้แชมป์ระดับชาติครั้งแรกในปี ค.ศ.1932 เมื่อโค้ช ริชาร์ด คอห์น นำทีมเอาชนะ ไอน์ทรัคท์ฟรังค์ฟวร์ท 2-0 ในรายการชิงแชมป์เยอรมัน ภายหลังการกำเนิดลัทธินาซีขึ้น ทำให้ผู้จัดการทีม

และผู้เล่นหลายราย ต้องหลบหนีออกจากประเทศ

จนมีคำกล่าวว่า ไบเอิร์นมิวนิก คือทีมของคนยิวเข้าสู่ยุคบุนเดิสลีกา[แก้]หลังสงครามโลกจบลง ไบเอิร์นได้เข้าร่วมการประชุมการก่อตั้งโอเบอร์ลีกา โดยแบ่งลีกออกเป็น 5 ส่วน ในช่วงปี ค.ศ.1945-1963 พวกเค้าเปลี่ยนโค้ชถึง 13 คน หลังจากที่ แลนเดอร์ กลับจากการลี้ภัยสงครามในปี ค.ศ.1947 เค้าก็กลับมาเป็นประธานสโมสรอีกครั้ง สโมสรประสบปัญหา

ทางการเงินในปี ค.ศ.1950 โรแบนด์ เอนเดลอร์ ได้หาเงินทุนมาสนับสนุนทีมเป็นเวลา 4 ปี โดยอยู่จนถึงปี ค.ศ.1951 ในปี ค.ศ.1955 สโมสรตกชั้นไปแข่งในโอเบอร์ลีกา ในฤดูกาลถัดไป โดยพวกเค้าคว้าแชมป์ DFB Pokal หลังเอาชนะทีม ฟอร์ทูน่า ดุยเซลดอล์ฟ 1-0

ปี ค.ศ.1963โอเบอร์ลีกา ถูกรวมลีกเป็นลีกแห่งชาติแค่ลีกเดียว โดยคัดเอา 5 อันดับแรกจากตารางคะแนน ไบเอิร์นมิวนิก อยู่อันดับ 3 และ1860 มิวนิกเป็นแชมป์โอเบอร์ลีกา ทางสมาคมเห็นว่า 1 เมืองควรมีแค่ทีมเดียว จึงตัดสิทธิของไบเอิร์นมิวนิก ออกจากบุนเดิสลีกา อย่าไรก็ตาม

2 ปีให้หลัง ทีมก็เลื่อนชั้นสู่บุนเดิสลีกาได้สำเร็จด้วยการนำทีมของนักเตะระดับตำนานอย่าง ฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์,เกร์ด มูลเล่อร์ และ เซฟฟ์ เมียเออร์

ในฤดูกาลแรกในการแข่งในระดับบุนเดิสลีกานั้น พวกเค้าคว้าอันดับที่ 3 พร้อมแชมป์ DFB Pokal มาได้ ทำให้ได้สิทธิลงแข่งในฟุตบอล ยูโรเปี้ยนคัพ วินเนอร์สคัพ และเป็นพวกเค้าที่คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จ หลังเอาชนะทีม เรนเจอร์ ปีค.ศ.1967 แม้ทีมจะได้แชมป์ DFB Pokal

แต่ด้วยรูปแบบการเล่นที่ไม่ดี สโมสรเลยแต่ตั้ง บลังโก้ เซเบค เข้ามาเป็นโค้ชของทีม ด้วยรูปแบบการเล่นที่เน้นการบุก และความมีวินัยมากกว่าเดิม ทำให้พวกเค้าได้แชมป์ฟุตบอลลีก และฟุตบอลถ้วย ได้ในปี ค.ศ.1969 โดยเป็น 1 ใน 4 ทีมที่คว้า 2 แชมป์ได้ในปีเดียวกัน เหมือนทีม

โบรุสซีอาดอร์ทมุนท์,เอฟซี โคโลญน์,และแวร์เดอร์ เบรเมน โดยเซเบคใช้ผู้เล่นทั้งฤดูกาลแค่ 13 คนเท่านั้น ปี ค.ศ.1970 อูโด แลตเท็ก เข้ามาเป็นโค้ชต่อ เพียงแค่ 1 ปีเค้าก็นำทีมคว้าแชมป์ DFB Pokal ได้สำเร็จ และนำไบเอิร์นมิวนิกเป็นแชมป์ฟุตบอลเยอรมันได้เป็นครั้งที่ 3

ฤดูกาล 1971-1972 ไบเอิร์นเปลี่ยนมาใช้สนามกีฬาโอลิมปิกนครมิวนิก เป็นนัดแรก โดยนัดนี้มีการถ่ายทอดสอดทางโทรทัศน์เป็นครั้งแรกอีกด้วย พวกเค้าเอาชนะทีม ชาล์เก้ 04 ไปได้ถึง 5-1 แล้วฤดูกาลนั้นพวกเค้าคว้าแชมป์ 2 รายการในประเทศ แต่ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ในปี ค.ศ.1974 พวกเค้าคว้าแชมป์ในรายการยูโรเปี้ยน คัพ โดยการชนะทีม อัตเลติโกเดมาดริด ถึง 4-0 หลังจากที่ปี ค.ศ.1967 เคยได้แชมป์ คัพวินเนอร์สคัพ และเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ในปี ค.ศ.1968

และ1972 แสดงให้เห็นว่าทีมมีพัฒนาการที่ดีเยี่ยม เป็นช่วงเวลาที่ทีมประสบความสำเร็จมากมาย ปี ค.ศ.1975 พวกเค้าป้องกันแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ได้สำเร็จเมื่อเอาชนะทีม ลีดส์ ยูไนเต็ด จากประตูของ รอธ และ มูลเลอร์ ถ้วยรางวัลสุดท้ายในยุคนี้คือ ถ้วยอินเตอร์คอนติเนน

ตอล คัพ โดยพวกเค้าแพ้ต่อสโมสรครูไซโร่ จากบราซิลทั้งสองนัด หลังจากนั้นสโมสรก็เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนแปลงและไม่ได้แชมป์อะไรเลย ปี ค.ศ.1977 ฟรันทซ์ เบ็คเคินเบาเออร์ ย้ายไปนิว ยอร์ค คอสมอส ปี ค.ศ.1979 เซฟฟ์ และ อูลี โฮเนบ ประกาศเลิกเล่นฟุตบอล เกร์ด มูลเลอร์ ย้ายไปร่วมทีม ฟอร์ท เลาว์เดอดาเล่ก้าวสู่เป็นจ้าวของเยอรมันแล้วครองจ้าวยุโรป 3 สมัยซ้อน

ช่วงหลังปี ค.ศ.1980 เป็นช่วงที่วุ่นวายทั้งในสนาม และปัญหาทางการเงิน ของทีมไบเอิร์นมิวนิก เพาล์ เบรท์เนอร์ และ คาร์ล เฮนส์ รูมเมนิกจ์ ช่วยให้ทีมได้แชมป์บุนเดิสลีกาปี ค.ศ.1980 และ 1981 จนได้รับชื่อทีมใหม่ว่า เอฟซี เบรท์เนอร์ หลังจากได้แชมป์ DFB Pokal ในปี

ค.ศ.1982 เบรท์เนอร์ประกาศเลิกเล่นฟุตบอล และสองปีหลังจากนั้นสโมสรก็ไม่ได้แชมป์ใดๆเลย จนอดีตโค้ชอย่าง อูโด เลตเทค เข้ามาคุมทีมอีกครั้ง ไบเอิร์นก็ได้แชมป์ DFB Pokal ในปี ค.ศ.1984 แล้วคว้าแชมป์บุนเดิสลีกา 5 ครั้ง จากการแข่งขัน 6 ฤดูกาล โดยได้สองแชมป์ในปี

ค.ศ.1986 และได้รองแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพ ในปี ค.ศ.1982 และ1987 ยุพ ไฮน์เคิส ได้รับการแต่งตั้งเป็นโค้ชในปี ค.ศ.1987 เค้าช่วยให้ทีมคว้าแชมป์หลังจากนั้น 2 ฤดูกาลได้แก่ ฤดูกาล 1988-1989, 1989-1990 แล้วฟอร์มการเล่นของทีมก็ตกลง หลังจากจบฤดูกาล 1990-1991 พวก

เค้าได้อันดับที่ 2 แต่ฤดูกาล 1991-1992 สโมสรมีคะแนนมากกว่าโซนตกชั้น 5 คะแนน ในปีฤดูกาล 1993-1994 พวกเค้าตกรอบคัดเลือกการแข่งขัน ยูฟ่า คัพ เมื่อแพ้ทีมนอริว์ช จากอังกฤษ ที่โอลิมปิค สเตเดี้ยน บ้านของพวกเค้าเอง โดยเป็นทีมเดียวจากอังกฤษที่มาชนะพวกเค้าถึงที่นี่

บาเลนเซีย-เคตาเฟ่

บาเลนเซีย-เคตาเฟ่

บาเลนเซีย-เคตาเฟ่

บาเลนเซีย-เคตาเฟ่

ศึกฟุตบอล ลา ลีกา สเปน นัดเปิดสนาม ฤดูกาล 2021-22 เมื่อคืนวันศุกร์ ที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นการพบกันระหว่าง บาเลนเซีย เปิด เอสตาดิโอ เมสตายา รับการมาเยือนของ เคตาเฟ่

โฆเซ่ บอร์ดาลาส กุนซือคนใหม่ของ “ไอ้ค้างคาว” เกมนี้วางหน้าคู่เป็น มักซี่ โกเมซ และกอนซาโล่ เกเดส ล่าตาข่ายส่วนแดนกลางให้ เดนีส ชีรีเชฟ ปั้นเกมรุกร่วมกับ การ์ลอส โซเลร์ และดาเนียล วาสส์

ด้านทางฝั่ง มิเชล นายทัพ คนใหม่หน้าเก่าของ เคตาเฟ่ ที่กลับมาคุม เป็นหนที่สอง เกมนี้สภาพทีมค่อนข้างพร้อมเช่นกัน แดนกลางให้ เนมานย่า มักซิโมวิช คอยตัดเกมเชื่อมเกมกับ เมาโร อารัมบาร์รี และให้ การ์เลส อาเลนญ่า คอยเดินเกมรุกร่วมกับ ดาเมี่ยน ซัวเรซ ส่วนคู่กองหน้าเป็น เอเนส อูนาล และ ซานโดร รามิเรซ

“ค้างคาว” บาเลนเซีย เปิดสนามด้วยสามคะแนน แบบหืดจับ หลังเบียดเอาชนะ เคตาเฟ่ แบบหวุดหวิด 1-0 เกมนี้ทั้งสองทีม ต้องเหลือแค่ 10 คน

หลัง อูโก้ กียามอน ห้องเครื่องเจ้าถิ่น โดนใบแดงตั้งแต่ 5 นาทีแรก ก่อนครึ่งหลัง เอริค กาบาโก้ แนวรับเคตาเฟ่ จะโดนเหลือง-แดง ในแมตช์เปิดสนาม ลา ลีกา สเปน เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ออกสตาร์ทเกมครึ่งแรก มาได้แค่ 5 นาที เท่านั้น แฟนไอ้ค้างคาว ต้องเงียบกริบหลังเจ้าถิ่นต้องเหลือแค่ 10 คนอย่างรวดเร็ว หลัง อูโก้ กียามอน พุ่งไปเสียบเปิดปุ่มใส่ เนมานย่า มักซิโมวิช อย่างน่าเกลียด ผู้ตัดสินเช็กสัญญาณ จากห้อง วีเออาร์ ก่อนจะชูใบแดงโดยตรงให้ กียามอน ไล่ออกจากสนาม

ทว่าอีกสามนาทีถัดมา 10 คนของ บาเลนเซีย มาได้ลูกที่จุดโทษหลัง เฌเน่ ดาโกนัม แบ็กขวาเคตาเฟ่ไปเสียบใส่ เดนีส ชีรีเชฟ ในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษพร้อมๆกับที่ วีเออาร์ ยืนยันว่าเป็นจุดโทษเช่นกัน ก่อนที่ การ์ลอส โซเลร์ จะซัดผ่านมือ ดาบิด โซเรีย เข้าไปไม่พลาดให้ “ไอ้ค้างคาว” ชิงขึ้นนำก่อน 1-0

นาที ที่ 18 ซานโดร รามิเรซ เรียกฟรีคิกให้ เคตาเฟ่ได้ลุ้นลูกตีเสมอ และเป็น เอเนส อูนาล ที่รับหน้าที่ปั่นกว่า 20 หลาบอลโค้ง ข้ามกำแพง หลุดเสาออกไป อย่างน่าเสียดาย

นาที ที่ 26 บาเลนเซีย เกือบได้ลุ้นเม็ดที่สองหลัง ดาเนียล วาสส์ ครอสบอลมาหน้าประตูให้ การ์ลอส โซเลร์ ยืนยิงโล่ง ๆ แต่เจ้าตัวตั้งเท้าไม่ดี บอลพุ่งเลยหน้าประตูออกไปอย่างน่าผิดหวัง

นาที ที่ 35 เคตาเฟ่ ที่ตัวมากกว่า ยังไล่กดดันอย่างหนัก คราวนี้มาได้ลุ้นจาก จังหวะที่ ดาเมี่ยน ซัวเรซ ครอสมาเสาแรกให้ เมาโร อารัมบาร์รี โฉบมาโขกเร็ว แต่บอลพุ่งไปเข้ามือ จอร์จี้ มามาร์ดาชวีลี่ มือกาวของไอ้ค้างคาว

จบครึ่งแรก บาเลนเซีย ที่ เหลือแค่ 10 คน ขึ้นนำ เคตาเฟ่ 1-0

ครึ่งหลัง เคตาเฟ่ แก้เกม ลงมาด้วยการส่ง ทั้ง บิโตโล่่ และไฆเม่ มาต้า ลงมาเล่น แทน การ์เลส อาเลนญ่า และ สเตฟาน มิโตรวิช

นาที ที่ 76 เคตาเฟ่ ต้องมาเหลือ 10 คนเท่ากับบาเลนเซีย หลัง เอริค กาบาโก้ เซ็นเตอร์แบ็ก ไปเข้าช้าใส่ มักซี่ โกเมซ จนรับใบเหลืองที่สอง เป็น ใบแดง โดนไล่ออกจากสนาม

เคตาเฟ่ แม้จะพยายาม ทวงประตูตีเสมอ แต่ไม่สามารถเจาะผ่าน แนวรับของ ไอ้ค้างคาวได้ จบเกม บาเลนเซีย เบียดเอาชนะ เคตาเฟ่ 1 – 0 เก็บสามแต้ม ประเดิม ลา ลีกา ฤดูกาลใหม่ ได้สำเร็จ

รายชื่อ11ผู้เล่นตัวจริงทั้งสองทีม

 บาเลนเซีย  ( 4 – 4 – 2 ) : จอร์จี้ มามาร์ดาชวีลี่ – เธียร์รี่ กอร์เรอา , กาเบรียล เปาลิสต้า , โอมาร์ อัลเดเรเต้ , โฆเซ่ กาย่า – การ์ลอส โซเลร์ , ดาเนียล วาสส์ , อูโก้ กียามอน , เดนีส ชีรีเชฟ – มักซี่ โกเมซ , กอนซาโล่ เกเดส

เคตาเฟ่  ( 4 – 2 – 3 – 1 ) : ดาบิด โซเรีย – เฌเน่ ดาโกนัม , สเตฟาน มิโตรวิช , เอริค กาบาโก้ , มาติอัส โอลิเวร่า – ดาเมี่ยน ซัวเรซ , เนมานย่า มักซิโมวิช , เมาโร อารัมบาร์รี , การ์เลส อาเลนญ่า – เอเนส อูนาล , ซานโดร รามิเรซ

 

 

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช

จาดอน ซานโช ปีกโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เปิดเผยว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องค่าตัวและข่าวลือต่างๆ เกี่ยวกับตัวเองมากนัก และสนใจเพียงการเล่นฟุตบอลให้ดีเท่านั้น

นับตั้งแต่การแข่งขันชิงแชมป์ ยุโรปปี 1996 ทีมอังกฤษ ในการแข่งขันระดับนานาชาติได้รวมผู้เล่นสามคนที่ซื้อขายกันนอกพรีเมียร์ลีก – เดวิดเบ็คแฮม ซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก  ที่ดูเหมือนจะพร้อมสำหรับกาแล็กซี ของเรอัลมาดริด โอเว่น ฮาร์กรีฟส์ของ บาเยิร์น มิวนิค ผู้ซึ่งไม่เคยใช้ชีวิตในสหราชอาณาจักร หนึ่งวันก่อนที่จะลงเล่นให้กับ ทีมชาติชุดแรกของเขาแต่เกิดที่แคนาดาก่อนจะย้ายไปเยอรมนี และ Fraser Forster ผู้รักษาประตูตัวเลือกที่สาม ของ Roy Hodgson สำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลก ปี 2014 ซึ่งล้มเหลวในการลงสนามในนาทีเดียว ของการรณรงค์ในประเทศของเขา

ประเด็นของย่อหน้าแรกนี้คือ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหายาก ของนักฟุตบอลอังกฤษ ที่มีความสามารถที่กระโดดโลดเต้น และย้ายไปประเทศอื่นเพื่อพัฒนาอาชีพของตน Michael Mancienne ซึ่งเคยเป็นชาวฮัมบูร์ก และอดีตชายชาวเปรูจา Jay Bothroyd จะเป็นที่รู้จักของผู้สนับสนุนในอังกฤษ แต่ทั้งคู่ล้มเหลวในการบรรลุศักยภาพสูงสุด ในต่างประเทศ (Bothroyd ประสบความสำเร็จเมื่อเร็ว ๆ นี้แม้ว่าจะอยู่ในญี่ปุ่น)

ทั้งหมดนี้หมายความว่า เมื่อ Jadon Sancho ตัดสินใจว่าเขาไม่ต้องการอยู่ที่แมนเชสเตอร์ซิตี้อีกต่อไปและย้ายไปโบรุสเซียดอร์ทมุนด์ในปี 2560 หลายคนไม่เชื่อ พรีเมียร์ลีกมีมานานแล้วที่อังกฤษมองว่าเป็นลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นลีกที่ประสบความสำเร็จและสิ้นสุดในสโมสร Sancho ได้รับคำแนะนำให้เป็นดาราแล้ว – เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้เล่นของการแข่งขันในการแข่งขันชิงแชมป์ยุโรป U17 ปี 2017 – แต่หลายคนรู้สึกว่าเขาควรจะอยู่ที่สนามกีฬาเอทิฮัดเพื่อพัฒนาภายใต้ Pep Guardiola

ตั้งแต่วันแรก ดอร์ทมุนด์เชื่อมั่นในศักยภาพของเขา วัยรุ่นที่เกิดในแคมเบอร์เวลล์ แม้จะอายุเพียง 17 ปี แต่ก็ถูกรวมอยู่ในทีมชุดใหญ่ทันทีที่เขามาถึง และได้รับเสื้อหมายเลขเจ็ด เขาใช้เวลาสักครู่เพื่อบุกเข้าไปในฝั่งของ Die Schwarzgelben – เขายังเป็นวัยรุ่นอยู่ – แต่เมื่อเขาทำแต้มและให้ผู้ช่วยสองคนในชัยชนะ 4-0 เหนือไบเออร์เลเวอร์คูเซ่นเมื่อสิ้นสุดแคมเปญ 2017/18 มันคือ ดอร์ทมุนด์มีดาวรุ่งอยู่ในมือ

ตั้งแต่นั้นมา ซานโช่ก็ผ่านการทดสอบด้วยสีสันที่เฉียบขาดเกือบทุกครั้ง ทำลายสถิติได้อย่างง่ายดายตลอดเส้นทาง เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล ของบุนเดสลิกาถึง 2 ครั้งและทำได้ 50 ประตูและ 64 แอสซิสต์จาก 137 เกมในดอร์ทมุนด์ เขาไม่ได้พังทลายภายใต้แรงกดดันของช่วงเวลาสำคัญเช่นกัน – เขาทำประตูสองครั้งใน DFB Pokal

สุดท้ายของปีนี้ในชัยชนะ 4-1 เหนือ RB Leipzig กับบาเยิร์นใน Super Cup รอบชิงชนะเลิศในปี 2019 และยังคว้าผู้ชนะใน Revier Derby กับ Schalke

เมื่อพิจารณาจากมุมมองที่โดดเดี่ยวในอังกฤษก่อนหน้านี้ หลายคนในบ้านเกิดของ Sancho ดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นคุณค่าของนักเตะวัย 21 ปีคนนี้ ในขณะที่ Three Lions ของ Gareth Southgate เตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขัน ชิงแชมป์ยุโรป ก็มีเสียงโห่ร้องมากมายสำหรับ Jack Grealish ซึ่งถึงแม้จะเป็นผู้เล่นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้เล่นในระดับเดียวกับ Sancho ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่จะรวมอยู่ในรายชื่อผู้เล่นตัวจริง

เมื่ออดีตพลเมืองไม่มีชื่ออยู่ใน XI ของ Southgate สำหรับการแข่งขันสามนัดแรกของยูโร 2020 ผู้เชี่ยวชาญ และ นักข่าวในเยอรมนีต่างตกตะลึง – Lothar Matthäus ถึงกับพูดติดตลกว่า Die Mannchaft ควรเสนอหนังสือเดินทางเยอรมันให้เขาหากอังกฤษไม่เห็นคุณค่า เขา

ในที่สุด ซานโช่ ก็มีชื่ออยู่ในรายชื่อ ทีมสำหรับเกมรอบ ก่อนรองชนะเลิศ ของอังกฤษกับยูเครน ในขณะที่ เด็กคนนี้อาจไม่ได้ระเบิด แล ะมีอิทธิพลมากที่สุด แต่บางทีก็บอกได้ว่าชัยชนะ 4-0 ของประเทศของเขาเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา

เขาต้องรอจนถึง รอบชิงชนะเลิศ สำหรับการปรากฏตัวครั้งต่อไป ในขณะที่เซาธ์เกตนำเขาเข้ามาโดยเหลือเวลาต่อเวลาพิเศษเพียงสองนาที โดยคำนึงถึงการยิงลูกโทษที่ใกล้เข้ามา น่าเสียดายที่ลูกจุดโทษของ Sancho ได้รับการช่วยเหลือจาก Gianluigi Donnarumma ของอิตาลีในขณะที่อังกฤษ พ่ายแพ้ต่ออุปสรรคสุดท้าย น่าเสียดายหากคาดเดาได้ เขาเป็นเป้าหมายของการเหยียดผิว หลังจากการเป่านกหวีดครั้งสุดท้ายพร้อมกับ Marcus Rashford และ Bukayo Saka ซึ่งไม่สามารถหาด้านหลังตาข่ายจากระยะ 12 หลาได้ ทั้งสามคนสมควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านั้น

อย่างไรก็ตาม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มองเห็นได้ชัดเจนว่า ความวุ่นวายทั้งหมดเกี่ยวกับอะไร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงตัดสินใจแยกทางกับเงิน 73 ล้านปอนด์เพื่อพาเขาไปที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับการย้ายทีมที่ยาวนานซึ่งน่าจะได้รับการแก้ไขเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว แต่ในที่สุดปีศาจแดงก็มีคนของพวกเขา

แน่นอนว่าเวลาของเขาที่จากไปนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป เขาถูกดร็อปที่ดอร์ทมุนด์สองครั้งหลังจากกลับมาจากการปฏิบัติหน้าที่ในระดับนานาชาติและถูกเปลี่ยนตัวในครึ่งแรกของการสูญเสีย 4-0 ให้กับบาเยิร์นโดย Lucien Favre เนื่องจากไม่ดีพอ อย่างไรก็ตาม โดยรวมแล้ว เขาประสบความสำเร็จอย่างไม่มีการควบคุม

ผลกระทบที่การตัดสินใจออกจากเขตสบายของเขามีต่อผู้อื่นอาจเป็นมรดกของเขา ก่อนที่ซานโชจะย้ายไปดอร์ทมุนด์ มีนักเตะอังกฤษเพียง 7 คนที่เคยเล่นในบุนเดสลีกา นับตั้งแต่ปี 2017 เพียงปีเดียว มีอีก 13 คนตามเส้นทางของเขา ที่ยูโร 2020 อังกฤษมีสมาชิกสามคนที่เล่นนอกพรีเมียร์ลีก คุณจะต้องย้อนกลับไปสู่ฟุตบอลโลกปี 1990 เป็นครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในการแข่งขันรายการใหญ่

และถึงกระนั้น มีเพียง Chris Waddle เท่านั้นที่อยู่นอกสหราชอาณาจักร ในลีกใหญ่อื่นๆ ทั่วยุโรป เป็นเรื่องปกติมากขึ้นที่จะเห็นผู้เล่นชาวอังกฤษทำผลงานได้ดี ค่อนข้างตรงไปตรงมา ทางเลือกของ Sancho ทำให้เขาเป็นผู้บุกเบิก

ในบันทึกส่วนตัว ฉันไม่เต็มใจที่จะเห็นเขาจากไป การมาถึงของ Sancho ในเยอรมนีใกล้เคียงกับการย้ายไปเบอร์ลินของฉันเอง ทำให้ฉันสามารถติดตามการทำงานทั้งหมดของเขาจนถึงปัจจุบัน เขามีความสุขที่ได้ชม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานควบคู่กับ Erling Haaland ในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ไม่ค่อยได้เห็นนักเตะที่มีความมั่นใจและความสามารถในการครองบอลเข้าคู่กัน ขอบคุณ เจดอน ที่จุดไฟให้บุนเดสลีกา ทุบมันในอังกฤษ – ฉันแน่ใจว่าคุณจะทำได้

แนวรุกเสือเหลือง ตกเป็นข่าวว่าอาจย้ายทีม ไปเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนฤดูกาลที่กำลังจะมาถึง หลังจากที่เพิ่งทำได้ 20 ประตู 20 แอสซิสต์ ให้ทีมเสือเหลือง ตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา โดยทางปีศาจแดงพยายาม รุกคืบอย่างหนักเพื่อคว้าตัวดาวรุ่ง ฝีเท้าดีรายนี้ไปร่วมทีม แต่ทางดอร์ทมุนด์ก็ยืนยันหนักแน่นว่า นักเตะรายนี้ไม่ได้มีไว้ขาย

ก่อนหน้านี้ ฮันส์-โยอาคิม วัตซ์เค ซีอีโอของดอร์ทมุนด์เคยออกมายืนยันว่าซานโชจะยังคงเล่นในถิ่นซิกนัล อิดูนา พาร์ค ต่อไปในฤดูกาลหน้าอย่างแน่นอน ทำให้ข่าวลือดังกล่าวซาลงไปพอสมควร ถึงแม้จะยังมีรายงานออกมาเป็นระยะว่าแมนฯ ยูฯ ยังไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้

10 สถิติเลวาน

10 สถิติเลวาน

10 สถิติเลวาน

10 สถิติเลวาน

ถือเป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ สำหรับควันหลงของศึกบุนเดสลีกานัดปิดฤดูกาลเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา เมื่อ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ดาวถล่มประตูทีมชาติโปแลนด์ สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นผู้เล่นที่ยิงในศึกบุนเดสลีกา 1 ซีซั่นมากที่สุดตลอดกาล ด้วยจำนวน 41 ประตู หลังจากซัดลูกปิดท้าย ช่วยให้ทีมเสือใต้เปิดบ้านถล่ม เอาก์สบวร์ก ยับเยิน 5-2 ก่อนจะมีพิธีฉลองถาดแชมป์หลังจบเกม

ย้อนไปเมื่อสัปดาห์ก่อน เลวานดอฟสกี้ กดจุดโทษ 1 ลูก พา บาเยิร์น บุกไปเสมอ ไฟร์บวร์ก 2-2 ทำให้เจ้าตัวสามารถทาบสถิติดีที่สุดตลอดกาล ที่เคยเป็นของ แกร์ด มุลเลอร์ อดีตตำนานหัวหอกทีมชาติเยอรมนีของทีมเสือใต้แต่เพียงผู้เดียว ซึ่งเคยยิงไป 40 ประตูในฤดูกาล 1971-72 มาแล้ว

นั่นทำให้ในเกมบุนเดสลีกานัดปิดฤดูกาลเมื่อคืนที่ผ่านมา หลายคนจับตาว่า “เลวาน” จะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ของเขาเองขึ้นมาใหม่ได้หรือไม่

ถึงแม้กว่าที่ เลวานดอฟสกี้ จะยิงได้ ต้องรอจนถึงนาทีสุดท้ายของเกม เมื่อตามเก็บบอลที่ ราฟาล กีคิวิชซ์ นายประตูของ เอาก์สบวร์ก ปัดลูกยิงของ ลีรอย ซาเน่ ไว้ไม่อยู่ ก่อนที่หัวหอกวัย 32 ปีจะส่งบอลเข้าสู่ก้นประตูโล่งๆ ไม่พลาด แต่แค่ประตูนั้นประตูเดียว ก็มากเพียงพอให้เขาเป็นนักเตะที่ยิงประตูในบุนเดสลีกา 1 ฤดูกาลมากที่สุดคนใหม่แล้ว

เพื่อเป็นการฉลองความยอดเยี่ยมของ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เราได้รวบรวม 10 สถิติที่สุดยอด ที่เขาครอบครองไว้ และไม่มีใครทาบได้มาให้ดูกัน หลังจากบุนเดสลีกาซีซั่น 2020-21 ปิดฉากลงไปอย่างสมบูรณ์

1. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คือผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ที่ยิงได้มากกว่า 40 ประตูในฤดูกาลเดียว ด้วยการกดไป 41 ลูกในซีซั่น 2020-21 โดยใช้จำนวนการลงสนามเพียง 29 เกมเท่านั้น (ตัวจริง 28 สำรอง 1)

2. ปัจจุบัน หัวหอกซูเปอร์สตาร์กัปตันทีมชาติโปแลนด์ รั้งอันดับ 2 ของชาร์ทดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของบุนเดสลีกา (277 ประตู) ตามหลัง แกร์ด มุลเลอร์ ที่ทำไว้ 365 ประตูเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม หากนับเฉพาะนักเตะชาวต่างชาติที่มาค้าแข้งในลีกเมืองเบียร์ เขาคืออันดับ 1 ตลอดกาลแต่เพียงผู้เดียว ทิ้งห่าง เคลาดิโอ ปิซาร์โร่ อดีตศูนย์หน้าทีมชาติเปรูที่เคยยิงได้ 197 ลูกอย่างห่างไกล

และหากนับเฉพาะนักเตะที่ปัจจุบันยังคงเล่นในบุนเดสลีกา “เลวาน” ก็ยิงได้มากกว่า มาร์โค รอยส์ ตัวรุกกัปตันทีม โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ทำไป 135 ประตู ได้เกินเท่าตัวอีกด้วย

3. เลวานดอฟสกี้ สามารถทำแฮตทริกในเกมลีกฤดูกาลนี้ได้ถึง 5 ครั้ง ทำให้เขากลายเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ทำแฮตทริกในบุนเดสลีกามากที่สุดตลอดกาลด้วยจำนวน 14 ครั้ง ทุบสถิติเดิมเคยเป็นของ มาริโอ โกเมซ อดีตหัวหอกทีมชาติเยอรมนีที่เคยทำเอาไว้ 10 ครั้งลงอย่าง

4. โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ คือนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่คว้าตำแหน่งดาวซัลโวบุนเดสลีกาได้ 4 ฤดูกาลติดต่อกัน

สำหรับนักเตะคนสุดท้ายที่ไม่ใช่ เลวาน ที่เป็นดาวซัลโวสูงสุดลีกแดนไส้กรอกคือ ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมย็อง ที่ยิงให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ไป 31 ประตูในฤดูกาล 2016-17

5. ในช่วงต้นฤดูกาลที่ผ่านมา เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลาเพียงแค่ 5 นัดนับตั้งแต่ช่วงออกสตาร์ทซีซั่น ในการยิงได้ครบ 10 ประตู

ผลงานการยิงประตูของ เลวานดอฟสกี้ ในช่วง 5 เกมแรกของบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้

ยิง 1 ประตู : ชนะ ชาลเก้ 04 8-0 (เหย้า)

ลงเป็นตัวสำรองแล้วไม่ยิง : แพ้ ฮอฟเฟ่นไฮม์ 1-4 (เยือน)

ยิง 4 ประตู : ชนะ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน 4-3 (เหย้า)

ยิง 2 ประตู : ชนะ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ 4-1 (เยือน)

ยิง 3 ประตู : ชนะ ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต 5-0 (เหย้า)

6. เลวานดอฟสกี้ ยังเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์บุนเดสลีกา ที่ยิงได้มากกว่า 20 ประตูภายในช่วงเวลายังไม่ถึงครึ่งของฤดูกาล หลังจากซัดประตูที่ 21 ในเกมลีกซีซั่นนี้ของตัวเอง ในเกมเปิดบ้านชนะ ไฟร์บวร์ก 2-1 เมื่อวันที่ 17 มกราคม

7. การที่ เลวานดอฟสกี้ ยิงใส่ อาร์มีเนีย บีเลเฟลด์ ได้ทั้งเหย้าและเยือนในฤดูกาลนี้ ทำให้สตาร์ดังวัย 32 ปียิงใส่สโมสรในบุนเดสลีกายุคปัจจุบันครบทั้ง 18 ทีม และไม่มีสนามไหนของ 18 ทีมนี้ที่เขาไม่เคยทำประตูได้

8. หัวหอกตัวเก่งเจ้าของเสื้อเบอร์ 9 ของค่ายเสือใต้ อาจจะอาศัยลูกจุดโทษถึง 8 ลูกในการยิงให้ครบ 41 ประตูในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้

แต่หากนับเฉพาะ 33 ประตูที่มาจากการยิงแบบโอเพ่นเพลย์ ก็ยังมากพอให้เจ้าตัวคือนักเตะที่ยิงได้มากที่สุดใน 5 ลีกดังยุโรปซีซั่น 2020-21 อยู่ดี

9. เลวานดอฟสกี้ คือผู้เล่นเพียงคนเดียวใน 5 ลีกดังยุโรปยุคปัจจุบัน ที่ในรอบ 6 ฤดูกาลหลังสุด ไม่มีซีซั่นไหนเลยที่ยิงรวมทุกรายการน้อยกว่า 40 ประตู

10. จากผลงานซัดไป 41 ประตูในบุนเดสลีกาฤดูกาลนี้ ทำให้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เตรียมเป็นนักเตะชาวโปแลนด์คนแรกในประวัติศาสตร์ ที่คว้ารางวัล โกลเด้น ชู หรือดาวซัลโวลีกยุโรปประจำฤดูกาลไปครอง

นอกเสียจาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวยิงทีมชาติโปรตุเกสของ ยูเวนตุส ซึ่งเป็นผู้นำดาวซัลโว กัลโช่ เซเรีย อา จะยิงได้ 13 ประตูในเกมนัดปิดซีซั่นคืนนี้เท่านั้น

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน

เที่ยวสวีเดน   ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่สงบ งดงามไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่จากยุคกลาง นักเดินทางหลายคนจึงใฝ่ฝันที่จะมาเยือนประเทศนี้สักครั้ง

สวีเดน  หรือ  ราชอาณาจักรสวีเดน (Kingdom of Sweden)เป็นประเทศในกลุ่มนอร์ดิก (Nordic Country) ซึ่งประกอบด้วย 5 ประเทศ ได้แก่

    1. เดนมาร์ก
    2. นอร์เวย์
    3. ฟินแลนด์
    4. ไอซ์แลนด์
    5. สวีเดน

ที่มาของกลุ่มประเทศนอร์ดิกเกี่ยวข้องกับศาสนาคริสต์ และธงชาติของทั้ง 5 ประเทศในกลุ่มนี้ต่างก็มีรูปไม้กางเขนเป็นสัญลักษณ์บนธงชาติทั้งสิ้น การไปเที่ยวสวีเดน นักท่องเที่ยวสัญชาติอเมริกันไม่ต้องทำวีซ่า สำหรับนักท่องเที่ยวประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ต้องทำ Schengen visa ที่สามารถผ่านเข้าประเทศในแถบยุโรป 26 ประเทศ

สวีเดน  มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมไปเยือน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ กระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็น

กรุงสตอกโฮล์ม   เป็นเมืองหลวงของประเทศสวีเดนที่ได้ชื่อว่าเป็น Beauty on Water ความงามบนผิวน้ำ ราชินีแห่งทะเลบอลติก เพราะเป็นเมืองหลวงที่สวยที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง เก็บรวบรวมเรื่องราวของเมืองในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ไว้มากมาย มีสถานที่ๆ พลาดไม่ได้ได้แก่ พระราชวังหลวง Stockholms  Slott ที่ประทับของราชวงศ์สวีเดน ย่าน Old Town เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเฉพาะตัวที่แปลกตาและสวยงาม ชิมกาแฟ อ่านหนังสือได้รอบเมือง

เมืองวิสบี   เมืองเก่าแก่ที่สำคัญของยุคกลาง ที่ชาวไวกิ้งมาสร้าง ยังถูกเก็บรักษาในสภาพเดิม ให้นักท่องเที่ยวและชาวสวีเดนมา ชมเมืองสวยงามและพักผ่อนตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ร่วมงานเทศกาลที่จัดทุกเดือนกันยายน ชาวเมืองแต่งกายแบบพื้นบ้าน เลี้ยงสังสรรค์กันในบรรยากาศชุมชนโบราณที่น่าอบอุน หรือเดินทางไปชมชายหาดสวยๆที่เกาะ Faro และชมกำแพงหินรูปวงกลม Ringmurenกับสวนดอกไม้ที่ทำให้เมืองนี้ได้ชื่อว่าเมืองแห่งกุหลาบ

เมืองสมอลันด์  เมืองทางใต้ที่มีความสมบูรณ์ของป่าไม้ ทะเลสาบ มีหลายสถานที่ให้เราปั่นจักรยานเที่ยวเล่นชมบ้านเรือนและความเป็นอยู่นอกเมืองของชาวสวีเดน ฟาร์มต่างๆ และโรงนาก็ยังมีให้เห็นอาจดูว่าเมืองนี้ค่อนข้างกันดาร แต่ก็เป็นจุดกำเนิดของอาณาจักรเฟอร์นิเจอร์ที่ดังไปทั่วโลกอย่าง IKEA ที่เราจะเห็นทั้งโรงแรมดีไซน์เก๋ และไปเที่ยว KostaBoda Art Gallery ชมโรงงานแก้ว ภูมิปัญญาของชาวสวีเดนที่ตกทอดมาถึงรุ่นหลัง

เมืองสกาเนีย  เป็นที่ตั้งของวิหารลูเธอแลน ที่เก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 สร้างจากหินแกรนิตและตกแต่งด้วยศิลปะบาซิลิกา ความสวยงามและความขลังของหอคอยคู่ กับหอนาฬิกา สื่อถึงกษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ของสวีเดน ทำให้ผู้ที่มาเที่ยวสวีเดนต้องมาสัมผัสสักครั้ง

ปราสาทคาลมาร์  (Kalmar slott หรือ Kalmar Castle) ปราสาทที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบเรเนซอง ในปราสาทมีเมนูอาหารยุคศตวรรษที่ 16 ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มรสด้วย

เมืองเก่า (Gamla Stanหรือ The Old Town) ตั้งอยู่ในเมืองสตอกโฮล์ม พื้นที่ที่มีสถาปัตยกรรมย้อนยุคให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายรูปอย่างจุใจ ถนนช้อปปิ้งที่จำหน่ายของที่ระลึกมากมาย

ปราสาทโดรทนิงโฮล์ม (Drottningholm Palace) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของสตอกโฮล์ม พระราชวังที่ประทับของราชวงศ์ในยุคก่อน พระราชวังแห่งนี้ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ  (Swedish Museum of National Antiquities) พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเอาของโบราณในยุคไวกิ้ง ซึ่งเป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในแถบสแกนดินีเวีย ภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานฝีมือที่ทำจากเงินและทอง ไปจนถึงกระดูกและอาวุธของคนในยุคนั้น

หมู่เกาะสตอกโฮล์ม (Stockholm Archipelago) หมู่เกาะขนาดเล็ก กว่า 3,000 เกาะ แต่ละเกาะมีความน่าสนใจที่เป็นเอกลักษณ์ของตน และที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวที่มีสไตล์การท่องเที่ยวสอดรับกับเอกลักษณ์ของเกาะแต่ละเกาะ

เมืองอุปซอลา (Gamla Uppsala) เมืองเก่าที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของสวีเดนในยุคไวกิ้ง ในเมืองนี้จึงมีโบราณสถานและโบราณวัตถุหลายอย่างให้นักท่องเที่ยวได้เยี่ยมชม

เมืองลุนด์ (Lund) เมืองเก่าแก่ที่เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยลุนด์ ว่ากันว่าประชากรของเมืองนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่ทำงานในมหาวิทยาลัยลุนด์ ลุนด์เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มากเช่นเดียวกับเมืองอื่นๆ ในสวีเดน จุดที่น่าสนใจสำหรับเมืองนี้ คือ วิหารลูเธอแรน (Lundsdomkyrka)

โบสถ์เก่าแก่ประจำเมืองลุนด์ จุดที่น่าสนใจ คือ วิหารหินแกรนิตที่ตกแต่งด้วยสไตล์บาซิลิกาแบบนิกายโรมันคาทอลิก และหอคอยคู่ รอบๆ วิหารแห่งนี้ มีสวนหญ้าขนาดย่อมให้นั่งพักผ่อน นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังจะได้เดินเล่นชมแผงขายของที่ตั้งอยู่ประปรายในบริเวณจตุรัสกลางเมือง

มืองโกเธนเบิร์ก (Gothenburg) หรือ เมืองเยอเตบรี ซึ่งเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งทางตะวันตก ที่เป็นศูนย์รวมการศึกษา เทคโนโลยี การขนส่ง การต่อเรือ ที่นี่มีทั้งมหาวิทยาลัยสำคัญ สถาปัตยกรรมบ้านเรือนที่ใช้หินตัดเป็นวัสดุก่อสร้างได้อย่างสวยงาม ชมพิพิธภัณฑ์และอนุเสาวรีย์เทพโพไซดอนที่ชาวไวกิ้งนับถือ นั่งเรือชมเมืองและอู่ซ่อมเรือขนาดใหญ่และอีกแห่งที่พลาดไม่ได้คือพิพิธภัณฑ์ของเมืองนั่นเอง

เมืองมัลโม (Malmo) เมืองใหญ่อันดับสามของสวีเดน เป็นเมืองที่อยู่ติดกับประเทศเดนมาร์ก ในอดีตเมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรม

เมืองคีรูนา (Kiruna) เมืองทางตอนเหนือของสวีเดน ตั้งอยู่ในเขต Lapland หรือ พื้นที่ทางตอนเหนือของประเทศฟินแลนด์ สวีเดน และนอร์เวย์ ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล เป็นดินแดนมหัศจรรย์สำหรับนักท่องเที่ยวที่นิยมการผจญภัยแลการเล่นกีฬา เช่น สโนว์บอร์ด ตกปลาน้ำแข็ง นอกจากนี้โรงแรมน้ำแข็ง (The Ice Hotel)

เมืองชุนด์สวาล (Sundsvall) และเขตรากุนดา (Ragunda) เมืองที่สมเด็จพระปิยมหาราชเคยเสด็จประพาส ที่เมืองบิสโกเด้น (Bisgarden) มีพระบรมราชานุสรณ์ของพระองค์ ธรรมชาติที่งดงาม เมืองที่เงียบสงบ ความโดดเด่นในเรื่องการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมเก่าแก่ เป็นเสน่ห์ของสวีเดน เมืองที่ใครหลายๆ คนอยากเก็บไว้เป็นอีกจุดหมายในการเดินทางไปเยือน

เมืองอูเมโอ (Umea) เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่รักการเดินป่าแบบสแกนดิเนเวียต้องมาที่ Lapland’s Wilderness (เลปแลนด์เป็นป่าเก่าแก่ที่กินพื้นที่ในหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวีย) เมืองนี้เป็นทั้งประตูสู่เลปแลนด์ และเป็นปากอู่แม่น้ำ จึงเป็นศูนย์กลางแห่งหนึ่งของวัฒนธรรมชาวยุโรป ในเมืองมีทั้งดนตรี อาหาร เครื่องดื่มในวิถีคนพื้นบ้านของสวีเดน

เที่ยวสวีเดนด้วยตัวเอง หากจะเริ่มต้นด้วยคำถามที่ว่า “ค่าครองชีพในประเทศสวีเดนสูงกว่าค่าครองชีพในประเทศไทยไหม” คำตอบที่ได้คงไม่พ้น “สูงกว่า” แน่นอน เพราะประเทศสวีเดนใช้สกุลเงินโครนอร์สวีเดน (SEK) ค่าเงิน 1 SEK เท่ากับเงินไทยประมาณ 4-6 บาท โดยประมาณ

สภาพอากาศที่สวีเดน แบ่งออกเป็น 4 ฤดู ได้แก่

    1. ฤดูหนาว (winter)ตั้งแต่เดือนธันวาคม ถึง เดือนมีนาคม อากาศหนาวเย็นมาก หิมะตก อุณหภูมิระหว่าง 2 ถึง -20 องศา สำหรับตอนเหนือของสวีเดน ฤดูหนาวจะยาวนานถึง 8 เดือน
    2. ฤดูใบไม้ผลิ (spring) ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง พฤษภาคม อากาศในฤดูนี้เปลี่ยนแปลงง่าย บางวันก็มีฝนตก
    3. ฤดูร้อน (summer) ตั้งแต่เดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม อากาศอบอุ่น ประมาณ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไป ตอนกลางวันจะยาวกว่าตอนกลางคืนมาก จะสว่างเร็วและมืดช้า ในวันที่ยาวนานที่สุด แม้เวลาจะล่วงเลยถึงเที่ยงคืนแล้ว ก็ยังคงเห็นแสงพระอาทิตย์บนท้องฟ้า
    4. ฤดูใบไม้ร่วง (autumn) ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายนอากาศค่อนข้างมืดครึ้ม แปรปรวน อุณหภูมิจะอยู่ประมาณ 5 ถึง 12 องศาเซลเซียส

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น

           เมืองน่าเที่ยวในญี่ปุ่น  ญี่ปุ่นเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความสวยงาม และมีแหล่งท่องเที่ยวอันเป็นเอกลักษณ์มากมายซึ่งกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศตั้งแต่เหนือจรดใต้ โดยเมืองที่ได้รับความนิยมจากชาวไทยก็มี อาทิ

ซัปโปโร (Sapporo) เป็นเมืองศูนย์กลางและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดฮอกไกโด (Hokkaido) สามารถเดินทางมาจากประเทศไทยได้อย่างสะดวกสบาย เพราะมีเที่ยวบินตรง มีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

โอตารุ (Otaru) ป็นเมืองท่าเล็กๆ ตั้งอยู่ติดกับเมืองซัปโปโรในทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถือเป็นเมืองที่มีความสวยงามและโรแมนติกด้วยอาคารเก่าแก่ในสไตล์ตะวันตก ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี บรรยากาศในเมืองนี้จึงคล้ายกับการได้มาเที่ยวยุโรป มีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญคือ คลองโอตารุ (Otaru Canal) ที่ไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งจะยิ่งงดงามมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่มีการประดับไฟในเทศกาลหิมะ

ฮาโกดาเตะ (Hakodate) เป็นเมืองท่าทางตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ขึ้นชื่อเรื่องทัศนียภาพยามค่ำคืนอันสวยงาม สามารถขึ้นมาชมวิวมุมสูงของเมืองได้ที่ภูเขาฮาโกดาเตะ (Mount Hakodate) และยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ

เซนได (Sendai) เป็นเมืองหลักในจังหวัดมิยางิ (Miyagi) และยังเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคโทโฮคุ สถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในเมืองโดยมาก  เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

ยามาเดระ (Yamadera) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ในจังหวัดยามากาตะ (Yamagata) มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือวัด Risshakuji Temple หรือที่เรียกกันว่า Yamadera Temple ซึ่งแปลได้ว่า “วัดภูเขา” ตามลักษณะของวัดที่ตั้งอยู่บนเขานั่นเอง

ฮิโรซากิ (Hirosaki) ตั้งอยู่ในจังหวัดอาโอโมริ (Aomori) ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่เหนือสุดของภูมิภาคโทโฮคุ แม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่ห้ามพลาดก็คือ ปราสาท Hirosaki Castle ซึ่งเป็นจุดที่ติดหนึ่งในสถานที่ชมซากุระที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น บริเวณสวนของปราสาทนั้นมีขนาดกว้างขวาง ประกอบด้วยต้นซากุระถึง 2,600 ต้นซึ่งจะบานสะพรั่งในช่วงประมาณปลายเดือนเมษายน

กรุงโตเกียว (Tokyo) เป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นและเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของหลายๆ คนที่จะต้องมาเยือน เพราะเป็นเมืองที่มีความทันสมัย เป็นระเบียบ มีการเดินทางที่สะดวกสบาย และมีแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งช้อปปิ้งให้เลือกหลากหลาย ซึ่งกระจายอยู่ในย่านต่างๆ

โยโกฮาม่า (Yokohama) เป็นเมืองท่าตั้งอยู่ในจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) ตั้งอยู่ติดกับโตเกียวใช้เวลาเดินทางไม่กี่นาที เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย

ฮาโกเน่ (Hakone) ตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu National Park ของจังหวัดคานากาว่า (Kanagawa) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่อยู่ไม่ไกลจากโตเกียวที่ได้รับความนิยมอย่างมาก มีชื่อเสียงในเรื่องการแช่บ่อน้ำพุร้อน และการชมวิวที่สวยงามรอบทะเลสาบทะเลสาบ Lake Ashi ซึ่งสามารถนั่งเรือโจรสลัดชมทะเลสาบและยังมองเห็นภูเขาไฟฟูจิได้ในวันที่ฟ้าเปิด

นิกโก้ (Nikko) ตั้งอยู่ในจังหวัดโทชิงิ (Tochigi) ใช้เวลาเดินทางจากโตเกียวประมาณ 2 ชั่วโมง สามารถแบ่งแหล่งท่องเที่ยวหลักๆ ได้เป็น 3 โซน คือ โซนมรดกโลกซึ่งเป็นโซนที่มีศาลเจ้าและสิ่งก่อสร้างเก่าแก่

นาโกย่า (Nagoya) เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคชูบุ ตั้งอยู่ในจังหวัดไอจิ (Aichi) ภายในเมืองมีแหล่งท่องเที่ยว อาทิ ปราสาท Nagoya Castle, วัด Osu Kannon Temple, แหล่งช้อปปิ้ง

ทะเลสาบคาวากุจิโกะ (Lake Kawaguchiko) เป็นทะสาบหนึ่งใน 5 ทะเลสาบที่อยู่รอบภูเขาไฟฟูจิ ตั้งอยู่ในจังหวัดยามานาชิ (Yamanashi) เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นิยมมากสำหรับการไปชมภูเขาไฟฟูจิเพราะมีวิวที่สวยงาม และในเมืองยังมีสถานที่ให้เที่ยวชมอีกหลายแห่ง โดยการนั่งรถบัส

ทาคายาม่า (Takayama) เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในจังหวัดกิฟุ (Gifu) บ้านเรือนต่างๆ ทำจากไม้และได้รับการอนุรักษ์อย่างดี แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมีอาทิ ย่านเมืองเก่าถนน Sanmachi Suji ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายและร้านสาเกขึ้นชื่อของเมือง

ชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) เป็นหมูบ้านที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของ UNESCO ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ (Gifu) สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกด้วยรถบัส จากเมืองทาคายาม่า มีจุดเด่นคือบ้านญี่ปุ่นโบราณสไตล์ Gassho-zukuri ซึ่งมีหลังคาทรงสูงมุงด้วยหญ้าและฟางข้าว บ้านบางหลังได้เปิดให้นักท่องเที่ยวมาพักค้างคืนได้

คานาซาว่า (Kanazawa) เป็นเมืองหลักของจังหวัดอิชิคาว่า (Ishikawa) ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของทองคำ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งในเมือง ช่น ย่านโรงน้ำชา Higashi Chaya ที่เรียงรายด้วยบ้านไม้, สวน Kenrokuen Garden ที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 3 สวนสวยที่สุดในญี่ปุ่น, Kanazawa Castle Park สวนปราสาทที่อยู่เก่าของผู้ปกครองเมือง

โทยาม่า (Toyama) เป็นจังหวัดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือของเทือกเขาเจแปนแอล์ป (Japan Alps) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในการมาชมกำแพงหิมะและวิวเทือกเขาสูงในเส้นทาง Tateyama Kurobe Alpine Route จังหวัดโทยาม่ามีเมืองหลักคือเมืองโทยาม่าซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยว

โอซาก้า (Osaka) เป็นเมืองหลักของภูมิภาคคันไซ (Kansai) ซึ่งได้รับความนิยมมากสำหรับชาวไทยเพราะมีเที่ยวบินตรงมาลงที่นี่ มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญคือ ย่าน Namba และ Shinsaibashi ซึ่งประกอบด้วย ถนนสายช้อปปิ้งและร้านอาหารอย่างถนน Dotonbori ที่มี ป้ายไฟ Glico และปูยักษ์เป็นสัญลักษณ์

เกียวโต (Kyoto) เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของประเทศญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมาที่โตเกียว มีแหล่งท่องเที่ยวซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างเก่าแก่หลายแห่ง เช่น วัดน้ำใส Kiyomizu Temple, วัดทอง Kinkakuji Temple, วัดเงิน Ginkakuji Temple, วัดสะพานสวย Tofukuji Temple, ศาลเจ้าเสาแดง Fushimi Inari Shrine รวมถึงวัด ศาลเจ้าอื่นๆ อีกมากมาย

นารา (Nara) เคยเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่นก่อนที่จะย้ายมายังเมืองเกียวโต ที่เมืองนาราแห่งนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง สำหรับที่ห้ามพลาดเลยก็คือ วัดพระใหญ่ Todaiji Temple และสวน Nara Park ที่เต็มไปด้วยกวาง ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารได้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ก็ยังมีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

โกเบ (Kobe) เป็นเมืองหลักของจังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) คนไทยอาจจะคุ้นชื่อเมืองในเรื่องสเต็กโกเบ แต่เมืองนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เพราะเป็นเมืองริมทะเล อาทิ Kobe Harborland รวมถึงหอคอย Kobe Port Tower และ Kobe Maritime Museum ที่เรียกได้ว่าเป็นวิวสัญลักษณ์ของเมืองก็ว่าได้

ฟุกุโอกะ (Fukuoka) เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชู และยังเป็นอีกเมืองหลักที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวไทยเนื่องจากมีเที่ยวบินตรงมาลงและสามารถเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียงบนเกาะคิวชูได้อย่างสะดวก สถานที่ท่องเที่ยวในฟุกุโอกะมีให้เลือกมากมาย

เบปปุ (Beppu) เป็นเมืองในจังหวัดโออิตะ (Oita) มีชื่อเสียงมากในเรื่องของการเแช่ออนเซ็นหรือบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งมีจำนวนบ่อมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของเมืองนี้เรียกว่า Jigoku หรือบ่อนรกทั้งแปด ซึ่งในแต่ละบ่อก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป และตั้งอยู่ในโซนต่างๆ ของเมือง

สงกรานต์

สงกรานต์

สงกรานต์

สงกรานต์    คือ ประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนาม และมนฑลยูนานของจีน รวมถึงศรีลังกา และประเทศทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สันนิษฐานกันว่า ประเพณีสงกรานต์นั้นได้รับวัฒนธรรมมาจากเทศกาลโฮลีในอินเดีย แต่เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน โดยจะจัดให้มีขึ้นในทุกวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งก็คือเดือนมีนาคม

สงกรานต์ เป็นคำในภาษา สันสกฤต ที่หมายถึง การเคลื่อนย้าย โดยเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายการประทับในจักรราศี หรือการเคลื่อนเข้าสู่ปีใหม่ตามความเชื่อของไทยและบางประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเพณีสงกรานต์นั้นมีสืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงมักเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง การส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดิมทีวันที่จัดสงกรานต์นี้นั้นจะมีการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ในปัจจุบันได้มีการกำหนดวันที่แน่นอน คือ ตั้งแต่ 13 – 15 เมษายน แต่เดิม วันขึ้นปีใหม่ไทย คือ วันเริ่มปีปฏิทินของไทยจนถึง พ.ศ. 2431 และได้มีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่จนถึง พ.ศ. 2483

ประวัติวันสงกรานต์

เมื่อครั้งก่อน พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ในปัจจุบันได้มีการเปลี่ยนแปลงให้พิธีสงกรานต์นั้นเป็นเทศกาลสงกรานต์ โดยได้ขยายออกไปสู่คมเป็นวงกว้างมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศคติ ตลอดจนความเชื่อไป แต่เดิมในพิธีสงกรานต์จะใช้ น้ำ เป็นสัญลักษณ์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของพิธี แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ในวันนี้จะใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ มีการรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ต่อมาในสังคมไทยสมัยใหม่เกิดเป็นประเพณีกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์ นับว่าวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว อีกทั้งยังมีประเพณีที่สืบทอดมาตั้งแต่ดั้งเดิม อย่าง การสรงน้ำพระที่นำมาซึ่งความเป็นสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข

ปัจจุบันได้มีการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival หรือ เทศกาลแห่งน้ำ โดยได้ตัดข้อมูลในส่วนที่เป็นความเชื่อดั้งเดิมออกไป

กิจกรรมวันสงกรานต์

การทำบุญตักบาตร นับว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้กับตนเอง อีกทั้งยังเป็นการอุทิศส่วนกุศลนั้นให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญในลักษณะนี้มักจะมีการเตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาทำบุญก็จะนำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัดโดยจัดเป็นที่รวมสำหรับการทำบุญ ในวันเดียวกันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการก่อเจดีย์ทรายอันเป็นประเพณีที่สำคัญในวันสงกรานต์อีกด้วย

การรดน้ำ นับได้ว่าเป็นการอวยพรปีใหม่ให้แก่กันและกัน น้ำที่นำมาใช้รดหัวในการนี้มักเป็นน้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา

การสรงน้ำพระ เป็นการรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด ซึ่งในบางที่ก็จะมีการจัดให้สรงน้ำพระสงฆ์เพิ่มเติมด้วย

การบังสุกุลอัฐิ สำหรับเถ้ากระดูกของญาติผู้ใหญ่ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว มักทำที่เก็บเป็นลักษณะของเจดีย์ จากนั้นจะนิมนต์พระไปบังสุกุล

การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการที่เราไปอวยพรผู้ใหญ่ใที่ห้ความเคารพนับถือ อย่าง ครูบาอาจารย์ มักจะนั่งลงกับที่ จากนั้นผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำธรรมดารดลงไปที่มือ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด หากเป็นพระก็อาจนำเอาผ้าสบงไปถวายเพื่อให้ผลัดเปลี่ยนด้วย แต่หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง หรือผ้าขาวม้าไปให้เปลี่ยน มีความหมายกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ในวันปีใหม่ไทย

การดำหัว มีจุดประสงค์คล้ายกับการรดน้ำของทางภาคกลาง ส่วนใหญ่จะพบเห็นการดำหัวได้ทางภาคเหนือ การดำหัวทำเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ที่อาวุโสว่า ไม่ว่าเป็น พระ ผู้สูงอายุ ซึ่งจะมีการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกิน หรือเป็นการขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวหลักๆ ประกอบด้วย อาภรณ์ มะพร้าว กล้วย ส้มป่อย เทียน และดอกไม้

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือว่าการล้างบาปที่เราได้ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดี มีแต่ความสุข ความสบายในวันขึ้นปีใหม่

การขนททรายเข้าวัด ในทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาคให้พบแต่ความสุข ความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด แต่ก็มีบางพื้นที่มีความเชื่อว่า การนำทรายที่ติดเท้าออกจากวัดเป็นบาป จึงต้องขนทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เกิดบาป

ตำนานวันสงกรานต์

การกำเนิดวันสงกรานต์ มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาโดยใจความจารึกที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามฯ ว่า …

เมื่อต้นภัทรกัลป์ มีเศรษฐีคนหนึ่ง มั่งมีทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร บ้านอยู่ใกล้กับนักเลงสุรา ซึ่งนักเลงสุรานั้นมีบุตร 2 คน ที่ผิวเนื้อดุจดั่งทอง วันหนึ่งนักเลงสุราเข้าไปในบ้านของเศรษฐีผู้นั้น แล้วด่าด้วยถ้อยคำที่หยาบคายต่างๆ นานๆ เศรษฐีเมื่อได้ฟังแล้วจึงถามว่า

พวกเจ้ามาพูดหยาบคายดูหมิ่นเราผู้เป็นเศรษฐีเพราะเหตุใด

พวกนักเลงสุราจึงตอบว่า

ท่านมีสมบัติมากมายแต่หามีบุตรไม่ เมื่อท่านตายไป สมบัติก็จะอันตรธานไปมหด หาประโยชน์อันใดมิได้ เพราะขาดทายาทผู้ปกครอง ข้าพเจ้ามีบุตรถึง 2 คน อีกทั้งรูปร่างงดงามเสียด้วย ข้าพเจ้าจึงดีกว่าท่าน 

เศรษฐีครั้นได้ฟังก็เห็นจริงด้วย จึงเกิดความละอายต่อนักเลงสุรายิ่งนัก นึกใคร่อยากได้บุตรบ้าง จากนั้นได้ทำการบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ ตั้งจิตอธิษฐานเพื่อขอให้มีบุตร เมื่ออยู่ถึง 3 ปี ก็มิได้มีบุตรตามที่ปราถนา

เมื่อขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์มิได้ตามดังที่ปราถนา อยู่มาวันหนึ่งเมื่อถึงฤดูคิมหันต์ จิตรมาส (เดือน 5) โลกสมมติว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ คือ พระอาทิตย์ยกจากราศีมีนประเวสสู่ราศีเมษ ผู้คนทั้งหลายต่างพากันเล่นนักขัตฤกษ์อันเป็นการรื่นเริงขึ้นปีใหม่ไปทั่วทั้งชมพูทวีป ขณะนั้น เศรษฐีจึงพาข้าทาสบริวารไปยังต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่แห่งปักษีชาติทั้งหลาย เอาข้าวสารซาวน้ำ 7 ครั้งแล้วหุงบูชา รุกขพระไทร พร้อมด้วยสูปพยัญชนะอันประณีต และประโคมด้วยดุริยางค์ดนตรีต่างๆ ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตรจากรุกขพระไทร รุกขพระไทรมีความกรุณา เหาะไปขอบุตรกับพระอินทร์ให้กับเศรษฐี

ต่อมา พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรลงไปปฏิสนธิในครรภ์ บิดามารดาจึงขนานนามว่า ธรรมบาลกุมาร แล้วปลูกปราสาทขึ้นให้กุมารอยู่ใต้ต้นไทรริมสระฝั่งแม่น้ำนั้น ครั้นเมื่อกุมารเจริญขึ้นก็รู้ภาษานกและเรียนจบไตรเพทเมื่อมีอายุได้ 8 ขวบ อีกทั้งยังได้เป็นอาจารย์บอกมงคลการต่างๆ แก่มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งปวง ซึ่งขณะนั้น โลกทั้งหลายนับถือท้าวมหาพรหม มีกบิลพรหมองค์หนึ่งได้แสดงมงคลการแก่มนุษย์ทั้งปวง เมื่อกบิลพรหมได้แจ้งเหตุที่ธรรมกุมารเป็นผู้มีชื่อเสียง เป็นที่นับถือของมนุษย์ชาวโลกทั้งหลาย จึงได้ลงมาถามปัญหาแก่ธรรมกุมาร 3 ข้อ ดังความว่า

    1. เวลาเช้า สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
    2. เวลาเที่ยง สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน
    3. เวลาเย็น สิริ คือ ราศีอยู่ที่ไหน

และท้าวกบิลพรหมได้ให้สัญญาว่า ถ้าท่านแก้ปัญหา 3 ข้อนี้ได้ เราจะตัดศีรษะมาบูชาท่าน ถ้าท่านแก้ไม่ได้ เราจะตัดศีรษะของท่านเสีย ธรรมกุมารรับสัญญา แต่ผลัดแก้ปัญญาไป 7 ท้าวกบิลพรหมก็กลับไปยังพรหมโลก

ฝ่ายธรรมบาลกุมารพิจารณาปัญหานั้นล่วงไปได้ 6 แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นอุบายที่จะตอบปัญหาได้ จึงคิดว่าพรุ่งนี้แล้วหนอที่เราจะต้องตายด้วยอาญาของท้าวกบิลพรหม เราหาต้องการไม่ จำจะหนีไปซุกซ่อนตนเสียดีกว่า เมื่อคิดแล้วก็ลงจากปราสาท ออกเที่ยวนอนที่ต้นตาล 2 ต้นซึ่งมีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่บนต้นตาลนั้น

ขณะที่ธรรมบาลกุมารนอนอยู่ใต้ต้นตาลนั้นพลางได้ยินเสียงนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน นกอินทรีตัวผู้จึงตอบว่า พรุ่งนี้ครบ 7 วันที่ท้าวกบิลพรหมถามปัญหาแก่ธรรมบางกุมาร แต่หากธรรมบาลกุมารแก้ไม่ได้ ท้าวกบิลพรหมก็จะตัดศีรษะเสียตามสัญญา เราทั้ง 2 จะได้กินเนื้อมนุษย์ คือ ธรรมบาลกุมารเป็นอาหาร นางนกอินทรีจึงถามว่า ท่านรู้ปัญหาหรือ ผู้ผัวตอบว่ารู้ แล้วก็เล่าให้นางนกอินทรีฟังตั้งแต่ต้นจนปลายว่า

    1. เวลาเช้า ราศีอยู่ที่ หน้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า
    2. เวลาเที่ยง ราศีอยู่ที่ อก คนทั้งหลายจึงเอาน้ำและแป้งกระแจะจันทร์ลูกไล้ที่อก
    3. เวลาเย็น ราศีอยู่ที่ เท้า คนทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ธรรมบาลกุมารที่นอนอยู่ใต้ต้นไม้ได้ยินการสนทนาของทั้งสองก็จำได้ จึงมีความโสมนัส ปีติ ยินดีเป็นอันมาก จึงเดินทางกลับมาที่ปราสาทของตน ครั้นถึงวาระเป็นคำรบ 7 วันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมก็ลงมาถามปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่นัดหมายกันไว้ ธรรมบาลกุมารก็วิสัชนาแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อตามที่ได้ฟังมาจากนกอินทรีนั้น ท้าวกบิลพรหมยอมรับว่าถูกต้อง และยอมแพ้แก่ธรรมบาล จำต้องตัดศีรษะของตันบูชาตามที่สัญญาไว้ แต่ก่อนที่จะตัดศีรษะ ได้เรียกธิดาทั้ง 7 อันเป็นบาทบริจาริกาของพระอินทร์ คือ

    1. นางทุงษะเทวี
    2. นางรากษเทวี
    3. นางโคราคเทวี
    4. นางกิริณีเทวี
    5. นางมณฑาเทวี
    6. นางกิมิทาเทวี
    7. นางมโหธรเทวี

 

แข่งเรือ

แข่งเรือ

แข่งเรือ

แข่งเรือ   ในอดีตการปกป้องรักษาบ้านเมือง นอกจากมีกำลังพลกองทัพบกแล้ว กำลังพลกองทัพ เรือ ก็มีความสำคัญในการรักษาเอกราชของชาติ ตั้งแต่สมัย  กรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กำลังรบ ทางเรือในลำน้ำ แม่น้ำลำคลอง ใช้เรือพายเป็นหลัก การรบจะเรือพายเข้ามาชิด เรือข้าศึก และฝีพาย ซึ่งเป็นกำลังรบด้วย จะทำการเข้าประชิดตัวข้าศึก ทำการรบพุ่งกับ ข้าศึก. ดังนั้นเรือพายจึงเป็นกำลังหลักทางน้ำ ในยามบ้านเมืองสงบปราศจากข้า ศึก กองทัพเรือได้ทำเรือพายมาใช้ในการแข่งขันกีฬา เช่น การเล่นเพลาเรือ พระ เพณีพรและประเพณีแข่งเรือ

ประเพณีแข่งเรือยาวของจังหวัดพิจิตร

การแข่งเรือยาวของหวัดท่าหลวง  เริ่มในสมัยท่าเจ้าคุณ พระธรรมทัสส์มุนีวงค์ (เอี่ยม) เจ้าอาวาสวัดท่าหลวง และเจ้าคณะจังหวัดพิจิตร เมื่อ ประมาณ พ.ศ.  2450 ได้กำหนดงานจัดงานแข่งขันเรือตามกำหนดวัน คือ วัน ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ภายหลังน้ำในแม่น้ำน่าน ลดลงเร็วเกินไป ไม่ เหมาะสมจะแข่งขันเรือยาว จึงเปลี่ยนมาเป็นวันขึ้น 6 ค่ำ เดือน 10 และทางวัด แข่งขันเพียงวันเดียว การแข่งขันเรือยาว ได้จัดนำผ้าห่มหลวงพ่อเพชร มอบให้ เป็นรางวัล สำหรับเรือยาวที่ชนะเลิศ และรองชนะเลิศ ต่อมาได้เปลี่ยนรางวัล เป็นธงที่มีรูปหลวงพ่อเพชรแทน

ประเภทและขนาดการแข่งขันเรือยาว

ขนาดฝีพาย 3 ขนาด คือ

1. ขนาดเล็ก ฝีพายไม่เกิน 28 คน
2. ขนาดกลาง ฝีพายไม่เกิน 40 คน
3. ขนาดใหญ่ ฝีพายไม่เกิน 55 คน

ประเภท 2 ประเภท คือ

ประเภท ก เรือยาวที่ทำการแข็งขัยแล้ววิ่งจัด
ประเภท ข เรือยาวที่ทำการแข็งขันแล้ววิ่งปานกลาง

ในปี 2532 ได้ปรับปรุงและเพิ่มประเภทการแข่งขัน ดังนี้

1. เรือที่แข่งขันในวันแรก และชนะจัดอยู่ในประเภท ก 1, ข 1.
2. เรือที่แข่งขันในวันแรกและแพ้ จัดอยู่ในประเภท ก 2, ข 2.

กำหนดการแข่งขันเรือยาวประเพณี

กำหนดการแข่งขันเรือยาวประเพณี วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ของต้นเดือนกันยายนของทุกปี ณ บริเวณวัดท่าหลวง

การแข่งเรือยาวถือเป็นการละเล่นพื้นบ้านอีกอย่างหนึ่งที่ชาวบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปฏิบัติสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ มักจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีน้ำมาก โดยผู้คนในชุมชนจะช่วยกันจัดงานขึ้น มีการคัดเลือกฝีพายที่เป็นชายฉกรรจ์มาลงแข่งขัน และทุกหมู่บ้านจะต้องมีเรือเข้าแข่งขันร่วมกันด้วย

          จังหวัดชัยนาท ได้ชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีการแข่งขันเรือยาว ที่สืบทอดติดต่อกันมาเป็นเวลานาน นับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานีและได้เลิกราไประยะหนึ่ง ปัจจุบันขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมนับเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่ง ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ในโอกาสนี้จังหวัดชัยนาทจึงได้ฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานแข่งขันเรือยาวขึ้นมาอีกครั้ง

           กำหนดการแข่งขันเรือยาว ของจังหวัดชัยนาท จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๑๕ – ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ โดยวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นรอบคัดเลือก จัดหน้าวัดพระยาตาก ตำบลบ้าน อำเภอเมืองชัยนาท รอบชิงชนะเลิศจัดวันที่ ๑๖ กรกฎาคม เป็นวันเข้าพรรษา จัดบริเวณหน้าเขื่อนเรียงหิน ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

          การแข่งขันเรือยาวมี ๔ ประเภท ได้แก่ ๑. ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มี ๒ ประเภท ได้แก่ ประเภท ๕๕ ฝีพายและ ๔๐ ฝีพาย ๒. ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มี ๒ ประเภท ได้แก่ ประเภท ๓๐ ฝีพาย และ ๑๒ ฝีพาย

           นอกจากนี้สามารถชมขบวนแห่อัญเชิญถ้วยพระราชทาน ขบวนแห่เทียนพรรษา ขบวนกลองยาว การจำหน่ายสินค้าเกษตร สินค้า OTOP การประกวด “หนุ่มลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา” การแสดงดนตรีและศิลปินจากอาร์สยาม อาทิ เวสป้า กระแต เอกซ์ ใบเตย หญิง ธิติกานต์ ศิลปินคณะตลกดักแด้ เชิญยิ้ม ศิลปินตลกหน้าม่านโย่ง เชิญยิ้ม และการประกวดกลองยาว

          การจัดประเพณีแข่งขันเรือยาวนั้น จุดประสงค์หลัก เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชุมชน เพื่ออนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการแข่งเรือยาวของจังหวัดชัยนาท และเพื่อเป็นการส่งเสริมและสืบทอดประเพณีแก่เด็ก และเยาวชนรุ่นหลัง ประชาชนได้เกิดความซาบซึ้งและตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรมไทย ตลอดจนการอนุรักษ์ฟื้นฟูประเพณีอันดีงามของไทยไว้ให้อยู่คู่บ้านเมือง และยังเป็นการปลูกฝังให้รู้รักถิ่นฐานบ้านเกิด ซึ่งเป็นประเพณีที่ควรทำสืบต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านที่สนใจเข้าชมการแข่งขันเรือยาวประเพณี จังหวัดชัยนาท ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ ๘ – ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ กำหนดแข่งเรือยาว รอบคัดเลือกในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าวัดพระยาตาก และรอบชิงชนะเลิศ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ณ แม่น้ำเจ้าพระยา หน้าเขื่อนเรียงหิน ศาลากลางจังหวัดชัยนาท

ความสำคัญ
การแข่งเรือ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวฉะเชิงเทรา ซึ่งมีความผูกพันกับแม่น้ำบางปะกง ซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมาแต่โบราณกาล

พิธีกรรม
การแข่งเรือ นับเป็นประเพณีที่มีการปฏิบัติการมาเป็นเวลายาวนาน โดยถือกำหนดในวันที่มีการแห่หลวงพ่อโสธรทางน้ำเป็นสำคัญ คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ของทุกปี แต่เดิมจัดขึ้นที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง หน้าตัวเมือง แต่ปัจจุบันได้ย้ายไปจัดบริเวณหน้าวัดโสธรวรวิหาร เรือที่เข้าแข่งมีหลายประเภท ตั้งแต่เรือยาวเล็ก เรือยาวใหญ่ เรือเร็วติดเครื่องยนต์ ฯลฯ
การแข่งเรือยาวฝีพายแต่ละลำ มีจำนวนประมาณ ๕๐ คนมีหัวหน้าควบคุมเรือ ๑ คน จังหวะการพายจะพาย ๒ ต่อ ๑ คือ ฝีพาย ๒ ครั้ง ผู้คัดท้ายจะพาย ๑ ครั้ง กติกาการแข่งขันผู้ชนะจะต้องชนะ ๒ ใน ๓ คือ เมื่อแข่งเที่ยวแรกไปแล้ว จะเปลี่ยนสายน้ำสวนกัน ถ้าชนะ ๒ ครั้งติดต่อกันถือว่าชนะ แต่ถ้าผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ จะมีการแข่งขันเที่ยวที่ ๓