เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ อย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อ เขาได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมไปถึงคัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ด้วย และได้เผยรายชื่อขุนพลสิงโตคำรามชุดสู้ ศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนนี้

แกเร็ธ เซาธ์เกต กล่าวว่า เจดอน ซานโช่ และเจสซี่ ลินการ์ด พลาดตำแหน่งในทีมชาติอังกฤษเนื่องจากขาดโอกาสในการลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ยังเปิดเผยถึงสาเหตุที่แข้งปีศาจแดงอีกคนอย่าง เมสัน กรีนวู้ด

รวมไปถึงแข้งที่กำลังฟอร์มดีของเชลซี อย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หลุดโผออกไป ในการประกาศรายชื่อ 25 ขุนพลทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ซานโช่ ต้องพบว่า ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่จะสร้างผลกระทบให้กับทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ หลังจากย้ายมาในราคา 73 ล้านปอนด์จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อช่วงฤดูร้อนและได้เล่นรวมทั้งหมด 85 นาทีในการแข่งขันห้านัดหลังสุดของแมนฯ ยูไนเต็ด ทางด้านลินการ์ด ยังประสบปัญหาในการลงเล่นในทัพปีศาจแดง และยังไม่ได้ออกสตาร์ทในพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้เลย

ในขณะเดียวกัน กรีนวู้ด เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล เขายิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 9 นัดในพรีเมียร์ ลีก แต่กลับถูกมองข้ามอีกครั้งจากเซาธ์เกตสำหรับเกมที่อังกฤษจะพบกับแอลเบเนียและซาน มาริโน่ ในเดือนพฤศจิกายนนนี้ โดยเมื่อถูกถามว่ากรีนวู้ดปฏิเสธการเรียกตัวหรือไม่ เซาธ์เกตตอบว่า

“เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในเดือนนี้ เราได้พบกับเขาในเดือนนี้และเข้าใจดีว่าเขาอยู่ตรงไหน” “เราได้คุยกันเมื่อเดือนที่แล้วกับผู้เล่นดาวรุ่ง เส้นทางและภาระของพวกเขาแตกต่างออกไป” “เขาอยู่ที่สโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่ที่มีความคาดหวังสูง เขาตระหนักดีว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่ฟุตบอลระดับทีมชาติ” “เราต้องการทำให้มันถูกต้องกับผู้เล่นอายุน้อยๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้เล่นส่วนใหญ่ในวัยนี้ มันเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยกันดีสำหรับเราในการพัฒนาเยาวชน”

เซาธ์เกต ยังสนับสนุนซานโช่และลินการ์ด ให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอังกฤษในอนาคต “กับเจสซี่และเจดอน พวกเขาไม่ได้เล่นฟุตบอลมากนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในตำแหน่งของพวกเขา” ผู้จัดการทีมทีมชาติอังกฤษกล่าว “หากคุณลงเล่นให้สโมสรเป็นประจำ คุณมีโอกาสที่ดีกว่ามากในการที่เราจะประเมินว่าคุณเล่นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกัน” “กับสองคนนี้ พวกเขาเจอการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในตำแหน่งที่พวกเขาเล่น” “ทั้งสองคนเข้าใจดีว่าพวกเขาต้องลงเล่นให้สโมสรและเล่นให้ดี แล้วจากนั้นการติดทีมชาติอังกฤษจึงเป็นโบนัสสูงสุด พวกเขาทำได้ดีสำหรับเรา ผมแน่ใจว่าพวกเขาจะกลับมาอยู่กับเรา”

เซาธ์เกต ยังเชื่อว่าฮัดสัน-โอดอย ปีกของเชลซีพลาดโอกาสติดทีมชาติครั้งนี้เพราะปฏิเสธการติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 โดยนักเตะวัย 20 ปีอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของโธมัส ทูเคิล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของอังกฤษสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึงกับแอลเบเนียและซานมารีโน โดยฮัดสัน-โอดอย ปฏิเสธโอกาสที่จะไปร่วมทีมชาติอังกฤษรุ่นยู-21 และเซาธ์เกตเปิดเผยว่า ปีกรายนี้ต้องการที่จะเบียดเข้าทีมชุดใหญ่ด้วยการสร้างฟอร์มที่น่าประทับใจในทีมเชลซี

เซาธ์เกต ยังเชื่อว่าฮัดสัน-โอดอย ปีกของเชลซีพลาดโอกาสติดทีมชาติครั้งนี้เพราะปฏิเสธการติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 โดยนักเตะวัย 20 ปีอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของโธมัส ทูเคิล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของอังกฤษสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึงกับแอลเบเนียและซานมารีโน โดยฮัดสัน-โอดอย ปฏิเสธโอกาสที่จะไปร่วมทีมชาติอังกฤษรุ่นยู-21 และเซาธ์เกตเปิดเผยว่า ปีกรายนี้ต้องการที่จะเบียดเข้าทีมชุดใหญ่ด้วยการสร้างฟอร์มที่น่าประทับใจในทีมเชลซี

รายชื่อนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนพฤศจิกายน

ผู้รักษาประตู : แซม จอห์นสตัน (เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน), จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน), อารอน แรมส์เดล (อาร์เซนอล)

กองหลัง : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล), เบน ชิลเวลล์ (เชลซี), คอเนอร์ โคอาดี้ (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส), รีซ เจมส์ (เชลซี), แฮร์รี่ แม็คไกวร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไทโรน มิงส์ (แอสตัน วิลล่า), ลุค ชอว์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), จอห์น สโตนส์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

กองกลาง : จู๊ด เบลลิงแฮม (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ลิเวอร์พูล), เมสัน เม้านท์ (เชลซี), คาลวิน ฟิลลิปส์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), เดแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), เจมส์ วอร์ด-พร้าวส์ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

กองหน้า : แทมมี่ อับราฮัม (อาแอส โรม่า), แจ็ค กรีลิช (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), ฟิล โฟเด้น (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์), มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), บูกาโย่ ซาก้า (อาร์เซนอล), ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

 

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

หลังจากที่ มีข่าวลือ เดทกับ จีซู BLACKPINK ไปได้ไม่นาน ก็มีข่าวเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว โดยมีรายงานข่าวว่า ‘ซน ฮึงมิน’ เขาคือ 1 ใน 2 นักเตะ ของทีมที่ติดโควิด-19

ซนฮึงมิน นักเตะซุปตาร์ชาวเกาหลีใต้ ได้รับค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์สุดทึ่ง ก่อนถูกสื่อลือ กระหน่ำแอบซุ่มปลูกต้นรักกับ คิมจีซู พี่ใหญ่วง Blackpink

กลายเป็นเรื่อง Talk of the Town กันเลยทีเดียว เมื่อมีกระแสข่าวว่า ซนฮึงมิน กัปตันทีมชาติเกาหลีใต้อาจซุ่มกับ คิมจีซู หนึ่งในสมาชิกวง Blackpink วัย 26 ปี ซึ่งสื่อเกาหลีใต้เคยตีข่าวว่า ซนฮึงมิน บินไปปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ จีซู พี่ใหญ่วง Blackpink ไปร่วมงาน Paris Fashion Week ในฐานะ Global Brand Ambassador

แม้ว่าความสัมพันธ์ของ 2 ซุปตาร์ยังเป็นเพียงแต่ข่าวลือ แต่ทางด้านต้นสังกัดหรือตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่ายเอง ก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

ซนฮึงมิน วัย 29 ปี ถือเป็นแข้งหลักของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ โดยตลอดปีที่ผ่านมาทำประตูไปได้ 109 ประตู จากการลงเล่น 284 นัดในทุกรายการ และได้รับการยกย่อง ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน โดยทั้งยิงและแอสซิสต์ทะลุเลขสองหลัก ในช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย

โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ footballinsider247 ระบุว่า ซงฮึงมิน ได้รับค่าเหนื่อย 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (คิดเป็นเงินไทย 9,188,819 บาท) หากนับเป็นรายเดือนแล้วก็อยู่ที่ราว 275 ล้านบาทเลยทีเดียว

จากข่าวที่ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 ว่าผู้เล่นท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สองคนมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ทำให้มีแนวโน้มว่าทั้งสองจะพลาดการแข่งขันของทีมเป็นจำนวน 3 เกมรวมถึงเกม ในวันนี้ที่ จะเจอกับนิวคาสเซิล งานนี้ก็มีการคาดเดากันอย่างกว้างขวางว่าใครคือผู้เล่นที่ติดเชื้อโควิด และสองชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือซน ฮึงมิน และ ไบรอัน กิล

แต่ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าว Yonghap News ของเกาหลีใต้ซึ่งเทียบเท่ากับสำนักข่าว AP ได้รายงานข่าวที่อ้างถึง “แหล่งข่าวในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับสถานการณ์นี้” ที่กล่าวว่าการทดสอบโควิดของดาวเตะจากแดนกิมจิรายนี้ให้ผลเป็นลบและน่าจะทำให้เขาได้ลงเล่นที่เซนต์เจมส์ พาร์ค ในวันนี้ (อาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564)

แหล่งข่าวในเกาหลีใต้อาจมีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับซน ฮึงมิน ดังนั้นจึงน่าจะมีความสามารถในการค้นหาข้อมูลนี้ ซึ่งจะทำให้แฟนๆ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มีความหวังอีกครั้งที่จะได้เห็น ‘ซนนี่’ ลงสนามในวันนี้แม้ว่าอาจมีข้อกังขาเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างเหล่านี้ อย่างไรก็ตามแฟนๆ อาจจะอยากได้ยินเรื่องแบบนี้จากอลาสแดร์ โกลด์ หรือแจ็ค พิตต์-บรู๊ค ซึ่งเป็นแหล่งข่าวของท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่น่าเชื่อถือมากกว่า

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อลาสแดร์ โกลด์ ทวีตว่า “ผมเข้าใจความต้องการของโซเชียล มีเดีย ที่อยากทราบชื่อของผู้เล่นสเปอร์สสองคนที่มีผลตรวจเป็นบวก อย่างไรก็ตาม นอกจากวันนี้จะมีการทดสอบใหม่เพื่อยืนยันแล้ว มันก็ยังขึ้นอยู่กับพวกเขาที่ว่าต้องการที่จะเปิดเผยปัญหาด้านสุขภาพหรือไม่ พวกเขาอาจทำอย่างนั้นได้ แต่ก็เป็นทางเลือกของพวกเขา”

ทั้งนี้สเปอร์ส จะเดินทางไปเยือนนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลกันว่า ซน ฮึงมิน อาจไม่ได้ลงสนาม โดย Sky Sports รายงานว่า ทัพไก่เดือยทองมีผู้เล่นสองคนมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกและไม่สามารถเล่นได้ และ London Evening Standard ตั้งข้อสังเกตว่า ‘ซน ฮึงมิน’ อาจจะไม่ได้ลงเล่นใน เกมเจอทัพสาลิกาดง นั่นก็ทำให้เกิดความกังวลกันว่า ‘ซน’ คือหนึ่ง ในผู้เล่นที่ผลตรวจเป็นบวก แต่หากรายงานของ Yonhap เป็นจริง แข้งทีมชาติเกาหลีใต้ก็จะพร้อมลงสนามและถือเป็นข่าวดีของนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ และทีมเลยทีเดียว

 

 

 

สาลิกาดง ดิลกับเอเยนต์ส่วนตัวของ โฟฟาน่า

สาลิกาดง ดิลกับเอเยนต์ส่วนตัวของ โฟฟาน่า

สาลิกาดง ดิลกับเอเยนต์ส่วนตัวของ โฟฟาน่า

สาลิกาดง ดิลกับเอเยนต์ส่วนตัวของ โฟฟาน่า

รายงานจาก อาร์กแอ็มเซ สปอร์ต ว่า  นิวคาสเซิ่ล ทาบทามไปยังเอเยนต์ส่วนตัวของ เวสลี่ย์ โฟฟาน่า เซนเตอร์แบ็ก ของ เลสเตอร์ซิตี้ เพื่อดึงมาร่วมงานที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค ถึงแม้เจ้าตัวจะทั้งกระดูกขา และ ข้อเท้าหักระหว่างเตะปรี-ซีซั่นพบ บียาร์เรอัล ฟื้นฟูร่างกายเวลานี้ แต่ทาง สาลิกาดง ก็ไม่ลดดีกรีความสนใจลงพร้อมซื้อขาดร่วมงานต่อให้ ราคาอาจสูง เป็น สถิติสโมสร เพราะข้อผูกมัดเหลือถึง มิ.ย. 2025 ดังนั้นตลาดหน้าหนาว 2022 จะเสริมทัพเพื่อการันตความอยู่รอด
รายงานเพิ่มเติมจาก ‘เมล ออนไลน์’ ไม่เชื่อว่า โฟฟาน่า จะกลับมาเล่นได้ในฤดูกาลนี้อีกเพราะเจ็บหนักสองจุด ต้องฟื้นฟูนานกว่าปกติ

ประวัติ

เวสลีย์ โฟฟาน่า เกิดเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2543 ( อายุ 20 ปี )  เป็นนักฟุตบอลอาชีพ ชาวฝรั่งเศส ที่เล่นเป็นกองหลังของสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ใน พรีเมียร์ลีก และ ทีมชาติฝรั่งเศสรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี

เวสลีย์ โฟฟาน่า ย้ายจากสโมสรแซงต์ เอเตียน ในฝรั่งเศส มาอยู่กับเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อเดือน กันยายน 2020

เขาลงประเดิมสนาม ให้ กับ แซงต์ เอเตียน ใน เกมพบกับ นีซ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2019 และ ลงเล่นไป 25 นัด ใน ทุกรายการ โดยทำผลงานให้กับต้นสังกัดได้อย่างโดดเด่น

ฟอร์มอันยอดเยี่ยมของ โฟฟาน่า ทำให้เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติฝรั่งเศส U-21 ในฟุตบอลยูโร U-21 รอบคัดเลือกพบ ทีมชาติลิกเตนสไตน์ และ ทีมชาติสโลวะเกีย

เคลาดิโอ รานิเอรี่ กุนซือป้ายแดงของวัตฟอร์ด บอกว่าทีมของตนพร้อมแล้วที่จะเปิดบ้านรับมือลิเวอร์พูลในเกมหัวค่ำวันเสาร์นี้
ผู้จัดการทีมวัย 69 ปี เข้ารับงานในถิ่นวิคาเรจ โร้ด แทนที่ ซิสโก้ เฮดโค้ชหนุ่มชาวสเปนที่โดนไล่ออกจากตำแหน่งไป และเกมแรกของเขาคือการนำทีมเปิดบ้านรับมือ “หงส์แดง”
รานิเอรี่ พูดถึงเกมนี้่ว่า “เมื่อนานมาแล้ว ผมเคยไปดูการซ้อมของเขา(เยอร์เก้น คล็อปป์) เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ตอนที่เขายังคุมโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์”
“เขาเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งมาก เขาคว้ามาทุกแชมป์ และผมแฮปปี้ที่จะได้เจอเขาในเกมวันเสาร์นี้”
“เราจะเจอหนึ่งในทีมที่เก่งที่สุดในโลก ซึ่งก็โอเค เราพร้อม ผมพร้อมและทีมของผมก็พร้อม มันจะเป็นการต่อสู้ที่เหมาะสม และเราพร้อมสู้”
วัตฟอร์ดรั้งอันดับ 15 ของตารางพรีเมียร์ลีก หลังจากแข่ง 7 นัดมี 7 แต้ม และเป้าหมายแรกของ รานิเอรี่ คือการทำให้ทีมการันตีรอดตกชั้น
“ผมคิดว่าประมาณ 40 แต้ม(รอดตกชั้น) ตอนนี้เหลืออีก 33 แต้มที่ต้องทำให้ได้ ผมไม่สนว่าจะเจอใคร ไม่สนว่าแต่ละเกมมันจะเป็นยังไง ผมต้องการสู้” เขากล่าว
สำหรับ นิวคาสเซิล เปลี่ยนเจ้าของใหม่จาก ไมก์ แอชลีย์ เป็นกลุ่มทุน พับลิก อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ (พีไอเอฟ) ที่เข้ามาเทคโอเวอร์ด้วยการซื้อหุ้นสโมสร 80% ด้วยมูลค่า 305 ล้านปอนด์ (ราว 1.35 หมื่นล้านบาท)
ที่ผ่านมามีข่าวว่า พีไอเอฟ พร้อมจะทุ่มงบประมานในการเสริมทัพแข้งใหม่ให้กับ “สาลิกาดง” เป็นจำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านปอนด์ (ราว 8.8 พันล้านบาท) เพื่อยกระดับสโมสรให้ขึ้นมาเป็นทีมหัวแถวของลีก

โดยล่าสุด “บิลด์” สื่อดังเมืองเบียร์ เปิดเผยว่า นิวคาสเซิล แสดงความสนใจคว้าตัว ติโม แวร์เนอร์ ดาวยิง เชลซี มาเสริมทัพในตลาดนักเตะหน้าหนาว เช่นเดียวกับ เจสซี ลินการ์ด และอ็องโตนี มาร์กซิอัล 2 แข้งจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทั้งนี้ แวร์เนอร์ ซึ่งย้ายมาอยู่กับ เชลซี เมื่อปี 2020 เชื่อมโยงเรื่องการย้ายสังกัดอย่างต่อเนื่อง หลังเขาต้องกลายเป็นตัวสำรองของทีมในซีซั่นนี้ โดยมี บาเยิร์น มิวนิก และเรอัล มาดริด อยากเซ็นสัญญา

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่ กองกลางของ ลิเวอร์พูล ได้เปิดเผยกับสื่อว่า เขาได้คาดหวังให้สตาร์พรีเมียร์ ลีก รายนี้ย้ายมาร่วมทัพหงส์แดง

ฟาบินโญ่ ยอมรับว่าเขา ‘คาดหวัง’ ว่าเพื่อนร่วมทีมชาติบราซิลอย่าง ราฟินญ่า จะมาร่วมงานกับเขาที่ลิเวอร์พูลใน ช่วงซัมเมอร์ ที่ผ่านมา ทั้งนี้แข้งวัย 24 มีฤดูกาลเปิดตัวที่โดดเด่นกับลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อซีซั่นที่แล้ว โดยทำได้ 6 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมของมาร์เซโล บิเอลซ่า จบอันดับที่ 9 เมื่อพวกเขากลับมาสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผลงานของราฟินญ่าจะได้รับการจับตามองท่ามกลางนักเตะชั้นยอดของพรีเมียร์ ลีก และรายงานในบราซิลอ้าง ว่าฝั่งของเขาได้พูดคุยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และลิเวอร์พูล ต่างก็ให้ความสนใจนักเตะรายนี้เป็นอย่างมากในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่อดีตแข้งแรนส์ ยังคงปักหลักอยู่ในถิ่นเอลแลนด์ โร้ด ในฤดูกาลนี้โดยทำไปแล้ว 3 ประตูจากการลงเล่น 7 นัดแรกของเขา

การเริ่มต้นฤดูกาลที่น่าประทับใจของราฟินญ่าทำให้เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรกเมื่อต้นเดือนนี้และเขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางสำหรับผลกระทบที่เขามีต่อทีมหลังลุกจากม้านั่งสำรองในเกมกับเวเนซุเอล่าและโคลอมเบียในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก มีการเรียกร้องให้ติเต้ กุนซือบราซิลให้โอกาสราฟินญ่าประเดิมชุดใหญ่แบบเต็มเกมในนัดที่เจอกับอุรุกวัยเมื่อคืนที่ผ่านมา (พฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564) และปรากฏว่า ‘ราฟินญ่า’ ก็ได้ออกสตาร์ทให้ขุนพลเซเลเซาและทำผลงานได้สุดยอดอีกครั้งโดยซัดคนเดียวสองตุง ช่วยให้ ‘บราซิล’ ถล่ม ‘อุรุกวัย’ 4-1 ทั้งนี้เมื่อถามถึงเพื่อนร่วมทีมของก่อนเกม ฟาบินโญ่ กองกลางลิเวอร์พูลกล่าวว่า

“ราฟินญ่า นับตั้งแต่เขามาถึงพรีเมียร์ ลีก เขาเล่นได้ดีและโดดเด่นมากที่ลีดส์” “แม้แต่ในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ ก็มีคนพูดคุยว่าเขาอาจย้ายไปลิเวอร์พูล ผมถึงกับคาดหวังให้มันเกิดขึ้น แต่ที่สุดแล้วเขาก็ยังอยู่ที่ลีดส์” “วันนี้เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของลีดส์ ทีมใดก็ตามที่ได้เล่นกับพวกเขา พวกเขารู้ว่าราฟินญ่าจะเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างอันตรายได้มากที่สุด” “หลังจากการเรียกตัว (ติดทีมชาติ) ครั้งแรกของเขา เขาก็เริ่มต้นได้ดีมากในทั้งสองเกม เขาสร้างผลกระทบในเกมกับเวเนซุเอล่า เขามีส่วนร่วมในสามประตู ในเกมกับโคลอมเบีย เขาลงมาและเล่นได้ดีมาก” “คุณลักษณะที่เขามีนั้นมันเป็นเอกลักษณ์มาก ผู้เล่นถนัดซ้ายที่สามารถเล่นได้ทั้งสองเท้า นี่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทีมของเรา ในเกมกับโคลอมเบีย เขาเล่นได้ดีที่สุดในทีมของเราและเขาสามารถช่วยเราได้มาก”

ราฟินญ่า ซึ่งมีสัญญากับลีดส์จนถึงปี 2024 ยืนยันว่าเขา ‘ไม่ได้คิดที่จะจากไป’ ในขณะที่ให้สัมภาษณ์กับ UOL Sport ในเดือนพฤษภาคม

“มันยากที่จะอธิบายความรู้สึกของผมเมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับทีมยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนใจจะเซ็นสัญญากับผม” เขากล่าว “ผมโตมากับการดูทีมเหล่านี้ทางทีวี ผมเห็น [เวย์น] รูนีย์, [รุด] ฟาน นิสเตลรอย, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ผมก็เห็น [สตีเว่น] เจอร์ราร์ด เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เช่น [เธียร์รี] อองรี, เดโก้, [แฟรงค์] แลมพาร์ด” “มีผู้เล่นที่มีคุณภาพมากมายจนยากที่จะบอกว่าผมเลียนแบบหนึ่งในนั้นหรือไม่” “ผมคิดว่าผมเป็นตัวแทนของลีก? ผมชอบดูและใฝ่ฝันที่จะเล่นที่นี่”

“วันนี้ผมทำให้ผู้คนมีความสุขกับฟุตบอลของผม” “ผมไม่ได้แค่พูดถึงสโมสรอื่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลีดส์ด้วย ซึ่งเป็นคนที่ให้โอกาสกับผม” “พวกเขาทั้งหมดดีมากๆ รวมถึงกองเชียร์ที่ดูเหมือนจะรักผมมากด้วย” “ผมเหลือสัญญาอีกสี่ปีและผมไม่ได้คิดที่จะออกจากที่นี่ด้วยเหตุผลนี้ ผมมีความสุขและทำให้คนอื่นมีความสุข”

เดโก้ เอเยนต์ของเขา ซึ่งเป็นอดีตนักเตะเชลซีและบาร์เซโลน่า ยืนยันว่าหงส์แดงได้สอบถามเกี่ยวกับปีกรายนี้ในช่วงตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมา

เมื่อช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายทีมจาก แอนฟิลด์ ก็ไม่ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อเขาจาก ยูงทอง สโมสรร่วมพรีเมียร์ลีก

ถึงกระนั้น ล่าสุด กองกลางแซมบ้าวัย 27 ปี ก็ไม่วายออดอ้อน ให้ ต้นสังกัดคว้า เพื่อนร่วมชาติมาค้าเกือก กับ เร้ด แมชีน ด้วยมั่นใจว่าจะ ทำให้สโมสร แข็งแกร่งมากขึ้น

นับตั้งแต่เขา (ราฟินญ่า) ย้ายมา ที่ พรีเมียร์ลีก เขาก็โชว์ฟอร์มได้ดี สำหรับ ลิเวอร์พูล ผมหวังว่ามันจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ยังอยู่กับ ลีดส์” ฟาบินโญ่ เอ่ยกับสื่อเมื่อ 14 ต.ค.

เขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ ลีดส์ ในวันนี้ ทุกครั้งที่เขาดวลกับเรา เรารู้ว่าเขา เป็นนักเตะ ที่ สามารถสร้างความอันตรายได้มากที่สุด” ดาวเตะ ลิเวอร์พูล ระบุ ถึงเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งเซ็นสัญญาย้ายจาก แรนส์ ทีมในฝรั่งเศสมาอยู่กับ ลีดส์ เมื่อเดือนต.ค.2020 และ มีผลงานยิงได้ 9 ประตูจากการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 37 นัด

เขามีเท้าซ้ายที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมชาติ เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยเราได้มาก

นอกจาก ลิเวอร์พูล แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ถูกลือกับ ราฟินญ่า เช่นกันหลังจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส เอ่ยออกมา เมื่อต้นเดือน ถึงเพื่อนเก่าในทีม สปอร์ติ้ง ลิสบอน

ผมคิดถึง ราฟินญ่า เขา เป็นนักเตะ ที่มีเคมีต่างไปจากคนอื่นๆ เขาเข้าใจผมได้ในทันที

พร้อมกันนี้ ดาวเตะทีม ยูงทอง ก็ ตอบ ขอบคุณสตาร์ทีม ผีแดง ตามมาว่า “บรูโน่ แสดงความยินดี กับ ผมมากตอน ที่ ผมมีชื่อติดทีมชาติ เขาบอก กับ ผมว่าผมสมควร ได้ รับอย่างยิ่ง มัน เป็น เรื่องระหว่างเพื่อน ซึ่ง ได้คุยกันมาก และ ได้ขำไปด้วยกัน

 

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา เปิดเผยว่าได้ยกให้นักเตะฝีมือดีของเชลซีคนนึงเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่เขาต้องการซื้อตัวมาร่วมทัพให้ได้ในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคม 2022

นักเตะเซลชีอย่าง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปราการหลังของเชลซี ได้ถูกจับตามองกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรอัล มาดริด ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ หรือในช่วงของตลาดนักเตะนั้นเอง ทั้งนี้ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีกำลังจะหมดสัญญากับทัพสิงห์บลูส์ในช่วงซัมเมอร์หน้า

หลังจากปฏิเสธสัญญาใหม่ที่มีมูลค่าราว 125,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ดังนั้น เรอัล มาดริด จึงวางไว้ให้รูดิเกอร์ เป็น ‘เป้าหมายอันดับ 1’ ในปีหน้า เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าแข้งรายนี้สามารถเติมเต็มช่องว่างที่ของราฟาเอล วาราน และเซร์คิโอ รามอส ทิ้งไว้

 สื่อดังสัญชาติสเปน รายงานว่า เรอัล มาดริด กระตือรือร้นที่จะเซ็นสัญญากับ รูดิเกอร์ ในช่วงฤดูหนาวนี้ โดยเชื่อกันว่ายักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา ลีก้า จะเริ่มเปิดการเจรจากับกองหลังเชลซีในเดือนมกราคม โดยที่คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมหวังว่ารูดิเกอร์ จะสามารถเติมเต็มช่องว่างที่รามอสทิ้งไว้จากการย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง แบบฟรีๆ

ในช่วงชองซัมเมอร์ที่ผ่านมา และวารานซึ่งเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 36 ล้านปอนด์ ทั้งรามอสและวาราน ต่างก็ใช้เวลาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว 16 และ 10 ฤดูกาล ตามลำดับ ช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง 4 สมัย และลา ลีก้า สเปน 3 สมัย

อย่างไรก็ตาม ตัวรูดิเกอร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมามากพอว่าคู่ควรที่จะอยู่ในทีมเรอัล มาดริด โดยนักเตะวัย 28 ปีรายนี้ติดทีมชาติเยอรมัน 47 นัด และมีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเชลซีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ 2 สมัย, ยูโรป้า ลีก 1 สมัย และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีก 1 สมัย นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเชลซีจากโรม่าเมื่อปี  2017

อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด จะต้องต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่างบาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีบุนเดสลีก้า โดยก่อนหน้านี้ รูดิเกอร์ ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือที่บอกว่าเขาอยู่ในสายตาของทัพเสือใต้ และปราการหลังทัพสิงโตน้ำเงินครามก็กล่าวว่าเขา ‘รู้สึกเป็นเกียรติ’ ที่ถูกเชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรีย แต่ยังคงมุ่งมั่นกับเชลซี

“แน่นอนครับว่า (ความสนใจของบาเยิร์น มิวนิก) ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมและพิสูจน์ให้เห็นว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” เขากล่าว “แต่ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองวอกแวก” “ผมมีภาระผูกพันกับสโมสรของผมในการทำงานให้ได้ดี ผมต้องพิสูจน์ตัวเองทุกเกมและอย่าปล่อยให้ตัวเองไขว้เขวไปกับข่าวลือ ผมตัดสินใจด้วยตัวเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร ผมรู้สึกดีกับที่ๆ ผมอยู่ตอนนี้”

หญ้าแพงโกลา อาหารชั้นเลิศของม้ากีฬา

หญ้าแพงโกลา อาหารชั้นเลิศของม้ากีฬา

หญ้าแพงโกลา อาหารชั้นเลิศของม้ากีฬา

หญ้าแพงโกลา อาหารชั้นเลิศของม้ากีฬา

สัตว์กินพืชอย่างม้าก็เช่นกัน พวกมันก็ต้องการกินอาหารที่ดี เพื่อบำรุงร่างกาย ให้มีความแข็งแรง และมีขนที่สลวยสวยงาม ให้สมกับเป็นยอดอาชา

อาหารที่ดี สำหรับม้า โดยเฉพาะ ม้ากีฬา ที่เราพูดถึงคือ “หญ้าแพงโกลา” สุดยอดอาหาร ที่ขึ้นชื่อ สำหรับกินพืช เพราะเปี่ยมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

นอกจากนี้ หญ้าแพงโกลา ยังกลายเป็นอาชีพเกษตรกรรมใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยนาท ที่สามารถสร้างรายได้ที่น่าพอใจ ให้กับเกษตรกร

ทัศนีย์ พวงลำใย หญิงผู้ทำธุรกิจขายหญ้าแพงโกลา มาร่วม 10 ปี จนสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ระดับหลักแสนต่อเดือน จะมาเล่าถึงประโยชน์ของหญ้าชนิดนี้ ที่ให้ผลดีตั้งแต่ผู้ปลูกที่เป็นมนุษย์ จนถึงผู้กินที่เป็นสัตว์เลี้ยง

เปลี่ยนวิกฤต เป็นโอกาส

“เมื่อก่อนทำอาชีพปลูกข้าวค่ะ แต่การทำนาปัญหามันเยอะ ทั้งเรื่องวัชพืช เรื่องแมลง ต้องเสียค่าปุ๋ย ค่ายา ต้นทุนสูง แถมประเทศไทยระยะหลัง อากาศแห้งแล้งบ่อย ข้าวก็ขายไม่ได้ราคา ต่อเกวียนได้แค่ 7,000-8,000 บาท” ทัศนีย์ พวงลำใย เล่าถึงชีวิตการเป็นเกษตรกรในอดีตของเธอ

“ครอบครัวเราปลูกข้าวกันมาตั้งนาน หลายชั่วอายุคน แต่ไม่เห็นจะรวยสักที อยากเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น แต่ทำกันมานานจะขยับเปลี่ยนอาชีพ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”

ไม่รู้ว่าจะเรียกเป็นโชคดีหรือโชคร้าย แต่วิกฤติการณ์น้ำท่วมใหญ่ ในปีพ.ศ. 2554 “จังหวัดชัยนาท” เป็นหนึ่งในพื้นที่ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนั้น ได้เปิดโอกาสให้ ทัศนีย์ พบหนทางใหม่ ในการประกอบอาชีพเลี้ยงตนเอง

“ย้อนไปตอนนั้น มีโอกาสได้ไปอบรม เรื่องปลูกหญ้าแพงโกลา จากทางศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์ ของจังหวัดชัยนาท ซึ่งเขาแนะนำว่า ให้เราลดพื้นที่ทำนาลง แล้วหันมาปลูกหญ้าแทน”

“พอเราได้ฟังเราก็คิดว่า มันน่าสนใจดี ก็ลองปลูกดู พอปลูกแล้วเรารู้สึกว่ามันดีกว่าปลูกข้าวเยอะ พอได้จังหวะน้ำท่วมปี 2554 เราก็คิดว่าไม่ปลูกแล้วข้าว ลุยปลูกหญ้าอย่างเดียวเลยดีกว่า”

สำหรับอาชีพการปลูกหญ้าแพงโกลาในอดีต ถือเป็นอาชีพใหม่ที่เกษตรกรในประเทศไทย

จึงยังไม่ค่อยมีผู้สนใจที่จะปลูกกัน แต่ความกล้าที่จะเสี่ยงปลูกหญ้าแพงโกลา ช่วยเปิดโอกาสให้เธอ ได้เข้าสู่ตลาดการค้าใหม่ ที่แม้จะที่มีกลุ่มลูกค้าขนาดเล็ก แต่มีความต้องการสูงอย่างมาก

“ช่วงแรกๆก็หาลูกค้าไม่ง่าย ต้องไปเสนอขายตามฟาร์มวัวต่างๆ ขายได้ทีละนิด ทีละหน่อย แต่พอผ่านไปนานๆ เรารู้จักคนเยอะขึ้น ก็ได้ขยายตลาด ขายให้ทั้งคนเลี้ยงวัวและคนเลี้ยงม้า ในหลายๆพื้นที่ทั่วประเทศ”

จากในอดีตที่เคยประกอบอาชีพทำนา สร้างรายได้เพียงไม่เกิน 8,000 บาทต่อหนึ่งเกวียน ทุกวันนี้ธุรกิจขายฟ่อนหญ้าแห้งแพงโกลา สร้างรายได้ระดับหลักแสนให้กับทัศนีย์ รวมถึงมอบสิ่งตอบแทนสำคัญ ที่บางครั้งเงินก็ซื้อไม่ได้

“ราคาการขายหญ้าแต่ละฟ่อนจะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสถานที่ อย่างถ้าขายหน้าโรงเก็บที่บ้าน ขายฟ่อนละ 90 บาท แต่ถ้าต้องไปส่งที่กรุงเทพฯ ขายฟ่อนละประมาณ 120 บาท เพราะว่าเราขับรถไปส่ง ให้เองถึงที่ ซึ่งทุกวันนี้ ขายได้ประมาณ 4,000 ฟ่อนต่อเดือน”

“ถ้าถามส่วนตัว เราก็มองว่ามันดีกว่าตอนทำนาเยอะ เรื่องรายได้ก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่สำคัญเรามองว่า สุขภาพของตัวเองดีขึ้นเยอะ ตั้งแต่หันมาปลูกหญ้าแพงโกลา”

“เราไม่ต้องไปออกแดดบ่อย ไปดมกลิ่น ดมยาฆ่าแมลง เพราะปลูกข้าวถ้าปีไหนแมลงมาเยอะ ก็ต้องใช้เยอะ ทุกวันนี้ขี่มอเตอร์ไซด์ผ่านทุ่งนา ยังได้กลิ่นยาฆ่าแมลงอยู่เลย”

“ที่สำคัญคือเราไม่ต้องเครียด เพราะปลูกข้าวมันเหมือนขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ปีไหนเจอแมลง ปีไหนเจอภัยแล้ง มันก็เครียดนะ ทำนาแล้วขาดทุน”

อาหาร 5 ดาวของม้ากีฬา

ลูกค้าสำคัญ ที่ซื้อหญ้าแพงโกลา เพื่อนำไปเป็นอาหารสัตว์ คือกลุ่มคนเลี้ยงสัตว์ จำพวกประเภท ม้า หรือ วัว โดยลูกค้าของทัศนีย์ ครอบคลุมทั้ง คนรักม้าที่เลี้ยงเป็นส่วนตัว ตลอดจนม้านักกีฬาทั่วประเทศ

เพราะหญ้าแพงโกลา ถือเป็นอาหารที่มีคุณภาพ หากเปรียบเทียบกับฟาง ซึ่งเป็นอาหารทั่วไป ของสัตว์เลี้ยงกินพืช ในประเทศไทย

“หญ้าแพงโกลา ถือว่าดีต่อการกินของสัตว์ เพราะว่าใบเล็ก แต่มีความเหนียว ที่ไม่เหนียวจนเกินไป อย่างพวกม้าหรือวัว เวลากินแพงโกลา เขาสามารถเคี้ยวเอื้องช้าๆ แบบที่เขาชอบได้ และสามารถกินได้ง่าย”

“นอกจากนี้ยังมีกลิ่นหอม มีสีเขียวอ่อนๆ ไม่ใช่สีเหลืองแบบฟาง ทำให้รู้สึกน่ากิน ม้าหรือวัวที่ได้กินแพงโกลา ส่วนใหญ่จะติดใจ ไม่ค่อยกลับไปกินฟางอีก”

ไม่แปลกนัก หากม้าหรือวัวจะติดใจในหญ้าแพงโกลา เพราะฟางทั่วไปนั้น ไม่มีความเหนียว ไม่เป็นรูปทรง เป็นปล้องบางๆ กลวงๆ ฉีกขาดง่าย ตรงกันข้ามกับหญ้าแพงโกลา โดยสิ้นเชิง

นอกจากในเรื่องของรูปทรงและความอร่อย หญ้าแพงโกลา ถือเป็นอาหารที่กลุ่นคนเลี้ยงสัตว์ เพื่อความสวยงามชื่นชอบ เพราะหญ้าแพงโกลา ถือเป็นอาหารที่เปี่ยมด้วยสารอาหาร ที่มีคุณภาพ ซึ่งผู้เลี้ยงม้าแข่งหรือม้ากีฬาจำเป็นต้องใช้

“หญ้าแพงโกลา ถือเป็นอาหารที่ดีมากสำหรับ พวกม้าหรือวัว เพราะว่าให้โปรตีนสูง 8-12 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ฟางทั่วไป ให้โปรตีนแค่ 4 เปอร์เซ็นต์”

“พวกสัตว์ที่ได้กินหญ้าแพงโกลาไป จะได้บำรุงเรื่องความสวยงาม และช่วยให้ผสมพันธุ์ได้ดีขึ้น พวกม้าที่ได้กินหญ้าแพงโกลา ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแท้ง และไม่มีสารพิษ สารเคมี ปลอดภัยสำหรับตัวสัตว์

ม้าแข่งหรือม้ากีฬา เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจขายหญ้าแพงโกลาเติบโต ทุกวันนี้ ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท มีแปลงปลูกหญ้าแพงโกลา เกือบ 300 ไร่ ในพื้นที่อำเภอมโนรมย์, อำเภอสรรคบุรี และ อำเภอสรรพยา

เพราะนักแข่งม้าทุกคน ล้วนอยากขี่หลังม้าคู่ใจให้ยาวนาน และทรงประสิทธิภาพมากที่สุด หญ้าแพงโกลา ที่เป็นอาหารชั้นเลิศของสัตว์ประเภทนี้ จึงเป็นที่นิยม และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยมหาศาล

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากติดต่อซื้อหญ้าแพงโกลาของคุณทัศนีย์ พวงลำไย สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 0878415614

ทำไมทีมชาติไทยต้องใช้ มาโน่ โพลกิ้ง

ทำไมทีมชาติไทยต้องใช้ มาโน่ โพลกิ้ง

ทำไมทีมชาติไทยต้องใช้ มาโน่ โพลกิ้ง

ทำไมทีมชาติไทยต้องใช้ มาโน่ โพลกิ้ง

คงไม่มีกระแสข่าวไหนในวงการฟุตบอลไทย จะร้อนแรงไปกว่าการแต่งตั้ง “มาโน่ โพลกิ้ง” อดีตกุนซือสโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ก้าวขึ้นมารับงานเฮดโค้ชทีมชาติไทย ลุยศึกฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020

การตัดสินใจครั้งนี้สร้างเครื่องหมายคำถามในใจแฟนบอลช้างศึกหลายคน เพราะตลอดเวลา 7 ฤดูกาลกับทัพแข้งเทพ มาโน่ โพลกิ้ง ไม่เคยคว้าแชมป์ติดมือแม้แต่ฤดูกาลเดียว เมื่อมองไปยังความล้มเหลวที่ยาวนานขนาดนั้น เฮดโค้ชชาวเยอรมัน-บราซิลดูจะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนัก

แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ  หากมองข้ามความสำเร็จในเรื่องของถ้วยแชมป์ไป มาโน่ โพลกิ้ง มีความเหมาะสมหลายประการที่เข้ากับสถานการณ์ของทีมชาติไทยในเวลานี้ ซึ่งไม่เพียงแต่ล้มเหลวในเรื่องของผลการแข่งขัน แต่ยังขาดความคึกคักในกระแสวงกว้าง และการมองเป้าหมายระยะยาว

นั่งวิเคราะห์ว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ทีมชาติไทยเลือกใช้ มาโน่ โพลกิ้ง เข้ามาคุมทีมในเวลานี้ ? กับคำตอบที่แสดงให้เห็นว่า เวลาและโอกาส คือสิ่งสำคัญที่เฮดโค้ชรายนี้ต้องการมากที่สุด

ประสบการณ์เกือบ 10 ปี ในวงการฟุตบอลไทย

มาโน่ โพลกิ้ง อาจไม่ได้ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ หรือเคยพาทีมฟุตบอลสักประเทศลุยศึกฟุตบอลโลก แต่สิ่งหนึ่งที่เฮดโค้ชชาวเยอรมัน-บราซิลได้เปรียบสองอดีตกุนซือทีมชาติไทยทั้ง มิโลวาน ราเยวัช และ อาคิระ นิชิโนะ คือการมีประสบการณ์คุมทีมฟุตบอลในประเทศไทยยาวนานเกือบ 10 ปี

อดีตนักเตะของ อาร์เมเนีย บีเลเฟลด์ เดินทางสู่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2011 เพื่อรับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติไทย โดยมาโน่ติดสอยห้อยตาม วินฟรีด เชเฟอร์ ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันที่เข้ามากุมบังเหียนทัพช้างศึกในเวลานั้น ซึ่งสองคู่หูชาวเยอรมันเคยร่วมงานกันที่ตะวันออกกลางและยุโรปกับสโมสร อัล ไอน์ เอฟซี และ เอฟซี บากู

ตลอดระยะเวลาในแคมป์ทีมชาติไทยหนแรก มาโน่ ไม่ได้มีช่วงเวลาที่โดดเด่นหรือเป็นที่น่าจดจำอะไรนัก เพราะอย่างที่เรารู้กันดีว่า วินฟรีด เชเฟอร์ ไม่ประสบความสำเร็จกับทัพช้างศึก ทำให้ชื่อเสียงของผู้ช่วยโค้ชชาวเยอรมัน-บราซิลย่อมหม่นหมองตามไปด้วย แต่ถึงอย่างนั้น มาโน่กลับได้โอกาสชิมลางคุมทีมชาติไทยชุดเยาวชน U-22 ลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย 2013 รอบคัดเลือก

ทัพช้างศึกยุคนั้นอุดมไปด้วยดาวรุ่งที่จะก้าวเป็นซูเปอร์สตาร์ในอนาคต ทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ปกเกล้า อนันต์, อดิศักดิ์ ไกรษร และ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม แต่ด้วยเวลาเตรียมทีมที่มีเพียงหนึ่งสัปดาห์ มาโน่ จึงพาทีมชาติไทยชุดนี้ไปตกรอบที่ประเทศลาว ส่งผลให้ชื่อของเขาถูกวิจารณ์ยับเยินโดยแฟนบอลไทยไม่แพ้ลูกพี่เชเฟอร์

เมื่อ วินฟรีด เชเฟอร์ โบกมือลาทีมชาติไทยในปี 2013 มาโน่ที่เริ่มติดใจการคุมทีมในฐานะเฮดโค้ช จึงกระโดดมารับงานที่สโมสร อาร์มี่ ยูไนเต็ด ซึ่งถือเป็นทีมระดับกลางของไทยลีกในเวลานั้น และเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ตามเป้า พาทีมจบอันดับ 6 ของตารางไทยลีก ฤดูกาล 2013

มาโน่ จึงกระโดดมารับความท้าทายที่ใหญ่กว่ากับ สุพรรณบุรี เอฟซี ในฤดูกาล 2014 แต่ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า จึงถูกปลดตั้งแต่กลางฤดูกาล เคราะห์ดีที่เขายังได้โอกาสจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ซึ่งกำลังหนีตกชั้น และเป็นเฮดโค้ชชาวเยอรมัน-บราซิลคนนี้ที่นำความสดใหม่มาสู่ทัพแข้งเทพ พาต้นสังกัดจบอันดับ 8 ของตาราง จนได้รับความไว้วางใจจากผู้บริหารทีม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อย่างเต็มเปี่ยม

หลังจากนั้น มาโน่ โพลกิ้ง ก็คุมสโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อีก 6 ฤดูกาล เขาพัฒนาทัพแข้งเทพจากทีมที่เคยหนีตกชั้นมาตลอดสู่การเป็นทีมลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว โดยผลงานที่ดีที่สุดของเขาคือการพา ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด จบอันดับ 2 ของไทยลีก ฤดูกาล 2016 และ 2018 รวมถึงรองแชมป์รายการช้าง เอฟเอ คัพ เมื่อปี 2017

แต่ท้ายที่สุด มาโน่ก็มาถึงทางตันกับสโมสรแห่งนี้ หลังจากตลอด 7 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาไม่เคยพาทีมคว้าแชมป์ได้แม้แต่ถ้วยเดียว จึงโบกมือลาทีมไปในช่วงเลกแรกของฤดูกาล 2020-21 ซึ่งถือเป็นการปิดช่วงเวลาคุมทีมรอบแรกในประเทศไทย เพราะหลังจากนั้น มาโน่ย้ายไปหาประสบการณ์ใหม่ที่เวียดนามกับสโมสร โฮจิมินห์ ซิตี้

เข้าใจนักเตะและวัฒนธรรมไทย 

ตั้งแต่การเข้ามาเป็นผู้ช่วยผู้จัดการทีมชาติไทย เมื่อปี 2011 จนถึงวินาทีสุดท้ายบนเก้าอี้เฮดโค้ช ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เมื่อปี 2020 มาโน่ ถือว่าคลุกคลีกับวงการ ฟุตบอลไทย มานานเฉียด 10 ปี หากเรามองไปที่ความสำเร็จที่ว่างเปล่าจากผลงาน 0 แชมป์ ใน 10 ปี เฮดโค้ชชาวเยอรมัน-บราซิลย่อมไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีนักสำหรับทีมชาติไทย

แต่ผลงานที่ผ่านมาของ มิโลวาน ราเยวัช และ อาคิระ นิชิโนะ แสดงให้เห็นแล้วว่า ความสำเร็จในอดีตไม่ได้การันตีถึงผลงานที่ดีกับทีมชาติไทย และถ้าเรามองย้อนไปถึง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่ประสบความสำเร็จมากมายกับทัพช้างศึก ก่อนเขาจะเข้ามารับงานตรงนี้ในปี 2013 เกียรติศักดิ์ประสบความสำเร็จแค่การคว้าแชมป์ถ้วย ก. กับ ชลบุรีเอฟซี เมื่อปี 2009

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

จากผู้สร้างปรากฏการณ์ สงขลาฟีเวอร์

“ผมก็ไม่เคยคิดเหมือนกันนะว่าวันหนึ่งจะได้มาทำค่าย มวยไทย เพราะที่ผ่านมาเราเคยทำแต่ฟุตบอล เป็นผู้จัดการทีมสงขลา เอฟซี ตั้งแต่สมัยมีคนดูไม่ถึง 400 คน จนถึงวันที่สร้างปรากฏการณ์สนามแตก คนดูเข้ามาล้นความจุสนาม 36,715 คน”

“เพราะเราเป็นคนชอบฟุตบอล เราจึงถอดโครงสร้างของทีมฟุตบอลอาชีพมาปรับใช้กับค่ายมวย เราทำอะคาเดมี มีทีมสเกาท์ไปส่องเด็ก ๆ ที่มีแววมาปลุกปั้นต่อ จ้างทีมงานโค้ชที่เคยมีดีกรีระดับแชมป์โลก, ระดับยอดมวยไทย และใส่เรื่องวิทยาศาสตร์การกีฬาเข้าไป” 

10 ปีที่แล้ว “หนึ่ง-ธัชนนท์ คชชาสุวรรณ” ยืนอยู่ใน สนามกีฬาติณสูลานนท์ ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าเหลือเชื่อ เมื่อทีมฟุตบอลสงขลา เอฟซี ที่เขาร่วมปลุกปั้นขึ้นมา สามารถปลุกกระแสความนิยม จนสร้างปรากฏการณ์ “สงขลาฟีเวอร์” ที่คนล้นทะลักสนาม ในแมตช์ที่เจอกับ บุรีรัมย์ เอฟซี กลายเป็นสถิติผู้ชมสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลลีกอาชีพไทย

วันเวลาผ่านไป 1 ทศวรรษจากวันนั้น “ธัชนนท์” บอกกับเราว่า ความหลงใหลแพชชั่นต่อเกมลูกหนังของเขายังไม่เคยหายไป แม้เขาจะเลิกทำทีมฟุตบอลมาหลายปีแล้ว เพียงแต่เขาเอาหยิบจับนำเอาโครงสร้างโมเดลทีมลูกหนังอาชีพมาประยุกต์ใช้กับการทำค่ายมวยไทยของตัวเองนามว่า “ค่ายมวยสิงห์มาวิน”

หันหลังให้ฟุตบอล  

แฟนพันธ์ุแท้ คือรายการทีวีระดับตำนานที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้ชม ด้วยรูปแบบรายการที่เฟ้นเอา 5 สุดยอดผู้รู้ลึก รู้จริง และมีความสนใจเฉพาะด้านมาแข่งขัน เพื่อหาว่าใครคือ “แฟนพันธุ์แท้” ในเรื่องนั้น ๆ

หากจะถามว่า ธัชนนท์ คชชาสุวรรณ ชื่นชอบฟุตบอลมากเพียงใด ? การได้เข้าร่วมแข่งขันรอบสุดท้ายรายการแฟนพันธุ์แท้ ตอน ยูโร ปี 2004 และตอน ฟุตบอลโลก ปี 2006 คงเป็นคำตอบอย่างดีได้ว่า เขาชอบเกมลูกหนังเข้าเส้นขนาดไหน ?

“ผมไปแข่งแฟนพันธ์ุแท้ฟุตบอลโลกในตอนนั้น ก็เพราะเห็นว่าของรางวัลเป็นตั๋วไปดูบอลโลก” ธัชนนท์ กล่าวถึงความหลังอย่างอารมณ์ดี

จากความชื่นชอบฟุตบอลอย่างลุ่มลึก วันหนึ่ง “ธัชนนท์” ก็ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานกับสโมสร สงขลา เอฟซี ในตำแหน่งผู้จัดการทีม

นั่นเป็นช่วงเวลาที่ ธัชนนท์ ได้ทำความรู้จักกับ “ฟุตบอล” ในมุมที่ลึกกว่าที่เขาเคยอ่านและศึกษาผ่านตัวหนังสือ เพราะเขาได้ลงมือทำด้วยตัวเอง และเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองผู้ขับเคลื่อนให้เกิดกระแส “สงขลาฟีเวอร์” 

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวทางความเห็นที่ไม่ตรงกันกับผู้บริหารท่านอื่น “ธัชนนท์” จึงโบกมือลาทีมสงขลา เอฟซี หลังจบฤดูกาล 2011 จากนั้นจึงย้ายไปทำงานเป็นผู้จัดการทีม สุพรรณบุรี เอฟซี ในปี 2012 ไปช่วยงานเบื้องหลังจนทีม “ช้างศึกยุทธหัตถี” ตีตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

เหตุผลที่ ธัชนนท์ ตัดสินใจหันหลังให้ฟุตบอลอาชีพอย่างจริงจัง เนื่องจากช่วงหลายปีที่ผ่านมาเขาทุ่มเงิน อุทิศเวลา และแรงกายไปกับการทำทีมฟุตบอลมากสมควร จึงอยากกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม คือได้ดูแลกิจการธุรกิจ รวมไปถึงการมีเวลาว่างออกไปดูฟุตบอลที่ต่างประเทศแบบที่เคยเป็นมา

ตู้คอนเทนเนอร์

“มันเหมือนเรื่องบังเอิญมากกว่านะ” บอสใหญ่ค่ายมวยสิงห์มาวิน ย้อนถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาได้กลับคืนสู่วงการกีฬาเมื่อประมาณ 6 ปีก่อน

“ตอนนั้นผมขับรถไปรับเพื่อนมาจากประเทศมาเลเซีย ระหว่างทางก็ผ่านสนามมวยลุมพินี แล้วผมก็สังเกตเห็นหน้าทางเข้ามีคนเยอะมาก เลยชวนเพื่อนแวะเข้าดู”

“วันนั้นมันเหมือนจุดประกายให้ผมอยากทำค่ายมวยไทยเป็นของตัวเอง เพราะทำค่ายมวย เราน่าจะหาเวลาได้ไม่ยาก สเกลมันเล็กกว่าทีมฟุตบอลที่เราต้องใช้เวลากับมันค่อนข้างเยอะ”

ด้วยพื้นฐานนิสัยที่ชอบกีฬาเป็นชีวิตจิตใจ “ธัชนนท์” จึงตัดสินใจเปิดค่ายมวยเล็ก ๆ ขึ้นมาในชื่อค่ายมวยสิงห์มาวิน แม้ตัวเองจะไม่มีประสบการณ์การทำมวยมาก่อน เคยทำแต่ทีมฟุตบอล แต่เขาก็อยากลองดูสักตั้งกับมวยไทย

ธัชนนท์ เริ่มต้นจากการเช่าพื้นที่ข้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียม ย่านลาดปลาเค้า กรุงเทพมหานครฯ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เขาทำ โดยได้ยกเอาตู้คอนเทรนเนอร์มาดัดแปลงทำเป็นห้องนอนนักมวย ลองผิดลองถูก ค่อย ๆ เก็บเล็กผสมน้อย เรียนรู้ในทุก ๆ วัน เพราะเขาใหม่มากสำหรับการทำมวยไทย

จากที่เคยเป็นแค่กิจกรรมยามว่าง ในการทำค่ายมวยเล็ก ๆ ผ่านไป 2-3 ปี “ธัชนนท์” ก็เริ่มชอบมวยไทยแบบถอนตัวไม่ขึ้น

เขาจึงตัดสินใจลุยเต็มสูบ ด้วยการลงทุนสร้างยิมมวยมาตรฐาน เป็นตึก 4 ชั้น บนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ย่านซอยนวลจันทร์ 54 เพื่อให้นักมวยได้กินอยู่ หลับนอน ฝึกซ้อมที่นี่อย่างครบวงจร

โดยแบ่งพื้นที่ชั้นล่างสุดใช้เป็นห้องประชุมทีมระหว่างเทรนเนอร์กับนักมวย วางแผนการเตรียมตัวฟิตซ้อม ก่อนที่นักมวยแต่ละคนจะออกไปขึ้นสังเวียนการแข่งขัน และด้านหลังเป็นห้องครัวสำหรับเตรียมอาหารให้ทีมงานและนักกีฬา

ชั้น 2 เป็นเวทีขนาดใหญ่ 2 เวที พร้อมอุปกรณ์ฟิตเนสที่จำเป็นกับนักมวย ส่วนชั้น 3 ชั้น 4 เป็นห้องนอนของนักมวยและทีมงานเทรนเนอร์

“ผมกำลังปลูกบ้านข้าง ๆ ค่ายมวยเลย เพื่อจะได้ใกล้ชิดและดูแลนักมวยได้ง่ายขึ้น ผมต้องสร้างให้ค่ายมวยสิงห์มาวินมีสิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างที่ทันสมัยเหมือนกับทีมฟุตบอลอาชีพชั้นนำ” 

ทำมวยแบบทีมบอลอาชีพ 

ธัชนนท์ เล่าย้อนไปว่า ในช่วงแรกที่ทำค่ายมวยสิงห์มาวิน เขายังไม่ได้มีความรู้ด้านมวยไทยมากนัก จึงให้เทรนเนอร์วางระบบทุกอย่างให้ แต่ปรากฏว่าวิธีการบางอย่างของทีมสตาฟชุดเก่าล้าสมัยไม่ได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคปัจจุบัน

เบื้องหลังทีมข้อมูลลิเวอร์พูล

เบื้องหลังทีมข้อมูลลิเวอร์พูล

เบื้องหลังทีมข้อมูลลิเวอร์พูล

เบื้องหลังทีมข้อมูลลิเวอร์พูล

เราทราบกันดีว่าทีมงานด้านข้อมูลของ ลิเวอร์พูล คือกลุ่มคนที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของ สโมสร ในการนำพาความสำเร็จกลับมาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ได้อีกครั้ง ด้วยการนำข้อมูลมาประกอบการวิเคราะห์ ตัดสินใจ พร้อมกับใช้งานทั้งในและนอกสนามแข่งขัน

แต่นอกจากชื่อของ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ประธานฝ่ายเทคนิค กับ เอียน เกรแฮม หัวหน้าฝ่ายข้อมูลของสโมสรแล้ว เราก็แทบไม่เคยได้ยินหรือเห็นหน้าค่าตาเจ้าหน้าที่คนอื่นเลย ทั้งที่โปรไฟล์ของแต่ละคนนั้นต่างก็ไม่ธรรมดากันทั้งสิ้น

ดร. นักวิจัยอนุภาคฟิสิกส์

เริ่มกันที่ทีมงานคนแรก นั่นคือ ดร. วิลเลี่ยม สเปียร์แมน (William Spearman) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ข้อมูลสัญชาติอเมริกัน ที่ดูแลการซื้อขายผู้เล่นให้กับทีมมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2018

แค่ชื่อก็คงทำให้ว้าวกันได้แล้ว เพราะนี่อาจเป็นครั้งแรก ๆ ที่คุณได้รู้จักชายคนนี้กันเลย ยิ่งไปกว่านั้น ครั้งเดียวที่เจ้าตัวเคยโผล่ในสื่อโซเชียลอย่างเป็นทางการของสโมสร ก็ต้องย้อนกลับไปถึงงานฉลองคริสต์มาส ปี 2018 ที่ สเปียร์แมน ถูกจับภาพว่ากำลังเต้นอยู่หลัง เยอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีมนั่นเอง

แต่นอกจากชื่อที่ไม่คุ้นหูแล้ว ดีกรีของเขาก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะ ดร. สเปียร์แมน จบการศึกษาปริญญาเอกฟิสิกส์ ด้านอนุภาคพลังงานสูง จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ควบคู่ไปกับการเคยเป็นเด็กฝึกงานด้านฟิสิกส์อนุภาค ผู้ได้ทำงานธีสิสเรื่องการวัดขนาดและความกว้างของสนามพลังฮิกส์ที่ องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป หรือ เซิร์น (CERN) มาแล้ว

ถึงโปรไฟล์ของชายผู้นี้จะดูเหมือนเป็นเนิร์ดฟิสิกส์จ๋า จนแทบไม่เห็นแววว่าเจ้าตัวมาเกี่ยวข้องกับด้านฟุตบอลได้ตรงไหน แต่เขาก็ได้ตัดสินใจมาทำงานในด้านนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลให้กับ Hudl บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านกีฬาชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ซึ่งที่นี่เอง ดร. สเปียร์แมน ได้ทำงานวิจัยด้านฟิสิกส์ของการผ่านบอล โดยอาศัยข้อมูลและหลักวิทยาศาสตร์ที่เจ้าตัวได้ศึกษามา ควบคู่ไปกับผลงานต่าง ๆ มากมาย ที่ไปเตะตา เอียน เกรแฮม แห่งสโมสรลิเวอร์พูลเข้าจนได้

จากวันนั้น ดร. สเปียร์แมน ก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในทีมงานของสโมสรมาแล้ว 3 ปีเต็ม ๆ โดยทำงานขึ้นตรงกับ เกรแฮม และทำงานใกล้ชิดกับเหล่าแมวมองของทีมที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศเดียวกันกับเขา เพื่อการประสานงานที่ไร้รอยต่อระหว่างฝ่ายข้อมูลและฟากแมวมองนั่นเอง

แต่นี่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์แห่งรั้วแอนฟิลด์เพียงหนึ่งเดียวของทีม เพราะนอกจากนักฟิสิกส์อนุภาคแล้ว ลิเวอร์พูล ยังมีนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในฝ่ายข้อมูลอีกด้วย

จากดาวสู่ดิน

คนถัดไปในทีมงานสายข้อมูลของหงส์แดง คือ ดร. ทิม แวสเกตต์ (Tim Waskett) ผู้ทำงานด้านข้อมูลเชิงตัวเลข อยู่ในทีมของ เกรแฮม เหมือนกับ ดร. สเปียร์แมน

หากข้อมูลของทีมงานคนแรกจะทำให้ผู้เขียนปวดหัวกับการควานหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเจ้าตัวแล้ว ดร. แวสเกตต์ คือขั้นกว่าขึ้นไปอีก เพราะขนาดในหน้าโปรไฟล์ Linkedin ของเขานั้น ยังระบุบริษัทนายจ้างแห่งปัจจุบันไว้ว่า “ไม่อาจระบุได้อย่างเสรี” หรือแปลไทยเป็นไทยก็คือ “นายไม่ให้บอก” นั่นเอง

ประวัติของ ดร. แวสเก็ตต์ เองก็ไม่ใช่ธรรมดาเช่นกัน โดยเขาจบการศึกษาปริญญาเอกในด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ พร้อมกับความเชี่ยวชาญในย่านรังสีเอ็กซ์ และได้เป็นส่วนหนึ่งในทีมที่ทดสอบอุปกรณ์ SPIRE หรือกล้องถ่ายภาพบนกล้องโทรทรรศน์อวกาศเฮอร์เชล ขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA มาแล้ว

เจ้าตัวเคยมีประสบการณ์ด้านการเขียนโปรแกรมและนิยามตัวเองว่าเป็น “นักพัฒนาเกมอินดี้” ในหน้าไบโอของ ทวิตเตอร์ ก่อนที่ในปัจจุบัน ดร. แวสเกตต์ จะดำรงตำแหน่งด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงตัวเลขมาเป็นเวลานานกว่า 9 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงเขียนคำอธิบายงานของตนไว้ว่า “งานลับมาก ๆ ที่ผมจะบอกให้คุณได้ฟังในสักวันหนึ่ง” (ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีวันนั้นไหม)

นอกจาก ดร. แวสเกตต์ ทีมงานข้อมูลของลิเวอร์พูลยังประกอบไปด้วย ดาฟีด สตีลล์ (Dafydd Steele) อดีตแชมป์หมากรุกเยาวชน ผู้มาดูแลงานด้านสถิติและตัวเลขให้กับทีมมาตั้งแต่ปี 2013, มาร์ค ฮาวเลตต์ (Mark Howlett) ผู้ดูแลระบบ Database ของสโมสร และยังมี มาร์ส สตีเวนสัน (Mars Stevenson) นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่รับผิดชอบการปรับ Front-end เพื่อให้ทีมวิเคราะห์นำไปใช้งานได้

ทีมข้อมูลเหล่านี้ จะกระจายตัวไปทำงานตามจุดต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายไว้ ตั้งแต่เป็นเจ้าหน้าที่เก็บข้อมูลในสนามจากบนอัฒจันทร์ หรือคอยประมวลผลข้อมูลดิบที่เก็บมาได้จากหน้าจอเพื่อส่งต่อให้กับ เกร็ก เมเธียสัน (Greg Mathieson) กับ เจมส์ เฟรนช์ (James French) ที่คอยศึกษาการเล่นของคู่แข่ง และ แฮริสัน คิงส์ตัน (Harrison Kingston) กับ มาร์ค เลย์แลนด์ (Mark Leyland) สองนักวิเคราะห์การเล่นของลิเวอร์พูล ได้คอยตามติดทุกวินาทีสำคัญอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยไม่จำเป็นต้องออกจากห้องแต่งตัวของนักเตะไปแม้แต่วินาทีเดียว

แต่ในเมื่อมีทีมข้อมูลกับหน่วยวิเคราะห์ที่แสนจะโหดสัสรัสเซียระดับนี้ แต่ทำไม ลิเวอร์พูล ถึงไม่เคยโปรโมตผลงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายหลังบ้านเหล่านี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างกันเลยล่ะ ?

อย่าบอกใครนะ

ในโลกยุคที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างในปัจจุบันนี้ ใครก็ตามที่มีข้อมูลหรือมีเทคนิคที่ก้าวล้ำกว่า ก็แทบจะมีชัยมากไปกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว

 

เมื่อเป็นเช่นนั้น งานของทีมนักวิเคราะห์ข้อมูลของสโมสรต่าง ๆ จึงมักถูกเก็บไว้เป็นความลับขั้นสุดยอด เช่นเดียวกับชื่อของทีมงานเหล่านี้ ที่ไม่เคยถูกนำมาพูดถึงผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการของสโมสรเลย

แน่นอนว่าทีมฟุตบอลชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลก ต่างมีเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องข้อมูลประจำทีมอยู่แล้ว แต่เหตุที่ทำให้ทีมงานด้านข้อมูลของ ลิเวอร์พูล กลายเป็นที่ยอมรับและพูดถึงในวงกว้าง ก็คงไม่พ้นการที่เจ้าของสโมสรและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทีมได้เปิดใจรับฟัง พร้อมนำข้อมูลจากนักวิเคราะห์เหล่านี้ไปใช้งานอย่างจริงจัง

ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดส์ ถูกยกย่องประดุจเทพเจ้า เมื่อคราวที่เจ้าตัวสามารถเซ็นสัญญาผู้เล่นอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่, แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน, เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ค, อลีสซง เบ็คเกอร์, ฟาบินโญ่, ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์, และ ดิโอโก้ โชต้า มาร่วมทีมได้สำเร็จ พร้อมกับสามารถปล่อยนักเตะที่หมดสภาพกับทีมชุดปัจจุบันออกไป ด้วยราคาที่ดีได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ต้องขอบคุณการทำงานของทีมข้อมูลหลังบ้านเหล่านี้ ที่ช่วยชี้เป้าการเสริมทัพให้ประสบความสำเร็จได้เกือบทุกครั้ง

มีแหล่งข่าวรายหนึ่งได้เปิดเผยกับสื่อ The Athletic เกี่ยวกับความสำเร็จของ ลิเวอร์พูล จากการใช้ข้อมูลมาประกอบไว้ว่า “ที่พวกเขากำลังออกนำทีมอื่นได้ ก็มาจากความสามารถในการใช้งานผู้คนฝั่งฟุตบอลและฝั่งของโปรแกรมเมอร์ได้อย่างเหมาะสม”

ซึ่งก็คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงเลย เพราะเมื่อคุณสามารถดึงนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์และนักฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงมาวิเคราะห์ข้อมูลให้กับสโมสร พร้อมกับรับฟังและนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง ผลงานที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี หรือแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ของทีม ก็เป็นที่ประจักษ์กันแล้ว

นอกจาก 11 คนที่ลงเล่นอยู่ในสนาม ก็ยังมีผู้คนอีกมากมายในวงกลมรอบนอกที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้จักพวกเขา (และไม่ต้องกำชับทีมงานไม่ให้บอกชื่อด้วย เพราะแทบไม่มีใครรู้จักจริง ๆ) แต่ให้รู้ไว้เพียงว่า ทุกหน้าที่ในสโมสรนั้นต่างมีความสำคัญและเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนทีมไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ

เช่นเดียวกับทีมข้อมูลเหล่านี้ ที่แม้จะมีภาพปรากฏให้เห็นเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็สามารถรับรู้ได้ถึงความสำคัญของการมีอยู่ ในเบื้องหลังมุมไกล ๆ จากสายตาสาธารณะได้ไม่น้อย

 

 

ฮับบาร์ด ว่าที่นักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกในโอลิมปิก

ฮับบาร์ด ว่าที่นักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกในโอลิมปิก

ฮับบาร์ด ว่าที่นักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกในโอลิมปิก

ฮับบาร์ด ว่าที่นักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกในโอลิมปิก

นักยกน้ำหนัก ลอเรล ฮับบาร์ด จะกลายเป็น นักกีฬาข้ามเพศ คนแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก หลังจากได้รับเลือกจากนิวซีแลนด์สำหรับการแข่งขันของผู้หญิงที่โตเกียวเกมส์ การตัดสินใจตั้งขึ้นทำให้เกิดการถกเถียงเรื่องการรวมและความเป็นธรรมในกีฬา

ฮับบาร์ดจะแข่งขันในประเภทซุปเปอร์เฮฟวี่เวทน้ำหนัก 87 กก. การเลือกของเธอเป็นไปได้โดยการปรับปรุงข้อกำหนดคุณสมบัติใหม่

นักยกน้ำหนักวัย 43 ปีรายนี้จะเป็นนักกีฬายกที่อายุมากที่สุดในการแข่งขันกีฬาประเภทยกน้ำหนักชายก่อนที่จะเปลี่ยนผ่านในปี 2013

“ฉันรู้สึกขอบคุณ ความเมตตาและการสนับสนุนที่ชาวนิวซีแลนด์จำนวนมากมอบให้ฉัน” ฮับบาร์ดกล่าวในแถลงการณ์ที่ออกโดยคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งนิวซีแลนด์ (NZOC) เมื่อวันจันทร์

Hubbard มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกตั้งแต่ปี 2015 เมื่อคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) ได้ออกแนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้นักกีฬาข้ามเพศสามารถแข่งขันในฐานะผู้หญิงได้หากระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนต่ำกว่า 10 นาโนโมลต่อลิตรเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนก่อนการแข่งขันครั้งแรก

นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า แนวทางปฏิบัตินี้ช่วยบรรเทาข้อดีทางชีวภาพของผู้ผ่านวัยหนุ่มสาวได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งรวมถึงความหนาแน่นของกระดูกและกล้ามเนื้อ

ผู้สนับสนุนการรวมเพศยืนยันว่ากระบวนการของการเปลี่ยนแปลงลดข้อได้เปรียบอย่างมาก และความแตกต่างทางกายภาพระหว่างนักกีฬาหมายความว่าไม่มีสนามแข่งขันที่แท้จริง

Kereyn Smith ซีอีโอของ NZOC กล่าวว่า Hubbard ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกของ IOC และ International Weightlifting Federation

“เรารับทราบว่าอัตลักษณ์ทางเพศในกีฬาเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนซึ่งต้องการความสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมในด้านการเล่น” สมิธกล่าว

“ในฐานะทีมนิวซีแลนด์ เรามีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งของ …. การรวมและความเคารพต่อทุกคน”

รัฐบาลนิวซีแลนด์ให้การสนับสนุน

“ลอเรลเป็นสมาชิกของทีมโอลิมปิกของนิวซีแลนด์ เราภูมิใจในตัวเธอในฐานะที่เราเป็นนักกีฬาของเรา และจะคอยสนับสนุนเธอตลอดทาง” แกรนท์ โรเบิร์ตสัน รัฐมนตรีกระทรวงกีฬาและสันทนาการ กล่าวในแถลงการณ์

การยกน้ำหนักเป็นจุดศูนย์กลางของการถกเถียงเรื่องความยุติธรรมของนักกีฬาข้ามเพศที่แข่งขันกับผู้หญิง และการปรากฏตัวของฮับบาร์ดในโตเกียวอาจพิสูจน์ให้เห็นถึงความแตกแยก

Save Women’s Sport Australasia กลุ่มผู้สนับสนุนนักกีฬาหญิง วิจารณ์การเลือกของ Hubbard

“มันเป็นนโยบายที่ผิดพลาดจาก IOC ที่อนุญาตให้มีการคัดเลือกชายโดยสายเลือดอายุ 43 ปีที่ระบุว่าเป็นผู้หญิงเพื่อแข่งขันในประเภทผู้หญิง” กลุ่มกล่าวในแถลงการณ์

เหรียญทองของ Hubbard คว้าชัยชนะในการแข่งขัน Pacific Games ปี 2019 ที่ซามัว ซึ่งเธอได้ขึ้นโพเดี้ยมเหนือ Feagaiga Stowers แชมป์ Commonwealth Games ของซามัว ซึ่งจุดชนวนให้เกิดความโกรธเคืองในประเทศเจ้าภาพ

หัวหน้ายกน้ำหนักของซามัวกล่าวว่าการเลือกของฮับบาร์ดสำหรับโตเกียวจะเหมือนกับปล่อยให้นักกีฬา “ยาเสพติด”และกลัวว่าจะทำให้เหรียญของประเทศแปซิฟิกเล็ก ๆ เสียไป

นักยกน้ำหนักชาวเบลเยี่ยม Anna Vanbellinghen กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าการอนุญาตให้ Hubbard แข่งขันที่โตเกียวนั้นไม่ยุติธรรมสำหรับผู้หญิงและ “เหมือนเรื่องตลกที่ไม่ดี”

สหพันธ์ยกน้ำหนักของออสเตรเลียพยายามขัดขวางไม่ให้ฮับบาร์ดเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเครือจักรภพปี 2018 ที่โกลด์โคสต์ แต่ผู้จัดงานได้ทำการปฏิเสธ

ฮับบาร์ดถูกบังคับให้ถอนตัวหลังจากทำร้ายตัวเองระหว่างการแข่งขัน และคิดว่าอาชีพของเธอจบลงแล้ว

“ตอนที่แขนหักในการแข่งขัน Commonwealth Games เมื่อสามปีที่แล้ว ฉันได้รับคำแนะนำว่าอาชีพนักกีฬาของฉันน่าจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว” ฮับบาร์ดกล่าวเมื่อวันจันทร์ โดยขอบคุณชาวนิวซีแลนด์

“แต่กำลังใจของคุณ กำลังใจของคุณ และอโรฮะ (ความรัก) ของคุณพาฉันผ่านความมืดมิด”

ริชชี่ แพตเตอร์สัน ประธานาธิบดีนิวซีแลนด์ ยกน้ำหนักโอลิมปิก กล่าวว่า ฮับบาร์ดมี “ความเพียรและความอุตสาหะ” ที่จะกลับมาจากอาการบาดเจ็บและสร้างความมั่นใจขึ้นใหม่

“เราตั้งตารอที่จะสนับสนุนเธอในการเตรียมการครั้งสุดท้ายของเธอที่โตเกียว” เขากล่าว

ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงตามคาด สำหรับเรื่องราวของ “ลอเรล ฮับบาร์ด” นักยกน้ำหนักทีมชาตินิวซีแลนด์ กับประเด็นการเข้าแข่งขัน โอลิมปิก 2020 นี้ของเธอ

โดย ฮับบาร์ด กำลังจะเป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่ได้ลงแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก เนื่องจากนิวซีแลนด์ยืนยันการเลือกเพศของเธอสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ในฐานะ “เพศหญิง” นั่นเอง

สำหรับ ฮับบาร์ด วัย 43 ปี จะเป็น 1 ใน 5 นักกีฬายกน้ำหนักจากนิวซีแลนด์ที่ได้เข้าร่วมมหกรรมกีฬาครั้งนี้ ซึ่งเธอจะเป็นนักยกน้ำหนักที่อายุมากที่สุดของการแข่งขันด้วย โดยจะร่วมชิงชัยในประเภทหญิงรุ่นน้ำหนัก 87 กิโลกรัม (192 ปอนด์) ขึ้นไป

ฮับบาร์ด เป็นบุตรของ ดิก ฮับบาร์ด อดีตนายกเทศมนตรีของเมืองอ็อกแลนด์ เธอเริ่มแข่งยกน้ำหนักในประเภทชาย ตามเพศสภาพกำเนิดมาตั้งแต่อายุ 20 ปี แต่ไม่เคยคว้าเหรียญรางวัลใดได้เลย ก่อนจะตัดสินใจแปลงเพศตอนอายุ 35 ปี เมื่อปี 2013 ซึ่งแน่นอนว่า พอแปลงเพศมาลงแข่งในประเภทหญิงแล้ว เธอสามารถคว้าเหรียญได้หลายเวทีมาก โดยเฉพาะไฮไลต์สำคัญอย่าง เหรียญเงินชิงแชมป์โลก 2017 และ เหรียญทองแปซิฟิกเกมส์ 2019

ทั้งนี้ จากการที่ ฮับบาร์ด จะได้ลงแข่งขันในฐานะนักกีฬาข้ามเพศในรายการใหญ่อย่างโอลิมปิก ก่อให้เกิดประเด็นดราม่าตามมาจากแฟนกีฬาทั่วโลก ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่? เพราะจากกล้ามเนื้อและฮอร์โมนในร่างกายตามเพศดั้งเดิมของเธอคือผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิงเหมือนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ

อย่างไรก็ดี จากการที่คณะโอลิมปิกสากล มีข้อบังคับเอาไว้เมื่อปี 2015 ว่าด้วย เมื่อนักกีฬามีการเปลี่ยนเพศสภาพจากชายเป็นหญิง นักกีฬาผู้นั้นสามารถเข้าร่วมแข่งขันในประเภทหญิงได้ แต่จะต้องตรวจและมีค่าระดับ เทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ในร่างกายต้องต่ำกว่า 10 นาโนโมลด์ต่อลิตร ติดต่อกันเป็นเวลา 12 เดือน ซึ่งสมาพันธ์ยกน้ำหนักสากลก็ได้ใช้กฎนี้ตามด้วย

ที่ผ่านมา กฎนี้ยังเป็นที่ถกเถียงมากมาย โดยเฉพาะความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ว่า มันยุติธรรมจริงหรือไม่? เพราะมีผลวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าผู้ชายที่ผ่านวัยเจริญพันธุ์มาแล้ว แม้จะกินยากดฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเอาไว้ แต่เจ้าตัวก็ยังได้เปรียบในเรื่องความแข็งแกร่ง, ความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อ, กระดูก และพละกำลัง มากกว่าเพศหญิงโดยกำเนิดอยู่ดี