นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส บรูนู ฟือร์นังดึช ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ ทีมชาติโปรตุเกส เกิดเมื่อ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 หรือที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยว่า “บรูโน่ เฟอร์นานเดส” เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่ที่กัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี โดยลงเล่นในเซเรียอารวม 119 นัด และทำ 15 ประตูให้กับอูดีเนเซและซัมป์โดเรีย

ใน ค.ศ. 2017 เขาเซ็นสัญญาเล่นให้กับสปอร์ติงลิสบอน ทีมดังในโปรตุเกสประเทศบ้านเกิดและลงเล่นที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะย้ายร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยค่าตัว 55 ล้านยูโร 47 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งเคยเป็นหมายเลขของ พอล สโกลส์ ตำนานผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของทีมฟือร์นังดึชได้กลายเป็นนักเตะตัวหลักในทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก เขามีจุดเด่นเรื่องการสังหารลูกตั้งเตะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงจุดโทษที่เฉียบคมและยังยิงลูกฟรีคิกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมีทักษะการจ่ายบอลอันยอดเยี่ยมและการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ฟือร์นังดึชลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลังในฤดูกาล 2019–2020 รวม 22 นัด

ทำไป 12 ประตู และในฤดูกาลปัจจุบัน (2020–2021) เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครบทุกนัดในลีก และลงเล่นทุกรายการรวม 55 นัด ทำไปทั้งสิ้น 27 ประตู โดยสามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการยูโรปาลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021ฟือร์นังดึชได้ถูกเรียกเป็นผู้เล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่ ค.ศ. 2017

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นระดับเยาวชนในนามทีมชาติและเป็นอดีตกัปตันทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งมีรุย ฌอร์ฌึ เป็นผู้จัดการทีมและเคยพาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2016 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมาเขาลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ทุกรายการรวม 27 นัด ทำได้ 2 ประตู

และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักของทีมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน ค.ศ. 2021 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายใน ค.ศ. 2022บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta  ต่อมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเบาวิสต้า เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี

ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 และได้ย้ายเข้าร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017

ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้ง

ใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดี แต่ในต้นปี 2020 ได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรกในระดับเยาวชนปี 2012

ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกข้อมูลและประวัติล่าสุดของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส นักเตะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล กับสโมสร อินเฟสต้า

โดยเจ้าตัวได้เข้ามาสู่ทีมเยาวชนในปี 2002-2004 จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ในปี 2004 เมื่อได้ย้ายมาร่วมทีม เบาวิสต้า ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงของลีกโปรตุเกสทว่าการเล่นอยู่ที่นี่ บรูโน่ ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเตะเยาวชนของทีมเท่านั้น ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ถูกปล่อยยืมไปให้กับ ปาสตีไรล่า ในปี 2005

และอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ก่อนจะย้ายกลับมายัง เบาวิสต้า อีกครั้งในปี 2010 และอยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปีจนกระทั่งปี 2012 เส้นทางลูกหนังที่แท้จริง บททดสอบของจริงในอาชีพนักฟุตบอลของ บรูโน่ ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ โนวาร่า ทีมลูกหนังในประเทศอิตาลี ได้เห็นแววบางอย่างในตัวเขา เลยตัดสินใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมจากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ โนวาร่า ได้

และในฤดูกาล 2012/2013 บรูโน่ ก็ได้ลงสนามเล่นให้กับทีมไปถึง 23 นัด แถมยังยิงได้อีก 4 ประตู อีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมากกับการย้ายมาเล่นในลีกต่างแดนด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น และความมุ่งมั่นในการเล่น ทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของแมวมอง อูดิเนเซ่ สโมสรชื่่อดังศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 2013 และกลายเป็นกำลังหลักของทีม และค้าแข้งอยู่ที่นานถึง 3 ปี ลงเล่นไปถึง 86 นัด และยิงได้ 10 ประตูปี 2016 ชีพจรลงเท้า บรูโน่ อีกครั้ง

เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย สโมสรชื่อดังของลีกอิตาลี โดยในฤดูกาล 2016/2017 เขาลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่ไปถึง 33 นัด และยิงได้ 5 ประตู พาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทว่าเจ้าตัวก็อยู่ค้าแข้งให้กับที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายกลับบ้านเกิด ไปเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ซึ่งที่นี่เองที่สร้างให้เขากลายเป็นสุดยอดนักเตะของลีกยุโรปย้ายมาค้าแข้งให้กับ สปอร์ติ้ง ในฤดูกาล 2017/2018 และเพียงฤดูกาลแรกเขาก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เมื่อระเบิดตาข่ายคู่แข่งไปถึง 16 ประตู กับทำอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนามทุกรายการ 56 นัด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก เมื่อยิงได้แบบระเบิดเถิดเทิงถึง 31 ประตู กับทำอีก 15 แอสซิสต์

จากการลงสนามทั้งหมด 55 นัด

และอย่าลืมว่าเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้าของทีมหลังจบ ฤดูกาล 2018/2019 มีข่าวออกมาว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้ความสนใจที่จะดึงตัว บรูโน่ ไปร่วมทีม และว่ากันว่าเจ้าตัวเกือบจะได้ย้ายอยู่แล้ว แต่ตกลงเรื่องค่าตัวไม่ได้ทำให้ดีลนี้ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้ดาวเตะโปรตุเกส ต้องค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิมต่อไป แต่เจ้าตัวก็ยังทำผลงานสุดยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแค่ครึ่งซีซั่นแรก เขาซัดไป 15 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนาม 27

นัดให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอนและเมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ฝันของสาวก “ปีศาจแดง” ก็เป็นจริง เมื่อ แมนยู ตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว บรูโน่ มาร่วมทัพ ได้สำเร็จ และเพียงแค่การเข้ามาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ช่วยให้ยอดทีมแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลายเป็นคนละทีมกับเมื่อช่วงครึ่งซีซั่นแรก เขาเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีม ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสู้ และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำของทีม จนเมื่อจบฤดูกาล ทีมก็สามารถจบอันดับที่ 3 คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับที่เจ้าตัวก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร อีกด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเล่นเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นได้เริ่มต้นการเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ครั้งแรก ในระดับเยาวชน เมื่อปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ขยับขึ้นไปเล่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกด้วจนกระทั่งปี 2017

ที่เจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็ได้รับโอกาสสำคัญ เมื่อเขาถูกดันขึ้นไปเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามเป็นเกมแรก จากการลงมาเป็นตัวสำรอง แทน มานูเอล แฟร์นานเดส ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมอุ่นเครื่องที่ โปรตุเกส เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017

จากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ฟอร์มที่ร้อนแรงกับการเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ทำให้ บรูโน่ ถูก เรียกไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้เป็นตัวหลักให้กับทีมชุดนั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแรกของรอบแบ่งกลุ่ม และถูกเปลี่ยนตัวออก และลงมาเป็นสำรองในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนกระทั่งโปรตุเกส ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย 1-2ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ บรูโน่

ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 25 นัด ยิงได้ 2 ประตู และเจ้าตัวก็ยังเป็นนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (6 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (7 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกโปรตุเกส ปี 2017/2018 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรปา ลีก ปี 2017/18 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ปี 2019

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2019/2020

ดาวซัลโวศึกยูโรปา ลีก ปี 2019/2020

 

 

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

อเล็กซานเด “ซาช่า” Zverev เกิดวันที่ 20 เมษายนปี 1997 ในฮัมบูร์ก  เยอรมนี เขามีพี่ชาย Mischa ซึ่งเกิดเมื่อเกือบสิบปีก่อนและเป็นนักเทนนิสมืออาชีพด้วย ทั้งพ่อและแม่ Sascha ถูกเล่นเทนนิสระดับมืออาชีพสำหรับ สหภาพโซเวียต พ่อของเขาอยู่ในอันดับที่ 175 ในโลก เขายังเป็นผู้เล่นชายอันดับต้น ๆ ของประเทศในขณะที่แม่ของเขาเป็นผู้เล่นหญิงอันดับที่สูงสุด พวกเขาทั้งสองย้ายจากโซซีไปยังเมืองหลวงเพื่อฝึกที่ CSKA Moscow สโมสรเทนนิสที่ดำเนินกิจการ

โดยทหาร รัฐบาลโซเวียตมักจำกัดผู้เล่นของตนไม่ให้แข่งขันนอกประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่จำกัดว่าพ่อแม่ของ Sascha จะขึ้นอันดับโลกได้สูงเพียงใด กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่ใกล้เข้ามา Irina เดินทางไปเยอรมนีเพื่อแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ในปี 1990 โดยมีสามีของเธอเป็นโค้ช ในขณะที่อยู่ในเยอรมนี พวกเขาได้รับงานเป็นครูสอนเทนนิส หลังจากปฏิเสธในตอนแรก พวกเขายอมรับข้อเสนอให้ทำงานที่ Uhlenhorster Hockey Club

ในฮัมบูร์กในปีต่อไป และจบลงด้วยการตั้งรกรากในประเทศ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 3 ขวบ ตั้งแต่ Sascha เริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุยังน้อย เขาพูดว่า “วันหนึ่ง ตอนที่ฉันอายุ ฉันคิดว่าหนึ่งปีห้าเดือน ฉันเพิ่งหยิบไม้เทนนิสขึ้นมา

และ ฉันเริ่มผลักลูกบอลไปทั่วอพาร์ตเมนต์ของเรา และตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็พาฉันออกไปที่สนาม ฉันยังคงสนุกกับมัน ฉันสนุกกับมันในตอนนั้นเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เขาเริ่มเล่นเทนนิสอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงSascha มีความสามารถ

ในการแข่งขันสูงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก Mischa น้องชายของเขากล่าวว่า เขาจะไม่เข้าใจหรือยอมรับว่าเขาแพ้” เมื่อทั้งสองจะเล่นกันเอง เขาไม่อยากออกจากสนามเว้นแต่เขาจะชนะการแข่งขัน Sascha ยังเล่นฮอกกี้และฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ตัดสินใจที่จะโฟกัสไปที่เทนนิสเมื่ออายุประมาณ 12 ปีเท่านั้น หลังจากแพ้ในรอบแรกในการแข่งขันระดับจูเนียร์ระดับนานาชาติในฟลอริดาเมื่อ Sascha ยังเด็ก แม่ของเขาเป็นโค้ชหลัก ในขณะที่พ่อของเขาเน้นไปที่การฝึกสอนน้องชายของเขา

เขากล่าวว่า “ฉันคิดว่าฉันมีเทคนิคที่ค่อนข้างดี

ซึ่งแม่ของฉันทำตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นให้เครดิตเธอสำหรับสิ่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบ็คแฮนด์ของฉันคือแม่ของฉัน 100 เปอร์เซ็นต์”ในขณะที่แม่ของเขามีรูปแบบการสอนที่ผ่อนคลายมากขึ้น พ่อของเขา “มีวิธีการฝึกกายภาพแบบโซเวียต” ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมตามกำหนดเวลาสำหรับจำนวนการทำซ้ำที่แน่นอนโค้ชของ Sascha ตั้งเป้าให้เขามีรูปแบบการเล่นที่เสี่ยงและดุดันมากขึ้น

โดยสร้างขึ้นจากการตีลูกบอลด้วยความเร็วและจุดจบอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความแตกต่างอย่างมากจากวิธีการเล่นของเขาเมื่ออายุ 12 ขวบ โดยที่สไตล์ของเขาเน้นไปที่การเป็น นักสู้ที่เหลือเชื่อ จากพื้นฐานส่วนหนึ่ง เพราะเขาเล่นช้าเกินไปที่จะเข้าตาข่าย ในขั้นต้น Sascha พยายามเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา เขา “ทำผิดพลาดมากมาย” และแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่เก่งในการรักษาคะแนนให้มีชีวิต อย่างไรก็ตาม พ่อของเขายึดติดกับกลยุทธ์นี้

โดยกล่าวว่า “เราต้องฝึกเทนนิสเร็ว เทนนิสเชิงรุก ถ้าวันนี้คุณแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณต้องคิดถึงอนาคต เล่นของเขาการแข่งขันจูเนียร์ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2011 เมื่ออายุ 13 ปีในการแข่งขันชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโปแลนด์ เขาเป็นอดีตจูเนียร์อันดับ 1 ของโลกเขาเข้าสู่การแข่งขันครั้งแรกในสนามจูเนียร์เซอร์กิตของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ ในช่วงต้นปี 2011 เมื่ออายุ 13 ปี ในช่วงต้นปี 2012 ซเวเรฟได้แชมป์ ITF เป็นครั้งแรกที่ Fujairah Junior Championships

ซึ่งเป็นเกรด 4 ระดับต่ำ การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วย

ตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วยตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ซุน หยาง นักว่ายน้ำชาย จากประเทศจีน เขาว่ายน้ำให้กับประเทศจีนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 เกิด 1 ธันวาคม 1991 ในหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเอเชียนเกมส์ 2010 เขาชนะในการแข่งขันท่าฟรีสไตล์ 1500 เมตร เขาได้อีก 2 เหรียญสำหรับประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้เขายังได้รางวัลนักแข่งหน้าใหม่ของปี 2010 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ในปี 2011 ซันได้ทำลายสถิติการว่ายน้ำฟรีสไตล์ 1500 เมตร ที่แกรนท์ แฮคเก็ต ทำไว้เมื่อปี 2001 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันท่าฟรีสไตล์ประเภท 400 เมตร และ 1500 เมตร

จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012และกลายเป็นชาวจีนคนแรกที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 เขามีชื่ออยู่ในหนึ่งในสองของนักว่าน้ำชายที่จะชนะซึ่งอีกคนคือไมเคิล เฟลป์สการว่ายน้ำระดับอาชีพแม้ซุน หยางจะได้รับการฝึกฝนมาหลายปี แต่การพัฒนาการของเขาเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ปักกิ่งเมื่อ 2008 ตอนที่เขา อายุ 16 ปี เขาถูกวางให้อยู่ในอันดับที่ 28 ในการแข่งขันฟรีสไตล์ 400 เมตร ด้วยเวลา 3:50.90 และการแข่งขันฟรีสไตล์ 1500 เมตร

เขาอยู่ในอันดับที่ 8 ด้วยเวลา 15:05.12 นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเขา ในปีต่อมาซุนได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ โรม เขาชนะได้เหรียญทองแดง ซึ่งเป็นเหรียญแรกของประเทศ ในการว่าย 1500 เมตร ด้วยเวลา 14:46.84 นอกจากนี้เขายังอยู่ในอันดับที่ 18 ในการแข่งขันฟรีสไตล์ 400 เมตร อีกด้วย เอเชี่ยนเกมส์ 2010 ซุนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ที่นี่เองซุนได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันฟรีสไตล์1500 เมตร เหรียญทองฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตร

และเหรียญเงินฟรีสไตล์ 200 และ 400 เมตร ในการว่าย 1500 เมตรเขาทำเวลาได้ 14:35.43ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของเอเชียเรคคอร์ดด้วย เขาว่ายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์และเป็นอันดับสอง ต่อจากแกรนท์ แฮ็คเค็ด จากเหตุการณ์นี้หลายคนต่างเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้ที่ทำลายสถิติโลกอย่างแน่นอน ชิงแชมป์โลก 2011 ในวันแรกของการแข่งขันซุนถูกวางให้อยู่ในอันดับที่ 2 ในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร ซึ่งเขาพ่ายให้กับ ปาร์คแทฮวาน ด้วยเวลา 3:43.24 สามวันต่อมาเขาไปชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกในการแข่งฟรีสไตล์ 800 เมตร ด้วยเวลา 7:38.57 หลังจากวันนี้

เขาได้ร่วมกับทีมจีนในการแข่งฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตรและได้รับเหรียญทองแดง และในการแข่งขันครั้งนี้เอง ซุนได้ทำลายสถิติโลกที่ไม่มีใครทำลายได้กว่า 10 ปีด้วยเวลา 14:34.14 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซุนชื่นชอบการแข่งขัน ฟรีสไตล์ 1500 เมตร เขาเป็นวีรบุรุษการแข่งฟรีสไตล์ 200 และ 400 เมตร ในวันแรกซุนชนะการแข่งขันเหรียญทองการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร ด้วยเวลา 3:40.14 และกลายเป็นนักวาน้ำชายคนแรกของจีนที่ได้เหรียญทองใน โอลิมปิก บันทึกเวลาของเขาอยู่ในอันดับที่ 3 ของประวัติศาสตร์ 0.07 วินาทีของ เวิลเรคคอร์ด และเป็นสถิติใหม่

ของเอเชียเรคคอร์ดด้วย หลังจากวันพักผ่อนของเขา ซุนได้เข้าแข่งฟรีสไตล์ 200 เมตร การแข่งครั้งนี้เขาทำได้เพียงเข้าชิง พัฒนาการของเขาครั้งนี้ทำให้เขาได้รับเหรียญเงินเชือน ปาร์คแทฮวาน ไป 1:44.93 เป็นเรคคอร์ดใหม่ ในวันรุ่งขึ้นจีนก็ได้เหรียญทองแดงจากการแข่งฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตร ซึ่งเป็นครั้งแรกของพวกเขาในการแข่งขันครั้งนี้ จากการแข่งขันครั้งนั้นเขาก็ไม่ได้กลับมาที่สระว่ายน้ำจนถึงวันที่เขาแข่ง 1500 เมตรซึ่งเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดของเขา เขาว่ายรวดเดียวจบ ด้วยความรวดเร็วราวกับว่าเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไป แต่เหตุการณ์ครั้งนี้

ก็เกือบทำให้ซันไม่ได้เหรียญรางวัล แต่ด้วยคนส่วนใหญ่ไม่พอใจ จึงทำให้ซันกลับมาได้รับเหรียญรางวัล ด้วยเวลา 14:31.02 ซึ่งมากกว่าสถิติโลกใหม่ 3 วินาที และมากกว่า Ryan Cochrane 8 วินาที ผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้ ซันหยาง ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเป็นนักว่ายน้ำชายจากประเทศจีน ในประวัตอศาสตร์โอลิมปิก ซันเป็นนักว่ายน้ำคนแรกที่ชนะสองเหรียญทอง 400/1500 เมตร ตั้งแต่ Vladimir Salnikov เคยทำมาในโอลิมปิกปี 1980 ที่มอสโค

ความสำเร็จของ ซุน หยาง

ชิงแชมป์แห่งชาติฤดูหนาว 2006 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 400 ม./1500 ม.

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนแห่งชาติ 2006 – อันดับที่ 1 10 กม.

การแข่งขันแชมเปียนแห่งชาติ 2007 – อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 400 ม./1500 ม.

ชิงแชมป์แห่งชาติ 2007 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

กีฬาแห่งชาติระหว่างเมือง 2007 – 1st ฟรีสไตล์ 1500 ม.

“Good Luck Beijing” 2008 ว่ายน้ำโอลิมปิกรอบคัดเลือก – 2nd ฟรีสไตล์ 400 ม.

โอลิมปิกฤดูร้อน 2008 อันดับที่ 28 จากการแข่ง 400 เมตร อันดับ 8 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

ชิงแชมป์โลก 2009 – อันดับที่ 3 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

เอเชียนเกมส์ 2010 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เอเชียเรคคอร์ด)

ชิงแชมป์โลก – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เวิด์ลเรคคอร์ด), อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 800 ม. อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 400 ม.

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 400 ม. (โอลิมปิก เรคคอร์ด)

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 200 ม. ฟรีสไตล์

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เวิลด์ เรคคอร์ด)

นักกีฬาคนแรกของโลก

นักกีฬาคนแรกของโลก

นักกีฬาคนแรกของโลก

นักกีฬาคนแรกของโลก

ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย ชื่อเล่น ปอป้อ เกิดวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2535 เป็นนักกีฬา แบดมินตัน   หญิงชาวไทย ปัจจุบันเป็นมืออันดับ 2 ของโลกประเภทคู่ผสม และเป็นเจ้าของเหรียญเงิน การแข่งขัน ชิงแชมป์โลก ปี 2019 ทรัพย์สิรีเป็นนักกีฬาคนแรกของโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับกรังด์ปรีซ์โกลด์ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม ทรัพย์สิรี ได้เหรียญทองแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ในประเภทหญิงเดี่ยว และเหรียญเงินจากแบดมินตันในเอเชียนเกมส์ 2010 ในประเภททีมหญิง

รวมทั้งเป็นตัวแทนทีมชาติไทยผู้เข้าแข่งขันรายการเจแปนซูเปอร์ซีรีส์ 2012 เข้าแข่งขันแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ซึ่งเธอเป็นฝ่ายชนะนักแบดมินตันจากเวียดนามแล้วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยได้พบกับเติ้งสวน จากจีน[8] ที่ซึ่งทรัพย์สิรีเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 21-14, 21-17 และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันดังกล่าววันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการแบดมินตันชิงแชมป์เอเชีย 2011 รอบ 16 คน ที่ซึ่งเธอเป็นฝ่าย

ชนะฟรานซิสกา รัตนาซารี จากอินโดนีเซีย ด้วยคะแนน 21-15, 21-19 และผ่านเข้ารอบไปพบกับหวัง ยี ฮาน ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 3 จากจีนวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการเซอร์กิตโลก “เอสซีจีไทยแลนด์โอเพ่นกรังด์ปรีซ์โกลด์ 2012” ซึ่งจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในประเภทหญิงเดี่ยว เธอเป็นฝ่ายชนะคาโอริ อิมาเบปปู จากญี่ปุ่น 2-1 เกม ที่คะแนน 20-22, 21-19, 21-15 และผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการเดนมาร์กโอเพ่นพรีเมียร์ซูเปอร์ซีรีส์ 2012 ที่โอเดนเซ ประเทศเดนมาร์ก โดยเธอได้จับคู่กับสาวิตรี อมิตรพ่าย และสามารถเป็นฝ่ายชนะหยาน พูนล็อง กับซื่อ หยิงซู่ จากฮ่องกง ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 18 ของโลก 2-0 เกม ที่คะแนน 21-11, 21-8 และในช่วงระหว่างวันที่ 23-28 ตุลาคม ของปีเดียวกันนี้ ทรัพย์สิรีได้ร่วมแข่งขันรายการโยเน็กซ์เฟรนช์โอเพ่น 2012 โดยเธอได้พบกับคริสตินา กวานโฮล์ท จากสาธารณรัฐเช็ก

ในประเภทหญิงเดี่ยว ส่วนในประเภทหญิงคู่ เธอได้จับคู่กับสาวิตรี อมิตรพ่าย และได้พบกับ เก็บบี อิมาวาน กับทิอารา นูไรดาห์ จากอินโดนีเซียครั้งหนึ่ง ได้มีการจัดการแข่งขันแบดมินตันรายการเอสซีจีแบดมินตันสตาร์ชาลเลนจ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนักแบดมินตันทีมชาติกับดารานักแสดง ที่ซึ่งเธอได้พบกับณัฐฐาวีรนุช ทองมี ในประเภทหญิงเดี่ยว

ผลงานของทรัพย์สิรี

พ.ศ. 2564

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ BWF World Tour Finals 2020 ประเทศไทย

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ Toyota Thailand Open 2020 ประเทศไทย

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ Yonex Thailand Open 2020 ประเทศไทย

พ.ศ. 2563

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ All England Open 2020 ประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2562

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Macau Open 2019 ประเทศมาเก๊า

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Korea Open 2019 ประเทศเกาหลีใต้

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Singapore Open 2019 ประเทศสิงค์โปร์

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Thai Master 2019 ประเทศไทย

พ.ศ. 2560

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Badminton Asia Championships 2017 ประเทศจีน

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Swiss Open 2017 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Singapore Open 2017 ประเทศสิงค์โปร์

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Thai Master 2017 ประเทศไทย

เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงชาวไทย ปัจจุบันเป็นมืออันดับ 2 ของโลกประเภทคู่ผสม และเป็นเจ้าของเหรียญเงิน การแข่งขันชิงแชมป์โลกปี 2019 ทรัพย์สิรีเป็นนักกีฬาคนแรกของโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับกรังด์ปรีซ์โกลด์ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม ทรัพย์สิรี ได้เหรียญทองแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ในประเภทหญิงเดี่ยว และเหรียญเงินจากแบดมินตันในเอเชียนเกมส์ 2010 ในประเภททีมหญิง

รวมทั้งเป็นตัวแทนทีมชาติไทยผู้เข้าแข่งขันรายการเจแปนซูเปอร์ซีรีส์ 2012 เข้าแข่งขันแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ซึ่งเธอเป็นฝ่ายชนะนักแบดมินตันจากเวียดนามแล้วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยได้พบกับเติ้งสวน จากจีน[8] ที่ซึ่งทรัพย์สิรีเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 21-14, 21-17 และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันดังกล่าววันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการแบดมินตันชิงแชมป์เอเชีย 2011 รอบ 16 คน ที่ซึ่งเธอเป็นฝ่าย

ในประเภทหญิงเดี่ยว ส่วนในประเภทหญิงคู่ เธอได้จับคู่กับสาวิตรี อมิตรพ่าย และได้พบกับ เก็บบี อิมาวาน กับทิอารา นูไรดาห์ จากอินโดนีเซียครั้งหนึ่ง ได้มีการจัดการแข่งขันแบดมินตันรายการเอสซีจีแบดมินตันสตาร์ชาลเลนจ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนักแบดมินตันทีมชาติกับดารานักแสดง ที่ซึ่งเธอได้พบกับณัฐฐาวีรนุช ทองมี ในประเภทหญิงเดี่ยว

มือวางอันดับ 1 ของโลก

มือวางอันดับ 1 ของโลก

มือวางอันดับ 1 ของโลก

มือวางอันดับ 1 ของโลก

รัชนก อินทนนท์ เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงชาวไทย อดีต นักแบดมินตันหญิง เดี่ยวมือหนึ่งของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2559 และเป็นคนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ชื่อเล่น เมย์ เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 โดยก่อนหน้านั้นในปี 2556 เธอได้คว้าแชมป์โลกและสร้างสถิติเป็นแชมป์โลกแบดมินตัน อายุน้อยที่สุดปัจจุบัน รัชนกสังกัดสโมสรโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด และแข่งขันในนามสโมสรชิงเต่าในลีกระดับโลกที่ประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2555 โดยเซ็นสัญญา

แบบปีต่อปี รัชนก อินทนนท์เกิดที่จังหวัดยโสธรเป็นบุตรของวินัสชัย อินทนนท์ ชาวจังหวัดยโสธร และคำผัน สุวรรณศาลา ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด มีน้องชาย 1 คนคือ รัชพล อินทนนท์ เมื่ออายุ 3 เดือน รัชนกย้ายเข้ากรุงเทพมหานครตามบิดา

และมารดา ซึ่งมาทำงานที่โรงงานทำขนมบ้านทองหยอด และได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น นับแต่นั้น รัชนกยังมีกมลา ทองกร เจ้าของโรงงานบ้านทองหยอด เป็นมารดาบุญธรรมอีกด้วย รัชนกเริ่มเล่นกีฬาแบดมินตัน เมื่ออายุได้ 6 ปี เนื่องจากกมลา ทองกร เกรงว่ารัชนกจะวิ่งเล่น

ซุกซนภายในโรงงานจนเกิดอุบัติเหตุได้ จึงได้นำเธอมาหัดเล่นแบดมินตันตั้งแต่บัดนั้น หนึ่งปีต่อมาเธอได้ลงแข่งขันเป็นครั้งแรก ในรายการอุดรธานี โอเพ่น และได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นครั้งแรกรัชนกสำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมตอนต้นจากโรงเรียนกสิณธรอาคาเดมี่มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และระดับอุดมศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประวัติการเล่นอาชีพปี พ.ศ. 2550

ด้วยวัยเพียง 12 ปี รัชนกลงแข่งขัน รายการแบดมินตันชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก และได้รับเหรียญทองแดง ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 เธอได้รับเหรียญเงินและปี พ.ศ. 2552 เธอได้รับเหรียญทองเป็นครั้งแรก โดยเอาชนะสลักจิต พลสนะ อดีตแชมป์ประเทศไทย ได้ในรองรอบชนะเลิศ และเอาชนะทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย ได้ในรอบชิงชนะเลิศในระดับเยาวชน รัชนกลงแข่งขัน รายการ บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์จูเนียร์แชมเชียนชิพ หรือเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งโลก

เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 โดยเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย ก่อนที่จะพ่ายให้กับหวัง ซื่อเสียน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ปีต่อมา พ.ศ. 2552 รัชนกลงแข่งขันในรายการนี้อีกครั้ง และได้รับรางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง เป็นครั้งแรก ด้วยการเอาชนะพรทิพย์ บูรณะประเสริฐสุข รุ่นพี่ทีมชาติไทย ในรอบชิงชนะเลิศ โดยเธอถือเป็นนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงเป็นนักแบดมินตันไทยคนแรก

ที่ได้รับตำแหน่งนี้ปี พ.ศ. 2553

รัชนกเริ่มก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับทั่วไปในรายการที่ใหญ่ขึ้น และสามารถทำผลงานได้ดีในหลายรายการ ในเดือนตุลาคม ด้วยวัย 15 ปี รัชนกสามารถคว้าแชมป์แรกในระดับกรังด์ปรีซ์ และกรังด์ปรีซ์ โกลด์ ให้กับตัวเอง ได้ที่ประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซียตามลำดับ และในรอบปีนั้น ยังทำผลงาน เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศได้ในรายการไชน่า ซูเปอร์ซีรีส์ พรีเมียร์ ฮ่องกง ซูเปอร์ซีรีส์  ไชนีส ไทเป กรังด์ปรีซ์โกลด์ และโคเรีย กรังด์ปรีซ์โกลด์

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน รัชนกเข้าร่วมแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 16 ในนามทีมชาติไทย และได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภททีมหญิง โดยในรอบชิงชนะเลิศ เธอลงแข่งขันในฐานะเดี่ยวมือ 1 และพ่ายให้กับหวัง ซิน นักแบดมินตันมือ 1 ของโลกในสมัยนั้นไปอย่างสูสี 1-2 เกม 22-20 17-21 14-21อนึ่ง ในระดับเยาวชน รัชนกยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้าเหรียญทอง ประเภทหญิงเดี่ยว รายการแบดมินตันเยาวชนชิงแชมป์โลก ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ส่วนในการแข่งขันแบดมินตันชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2553 รัชนกเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายต่อสลักจิต พลสนะ 21-14 21-15 ปี พ.ศ. 2554 รัชนกเป็นนักแบดมินตันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในรายการ บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์จูเนียร์แชมเชียนชิพ ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์เยาวชนชิงชนะเลิศแห่งโลก ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์แบดมินตันโลก

เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน รัชนกเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2011 ในฐานะผู้เล่นทีมชาติไทย โดยลงแข่งขันทั้งในประเภทหญิงเดี่ยว และในประเภททีมหญิง ซึ่งรัชนกสามารถคว้ามาได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง จากประเภททีมหญิง และหญิงเดี่ยว ตามลำดับในส่วนของผลงานรายการเก็บคะแนนสะสมในรอบปี รัชนกทำผลงานได้ดีที่สุด ด้วยการคว้าแชมป์ในรายการ อินเดีย โอเพ่น กรังด์ปรีซ์โกลด์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555

รัชนกสามารถทำผลงาน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ในรายการ ไทยแลนด์ โอเพ่น กรังด์ปรีซ์ โกลด์ ก่อนที่จะพ่ายต่อไซน่า เนห์วาล ไป 1-2 เซต ทำให้ได้เพียงอันดับสอง ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน รัชนกได้รับสิทธิ์เข้าแข่งขันโอลิมปิก 2012 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นครั้งแรก ในฐานะมือวางอันดับ 11 ของโลก โดยเธอสามารถผ่านรอบแรกไปได้ และสามารถเอาชนะจูเลียน เชงค์ จากเยอรมันไปได้ในรอบ 16 คนสุดท้าย ก่อนที่จะแพ้หวัง ซิน จากจีนในรอบ 8 คนสุดท้ายไป 1-2 เซตหลังจากนั้น

รัชนกสามารถทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ด้วยการผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ รายการไชน่า โอเพ่น ซูเปอร์ ซีรีส์ พรีเมียร์ ก่อนที่จะพ่ายแก่หลี่ เสี่ยวเล่ย มืออันดับ 1 ของโลก ไป 0-2 เซต ได้เพียงอันดับ 2[24] แต่นั่นก็เพียงพอทำให้รัชนก ได้สิทธิ์ไปแข่งขันรายการซูเปอร์ ซีรีส์ สุดท้ายของปี ที่จะให้สิทธิ์สำหรับนักแบดมินตัน 8 อันดับแรกที่ทำคะแนนสะสมสูงสุดในรอบปี โดยในรายการสุดท้ายนี้ รัชนกสามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายต่อหวัง ฉีเซียน

จากจีน ไป 0-2 เซต 12-21 19-21 วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 รัชนกสร้างสถิติโลกใหม่เป็นนักแบดมินตันที่อายุน้อยที่สุดที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ในวัยเพียง 18 ปี หลังคว้าแชมป์ โยเน็กซ์ ซันไรส์ อินเดีย โอเพ่น และในวันที่ 20 มิถุนายน สหพันธ์แบดมินตันโลก บีดับเบิลยูเอฟ ประกาศการจัดอันดับนักแบดมินตันโลก รัชนก อินทนนท์ ขยับขึ้นจากอันดับ 5 ไปเป็นมือ 3 โลก ในประเภทหญิงเดี่ยว

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556 รัชนก อินทนนท์ สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันแบดมินตันโลกได้สำเร็จเป็นคนแรกของประเทศไทย และเป็นแชมป์โลกแบดมินตันที่มีอายุน้อยที่สุด รวมถึงในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556 รัชนก อินทนนท์ ได้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์แบดมินตันโลก รัชนกเป็นนักแบตมินตันคนแรกของโลกที่สามารถคว้าแชมป์ซูเปอร์ซีรีส์สามรายการติดต่อกันใน 3 สัปดาห์ ที่ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และทำคะแนนสะสมขึ้นนำเป็นนักแบตมินตันหญิงมือ 1 ของโลกประเภทหญิงเดี่ยว โดยอันดับล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2559 รัชนกอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

เป็นสโมสร ฟุตบอลอาชีพ ในเมืองลีดส์ในเทศมณฑล เวสต์ยอร์กเซอร์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนา

ธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้น

ในเวลาต่อมาโดยปัจจุบันลีดส์

อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

ประสบการณ์อย่าง โรเบิร์ต สน็อคกาส- ลูซิอาโน เบคคิโอ- แพทริค คิสนอร์โบ โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมด้วยการได้ตำแหน่งรองแชมป์ลีกวันเลื่อนชั้นสู่อีเอฟแอลแชมเปียนชิปหลังตกชั้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน แล้วอีก 10 ปีต่อมา ในฤดูกาล 2019-20 ลีดส์ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมสร้างผลงาน ด้วยการคว้าแชมป์

อีเอฟแอลแชมเปียนชิปเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ในรอบ 16 ปี หลังจากห่างหายไปนาน ตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 แล้วได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดครั้งช่วงกลางครึ่งหลัง บุกมาเอาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไปได้ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 3 ศึก

เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในเมืองลีดส์ในเทศมณฑลเวสต์ยอร์กเซอร์ประเทศอังกฤษก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนาธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้นในเวลาต่อมา โดยปัจจุบันลีดส์ อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

 

ทีมสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

ทีมสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

ทีมสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

ทีมสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

เป็น สโมสรฟุตบอล ในประเทศอังกฤษใช้สนามเหย้าคือ กูดิสันพาร์กในเมืองลิเวอร์พูลเอฟเวอร์ตันเป็นทีมคู่ปรับร่วมเมืองของลิเวอร์พูล แฟนฟุตบอลชาวไทยตั้งฉายาให้ว่า ทอฟฟีสีน้ำเงิน เป็นสโมสรฟุตบอลที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นในปี 1878 โดยใช้ชื่อว่า สโมสรฟุตบอลเซนต์โดมิงโกตามชื่อโบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองลิเวอร์พูล และเปลี่ยนชื่อเป็นสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในปี 1884 ในยุคก่อตั้งสโมสร เอฟเวอร์ตันใช้สนามแอนฟีลด์โรดเป็นสนามเหย้า โดยมี จอห์น โฮลดิง ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองลิเวอร์พูลและสมาชิก

สภาผู้แทนพรรคอนุรักษนิยมเป็นประธานสโมสร เอฟเวอร์ตัน คว้าแชมป์แรกได้ในฤดูกาล 1890-1891 ซึ่งในปีนั้น มีชุดทีมเป็นเสื้อสีชมพูอ่อน กางเกงสีฟ้า ถุงเท้าสีฟ้า และต่อมากลุ่มแฟนบอล เอฟเวอร์ตัน ได้เรียกร้องให้ใช้เสื้อ

สีน้ำเงิน กางเกงสีขาว ถุงเท้าสีขาว เป็นชุดประจำสโมสรมาจนถึงปัจจุบันผู้บริหารสโมสรได้ตัดสินใจปลด จอห์น โฮลดิง ออกจากตำแหน่งและได้ย้ายทีมเอฟเวอร์ตันไปยังฝั่งตะวันตกของสแตนลีย์พาร์กเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1892 สมัยนั้นเรียกพื้นที่บริเวณนั้นว่า กรีน เมอร์ ต่อมาสนามแห่งนั้นถูกเรียกชื่อตาม

ถนนเป็นกูดิสันพาร์กจนถึงปัจจุบัน ในฤดูกาล 1893-1894 แจ็ค เซาธ์เวิร์ธ เป็นดาวยิงสูงสุดของลีกอังกฤษ ด้วยจำนวน 27 ประตู ซึ่งอดีตนักเตะแบล็กเบิร์นโรเวอส์รายนี้ถือเป็นดาวซัลโวสูงสุดรายแรกของเอฟเวอร์ตัน หลังสง

ครามโลกครั้งที่ 1 เอฟเวอร์ตันได้สร้างสถิติที่ไม่มีใครลบได้จนถึงปัจจุบัน เมื่อดิ๊กซี่ ดีน กองหน้าชาวอังกฤษทำประตูให้กับสโมสรได้ถึง 60 ประตูในหนี่งฤดูกาล และเป็นสถิติการทำประตูในหนึ่งฤดูกาลที่มากที่สุดในลีกอังกฤษหลังสงครามโลกครั้งที่2 เมื่อ จอห์น มัวส์ ได้ซื้อกิจการของลิต เติลวูด พูล และ ธุรกิจการส่ง

ของทางอากาศ เป็นประธานสโมสร โดยมี แฮร์รี แคทเทอร์ริค เป็นผู้จัดการทีม ซึ่ง เอฟเวอร์ตัน ยุคนั้นมี โฮเวิร์ด เคนดัลล์ –  อลัน บอลล์ และ โคลิน ฮาร์วีย์ เป็นกำลังสำคัญซึ่งทั้ง 3 พาทีมครองแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษได้อีกครั้งในฤดูกาล 1962-1963 ก่อนที่ แฮร์รี แคตเทอร์ริค จะลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีมเนื่องจากมีปัญหาด้านสุขภาพ บิลลี บิงแฮม ได้ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมแทน แคตเทอร์ริค แต่เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลย

ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่คุมทีม จนในที่สุดบอร์ดบริหารได้ตัดสินใจปลด บิงแฮม ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง กอร์ดอน ลี มารับตำแหน่งแทน แต่ผลงานโดยรวมของ เอฟเวอร์ตัน ก็ไม่ดีขึ้นแต่งอย่างใด เป็นการกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

ของทีมเมื่อ ฟิลิป คาร์เตอร์ เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสร แทนที่จอห์น มัวร์สในปี1980-1990 และได้ดึง โฮเวิร์ด เคนดัลล์ เป็นผู้จัดการทีม โดยที่ เคนดัลล์ นำความสำเร็จมาสู่เอฟเวอร์ตันอีกครั้ง โดยพาทีม

คว้าแชมป์ เอฟ เอ คัพ ในปี 1984 และสามารถเอาชนะลิเวอร์พูลในศึกแชริตี้ ชิลด์ ปีถัดมายังได้แชมป์ดิวิชั่น1 มาครอง ในปี 1984-1985 โดยทิ้งลิเวอร์พูลอันดับ 2 ถึง 13 แต้ม และคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนส์คัพวินเนอร์คัพมาครอง ด้วยการ ถล่มราปิด เวียนนา จากออสเตรีย 3-1 ฤดูการ 1986-87 เอฟเวอร์ตันกลับมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง และเป็นครั้งล่าสุดที่ทำได้ ทศวรรษที่ 1990 เอฟเวอร์ตัน ได้มีการเปลี่ยนแปลงประธาน

สโมสรอีกครั้งโดยมี ปีเตอร์ จอห์นสัน เข้ามาบริหารงาน และได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเป็น โจ รอยส์ , โคลิน ฮาร์วีย์ และ โฮเวิร์ด เคนดัลล์ ซึ่งทั้งหมดคือดีตนักเตะของทีมนั่นเอง แต่ผลงานของทีมก็ไม่ดีขึ้น ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวทีมได้แชมป์ เอฟ เอ คัพ ในปี 1995 เท่านั้นปี 1999 บิลล์ เคนไรท์ ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานสโมสรและได้แต่งตั้ง วอลเตอร์ สมิธ เป็นผู้จัดการทีม จนถึงปี 2002 เอฟเวอร์ตัน ก็ได้ตัว เดวิด มอยส์ เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ โดยในฤดูกาลแรก เดวิด มอยส์ พาเอฟเวอร์ตัน หนีตกชั้นได้สำเร็จ

โดยจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 15 ฤดูกาลต่อมาก็พาทีมสร้างผลงานอันสุดยอดโดยการจบฤดูกาลด้วยอันดับ 7 แม้ว่าฤดูกาลต่อมานักเตะจะเล่นด้วยความรู้สึกเหมือนไร้หัวใจ จนเกือบร่วงสู่ลีกแชมเปี้ยนชิพโดยมีคะแนนอยู่เหนือโซน

สโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน

ตกชั้นเพียง 3 คะแนน และเริ่มฤดูกาล 2003-2004 โดยการสูญเสียดาวยิงที่เป็นความหวังของทีมอย่าง เวน รูนี่ย์ ไปให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด แต่เดวิด มอยส์ กลับสร้างเซอร์ไพรซ์ ด้วยการพาทีมจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 คว้า ตั๋วใบสุดท้ายไปเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกรอบคัดเลือก และสร้างความหวังให้แก่สาวก

ของเอฟเวอร์โตเนี่ยน แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือก และยังกระเด็นตกรอบยูฟ่าคัพอีกด้วย ถือเป็นฤดูกาลที่น่าเจ็บปวด แถมผลงานในฤดูกาล 2004 – 2005 นั้นก็ไม่เป็นอย่างที่หวัง เพราะเอฟเวอร์ตันออกตัวได้อย่างย่ำแย่ โดยไม่เหลือเค้าทีมที่เคยคว้าอันดับ 4 เมื่อฤดูกาลก่อน จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของเดวิด มอยส์ และเสียงเรียกร้องจากแฟนบอลทั่วโลกให้ปลดผู้จัดการทีมออก แต่อย่างไรก็ตามบอร์ด

บริหารของสโมสรยังคงไว้ใจให้เขาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมต่อไป และ เดวิด มอยส์ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเขา เมื่อสามารถทำให้เอฟเวอร์ตันจบฤดูกาล ได้ด้วยอันดับที่ 11 ฤดูกาล 2006-2007 เอฟเวอร์ตันยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตัวเองให้กลายเป็นทีมระดับต้น ๆ ของพรีเมียร์ชิป ภายใต้การทำทีมของ เดวิด มอยส์ ที่ยังคงเสาะหานักเตะฝีเท้าดีราคาถูกเข้ามาสู่ทีมอย่างไม่ขาดสาย ผลงานของ

เอฟเวอร์ตันดีวันดีคืนจนกระทั่งสามารถจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 6 คว้าโควตาไปเล่น ยูฟ่า คัพ ได้สำเร็จและเริ่มต้นฤดูกาลด้วยความร้อนแรง จนสร้างความหวังให้แก่สาวกเอฟเวอร์โตเนี่ยนว่าความยิ่งใหญ่กำลังจะกลับมา รวมถึง

ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในถ้วย ยูฟ่า คัพ ด้วยการผ่านรอบแบ่งกลุ่มพร้อมเก็บ 12 คะแนนเต็ม เดวิด มอยส์ ทำหน้าที่ผู้จัดการทีมได้อย่างยอดเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน และกล้าประกาศตัวที่จะคว้าโควตา ไปเล่น ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก โดยการจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 4 เป็นอย่างน้อย ซึ่ง พัฒนาการของทีมที่เห็น

เป็นรูปธรรมนั้น ทำให้แฟนบอล

เชื่อมั่นว่า เอฟเวอร์ตันกำลังเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เมื่อ เดวิด มอยส์ ส่งสัญญาณการคุมทีมระยะยาว โดยการคัดเลือกดาวรุ่งฝีเท้าดีเข้ามาเติมเต็มถิ่นกูดิสัน ปาร์กอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์และสติปัญญาของเดวิดมอยส์ที่เน้นคุณภาพในราคาประหยัด ตามลักษณะนิสัยโดยทั่วไปของชาวสก๊อต นั่นทำให้เอฟเวอร์ตันเป็นอีกทีมหนึ่งที่มีอนาคตสดใส ในฤดูกาล2008-2009 เอฟเวอร์ตันสามารถผ่านเข้าไป

รอบชิงชนะเลิศฟุตบอล เอฟเอคัพได้สำเร็จแต่ก็พลาดท่าแพ้เชลซีไป2-1และจบฤดูกาลได้อันดับ5ได้โควตาไปเล่นยูฟ่าคัพซึ่งทำให้ความคาดหวังของแฟนเชียร์สูงขึ้นมาก แต่ในฤดูกาล 2009-2010 เอฟเวอร์ตันเริ่มนัดแรกด้วยการพ่ายแพ้ให้กับอาร์เซนอลชนิดไม่มีลุ้นด้วยสกอร์ 6-1 ทำให้มอยส์เริ่มดึงตัวนักเตะราคาแพงอย่าง ดินิยาร์ บิลยาเลตดินอฟ ปีกทีมชาติรัสเซีย และจอห์น ไฮติงก้า กองหลังทีมชาติฮอลแลนด์ เอฟเวอร์ตัน

 

 

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่าเวิร์ดคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศมีทีมชาติชายเข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มสมาชิก เป็นการจัดการแข่งขันขึ้นทุกๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกปี คริสต์ศักราช 1930 แต่มีการยกเว้น ในปี คริสต์ศักราช 1942 และ1946 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 รูปแบบการแข่งในปัจจุบันประกอบด้วย 32 ทีม

เพื่อเข้าร่วมแข่งในประเทศที่เป็นเจ้าภาพการแข่ง21ครั้ง มีชาติที่ ชนะเลิศการแข่ง ทั้งสิ้นได้แก่ ทีมชาติบราซิล 5ครั้งทีมชาติเดียวที่ลงแข่งทุกครั้งทีอืนก็มี ทีมชาติอิตาลีและทีมชาติเยอรมนี 4ครั้ง ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส 2ครั้ง และทีมชาติอังกฤษกับทีมชาติสเปน 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือได้ว่าเป็นการแข่งที่มีจำนวนผู้ชมมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ราว 715.1ล้านคนแล้วเคยมีประเทศที่เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 17 ชาติตั้งแต่ คริสต์ศักราช 1930 ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปคือประเทศกาตาร์ในปี2022 และในปี2026 จัดขึ้นที่ประเทศแคนนาดา สหรัฐอเมริกา และแม็กซิโกในฐานะเจ้าภาพร่วม การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติชุดก่อนจัดขึ้นครั้งแรกที่กลาสโกว์ระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษและในการแข่งขันชิงชนะเลิศระหว่างประเทศครั้งแรกที่ชื่อ บริติชโฮมแชมเปียนชิป ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1884 กีฬาฟุตบอลเติบโตในส่วนอื่นของโลก

นอกเหนือจากอังกฤษในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ มีการแนะนำกีฬาและแข่งขันประเภทนี้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1900 และ 1904 และที่กีฬาโอลิมปิกซ้อน 1906 หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ ฟีฟ่า ก่อตั้งขึ้นในปี 1904 ได้มีการพยายามจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 1906 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศในยุคแรก ๆ แต่ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ

ของฟีฟ่าอธิบายว่าการแข่งขันนั้นล้มเหลวไป

โอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ในกรุงลอนดอน ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่แข่งขันอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล อังกฤษได้ดูแลในการจัดการแข่งขัน โดยผู้แข่งขันเป็นมือสมัครเล่นเท่านั้นและดูเป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน โดยบริเตนใหญ่ แข่งขันโดยทีมฟุตบอลสมัครเล่นทีมชาติอังกฤษ ได้รับเหรียญทองในการแข่งขัน ต่อมาในโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 ที่สต็อกโฮล์มก็มีจัดขึ้นอีก โดยการแข่งขันจัดการโดยสมาคมฟุตบอลสวีเดนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งแข่งขันฟุตบอล

เฉพาะในทีมสมัครเล่น เซอร์โทมัส ลิปตัน

ได้จัดการการแข่งขันที่ชื่อ การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเซอร์โทมัสลิปตัน จัดขึ้นในตูรินในปี 1909 เป็นการแข่งขันระหว่างสโมสร ไม่ใช่ทีมชาติ จากหลาย ๆ ประเทศ บางทีมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ การแข่งขันครั้งนี้บางครั้งอาจเรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก มีทีมอาชีพเข้าแข่งขันจากทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษปฏิเสธที่จะร่วมในการแข่งขันและไม่ส่งทีมนักฟุตบอลอาชีพมาแข่ง ลิปตันเชิญสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ จากมณฑลเดอแรม เป็นตัวแทนของอังกฤษแทน

ซึ่งสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์

ชนะการแข่งขันและกลับมารักษาแชมป์ในปี 1911 ได้สำเร็จฟีฟ่าได้จำแนกการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกว่าเป็น “การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น” และลงรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง และนี่เป็นการปูทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทวีปเป็นครั้งแรก โดยในโอลิมปิกฤดูร้อน 1920 ที่มีทีมแข่งขันอย่างอียิปต์และทีมจากยุโรปอีก 13 ทีม มีผู้ชนะคือทีมเบลเยี่ยม ต่อมาทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกในอีก 2 ครั้งถัดไปคือในปี 1924 และ 1928 และในปี 1924 ถือเป็นยุคที่ฟีฟ่าก้าวสู่ระดับมืออาชีพ

สนามกีฬาเอสตาเดียวเซนเตนาเรียว

สถานที่การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ที่เมืองมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัยจากความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิก ฟีฟ่าพร้อมด้วยประธานที่ชื่อ ชูล รีเม ได้ผลักดันอีกครั้งโดยเริ่มมองหาหนทางในการจัดการแข่งขันนอกเหนือการแข่งขันโอลิมปิก ในวันที่ 28 พฤษภาคม 1928 ที่ประชุมฟีฟ่าในอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจที่จะจัดการแข่งขันด้วยตัวเอง กับอุรุกวัย ที่เป็นแชมเปียนโลกอย่างเป็นทางการ 2 ครั้งและเพื่อเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษแห่งอิสรภาพของอุรุกวัยในปี 1930 ฟีฟ่าได้ประกาศว่าอุรุกวัยเป็นประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก

สมาคมฟุตบอลได้ส่งหนังสือเชิญเข้าร่วมการแข่งขันแต่ยังไม่มีประเทศใดในยุโรปตอบตกลงเพราะค่าใช้จ่ายการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาก่อนการแข่งขัน 2 เดือนก็สามารถเชิญทีมจากเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส โรมาเนีย และยูโกสลาเวียร่วมทั้งหมด13 ทีม 2 นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก จัดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1930 ผู้ชนะคือทีมฝรั่งเศส และทีมสหรัฐอเมริกา ชนะเม็กซิโก 4–1 และเบลเยี่ยม 3–0 ตามลำดับ โดยผู้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกมาจากลุกแซง โลร็องต์ จากฝรั่งเศส

ในนัดตัดสินทีมชาติอุรุกวัย

ชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 4–2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คนที่เมืองมอนเตวิเดโอ ทีมอุรุกวัยจึงเป็นชาติแรกที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลกหลังสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งสหราชอณาจักรได้เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกที่ประเทศบราซิล และสหราชอณาจักรถอนตัวจากฟีฟ่าในปี1920 ด้วยสาเหตุที่ไม่พอใจกับการเล่นกับประเทศที่เคยทำสงครามด้วยและเป็นการประท้วงด้านอิทธิพลและการบังคับจากต่างชาติและเมื่อในปี 1946 หลังจากได้หนังสือเชื้อเชิญจาก ฟีฟ่าทางสหราชอาณาจักรก็ได้กลับมาลงแข่งารแข่งขัน

ทีมแชมเปียนอย่างอุรุกวัยก็กลับเข้ามาร่วม

หลังจากที่คว่ำบาตรฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยทีมอุรุกวัยชนะในการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ชนะประเทศเจ้าภาพบราซิล นัดการแข่งขันนี้เรียกว่า มารากานาซู ระหว่างปี 1934และ1978 มีทีมที่ลงแข่ง 16 ทีมเว้นแต่ปี1938ที่เหลือ15 ทีมพอปี 1950 อินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก
Artists perform before the group A match between Russia and Saudi Arabia which opens the 2018 soccer World Cup at the Luzhniki stadium in Moscow, Russia, Thursday, June 14, 2018. (AP Photo/Darko Bandic)

มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย

ทีมเหล่านี้มักจะแพ้อย่างง่ายดายกับทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ จนกระทั่งในปี 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศในปี 1930 ทีมคิวบาเข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี 1938 ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1966 และทีมเม็กซิโกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1970 พอปี 1982 ได้มีการขยายเป็น 24 ทีมจากนั้นในปี 1998 เพิ่มเป็น 32 ทีม ผลจากการเพิ่มทีมทำให้มีทีมในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือเข้ารอบมากขึ้นและปีหลังๆทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ได้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น

การแข่งขันของฟุตบอลสำหรับผู้หญิง

คือฟุตบอลโลกหญิง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1991 ที่ประเทศจีนฟุตบอลโลกหญิงจะมีการแข่งขันที่เล็กกว่าฟุตบอลของผู้ชาย แต่กำลังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ มีทีมเข้าร่วมแข่งขันในปี  2007 อยู่ 120 ทีม มากกว่า 2 เท่าของในปี1991 กีฬาฟุตบอลนั้นได้มีอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนทุก ๆ ครั้ง ยกเว้นในปี 1896 และ 1932 แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่งในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิก ทีมที่ร่วมแข่งจะไม่ใช่ทีมระดับสูงสุด จนกระทั่งในปี 1992 ที่แต่เดิมให้ผู้แข่งขันอายุ 23 ปีเข้าแข่งขัน

แต่ก็อนุญาตให้มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 23 ปี

จำนวน 3 คนของแต่ละทีม ลงแข่งขันได้ส่วนฟุตบอลหญิงในโอลิมปิก แข่งขันครั้งแรกในปี 1996 เป็นการแข่งขันทีมชาติเต็มทีม ไม่มีจำกัดอายุคอนเฟเดอเรชันส์คัพ เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อน 1 ปี

ที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก

ในประเทศเจ้าภาพที่จะแข่งขัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่จะมาถึง เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ชนะเลิศจากแต่ละภูมิภาคทั่วโลก เอเชียนคัพ แอฟริกันคัพ โกลด์คัพ โกปาอาเมริกา เนชันส์คัพ และ ฟุตบอลยูโร พร้อมทั้งทีมที่ชนะฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดและทีมเจ้าภาพ

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร

แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทนในปัจจุบัน สมาชิกทุก ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา

 

 

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

บุรีรัมย์ยูไนเต็ด2

ของศึกเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกก็ตาม ซึ่งก่อนที่ฤดูกาลนี้ทางทีมได้จัดการเสริมทัพนักเตะเข้าทีมหลายรายไม่ว่าจะเป็น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม- กรวิทย์ นามวิเศษ- นฤพล อารมณ์สวะ- โก ซุล-กิ กิลแบร์โต มาเชนา- ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต

ซึ่งถือว่าเป็นขุมกำลังของทีมในฤดูกาล 2558ปิดฉากความยิ่งใหญ่ด้วยแชมป์แรก ฟุตบอลถ้วยพระราชทานประเภท ก. ด้วยการเอาชนะ กระต่ายแก้ว บางกอกกล๊าส เอฟซี ไป 1-0 จากประตูชัยของ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ในนาทีที่ 56 เดินหน้าต่อกับแชมป์ที่ 2 โตโยต้า ลีกคัพ

สมัย 4 สามารถเอาชนะ

กูปรีอันตราย ศรีสะเกษ เอฟซี ที่เพิ่งเข้าชิงรายการนี้เป็นครั้งแรก ไป 1-0 จากประตูชัยของ โก ซุล-กิ ในนาทีที่ 18 สานต่อความสำเร็จในปีนี้ ด้วยแชมป์ที่ 3 ไทยพรีเมียร์ลีก และเป็นแชมป์ไร้พ่ายอีกด้วย โดยไม่แพ้ใครตลอด 34 นัด ชนะ 25 นัด และเสมอไป 9 นัด ทำประตูได้ถึง 98 ลูก มากที่สุดในลีก และเสียไปเพียง 24 ประตูซึ่งน้อยที่สุดในลีก แถมจบซีซั่นด้วยการมีแต้มมากกว่า กิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมรองแชมป์ถึง 13 คะแนนเลยทีเดียวซึ่งการคว้าแชมป์ไทยพรีเมียร์ลีกในครั้งนี้ เป็นการคว้าแชมป์สมัยที่ 3 ติดต่อกันของทีมนอกจากนี้ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ยังคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดในไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ไปครอง หลังโชว์ฟอร์มสุดโหดเหี้ยม ซัดไป 33 ประตูอีกด้วย ส่วนคู่หู่ในแนวรุกของเขาอย่าง กิลแบร์โต มาเชนา ก็ยิงไป 21 ประตู ได้อันดับ 3 ขณะที่ ธีราทร บุญมาทัน แบ็กซ้ายทีมชาติไทย ก็ทำแอสซิสต์ ไป 19 ครั้ง

ซึ่งสูงสุดในลีกปีนี้แชมป์ที่4 ตามมาติดๆกับแม่โขงคลับแชมป์เปี้ยนชิพในฐานะแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ พบกับ สิงห์ร้ายแห่งนครวัด เบิงเกต อังกอร์ ทีมชั้นนำแห่งศึกฟุตบอลลีกกัมพูชา ในศึกฟุตบอลแห่งศักดิ์ศรี

เพื่อชิงความเป็นเจ้าสโมสรแห่งภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง โดยเอาชนะไปได้ 1-0 จากลูกจุดโทษของ อันเดรส ตุญเญซในนาทีที่ 67 ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์รายการนี้ไปครองและปิดท้ายฤดูกาลอย่างสมบูรณ์แบบกับแชมป์ที่ 5 ช้าง เอฟเอคัพ โดยการเอาชนะ กิเลนผยอง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

คู่ปรับเก่าสมัยไทยพรีเมียร์ลีกไป 3-1 จากลูกจุดโทษของ อันเดรส ตุญเญซ ในนาทีที่ 45, โก ซุล-กิ ในนาทีที่ 51 และ จักรพันธ์ แก้วพรม ในนาทีที่ 70 คว้าแชมป์รายการนี้ไปครองเป็นสมัยที่ 4 และเป็นถ้วยแชมป์ที่ 5 ในปีนี้ รวมทั้งกลายเป็นสโมสรแรกจากทวีปเอเชียที่คว้าถ้วยรางวัล 5 ใบได้สำเร็จในฤดูกาลเดียวอีกด้วยแต่พอฤดูกาลต่อมาถือเป็นช่วงเวลาที่ตกอับของทีมเลยก็ว่าได้ในฤดูกาล 2560

เดือนมกราคมนายเนวิน ชิดชอบ ได้ทำการเปิดตัวสโมสรด้วยสโลแกน “สไตรค์แบ็ค” หรือทวงคืนทุกแชมป์ ทางสโมสรได้ปล่อยตัวผู้เล่นออกไปหลายราย ไม่ว่าจะเป็น อนาวิน จูจีน ย้ายไปอยู่สุพรรณ เชาว์วัฒน์ วีระชาติ

ย้ายไปบางกอกกล๊าส สุรีย์-สุรัตน์ สุขะ ย้ายไปอุบล ยูเอ็มที  อันเดรส ตุญเญซ ปล่อยยืมตัวให้กับสโมสรในสเปน ไคโอะ ฟีลีปี และบรูนู โมเรย์รา ซึ่งเป็นกำลังหลักที่สำคัญเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และทางสโมสรได้ทำการยืมตัวฌาฌาจากสโมสรโลเคอเรนในเบลเยียม

และซื้อตัวผู้เล่นใหม่อย่างโซลวี ออตเตเซน- พรรษา เหมวิบูลย์ และศุภชัย ใจเด็ด เข้าสู่ทีมเปิดฤดูกาลแข่งขันแม่โขงคลับแชมป์เปี้ยนชิพซึ่งเลื่อนจากปีที่แล้วซึ่งเป็นทีมเยือนในเกมแรกบุกไปแพ้ล้านช้าง ยูไนเต็ดที่ประเทศลาว ด้วยผล 1–0

แต่ในเกมที่สองที่สนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ บุรีรัมย์กลับมาเอาชนะไป 2–0 ผลประตูรวม 2–1 ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จการแข่งขันรายการหลัก ไทยลีก ในนัดแรกบุรีรัมย์เริ่มต้นได้ไม่ดีนักเมื่อต้องเปิดบ้านไล่ตามตีเสมอชลบุรี 2–2 หลังจากที่โดนนำ 0–2 ในครึ่งแรก

แต่ในนัดถัด ๆ มาทีมสามารถเก็บชัยชนะได้ 4 นัดรวดก่อนที่จะสะดุดในเกมลีกนัดที่ 5 ที่ออกไปเยือนการท่าเรือ ผลจบลงด้วยการเสมอ 0–0 ต่อมาเกมลีกนัดที่ 6 บุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะคู่ปรับสำคัญอย่างเอสซีจี เมืองทองได้สำเร็จด้วยผล 2–0 โดยได้ประตูจากฌาฌาและสุเชาว์ นุชนุ่ม หลังจากนั้นทีมก็สามารถเก็บแต้มได้อย่างต่อเนื่อง แต่ในเกมลีกนัดที่ 12 และ 13 ซึ่งบุรีรัมย์ออกไปแพ้บางกอกกล๊าส 2–1 แพ้ในลีกเป็นเกมแรก

และเปิดบ้านแพ้ราชบุรี มิตรผล 3–4 ทำให้โอกาสลุ้นแชมป์ยิ่งยากขึ้น เมื่อมีคะแนนตามหลังจ่าฝูงอย่างเมืองทองถึง 7 คะแนนแต่อีก 3นัดถัดมาจ่าฝูงอย่างเอสซีจี เมืองทอง ทำคะแนนหายจากการพ่ายแพ้ต่อสามทีมน้องใหม่อย่างไทยฮอนด้า สโมสรฟุตบอลการท่าเรือ และอุบล ยูเอ็มทีส่งผลให้บุรีรัมย์ที่เก็บแต้มอย่างต่อเนื่อง ทำคะแนนเทียบเท่าเมืองทองหลังจบเลกแรก เป็นรองเพียงแค่ผลต่างประตูได้เสียกลางเดือนมิถุนายน 2560

รันกอ ปอปอวิช ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน โดยมีโบซีดาร์ บันโดวิช เข้ารับตำแหน่งแทน ต่อมาในเกมลีกนัดที่ 18 ของฤดูกาล หรือนัดแรกของเลกที่สอง บุรีรัมย์ซึ่งเปิดบ้านเอาชนะราชนาวี 2–0 สามารถแซงขึ้นไปเป็นจ่าฝูงได้สำเร็จ เนื่องจากเมืองทองสะดุดในนัดที่ออกไปเสมอสุโขทัย 2–2 ทั้งที่นำก่อน 2–0 และในอีก 16 นัดถัดมา บุรีรัมย์สามารถเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง และคว้าแชมป์ไทยลีกอย่างเป็นทางการในเกมนัดที่ 32

ซึ่งบุรีรัมย์เปิดบ้านเอาชนะโปลิศ เทโรไปได้ 4–0 และยังสามารถทำสถิติเก็บแต้มในลีกสูงสุดที่ 86 คะแนน หลังจากบุกไปชนะชลบุรี 2–1 ในเกมนัดสุดท้ายของฤดูกาลส่วนในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยรายการโตโยต้า ลีกคัพ บุรีรัมย์จบเส้นทางที่รอบแปดทีมสุดท้ายหลังเปิดบ้านพ่ายต่อแชมป์เก่าร่วมอย่างเมืองทอง 0–2 และในช้าง เอฟเอคัพ บุรีรัมย์ตกรอบแปดทีมสุดท้ายเช่นกันหลังออกไปแพ้เชียงราย ยูไนเต็ด 1–0

โดยทั้งเมืองทองและเชียงรายที่ทำให้บุรีรัมย์ตกรอบ สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยได้ในบั้นปลายในฤดูกาล 2561-ปัจจุบันหลังจบฤดูกาล 2560 สโมสรบุรีรัมย์ได้ปล่อยตัวฌาฌาเนื่องจากหมดสัญญายืมตัว และได้ซื้อตัวกองหน้ารายใหม่ทดแทนอย่างเอ็ดการ์ และฮอง วู แซมซัน นอกจากนี้ยังยืมตัวประวีณวัช บุญยงค์ จากบางกอกกล๊าส และซื้อขาดศศลักษณ์ ไหประโคน จากทรูแบงค็อกหลังจากที่เคยลงเล่นแบบยืมตัวเมื่อเลกสองของฤดูกาลที่แล้วเปิดฤดูกาล 2561 ด้วยการแข่งขันไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ

เป็นการพบกันระหว่างแชมป์ไทยลีก

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และแชมป์เอฟเอคัพ สิงห์เชียงราย ยูไนเต็ด ผลการแข่งขันในเวลาจบลงด้วยผลเสมอ 2–2 ก่อนที่บุรีรัมย์จะพ่ายจุดโทษ 7–8 บุรีรัมย์ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มของเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก จากการคว้าแชมป์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยบุรีรัมย์อยู่ในกลุ่มจี ร่วมกับกว่างโจวเอเวอร์แกรนด์- เซเรซโซ โอซากะ และเชจูยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสโมสรที่มีส่วนชี้ขาดให้บุรีรัมย์ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ

จากการทำประตูชัยของกรกช วิริยอุดมศิริ ทำให้บุรีรัมย์เป็นสโมสรแรกจากไทยที่สามารถบุกไปเอาชนะสโมสรเกาหลีใต้ได้อีกด้วย ต่อมารอบ 16 ทีมสุดท้าย บุรีรัมย์ซึ่งเป็นเจ้าบ้านในเลกแรกเอาชนะช็อนบุกฮุนไดมอเตอส์จากเกาหลีใต้ไปได้ 3–2

ก่อนที่จะบุกไปแพ้ในเลกที่สอง 0–2 ผลประตูรวมบุรีรัมย์แพ้ 3–4 ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย บุรีรัมย์ลงแข่งขันเกมลีกนัดแรกของฤดูกาล ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะราชบุรี มิตรผลไปได้ 2–1 และแพ้นัดแรกของฤดูกาลในเกมนัดที่ 11

ซึ่งเป็นนัดที่บุรีรัมย์บุกไปพ่ายต่อสิงห์เชียงราย 1–0 ยุติสถิติไร้พ่ายในลีก 31 นัดติดต่อกันต่อมาเกมลีกนัดที่ 19 บุรีรัมย์แพ้ในบ้านนัดแรกต่อชัยนาท ฮอร์นบิล 0–1

และเสียตำแหน่งจ่าฝูงให้กับทรูแบงค็อก อย่างไรก็ดี บุรีรัมย์สามารถทวงคืนตำแหน่งจ่าฝูงได้ในนัดถัดมาที่บุกไปเอาชนะพีที ประจวบ 2–1 ส่วนทรูแบงค็อกทำได้เพียงเสมอกับราชบุรีในวันก่อนหน้า บุรีรัมย์คว้าแชมป์ไทยลีกอย่างเป็นทางการในเกมนัดที่ 31 ที่เปิดบ้านเอาชนะโปลิศ เทโรไปได้ 2–0

และในนัดสุดท้ายที่บุกไปชนะราชบุรี มิตรผล 1–0 นั้น บุรีรัมย์เก็บแต้มสูงสุดที่ 87 คะแนน ทำลายสถิติเดิมของตนเอง 86 คะแนน เมื่อฤดูกาลที่แล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลถ้วย ในโตโยต้า ลีกคัพ บุรีรัมย์ยุติเส้นทางที่รอบรองชนะเลิศหลังจากที่พ่ายต่อบางกอกกล๊าส 1–2 ที่สนามบุณยะจินดา ส่วนในช้าง เอฟเอคัพ บุรีรัมย์ได้เข้าชิงชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อสิงห์เชียงราย 2–3ฤดูกาล 2562 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ประเดิมแชมป์ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพสมัยแรก ด้วยการล้างตาเอาชนะสิงห์เชียงราย 3–1 อย่างไรก็ตาม สโมสรทำผลงานในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกได้ไม่ดีนัก โดยเก็บได้เพียง 4 คะแนนจากการแข่ง 6 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบแพ้คัดออกได้สำหรับในฤดูกาลนี้ในไทยลีกสโมสรทำผลงานได้ไม่ต่อเนื่องและไม่สู้ดีนักต้องลุ้นแย่งแชมป์กับ สิงห์เชียงราย และการท่าเรือช่วงท้ายฤดูกาลและในนัดปิดฤดูกาล

 

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเตด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพของจังหวัดบุรีรัมย์ประเทศไทยอีกหนึ่งสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศก่อตั้งในปีพุทธศักราช 2513ในชื่อสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและประสบผลสำเร็จอย่างมากในยุคของบุรีรัมย์พีอีเอและบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดจากการชนะเลิศไทยลีก6สมัยสีประจำสโมสรคือสีกรมท่า

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้าร่วมไทยลีกในฤดูกาล 2553

ในชื่อ “บุรีรัมย์ พีอีเอ” หลังจากที่เนวิน ชิดชอบ ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปลายปี 2552และแข่งขันในลีกสูงสุดครบทุกฤดูกาล โดยเคยคว้าแชมป์ไทยลีกถึงสามฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556–2558 และทำสถิติเก็บคะแนนสูงสุดของไทยลีกในฤดูกาล 2561 ที่ 87 คะแนนนอกจากนี้ ยังเคยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกปี 2556

ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในระดับทวีปของสโมสร

ปัจจุบันลงเล่นเกมเหย้าที่ช้างอารีนา ซึ่งเปลี่ยนชื่อสนามจากชื่อเดิมอย่าง ไอ-โมบายสเตเดียมสนามแห่งนี้มีความจุ 32,600 ที่นั่ง ถือเป็นสนามฟุตบอลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีสโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของบุรีรัมย์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญคือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โดยทั้งสองสโมสรผลัดกันคว้าแชมป์ลีกในช่วงปี 2553–2561สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

เดิมชื่อ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นสโมสรที่เปลี่ยนแปลงมาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช2513 โดยดร.วีระ ปิตรชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกกำลังกายและสร้างความสามัคคีร่วมกันในหมู่คณะต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานประเภท ง.

โดยลงเล่น 3 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในถ้วย ค. และลงเล่นอยู่ 2 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นถ้วย ข. และอีก 2 ฤดูกาลสโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จหลังจากลงเล่นในดิวิชั่น 1 อยู่นานสโมสรก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อได้รองแชมป์ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2547 และได้เล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2548

โดยฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดสโมสรสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อได้ตำแหน่งรองแชมป์ และศุภกิจ จินะใจ กองหน้าของทีมก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับศรายุทธ ชัยคำดี กองหน้าของทีมการท่าเรือไทย ที่จำนวน 10 ประตู และยังได้เล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2549 ร่วมกับสโมสรฟุตบอลยาสูบ อีกด้วย

แต่ทั้ง 2 สโมสรกลับส่งรายชื่อผู้เล่นให้เอเอฟซีไม่ทันตามที่กำหนดจึงทำให้ทั้ง 2 สโมสรถูกตัดสิทธิและพลาดโอกาสลงเล่นในรายการระดับทวีปในท้ายที่สุดฤดูกาล 2551สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก

ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิต อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ที่นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลนี้จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์

ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราวในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุดเบื่องต้นได้เจรจากับทีมสโมสรฟุตบอลตำรวจแต่ถูกปฎิเสธนายเนวินได้เจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบกแต่ก็ตกลงกันไม่ได้

สุดท้ายได้ซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและได้ย้ายสนามแข่งขันจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็นบุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมดและทีมผู้ฝึกสอนบางส่วนการเข้ามาของผู้ถือหุ้นรายใหม่ส่งผลให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนาทีมเป็นอย่างมาก

มีการนำระบบบริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้ามาใช้กับบริษัท เช่น การทำสัญญาจ้างนักฟุตบอล การเจรจา และทำสัญญาซื้อขายนักฟุตบอลด้วยสัญญามาตรฐาน การสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ตามมาตรฐานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อใช้เป็นสนามเหย้า การจัดทำระบบบัญชี การเงิน กฎหมาย การตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอและความน่าเชื่อถือแก่บริษัท

จากการปรับปรุงและพัฒนาทีมอย่างจริงจังใต้นโยบายของนายเนวินทำให้ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอได้รับความนืยมสูงสุดในไทยพีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็วมีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือแฟนคลับ มากถึง 65,000 คนมีผู้เข้าชมเกมการแข่งขัน นัดละไม่น้อยกว่า 10,000 คน เมื่อเป็นเจ้าบ้าน และเมื่อเป็นทีมเยือน จะมีแฟนบอลติดตามไปชมไม่น้อยกว่า 1,500 คน อีกทั้งยังเป็นทีมที่สร้างสถิติผู้เข้าชมสูงสุดของไทยพรีเมียร์ลีก คือ 25,000 คน และ สร้างสถิติจำหน่ายของที่ระลึกได้สูงสุด 1,400,000 บาทภายในวันเดียว

คือนัดที่เตะกับเมืองทองยูไนเต็ดเมื่อเดือนกันยายน 2553 ฤดูกาล 2554 ทีมได้เป็นแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียลีกหลังจากเอาชนะทีมทหารบกที่สนามกีฬากองทัพบกเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2554 ได้คะแนน 75 คะแนนทิ้งห่างอันดับ2ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันอีก4นัดโดยมีพิธีมอบถ้วยรางวัลหลังการแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาล

และยังได้ทริปเปิลแชมป์ หรือ 3 แชมป์ ในฤดูกาลเดียวกัน เมื่อเอาชนะทีมการท่าเรือไทย เอฟซี ไปได้ 2-0 ที่สนามศุภชลาศัย ได้แชมป์โตโยต้า ลีกคัพ หลังจากการได้แชมป์ไทยพรีเมียร์ลีก และไทยคม เอฟเอคัพ ไปแล้วโดยถือว่าเป็นทีมฟุตบอลทีมแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยที่ทำได้และยังได้แชมป์ที่ 4 ด้วยการเอาชนะ ทีมเวกัลตะ เซนได จากเจลีก ด้วยลูกจุดโทษในรายการโตโยต้า พรีเมียร์คัพ ไปได้ 5-3 หลังในเวลาเสมอกัน 1-1

หลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในประเทศไทย พ.ศ. 2554ฝ่ายเจ้าของสิทธิ์ของสโมสรเดิม คือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเดิมอยู่ในการกำกับดูแลของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก พรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนมาอยู่ในการกำกับดูแลของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ จาก พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบายที่จะย้ายสโมสรออกจากจังหวัดบุรีรัมย์

ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่าฝ่ายนายเนวินจะขายหุ้น 70%ที่ตนถืออยู่ออกไปและจะแยกทีมการไฟฟ้าออกจากจังหวัดบุรีรัมย์และย้ายไปจังหวัดอื่นส่วนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ทีมบุรีรัมย์-พีอีเอเดิม จะไปรวมกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ เอฟซี ที่ได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 และเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล

2555 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555 นายเนวินได้เปิดแถลงข่าวว่า ได้ซื้อหุ้นอีก 30% ของสโมสรการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มาบริหารจัดการเองทั้งหมด รวมทั้งสิทธิทั้งหมดในนามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากนั้นจะเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ตามแผนเดิม

ส่วนสิทธิการเล่นในไทยพรีเมียร์ลีกของบุรีรัมย์ เอฟซีนั้น จะโอนให้กับ สงขลา เอฟซี ของนายนิพนธ์ บุญญามณีส่วนการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคนั้น จะไม่มีการส่งทีมเข้าแข่งขันรายการของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยอีกต่อไปในฤดูกาลนี้จบอันดับ 4 ใน ไทยพรีเมียร์ลีก 2555 และคว้าแชมป์ ไทยคม เอฟเอคัพ 2555 ด้วยการชนะอาร์มี่ ยูไนเต็ด ไป 2–1 ซึ่งได้สิทธิไปเล่น เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2013 รอบคัดเลือก และคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ 2555 ด้วยการชนะ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ไป 4–1 ซึ่งเป็นดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยและบุรีรัมย์ยูไนเต็ดสามารถป้องกันแชมป์ทั้งสองรายการได้อีกหนึ่งสมัยอีกด้วย

ฤดูกาล 2556 จบในอันดับที่1ในไทยพรีเมียร์ลีก2556 และคว้าแชมป์ ไทยคม เอฟเอคัพ 2556ด้วยการชนะ สโมสรฟุตบอลบางกอกกล๊าส ไป 3–1 ซึ่งได้สิทธิไปเล่น เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2014 รอบแบ่งกลุ่มและคว้าแชมป์ โตโยต้า ลีกคัพ 2556สมัยที่3 ด้วยการชนะราชบุรี มิตรผล เอฟซี ไป 2–1ซึ่งเป็นดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยและบุรีรัมย์ยูไนเต็ด

สามารถป้องกันแชมป์ทั้งสองรายการได้อีกหนึ่งสมัยอีกด้วย เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก 2013 ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมในฤดูกาล 2557 บุรีรัมย์คว้าแชมป์ ถ้วยพระราชทาน ก. และ แชมป์ โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 2557 พร้อมกับจบที่อันดับ 1 ใน ไทยพรีเมียร์ลีก 2557ในฤดูกาล2558 ถือเป็นฤดูกาลแห่งความสำเร็จเมื่อสามารถคว้าแชมป์มาประดับตู้โชว์ได้ถึง 5 รายการแม้ว่าจะตกรอบแบ่งกลุ่ม