เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

เปิดโผ 29 ขุมกำลังบีจี ปทุมพร้อมป้องกันแชมป์ไทยลีก

ทัพ “เดอะ แรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฐานะแชมป์เก่าของศึกไทยลีก ได้ทำการเปิดตัวผู้เล่นพร้อมกับเบอร์เสื้อที่จะใช้งานในเลกแรกของศึกไทยลีก 1 ฤดูกาล 2021-22 ออกมาเป็นที่เรียบร้อย หลังจาก ตลาดซื้อขายนักเตะ ปิดลงไปเมื่อวันที่ 27 ส.ค.64 ที่ผ่านมา

โดยขุมกำลังของบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในไทยลีก เลกแรก ซีซั่น 2021-22 นี้มี 29 คน ประกอบด้วย 1.ฉัตรชัย บุตรพรม, 3.ทศพล ชมชน, 4.เชาว์วัตน์ วีระชาติ, 5.วิคเตอร์ คาร์โดโซ่, 6.สารัช อยู่เย็น, 7.ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้, 8.พีรพงศ์ พิชิตโชติรัตน์ , 9.สุรชาติ สารีพิมพ์, 10.ธีรศิลป์ แดงดา,

11.สุมัญญา ปุริสาย, 13.เออร์เนสโต้ ภูมิภา, 15.อภิสิทธิ์ โสรฎา, 16.จักพัน ไพรสุวรรณ, 17.อิรฟาน ฟานดี้, 18.ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์, 19.เจนรบ สำเภาดี20.ชิตชนก ไชยแสนสุรินธร,

21.รัตนชาติ เนียมไธสง, 23.สันติภาพ จันทร์หง่อม, 24.ฉัตรมงคล ทองคีรี, 27.เควิน อินเกรโซ่, 28.ณัฐพล วรสุทธิ์, 29.ชาตรี ฉิมทะเล,

30.อันเดรส ตูเญซ, 34.ศราวุธ เกิดศรี, 35.สิโรจน์ ฉัตรทอง, 39.ยอดรัก นาเมืองรักษ์, 40.กรพัฒน์ นารีจันทร์ และ 88.เรียว มัตสึมูระ

สำหรับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มีคิวประเดิมทำศึกฟุตบอล “ไดกิ้น ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนคัพ” หรือศึก “แชมป์ชนแชมป์” พบกับ “กว่างโซ้งมหาภัย” สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด แชมป์ช้าง เอฟเอ คัพ ในวันพุธที่ 1 ก.ย.64 ที่สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จ.เชียงใหม่ เวลา 18.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 5 และ AIS PLAY

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ในการเเข่งขัน ” โอลิมปิกเกมส์ ” ที่กรุงริโอฯ ประเทศบราซิล “ตบสาวเเดนมังกร” ทีมชาติจีน สามารถคว้า “เเชมป์วอลเลย์บอลในร่ม” มาครองได้สำเร็จ หลังจากตบเอาชนะ เซอร์เบีย ทีมเเกร่งจากยุโรป ไปแบบสุดมัน 3-1 เซต รวมทั้งยังน็อค “เจ้าภาพ” บราซิล เเบบสุดช็อคในรอบก่อนรอง ฯ

ต่อหน้าแฟนลูกยางเกือบ 10,000 คน ที่สนาม มาราคาน่าฯจู ถิง ยอดดาวตบเจ้าของความสูง 197 เซนติเมตร อาจเปรียบเหมือนหัวใจสำคัญของ “ตบสาวจีน” ที่นำทีมคว้า “เหรียญทองโอลิมปิกฯ” มาครองเป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์(1984, 2004, 2016)

โดยได้รับเลือกเป็น “ผู้เล่นทรงคุณค่า” หลังทำไปทั้งสิ้น 179 คะเเนน(สูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์) เเต่ความจริงเเล้วคนที่สำคัญที่สุดในทัวร์นาเมนต์ของ “ตบสาวจีน” คงหนีไม่พ้น หลาง ผิง ยอดโค้ชจอมเเท็คติค ที่เคยได้สัมผัส “เเชมป์โอลิมปิกฯ” มาเเล้วในฐานะนักกีฬาจีน เมื่อปี 1984 ที่ลอสเเอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

“สาวน้อยจากเทียนจิน สร้างชื่อดังก้องโลก”

หลาง ผิง เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน โดยก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ตบสาวจีน” ด้วยวัยเพียงเเค่ 18 ปี หลาง ผิง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติจีนได้สำเร็จ (ช่วงเเรกมีรุ่นพี่ได้รับบาดเจ็บ)

โดยเเชมป์ใหญ่รายการเเรกคือ “เวิลด์ คัพ” ปี 1991 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในรายการระดับโลกครั้งเเรกของ “ตบสาวจีน” เพราะว่าก่อนหน้านั้นพวกเขาทำได้ดีที่สุดเเค่ เเชมป์เอเชีย(1979) เท่านั้น

นับตั้งเเต่ปี 1980 เป็นต้นมา “ตบสาวจีน” กลายเป็นทีมระดับเเนวหน้าของวงการลูกยางโลก เเละประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ซึ่งหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมยุคนั้นคือ หลาง ผิง

โดยเฉพาะในการเเข่งขันวอลเลย์บอลชิงเเชมป์โลกปี 1992 ที่ประเทศเปรู, วอลเลย์บอลโอลิมปิกฯ 1984 ที่ลอสเเอนเจลิส เเละ วอลเลย์บอลเวิลด์ คัพ 1985 ที่ประเทศญี่ปุ่น

“ตบสาวจีน” ภายใต้การนำทัพของ หลาง ผิง สามารถผงาดคว้าเเชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ทั้ง 3 รายการ ไล่จากตบเอาชนะ “เจ้าภาพ” เปรู ในรอบชิงชนะเลิศ  วอลเลย์บอลชิงเเชมป์โลก ฯ ต่อด้วยสอนเชิง “เจ้าถิ่น” สหรัฐฯ ในรอบชิงเหรียญทองโอลิมปิกฯ เเละปิดท้ายด้วยการเบียดชาติมหาอำนาจอย่าง คิวบา เข้าป้ายเเชมป์ “เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 ของทีมชาติจีน โดยทั้ง 3 รายการ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า “MVP” ตกเป็นของ ยอดดาวตบที่มีชื่อว่า หลาง ผิงชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน

เหมือนเป็นเรื่องที่ช็อควงการลูกยางจีนพอสมควร เพราะว่าในปี 1996 หรือว่าหลังจากคว้าเเชมป์ “เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 มาครองได้เพียง 1 ปี หลาง ผิง ตัดสินใจประกาศอำลาทีมชาติด้วยวัยเพียงเเค่ 26 ปีเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าอยากที่จะก้าวขึ้นไปเป็น ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอล เเละเตรียมออกเดินทางไปเรียนต่อสาขาการจัดการกีฬา ณ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ

นอกเหนือจากการเรียนเเล้ว หลาง ผิง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมลูกยางมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสาย “ผู้ฝึกสอนอาชีพ” เเม้ว่าจะยังไม่ได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจากการทำงานที่นี่ เเต่ว่าอย่างน้อยที่สุด หลาง ผิง ก็ได้รับประสบการณ์สำคัญเกี่ยวกับการทำทีมวอลเลย์บอล รวมทั้งยังได้ฝึกภาษาจนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องเเคล่ว โดยเฉพาะในเรื่องของวอลเลย์บอล

จากนักวอลเลย์บอล ผันตัวเองสู่ผู้ฝึกสอน

หลังจากบ่มเพราะฝีมืออยู่หลายปีกับ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ก็ถึงเวลาที่ หลาง ผิง ต้องลงวาดลวดลายในสนามจริง ทีมชาติจีน ตัดสินใจเรียกตัว หลาง ผิง มาร่วมงานอีกครั้งเเต่เป็นในบทบาทของ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งถือเป็น “โค้ชหญิง” คนเเรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติจีน

โดยผลงานที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจเเม้ว่าจะไม่มีเเชมป์ระดับโลกติดมือเริ่มจากปี 1995 ทีมชาติจีน จบเป็นอันดับ 3 ในการเเข่งขันเวิลด์ คัพ ที่ญี่ปุ่น, “รองเเชมป์” โอลิมปิกฯ 1996 ที่แอตแลนต้า โดยพ่ายต่อยอดทีมอย่าง คิวบา 1-3 เซต, เเชมป์วอลเลย์บอลชิงชนะเลิศแห่งเอเชียปี 1997, แชมป์เอเชียนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพมหานครฯ เเละ รองแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงเเชมป์โลกปี 1998 ที่ญี่ปุ่น ซึ่งพ่ายต่อ คิวบา อีกครั้งด้วยสกอร์ 0-3 เซต

รวมทั้งยังเคยได้รับเลือกเป็น “ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม” ประจำปี 1996 ของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ “FIVB”หลาง ผิง ตัดสินใจประกาศอำลาตำแหน่ง ผู้ฝึกสอนทีมชาติจีน ในช่วงปลายปี 1998 ด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ เเต่ถัดมาในช่วงกลางปี 1999

กลับตอบรับงานคุมทีม โมเดน่า ในลีกอีตาลี ซึ่งเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่ เจ้าตัว ได้รับการติดต่อทาบทามจาก ทีมชาติสหรัฐฯ ให้ไปคุมทีมเช่นเดียวกัน เเต่ว่าสุดท้าย หลาง ผิง ต้องตอบปฏิเสธเพราะเพิ่งจรดปากกาเซ็นสัญญากับ โมเดน่า ไปก่อนหน้าเพียงไม่นาน

รับงานคุมทีมระดับโลก ความท้าทายครั้งสำคัญหลาง ผิง โลดเเล่นอยู่ใน ลีกอิตาลี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล จนกระทั่งปี 2005 ก็ตัดสินใจเข้ารับงานคุมทัพ สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ

หลังเคยตอบปฏิเสธไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำทีมลุย โอลิมปิกฯ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เเต่กว่าที่ เจ้าตัว จะตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของ สหรัฐฯ ก็คิดไตร่ตรองเป็นเวลานานพอสมควร

เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของแฟนวอลเลย์บอลชาวจีน เเต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจเธอเป็นอย่างดีเเละยังอวยพรให้ประสบความสำเร็จโค้ชสาวคนดัง เเสดงให้เห็นถึงฝีมือระดับโลกในการคุมทัพ สหรัฐฯ โดยนำลูกทีมตีตั๋วทะลุสู่ รอบชิงชนะเลิศ โอลิมปิกฯ 2008 ได้สำเร็จ

ตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากล้มยอดทีมอย่าง คิวบา ลงได้เเบบราบคาบ 3 เซตรวดในรอบตัดเชือก เเต่ว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายเเล้ว สหรัฐฯ ก็ต้องพ่ายต่อ บราซิล ไปแบบน่าเสียดาย เเละทำได้ดีที่สุดเพียงเเค่ เหรียญเงินโอลิมปิกฯ เท่านั้น

ซึ่งนั้นเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของ หลาง ผิง กับการคุมทีม สหรัฐฯย้อนกลับไป รอบเเบ่งกลุ่ม หลาง ผิง มีโอกาสคุมทัพ สหรัฐฯ ลงสนามดวลกับ จีน ผลปรากฏว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเอาชนะไปแบบสุดมัน 3-2 เซต

โดยเกมนั้น หู จิ่นเท่า ประธานาธิบดีของจีน เเละ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเข้ามาชมการเเข่งขันที่ข้างสนาม รวมทั้งยังมียอดคนดูการถ่ายทอดสดในจีนสูงถึง 250 ล้านคน

 

 

 

 

 

สโมสรฟุตบอลเซบิยา

สโมสรฟุตบอลเซบิยา

สโมสรฟุตบอลเซบิยา

สโมสรฟุตบอลเซบิยา

Sevilla Fútbol โดยทั่วไปเรียกว่า เซบิยา เป็นสโมสรกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดของสเปน ตั้งอยู่ในเซวิลล์ เมืองหลวง เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเขตปกครองตนเองของแคว้นอันดาลูซิอา เซบิยาเล่นในลาลิกา ลีกสูงสุดของสเปน สโมสรที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม 1890 โดย Mr. Edward Farquharson Johnston ชาวสกอตแลนด์ เป็นประธานสโมสรคนแรกของพวกเขา ไม่กี่ปีต่อมาวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 1905 สโมสรได้รับการจดทะเบียนในรัฐบาลพลเรือนแห่งเซวิลล์

เซบิยา เอฟซีเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในอันดาลูซิอา ด้วยการคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกระดับชาติในปี 1945–46 ถ้วยสเปน 5 ถ้วย (1935,1939,1948,2007 และ 2010) Spanish Super Cup 1 ครั้ง ในปี 2017 คว้าแชมป์ระดับยูฟ่า/ยูโรป้าลีก

(2006,2007,2014,2015 และ 2016) และในปี 2006 ได้แชมป์ UEFA Super Cup พวกเขายังได้รับการแต่งตั้งจากสหพันธ์ประวัติศาสตร์ฟุตบอลและสถิตินานาชาติในฐานะสโมสรที่ดีที่สุดของโลกในปี 2006 และ 2007 ให้เป็นสโมสรแรกที่ประสบความสำเร็จในสองปีติดต่อกัน เซบิยา สนาม ทีมเยาวชนของ Sevilla Atlético ก่อตั้งขึ้นในปี 1958

ปัจจุบันเล่นใน Segunda División B. และมีสโมสรมีพันธมิตรในเปอร์โตริโกภายใต้ชื่อเดียวกัน และสโมสรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเซบิยา

รวมถึงทีมฟุตซอลหญิงและทีม Superleague Formula มีสนาม Ramón Sánchez Pizjuán เป็นสนามเหย้า มีความจุ 42,714 ที่นั่ง ตั้งอยู่ในย่าน Nervión Seville และเป็นชื่อของ Ramón Sánchez Pizjuan

ซึ่งเป็นประธานของ Sevilla FC เป็นเวลา 17 ปี เซบิยาเอฟซีมีผู้เล่นหลายคนที่เล่นให้กับทีมชาติสเปนตลอดประวัติศาสตร์ของพวกเขา ในศตวรรษที่ 19 กีฬาฟุตบอลได้รับการแนะนำ โดยประชากรชาวต่างชาติชาวอังกฤษที่มีขนาดใหญ่ในเมืองประกอบด้วยเจ้าของหรือผู้จัดการของบริษัทในเมืองหลวงของแคว้นอันดาลูซิอา สโมสรเซบิยาก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 1890 โดยกลุ่มเด็กหนุ่มชาวอังกฤษ ชาวสก็อตแลนด์ และเด็กหนุ่มชาวสเปนคนอื่นๆ ในงานเฉลิมฉลอง Burns Night in Seville

ในรายการ “โคปาเดอยูโรปา” (European League Winners Cup) (1957–58) Recopa (ผู้ชนะเลิศการแข่งขัน) (2505-2506) และยูฟ่าคัพ 9 ครั้ง (1966–67,1970–71,1982–83,1983–84,1990–91,1995–96,2004–05,2005–06 และ 2006–07) เซบิยายังเข้าร่วมใน ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ในปี 2007–08 มีผู้เล่นมากกว่า 400 คนที่ปัจจุบันเล่นให้กับเซบิยา เอฟซี ซึ่งรวมถึงทีมกึ่งอาชีพสองทีม และทีมเยาวชน 12 ทีม

เซบิยามีผู้เล่นต่างชาติช่วยในการคว้าแชมป์เสมอ ผู้เล่นคนแรกคือ Spencer และ Herminio ในปี 1920 Juan Arza ผู้เล่นระดับนานาชาติในช่วงทศวรรษที่ 1940 ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ทำประตูสูงสุดของลีกสเปนในฤดูกาล 1954–55 โดยทำได้ 29 ประตู

ในเดือนพฤษภาคม 2002 โรแบร์โต อาเลส ลาออกจากประธานสโมสร ในวันที่ 6 ตุลาคม 2545 ก่อน เซวิลล์ ดาร์บี้ เบติส ที่ Sánchez Pizjuán แฟนเซบิยาสี่คนรวมถึงผู้เยาว์ถูกทำร้าย โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทำให้เซบิยาถูกบังคับห้ามการแข่งขันในบ้านสี่นัด สโมสรจบฤดูกาลด้วยสิทธิการเล่นยูฟ่า ยูโรปาคัพ

ในฤดูกาล 2003–04 และ 2004–05 ก่อนครบรอบหนึ่งร้อยปี ในปี 2005 เป็นครั้งแรกในระดับยุโรปพวกเขาคว้าแชมป์ครั้งแรกใน ปี 2006 ภายใต้ผู้จัดการคนใหม่ Juande Ramos ด้วยการให้ทำประตู ของกองหน้าชาวบราซิล Luís Fabiano ในปีที่สอง Enzo Maresca จากอิตาลีทำ 2 ประตูได้รับรางวัล Man of the Match เซบิยาเปิดฤดูกาล 2006-07

โดยคว้า แชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ  2006 เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2006 ด้วยชัยชนะ 3-0 เหนือแชมเปี้ยนลีก อย่างบาร์เซโลนา ที่สนามกีฬา Stade Louis II ในโมนาโก โดยการทำประตูของ Renato, Kanoutéและจุดโทษของ Maresca

ฤดูกาลนี้จบลงด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่าติดต่อกันเป็นครั้งที่สอง วันที่ 12 พฤศจิกายน 2006 เซบิยาเล่นเกมที่ 2,000 ในลาลิกา แพ้เฆตาเฟในโคปา เดล เรย์ รอบชิงชนะเลิศในปี 2550

โดยคานาเตทำประตูได้เพียงประตูเดียวในนาทีที่ 11 ของเกม เซบิยาจบอันดับที่สามในฤดูกาลนั้น ผ่านเข้ารอบสำหรับแชมเปียนส์ลีก 2007-08

ช่วงปี 2013–2016

สโมสรได้ สร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์ ยูฟ่ายูโรปา ได้ถึง3สมัยติดต่อกัน
ในวันที่ 14 มกราคมของปีถัดไป หลังจากแพ้ไปบาเลนเซีย 0-2 ที่ Andalusians

ในอันดับที่ 12 เขาถูกแทนที่โดย Unai Emery ผู้จัดการทีมชาวสเปน สโมสรกำลังมีวิกฤติการเงินและสโมสรถูกบังคับให้ขายดาวเตะของทีม Álvaro Negredo และJesús Navas

ถูกขายให้กับบาร์เซโลนาในราคาประมาณ 16 ล้านยูโรและ คาร์ลอส บัคค่า ผู้ทำประตูสูงสุดที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อสองปีก่อน ย้ายไปที่มิลานด้วยค่าตัว 30 ล้านยูโร

อย่างไรก็ตามสโมสรก็ได้ผู้เล่น Grzegorz Krychowiak และ Éver Banega เข้ามาเสริมทีม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2015 เซบิยาคว้าแชมป์ยูโรป้าลีกอีกครั้ง

หลังจากเอาชนะสโมสรยูเครน Dnipro Dnipropetrovsk 3-2 ในรอบชิงชนะเลิศปี 2015 ในการเอาชนะ Dnipro พวกเขากลายเป็นสโมสรเดียวที่ชนะ Europa League ได้ 4 ครั้ง สโมสรเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูโรปาลีกเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน

โดยต้องเผชิญหน้ากับลิเวอร์พูลในรอบชิงชนะเลิศปี 2016 หลังจากถูกนำไปก่อน 1-0 ในครึ่งเวลาแรก เซบิยากลับมาในครึ่งหลัง และชนะไป 1-3 ด้วยการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนลีกติดต่อกันเป็นครั้งที่สาม เซบิยาสร้างสถิติการแข่งขันยูโรป้าลีก โดยคว้าแชมป์ห้าครั้งในระยะเวลาเพียงสิบปี

ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์

ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์

ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์

ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์

ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์ กุนซือหนุ่มคนใหม่วัย 34 ปีของ บาเยิร์น มิวนิค สามารถคว้าแชมป์แรกได้ในอาชีพการคุมทีมได้สำเร็จ เมื่อพาทีมเสือใต้เอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 ในศึก เดเอฟแอล ซูเปอร์ คัพ นัด “แดร์ คลาสสิเกอร์” ที่สนาม ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค รังเหย้าของทีมเสือเหลือง เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา

โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ยังคงโชว์ฟอร์มร้อนแรง เมื่อเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมนี้ ทำให้ดาวถล่มประตูทีมชาติโปแลนด์ทำลายสถิติของตัวเอง ด้วยการยิงให้ บาเยิร์น เป็นนัดที่ 14 ติดต่อกันนับรวมทุกรายการเป็นครั้งแรก แถมยังเป็นการยิงใส่ทีมเสือเหลืองเป็นประตูที่ 24 จากการเจอต้นสังกัดเก่า 24 ครั้งนับรวมทุกรายการอีกด้วย

เท่ากับว่า บาเยิร์น มิวนิค สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นสมัยที่ 9 ในประวัติศาสตร์สโมสร และเป็นการย้ำแค้นทีมคู่ปรับตลอดกาลในถ้วยนี้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากปีก่อนทีมเสือใต้ก็เอาชนะด้วยสกอร์ 3-2 มาแล้ว

เกมนี้ นาเกิลส์มันน์ จัดทัพให้บาเยิร์นในระบบ 4-2-3-1 โดยวาง เลวานดอฟสกี้ ยืนกองหน้าตัวเป้า และมี คิงสเล่ย์ โกมัน, โธมัส มุลเลอร์ และ แซร์ช กนาบรี้ ทำเกมรุกสนับสนุน ขณะที่ มานูเอล นอยเออร์ ยังสวมปลอกแขนกัปตันทีมลงเฝ้าเสา และมี ดาโยต์ อูปาเมกาโน่ ปราการหลังตัวใหม่ลงคุมแนวรับด้วย

ทางฝั่ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มาเล่นรายการนี้ในฐานะแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล ปีนี้พวกเขาอยู่ภายใต้การคุมทีมโดย มาร์โค โรเซ่อ กุนซือคนใหม่ที่ย้ายมาจาก โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค
ทีมเสือเหลืองส่ง เกรกอร์ โคเบิล นายประตูที่ดึงตัวมาจาก สตุ๊ตการ์ท ลงเฝ้าเสา โดยฝากความหวังในแนวรุกไว้กับ เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ หัวหอกดาวรุ่งทีมชาตินอร์เวย์ และกัปตันทีมอย่าง มาร์โค รอยส์ ขณะที่ ดอนเยลล์ มาเล่น กองหน้าตัวใหม่ทีมชาติเนเธอร์แลนด์มีชื่อเป็นแค่ตัวสำรอง

บาเยิร์น มิวนิค ขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 41 เมื่อ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ โขกลูกเปิดจาก แซร์ช กนาบรี้ จมตาข่ายแบบเหน่งๆ เข้าไป และเป็นประตูเดียวที่เกิดขึ้นในครึ่งแรก

จากนั้นครึ่งหลังเปิดฉากมาแค่ 4 นาทีเศษ บาเยิร์นหนีห่างเป็น 2-0 เมื่อ อัลฟอนโซ่ เดวี่ส์ หลุดขึ้นไปเปิดบอลจากฝั่งซ้ายแฉลบ มานูเอล อคานจี เลยไปถึง เลวานดอฟสกี้ กระโดดไขว้ยิงติดบล็อค เกรกอร์ โคเบิล นายประตูตัวใหม่ของเสือเหลือง แต่กลายเป็นเข้าทาง โธมัส มุลเลอร์ ปรี่เข้าซัดจ่อๆ เข้าไป

ถึงแม้ ดอร์ทมุนด์ ตีไข่แตกไล่มาเป็น 1-2 ในนาทีที่ 64 จากลูกยิงปั่นโค้งด้วยขวาสุดสวยของ มาร์โค รอยส์ แต่ทีมเสือใต้ก็หนีห่างเป็น 3-1 ในอีก 10 นาทีถัดมา จากความผิดพลาดของ มานูเอล อคานจี ที่จ่ายบอลช้าเกินไปจนโดน โกร็องแต็ง โตลิสโซ่ ตามไปปั๊มแย่งบอลได้

ก่อนที่บอลจะเข้าทาง เลวานดอฟสกี้ หลุดไปซัดง่ายๆ กลายเป็นประตูที่ 2 ของเลวานในเกมนี้
จบเกม บาเยิร์น มิวนิค จึงเอาชนะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 ทำให้ทีมเสือใต้คว้าชัยในเกม “แดร์ คลาสสิเกอร์” ได้เป็นครั้งที่ 6 ติดต่อกันเข้าไปแล้ว

สำหรับ ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์ ยังมองหาชัยชนะนัดแรกในบุนเดสลีกากับการคุม บาเยิร์น มิวนิค ต่อไป หลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน ทำได้แค่พาทีมบุกไปเสมอ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 1-1 ในเกมนัดเปิดฤดูกาล

ขณะที่ ดอร์ทมุนด์ ประเดิมลีกเมืองเบียร์ซีซั่นนี้ได้อย่างสวยหรู ด้วยการเปิดบ้านถล่ม ไอน์ทรัคท์ แฟร้งค์เฟิร์ต 5-2 เมื่อคืนวันเสาร์ ซึ่งเกมนั้น เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ ทำผลงานยิง 2 แอสซิสต์ 2
โดยสุดสัปดาห์นี้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จะบุกไปเยือน ไฟร์บวร์ก คืนวันเสาร์ ขณะที่ บาเยิร์น มิวนิค จะได้กลับไปเล่นในบ้านพบกับ เอฟเซ โคโลญจน์ ในคืนวันอาทิตย์

ประวัติ ยูเลี่ยน นาเกิลส์มันน์

บนเส้นทางผู้จัดการทีมเริ่มขึ้นในปี 2007 ด้วยวัยเพียง 20 ปี เขารับบทการเป็นผู้ช่วยโค้ช โทมัส ทูเทิล (ผู้จัดการทีมเชลซีปัจจบัน) ขณะนั้นทูเทิลวัย 34 ปี รับบทเฮ้ดโค้ชสโมสรเอาก์บวก (ชุดสำรอง)

ที่นั่นนาเกลส์มันน์ได้วิชาจากทูเทิลมาเยอะมากทั้ง แท็กติกอันหลากหลาย กลยุทธ์ฟุตบอลสมัยใหม่ หรือแม้จิตวิทยานักเตะ และมันการันตีว่าเป็น “ของดี” แน่นอนหากดูจากเส้นทางอาชีพของทูเทิล และนาเกิลส์มันน์ในปัจจุบัน

ในปี 2013 – 2014 ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ วัย 26 ปี ได้รับโอกาสแสดงฝีมือในการคุมทีม ฮอฟเฟนไฮม์ ชุดยู19 และสามารถนำทีมนักเตะเยาวชนจากอเคเดมี่เล็กๆคว้าแชมป์ลีกรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี มาครองได้สำเร็จในทันที แม้จะเป็นการคุมทัพในรุ่นเล็กแต่ศักยภาพของโค้ชหนุ่มก็ไปเตะตา “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ที่ยื่นข้อเสนอให้นาเกลส์มันน์ไปคุมทีมชุดเล็กของพวกเขาแต่เหมือนเจ้าตัวจะรู้ว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม “เขาปฏิเสธ” ไปทันควัน

ผลงานโคตรโหดแบบนี้ทำเอา แอร์เบ ไลป์ซิก ทีมน้องใหม่ไฟแรงไม่รีรอมอบสัญญาระยะยาวดึงตัว ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ วัย 31 ปี ไปคุมทัพในฤดูกาล 2019 – 2020 และพวกเขาก็ไม่ผิดหวังเมื่อนาเกลส์มันน์นำทีมทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในศึกยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก และแม้จะตกรอบด้วยน้ำมือของ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ผลงานทั้งหมดเพียงพอให้กุนซือหนุ่มสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นเพชรเม็ดงามของวงการผู้จัดการทีมยุคใหม่ และแม้จะเหลือสัญญากับไลซ์ซิกถึงปี 2023 แต่ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ได้บรรลุข้อตกลง 30 ล้านยูโร ฉีกสัญญาคว้าตัว ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ไปคุมทัพในฤดูกาลหน้า พร้อมสร้างสถิติเป็นการซื้อขายตำแหน่งผู้จัดการทีมที่แพงที่สุดในโลกฟุตบอลอีกด้วย

และนี่คือทั้งหมดของ ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ ผู้จัดการทีมหนุ่มวัยเพียง 33 ปี ที่เส้นทางชีวิตพลิกผันแต่ก็ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา เขาเกินหน้าคว้าโอกาสและทำมันอย่างเต็มที่ เชื่อเถอะว่านี่คือบุคคลต้นแบบ และ “ว่าที่” ผู้ทรงอิทธิพลของวงการลูกหนังที่จะสร้างชื่อเสียงไปอีกยาวนาน

 

 

 

อันเดรียส เปเรยร่า

อันเดรียส เปเรยร่า

อันเดรียส เปเรยร่า

อันเดรียส เปเรยร่า

 ประวัติ

Andreas Pereira ( อันเดรส เปย์เรร่า ) Pereira เกิดวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1996 อายุ 22 ปี ส่วนสูง 1.77 เมตร หรือ 5.8 ฟุต นักฟุตบอลชาวเบลเยี่ยม ตำแหน่ง กองกลาง ปัจจุบันเล่นให้กับทีม ลาซิโอ้ ด้วยสัญญายืมตัว

อันเดรส เปย์เรร่า เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชน กับทีม Lommel United ต่อมาปี 2005-2011 กับ เปเอสเฟ ไอนด์โฮเฟิน เป็นสโมสรจากเนเธอร์แลนด์ และได้ย้ายมาร่วมเล่นในอังกฤษกับสโมสรเยาวชนแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปี 2011-2014 เป็นเวลา 3 ปี จากนั้นได้พัฒนาก้าวขึ้นมาค้าแข้งเล่นในระดับอาชีพกับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อปี 2014

ซึ่งเล่นกับทีมมากกว่า 5 ครั้ง  ในระหว่างนั้นได้ร่วมเล่นกับ กรานาดา สโมสรจากสเปน ซึ่งเป็นนักเตะสัญญายืมตัว ปี 2016-2017 เป็นเวลาเพียงปีเดียว ต่อมาปี 2017-2018 ได้เล่นกับ บาเลนเซีย ทีมชื่อดังจากสเปน ในฐานะนักเตะยืมตัว หลังจากหมดสัญญาก็กลับมาเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก่อนจะถูกลาซิโอ้ ยืมตัวไปช่วยทีมในปี 2020

Andreas Pereira ก้าวเข้ามาเล่นฟุตบอลทีมชาติเบลเยี่ยมครั้งแรกปี 2010-2011 ในระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 15 ปี ปี 2011-2012 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี ปี 2012-2013 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี 2014-2015 ทีมชาติบราซิล รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี ปี 2016 ทีมชาติบราซิล รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี สไตล์การเล่นมีความเร็วและตัดเกมบุกคู่แข่งได้ยอดเยี่ยม และมีส่วนขับเคลื่อนให้ทีมมีความเหนียวแน่น เล่นได้ทั้งรับและรุก

อันเดรียส เปเรยร่า กองกลางชาวบราซิเลียนของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูกสโมสรปล่อยให้ทีมในบราซิลอย่าง ฟลาเมงโก้ ยืมตัวไปใช้งานจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2022 เรียบร้อยแล้ว จากการรายงานของผู้สื่อข่าวระดับสูงหลายๆ สำนัก

ร็อบ ดอว์สัน แห่ง อีเอสพีเอ็น รายงานว่า เปเรยร่า ได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนต่อนายใหญ่ปีศาจแดงอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ว่าเขาต้องการได้โอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นเหตุให้ตัดสินใจย้ายทีม ซึ่งทางด้าน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีความต้องการจะขายขาดออกไป แต่ไม่มีทีมใดยอมจ่ายค่าตัวที่สโมสรเรียกได้ ทำให้สุดท้ายทางออกคือการปล่อย เปเรยร่า ให้ทีมอื่นยืมตัว
ขณะที่ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ ผู้สื่อข่าวคนดังชาวอิตาเลียนที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

ณ ตอนนี้ ยืนยันชัดเจนว่าดีลนี้ลุล่วงเรียบร้อยแล้วโดยใช้คำว่า here-we-go ซึ่ง ฟลาเมงโก้ จะเซ็นสัญญายืมตัว เปเรยร่า ยาวๆ 1 ฤดูกาล และจะจ่ายค่าเหนื่อยของนักเตะเพียงบางส่วนเท่านั้น

นั่นหมายความว่าทีมปีศาจแดงยังต้องรับผิดชอบค่าเหนื่อยของดาวเตะวัย 25 ปีอยู่พอสมควร แต่ก็ถือว่าลดภาระเรื่องรายจ่ายลงไปได้บ้าง และถือเป็นการปรับขนาดขุมกำลังให้เหลือเฉพาะนักเตะที่ โซลชาร์ ต้องการจะใช้สู้ศึกฤดูกาลนี้จริงๆ
โรมาโน่ ยังรายงานอีกว่า ฟลาเมงโก้ ยังใกล้จะปิดดีลคว้าตัว เคเนดี้ ดาวเตะแซมบ้าอีกคนจากอีกหนึ่งทีมใหญ่ของพรีเมียร์ลีกอย่าง เชลซี ซึ่งตอนนี้การตกลงเจรจาเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้วด้วย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของดีลนี้ ทางฝั่ง เฟร็ด คัลไดร่า ผู้สื่อข่าวจากทาง ทีเอ็นที สปอร์ตส์ สื่อของอเมริกาใต้ ชี้แจงว่า ฟลาเมงโก้ จะจ่ายค่ายืมตัวมูลค่า 1 ล้านยูโรให้กับทาง แมนฯ ยูไนเต็ด โดยทีมปีศาจแดงจะรับผิดชอบจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ 40% ส่วนอีก 60% นั้น ทาง ฟลาเมงโก้ จะจ่ายเอง

สำหรับ อันเดรียส เปเรยร่า ย้ายจากทีมเยาวชนของ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น เข้าสู่ทีมเยาวชน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2011 ตอนที่อายุได้เพียง 15 ปี และได้ลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ในเกม ลีก คัพ รอบ 2 ที่บุกแพ้ มิลตัน คีย์นส์ ดอนส์ เมื่อเดือนสิงหาคม 2014
อย่างไรก็ตาม เปเรยร่า พบกับความลำบากในการแย่งตำแหน่งในทีมชุดใหญ่กับนักเตะรุ่นพี่หลายๆ คน ทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เข้ามาคุมทีมในภายหลังปล่อยให้สโมสรใน ลา ลีกา อย่าง กรานาด้า และ บาเลนเซีย ยืมตัวในฤดูกาล 2016-17 และ 2017-18 ตามลำดับ

ในซีซั่น 2018-19

บอร์ดบริหารของทีมปีศาจแดงไม่สนับสนุนงบประมาณเสริมทัพให้กับ มูรินโญ่ ทำให้กุนซือชาวโปรตุกีสตัดสินใจเก็บ เปเรยร่า ไว้เป็นอะไหล่ในทีมชุดใหญ่ ซึ่งถึงแม้ว่า มูรินโญ่ จะโดนปลดออกจากตำแหน่งในเดือนธันวาคม 2018 แต่คนที่เข้ามาคุมทีมแทนอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ ก็ค่อยๆ ให้โอกาสเจ้าตัวลงเล่นอยู่เรื่อยๆ
ฤดูกาล 2019-20 ถือว่า  ได้ลงเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างจริงจัง โดยเป็นหนึ่งในกองกลางตัวหลักของทีมในช่วงครึ่งซีซั่นแรกของฤดูกาลนั้นเลยทีเดียว เมื่อได้โอกาสลงตัวจริงในพรีเมียร์ลีกมากถึง 18 นัด (สำรอง 7 นัด) แต่ว่าการย้ายเข้ามาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ในเดือนมกราคม 2020 ทำให้เจ้าตัวค่อยๆ หลุดจากทีมไป

ในซีซั่น 2020-21 ที่ผ่านมา เปเรยร่า ถูกปล่อยตัวให้ไปหาประสบการณ์ใน กัลโช่ เซเรีย อา กับ ลาซิโอ ซึ่งแม้จะได้ลงสนามถึง 26 นัด แต่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นเพียงตัวสำรอง โดยถูกส่งลงสนามตั้งแต่นาทีแรกในลีกสูงสุดอิตาลีแค่ 3 เกมเท่านั้น
ขณะที่ฤดูกาลปัจสำหรับสัญญาของ อันเดรียส เปเรยร่า กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้น ยาวจนถึงเดือนมิถุนายนปี 2023 หลังจากเจ้าตัวต่อสัญญากับทีมครั้งสุดท้ายไปในเดือนกรกฎาคมปี 2019

โดยค่าเหนื่อยปัจจุบันของ เปเรยร่า อยู่ที่สัปดาห์ละราวๆ 55,000 ปอนด์ (จากข้อมูลของเว็บไซต์ Sportekz) ซึ่งถือว่าเป็นเรตที่สูงพอสมควรสำหรับสโมสรในลีกบราซิลจะจ่ายได้ ทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังต้องรับผิดชอบช่วยจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะให้บางส่วน แม้ตัวนักเตะจะไปเล่นที่บ้านเกิดยาวตลอดทั้งซีซั่นก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าการประกาศปล่อยตัว เปเรยร่า ให้ ฟลาเมงโก้ ยืมตัวใช้งานตลอดทั้งฤดูกาล ทาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะยืนยันผ่านทางสื่อของสโมสรในไม่ช้าจุบัน การที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีตัวเลือกชั้นดีทั้ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส, เจดอน ซานโช่, เมสัน กรีนวู้ด, อองโตนี่ มาร์กซิยาล รวมไปถึงอะไหล่อย่าง เจสซี่ ลินการ์ด, ฆวน มาต้า, แดเนียล เจมส์ และ ดอนนี่ ฟาน เดอ เบค ในบทบาทมิดฟิลด์ตัวรุก นั่นจึงแทบไม่เหลือที่ว่างให้ เปเรยร่า สอดแทรกเบียดแย่งตำแหน่งได้ สุดท้ายจึงต้องโดนปล่อยไปเล่นในบ้านเกิดเพื่อประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

อาถรรพ์ จ่าฝูงวีคแรก

อาถรรพ์ จ่าฝูงวีคแรก

อาถรรพ์ จ่าฝูงวีคแรก

อาถรรพ์ จ่าฝูงวีคแรก

ศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2021-22 ลงแข่งกันสัปดาห์แรกครบ 10 คู่ไปแล้ว ซึ่งจ่าฝูงประจำเกมวีคแรกได้แก่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ระเบิดฟอร์มโหด เปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ถล่ม ลีดส์ ยูไนเต็ด ไป 5-1 เมื่อคืนวันเสาร์ ทำให้พวกเขาคือทีมที่มีผลต่างประตูได้-เสียดีที่สุด (+4) ในบรรดา 10 ทีมที่เก็บชัยชนะได้ในนัดเปิดฤดูกาลนี้

อย่างไรก็ตาม การขึ้นนำจ่าฝูงแต่เนิ่นๆ ไม่ได้หมายความว่าโอกาสคว้าแชมป์จะสดใสเสมอไป เพราะสถิติเผยว่า ทีมที่นำจ่าฝูงในสัปดาห์แรกของศึกพรีเมียร์ลีก 6 ฤดูกาลหลังสุด ล้วนไม่สามารถจบซีซั่นด้วยการเป็นอันดับ 1 ตอนที่ทุกทีมเตะครบ 38 แมตช์ได้เลยสักทีม
<<รวมจ่าฝูงสัปดาห์แรกของพรีเมียร์ลีก 6 ฤดูกาลหลังสุด>>
2015-16 : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (จบซีซั่นอันดับ 4)
ผลงานนัดแรก : ชนะ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 3-0 (เยือน)
แชมป์ : เลสเตอร์ ซิตี้ (จบนัดแรก อันดับ 2)
2016-17 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (จบซีซั่นอันดับ 6)
ผลงานนัดแรก : ชนะ บอร์นมัธ 3-1 (เยือน)
แชมป์ : เชลซี (จบนัดแรก อันดับ 3)
2017-18 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (จบซีซั่นอันดับ 2)
ผลงานนัดแรก : ชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 4-0 (เหย้า)
แชมป์ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (จบนัดแรกอันดับ 3)
2018-19 : ลิเวอร์พูล (จบซีซั่นอันดับ 2)
ผลงานนัดแรก : ชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 4-0 (เหย้า)
แชมป์ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (จบนัดแรกอันดับ 5)
2019-20 : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (จบซีซั่นอันดับ 2)
ผลงานนัดแรก : ชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 5-0 (เยือน)
แชมป์ : ลิเวอร์พูล (จบนัดแรก อันดับ 3)
2020-21 : อาร์เซน่อล (จบซีซั่นอันดับ 8 )
ผลงานนัดแรก : ชนะ ฟูแล่ม 3-0 (เยือน)
แชมป์ : แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (จบนัดแรก อันดับ 7)
สำหรับทีมสุดท้ายที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ ด้วยการขึ้นนำจ่าฝูงตั้งแต่สัปดาห์แรกคือ เชลซี ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เมื่อบุกไปชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-1 ก่อนจะนำโด่งจนเข้าป้ายซิวแชมป์ได้แบบม้วนเดียวจบในฤดูกาล 2014-15
ถึงแม้ 2 ครั้งก่อนหน้านี้ (2016-17 และ 2017-18) ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำอันดับ 1 ของตารางเมื่อผ่านเกมวีคแรก ล้วนจบลงด้วยการที่ทีมปีศาจแดงไม่ได้แชมป์ลีก แต่สถิติบอกว่า จากทั้งหมด 5 ครั้งก่อนหน้านี้ที่พวกเขาขึ้นนำจ่าฝูงได้ในสัปดาห์ที่ 1 ทีมปีศาจแดงสามารถคว้าแชมป์ในบั้นปลายได้ 2 ครั้งด้วยกัน
ในซีซั่นนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด สามารถขึ้นนำจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกในสัปดาห์แรกของฤดูกาลได้เป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์สโมสร ต่อจากฤดูกาล 1996-97, 1997-98, 2006-07, 2016-17 และ 2017-18 ซึ่งปีที่พวกเขาเป็นแชมป์ได้แก่ 1996-97 และ 2006-07
ฤดูกาล 1996-97 พลพรรค เร้ด อาร์มี่ สามารถบุกไปชนะ วิมเบิลดัน ได้อย่างสวยงาม 3-0 จากประตูของ เอริก คันโตน่า, เดนิส เออร์วิน และปิดท้ายด้วยลูกยิงครึ่งสนามของ เดวิด เบ็คแฮม
ขณะที่ฤดูกาล 2006-07 ทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เปิดฉากมาด้วยฟอร์มร้อนแรง เปิดบ้านถล่ม ฟูแล่ม เละเทะถึง 5-1 โดย หลุยส์ ซาฮา โหม่งทำประตูแรก, เอียน เพียร์ซ ทำเข้าประตูตัวเองให้ทีมนำห่าง 2-0 ก่อนที่ เวย์น รูนี่ย์ จะเหมาคนเดียว 2 ประตู และอีกลูกได้จาก คริสเตียโน่ โรนัลโด้
อย่างไรก็ตาม การที่ทีมปีศาจแดงคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาลที่ขึ้นนำจ่าฝูงสัปดาห์แรกมา 2 ครั้ง นั่นหมายความว่า หากดูสถิติย้อนหลังที่ผ่านๆ มา ถ้าพวกเขาผ่านพ้นเกมวีคแรกด้วยการไม่ได้เป็นจ่าฝูง จะมีเปอร์เซ็นต์ได้แชมป์สูงกว่า เพราะมีถึง 11 ฤดูกาลที่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ โดยไม่จำเป็นต้องขึ้นนำอันดับ 1 ตั้งแต่นัดแรกแต่อย่างใด
โดยหนสุดท้ายที่ เซอร์ อเล็กซ์ นำผีแดงคว้าแชมป์ลีกเป็นการสั่งลาอาชีพการคุมทีมได้ในซีซั่น 2012-13 ในฤดูกาลนั้น พวกเขาประเดิมนัดแรกด้วยความพ่ายแพ้ด้วยซ้ำ เมื่อออกไปโดน เอฟเวอร์ตัน เฉือน 1-0 ที่ กูดิสัน พาร์ค จากลูกโขกประตูชัยของ มารูยาน เฟลไลนี่
เท่ากับว่าในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก 29 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ มีทีมที่ขึ้นนำจ่าฝูงสัปดาห์แรก แล้วเป็นแชมป์ตอนจบซีซั่นได้เพียง 4 ทีมเท่านั้น ประกอบด้วย แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ 2 ครั้ง (1996-97 และ 2006-07) ตามด้วย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2013-14 และ เชลซี ซีซั่น 2014-15
อย่างไรก็ตาม มีอีกสถิติที่น่าสนใจซึ่งอาจจะไม่ค่อยดีเท่าไรสำหรับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพราะในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก ไม่เคยมี “แชมป์เก่า” ทีมไหน สามารถป้องกันแชมป์ได้ ถ้าพบกับความพ่ายแพ้ตั้งแต่เกมนัดเปิดฤดูกาล หลังจากเมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา พวกเขาออกไปโดน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เฉือน 1-0 จากประตูชัยของ ซน ฮึง-มิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ยอดนักสู้ซนฮึงมิน

ครั้งหนึ่ง ซน ฮึง-มิน เคยกล่าวว่า “ต่อให้ผมยิง 100, 200 หรือ 300 ลูก ก็เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเทียบเคียงความยิ่งใหญ่ของพาร์ก จี-ซองได้ เพราะเขาคือผู้เปิดทางให้โลกยอมรับนักเตะเกาหลีใต้ และผมก็เพียงแค่เดินตามรอยของเขา เมื่อมีเขาปูทางไว้แล้ว ทุกอย่างมันก็ง่ายขึ้น”

ในปัจจุบันมีนักเตะเกาหลีใต้มากมายที่ได้เล่นในลีกใหญ่ของยุโรป แต่ถ้าพูดถึงคนแรกจริงๆ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสูง ไม่มีใครเทียบเท่า พาร์ค จี-ซองได้อีกแล้ว

ตั้งแต่ย้ายจากพีเอสวี มาสู่แมนฯยูไนเต็ด ในปี 2005 พาร์กพิสูจน์ให้คนทั้งอังกฤษเห็นว่า คนเกาหลีก็เตะบอลในเลเวลนี้ได้ จึงนำมาสู่การอิมพอร์ตตัวเกาหลีอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษต่อมา ดังนั้นที่ ซน ฮึง-มินออกมาใช้คำว่า “เปิดทางให้โลกได้ยอมรับนักเตะเกาหลี” ก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด

จริงๆแล้ว กว่าที่พาร์กจะได้รับการยอมรับขนาดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก กล่าวคือในสมัยเด็ก พาร์กตัวเล็กมาก จบ ม.ต้น แล้วยังสูงแค่ 162 เซนติเมตร พอเข้าเรียนระดับ ม.ปลาย ไซส์ของร่างกายเป็นจุดอ่อนมาก ในการซ้อมแต่ละวัน พาร์กโดนอัดน่วมประจำ

คุณพ่อของพาร์กชื่อ ซอง-ยอง ที่มีส่วนสูงแค่ 162.5 เซนติเมตร เขาโทษตัวเองว่าเพราะกรรมพันธุ์ของเขาทำให้ลูกเติบโตช้า ดังนั้นจึงพยายามบำรุงลูกชายเต็มที่ ที่บ้านพาร์กมีอาชีพเป็นคนขายเนื้อ จึงพยายามบำรุงลูกชายด้วยการกินสัตว์หลากชนิด ตามความเชื่อของเกาหลี เช่นเอาเนื้อกบมาปั่นเป็นน้ำแล้วดื่ม (Frog Juice) และดื่มเลือดกวาง เป็นต้น ซึ่งพาร์กก็ยินดีกินโดยไม่บ่นแม้แต่คำเดียว

เรื่องบำรุงก็ทำกันไป แต่พาร์กเล่าว่า “มันไม่ใช่ปัญหาที่ผมจะไปโทษใครได้ ผมมานั่งวิเคราะห์ดู ถ้าปัญหาคือเรื่องขนาดร่างกาย ผมก็ต้องมีจุดแข็งอย่างอื่นเอาไว้สู้กับคู่แข่ง”

สิ่งที่พาร์กพัฒนาขึ้นมาคือ “ความอึด” เขาซ้อมหนักมากกว่าคนอื่น และมีวินัยอย่างที่สุด ตลอดช่วง ม.ปลาย เขาไม่เคยออกไปเที่ยวไหนกับเพื่อน ไม่เคยกลับบ้านเกิน 3 ทุ่มแม้แต่วันเดียว จนสุดท้าย ความอดทนนั้น มันส่งผลให้เขาเป็นนักเตะที่มีพลังม้า วิ่งได้ไม่มีหมดตลอดเกม

ไม่รู้ว่าจะด้วยน้ำกบปั่น หรือถึงวัยเจริญเติบโตพอดี แต่เมื่อจบ ม.ปลาย เขามีส่วนสูง 176 เซนติเมตร ถือว่ามากพอที่จะลงเล่นในฟุตบอลระดับสูง

เส้นทางอาชีพของพาร์ก เขาคว้าแชมป์มัธยมปลายแห่งชาติ จากนั้นได้ทุนเล่าเรียนที่มหาวิทยาลัยมยองจิ ก่อนได้ติดทีมชาติเกาหลีใต้ชุดโอลิมปิก

เมื่อติดทีมชาติชุดโอลิมปิก ชีวิตของพาร์กกระโดดอย่างเร็วมาก สโมสรเกียวโต เพอร์เพิล ซังกะในญี่ปุ่นเห็นแวว จึงดึงตัวไปร่วมทัพในปี 2000 และพาร์กก็มีผลงานยอดเยี่ยม พาต้นสังกัดคว้าแชมป์ J2 ได้เลื่อนชั้นมาเล่นลีกสูงสุด และเข้าชิงบอลถ้วยเอ็มเพอเรอร์คัพ

ด้วยฟอร์มที่โดดเด่น

ทำให้กุส ฮิดดิงค์ เฮดโค้ชทีมชาติเกาหลีใต้เรียกตัวติดเป็น 23 ขุนพล ลุยฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในตำแหน่งปีกขวา และชื่อเสียงของเขาก็เริ่มโด่งดังจากจุดนี้ พาร์กเป็นคนยิงประตูชัยให้เกาหลีใต้ ชนะโปรตุเกส ในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก ด้วยสกอร์ 1-0 โดยใช้สกิลทักษะที่เหนือชั้นมาก

ในช็อตนี้ อี ยอง-เปียว ครอสบอลจากด้านซ้ายลึกมาถึงขวาสุด พาร์กจับบอลด้วยหน้าอก ให้บอลลอยกลางอากาศ จากนั้นแตะบอลหนีแซร์โจ้ คอนไซเซา แล้ววอลเลย์เปรี้ยงลอดขาวิคเตอร์ บาย่าเข้าประตูแบบหมดจด นี่คือประตูที่ทำให้โลกได้เห็นว่า พาร์กไม่ใช่มีแค่ความอึด แต่ทักษะเกมบุกก็ทำได้ไม่เลวด้วย

หลังจบฟุตบอลโลก ฮิดดิงค์ย้ายไปคุมพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่นในฮอลแลนด์ จึงทำการซื้อตัวพาร์กจากเกียวโต เพอร์เพิล ซังกะ ไปอยู่ด้วยในเดือนมกราคมปี 2003 โดยฮิดดิงค์มีแผนในใจแล้วว่าจะใช้งานพาร์กอย่างไร
ในซีซั่นแรก (2002-03) ด้วยความที่พาร์กย้ายไปกลางฤดูกาล และยังไม่คุ้นเคยกับฟุตบอลยุโรป ทำให้เขาต้องใช้เวลาปรับตัวกับจังหวะฟุตบอลฮอลแลนด์พอสมควร

แต่พอเข้าซีซั่นที่สอง (2003-04) คราวนี้เขายึดตัวจริงของทีมได้สำเร็จ พีเอสวีแข็งแกร่งขึ้น ปีกขวามีพาร์กโจมตี ส่วนปีกซ้ายก็เป็นตัวจี๊ดความเร็วแสง อาร์เยน ร็อบเบน เกมริมเส้นซ้าย-ขวาของพีเอสวี เล่นงานคู่แข่งจนพังพาบไปเป็นแถบๆ

ในยุคนั้น พาร์กคือตัวรุกธรรมชาติ และมีส่วนร่วมกับการเข้าทำอยู่ตลอด จบซีซั่นเขายิงได้ 6 ประตู มากกว่าร็อบเบนด้วยซ้ำที่ยิงได้แค่ 5 ลูกในลีกเท่านั้น

เข้าซีซั่นที่สาม (2004-05) ร็อบเบนย้ายไปเชลซี คราวนี้พาร์กยิ่งกลายเป็นคีย์แมนของพีเอสวีอย่างเต็มตัว เขาเล่นทั้งปีกขวา ปีกซ้าย มิดฟิลด์ตัวรุก เลี้ยงบอลกระชากกระจุย และยิงได้ถึง 11 ลูกในปีเดียว คือเราจะเห็นเลยว่า พาร์กมั่นใจมากในสกิลเกมรุกของตัวเอง เขาช่วยพีเอสวีคว้าแชมป์ลีก ตามด้วยเข้ารอบรองยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างน่าทึ่ง

พาร์กเป็นขวัญใจแฟนบอลขนาดไหน ลองคิดดูว่าเมื่อจบซีซั่น พีเอสวีขายซีดีบันทึกเพลงเชียร์ฉลองแชมป์ลีก ในชื่อ PSV Kampioen โดยซิงเกิ้ลลำดับที่ 16 จาก 23 เพลง เป็นเพลงที่แฟนๆพีเอสวี แต่งให้พาร์ก จี-ซองโดยเฉพาะ

พาร์กกลายเป็นผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม แข็งแรง ปราดเปรียว เล่นเกมรุกดี ซึ่งด้วยความโดดเด่นขนาดนี้ จึงมีหลายสโมสรรุมแย่งตัวพาร์กกันอย่างหนักในช่วงซัมเมอร์ปี 2005 และหนึ่งในทีมที่แสดงความสนใจอย่างจริงจังคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

พาร์กเป็นคนเปลี่ยนแนวคิดของคนอังกฤษที่มีต่อนักเตะเอเชียตะวันออกไปอย่างสิ้นเชิง

กล่าวคือคนอังกฤษไม่ค่อยเชื่อว่า พวกนักเตะเกาหลี จีน ญี่ปุ่นจะเก่งจริง ในอดีตฟูแล่มเคยซื้อจุนอิจิ อินาโมโตะก็เล่นไม่ได้ เคยมีหลี่ เถีย กับหลี่ เหว่ยเฟง ที่ย้ายไปเอฟเวอร์ตันก็เล่นไม่ได้ ที่พอจะดูดีหน่อยก็มีซุน จีไห่ กับแมนฯซิตี้ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรขนาดนั้น

ยิ่งกับเกาหลี ยิ่งไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ภาพจำตอนโกงในฟุตบอลโลก 2002 ยังคงฝังใจคนยุโรปอยู่ แถมภาพลักษณ์เกาหลี ณ เวลานั้น ก็ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่จะดูเป็นสายเทคโนโลยี เกาหลีตอนนั้นยังถูกมองว่า กินหมาเป็นอาหารหลักอยู่เลย

เรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ขนาดเพลงที่แฟนแมนฯยูไนเต็ด แต่งให้พาร์กเป็นเพลงแรก มีเนื้อว่า

Park, Park, wherever you may be,
You eat dogs in your country,
It could be worse,
You could be scouse,
Eating rats in your council house

“ปาร์ก ปาร์ก ต่อให้นายกินหมาอยู่ที่เกาหลี
แต่ยังดีกว่าไอ้พวกสเกาซ์ที่ต้องแดกหนูในบ้านเอื้ออารี”

ดังนั้น สิ่งที่พาร์กต้องแบกรับคือการ “รักษาภาพลักษณ์” ของคนเกาหลีใต้ในเวทีฟุตบอล เพราะถ้าเขาทำผลงานได้ดีในสนาม มีวินัย ไม่ออกลูกเกเร อาจทำให้คนอังกฤษยอมรับนักฟุตบอลเกาหลีใต้มากขึ้น และเปิดทางให้รุ่นน้องเจเนเรชั่นต่อไป ได้โอกาสมาค้าแข้งต่างแดนง่ายกว่าเดิม

ณ ตอนนี้ ฟุตบอลจึงไม่ใช่เรื่องของเขาคนเดียวอีกแล้ว แต่มีอนาคตของเด็กๆรุ่นต่อไป เป็นเดิมพันกันเลยทีเดียว

และการมาอยู่แมนฯยูไนเต็ดนี่เอง พาร์กก็ได้พบบทสำคัญให้พิสูจน์ใจของตัวเอง คือทั้งโดนดร็อปเป็นสำรอง และโดนเปลี่ยนบทบาทจากปีกตัวรุกเป็นปีกตัวรับ

นักเตะอีกสองคนที่ออกมากล่าวชมพาร์คอย่างจริงใจ คือลีโอเนล เมสซี่ กับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

เมสซี่กล่าวว่า “ผมคิดว่าเขาเป็นนักเตะโด่งดังแค่ไม่กี่คนในโลก ที่พร้อมทำงานหนักเพื่อเพื่อนร่วมทีมขนาดนั้น ดังนั้นไม่แปลกที่ใครๆก็จะชอบเขา”

ส่วนโรนัลโด้พูดว่า “พาร์ก จี-ซอง เป็นผู้เล่นมหัศจรรย์ และเป็นนักเตะคนโปรดของผมด้วย เขามีพลังร่างกายที่แข็งแกร่งเหลือเชื่อ เขาไม่เกี่ยงหรอกถ้าจะวิ่งพล่านตลอดทั้งวัน เขาพร้อมจะวิ่งไปทุกพื้นที่ของสนาม โดยไม่มีเหน็ดเหนื่อย และผมก็สนุกมากที่ได้วิ่งไปพร้อมๆกับเขา”

 

 

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

หงส์แดง 3แต้มเต็ม

เป็นการเริ่มฤดูกาลที่งดงามของลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่สามแต้ม แต่แนวรุกประสานงานกันอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว เช่นเดียวกับแนวรับ ที่เมื่อมีเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ก็มีความมั่นคงขึ้นอย่างชัดเจนมากจริงๆ

ลิเวอร์พูล 3 นอริช 0 และนี่คือบทสรุป 7  ข้อจากเกมที่สนามแคร์โรว โร้ด

1) บรรยากาศในสนามฟุตบอลวันนี้ คึกคักเป็นอย่างมาก เมื่อพรีเมียร์ลีกอนุญาตให้แฟนบอลเข้าชมเกมในสนามได้แบบ 100% แล้ว ซึ่งนัดนี้ คนดูเยอะถึง 27,023 คน เพิ่มแรงกดดันให้ลิเวอร์พูลอย่างมหาศาล การเจอน้องใหม่ที่คึกคักอย่างพิสูจน์ตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย หากเล่นไม่ระวัง อาจจะเหมือนอาร์เซน่อล ที่โดนทีเด็ดของเบรนท์ฟอร์ด ไปเมื่อคืนวันศุกร์

โควิด-19 ที่อังกฤษยังมีอยู่ แต่วิถีชีวิตของคนต้องดำเนินต่อไป จะเล่นบอลสนามโล่งไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว สโมสรเองก็ไม่มีรายได้ แฟนบอลเองก็ไม่มีความสุข ดังนั้นทางพรีเมียร์ลีก จึงประกาศกฎเหล็ก 3 ข้อหลัก เพื่อที่จะทำให้แฟนบอลกลับมาดูได้ในสนามอีกครั้ง นั่นคือ

– แฟนบอลจะถูกสุ่มตรวจภายในสนาม

– ดังนั้นคนที่เข้าชมเกม ต้องมีหลักฐานว่าฉีดวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว หรือ ผลตรวจล่าสุดที่ยืนยันว่าเป็นเนกาทีฟ

– สนามบอล จะบังคับให้ใส่แมสก์ตลอดเวลาที่อยู่ในเขตอินดอร์ และบังคับทางเข้าออกให้เป็นแบบวันเวย์ เพื่อลดการคอนแท็กต์กัน

สำหรับพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้ายที่ให้คนดูชมเต็มสนาม ต้องย้อนกลับไปเดือนมีนาคม 2020 ถือว่าเป็น 17 เดือนแห่งการรอคอยของแฟนๆ ไม่แปลกที่บรรยากาศต่างๆ เสียงเชียร์ เสียงโห่ ทุกฟีลลิ่งกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง

2) การจัดไลน์อัพของลิเวอร์พูล น่าสนใจหลายประเด็น ข้อแรกคือสามประสาน ซาลาห์-มาเน่-โชต้า คล็อปป์พยายามเทสต์ 3 แนวรุกตัวใหม่ มาตั้งแต่เกมอุ่นเครื่องกับโบโลญญ่า ตามด้วยเกมกับแอธเลติก บิลเบา แน่นอนว่าฟีร์มีโน่มีความสำคัญ แต่เรารู้เลยว่าคล็อปป์อยากลองใช้งาน สามประสานชุดใหม่ก่อน

ข้อสองคือกองกลาง คล็อปป์ไว้ใจ มิลเนอร์, เกอิต้า และ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ให้เล่นร่วมกัน และนี่เป็นครั้งแรกที่ 3 คนนี้ออกสตาร์ตพร้อมกันในแผงมิดฟิลด์ด้วย จริงๆ ผมเชื่อว่า คล็อปป์ตั้งใจจะใช้มิลเนอร์ – เกอิต้า- เอลเลียตต์ เพราะส่งลงตัวจริงในเกมอุ่นเครื่องกับโบโลญญ่าและแอธเลติก บิลเบา แต่เปลี่ยนใจโค้งสุดท้าย ให้อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลนลงแทนเอลเลียตต์ เพราะน่าจะแบกรับแรงกดดันจากเกมเยือนได้ดีกว่า

ข้อสามคือเซ็นเตอร์แบ็ก นี่เป็นการกลับมาเล่นเป็นตัวจริงของเวอร์จิล ฟาน ไดค์ ในเกมทางการ เป็นนัดแรกในรอบ 301 วัน หรือเกือบ 10 เดือนเต็ม คล็อปป์อธิบายว่า เหตุผลที่ต้องเลือกฟาน ไดค์ – มาติป เพราะไม่กล้าใช้ ฟาน ไดค์ – โกเมซ เนื่องจากจะส่งตัวเจ็บยาว 2 คนลงยืนคู่กันมันก็อันตรายเกินไป หรือจะส่งอิบราฮิม่า โกนาเต้ ประเดิมสนามในเกมเยือน ก็ดูจะเสี่ยงไปหน่อย ดังนั้นจึงใช้ ฟาน ไดค์ – มาติป เป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุด

เซ็นเตอร์แบ็กคนสุดท้าย ที่ยืนคู่ฟาน ไดค์ ในวันที่เขาโดนจอร์แดน พิกฟอร์ดเสียบจนต้องพักยาว 10 เดือน ก็คือมาติปนี่แหละ ดังนั้นเรื่องความเข้าใจกัน ไม่มีอะไรต้องห่วงอยู่แล้ว

3) ถ้าหากไม่นับฤดูกาลที่แล้ว สถิติของเจอร์เก้น คล็อปป์ ในการเจอทีมน้องใหม่ คือไร้พ่าย 100% เจ้าตัวมีความชำนาญในเรื่องนี้อยู่แล้ว รู้ว่าต้องรับมือกับพลังที่พลุ่งพล่านของทีมน้องใหม่อย่างไร

นอกจากนั้นสถิติของคล็อปป์ตั้งแต่ย้ายมาลิเวอร์พูล เขาไม่เคยแพ้นัดแรกของฤดูกาลมาก่อน แน่นอนว่า คงไม่อยากมาเสียสถิติในเกมนี้

4) ช่วงต้นเกม ผู้บรรยายภาษาอังกฤษกล่าวถึงนอริชว่า Going toe-to-toe with Liverpool สำนวน toe-to-toe (นิ้วโป้งเท้าเรา ชนนิ้วโป้งเท้าเขา) แปลว่า เปิดหน้าแลก ให้นึกถึงนักมวยที่ยืนแทบจะติดกันแล้วสาวหมัดใส่กันโดยไม่ตั้งการ์ด นั่นแหละคือสิ่งที่นอริช ทำกับลิเวอร์พูลช่วงต้นเกม

5) นอริชวูบวาบ ท็อดด์ แคนท์เวลล์ วิ่งไปทั่วสนาม ส่วนตีมู ปุ๊กกี้ พยายามสลัดกับดักล้ำหน้า ช่วง 20 นาทีแรก นอริชครองบอลได้ 68% – 32% ลิเวอร์พูลได้แต่อดทนรออย่างใจเย็น

แต่สิ่งที่ต่างกันของ 2 ทีมนี้คือนอริชวูบวาบแป้บเดียวแล้วก็หมด แต่ลิเวอร์พูลค่อยๆ มา และครองเกมได้อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ช่วงกลางครึ่งแรกไปจนจบเกม

6) สิ่งที่น่าประทับใจในเกมนี้ คือการประสานงานกันของแนวรุกลิเวอร์พูล หากเราจำภาพปีที่แล้วได้ ต่างคนต่างเล่น ต่างแย่งกันยิง ไม่มีการประสานงานใดๆเกิดขึ้นทั้งสิ้น แต่นัดนี้ แต่ละคนเล่นเพื่อทีมอย่างแท้จริง

ไม่ใช่แค่จังหวะทำประตู แต่ช็อตอื่นๆ เราเห็นความพยายามที่จะเล่นด้วยกัน มาเน่ครอสบอลสวยๆ มาให้ซาลาห์วอลเลย์ต้นครึ่งแรกเกือบเป็นประตู หรือตอนท้ายเกม ซาลาห์จะยิงเองก็ได้ แต่เลือกส่งให้มาเน่ ที่น่าจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่า (แต่ไปติดกองหลัง) บรรยากาศดีๆ ที่หายไปนาน กลับมาอีกครั้ง

7) เกมนี้แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไม่มีใครอื่น นอกจากโม ซาลาห์ โอเคว่าลูก 1-0 ที่แอสซิสต์อาจจะมีโชคนิดหน่อย แต่ลูก 2-0 แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างอย่างแท้จริง เขาปาดเข้ากลางทันที โดยไม่คิดลังเล ให้ฟีร์มีโน่ยิงเข้าไป ส่วนประตู 3-0 ก็เป็นไม้ตายของซาลาห์อยู่แล้ว แต่งเข้าซ้ายแล้วปั่นโค้ง หมดสิทธิ์ที่ทิม ครูลจะรับ

นอกจาก 1 ประตูกับ 2 แอสซิสต์แล้ว มีช็อตที่แฟนบอลพูดถึงคือช่วงท้ายเกมที่ซาลาห์ได้ยิงอีกครั้งแต่หลุดกรอบ เขาระเบิดอารมณ์กราดเกรี้ยวอย่างเห็นได้ชัด (ทั้งๆที่ นำไป 3-0 แล้ว) มันแสดงให้เห็นเลยว่า ซาลาห์ไม่ได้พอใจแค่นี้ แต่อยากยิงอีกเรื่อยๆ พลังไฟ และ Passion มาเต็มมากๆ

ซาลาห์กลายเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ ที่ยิงได้ในนัดแรกของฤดูกาล 5 ปีติดต่อกัน และทำคะแนนในแฟนตาซีไป 17 แต้ม พร้อมทั้งได้คะแนนจากเว็บ Whoscored ไป 9.03 คะแนน

เกมนี้คล็อปป์เลือกผู้เล่นได้อย่างชาญฉลาดมาก เริ่มจากใช้ดีโอโก้ โชต้า ใช้ความวูบวาบมาป่วนแนวรับก่อนใน 60 นาทีแรก วิ่งใส่ให้หมดไปเลย แล้วเอาฟีร์มีโน่ ที่มีความเร็วน้อยกว่า ลงมาบดต่อใน 30 นาทีที่เหลือ ผลลัพธ์คือทั้งโชต้า และฟีร์มีโน่ยิงได้ทั้งคู่ แชร์ความแฮปปี้กันไป

ด้วยประตู 1-0 ทำให้ดีโอโก้ โชต้า เป็นนักเตะที่ยิงถึง 10 ลูกให้ลิเวอร์พูลในเกมลีกได้เร็วที่สุดอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์ โดยใช้เวลาแค่ 20 เกมเท่านั้น โดยคนที่ทำได้เร็วกว่าเขาได้แก่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ (13 เกม), ซาลาห์ (13 เกม), ร็อบบี้ ฟาวเลอร์ (18 เกม) และ เฟร์นันโด ตอร์เรส 18 เกม

 

 

แจ็ค กรีลิช

แจ็ค กรีลิช

แจ็ค กรีลิช

แจ็ค กรีลิช ตัวรุกดาวดังทีมชาติอังกฤษ กลายเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก เมื่อย้ายจาก แอสตัน วิลล่า ไปร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัวสูงถึง 100 ล้านปอนด์ พร้อมกับเซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ยาวจนถึงปี 2027

ก่อนหน้านี้ นักเตะที่ย้ายเข้าสู่สโมสรในพรีเมียร์ลีกด้วยค่าตัวแพงที่สุดตลอดกาลคือ ปอล ป็อกบา ที่เซ็นสัญญาย้ายจาก ยูเวนตุส กลับไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ ในปี 2016

นอกเหนือจากตำแหน่งศูนย์หน้า “สิงห์ผยอง” คาดว่าจะหา มิดฟิลด์ตัวรุกสารพัดประโยชน์ และสามารถคุมเกมแดนกลางอย่าง เจมส์ วอร์ด-พราวส์ กัปตันทีม เซาแธมป์ตัน

ทีมของ ดีน สมิธ มีความเคลื่อนไหวด้านการเสริมทัพ ตลอดซัมเมอร์นี้ คว้า เอมิเลียโน บูเอนเดีย จาก นอริช ซิตี, ลีออน เบลีย์ จาก ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซน และ แอชลีย์ ยัง ปีกจอมเก๋า จาก อินเตอร์ มิลาน

จากการเซ็นสัญญาครั้งนี้ ทำให้ กรีลิช กลายเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงเป็นอันดับ 6 ของโลก ต่อจาก เนย์มาร์, คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ชูเอา เฟลิกซ์ และ อองตวน กรีซมันน์ อีกด้วย

กรีลิช กล่าวหลังจากเซ็นสัญญากลายเป็นนักเตะคนใหม่ของทีมเรือใบสีฟ้าว่า “ผมมีความสุขเหลือเกินที่ได้ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้”

“ซิตี้ คือทีมที่ดีที่สุดของประเทศ ด้วยกุนซือที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดของโลก มันคือฝันที่เป็นจริง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของสโมสรแห่งนี้”

“ในช่วง 10 ฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขาคว้าแชมป์รายการสำคัญได้อย่างสม่ำเสมอ การที่ เป๊ป มาที่นี่ได้นำพาพวกเขาไปอีกระดับ และการเล่นฟุตบอลของทีมนี้ได้กลายเป็นการเล่นที่น่าตื่นเต้นที่สุดของยุโรป”

“การได้เล่นให้ เป๊ป และเรียนรู้จากเขามันจะเป็นสิ่งที่พิเศษ และมันคืออะไรที่นักเตะระดับโลกต้องการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ดูน่าอัศจรรย์ และด้วยความสัตย์จริง ผมรอไม่ไหวแล้วที่จะเริ่มต้น ได้พบกับทุกๆ คน และได้ลงเล่น”

แจ็ค กรีลิช วัย 25 ปี ถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวทำเกมรุกที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา โดยซีซั่น 2020-21 เขาลงสนามในเกมลีกให้ แอสตัน วิลล่า ไป 26 นัด ยิงไป 6 ประตู และทำแอสซิสต์ได้ถึง 10 ลูก

การที่ แอสตัน วิลล่า ได้ค่าตัวสูงถึง 100 ล้านปอนด์จากการขายเขาให้กับ แมนฯ ซิตี้ ทำให้ทีมสิงห์ผงาดสามารถนำไปใช้เสริมแนวรุกได้มากมายในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยคว้าตัวนักเตะดีๆ อย่าง เอมิเลียโน่ บูเอนเดีย, ลีออน ไบลี่ย์ และ แดนนี่ อิงส์ ไปเสริมทีมด้วยค่าตัวรวมกันเกือบๆ 100 ล้านปอนด์

ทางด้าน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ตัดสินใจมอบเสื้อหมายเลข 10 ซึ่งว่างลงจากการที่ เซร์คิโอ อเกวโร่ ตำนานดาวยิงสูงสุดของสโมสรย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลน่า ให้กับ กรีลิช ทันที

นั่นทำให้ ลิโอเนล เมสซี่ ซูเปอร์สตาร์กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินา ที่ บาร์เซโลน่า เพิ่งประกาศยืนยันว่าจำเป็นต้องปล่อยออกจากทีม เนื่องจากสโมสรไม่พร้อมที่จะจ่ายค่าเหนื่อยซึ่งเกินจากงบประมาณที่ถูกต้องตามกฎ ลา ลีกา จะไม่ได้สวมเสื้อเบอร์เก่ง ถ้าหากเกิดกรณีที่เขาย้ายมาเล่นกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จริงๆ

THE STANDARD ชวนมาหาคำตอบและทำความรู้จักกับกรีลิชเพิ่มขึ้น

แม้จะอยู่กับทีมระดับกลางอย่างแอสตัน วิลลา แต่ชื่อเสียงของ แจ็ค กรีลิช ในวงการฟุตบอลอังกฤษนั้นเป็นที่เลื่องมานาน ในฐานะหนึ่งในนักฟุตบอลที่เปี่ยมด้วยพรสวรรค์ในการเล่นสูงสุดของยุคสมัย

กรีลิชเกิดที่เมืองเบอร์มิงแฮม และได้มาอยู่กับแอสตัน วิลลา ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ และอยู่กับสโมสรมาตลอดนับจากนั้น โดยที่เคยย้ายไปเล่นให้สโมสรแบบยืมตัวแค่ครั้งเดียวในสมัยวัยรุ่นกับน็อตส์ เคาน์ตี ในฤดูกาล 2013/14 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ

หลังจากนั้นเขาค่อยๆ ก้าวจากการเป็นดาวรุ่งที่มีปัญหาความประพฤติจนหมิ่นเหม่ที่จะโดนอัปเปหิออกจากสโมสรหลายครั้ง มาสู่การเป็นนักเตะที่ทีมไม่สามารถขาดได้ และกลายเป็นขวัญใจอันดับ 1 ของสโมสร แม้ว่าเขาจะได้เล่นในพรีเมียร์ลีกแค่ 2 ฤดูกาลในช่วงแรกของชีวิต (2014/15 และ 2015/16) และต้องเล่นในระดับแชมเปียนชิปอยู่อีกหลายปีก็ตาม

กรีลิชได้รับปลอกแขนกัปตันทีมวิลลาในเดือนมีนาคม ปี 2019 และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเขาพาทีมชนะในลีกเดอะแชมเปียนชิป 10 นัดรวด ทำให้ทีมได้สิทธิ์เพลย์ออฟ และสามารถเอาชนะดาร์บี เคาน์ตี ได้กลับมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

ด้วยความสำคัญของกรีลิชที่เป็น ‘ไอคอน’ ของสโมสร ทำให้วิลลาย่อมไม่อยากเสียนักเตะที่แฟนบอลรักที่สุดไปง่ายๆ และที่สำคัญใน 2 ฤดูกาลที่กลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีก กรีลิชพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาเป็นหนึ่งในตัวรุกที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่เรื่องของลีลาการเล่น แต่เป็นเรื่องของคุณภาพในการสร้างสรรค์เกมด้วย

ตามข้อมูลจาก The Athletic กรีลิชเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างสรรค์โอกาสในการเล่นโอเพนเพลย์ (Chances Created from Open Play) สูงเป็นลำดับที่ 2 ของพรีเมียร์ลีก โดยทำไป 70 ครั้งในฤดูกาล 2020/21 ที่ผ่านมา เป็นรองเพียงแค่ บรูโน แฟร์นันด์ส แค่คนเดียว

และหากนับจำนวนการสร้างโอกาส (Chances Created) กรีลิชอยู่ในลำดับที่ 3 ทำได้ 81 ครั้ง เป็นรอง บรูโน แฟร์นันด์ส เจ้าเก่า และ เมสัน เมาท์ ที่ 95 และ 87 ครั้ง ตามลำดับ และยังมากกว่า เควิน เดอ บรอยน์ จอมทัพของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ทำได้ 80 ครั้งด้วย

ขณะที่จำนวนการแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่ผ่านมา กรีลิชทำได้ 10 ครั้ง เท่ากับเดอ บรอยน์ และ ซนฮึงมิน ส่วนคนที่ทำได้สูงกว่ามีแค่ แฮร์รี เคน และ บรูโน แฟร์นันด์ส ที่ 14 และ 12 ครั้ง ตามลำดับ

สถิติตรงนี้เป็นเครื่องพิสูจน์คุณภาพของกรีลิชได้เป็นอย่างดี และที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคือ การที่เขาอยู่กับทีมระดับกลางอย่างแอสตัน วิลลา ซึ่งจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 11 แถมยังลงเล่นน้อยกว่า

ปกติแล้วกรีลิชจะเล่นในตำแหน่งอิสระ ประจำการทางฝั่งซ้ายเป็นหลัก แต่ด้วยฝีเท้าแล้วสามารถที่จะปรับตำแหน่งการยืนได้ทั้งในตำแหน่งกองกลางตัวรุกในระบบกองกลาง 3 คน, กองหน้าตัวต่ำ หรือปีกซ้าย ซึ่งถือว่ามีประโยชน์มากสำหรับผู้จัดการทีมที่ต้องการความยืดหยุ่นอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอลา

ในบทวิเคราะห์ของ The Athletic ประเมินว่า เป๊ปอยากให้กรีลิชเล่นในตำแหน่ง ‘หมายเลข 8’ หรือกองกลางตัวบนในระบบกองกลาง 3 คน (4-3-3) เพื่อสร้างเกมจากแดนกลาง ซึ่งจุดที่น่าสนใจคือปกติแล้วแมนฯ ซิตี้ เป็นทีมที่อาศัยความลื่นไหลในการเล่น ขณะที่สไตล์ของกรีลิชเป็นสไตล์ลากจี้คู่ต่อสู้ เพื่อเอาชนะในการดวลเพื่อสร้างโอกาสเป็นหลัก

ขณะที่อายุการใช้งานยังเหลืออีกหลายปี กรีลิชอายุ 25 ปี และกำลังจะครบ 26 ปีในเดือนหน้า ในระยะยาวจะเป็นตัวแทนของเดอ บรอยน์ ที่อายุ 30 ปีแล้ว และจะเริ่มเข้าสู่ช่วงขาลง

นอกจากในเรื่องของคุณภาพของฝีเท้าที่คับแก้วแล้ว กรีลิชยังเป็นนักฟุตบอลในสไตล์ที่เกิดมาเพื่อเป็นสตาร์อย่างแท้จริง ด้วยเทคนิคการเล่นที่สูงส่ง ความกล้าหาญในการที่จะพยายามสร้างความแตกต่างในเกมให้เกิดขึ้นด้วยตัวเอง

นักฟุตบอลในแบบนี้เป็นที่รักของแฟนฟุตบอล เป็นคนที่แฟนบอลพร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อเข้ามาดูฟอร์มสดๆ ในสนาม เหมือนที่แฟนบอลทีมชาติอังกฤษรอที่จะได้เห็นกรีลิชลงสนามในศึกยูโร 2020 และเมื่อได้โอกาสลงเล่น เสียงปรบมือของเขาดังยิ่งกว่าคนอื่น

กรีลิชยังมีศักยภาพที่จะเป็น ‘Posterboy’ หรือผู้เล่นที่เป็นหน้าเป็นตาของสโมสรที่จะสามารถทำการตลาดได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันแมนฯ ซิตี้ มีดาวเด่นคือ เดอ บรอยน์, ราฮีม สเตอร์ลิง ซึ่งยังขาดคาริสมาหรือเสน่ห์บางอย่างเหมือนที่กรีลิชมี

อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ทำให้กรีลิชมีค่าตัวมหาศาลถึง 100 ล้านปอนด์ คือการที่เขาเป็นนักเตะอังกฤษ ซึ่งปกติแล้วก็มีผลต่อราคาที่เพิ่มขึ้น เมื่อรวมกับกฎผู้เล่นท้องถิ่น หรือ Homegrown ที่จะยิ่งสำคัญขึ้นหลัง Brexit ที่ทำให้อังกฤษได้ออกจากการเป็นสมาชิกของ EU แล้ว ตรงนี้จะทำให้มูลค่าของนักฟุตบอลท้องถิ่นเพิ่มขึ้นไปอีก

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับแมนฯ ซิตี้ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการผ่อนปรนในกฎการเงิน Financial Fair Play เป็นกรณีพิเศษจากผลกระทบของโควิดต่อทุกสโมสรของยุโรป ซึ่งหากไม่รีบคว้าตัวกรีลิชในช่วงเวลานี้ อนาคตก็อาจจะเป็นเรื่องลำบากมากขึ้น

ดังนั้นต่อให้ต้องจ่าย 100 ล้านปอนด์ ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่จะคุ้มหรือไม่คุ้มอยู่ที่ผลงานที่กรีลิชจะตอบแทนทีม

ลูกากู ซบเชลซี

ลูกากู ซบเชลซี

ลูกากู ซบเชลซี

ลูกากู ซบเชลซี

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เหยี่ยวข่าวชื่อดังชาวอิตาเลียน ที่แฟนบอลเกาะติดข่าวซื้อขายจากเขามากที่สุด ณ ชั่วโมงนี้ ยืนยันแล้วว่า เชลซี สามารถบรรลุข้อตกลงคว้าตัว โรเมลู ลูกากู ดาวยิงทีมชาติเบลเยียมจาก อินเตอร์ มิลาน มาด้วยค่าตัว 115 ล้านยูโร (97.5 ล้านปอนด์) ซึ่งจะแพงเป็นสถิติสโมสรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากค่าตัวดังกล่าว ทำให้ ลูกากู จะกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก รองจาก แจ็ค กรีลิช เพลย์เมกเกอร์ทีมชาติอังกฤษ ที่เพิ่งย้ายจาก แอสตัน วิลล่า ไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์แค่คนเดียวเท่านั้น
ค่าจ้างที่ ลูกากู จะได้รับกับ เชลซี จะอยู่ที่ปีละราวๆ 12 ล้านยูโร โดยยังไม่รวมกับทีม อื่นๆ ถ้าหากเจ้าตัวทำผลงานได้ดี ซึ่งหากเฉลี่ยเป็นรายได้ต่อสัปดาห์แล้ว หัวหอกวัย 28 ปี จะได้ค่าเหนื่อยหลังหักภาษีอยู่ที่ราวๆ สัปดาห์ละ 195,000 ปอนด์

โรเมลู ลูกากู เคยเซ็นสัญญาย้ายจาก อันเดอร์เลชท์ ไปอยู่กับ เชลซี เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2011 ด้วยค่าตัว 12 ล้านยูโร (10 ล้านปอนด์ ในตอนนั้น) และเซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ นานถึง 5 ปี แต่ว่าเขากลับแทบไม่ได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของ เชลซี เลย เพราะทีมยังมีกองหน้าตัวหลักทั้ง ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, เฟร์นานโด ตอร์เรส ตามด้วยการคว้าตัว ซามูเอล เอโต้ และ เดมบา บา มาเสริมอีกในช่วงหลังจากนั้น
ลูกากู ได้ลงสนามให้ทีมสิงห์บลูส์รวมทุกรายการเพียง 15 นัด และยังไม่เคยยิงประตูให้ เชลซี ได้เลยแม้แต่ลูกเดียว ซึ่งเขาถูกปล่อยให้ทีมอื่น ในพรีเมียร์ลีกอย่าง เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน และ เอฟเวอร์ตัน ยืมตัวในซีซั่น 2012-13 และ 2013-14 ตามลำดับ
เขาแจ้งเกิดขึ้นเป็นสุดยอดกองหน้าของลีกได้ในช่วงที่เล่นกับ เอฟเวอร์ตัน ที่ตัดสินใจซื้อขาดด้วยค่าตัว 28 ล้านปอนด์ในปี 2014 โดยเจ้าตัวยิงให้ทีมทอฟฟี่สีน้ำเงินไปถึง 87 ประตู จากการลงสนาม 166 นัดรวมทุกรายการ

ในช่วงซัมเมอร์ปี 2017 เชลซี เคยแสดงความสนใจคว้าตัวเขากลับไปเสริมแดนหน้า แต่ว่าเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พร้อมทุ่มเงินสูงถึง 75 ล้านปอนด์เป็นฝ่ายได้ตัวไปแทน
ลูกากู ล้มเหลวในช่วงเวลาที่ค้าแข้งกับทีมปีศาจแดง แม้จะยิงประตูได้ไม่น้อย ด้วยการซัดไป 42 ลูกจาก 96 นัด แต่เขาไม่ใช่ตัวหลักในการทำทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ นั่นทำให้เจ้าตัวไม่มีความสุข และขอย้ายไปอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน ด้วยค่าตัว 80 ล้านยูโรในช่วงซัมเมอร์ 2019

ในระหว่างที่ค้าแข้งกับอินเตอร์ ลูกากู มีชื่อเป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำรายการยูโรป้า ลีก 2019/20 ก่อนจะมีบทบาทสำคัญในการพาทีม ‘งูใหญ่’ ผงาดคว้าแชมป์เซเรีย อา ในฤดูกาลที่แล้ว พกสถิติยิง 24 ประตูกับอีก 11 แอสซิสต์ คว้ารางวัล MVP ประจำการแข่งขันได้ด้วย

ปัจจุบัน ลูกากู อายุ 28 ปี และเพิ่งมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยม ประจำทัวร์นาเม้นต์ยูโร 2020 จากผลงานซัลโว 4 ประตูในนามทีมชาติเบลเยี่ยม เขาช่วยทีมผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ก่อนจะโดนทีมแชมป์อย่างอิตาลีเขี่ยตกรอบไป สำหรับ ลูกากู มีผลงานที่น่าประทับใจกับ ‘ปีศาจแดงแห่งยุโรป’ เขายิงไปแล้ว 64 ประตูจากการลงสนามช่วยทีมชาติ 98 นัด ซึ่งถือเป็นช่วงยุคทองของเบลเยี่ยม โรเมลู นำโด่งเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ และตอนนี้ได้ย้ายกลับมาค้าแข้งให้เดอะ บลูส์เป็นรอบสอง พร้อมเป้าหมายในการช่วยพวกเราไล่ล่าความสำเร็จ ทั้งการแข่งขันภายในประเทศ รวมถึงถ้วยรางวัลระดับทวีป

ก่อนหน้านี้ ทีมสิงโตน้ำเงินครามวางตัว เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาลันด์ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาตินอร์เวย์ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นเป้าหมายหลักในการเสริมแนวรุกในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่ว่าทีมเสือเหลืองยังไม่มีความคิดปล่อยตัวออกจากทีม หลังจากที่ขายปีกคนสำคัญอย่าง เจดอน ซานโช่ ให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปแล้ว
เชลซี หันมาเจรจากับ อินเตอร์ มิลาน อย่างจริงจังตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อนจะยกระดับการเดินหน้าปิดดีลเมื่อวันศุกร์ และในที่สุด พวกเขาก็บรรลุข้อตกลงจ่ายค่าตัวสถิติสโมสรถึง 115 ล้านยูโรให้กับ อินเตอร์ มิลาน จนได้

ลูกากูให้สัมภาษณ์สื่อว่า ‘ผมรู้สึกแฮปปี้และมีความสุขที่ได้กลับมายังสโมสรสุดวิเศษแห่งนี้’ ลูกากู กล่าว ‘มันเป็นการผจญภัยที่ยาวนานสำหรับผม: ผมมาที่นี่ตอนเป็นเด็กที่ต้องเรียนรู้อะไรอีกหลายอย่าง ตอนนี้ผมกลับมาพร้อมกับประสบการณ์เต็มเปี่ยม และเติบโตยิ่งขึ้นกว่าเดิม

‘อย่างที่พวกคุณทราบกันครับ ความสัมพันธ์ที่ผมมีกับสโมสรแห่งนี้มีความหมายต่อผมมาก ๆ ผมตามเชียร์เชลซีมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้พอได้กลับมาและพยายามช่วยพวกเขาคว้าแชมป์ให้มากขึ้น มันคือความรู้สึกที่สุดยอดจริง ๆ

‘แนวทางที่สโมสรพร้อมตอบโจทย์ความทะเยอทะยานของ ผมอย่างสมบูรณ์แบบในวัย 28 ปี และกับการที่ผมเพิ่งผ่านการคว้าแชมป์เซเรีย อา ผมคิดว่านี่คือโอกาสที่เข้ามาถูกจังหวะ ก็หวังว่าเราจะประสบความสำเร็จหลาย ๆ อย่างไปด้วยกัน

‘ตั้งแต่ที่ผมย้ายออกจากเชลซี มันเป็นเส้นทางที่ยาวไกลซึ่งมีทั้งขาขึ้นและขาลง แต่ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมแข็งแกร่ง ความท้าทายคือการพยายามช่วยทีมคว้าถ้วยรางวัลให้มากขึ้น ผมรอไม่ไหวแล้วกับการเริ่มต้น และช่วยสโมสรในการไขว่คว้าความสำเร็จให้มากกว่านี้ครับ’

ลูกากู จะกลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดของ เชลซี แทนที่ เกปา อาร์รีซาบาลาก้า นายทวารค่าตัว 71.6 ล้านปอนด์ที่ย้ายจาก แอธเลติก บิลเบา ด้วยราคาสถิติผู้รักษาประตูเมื่อปี 2018
เชื่อว่าเกมแรกที่ดาวยิงร่างยักษ์จะประเดิมการกลับมาลงสนามให้ เชลซี น่าจะเป็นศึกพรีเมียร์ลีก นัดเปิดฤดูกาลสัปดาห์หน้า ที่จะพบกับ คริสตัล พาเลซ
เกม ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ ที่จะพบกับ บียาร์เรอัล วันพุธที่ 11 สิงหาคมนี้ น่าจะเร็วเกินไป เพราะเจ้าตัวน่าจะต้องใช้เวลากักตัวหลังการเดินทาง ก่อนจะตรวจร่างกายเพื่อเซ็นสัญญาเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แล้วค่อยลงซ้อมกับ เพื่อนร่วมทีมใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงกลางสัปดาห์หน้า