Liverpoolคว้ามิลินโควิช ซาวิช 

Liverpoolคว้ามิลินโควิช ซาวิช

Liverpoolคว้ามิลินโควิช ซาวิช 
Liverpoolคว้ามิลินโควิช ซาวิช

Liverpoolคว้ามิลินโควิช ซาวิช มีแหล่งข่าวออกมาพูดถึงสโมสรชื่อดังอย่างทีมหงส์แดงอีกครั้งแล้วครั้งเล่าว่ากำลังหานักเตะเพิ่มเติม เพื่อประสิทธิภาพที่ดีของทีมมากยิ่งขึ้น จากแหล่งข่าวสยามสปอร์ตบอกว่า ลิเวอร์พูลกำลังจ้องการซื้อตัวของ เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช ห้องเครื่องคนเก่ง ลาซิโอ เพราะล่าสุดมีข่าวติดต่อกับทางต้นสังกัดนักเตะเรียบร้อย แต่คาด “อินทรีฟ้า-ขาว” คงไม่ยอมขายแบบถูกๆ

อันโตนิโอ คาสซาโน่ อดีตกองหน้าชื่อดังชาวอิตาลี ออกมาเปิดเผยว่า เซอร์เก มิลินโควิช ซาวิช กองกลางคนเก่งของ ลาซิโอ มีความเก่งกายพอจะเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ ลิเวอร์พูล อันโตนิโอ คาสซาโน่

อดีตกองหน้าคนดังชาวอิตาลี ออกมาแสดงความเห็นว่า เซอร์เก มิลินโควิช ซาวิช กองกลางคนเก่งวัย 26 ปี ทีมชาติเซอร์เบีย ของลาซิโอ เก่งมากพอที่จะย้ายไปร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ ลิเวอร์พูล ในตอนนี้

อันโตนิโอ คาสซาโน่ ออกมากล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า “ผมมองว่าก่อนหน้านี้ เซอร์เก มิลินโควิช ซาวิช ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่ผมต้องหันมาให้ความสนใจ แต่ในตอนนี้ผมว่าเขาเก่งพอแล้วนะ จากการที่เขาค้าแข้งกับลาซิโอ มาแล้ว หลายซีซั่น ผมมองว่าเขาควรย้ายไปเล่นให้กับทีมดังในพรีเมียร์ลีก ได้แล้ว

มิลินโควิช ซาวิช กองกลางคนเก่งวัย 26 ปี ทีมชาติเซอร์เบีย ของลาซิโอ ลงเล่นใน กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ให้กับ “อินทรีฟ้าขาว”มาแล้วถึง 6 ซีซั่น ก่อนที่ในฤดูกาลล่าสุด เจ้าตัวจะลงเล่นให้ทีมไปแล้ว 26 เกมในลีก ก่อนทำได้ถึง 7 ประตู

มีข่าวออกมาเพิ่มเติมว่า อิล เมสซาจญาโร่ สื่อของประเทศอิตาลี ตีข่าว ลิเวอร์พูล กำลังแอบเหล่ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช มิดฟิลด์ ลาซิโอ อยู่ หลังจากมองว่าเขาจะเป็นตัวแทนที่ดีของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ซึ่งเชื่อกันว่าค่าตัวของเขาจะอยู่ที่ราว 60 ล้านยูโร

กำลังเล็งที่จะดึง เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช กองกลางตัวเก่งของ ลาซิโอ มาร่วมทัพ เพื่อให้เป็นตัวแทนของ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม ตามรายงานของ อิล เมสซาจญาโร่ สื่อของประเทศอิตาลี

เป็นที่เชื่อกันว่าค่าตัวของ มิลินโควิช-ซาวิช จะอยู่ที่ราว 60 ล้านยูโร (ประมาณ 2,280 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าถูกพอตัวเมื่อเทียบกับเรื่องที่ว่าแข้งวัย 26 ปี ยังเหลือสัญญากับ ลาซิโอ อีกถึง 3 ปี โดยดาวเตะเลือดเซิร์บทำผลงานได้โดดเด่นมาพักหนึ่งแล้ว อย่างซีซั่นล่าสุดก็ทำได้ 8 ประตูกับ 9 แอสซิสต์ จากการลงเล่นใน กัลโช่ เซเรีย อา 32 นัด และที่จริงฤดูกาลก่อนๆ เขาก็เคยมีข่าวกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ไวจ์นัลดุม เพิ่่งแยกทางกับ ลิเวอร์พูล แบบไร้ค่าตัวหลังจบฤดูกาลล่าสุด ภายหลังทั้ง 2 ฝ่ายตัดสินใจที่จะไม่มีการต่อสัญญากัน ซึ่งหลายคนมองว่ามันเป็นความสูญเสียที่มากในระดับหนึ่งสำหรับ “หงส์แดง” เมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่ว่า ไวจ์นัลดุม ทำผลงานในแดนกลางได้โดดเด่นพอตัว

สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

ได้มีการติดต่อสอบถามไปยัง ลาซิโอ สโมสรดังในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ถึงโอกาสเซ็นสัญญาคว้าตัว เซอร์เกจ์ มิลินโควิช-ซาวิช กองกลางทีมชาติเซอร์เบีย มาเสริมทัพช่วงซัมเมอร์นี้ ตามรายงานจาก กัลโช่แมร์คาโต้ สื่อลูกหนังชั้นนำแดนมะกะโรนี เมื่อวันพุธที่ 7 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

มิลินโควิช-ซาวิช เคยมีข่าวเกี่ยวโยงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาอย่างยาวนาน และล่าสุด กัลโช่แมร์คาโต้ ระบุว่า “หงส์แดง” มีความสนใจในตัว ดาวเตะวัย 26 ปี เช่นกัน โดยหวังให้มาแทนที่ จอร์จินโย่ ไวจ์นัลดุม มิดฟิลด์ชาวดัตช์

ซึ่งย้ายออกไป หลังหมดสัญญา และได้มีการสอบถามราคากับทาง ลาซิโอ ทั้งนี้ มิลินโควิช-ซาวิช ซึ่งย้ายมาจาก เกงค์ เมื่อปี 2015 ลงเล่นให้ ลาซิโอ ไปแล้วทั้งสิ้น 247 นัด ทำได้ 47 ประตู

“อินทรีฟ้า-ขาว” ได้ตั้งค่าหัว มิลินโควิช-ซาวิช ซึ่งปัจจุบันเหลือสัญญาถึงปี 2024 ไว้สูงถึง 70 ล้านยูโร (ประมาณ 2,660 ล้านบาท) ซึ่งอาจเป็นเรตที่ ลิเวอร์พูล ไม่พร้อมจ่าย

ลิเวอร์พูล เตรียมที่จะยื่นข้อเสนอจำนวน 60 ล้านปอนด์ เพื่อที่จะทาบทาม เซอร์เก มิลินโควิช ซาวิช กองกลางคนเก่งของลาซิโอ เข้ามาเสริมทัพในช่วงซัมเมอร์นี้  หงส์แดง” กำลังต้องการแข้งแดนกลางคนใหม่เข้ามาเสริมทัพ เนื่องจาก จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม กองกลางชาวฮอลแลนด์ หมดสัญญากับทีมและเลือกย้ายไปร่วมทัพ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง แบบไร้ค่าตัวเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา

สโมสรยักษ์ใหญ่ ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ตกเป็นข่าวว่า เตรียมที่จะยื่นข้อเสนอจำนวน 60 ล้านปอนด์เพื่อที่จะทาบทาม เซอร์เก มิลินโควิช ซาวิช กองกลางทีมชาติเซอร์เบีย ของลาซิโอ เข้ามาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์ ทำให้ ลิเวอร์พูล

ตกเป็นข่าวกับแข้งแดนกลางมากมายก่อนมาเป็นข่าวกับ เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช กองกลางทีมชาติเซอร์เบีย เข้ามาเสริมทัพ โดยต้องจ่ายเงินจำนวน 60 ล้านปอนด์ เพื่อให้ ลาซิโอ ยอมปล่อยตัวแข้ง วัย 26 ปี ให้ย้ายมาร่วมทัพ

วันที่ 8 ก.ค. 64 กัลโชแมร์คาโต สื่อดังของอิตาลี ตีข่าว “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ติดต่อไปหา “อินทรีฟ้าขาว” ลาซิโอ สโมสรในศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี เกี่ยวกับการคว้าตัว เซอร์เก มิลินโควิช-ซาวิช กองกลางทีมชาติเซอร์เบีย มาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ในช่วงซัมเมอร์นี้

สำหรับ ซาวิช วัย 26 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม ซัดไป 8 ประตู กับอีก 11 แอสซิสต์ จากการลงเล่น 41 นัดรวมทุกรายการให้กับ ลาซิโอ ในฤดูกาลที่ผ่านมา และเคยมีข่าวเชื่อมโยงว่าได้รับความสนใจจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างไรก็ตามรายงานล่าสุดระบุว่า ลิเวอร์พูล คือทีมที่แสดงความจริงจัง หลังได้ติดต่อไปหา ลาซิโอ เพื่อสอบถามความเป็นไปได้ในดีลนี้ และค่าตัวที่ ลาซิโอ ต้องการแล้ว

ทั้งนี้ รายงานระบุเพิ่มเติมด้วยว่า ลาซิโอ ตั้งค่าตัวของ ซาวิช เอาไว้ที่ประมาณ 60 ล้านปอนด์ โดยหงส์แดงกำลังอยู่ในระหว่างมองหามิดฟิลด์คนใหม่มาแทนที่ จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม ที่หมดสัญญาและย้ายไปค้าแข้งกับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เรียบร้อยแล้ว

 

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 
ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล ในฤดูกาล 2021-2022 ได้มีการเปิดราคาเต็งแชมป์ มาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีทีมแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเติร์ ซิตี้ เป็นเต็ง 1 และเป็นทีมเดียวที่ราคาจ่ายน้อยกว่าทุน คือ แทง 1 ได้ 0.6 มาที่เต็ง 2-3 มีราคาเท่ากันที่ แทง 1 จ่าย 6 คือทีมแชมป์    ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกอย่าง เชลซี และแชมป์เมื่อ 2 ปีก่อนอย่าง ลิเวอร์พูล ส่วนเต็ง 4 ที่ตามมาด้วยราคา แทง 1 ได้ 8 คือรองแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถัดมาที่เต็ง 5 คือทีมที่มีเจ้าของเป็นคนไทย เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ราคา  1-33 ส่วนเต็ง 6 และ 7 คือ สเปร์อส และ อาเซน่อล ที่ราคา 1-40 และ 1-80 ตามลำดับ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ด้วยผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าช่วงต้นจะทำผลงานได้ไม่ค่อยดี แต่การได้ รูเบน ดิอาส มาเสริมหลัง ก็ทำให้ทีมเก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำ ทำคะแนนขึ้นจ่าฝูง และไม่ลงไปอีกเลย จนได้แชมป์ในที่สุด

ส่วนการเสริมทีมในปีนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทบไม่ต้องเสริมเลยก็ได้ หรือที่ต้องการก็เพียงแค่ กองหน้าที่จะมากดดัน กาเบรียล เชซุส เพียงตำแหน่งเดียวก็เพียงพอ หรืออาจจะได้เห็น กองหน้าชั้นยอด ที่จะเข้ามายืนแทนเลยก็เป็นได้

เชลซี

เต็ง 2-3 ร่วม อย่างแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ปีล่าสุด เชลซี แน่นทุกขุมกำลังอยู่แล้ว โดยปีที่แล้วมีการเสริมทัพเข้ามามากมาย และเชื่อว่าปีนี้นักเตะเหล่านั้น จะเล่นร่วมกันได้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งจะทำให้สมดุลของทีมดีขึ้น

แต่จะสามารถไปต่อกร กับแชมป์เก่าได้หรือไม่นั้น คงต้องอยู่ที่ความสม่ำเสมอของ เชลซี เองมากกว่า เพราะว่าในปีที่แล้ว เชลซีเองนั้นก็มีผลงาน เฮดทูเฮด ที่ดีกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่แล้ว

ลิเวอร์พูล

เต็ง 2-3 ร่วม อีกทีมอย่าง ลิเวอร์พูล แชมป์เก่าเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงออกสตาร์ทปีที่ผ่านมา ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว แต่อาการบาดเจ็บของ เวอร์จิล ฟานไดค์ , โจ โกเมซ , โจเอล มาติป 3 กองหลังตัวหลัก และ กัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทำให้ผลงานตกลงไปอย่างมาก

แต่ในปีนี้นักเตะเหล่านั้น จะกลับมาทั้งหมด ทำให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่จะไปต่อกรกับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชลซี หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างแน่นอน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เต็ง 4 ทีมรองแชมป์ พลีเมียร์ลีก และ ยูฟ่าคัพ ในฤดูกาลที่แล้วอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ที่ฤดูกาลนี้มีการเสริมทัพที่ตรงจุด คือการได้ จาดอน ซานโซ่  และ ราฟาเอล วาราน (ถ้าไม่พลิกโผ) มาเสริมในตำแหน่ง ปีกขวา และ เซ็นเตอร์

โดยจะทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะเพียงพอที่จะไปเบียดแย่งแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชลซี และ ลิเวอร์พูล ได้หรือป่าวนั้น ต้องติดตามดูกันยาว ๆ

เลสเตอร์ ซิตี้

เต็ง 5 เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ทีมที่เคยสร้างเทพนิยาย ในปีนี้ถูกยกให้เป็นเต็ง 5 เหนือทีมอย่าง สเปอร์ส และ อาเซน่อล เนื่องจากขุมกำลังที่มีอยู่ ยังไม่มีข่าวย้ายทีม และได้ผู้เล่นมาเสริมทัพแล้ว อย่างน้อย 3 ตัว ที่จะมาเสริมทั้ง กองหน้า กองกลาง และกองหลัง

แต่ยังเชื่อว่าไม่น่าจะพอ ที่จะสร้างเทพนิยายได้อีกครั้ง โดยความหวังของ เลสเตอร์ ซิตี้ คงจะยังอยู่ที่ ทำอันดับให้ติด 1 ใน 4 เพื่อให้ได้ พื้นที่ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกนั่นเอง

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ส

เต็ง 6 สเปอร์ส ทีมที่ต้องดูก่อนว่า ตัวความหวังของทีมอย่าง แฮรี่ เคน จะอยู่หรือไป โดยเจ้าตัวนั้นประกาศชัดเจนว่า ต้องการย้ายออกเพื่อการเป็นแชมป์ แต่ด้วยราคาที่ทาง สเปอร์ส ตั้งไว้นั้นสูงมาก จึงอาจทำให้ไม่มีทีมไหนกล้าทุ่มเงิน เพื่อดึงตัวไปร่วมทีม

แต่ด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ ถ้ายังไม่มีการเสริมทัพเพิ่ม แม้ว่าจะรวม แฮรี่ เคน ไว้ด้วย ก็ไม่น่าจะเพียพอที่จะติด 1 ใน 4 ทำให้ความหวังคงมีแค่เพียง ได้โควต้าไป ยูฟ่าคัพ เหมือนในปีที่ผ่านมา

อาเซน่อล

เต็ง 7 อาเซน่อล สำหรับทีมอย่าง อาเซน่อล ที่ผลงานในปีที่แล้ว น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก คือไม่สามารถทำอันดับ เพื่อไปเตะบอลถ้วยของยุโรปได้เลย ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนของการปล่อยตัวผู้เล่น และซื้อผู้เล่นเข้ามาใหม่

นั่นอาจทำให้ อาเซน่อล ต้องรอความสำเร็จต่อไปอีกหลายปี โดยในปีนี้ความหวังที่ดีที่สุดคือ การติดอันดับไปเตะบอลยุโรปสักถ้วย เพื่อให้สถานะการทางการเงินของสโมสรดีขึ้น และสามารถดึงตัวนักเตะดี ๆ ได้ในอนาคต

เต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก

เต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ คงหนีไม่พ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนทีมที่จะมาเบียดแย่ง นั้นคือ เชลซี , ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนทีมที่จะมาขอเบียดแย่งพื้นที่ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก คงจะเป็น เลสเตอร์ ซิตี้ หรืออาจจะมี สเปอร์ส (ถ้ารั้ง แฮรี่ เคน ได้)

ส่วน อาเซน่อล คงหวังได้แค่พื้นที่ ยูฟ่าคัพ ซึ่งจะมีทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน , เวสต์แฮม หรือ ม้ามืด ทีมอื่น ๆ ที่จะเสริมทีมขึ้มมาสู้ อย่างเช่น ลีดส์ , วูลฟ์ , นิวคาสเซิ่ล หรือ คริสตัน พาเลส ที่เพิ่งได้ ผู้จัดการทีมอย่าง ปาทริก วิเอร่า เข้ามา ทำให้การแข่งขันของทีมที่เรียกว่า ทีมกลางตาราง นั้นน่าดูยิ่งขึ้นไปอีก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก
ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก

ประหลาดใจนักเตะเดนมาร์ก นักเตะทีมชาติเดนมาร์กขวัญกำลังใจเปี่ยม ก่อนลงดวลกับ เวลส์ ในเกมยูโร 2020 รอบ 16 ทีม หลัง คริสเตียน เอริคเซน เดินทางมาเยี่ยมถึงแคมป์เก็บตัว

ESPN สื่อชื่อดัง ได้รายงานเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2564 ว่า  Christian Eriksen ทำให้ทั้งทีม นักเตะเดนมาร์กประหลาดใจ ด้วยการออกจากโรงพยาบาล และไปทักทายเพื่อนร่วมทีมได้ที่สนามซ้อม รายงานนี้ ได้รับการยืนยันจาก เพื่อนนักเตะเมื่อวันเสาร์

Eriksen ออกจากโรงพยาบาล ในโคเปนเฮเกนเมื่อวันศุกร์ และไปพบปะเพื่อนร่วมทีมของเขาที่ แคมป์ฝึกซ้อม นอกเมืองหลวงทันที    คริสเตียน นอร์การ์ด  โจอาคิม มาห์เล่ กองกลาง และ กองหลังทีมชาติเดนมาร์กชุดลุย ยูโร 2020  กล่าวอย่างประหลาดใจว่า

ผมไม่รู้ว่าเขาจะมา ดังนั้นเราจึงหยุดการฝึกซ้อมเมื่อเขามาถึง   นอร์การ์ดกล่าว  ดูเหมือนว่าเขาจะอารมณ์ดี และมันส่งผลดีกับทีมของเรา เราได้รับอนุญาตให้กอดเขา เป็นเรื่องดีมาก ที่ได้เห็นเขาเดินไปรอบๆ กับลูกชายของเขา มันเป็นวันที่ดีในหลาย ๆ ด้าน นั่นคือสิ่งที่เราต้องการ

Eriksen อายุ 29 ปี ประสบภาวะหัวใจหยุดเต้น ระหว่างเกมยูโร 2020 ในเกมแรกที่ เดนมาร์กพบกับฟินแลนด์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา และต้องได้รับการช่วยชีวิต ด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจ ท่ามกลางสายตาแฟนบอลทั่วโลก และ วีรกรรมที่น่ายกย่องของกัปตันทีมอย่าง ซิมอง เคียร์ กับเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

เขาออกจากโรงพยาบาล หลังจาก ได้ติดตั้งเครื่องตรวจหัวใจ แบบฝังไว้เพื่อป้องกัน อาการวูบคาสนาม ที่อาจเกิดขึ้น ในอนาคตกับเขาได้อีก

Mahler กล่าวว่า Eriksen มาพร้อมกับคู่หู และ ลูกสองคนของเขา ในระหว่างการเยือน กองกลางอินเตอร์ มิลาน รับประทานอาหารกลางวันกับทีม ก่อนกลับบ้านเพื่อใช้เวลา กับครอบครัว

มันเป็นเรื่องสะเทือนอารมณ์ เพราะครั้งสุดท้ายที่เราเห็นเขา เขากำลังนอนอยู่ในสนาม เพื่อรับการช่วยเหลือ  เมห์เลกล่าว  เรารู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร แต่การได้เห็นเขา ในชีวิตจริงนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เดนมาร์กแพ้ ฟินแลนด์ และ เบลเยี่ยม ในสองเกมแรกที่ยูโร 2020 แต่ยังมีโอกาส เข้ารอบ  ด้วยที่ต้องชนะรัสเซีย ในวันจันทร์ที่จะถึง ณ สนามกีฬา ปาร์เก้น

Andreas Skov Olsen กองหน้าทีมโคม กล่าวว่าการมาเยือนของ Eriksen นั้นจะช่วยให้ ทีมมีสมาธิกับเกมรัสเซียมากขึ้น “เป็นเรื่องดีที่ได้เห็นเขายืนอยู่ ตรงหน้าคุณ” สคอฟ โอลเซ่น กล่าว “สิ่งสำคัญสำหรับเรา คือการรู้ว่าคริสเตียนไม่เป็นไร เพื่อที่เรา จะได้มีสมาธิกับทัวร์นาเมนต์ที่เหลือ อย่างเต็มที่”

อินเตอร์ มิลาน สโมสรของ อีริคเซ่น ได้ส่งจดหมาย เปิดผนึกถึงผู้เล่น ของพวกเขาในวันเสาร์ โดยขอบคุณเขา และ แสดงความสนับสนุน แต่ยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดว่าอีริคเซ่น จะหวนคืนสู่สโมสรอินเตอร์ ในกัลโช่เซเรียอาได้หรือไม่

ไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับเรานับตั้งแต่วันเสาร์ ช่วงเวลาเหล่านั้น ที่มันดูเหมือนยาวนาน และ ไร้เหตุผลสำหรับเรา เราภาวนาว่า มันคือฝันร้าย โชคดีที่เราตื่นจากฝันร้ายได้ ” เนื้อหาในจดหมาย

ในความเงียบงันของวันนี้ เราได้รวบรวมความคิดทั้งหมด คำอธิษฐานของเรา แม้แต่การถอนหายใจ โล่งใจ สำหรับภาพถ่าย และ การอัปเดตที่มาจากสถานที่ ที่เราไม่รู้จนกระทั่งเมื่อสองสามวันก่อนที่ โรงพยาบาล Rigshospitalet ใน โคเปนเฮเกน

เช้าวันอังคาร นั้นช่วงเวลาที่ดีที่สุดมาถึง ทั้ง รูปภาพ รอยยิ้ม การยกนิ้วให้  สวัสดีทุกคน ขอบคุณมาก สำหรับข้อความของคุณ จากทั่วทุกมุมโลก มันมีความหมายมาก สำหรับผมและครอบครัวของฉัน ฉันสบายดี คุณอยู่ตรงนั้น คริสเตียน อีริคเซ่น

อีกก้าวหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์  การผ่าตัด การออกจากโรงพยาบาล และการเยี่ยมเยียนเพื่อนร่วมทีมของเขา มันเหลือเชื่อมาก ที่ได้เห็นข้อความ ที่คุณส่งถึงผมจำนวนมากมาย การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี และ เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ต่างๆ ผมสบายดี มันวิเศษมากที่ได้เห็นเพื่อนร่วมทีมของผมอีกครั้ง หลังจากเกมที่ยอดเยี่ยม ที่พวกเขาเล่นเมื่อคืนนี้ และแน่นอนว่าผมจะเชียร์พวกเขาในวันจันทร์ กับรัสเซีย

เราไม่ได้หยุด ส่งความห่วงใย ของเ ราให้กับคริสเตียน แม้แต่ครู่เดียว เคารพช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อน และ เป็นส่วนตัวเช่นนี้ในขณะเดียวกัน ก็แสดงถึงความรัก ความห่วงใย อย่างจริงใจ

ในขณะที่การแข่งขันระหว่าง เดนมาร์ก และ ฟินแลนด์เริ่มต้นขึ้นที่ โคเปนเฮเกนใน วันเสาร์ โรเมลู ลูกากู และอัคราฟ ฮาคิมิ ทั้งคู่ลงสนามร่วม กับ เบลเยียม และ โมร็อกโก ทั้งคู่ยิงประตูได้ ก่อนอุทิศประตูนั้นให้กับ เอริคเซ่น “คริส ผมรักคุณ” โรเมลูตะโกนใส่กล้อง เสียงของเขาดังออกไปทั่วโลก สู่ แฟนบอลที่รับชมอยู่ หรือแม้แต่ ซน เฮือง-มิน เพื่อนร่วมทีมของคริสเตียนที่ท็อตแนม

จากความกังวลใจ กลาย เป็นความโล่งใจ ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา  เสื้อหมายเลข 10 ขนาดใหญ่ ที่แสดงก่อน เดนมาร์ก กับเบลเยียม ในสนามกีฬาเดียวกันกับเมื่อวันเสาร์ เกมดังกล่าว มีการหยุดการแข่งขันชั่วคราว เมื่อถึงนาทีที่  10 นาที  แฟนบอล และ นักตะในสนาม ยืนตบมือให้ อีริคเซ่น

ทั้งหมดนี้ เป็นช่วงเวลาที่ประกอบขึ้น เป็นอ้อมกอดที่แข็งแกร่ง  และ จริงใจที่สุดสำหรับ Christian Eriksen

 แหล่งข่าวใกล้ชิดกับ Eriksen บอกกับ Gabriele Marcotti แห่ง ESPN ว่าเมื่อการทดสอบทั้งหมด ของเขาเสร็จสิ้น และไม่มีความเสี่ยงอื่น ๆ ต่อปัญหากล้ามเนื้อหัวใจ ผู้เล่นชาวเดนมาร์ก สามารถกลับไปตามแผนที่วางไว้ได้อย่างรวดเร็ว

Eriksen จำเป็น ต้องมีการใช้ยาพิเศษ

เพื่อกลับไปลงเล่นที่ Inter Milan ในฐานะคณะกรรมการโอลิมปิก ของอิตาลี ซึ่งรับผิดชอบด้านกีฬาทั้งหมด ห้ามผู้เล่นจากการเล่นด้วยเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน อุปกรณ์ภายใน และ ภายนอกทั้งหมด  ซึ้งต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ และหาก Eriksen จำเป็นต้องใช้ สิ่งที่คณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาตินั้นจะเรียกว่า  ใบรับรองความสมบูรณ์ทางกายภาพ มีกฏข้อหนึ่งกล่าวไว้ คือ ถ้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นอันตรายต่อผู้เล่น หรือ ผู้เล่นคนอื่น ในกรณีนี้ของเครื่องกระตุ้นหัวใจภายใน ก็คือ สุขภาพของผู้เล่นอาจได้รับผลกระทบ หากอุปกรณ์ได้รับความเสียหายหลังจากถูกกระแทกที่บริเวณหน้าอก

 

 

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

 ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง"เชลซี"
ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี”

ติดโควิด-19 ดาวรุ่ง”เชลซี” บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์ดาวรุ่ง สกอตแลนด์ ชวดลงเล่นเกมชี้ชะตา  ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม พบ โครเอเชีย วันอังคารที่ 22 มิถุนายน หลังผลตรวจ โควิด-19 เป็นบวก

ผลผลิตจากอคาเดมี เชลซี โชว์ฟอร์มโดดเด่น เกมเสมอ อังกฤษ 0-0 วันศุกร์ที่ผ่านมา (18 มิ.ย.) หลังได้รับโอกาสจาก สตีฟ คลาร์ก กุนซือ ลงเล่นตัวจริงนัดแรก

พลพรรค “ตาร์ตัน” ต้องชนะสถานเดียว ที่สนามแฮมป์เดน ปาร์ก เพื่อลุ้นเข้ารอบน็อกเอาท์

สกอตแลนด์ กับ โครเอเชีย มี 1 แต้ม จาก 2 นัดเท่ากัน ขณะที่ อังกฤษ กับ สาธารณรัฐเช็ก มี 4 แต้มเท่ากัน ก่อนฟาดแข้ง ที่เวมบลีย์

จอห์น เฟล็ก หนึ่งในขุนพล “วิสกี้” ติดเชื้อ โควิด-19 ก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์ พลาดลงเล่นเกมอุ่นเครื่อง เสมอ เนเธอร์แลนด์ส 2-2 เช่นเดียวกับผู้เล่น 6 คน ที่ถูกตัดชื่อออก เพื่อป้องกันไว้ก่อน

สมาคมฟุตบอล สกอตแลนด์ (SFA) คลอดแถลงการณ์ “สมาคมฯ ขอยืนยันว่า สมาชิกคนหนึ่งของ ทีมชาติสกอตแลนด์ บิลลี กิลมัวร์ ติดเชื้อโควิด-19”

“หลัง สมาคมฯ ประสานงานกับ หน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ นับตั้งแต่ทราบผลตรวจ บิลลี จะต้องกักตัว 10 วัน ดังนั้นจึงหมดสิทธิ์ลงเล่น ศึกยูโร 2020 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้ายของสาย D พบ โครเอเชีย ที่แฮมป์เดน”

นักเตะเหล่านั้นกลับมารับใช้ สกอตแลนด์ ทันเกมกระชับมิตร เอาชนะ ลักเซมเบิร์ก 1-0 และ เฟล็ก กลับมามีชื่อติดทีม เกมรอบแบ่งกลุ่ม พ่าย สาธารณรัฐเช็ก 0-2 และ เสมอ อังกฤษ 0-0

แถลงการณ์ระบุว่า

เราขอยืนยันว่า บิลลี่ กิลมอร์ มีผลตรวจเชื้อโควิด-19 ออกมาเป็นบวก

หลังจากที่ได้ประสานงานกับทางหน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษ ตอนนี้บิลลี่จะทำการกักตัวเองเป็นเวลา 10 วัน ดังนั้น เขาจะพลาดลงเล่นในยูฟ่า ยูโร 2020 กลุ่ม D ในเกมวันพรุ่งนี้กับทีมชาติโครเอเชีย ที่แฮมป์เดน

สำหรับบิลลี่ กิลมอร์ มีชื่อลงตัวจริงให้ทัพตาร์ตัน ในระดับทัวร์นาเมนต์หนแรก ในเกมกับทีมชาติอังกฤษ ผลการแข่งขันจบลงที่สกอร์ 0-0 เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และเจ้าตัวคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมดังกล่าวด้วย

บิลลี กิลมัวร์ มิดฟิลด์พรสวรรค์สูงของ เชลซี ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่กุนซือมือใหม่อย่าง แฟรงค์ แลมพาร์ด ปั้นขึ้นมาจนแจ้งเกิดได้สำเร็จ และหากจะบอกว่าในปี 2020 ไม่มีดาวรุ่งคนไหนโดดเด่นเท่าเขาอีกแล้วก็คงจะไม่ใช่เรื่องโอเวอร์เกินจริงนัก

เด็กหนุ่มวัย 18 ปีคนนี้มีสไตล์การเล่นฟุตบอลที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพสุด ๆ ไม่ใช่แค่เทคนิกดีเท่านั้น แต่ยังมีความเข้าใจในพื้นฐานของศาสตร์ฟุตบอลอย่างถ่องแท้จนได้รับฉายาสุดเท่จากสื่อว่า “อิเนียสต้าแห่งสก็อตแลนด์”ไปครองเลยทีเดียว

แต่กว่าที่ชีวิตของ กิลมัวร์ จะก้าวมาถึงจุดนี้ ก็ต้องผ่านอะไรมาเยอะมาเหมือนกัน โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกทางเดินใหม่ ๆ ให้กับชีวิต โดยที่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าเวิร์คหรือไม่ (โถ พ่อทูนหัวของพี่ ยังเด็กมากอยู่แท้ ๆ)

พระเอกของเราสมัครเข้าเป็นเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส ตั้งแต่ปี 2009 ซึ่งตอนนั้นมีอายุแค่ 8 ขวบเท่านั้น ก่อนที่จะตัดสินใจฝากอนาคตไว้กับทีมอคาเดมีอย่างจริงจังด้วยการลาออกจากโรงเรียนมัธยมเมื่ออายุ 16 ปีเพื่อมุ่งสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพเต็มตัว

จนกระทั่งปี 2017 กิลมัวร์ ก็ได้รับข้อเสนอจาก เชลซี ซึ่งถือเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จสูงมากในช่วง 15 ปีหลังสุด ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาคิดนานก่อนจะเซ็นสัญญาพาตัวเองออกจากบ้านเกิดมาสู่มหานครลอนดอน

และที่นี่เขาก็ได้รับโอกาสใหม่ ๆ มากมายไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น แต่รวมไปถึงวงการแฟชั่นด้วยเพราะความที่มีหน้าตาหล่อเหล่า รูปร่างสมส่วน ทำให้มีงานถ่ายแบบเข้ามาเป็นรายได้เสริมอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งแบรนด์ดังอย่าง Burberryพยายามเซ็นสัญญาด้วยอย่างจริงจังเลยทีเดียว

บ้านเกิดของ กิลมัวร์ อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ อาร์ดรอสสัน ซึ่งใช้เวลาเดินทางเข้าสู่เมืองใหญ่อย่าง กลาสโกว์ ด้วยรถยนต์ราว 50 นาที

และถึงแม้คุณแม่จะต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนถึง 4 โมงเย็นทุกวัน ขณะที่พ่อรับราชการเป็นทหารเรือ ซึ่งทำให้ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากนักแต่ก็สนับสนุนความฝันของลูกชายอย่างเต็มที่ ซึ่งนี่แหละคือจุดเริ่มต้นเส้นทางค้าแข้งอันยิ่งใหญ่ของ เจ้าหนูบิลลี

พวกเขาส่งผมขึ้นรถบัสไป เรนเจอร์ส แล้วรอรับกลับตอนประมาณ 3 ทุ่มทุกวัน ซึ่งรู้แหละว่าพ่อแม่เหนื่อยแค่ไหน แต่พวกเขาก็ไม่เคยเบื่อที่จะสนับสนุนผมเลยแม้แต่นิดเดียว และนั่นทำให้รู้สึกว่าเราต้องพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน”กิลมัวร์ กล่าว

จากเด็กต่างจังหวัดในสก็อตแลนด์ สู่ชีวิตใหม่ในมหานครลอนดอน

จากคำบอกเล่าของคนที่รู้จัก กิลมัวร์ มาตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ทราบว่าเขาเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและชอบท้าทายอะไรใหม่ ๆ ให้ชีวิตเสมอ เช่น ในขณะที่เด็กส่วนใหญ่ในรุ่นเดียวกันเลือกเรียนภาษาเยอรมันหรือฝรั่งเศส แต่พระเอกของเรากลับไปลงเรียนภาษาจีนแทนซะอย่างนั้น เล่นเอาเพื่อน ๆ นี่งงกันทั้งคณะเลย แถมยังมีเวลาหลังเลิกเรียนไปฝึกซ้อมฟุตบอลกับ เรนเจอร์ส ที่เมืองกลาสโกว์ได้อีกต่างหาก เอาสิ !!

และในช่วงที่ กิลมัวร์ เริ่มจะฉายแววอัจฉริยะออกมาในฐานะเด็กฝึกของ เรนเจอร์ส เขาก็ถูกทาบทามจากทีมแมวมองของลิเวอร์พูล, แมนฯ ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล อย่างหนักจนทุกคนรู้แล้วว่าจะต้องได้รับข้อเสนอดี ๆ ในเร็ววันแน่

แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นม้ามืดอย่าง เชลซี ที่คิดเร็วทำเร็วจนได้เซ็นสัญญาปาดหน้าคู่แข่งไปแบบหล่อ ๆ ซึ่งนั่นก็ทำให้ กิลมัวร์ ต้องบอกลาบ้านเกิดเพื่อเริ่มต้นการผจญภัยบทใหม่ในเมืองใหญ่อย่าง ลอนดอน ขณะที่มีอายุเพียงแค่ 16 ปีเท่านั้น

สาบานเลยว่าการได้ค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นี่แหละคือความฝันสูงสุดของผมในตอนที่ยังเป็นเด็กน้อย และในที่สุด เชลซี ก็ทำให้มันกลายเป็นจริง กิลมัวร์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มันเป็นแค่ก้าวแรกของเส้นทางนักเตะอาชีพเท่านั้น ผมยังต้องพัฒนาตัวเองอีกมากเพื่อให้เก่งขึ้นกว่าเดิมอีกเรื่อย ๆ เพราะตอนนี้ถือว่าอ่อนหัดมากอยู่จริง ๆ

ตบเท้าเข้าสู่วงการนายแบบ

สำหรับโลกยุคปัจจุบัน วงการกีฬากับวงการบันเทิงได้ถูกผสมผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันแทบจะแยกไม่ออกแล้ว เพราะมีนักฟุตบอลหลายคนที่บุคลิกโดดเด่นเป็นที่น่าจับตามองของคนทั่วไป เราจึงเห็นพวกเขารับงานโฆษณา นายแบบ ไปจนถึงออกรายการทีวีและเล่นภาพยนตร์บ่อยครั้ง

กิลมัวร์ เองก็เป็นหนึ่งนักฟุตบอลที่ถูกทาบทามจากคนในวงการแฟชั่น ทำให้เขาได้รับสัญญาจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Burberry ให้เป็นพรีเซนเตอร์เสื้อผ้า-น้ำหอมมาตั้งแต่ปีก่อน

มันเป็นเหตุการณ์ที่ผมรู้ว่าค่อนข้างตลกนะ เพราะอยู่มาวันหนึ่งเอเยนต์ก็ถามว่า เฮ้ บิลลี นายเคยคิดอยากจะลองเป็นนายแบบดูบ้างไหม   กิลมัวร์ เผย

ผมนี่สตั๊นไปหลายวิฯ ก่อนจะตอบกลับไปว่า อะไรนะ ! ซึ่งเขายืนยันว่างานนี้ง่ายมาก ไม่ต้องทำอะไรเลยนอกจากไปแต่งตัวเท่ ๆ โพสต์ท่าให้ตากล้องถ่ายรูป และพอได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผู้จ้างว่าเป็น Burberry ก็เลยตอบตกลงทันที

ตอนที่ภาพเซ็ตแรกปล่อยออกมาตามหน้าสื่อของแบรนด์ ผมรู้สึกทำตัวไม่ถูกเลยเวลาเดินเข้าห้องแต่งตัวของ เชลซี เพราะทุกคนเอาแต่พูดถึงมันกันตลอด แต่ก็ถือว่าคุ้มที่ได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ นะ สนุกดี

แต่ฟุตบอลต้องมาก่อน

ด้วยความที่ค่อนข้างหล่อ จมูกโด่งเป็นสัน เบ้าหน้าดูดีมีเสน่ห์ แถมรูปร่างดีตามสไตล์นักกีฬา จึงมีงานถ่ายแบบแฟชั่นมาให้รับจ็อบอยู่บ่อย ๆ จน กิลมัวร์ ยอมรับว่าแอบคิดหนักเรื่องทางแยกของอนาคตเลยทีเดียว

และในปี 2018 กิลมัวร์ ก็ได้รับโอกาสให้เป็นตัวหลักของทีมชาติสก็อตแลนด์ชุด U-21 นำทัพเพื่อน ๆ ลงทำศึกในรายการ ตูลอง ทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือเป็นเวทีแจ้งเกิดของเจ้าตัว โดยเฉพาะฟอร์มจากนัดเฉือน ฝรั่งเศส ด้วยสกอร์ 1-0 นั้นถือเป็นปรากฏการณ์สำหรับรายการนี้เลยทีเดียว

เมื่อเพชรที่กำลังอยู่ขั้นตอนการเจียระไนเริ่มเปล่งประกายฉายแววออกมาชัดเจนขึ้น เชลซี ที่เป็นต้นสังกัดจึงคาดหวังว่า กิลมัวร์ จะเติบโตขึ้นไปเป็นอนาคตของพวกเขาได้อย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้

ทางตัวนักเตะเองพอเห็นว่าสโมสรพัฒนาท่าทีดีขึ้น เขาจึงตัดสินใจมุ่งมั่นให้กับการเล่นฟุตบอลมากกว่าเดิมหลายเท่าและลดงานในวงการบันเทิงให้น้อยลงจนแทบจะลาขาดเลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็ได้รับคำชมเกี่ยวกับเรื่องนี้จากสต๊าฟฟ์โค้ชในศูนย์ฝึกค็อบแฮมอย่างมากเช่นกัน

ไอดอลผู้เป็นแบบอย่าง

สไตล์การเล่นของ บิลลี กิลมัวร์ นั้นถูกพูดถึงค่อนข้างมากจากเหล่ากูรูผู้วิเคราะห์ เพราะดูเรียบง่ายแต่มีเสน่ห์ชวนให้นึกถึงนักฟุตบอลจากยุคคลาสสิกหลาย ๆ คน ซึ่งเจ้าตัวเผยว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมี เชส ฟาเบรกาส อัจฉริยะผู้ใช้มันสมองในสนามเป็นไอดอลนั่นเอง

เชส ฟาเบรกาส คือแบบอย่างในการเล่นฟุตบอลของผมเลยนะ และวิธีการเล่นของเขาก็มีอิทธิพลต่อสไตล์ของผมอย่างมหาศาลเช่นกัน  กิลมัวร์ กล่าว

ส่วนคนอื่น ๆ ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือ อันเดรส อิเนียสตา กับ เฟรนกี้ เดอ ยอง ผมดูเทปเพื่อศึกษาการเล่นของสองคนนี้บ่อยมาก ถือว่าโชคดีที่เกิดมาทันยุคสมัยกัน

สุดท้ายแล้ว บิลลี กิลมัวร์ จะประสบความสำเร็จได้เหมือนกับเหล่าไอดอลของตนหรือไม่ ก็ต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่ที่แน่ ๆ คือคนที่ตัดสินใจทิ้งโอกาสอื่น ๆ เพื่อมุ่งหน้าสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจังแบบนี้ ยังไงก็รุ่งชัวร์ แน่นอน!

 

เจอร์เก้น นอร์แบร์ท คล็อพ

เจอร์เก้น นอร์แบร์ท คล็อพ

เยือร์เกิน นอร์แบร์ท คล็อพ

เจอร์เก้น นอร์แบร์ท คล็อพ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล (แปลว่าฮีโร่, แสงสว่างแห่งทิศเหนือ, แสงสว่างแห่งท้องทะเล) เกิดวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1967 ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต ในประเทศเยอรมันตะวันตก ส่วนสูง 193 เซนติเมตร

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันก้าวเข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล ด้วยสถิติที่ยอดเยี่ยมจากการประสบความสำเร็จที่ บุนเดสลีกา และ เป็นที่จดจำในฐานะโค้ชสมัยใหม่ที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า

ประวัติการคุมทีมของเขาน่าสนใจไม่น้อยจากการพา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เถลิงแชมป์ลีก บุนเดสลีกา 2 สมัย, เยอรมัน คัพ 1 สมัย และ เข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาคุมทัพเสือเหลืองตลอด 7 ปี

ในแง่ประวัติของการเป็นนักเตะนั้น คล็อปป์ เคยเล่นให้ ไมนซ์ 05 เพียงทีมเดียวเท่านั้นในการค้าแข้งอาชีพ ตั้งแต่ปี 1990-2001 ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัย 34 ปี พร้อมสถิติการถล่มประตูในลีกถึง 52 ลูก

แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์อะไรมากมาย แต่เขาก็ค้นพบว่าตัวเขาเองมีความสามารถในความเข้าใจเกมเป็นอย่างดี ซึ่งตัวเขาเคยกล่าวไว้ว่า ผมไม่เคยประสบความสำเร็จในการนำสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัวลงไปสนาม ผมมีพรสวรรค์ฝีเท้าแค่ระดับดิวิชั่น 5 แต่มีมันสมองระดับบุนเดสลีกา ผลที่ตามมาผมก็เลยได้เล่นบนลีกดิวิชั่นสอง

ที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นพื้นฐานการเตรียมตัวที่ดีสู่อาชีพการเป็นโค้ช โดย คล็อปป์ เริ่มคุมทีม ไมนซ์ ในปี 2001 หลังการเลิกเล่นมาอย่างยาวนานร่วม 11 ปี ความสามารถนี้จึงทำให้เขาใช้ประสบการณ์ที่มี ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากการเล่นกองหน้าไปสู่ตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งทำให้เขาก้าวหน้ามากกว่าเดิมในการค้าแข้ง และส่งผลให้เขาได้ลงเล่นในระดับอาชีพมากกว่า 300 นัด

ในที่สุดการรอคอย 41 ปีของสโมสร ไมนซ์ ก็สิ้นสุดลง เมื่อเขาพา ไมนซ์ เลื่อนชั้นได้สำเร็จเพียงแค่ฤดูกาลที่ 3 ในการคุมทีม โดยเลื่อนชั้นจากการทำให้ ไมนซ์ จบในอันดับสองของ ลีกา 2 เยอรมัน

ในเดือน พฤษภาคม 2008 คล็อปป์ ได้จรดปากกากลายเป็นกุนซือคนใหม่ของสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสัญญา 2 ปี ซึ่งฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม ก็สามารถพา “เสือเหลือง” เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ ได้สำเร็จ และทำทีมจบอันดับ 6 ในตาราง และอันดับที่ 5 ในซีซั่นต่อมา ก่อนที่จะประสบความสำเร็จด้วยการความแชมป์ บุนเดสลีก้า ฤดูกาล 2010-2011 และ 2011-2012

ด้วยผลงานดังกล่าว ทำให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตัดสินใจเลือกเขามารับงานในซัมเมอร์ปี 2008 เพื่อหวังแก้วิกฤตความตกต่ำของทีมที่จบในอันดับ 13 ของซีซั่น

ระหว่างฤดูกาล 2011-2012 คล็อปป์ ทำทีมเก็บ 81 แต้ม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสร นอกจากนี้ยังทำสถิติคว้า 47 แต้มจากครึ่งฤดูกาลหลังอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอในวันที่ 12 พฤษภาคม 2012 เขาสามารถพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ ทั้งในลีกและบอลถ้วยรายการ เดเอฟเบ โพคาล ประจำฤดูกาล 2011-2012

ฤดูกาล 2012-2013 ดอร์ทมุนด์ ต้องพบกับความยากลำบากในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อพวกเขาถูกจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มโหด “กรุ๊ปอ็อฟเดธ” ร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และ อาแจ็กซ์ อย่างไรก็ดี คล็อปป์ สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการไม่แพ้ใครเลยและเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ก่อนที่จะพาทีมทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศพบกับคู่ปรับ บาเยิร์น มิวนิค และพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2 จากประตูชัยของ อาร์เยน ร็อบเบน ในนาทีที่ 89 นั้น

ซีซั่น 2013-2014 คล็อปป์ ได้รับการต่อสัญญาระยะยาวและไปสิ้นสุดเมื่อเดือน มิถุนายน 2018 โดยฤดูกาลนั้นเข้าพาทีมจบอันดับ 2 เป็นรอง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ถึง 19 แต้ม จนกระทั่งในฤดูกาล 2014-2015 เขาประสบปัญหาผู้เล่นเจ็บและฟอร์มตก เป็นเหตุให้ทีมพ่ายยับและร่วงไปอยู่ท้ายตารางนานกว่าหลายเดือน ก่อนที่จะค่อย ๆ ทะยานขึ้นมาสู่อันดับครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2015 คล็อปป์ ได้ประกาศแยกทางกับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับผลงานที่ย่ำแย่ แต่จะยังคุมทีมจนจบฤดูกาล ก็ดีนอกเหนือไปจากความสำเร็จที่ผ่านมานั้น คือสไตล์การทำทีมของ คล็อปป์ ที่เน้นการเพรสซิ่งอย่างเข้มข้นและฟุตตบอลที่ดึงดูดเร้าใจ ที่ทำให้ทีมที่เขาคุมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งเขาได้อธิบายไว้

สิ่งที่ผมรักนั้นไม่ใช่ฟุตบอลแบบราบเรียบ แต่เป็นฟุตบอลแบบนักสู้ที่ผมชื่นชอบ สิ่งที่เรามักพูดถึงฟุตบอลอังกฤษที่เยอรมันก็คือ ฝนตกหนัก, สนามที่แข็งกระด้าง, ทุกคนเล่นบอลกันหน้าตาสกปรกมอมแมม พอเตะเสร็จก็กลับบ้าน และก็เล่นฟุตบอลไม่ได้อีกเลยใน 4 สัปดาห์ต่อมา

วันที่ 8 ตุลาคม 2015

คล็อปป์ ได้บรรลุข้อตกลง 3 ปีในการคุม ลิเวอร์พูล แทนที่ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมไอร์แลนด์เหนือคนเก่า การประเดิมงานครั้งแรกของเขาจบลงด้วยผลการบุกไปเสมอ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ศ 0-0 เมื่อ 17 ตุลาคม 2015 จากนั้นวันที่ 28 ตุลาคม 2015 คล็อปป์ ก็พาทีมชนะเป็นครั้งแรกในเกมเชือด บอร์นมัธ 1-0 ในถ้วย ลีก คัพ ส่งผลให้ทีมเข้ารอบควอเตอร์ไฟน่อลต่อไป

นอกจากนั้น คล็อปป์ ยังเป็นแบรนด์แอมบาสเซเดอร์ให้กับแคมเปญที่ชื่อว่า Respekt! Kein Platz für Rassismus” ที่รณรงค์การเหยียดสีผิวอีกด้วย

ที่ 3 แต้มแรก บนเกม พรีเมียร์ ลีก เกิดขึ้นในเกมที่บุกไปถล่ม เชลซี 3-1 ถึง สแตมฟอร์ด บริดจ์ และผลงานที่สุดลือลั่นสำหรับพลพรรคเดอะค็อปคงหนีไม่พ้น แมตช์ที่ออกไปสอนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ด้วยสกอร์ 4-1 ซึ่งกลายเป็นผลการแข่งขันที่ย่อยยับที่สุดในบ้านของทีมเรือใบสีฟ้าในรอบ 12 ปี

คล็อปป์ มีชื่อเสียงในแวดวงโฆษณาในสินค้่าหลายๆ แบรนด์ อาทิ เช่น พูม่า, โอเปิล, และธนาคาร โฟล์คแบงเค่น-ราฟไฟเซ่นแบงเค่น นอกจากนั้น คล็อปป์ ยังมีบทบาทเป็นแบรนด์แอมบาสเซเดอร์ให้กับรถยนต์โอเปิล และประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเพิ่มยอดขายให้มากขึ้น

 

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา
อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา

 

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา การเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาประเภทปะทะ เช่น ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล ที่เล่นกันเป็นทีม หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการเล่นกีฬา การบาดเจ็บทางการกีฬา เกิดขึ้นได้หลายแบบ การปฐมพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีก่อนที่จะพบแพทย์ จะช่วยให้แพทย์ทำให้การรักษาง่ายขึ้น การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบบ่อย ได้แก่ 

ข้อเคล็ด ข้อแพลง เกิดจากมีการเคลื่อนไหวของข้อมากเกินปกติ หรือข้อนั้นเกิดการหมุน พลิก บิด จนทำให้เนื้อเยื่อและเอ็นยึดข้อฉีกขาด หรือทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นยึดได้ โดยมีอาการคือ ปวด บวม เจ็บ เสียกำลัง เคลื่อนไหวได้แต่ไม่ถนัด ควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยให้ข้อพักนิ่ง ประคบด้วยความเย็นทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง พันด้วยผ้ายืด แล้วยกส่วนนั้นให้สูงเพื่อลดบวม หากเป็นที่แขนและไหล่ ใช้ผ้าคล้องแขน หลังจากเกิดการบาดเจ็บ 72 ชั่วโมง ให้ประคบด้วยความร้อน

ข้อเคลื่อน (Dislocation) คือ ส่วนหัวหรือส่วนปลายของกระดูกเคลื่อนหรือหลุดออกจากที่เดิม อาจเกิดจากการถูกดึงหรือกระชากอย่างแรง หรือเกิดร่วมกับกระดูกหัก การฉีก ขาด ของกล้ามเนื้อ พังผืด เมื่อพบการบาดเจ็บที่เป็นข้อเคลื่อน ห้ามดึงข้อนั้นเข้าที่เอง และปฐมพยาบาลโดยให้ข้อพักนิ่ง จากนั้นประคบความเย็นทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง อาจใช้เฝือกชั่วคราว หรือพันผ้ายืด ยกส่วนนั้นให้สูงเพื่อลดบวม (แขนและขา) หลังจากเกิดการบาดเจ็บ 72 ชั่วโมง ให้ประคบด้วยความร้อน

ฟกช้ำ เป็นอาการที่เกิดจากการกระแทก ทำให้มีเลือดออกในชั้นใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ หรือลึกลงไปถึงชั้นเยื่อหุ้มกระดูก ระยะแรกเมื่อเลือดยังไม่ซึมออกมาก อาจไม่พบมีการเปลี่ยนสีของผิวหนังหรือบวมขึ้น การปฐมพยาบาลให้ใช้ของเย็นประคบบริเวณที่ถูกกระแทกอย่าเพิ่งถูนวด หลัง 24 ชั่วโมงแล้วจึงใช้ของร้อนและถูนวดเบาๆ ได้ เพื่อให้เลือดที่คั่งกระจายและดูดซึมกลับได้เร็ว

ตะคริว เป็นการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อทั้งจากกล้ามเนื้อเองที่ไม่ได้เตรียมพร้อมก่อนการเล่นกีฬา ทำให้มีของเสียคั่งจากการทำงานของกล้ามเนื้อ และจากสาเหตุภายนอก เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ ความหนาว ฝน ความชื้น มีผลให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่พร้อม การเตรียมพร้อมหรือวอร์มอัพก่อนเล่นกีฬาจะช่วยให้ไม่เกิดตะคริวได้ง่าย ทั้งนี้ การปฐมพยาบาลทำได้โดยใช้ของร้อนประคบหรือถูนวดเบาๆ จะช่วยให้เลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อคลายและมีกำลังยึดหดได้อีก และใช้กำลังยึดกล้ามเนื้อตามทิศทางการทำงานของกล้ามเนื้อ เช่น หากเป็นตะคริวที่น่อง จะมีอาการหดเกร็ง และปลายเท้าเหยียด ให้ใช้กำลังค่อยๆ เพิ่มกำลังดันปลายเท้าเข้าหาเข่า ซึ่งจะช่วยเหยียดกล้ามเนื้อน่องได้

กล้ามเนื้อฉีก ซึ่งเกิดจากออกแรงเกินกำลัง ทำให้กล้ามเนื้อยึดตัวมากเกินไป อาการบาดเจ็บบริเวณที่มีการฉีกขาด ในระยะแรกอาจพบมีรอยบุ๋มลงไปเนื่องจากกล้ามเนื้อส่วนต้นและปลาย ของอันที่ขดหดตัวกลับ (เฉพาะรายที่มีการฉีกขาดมาก) เมื่อถูกบริเวณนั้นจะเจ็บมาก และไม่สามารถใช้กล้ามเนื้อนั้นได้ การปฐมพยาบาลทำได้โดยพักการใช้กล้ามเนื้อ ใช้ของเย็นประคบใน 24 ชั่วโมงแรกช่วยไม่ให้มีเลือดออกมากในกล้ามเนื้อ หากมีพลาสเตอร์ ให้ใช้ติดจากส่วนบนของกล้ามเนื้อมายังส่วนล่างหลายๆ ชิ้น แล้วพาดขวางอีกหลายๆ ชิ้น แล้วใช้ผ้ายึดรัดอีกชั้นหนึ่ง

กระดูกหัก ต้องรีบนำส่งแพทย์โดยด่วน หากมีกระดูกหักทิ่มออกมานอกเนื้อต้องระวังเป็นพิเศษ อย่าให้บริเวณแผลถูกของสกปรก หากมีเลือดออกมากต้องรีบห้ามเลือดก่อน เหนือบริเวณที่มีเลือดออก

อาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา สามารถเกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมในการเล่นกีฬา เช่น รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ หรือผลไม้ รองท้องสักครึ่งชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลียและสามารถออกแรงได้เต็มที่ ดื่มน้ำก่อนออกกำลังกายหนึ่งแก้ว หากรู้สึกกระหายน้ำขณะออกกำลังกาย แนะนำให้จิบทีละน้อย รวมถึงเตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนการเล่นกีฬา เช่น เดิน 2 – 3 นาทีก่อนการเล่นกีฬา

บาดเจ็บทางการกีฬาเกิดขึ้นได้หลายแบบ บางชนิดนักกีฬาหรือผู้ฝึกสอนสามารถรักษาพยาบาลกันเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางแพทย์แต่อย่างใด บางชนิดจำเป็นต้องอาศัยแพทย์เป็นผู้บำบัดรักษาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การปฐมพยาบาลเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะแม้จะเป็นบาดเจ็บที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ แต่ถ้าได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกวิธีก่อนที่จะมีแพทย์มาดู หรือไปถึงมือแพทย์ก็จะสามารถแบ่งเบาภาระของแพทย์ทำให้การักษาง่ายขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าได้รับการปฐมพยาบาลที่ผิดวิธี อาจทำให้บาดเจ็บน้อยกลายเป็นบาดเจ็บมากและรักษาได้ยากขึ้น ดังมีตัวอย่างเสมอในบ้านเรา ซึ่งไม่สามารถจะมีแพทย์ประจำสนามได้ทุกครั้งที่มีการฝึกซ้อมหรือแข่งขัน

เพื่อให้นักกีฬาและผู้ฝึกสอนสามารถให้การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องได้เองเมื่อประสบอุบัติเหตุได้รับบาดเจ็บ โดยที่ไม่มีแพทย์หรือพยาบาลในที่นั้น จะขอกล่าวถึงบาดเจ็บเฉพาะที่พบบ่อย ๆ และการปฐมพยาบาลเท่าที่สามารถทำได้เองเป็นข้อ ๆ ไป

1. ตะคริว เป็นบาดเจ็บไม่รุนแรงซึ่งนับได้ว่าพบบ่อยที่สุด อาการเกิดจาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งมีสาเหตุทั้งจากกล้ามเนื้อเองและจากสาเหตุภายนอก กล้ามเนื้อที่ได้รับการฝึกฝนมาดีและมีการเตรียมพร้อมก่อนใช้แรงเพียงพอย่อมไม่เกิดตะคริวได้ง่าย ตรงกันข้ามกล้ามเนื้อที่ฝึกฝนมา ยังไม่ดีพอและเตรียมพร้อมไม่พอจะมีการคั่งของของเสียจากการทำงานในกล้ามเนื้อและการขาดอาหาร ออกซิเจนและเกลือแร่ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดตะคริวได้ง่าย สาเหตุภายนอก ได้แก่ ดินฟ้าอากาศ, ความหนาว, ฝน, ความชื้น ซึ่งมีผลให้กล้ามเนื้ออยู่ในสภาพไม่พร้อม

การปฐมพยาบาล 

การหดเกร็งของกล้ามเนื้อสามารถคลายออกได้โดยการใช้กำลังยึดกล้ามเนื้อตามทิศทางการทำงานของกล้ามเนื้อ ตัวอย่างกล้ามเนื้อน่องซึ่งทำหน้าที่เหยียดปลายเท้าขณะเป็นตะคริวจะหดเกร็งและทำให้ปลายเท้าเหยียด การใช้กำลังดันปลายเท้าเข้าหาเข่า โดยค่อย ๆ เพิ่มกำลังดัน จะช่วยเหยียดกล้ามเนื้อน่องได้ การใช้ของร้อนประคบหรือถูนวดเบา ๆ จะช่วยให้เลือดมาเลี้ยงมากขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อคลายและมีกำลังยืดหดได้อีก ถ้าเป็นพร้อมกันหลายแห่ง สาเหตุมักเกิดจากการขาดน้ำ, อาหาร, เกลือแร่ในกล้ามเนื้อ การให้ความอบอุ่นแก่ผู้ป่วย ให้น้ำผสมเกลือแกงดื่มเป็นระยะ ๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายการเกร็งได้เร็วขึ้น

2. ฟกช้ำ เกิดจากการกระทบกระแทกโดยของที่ไม่มีคมทำให้เลือดออกในชั้นใต้ผิวหนังหรือกล้ามเนื้อ หรือลึกลงไปถึงชั้นเยื่อหุ้มกระดูก ระยะแรกเมื่อเลือดยังไม่ซึมออกมาก อาจไม่พบมีการเปลี่ยนสีของผิวหนังหรือบวมขึ้น แต่การปฏิบัติในทันทีที่เห็นมีการกระแทกรุนแรง จะช่วยไม่ให้มีการฟกช้ำเกิดขึ้นมากได้

การปฐมพยาบาล ใช้ของเย็นประคบบริเวณที่ถูกกระแทกอย่าเพิ่งถูนวด ถ้าเป็นบริเวณที่ติดกับกระดูก เช่น หน้าแข้ง, หนังศรีษะ อาจใช้ผ้าพันให้แน่น หลัง 24 ชั่วโมงแล้วจึงใช้ของร้อนและถูนวดเบา ๆ ได้ เพื่อให้เลือดที่คั่งกระจายและดูดซึมกลับได้เร็ว ปัจจุบันมียาเป็นครีมหลายชนิดที่ช่วยให้ฟกช้ำยุบหายได้เร็วขึ้น แต่ควรต้องขอคำแนะนำให้การใช้จากแพทย์เป็นราย ๆ ไป

3. เคล็ด, แพลง เป็นบาดเจ็บที่เกิดตามข้อต่าง ๆ เนื่องจากมีการยึดของเยื่อหุ้มข้อหรือเอ็นบางส่วนของข้อมากเกินไป อาการมากน้อยแล้วแต่ความรุนแรง โดยทั่วไปจะปวดมาก เคลื่อนไหวข้อไม่ได้ถูกจะเจ็บ ต่อมาจะบวม

การปฐมพยาบาล ต้องทำก่อนมีเลือดมาคั่งมากใน 24 ชั่วโมง แรกใช้ความเย็นประคบ แล้วใช้ผ้ายืดพันเพื่อไม่ให้มีการเคลื่อนไหวได้มาก พยายามอย่าใช้ข้อนั้นอีก หลัง 24 ชั่วโมงไปแล้ว ใช้ความร้อนประคบได้ และนวดประกอบเบา ๆ อาจใช้ยาแบบเดียวกับฟกช้ำ เมื่อยุบบวมแล้วอนุญาตให้ใช้ข้อได้บ้าง แต่ต้องเริ่มใช้เบา ๆ แล้วค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในระดับที่ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด

การปฐมพยาบาลที่ผิดวิธีและพบเสมอ คือ การใช้ความร้อนประคบและนวดรุนแรงทันที พบว่าบางครั้งทำให้มีเลือดออกมากขึ้นและคั่งในข้อจนถึงกับต้องให้แพทย์เจาะออก ในรายนี้จะรักษาหายช้ากว่าเดิมมาก

บางครั้งการแพลงอาจรุนแรงจนมีการกระชากเอากระดูกชิ้นเล็ก ๆ แตกออกมาด้วย กรณีนี้ต้องส่งให้แพทย์ทำการเอ๊กซเรย์และรักษาให้ถูกต้อง

4. กล้ามเนื้อฉีก เกิดจากยืดตัวมากเกินไปของกล้ามเนื้อเพราะออกแรงเกินกำลัง ทำให้มีการขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อมากน้อยแล้วแต่ความรุนแรง พบมากในนักวิ่งเร็ว ที่บริเวณต้นขา อาการคือ เจ็บปวดบริเวณที่มีการฉีกขาด ระยะแรกอาจพบมีรอยบุ๋มลงไปเนื่องจากกล้ามเนื้อส่วนต้นและปลายของอันที่ขาดหดตัวกลับ (เฉพาะรายที่มีการฉีกขาดมาก) ถูกบริเวณนั้นจะเจ็บมากและไม่สามารถจะใช้กล้ามเนื้อนั้นได้

การปฐมพยาบาล ให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าที่พักกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บให้มากที่สุด ถ้ามีปลาสเตอร์ก็ใช้ติดจากส่วนบนของกล้ามเนื้อมายังส่วนล่างหลาย ๆ ชิ้น แล้วพาดขวางอีกหลาย ๆ ชิ้น แล้วใช้ผ้ายึดรัดอีกชั้นหนึ่ง การใช้ของเย็นประคบใน 24 ชั่วโมงแรก ช่วยไม่ให้มีเลือดออกมากในกล้ามเนื้อ หลังจากนั้นต้องพักการใช้กล้ามเนื้อนั้นจนไม่มีความเจ็บปวดอีก จึงเริ่มให้ออกกำลังเบา ๆ ในระดับที่ไม่มีความเจ็บปวด และค่อย ๆ เพิ่มขึ้น

5. ข้อเคลื่อนหลุด เกิดจากการที่หัวกระดูกหลุดออกจากที่เคยอยู่ อาจเนื่องจากเยื่อหุ้มข้อขาดหรือถูกยืดมากเกินไป อาการส่วนมากพอเห็นได้ คือ มีรูปข้อผิดไป เคลื่อนไหวไม่ได้ ปวดมากอาจมีบวม ขนาดของส่วนที่หลุดอาจเห็นว่ายาวหรือสั้นกว่าเดิม

การปฐมพยาบาล ถ้าเคยพบและจัดให้เข้าที่ได้ ให้ทำทันทีเพราะรอไว้จะปวดมากและทำยาก เพราะกล้ามเนื้อตึง แต่ถ้าไม่เคยทำหรือไม่แน่ใจ ให้ยืดส่วนที่หลุดไว้ในท่าที่เจ็บน้อยที่สุด และไม่ให้มีการเคลื่อนไหว แล้วนำไปหาแพทย์อย่างระมัดระวัง ในการเคลื่อนย้ายถ้าเป็นระยะทางไกลอาจใช้ยาแก้ปวด และใช้น้ำแข็งประคบเพื่อให้เจ็บน้อยลง

6. กระดูกหัก เป็นเรื่องที่ต้องส่งให้แพทย์ การปฐมพยาบาลและเคลื่อนย้ายทำแบบเดียวกับข้อหลุด แต่ถ้ามีกระดูกหักทิ่มออกมานอกเนื้อต้องระวังเป็นพิเศษ ที่บริเวณแผลอย่างให้ถูกต้องของสกปรกถ้ามีเลือดออกมากต้องรีบห้ามเลือดก่อน โดยใช้ชะเนาะรัดเหนือบริเวณที่มีเลือดออก

7. หมดสติเพราะศีรษะกระแทก อันตรายเกิดจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนมากน้อยแล้วแต่ความรุนแรง และตำแหน่งที่ถูกกระแทก อาจมากถึงเลือดออกในสมองจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

การปฐมพยาบาล ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวเลย ให้จับนอนราบ หรือครึ่งนั่งครึ่งนอน ตะแคงศีรษะไปด้านใดด้านหนึ่ง ห้ามเขย่าหรือสั่นศีรษะผู้ป่วยเป็นอันขาด ถ้าลิ้นตกไปอุดหลอดลม ผู้ป่ายจะหายใจไม่สะดวก ให้ใช้ผ้าจับลิ้นดึงออกมา ถ้าผู้ป่วยฟื้นได้เองและรู้สึกตัวดีอย่าให้เล่นต่อ แต่ให้นอนพักและใช้น้ำแข็งประคบศีรษะไว้ ถ้าผู้ป่วยไม่ฟื้นเอง หรือความจำเลอะเลือน เมื่อฟื้นแล้วให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด

8. เป็นลม นักกีฬาที่แข็งแรงย่อยไม่เป็นลมได้ง่ายถ้าไม่เล่นหักโหมเกินกว่าที่เคยฝึกซ้อม ในกีฬาที่ใช้กำลังสูงสุดในเวลาอันสั้น นักกีฬาอาจเป็นลมเพราะใช้กำลังมากเกินไป อาการที่เกิด คือ ใจสั่น หน้ามืด คลื่นไส้ ตัวเย็น เหงื่อซึม หายใจเร็วไม่สม่ำเสมอ ในกีฬาที่ออกกำลังนาน ๆ ติดต่อกัน นักกีฬาอาจเป็นลมเพราะเสียน้ำและเกลือแร่มากเกินไป ในกรณีนี้อาการจะคล้ายกัน แต่ผู้ป่วยจะตัวแห้งและอาจมีไข้สูง

การปฐมพยาบาล ให้ผู้ป่ายนอนราบ ไม่ต้องหนุนศีรษะ อาจช่วยยกเท้าให้สูงขึ้น คลายเสื้อผ้าออก อย่าให้คนมุงมาก เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับอากาศบริสุทธิ์ การพยายามนวดเฟ้นเขย่าศีรษะ บังคับให้ลืมตา หรือประคองให้เดินทั้ง ๆ ที่ผู้ป่วยไม่สามารถทำได้ดังที่เราเคยเห็นกันในสนามนั้น ไม่ช่วยอะไรผู้ป่วยเลย แต่อาจเป็นอันตรายด้วยซ้ำ ในกรณีที่เกิดการออกกำลังนาน ๆ ผู้ป่วยตัวแห้ง ไข้สูงต้องถอดเสื้อผ้าออก อาจใช้น้ำเย็นประคบศีรษะและเช็ดตามตัวถ้าป่วยกระหายน้ำให้ดื่มประสมเกลือทีละน้อย อย่าให้ครั้งเดียวมาก ๆ เพราะอาจทำให้อาเจียน เมื่อผู้ป่วยหายจากอาการหน้ามืดใจสั่นแล้วจึงยอกให้ลุกขึ้นนั่งหรือเดินช้า ๆ ได้

9. ถูกกระแทกบริเวณท้อง อาการขึ้นกับความรุนแรงและตำแหน่งที่ถูกกระแทก ถ้าไม่มีอันตรายต่ออวัยวะภายใน อาจมีแค่อาการจุก ซึ่งเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อหน้าท้อง ซึ่งทำให้หายใจไม่ออก การผายปอดจะช่วยได้ทันที ถ้ามีอันตรายต่ออวัยวะภายใน อาการจะแตกต่างกันไปแล้วแต่อวัยวะที่ได้รับอันตราย อาการทั่วไป คือ ปวด และกดเจ็บบริเวณกระแทกแม้พักผ่อนแล้วก็ไม่หายไป ถ้ามีการกระแทกของอวัยวะภายในอาการปวดจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจมีอาการช็อคเพราะเลือดตกในหรือมีไข้ขึ้น เนื่องจากเยื่อบุช่องท้องอักเสบ

การปฐมพยาบาล ถ้าสงสัยมีอันตรายต่ออวัยวะภายใน เช่น กระเพาะ ลำไส้ ให้รีบน้ำส่งโรงพยาบาลในท่าที่ผู้ป่วยเจ็บน้อยที่สุด ห้ามนวดเฟ้นเป็นอันขาด อย่าให้อาหารและน้ำทางปากก่อนไปถึงโรงพยาบาล

 

แอโร่ซอฟท์ เกาะกระแสยูโร2020

แอโร่ซอฟท์ เกาะกระแสยูโร2020

แอโร่ซอฟท์ เกาะกระแสยูโร2020
แอโร่ซอฟท์ เกาะกระแสยูโร2020

แอโร่ซอฟท์ เกาะกระแสยูโร2020 “แอโร่ซอฟท์ ” เชียร์ยูโร เพลงประกอบโฆษณาคั่นระหว่างพักการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020 ติดหูแฟนบอลชาวไทยไปแล้ว หลัง “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” คว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสดในประเทศไทย จึงควงแบรนด์รองเท้าลำลองยึดสปอนเซอร์โฆษณาเต็มสูบ สินค้าอื่นหมดหวังร่วมเกาะกระแส

เป็นอีกปีที่มหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างการแข่งขัน “ฟุตบอลยูโร 2020” หรือ EUFA EURO2020 ค่อนข้างเงียบเหงา ในเชิงธุรกิจการตลาดและโฆษณา เมื่อนิติบุคคล นายโกมล จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานบริหาร บริษัท ซัมมิทฟุตแวร์ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์รองเท้า      “แอโร่ซอฟท์ คว้าลิขสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการ ร่วมกับ นายพงศ์กวิน           จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึง “ทรูวิชั่นส์

เดิมคนไทยทั้งประเทศ รวมถึงภาคธุรกิจในห่วงโซ่กีฬาฯคาดว่าประเทศไทย “โดนเท” ไม่มีฟุตบอลยูโรดูแน่นอน ทำให้การเจรจาซื้อขายแพ็คเกจโฆษณาต้องเงียบกริบ ทว่า ก่อนการแข่งขัน “โกมล จึงรุ่งเรืองกิจ” สร้างเซอร์ไพรส์ปิดดีลเกือบ 300 ล้านบาท นำสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 51 แมตช์ ให้คนไทยดูผ่านช่อง NBT แบบ “ฟรีๆ

แมตช์เปิดสนาม และคู่เดือด “อังกฤษ VS โครเอเชีย” ผ่านไป คนดูอาจเห็นเพียง โฆษณารองเท้าลำลองแอโร่ซอฟท์ ที่เป็นไวรัล แฟนบอลคงจำเพลงติดหูและร้องได้แล้ว ส่วนโฆษณาอื่น “อด” ทั้งที่อยากเข้า

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จำกัด หรือเอ็มไอ ฉายภาพว่า ปกติเมื่อมีมหกรรมกีฬาระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก โอลิมปิก การใช้จ่ายเงินโฆษณาจะสะพัดหลัก  พันล้านบาท  เพราะสินค้ามากมายต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมทำแคมเปญการตลาดเกาะกระแส เช่น เครื่องดื่มน้ำอัดลม โซดา เครื่องดื่มชูกำลัง รถยนต์ อาหาร ขนมขบเคี้ยว(สแน็กค่ายมือถือ  ที่ล้วนเป็นสินค้าและบริการ “ไข่แดง” ในตลาดทั้งสิ้น

ทว่า ฟุตบอลยูโร 2020 แตกต่างออกไป เมื่อเอเยนซี่ แบรนด์สินค้าคาดการณ์ว่าไทยจะไม่ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดให้แฟนบอลได้ดู จึงไม่มีแผนสื่อสารการตลาด แต่ทันทีที่รู้ว่าเกิดดีล ทุกแบรนด์ต่างหาช่องทางในการเจรจาสอบถาม “แพ็คเกจราคา” ที่ลูกค้าสามารถจ่ายได้ แต่ยังไร้คำตอบ

เอเยนซี่มีเม็ดเงินโฆษณาก้อนหนึ่งที่พร้อมจะใช้จ่ายฟุตบอลยูโร 2020 อยู่แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำคอมเมอร์เชียลของการถ่ายทอดสด

กรณีที่แบรนด์อื่นไม่สามารถโฆษณาได้เช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น เพราะฟุตบอลโลก 2018 จัดขึ้นที่รัสเซีย ประเทศไทยคว้าสิทธิ์ถ่ายทอดสด แต่การโฆษณาจำกัดแค่ “ผู้สนับสนุนหลัก” หรือสปอนเซอร์ 9 รายเท่านั้น ขาประจำ ขาจรอื่นๆจึงหมดสิทธิ์โดยปริยาย ส่วนแพ็คเกจในอดีตมีทั้งหลัก “ร้อยล้าน” และ “สิบล้านบาท” ตามสัดส่วนที่ลงขันไป

ทั้งนี้ ฟุตบอลยูโร 2020 ที่ถ่ายทอดสดตามเวลาในประเทศไทย ถือว่าเป็นจังหวะดี เพราะการฟาดแข้งเริ่มตั้งแต่ 20.00 ไปจนถึง 02.00 แม้จะเป็นห้วงที่คนทั้งโลกเจอวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 แต่พฤติกรรมการ อยู่บ้านทำงานที่บ้าน ทำให้คอแฟนจัดบริหารจัดการเวลาได้เอง บางคนจึงดูการแข่งขันลากยาวทุกแมตช์ได้ และในการรับชมสิ่งที่ตามมาคือการบริโภคสินค้าและบริการ ไม่ว่าจะเป็นสั่งอาหารเดลิเวอรี่ ขนมเคี้ยว เครื่องดื่มต่างๆ อานิสงค์ไม่ใช่แค่สินค้ามียอดขายเติบโต แต่  สื่อมีโอกาสโกยเงินสะพัด เพราะเอเยนซี่ ย่อมกระจายแคมเปญการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ผ่านมา 3 วัน การทำคอมเมอร์เชียลกับฟุตบอลยูโร 2020 ยังไม่มีความชัดเจน สิ่งที่สูญเสียเป็นเพียง “โอกาส” ของแบรนด์ และสื่อเท่านั้น ส่วนเงินที่จะพัดในมหกรรมกีฬานี้อาจอยู่ในกรอบวงเงินที่ประมูลมาเกือบ 300 ล้านบาท และแบรนด์รองเท้าลำลองหรือรองเท้าแตะ แอโรซอฟท์” จะเป็นที่รับรู้แก่ผู้บริโภคเป้าหมายมากขึ้น จากที่ผ่านมาแทบไม่มีการทำตลาดเลย

ส่วนแบรนด์ที่เป็นสปอนเซอร์ระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่มเบียร์  ไฮเนเก้น พันธมิตรกับฟุตบอลยูโรยาวนาน 25 ปี ได้คิกออฟโกลบอลแคมเปญ “Enjoy the Rivalry” แนวคิดสนุกกับการเป็นคู่แข่ง หรือ There’s Fun in the Rivalry มาสู่ประเทศไทย เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับคอบอล และฐานแฟนของไฮเนเก้นที่มีถึง 17 ล้านคน โดยกิจกรรมที่จะทำมีทั้งเปลี่ยนพื้นที่โฆษณานอกบ้านขนาดใหญ่ 80 กว่าแห่งทั่วประเทศ นำข้อความเชียร์ของแฟนบอลแต่ละทีมมาขึ้นบนป้ายโฆษณา ส่วนผลิตภัณฑ์ได้เปลี่ยนสัญลักษณ์ “ดาวแดง” บนขวดให้เป็น  ธงชาติยุโรป 25 ประเทศ  เป็นต้น

ขณะที่แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า  ไฮเซ่นส์  ของจีนอีกหนึ่งพันธมิตรระดับโลกของฟุตบอลยูโร 2020 ได้ออกแคมเปญ “Hisense ช้อปสุดคุ้ม ลุ้นสุดมันส์!! เติมเต็มความสุขไปด้วยกัน Your Home Your Stadium” มาเอาใจแฟนบอล พร้อมขนสินค้ามาจัดโปรโมชั่น แจกรางวัลรวมมูลค่า 2.6 ล้านบาท แต่การสื่อสารตลาดเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มสื่อออนไลน์ ไม่ได้อยู่ในช่วงเวลาบนหน้าจอช่อง NBT

จากกรณีข้างต้น ทำให้เอเยนซี่ ต้องเกาะติดการทำแพ็คเกจโฆษณาของมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ  โตเกียว โอลิปิก 2020 ที่ยังลุ้นว่าจะจัดได้หรือไม่ แม้สิทธิ์การถ่ายทอดสดอยู่ในมือ “แพลนบี มีเดียแต่ความชัดเจนยังไม่เกิดขึ้น ทำให้แบรนด์สินค้าไม่สามารถวางแผนทำแคมเปญการตลาดได้

นอกจากความสุขที่คนไทยทั้งประเทศได้รับชมการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 อีกหนึ่งความบันเทิงที่แฟนบอลชาวไทยต่างได้รับชมและรับฟังจนติดหูกันแบบไม่รู้ตัว และเป็นที่พูดถึงในบรรดาพลเมืองชาวเน็ต คือบทเพลงคั่นเวลาโฆษณาระหว่างการแข่งขันฟุตบอลยูโร 2020

เพลงเชียร์ยูโรของ Aerosoft 2020 ไปดูกันว่ากว่าเพลงนี้จะปล่อยออกมา มีกระบวนการอย่างไรกันบ้าง

ดนตรีสามช่าชวนขยับแข้งขา กับเสียงอันหนานุ่มของ ‘พลพล’ ที่พลิกแนวทางการร้องเพลงรักอบอุ่นที่เราเคยคุ้น บวกเนื้อเพลงอันเรียบง่ายวนซ้ำว่า

“เชียร์ยูโร… Aerosoft…เชียร์ยูโร

เชียร์ยูโร…Aerosoft…เชียร์ยูโร”

หลายคนคงคิดเห็นตรงกันว่าเป็นเพลงที่ฟังแล้วติดวนซ้ำอยู่ในหัว จนถึงขนาดมีการแสดงความเห็นทั้งหยอกล้อและแซวกันว่า “ฟังเพลงเสร็จอยากออกไปตลาดซื้อ Aerosoft มาใส่สักคู่” ขนาดนั้นทีเดียว…

อย่างที่เราทราบกันว่า หลังจากที่แทบจะไม่มีวี่แววว่าคนไทยจะได้ชมถ่ายทอดสดฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นี้ในตอนแรก แต่ก่อนที่ฟุตบอลยูโรจะเริ่มไม่กี่วัน ถึงมีประกาศว่า ถ่ายทอดสดได้แล้วจ้า

โปรเจกต์การทำเพลง ‘เชียร์ยูโร Aerosoft 2020’ ตามชื่อของแบรนด์รองเท้า ‘แอโรซอฟต์’ (Aerosoft) ผู้สนับสนุนการถ่ายทอดสดนี้ จึงเริ่มต้นขึ้นจนกลายเป็นโปรเจกต์สายฟ้าแลบ

ที่ใช้เวลา 24 ชั่วโมงเพื่อทำเพลงดังกล่าวขึ้นมา

เราจะมารู้จักกับเบื้องหลังโปรเจกต์นี้ และเรื่องราวของชายผู้เสกสร้างเพลง ‘เชียร์ยูโร Aerosoft 2020’ เพลงฮิตติดหูประจำการถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 นี้ด้วยกัน

เริ่มต้นที่เรื่องของเขาคนนี้ ที่อยากทำเพลงติดหูคนไทย  ปอ-ณัฐภูมิ รัฐชยากร

จากความฝันของเด็กชายคนหนึ่งจากจังหวัดชลบุรีที่ชื่อ ณัฐภูมิ รัฐชยากร หรือ ปอ ผู้รักเสียงดนตรีและคิดอยากจะทำเพลงตั้งแต่อยู่มัธยมฯ ต้น ที่โรงเรียนสิงห์สมุทร ความคิดอ่านของเด็กชายธรรมดาทั่วไปอาจจะเพียงอยากออกเทปหรือทำเพลงและเป็นศิลปิน แต่ความฝันของปอ เขายอมรับว่า นับตั้งแต่วันที่เขายังเป็นแค่เด็กนักเรียนมัธยมฯ ตัวเล็ก ๆ อยู่ที่สัตหีบ เขามองเห็นภาพตัวเองในใจว่า สักวันหนึ่ง เขาจะต้องทำเพลงฮิตติดหูคนไทยออกมาให้ได้

เวลา 26 ปีผ่านไป ฝันของเขาก็เป็นจริงขึ้นมากับเพลง ‘เชียร์ยูโร Aerosoft 2020’

แต่เส้นทางก่อนการได้ทำเพลงนี้ เขาฝ่าฟันลองผิดลองถูกและเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาจากหลากหลายที่ทำงาน ทั้งการทำงานใน เอเจนซีโฆษณา การเป็นผู้วางแผนสื่อ (Media planner) จนถึงการเปิดบริษัทออร์แกไนเซอร์เพื่อจัดทำงานอีเวนต์ด้วยตัวเอง มาจนถึงวันนี้เขาอยู่ในตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท Newspective และ Executive Producer Kit Music (ค่ายเพลงของปอที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว) ตอนนี้เขาเป็นนักธุรกิจและมีกลุ่มบริษัทที่ต้องดูแลเป็นของตัวเองมากมาย

แล้วเขามาเกี่ยวข้องกับการทำเพลง ‘เชียร์ยูโร Aerosoft 2020’ ได้อย่างไรกัน?

มันเริ่มจากการได้รับโทรศัพท์ตอนเวลาประมาณสองทุ่มของวันพฤหัสฯ ที่ 10 มิถุนายน 2564 ว่ามีลูกค้า (ซึ่งก็คือ Aerosoft นี่แหละ) ต้องการทำโฆษณาเพื่อประกอบการถ่ายทอดฟุตบอลยูโร 2020 ปอมีเวลาเพียง 10 นาทีเพื่อคิดคอนเซปต์เสนอลูกค้าในขณะนั้น เขาจึงคิดคอนเซปต์คร่าว ๆ และเสนอไอเดียหลักว่า ‘จะต้องทำเพลง (ขึ้นมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ)’ ซึ่งลูกค้าก็เห็นดีด้วยกับคอนเซปต์ที่เขาเสนอ

แต่การถ่ายทอดสดฟุตบอลยูโร 2020 คู่แรกอิตาลี – ตุรกี จะเกิดขึ้นในคืนวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 (เวลาตีสองของคืนนั้น นับเป็นเช้ามืดของวันที่ 12 มิถุนายน 2564) ก็เท่ากับว่า ‘เพลง’ ที่ปอจะทำจะต้องทำให้สำเร็จให้ออกอากาศทันภายใน 24 ชั่วโมง

คำถามสำคัญคือ ในระยะเวลาที่มีอย่างจำกัด จะทำงานนี้สำเร็จได้อย่างไร?

“ผมคิดว่าธรรมะจัดสรรให้ครับ” ปอเล่าว่าทุกสายที่เขาโทรฯ ไปหา ทั้งคุณต้น-ไตรสิทธิ์ มีสมศัพย์ คนที่เขียนเนื้อและทำนองที่ผมโทรฯ ไปหาเขาตอนตี 2 (ของวันที่ 11 มิถุนายน 2564 หรือหลังจากที่ได้รับบรีฟงานไม่กี่ชั่วโมง) ให้ลุกขึ้นมาแต่งเพลงให้ผม หรือจะเป็น แบงค์-จุฑาคุณ รังสรรค์ โปรดิวเซอร์ของเพลงนี้ที่สู้กันมาทั้งคืนจนถึงเช้าตรู่ของอีกวัน ทุกคนล้วนแต่เต็มที่ เต็มกำลัง พร้อมทุ่มแรงทั้งหมดที่มีสร้างเพลงนี้ออกมาให้ได้ภายในเวลาอันจำกัด”

เมื่อเนื้อร้อง ทำนอง ดนตรีพร้อม สิ่งสำคัญถัดไปคือนักร้อง ใครจะมาเป็นผู้ร้องเพลงสามช่า จังหวะโจ๊ะถึงใจ เข้าถึงได้ทุกคน (ภายในเวลาอันเร่งด่วนขนาดนี้ได้) ปอบอกว่า เขาคิดถึงหน้าคนอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น คือ พลพล พลกองเส็ง

ไม่ถึง 20 ชั่วโมง ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นี้กำลังจะเริ่มขึ้น เช้าตรู่ของวันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน 2564 ปอต่อสายตรงอย่างเร่งด่วนไปยังพลพล ซึ่งแน่นอนว่าพลพลตอบตกลง แต่ด้วยความเร่งรีบของงาน คงจะมีเซอร์ไพรส์เล็กน้อยเมื่อได้ทราบว่าเขาต้องไปอัดเพลงนี้ในบ่ายวันนั้นเลย เวลาประมาณบ่ายโมงครึ่งของวันนั้น ทีมงานได้ไปเจอกันที่ห้องอัดย่านทาวน์อินทาวน์

หนึ่งชั่วโมงผ่านไป พลพลก็จัดแจงร้องเพลงนี้ให้สำเร็จเสร็จสิ้นอย่างถูกใจทีมงาน พร้อมประโยคที่ว่า “ไม่เคยร้องแบบนี้เลยครับ” ซึ่งอาจจะหมายความถึงว่าเขาไม่เคยร้องเพลงสามช่าในแนวทางนี้มาก่อน

รับโจทย์จากลูกค้า-เขียนเนื้อ ทำนอง ร้องและเล่นดนตรีเป็นแนวทางเพื่อเป็นเดโม- ส่งไปให้ลูกค้าอนุมัติ- แก้ไขหน้างาน-ติดต่อนักร้อง-ไปร้องที่ห้องอัดจริง-ทีมงานทำภาพวิดีโอประกอบเพลง กระบวนการทั้งหมดเสร็จสิ้นประมาณบ่ายสองโมงของวันที่ 11 มิถุนายน 2564 เพื่อที่จะส่งให้ทางสถานีโทรทัศน์พิจารณาตอนบ่ายสามโมง และออกอากาศในคืนนั้น เรียกได้ว่านี่คือโปรเจกต์ที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงอย่างแท้จริง

ภายใต้เวลาอันจำกัด พวกเขาทำได้! รู้สึกอย่างไรกับกระแสตอบรับเมื่อเพลง ‘เชียร์ยูโร Aerosoft 2020’ ได้ถูกปล่อยออกไป? ปอตอบว่า

“Aerosoft เขาทำเรื่องที่ดีให้คนไทย ให้คนไทยทั้งประเทศมีความสุขได้ดูบอล เราเป็นเพียงฟันเฟืองเล็ก ๆ เท่านั้นเองครับที่จะตอบแทนเขา (Aerosoft) บ้าง”

แล้วถ้ามีคนมาจ้างให้ทำงานแบบนี้อีกภายใน 24 ชั่วโมง ยังสนใจอีกไหม?

“ถ้าใจไม่ได้ จ่ายมาอีกเป็นพันล้าน ผมก็ไม่ทำครับ”ณัฐภูมิ รัฐชยากร

เป็นไงกันบ้างครับ ได้อ่านกันแล้วรู้สึกอย่างไร ชอบเพลงนี้มั้ย คอมเม้นต์มาคุยกันนะครับดูฟุตบอลให้สนุกนะครับ สวัสดีทุกท่าน!

 

กรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล

กรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล

กรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล
กรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล

กรรมการผู้ตัดสินฟุตบอล

ผู้ตัดสินฟุตบอล refereeในกีฬาฟุตบอลคือผู้เฝ้าดูการแข่งขันและมีอำนาจบังคับตามกติกาฟุตบอลในการแข่งขันนัดฟุตบอล การตัดสินของผู้ตัดสินถือเป็นคำชี้ขาดในการเล่น ผู้ตัดสินมีผู้ช่วยอีกสองคน เรียกว่าผู้ช่วยผู้ตัดสิน อาจเรียกว่า ไลนส์แมน (linesmen) และในบางครั้งยังมีผู้ตัดสินที่ 4 กับผู้ช่วยผู้ตัดสินเพิ่มเติม

ผู้ตัดสินส่วนใหญ่เป็นผู้ตัดสินสมัครเล่น คือได้รับค่าจ้างเล็กน้อยต่อการแข่งขัน อย่างไรก็ตามในบางประเทศมีการกำหนดจำนวนของผู้ตัดสิน เพื่อตัดสินในการแข่งขันระดับสูงสุดในลีก ผู้ตัดสินในบางประเทศได้รับการว่าจ้างเป็นงานประจำจากสมาคมฟุตบอลแห่งชาติ ได้รับค่าจ้างตั้งแต่ต้นฤดูกาล บวกกับค่าจ้างในแต่ละนัด

ผู้ตัดสินอาชีพได้รับการฝึกและใบอนุญาตจากสมาคมภายใต้การดูแลของฟีฟ่าของแต่ละชาติ โดยสมาคมในแต่ละชาติจะรับรองผู้ตัดสินระดับยอดให้ฟีฟ่าเพื่อเป็นเกียรติให้บันทึกอยู่ในรายชื่อผู้ตัดสินระหว่างประเทศของฟีฟ่า ซึ่งในการแข่งขันระหว่างประเทศ ต้องการใช้ผู้ตัดสินของฟีฟ่า ส่วนในการแข่งขันท้องถิ่นของแต่ละประเทศ สมาคมแต่ละประเทศพิจารณาจากการปฏิบัติ อันดับ และการพัฒนาของผู้ตัดสินจาก การตัดสินรุ่นเยาวชนไปจนถึงการแข่งขันอาชีพ

อำนาจและหน้าที่ จากกติกาฟุตบอล ระบุว่า

อำนาจตัดสินใจว่าสภาพสนามแข่งขันหรือบริเวณสภาพแวดล้อมหรือสภาพภูมิอากาศว่าเหมาะสำหรับการแข่งขันหรือไม่

ตัดสินใจละทิ้งการแข่งขันไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม

ตัดสินใจเกี่ยวกับสภาพสิ่งของที่ติดตั้งหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ถูกใช้ระหว่างการแข่งขัน รวมถึงเสาประตู คานประตู เสาธงมุมสนาม และลูกบอล

ตัดสินใจหยุดหรือไม่ให้หยุดการแข่งเนื่องจากผู้เข้ามากวน หรือปัญหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับผู้ชม

ตัดสินใจหยุดหรือไม่ให้หยุดการแข่งขันเพื่อนำผู้เล่นที่บาดเจ็บออกจากการแข่งขันเพื่อทำการปฐมพยาบาล รวมถึงการร้องขอาให้นำผู้เล่นที่บาดเจ็บออกจากการแข่งขัน

ตัดสินใจอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ผู้เล่นสวมใส่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ หรืออุปกรณ์บางชนิด

ตัดสินใจ (ในสิ่งต่อไปนี้อาจเป็นหน้าที่รับผิดชอบของเขาด้วย) อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นใด (รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทีมหรือเจ้าหน้าที่สนาม เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ช่างภาพ หรือผู้บรรยาย สื่อมวลชนต่าง ๆ) อยู่ในบริเวณใกล้เคียงสนามแข่งขัน

หน้าที่

ปฏิบัติตามกติกาข้อต่าง ๆ ควบคุมการแข่งขันโดยมีผู้ช่วยผู้ตัดสิน กรรมการผู้ตัดสินคนที่ 4 คอยให้ความร่วมมือช่วยเหลือตามความเหมาะสม แน่ใจว่าลูกบอลทุกลูกทีใช้ในการแข่งขันถูกต้องตามข้อกำหนดของกติกาข้อ 2 แน่ใจว่าอุปกรณ์ของผู้เล่นถูกต้องตามข้อกำหนดของกติกาข้อ 4 ทำหน้าที่รักษาเวลาการแข่งขัน และเขียนรายงานการแข่งขัน

พิจารณาการสั่งหยุดการเล่น หยุดการเล่นชั่วคราว หรือยุติการแข่งขัน (Suspends or Terminate the Match) ทุกกรณีของการกระทำผิดกติกาการแข่งขัน รวมถึงสิ่งรบกวนจากภายนอกที่รบกวนการแข่งขัน

สั่งหยุดการเล่นถ้าดุลยพินิจของเขาเห็นว่าผู้เล่นบาดเจ็บหนักและแน่ใจว่าเคลื่อนย้ายออกจากสนามแข่งขันไปแล้ว ผู้เล่นที่บาดเจ็บนั้นจะกลับเข้าไปในสนามแข่งได้อีกในภายหลังการเริ่มเล่นใหม่ได้ริมเล่นไปแล้ว

อนุญาตให้การเล่นดำเนินต่อไปจนกว่าลูกบอลจะอยู่นอกการเล่นถ้าเห็นว่าผู้เล่นบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แน่ใจว่าผู้เล่นที่มีเลือดไหลออกจากบาดแผลได้ออกจากสนามแข่นขันแล้ว และผู้เล่นนั้นจะกลับไปเล่นใหม่ได้เมื่อได้รับสัญญาณจากผู้ตัดสิน ซึ่งต้องพึงพอใจแล้วว่าเลือดที่ไหลออกมานั้นได้หยุดแล้ว

อนุญาตให้การเล่นดำเนินต่อไปเมื่อทีมที่ถูกกระทำผิดจะเกิดประโยชน์จากการได้เปรียบ และถ้าการคาดคะเนในการให้ได้เปรียบนั้นไม่เป็นตามที่คาดไว้ในขณะนั้น ก็จะลงโทษตามความผิดที่เกิดขึ้นแต่แรกนั้น ลงโทษความผิดที่ร้ายแรงกว่าในกรณีที่ผู้เล่นทำผิดมากกว่า 1 อย่าง ภายในเวลาเดียวกัน

ควบคุมระเบียบวินัยโดยแสดงการต่อต้านต่อผู้เล่นที่กระทำผิดต้องได้รับการคาดโทษ และการให้ออกจาการแข่งขัน เขาไม่ได้ถูกบังคับว่าต้องกระทำในทันทีทันใด แต่ต้องทำทันทีลูกบอลอยู่นอกการเล่นแล้ว

ทำหน้าที่แสดงการต่อต้านเจ้าหน้าที่ทีมที่ขาดความรับผิดชอบในการควบคุมการประพฤติปฏิบัติตนเองที่ดี และเขาอาจพิจารณาให้ออกจากสนามแข่งขันและบริเวณแวดล้อมในทันที ปฏิบัติตามการช่วยเหลือของผู้ช่วยผู้ตัดสินตามเหตุการณ์ที่ตนเองมองไม่เห็นแน่ในว่า ไม่มีบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้าไปในสนามแข่งขัน

ให้ทำการเริ่มเล่นได้หยุดลง

เขียนรายงานการแข่งขันเสนอต่อผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ที่ได้แต่งตั้งไว้ ซึ่งรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับการควบคุมระเบียบทุกอย่างที่กระทำต่อผู้เล่นและ /หรือเจ้าหน้าที่ทีมและเหตุการณ์ณ์อื่น ๆ ทักกรณีที่เกิดขึ้นก่อนการแข่งขัน ระหว่างการแข่งขัน หรือภายหลังการแข่งขัน

วิธีการ เข้าใจสัญญาณของผู้ตัดสินฟุตบอล

เคล็ดลับ ให้เคารพการตัดสินใจของผู้ตัดสินเสมอและห้ามข่มขู่หรือเถียงอย่างก้าวราวกับผู้ตัดสินเด็ดขาด ถ้าคุณไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของผู้ตัดสิน ให้เล่นต่อไปหรือให้กัปตันทีมมาขอคำอธิบายจากผู้ตัดสินอย่างสุภาพ

เส้นทางสู่การเป็นผู้ตัดสิน

เริ่มต้นสำหรับบุคคลทั่วไป จำเป็นต้องยื่นใบสมัครเข้ามาที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทไทยฯ
โดยมีคุณสมบัติดังนี้  อายุระหว่าง 18-30 ปี สำเร็จการศึกษาชั้นต่ำระดับมัธยมศึกษาเป็นอย่างน้อย  สัญชาติไทย  ไม่เป็นบุคคลทุพพลภาพ หรือ มีโรคประจำตัวร้ายแรง

ผู้ตัดสินชั้น 3

เมื่อผ่านการอบรมคอร์สเบื้องต้น 5 วัน, การทดสอบ สมรรถภาพทางร่างกาย ก็จะขึ้นเป็นผู้ตัดสินชั้น 3 ผู้ตัดสินชั้น 3 สามารถทำหน้าที่ ในการแข่งขันฟุตบอลระดับ ไทยลีก 4 เมื่อปฏิบัติหน้าที่ ครบ 3 ปี จะมีสิทธิ์สอบเลื่อนชั้นจากชั้น 3 เป็นชั้น 2 โดยหัวข้อสอบ ประกอบไปด้วย สอบทฤษฎี, สอบภาคปฏิบัติ และ ผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

ผู้ตัดสินชั้น 2

ผู้ตัดสินชั้น 2 สามารถทำหน้าที่ ในการแข่งขันฟุตบอลระดับ ไทยลีก 2 หรือ M-150 แชมเปี้ยนชิพ และ ไทยลีก 3 เมื่อปฏิบัติหน้าที่ครบ 2 ปี จะมีสิทธิ์สอบเลื่อนชั้นจากชั้น 2 เป็นชั้น 1 โดยหัวข้อสอบ ประกอบไปด้วย สอบทฤษฎี, สอบภาคปฏิบัติ และ ผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

ผู้ตัดสินชั้น 1

ผู้ตัดสินชั้น 1 สามารถทำหน้าที่ ในการแข่งขันฟุตบอลระดับ ไทยลีก 1 หรือ โตโยต้า ไทยลีก
เมื่อปฏิบัติหน้าที่ ครบ 1 ปี มีสิทธิสอบเลื่อนชั้นจากชั้น 1 เป็นระดับ FIFA (ไทย) โดยหัวข้อสอบ ประกอบไปด้วย สอบทฤษฎี, สอบภาคปฏิบัติ และ ผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

ผู้ตัดสินระดับ FIFA (ไทย)

ผู้ตัดสินระดับ FIFA สามารถทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ (ฟุตบอลในระดับภูมิภาคทั้งในระดับเยาวชนและทีมชุดใหญ่, ฟุตบอลอุ่นเครื่อง FIFA Day) เมื่อเป็นผู้ตัดสินระดับ FIFA (ไทย) สามารถส่งชื่อสอบ เป็นผู้ตัดสินระดับ FIFA Elite โดยต้องส่งชื่อไปให้ สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ AFC คัดเลือก ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี โดยหัวข้อสอบประกอบไปด้วย การใช้ภาษา, สอบทฤษฎี, สอบภาคปฏิบัติ และ ผ่านการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

ผู้ตัดสินระดับ AFC Elite

ผู้ตัดสินระดับ AFC Elite สามารถทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติ (ฟุตบอลในระดับทวีป, ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก, ฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย) ผู้ตัดสินระดับ AFC Elite ที่อยู่ในระดับ Top 3 ของทวีป จะได้สิทธิ์ไปทำหน้าที่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย

รายชื่อผู้ตัดสิน FIFA (ชาย)

1. นายศิวกร ภูอุดม
2. นายมงคลชัย เพชรศรี
3. นายชัยฤกษ์ งามสม
4. นายวิวรรธน์ จำปาอ่อน
5. นายสงกรานต์ บุญมีเกียรติ
6. นายต่อพงษ์ สมสิงห์

รายชื่อผู้ช่วยผู้ตัดสิน FIFA (ชาย)

1. นายราวุฒิ นาคฤทธิ์
2. นายพูนสวัสดิ์ สำราญสุข
3. นายภัทรพงษ์ กิจสถิตย์
4. นายธเนศ ชูชื่น
5. นายอภิชิต โนพวน
6. นายคมสันต์ คำแผ่น
7. นายราเชนทร์ ศรีชัย
8. นายโชติระวีย์ ทองดวง

รายชื่อผู้ตัดสิน FIFA (หญิง)

1. นางสาวพรรษา ชัยสนิท
2. นางสาวสุนิตา ทองถวิล
3. นางสาวทัศนีย์ เขื่อนเพชร

รายชื่อผู้ช่วยผู้ตัดสิน FIFA (หญิง)

1. นางสาวสุภาวรรณ หินทอง
2. นางสาวอริษา จันทร์โสม
3. นางสาวนวลนิจ ดอนจังหรีด

รายชื่อผู้ตัดสินฟุตซอล FIFA (ผู้ตัดสินหญิงสามารถตัดสินฟุตซอลชายได้)

1. นายยุทธกร ไม้เกตุ
2. นายพรณรงค์ ไกรรอด
3. นายเบญจพล หมู่เจริญทรัพย์
4. นายชลกาญจน์ เหลือสะอาด
5. นางสาวปนัดดา โคตรเสนาภัทรา

รายชื่อผู้ตัดสินฟุตบอลชายหาด FIFA

1. นายสุวัตน์ วงศ์สุวรรณ
2. นายศุภฤทธิ์ อุดมา

กีฬาฟุตบอล EURO

กีฬาฟุตบอล EURO

กีฬาฟุตบอล EURO
กีฬาฟุตบอล EURO

กีฬาฟุตบอล EURO กีฬาฟุตบอลชิงแชมป์แห้งชาติยุโรป European Football Championship หรือที่คนส่วนมากนิยมเรียก ก็คือ ฟุตบอลยูโร กีฬาชนิดนี้เป็นการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญที่สุดของทีมชาติในทวีปยุโรปเลยก็ว่าได้

ซึ่งกีฬาชนิดนี้จะจัดขึ้นทุก 4 ปี จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่าและจะห่างจากการแข่งขันฟุตบอลโลกของฟีฟ่า 2 ปี เริ่มแข่งขันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) มาตรฐานของการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่ชาติยุโรปนี้ ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี คริสต์ศักราช 1956

ก่อนที่จะเริ่มริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกขึ้นมาในปี 1960 ในชื่อว่า ฟุตบอลยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ โดยเริ่มต้นรูปแบบการแข่งขันยังเป็นระบบการเล่นเหย้า-เยือนในรอบต้นๆ ก่อนที่จะเล่นแบบน็อกเอาต์ในรอบรองชนะเลิศ

อีกทั้งบุคคลที่ผลักดันให้มีการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในชาติเป็นกลางขึ้นมาคือ อองรี เดอลาเน่ย์ จากสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส และ ทำให้การแข่งขันรอบสุดท้ายครั้งแรกมีขึ้นที่เมืองน้ำหอม ในปี 1960

โดยเป็นการพบกันระหว่าง สหภาพโซเวียต กับ ยูโกสลาเวีย ซึ่งผลลงเอยด้วยชัยชนะของทีมจากแดนหลังม่านเหล็กในช่วงต่อเวลาพิเศษ 2-1

สำหรับฟุตบอลยูโร หรือฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป (European Football Championship) เป็นการแข่งขันฟุตบอลรายการสำคัญที่สุดของทีมชาติในทวีปยุโรป ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ 4 ปี ดูแลจัดการแข่งขันโดยสหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า)

ทั้งนี้การแข่งขันครั้งแรก มีทีมชาติร่วมแข่งขัน รอบสุดท้ายเพียง 4 ประเทศ โดยในปี 1968 เป็นการแข่งขันครั้งที่ 3 เปลี่ยนชื่อรายการมาเป็นยูโรเปียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ (ใช้อยู่ในปัจจุบัน)

และในครั้งที่ 6 ปี 1980 มีทีมชาติเข้าแข่งรอบสุดท้าย เพิ่มเป็น 8 ประเทศ และการแข่งขันนัดชิงลำดับที่ 3 ถูกยกเลิกไป เมื่อปี 1984 หรือครั้งที่ 7 หลังจากนั้มาในปี 1996 หรือครั้งที่ 10 เพิ่มจำนวนเป็น 16 ประเทศ ในรอบสุดท้าย ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 24 ประเทศ ในรอบสุดท้าย จากการคัดเลือก 54 ประเทศ เมื่อปี 2016 ที่ฝรั่งเศส เป็นเจ้าภาพ

ในช่วงปี 1964 ได้มีปัญาหาการขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้น และมีการเข้ามานยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเกมกีฬา เมื่อครั้งที่ กรีซ ไม่ยอมที่จะเล่นกับ แอลเบเนีย หลังมีสงครามระหว่างประเทศเกิดขึ้น จึงมีการเล่นรอบชิงชนะเลิศ จัดชึ้น มาดริด ประเทศสเปน อีกทั้งแชมป์จึงตกเป็นของเจ้าภาพที่เอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-1

หลังจากนั้นปี 1968 ได้มีการเปลี่ยนขื่อ การแข่งขันเกมกีฬาเป็นการแข่งขันจากฟุตบอลยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ มาเป็น ยูฟ่า ยูโรเปี้ยน แชมป์เปี้ยนชิพ อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการแข่งขันเป็นแบบแบ่งกลุ่ม โดยมีทั้งหมด 8 สาย

ต่อมาแชมป์แต่ละก็จะเข้ามาเล่นในรอบก่อนรองชนะเลิศ มีการแข่ง 2 นัด ก่อนเข้ารอบตัดเชือก คือแชมป์ครั้งนั้นแต่ละ นี้เป็นของเจ้าภาพ อิตาลี ที่เอาชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 ในนัดรีเพลย์ หลังเกมแรกเสมอกัน 0-0 ฟุตบอลยูโร 1972

รอบสุดท้าย ที่ประเทศเบลเยียม ยังคงใช้รูปแบบการแข่งขันเหมือนที่ผ่านมา โดยแชมป์ตกเป็นของ เยอรมัน ตะวันตก ที่ถล่ม สหภาพโซเวียต ไปอย่างขาดลอย 3-0 จากการทำประตูของ แกร์ด มุลเลอร์ คนเดียว 2 ลูก

จากนั้นอีก 4 ปีต่อมา รอบชิงชนะเลิศมีขึ้นที่ยูโกสลาเวีย โดยที่ เชโกสโลวะเกีย เสมอ เยอรมัน 2-2 ก่อนที่จะมีการดวลจุดโทษครั้งแรก และแชมป์ก็ตกเป็นของ ขุนพลเช็กในที่สุด

มาถึงศึกยูโร 1980 ได้เริ่มใช้ระบบการแข่งแบบใหม่ โดย 8 ทีมจะต้องมาเล่นรอบสุดท้าย ที่ประเทศอิตาลี และแบ่งการเล่นออกเป็น 2 กลุ่ม นำแชมป์ของแต่ละกลุ่มมาเล่นรอบชิงชนะเลิศ

ซึ่งปรากฏว่า เยอรมันตะวันตก คว้าแชมป์ไปครองหลังเฉือนชนะ เบลเยียม 2-1 จนกระทั่งในศึกยูโร 1984 ที่ฝรั่งเศส ได้มีการเปลี่ยนระบบการแข่งขันให้ 2 ทีมที่มีคะแนนดีที่สุดของทั้ง 2 กลุ่ม เข้ามาเล่นในรอบ ตัดเชือก และในที่สุดเจ้าบ้านซึ่งนำทีมโดย มิเชล พลาตินี่ ก็ชนะ สเปน 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ พร้อมกับคว้าแชมป์ได้อย่างงดงาม

จากนั้นในปี 1988 เยอรมันตะวันตก ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันบ้างโดยใช้รูปแบบเหมือนครั้งที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แฟนบอลเมืองเบียร์ต้องอกหัก ปล่อยให้ ฮอลแลนด์ ที่มีนักเตะชั้นเยี่ยมอย่าง มาร์โก แวน บาสเท่น, แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด และ รุด กุลลิท คว้าแชมป์ไปครอง

หลังเอาชนะ สหภาพโซเวียต 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศ มาถึงปี 1992 ที่สวีเดน ได้เกิดตำนานเทพนิยายเดนส์ขึ้นมา หลังจากทีมชาติเดนมาร์ก ได้เข้าร่วมการแข่งขันกะทันหัน เนื่องจาก ยูโกสลาเวีย ถูกตัดสิทธิ์ โดยขุนพลเมือง “โคนม” สร้างผลงานยอดเยี่ยมคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างเหลือเชื่อทั้งที่มีเวลา เตรียมตัวไม่นานนักเพิ่มเป็น 16 ทีม

ถึงศึกยูโร 1996 ที่อังกฤษ ได้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันอีกครั้ง โดยมี 16 ทีมเข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 ทีม

และ 2 อันดับแรกของแต่ละสายจะได้เข้ามาเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นอกจากนั้น ยังมีการนำกฎ โกลเด้นโกล์มาใช้ครั้งแรกอีกด้วย และ กฎนี้ก็ได้ใช้ตัดสินในรอบชิงชนะเลิศทันที โดยที่ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ หัวหอกเยอรมัน ซัดดับชีพ สาธารณรัฐเช็ก 2 1

จากนั้นในปี 2000 ก็เป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพร่วมโดย เบลเยียม และ ฮอลแลนด์ รับหน้าเสื่อคู่กัน จุดสำคัญของการแข่งขัน ครั้งนี้อยู่ที่การทำประตูโกลเด้นโกล์ของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ ที่พาฝรั่งเศส เอาชนะ อิตาลี พร้อมกับคว้าแชมป์ไปครองได้อย่างยอดเยี่ยม

 

สถิติบอลทั่วโลก และข้อมูลการซื้อขายนักเตะ

สถิติบอลทั่วโลก และข้อมูลการซื้อขายนักเตะ

สถิติบอลทั่วโลก และข้อมูลการซื้อขายนักเตะ
สถิติบอลทั่วโลก และข้อมูลการซื้อขายนักเตะ

สถิติบอลทั่วโลก และข้อมูลการซื้อขายนักเตะ

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจฟุตบอลอยู่ในสายเลือด ย่อมมีความสนใจค่า สถิติบอล ต่างๆเกี่ยวกับ ทีมหรือนักฟุตบอลแต่ละคนซึ่งเว็บ Finalgoal เราก็ได้รวบรวม ข้อมูลสถิติ ของทีมน้อยใหญ่ ยอดนิยมทั่วโลกทุกๆลีกมาอยู่บนเว็บไซด์ รวมไปถึงข้อมูลสถิติของนักเตะในแต่ละทีมตั้งแต่ดาวรุ่ง จนไปถึงระดับ ซูปเปอร์สตาร์ และเวิร์ลคลาส และสกอร์บอลสด

เราก็มีข้อมูลให้คุณติดตามอย่างเต็มอิ่มจุใจกันเลยทีเดียว ซึ่งจะบอกว่าสถิติเหล่านี้อ้างอิงมาจาก ค่าเฉลี่ย หรือผลจากการแข่งขันที่ผ่านๆ มาโดยรวมของแต่ละทีมหรือนักเตะแต่ละคนซึ่งเกิดขึ้นจริง ในการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้คุณนั้นสามารถคาดการณ์ผลการแข่งขันล่วงหน้า หรือคาดการณ์ผลการแข่งขันที่กำลังจบลงหรือ เริ่มขึ้นได้อย่างแม่นยำมากๆ

ยกตัวอย่างทัวร์นาเมนต์ และข้อมูล สถิติบอล ที่น่าสนใจ

สถิติก่อนแข่ง มีอะไรบ้าง ? สถิติ ก่อนแข่งยกตัวอย่างเช่น ตารางคะแนนแต่ละทัวร์เมนต์ ของลีกฟุตบอลต่างๆ ยกตัวอย่างฟุตบอลยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก หรือฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป ซึ่งเป็นถ้วยใหญ่หรือเรียกกัน สั้นๆว่า ยูฟ่า หรือ ถ้วยบิ๊กเอีย ซึ่งจะค้นหาทีมที่ดีที่สุดในแต่ละประเทศของทวีปยุโรปมาแข่งขันชิงชัยกันในรายการนี้ทั้งหมด 32 ทีม โดยแต่ละประเทศจะได้โควตาในการไปเล่นฟุตบอลถ้วยนี้ไม่เท่ากัน เพราะมาตรฐานหรือสกอร์ของแต่ละลีกถูกจัดอันดับไว้ต่างกัน

สถิติบอลของเว็บ Finalgoal มีอะไรบ้าง ที่น่าสนใจในการแข่งขันมาดูกันเลยดีกว่า

อย่างถ้าเป็นลีกชั้นนำอย่าง อังกฤษ สเปน อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส จะได้โควตา เข้ามาแข่งกันถึง 4 ทีม โดยคัด อันดับ 1 – 4 ในลีกที่ดีที่สุดมาแข่งขันกัน ซึ่งบางประเทศก็ได้โควตาเข้ามา 2-3 ทีม ทั้งหมดนี้ทางเว็บ Finalgoal ก็จะมีการรวบรวมสถิติ ของทีมทั้งหมด 32 ทีมในฤดูการนี้มาจัดอันดับ หรือ นำเสนอเป็นตารางคะแนน ในทัวร์นาเมนต์ และตารางการแข่งขัน รวมถึงรายชื่อ

นักฟุตบอลทุกทีมในทัวร์นาเมนต์นี้ ทั้งนี้ยกตัวอย่าง สมมุติว่า บาร์เซโลนา พอ ยูเวนตุส เราก็จะมีสถิติก่อนแข่งที่จะทำนายผลเบื้องต้นได้ เช่นโอกาสแพ้ชนะแบ่งเป็น % ระบบการเล่นของทั้งสองทีม เช่น 4-3-3 หรือ 4-2-3-1 ของทีมคู่แข่งขันมาให้ได้รับทราบรวมถึงรายชื่อคาดการณ์ ก่อนลงสนาม ของทั้งสองทีมจนถึงตัวสำรอง นี่คือสถิติก่อนการแข่งขัน

สถิติระหว่างแข่งขัน Finalgoal รวบรวมให้เรียบร้อย นั้นคือข้อมูลผลบอลสดล่าสุด

สถิติระหว่างการแข่งขันเช่น เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นไปแล้วกี่นาที เช่น 20 นาที ทางเว็บไซด์ก็จะโชว์เป็นตัวเลขเวลาระหว่างการแข่งขันที่กำลังกำการแข่งอยู่ และรวมไปถึงโอกาสการทำประตู ทั้งหมดของแต่ละทีม แบ่งย่อยเป็นเข้ากรอบกี่ลูกและเป็นประตูกี่ลูก ใครเป็นผู้ทำประตู

หรือเข้าประตูตัวเอง และระหว่างการแข่งขัน ทีมไหนมีดเปอร์เซ็น การครองบอล การเข้าจบสกอร์มากกว่ากัน และจังหวะปะทะ หรือที่เรียกว่า แทคเกิล มากกว่ากัน มีใบบแดง ใบเหลืองเกิดขึ้นกี่ใบ ซึ่งละเอียดมากๆ จึงบอกได้ว่าหากคุณติดตามคุณจะสนุกไปกับเกมส์การแข่งขันเลยทีเดียว ลุ้นง่ายคลายเครียดกันไปทุกคู่

ตลาดซื้อขายนักเตะ (อังกฤษ: transfer window) เป็นช่วงเวลาระหว่างปีที่สโมสรฟุตบอลสามารถโอนย้ายผู้เล่นจากทีมอื่น ๆ มาเป็นผู้เล่นของทีมตัวเองได้ การโอนย้ายดังกล่าวจะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อลงทะเบียนผู้เล่นเข้าสู่สโมสรใหม่ผ่านฟีฟ่า ซึ่งคำว่า “ตลาดซื้อขายนักเตะ” เป็นคำไม่เป็นทางการที่ใช้กันทั่วไปโดยสื่อสำหรับแนวคิดของ “ระยะเวลาการลงทะเบียน”

ตามที่อธิบายไว้ในกฎระเบียบฟีฟ่า ว่าด้วยสถานะและการโอนย้ายผู้เล่น ตามกฎสมาคมฟุตบอลแต่ละประเทศจะเป็นผู้กำหนดเวลา (เช่นวันที่) ของตลาดซื้อขาย แต่ต้องไม่เกิน 12 สัปดาห์ ระยะเวลาของการลงทะเบียนครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาลแข่งขัน และต้องไม่เกินสี่สัปดาห์

ตลาดซื้อขายถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อการเจรจากับคณะกรรมาธิการยุโรป ระบบนี้ถูกนำมาใช้ในหลาย ๆ ลีกยุโรป ก่อนที่จะถูกนำมาบังคับใช้โดยฟีฟ่าในช่วงฤดูกาล 2002–03 โดยฟุตบอลอังกฤษเป็นผู้ริเริ่มแผนนี้ และได้นำเสนอในช่วงต้นปี ค.ศ. 1990 ด้วยความหวังว่าจะช่วยปรับปรุงเสถียรภาพของทีมและป้องกันตัวแทนจากการค้นหาข้อตกลงตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามกฎระเบียบที่แน่นอนและข้อยกเว้นที่เป็นไปได้นั้น กำหนดขึ้นโดยหน่วยงานที่กำกับดูแลการแข่งขันแต่ละครั้งแทนที่จะเป็นโดยสมาคมฟุตบอล

ตารางเวลาปัจจุบันและข้อยกเว้น

ในกฎระเบียบฟีฟ่าระบุว่า โดยทั่วจะต้องมีตลาดซื้อขายสองช่วง ระยะยาวช่วงนึง (สูงสุดสิบสองสัปดาห์) ในช่วงพักระหว่างฤดูกาล และ ระยะสั้นช่วงนึง (สูงสุดหนึ่งเดือน) ในช่วงกลางฤดูกาล ซึ่งระยะเวลาเฉพาะขึ้นอยู่กับรอบฤดูกาลของลีกที่กำหนดโดยหน่วยงานฟุตบอลของประเทศนั้น

ลีกยุโรปที่สำคัญส่วนใหญ่มักเริ่มฤดูกาลในครึ่งหลังของปี (เช่น เดือนสิงหาคมหรือกันยายน) และแข่งขันตลอดสองปีปฏิทินไปจนถึงครึ่งปีแรกของปีถัดไป (เช่น เดือนพฤษภาคม) ส่งผลให้ตลาดซื้อขายนักเตะปิดลงในช่วงเดือนสิงหาคม และตลาดซื้อขายช่วงกลางฤดูกาลเปิดในเดือนมกราคม

ระยะเวลาจะแตกต่างกันเมื่อลีกมีการแข่งขันตลอดทั้งปีปฏิทินเดียว เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศนอร์ดิก เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพอากาศ รวมไปถึงเมเจอร์ลีกซอกเกอร์ที่ติดข้อจำกัดทั้งด้านสภาพอากาศและการแข่งขันจากกีฬายอดนิยมอื่น ๆ ในท้องถิ่น (โดยเฉพาะ บาสเก็ตบอล และอเมริกันฟุตบอล) หรือเป็นฤดูดั้งเดิมในซีกโลกใต้ โดยทั่วไปตลาดซื้อขายครั้งแรกจะเปิดตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม จนถึงช่วงค่ำของวันที่ 30 เมษายน ตามมาด้วยตลาดซื้อขายช่วงกลางฤดูกาลเปิดตั้งแต่ 1 ถึง 31 สิงหาคม

สโมสรในพรีเมียร์ลีกในประเทศอังกฤษได้โหวตให้สิ้นสุดตลาดซื้อขายในวันพฤหัสก่อนเริ่มฤดูกาลวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 2018 แทนที่จะเป็นวันที่ 31 สิงหาคม เนื่องจากฟีฟ่าต้องการให้ตลาดซื้อขายเปิด 12 สัปดาห์ โดยตลาดจะเปิดประมาณวันที่ 17 พฤษภาคมหลังจากเกมสุดท้ายของฤดูกาลเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมจบลง โดยสโมสรสามารถขายผู้เล่นได้จนถึง 31 สิงหาคม แต่ไม่สามารถซื้อทดแทนหลังเส้นตายวันที่ 9 สิงหาคมได้

แม้ว่าในอังกฤษการโอนย้ายผู้เล่นระหว่างสโมสรในลีกเดียวกันอาจเกิดขึ้นทันทีที่การแข่งขันนัดสุดท้ายของฤดูกาลได้เริ่มขึ้น แต่การโอนย้ายจะไม่เสร็จสมบูรณ์จนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม เนื่องจากสัญญาของผู้เล่นหลายคนจะหมดอายุในวันที่ 30 มิถุนายน การโอนย้ายผู้เล่นระหว่างประเทศไปสู่ลีกอังกฤษ (รวมถึงพรีเมียร์ลีก) ไม่สามารถดำเนินการได้จนกว่าตลาดจะเปิด

ในวันที่ 17 พฤษภาคม ในนอกตลาดซื้อขาย สโมสรอาจยังคงซื้อผู้เล่นได้ในกรณีฉุกเฉินหากไม่มีผู้รักษาประตู ข้อยกเว้นพิเศษจากหน่วยงานที่จัดการแข่งขันเช่นพรีเมียร์ลีกมีข้อจำกัดว่า ตลาดซื้อขายนักเตะไม่สามารถใช้กับสโมสรในเนชันนัลลีกหรือลีกต่ำกว่านั้นได้

หากวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เส้นตายสามารถขยายไปถึงวันจันทร์ถัดไปตามคำร้องขอของผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยเหตุผลทางธุรกิจ  การเปลี่ยนแปลงครั้งแรกของกำหนดการเริ่มตั้งแต่ในฤดูร้อนของปี ค.ศ. 2008 เมื่อขยายเส้นตายออกไป 24 ชั่วโมง

ในวันจันทร์ที่ 1 กันยายนเวลาเที่ยงคืน เส้นตายของประเทศอังกฤษได้ขยายไปถึงเวลา 5 โมงเย็นของวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 2009 เนื่องจากวันหยุดธนาคารของเดือนสิงหาคม เช่นเดียวกับเยอรมันฟุตบอลลีกที่ประกาศขยายเส้นตายไปเป็นวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009

สโมสรสามารถซื้อผู้เล่นไม่มีสังกัดเมื่อใดก็ได้ในช่วงฤดูกาลแข่งขัน หากสโมสรก่อนหน้านั้นได้ปล่อยตัวผู้เล่นก่อนสิ้นสุดตลาดซื้อขาย สโมสรสามารถขอซื้อผู้เล่นในกรณีฉุกเฉินได้ เช่น     หากผู้รักษาประตูหลายคนบาดเจ็บในเวลาเดียวกัน นอกตลาดซื้อขายในอังกฤษเมื่อผ่านไปเจ็ดวันหลังตลาดซื้อขายสิ้นสุดลง สโมสรจากอิงกลิชฟุตบอลลีก (ระเบียบที่ 53.3.4) และ

(หากผู้เล่นไม่ได้ลงทะเบียนกับสโมสรจากลีกใด ๆ ที่ต่ำกว่าเนชันนัลลีก) เนชันนัลลีก      (ระเบียบที่ 6.6.4) สามารถยืมตัวผู้เล่น 1) ได้ในครึ่งแรกของฤดูกาลจนถึง 5 โมงเย็นในวันพฤหัสที่สี่ของเดือนพฤศจิกายน และ 2) ในครึ่งสองของฤดูกาลจนถึง 5 โมงเย็นในวันพฤหัสที่สี่ของเดือนมีนาคม การยืมตัวผู้เล่นสามารถขยายข้อตกลงการยืมออกไปได้ตลอดเวลานอกตลาดการซื้อขาย

วันสุดท้ายของตลาดซื้อขายนักเตะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ เส้นตายของการซื้อขายนักเตะ (อังกฤษ: transfer deadline day) และมักเป็นหนึ่งในวันที่คึกคักที่สุดของตลาดซื้อขายและสร้างความวุ่นวายในการโอนย้ายผู้เล่น เพราะจำนวนการโอนย้ายซึ่งกันและกันพึ่งพาอาศัยกันจะเสร็จสมบูรณ์คล้ายห่วงโซ่ที่อยู่อาศัย ซึ่งสร้างความสนใจจากสื่อเป็นอย่างมาก