NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

นับตั้งแต่โลกของเราเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 วงการ กีฬา จำเป็นต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือให้ธุรกิจมูลค่ามหาศาลดำเนินต่อไปได้

หนึ่งในวิธีการที่เข้ามาช่วยเหลือและพยุงให้การแข่งขันกีฬาหลายกีฬาสามารถทำการ แข่งขัน จนจบลงด้วยดี ตลอดขวบปีที่ผ่านมา คือวิธีการจัดกีฬาแบบ Bubble หรือการแข่งขันกีฬาภายใต้สภาพแวดล้อมปิด เพื่อสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้กฎการกักตัวที่เข้มงวด และโปรโตคอลความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แก่นักกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

ลีกกีฬาที่นำวิธีการแบบ Bubble มาใช้ และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นต้นแบบแก่ผู้จัดกีฬาทั่วโลก คือการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2019-20 ที่ใช้จัดใน 8 เกมสุดท้ายของฤดูกาลปกติ รวมถึงเกมเพลย์ออฟ และนัดชิงชนะเลิศ ในพื้นที่ปิดซึ่งเรียกว่า NBA Bubble ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

Main Stand หยิบความสำเร็จของ NBA Bubble 2020 มาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า การจัดภายใต้สิ่งแวดล้อมปิดในแต่ละครั้ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และผลตอบแทนหลังจากทุ่มเงินมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้า คุ้มค่าหรือไม่กับเม็ดเงินที่หว่านลงไปในการสร้าง Bubble

ทุ่มงบมหาศาล เพื่อการแข่งขันที่ดีที่สุด

ย้อนกลับไปยังเดือนมีนาคม ปี 2020 เมื่อ NBA ประกาศยุติลีกชั่วคราว มีการคาดการณ์จากเว็บไซต์การเงินชื่อดังอย่าง Forbes ว่า NBA จะขาดทุนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หากไม่จัดการแข่งขันต่อจนจบ นำมาสู่มติเอกฉันท์ 29-1 เสียง ที่จะดำเนินการแข่งขันต่อภายใต้การจัดแบบ Bubble

แน่นอนว่า การจัดเกมกีฬาใน Bubble คือการแข่งแบบปิด และจะไม่มีผู้ชมเข้าสู่การแข่งขัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงไม่น้อยสำหรับ NBA เพราะ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในแต่ละฤดูกาล มาจากค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขัน และการใช้จ่ายในแมตช์เดย์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็น 0 เมื่อเลือกจัดการแข่งขันใน Bubble

แต่เพื่อสร้างการแข่งขันที่ดีที่สุด NBA ประกาศทุ่มเงินขั้นต่ำ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 พันล้านบาท เพื่อเป็นงบประมาณสร้าง NBA Bubble โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นค่าเช่าสถานที่จัดเกมการแข่งขันและที่พักนักกีฬา ซึ่ง NBA เลือกใช้ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ที่มีพร้อมทั้งสนามกีฬาและโรงแรมหรูไว้รองรับซูเปอร์สตาร์บาสเกตบอล

NBA เช่า 3 สนามแข่งขันใน ESPN Wide World of Sports Complex ซึ่งตั้งอยู่ในเขต วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ได้แก่ แอดเวนต์เฮลท์ อารีนา, เอชพี ฟิลด์ เฮาส์ และ วีซ่า แอธเลติก เซ็นเตอร์ ส่วนที่พักนักกีฬา NBA เช่า 3 รีสอร์ตที่ตั้งอยู่ในเขตดิสนีย์ โดยสองรีสอร์ต ได้แก่ Disney’s Grand Floridian Resort & Spa และ Disney’s Yacht Club Resort ที่เป็นรีสอร์ตแบบ Deluxe ส่วน Disney’s Coronado Springs Resort ซึ่งเป็นรีสอร์ตระดับกลาง ใช้รับรองนักกีฬาบางส่วนและสตาฟทั้งหมด

การเช่าสนามแข่งขันและที่พักแบบเหมาลำเช่นนี้ ช่วยให้ NBA สามารถคำนวณงบประมาณเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ทีเดียว นั่นคือ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นเงินมหาศาล โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ชมทางบ้าน และนักกีฬาที่กักตัวในพื้นที่จำกัด การสร้าง Bubble ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งในการแข่งขันและชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

งบอาจสูงเกิดคาด แต่ผลตอบแทนต้องคุ้มค่า

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2019-20 สิ้นสุดลง มีรายงานออกมาว่า NBA ใช้จ่ายเงินจากการสร้าง NBA Bubble 2020 ไปทั้งหมด 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มจากการประเมินเบื้องต้นถึง 40 ล้าน นั่นเป็นเพราะมีค่าใช้จ่ายอีกหลายด้านในการจัด Bubble แต่ละครั้ง

นอกจากค่าเช่าสนามแข่งขันและค่าเช่าที่พัก ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักของงบประมาณ NBA ยังต้องรับผิดชอบค่าอาหาร, ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 รายวัน, ค่าสนับสนุนการรักษาพยาบาล, ค่ารักษาความปลอดภัย, ค่าขนส่งสาธารณะภายใน และค่าอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง

หากไม่นับค่าตรวจเชื้อโควิด-19 ซึ่งต้องทำตามโปรโตคอลความปลอดภัยอยู่แล้ว NBA ใช้จ่ายไปกับการอำนวยความสะดวกแก่นักกีฬา (ซึ่งพร้อมจะส่งเสียงต่อต้านลีกตลอดเวลา) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการจัด Bubble โดยลีกเสียเงินไปกับการสร้าง เลาจ์สำหรับนักกีฬา ที่มีโทรทัศน์จำนวนมาก, ตู้เกมอาร์เคด, เกม NBA2K และโต๊ะปิงปอง

NBA ยังว่าจ้างเจ้าหน้าที่มาเข้าเวรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาแบบ VIP ซึ่งรวมถึงการว่าจ้างบุคคลภายนอกมาสร้างความบันเทิงพื้นฐานแก่นักกีฬา เช่น ดีเจ หรือ คนฉายหนัง ทั้งนี้ นักกีฬายังสามารถออกไปพายเรือ, ตกปลา, เล่นโบว์ลิ่ง หรือตีกอล์ฟตามอัธยาศัย

สำหรับค่าอาหารที่นักบาสเกตบอลหลายคนบ่นออกสื่อ แท้จริงแล้ว NBA เปิดโอกาสให้แต่ละทีมสามารถออกแบบเมนูอาหารตามต้องการ โดยพ่อครัวของ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต จะเป็นคนจัดหาให้ ยิ่งไปกว่านั้น อาหารทั้งสามมื้อในแต่ละวันจะถูกปรุงสดใหม่ และจะเพิ่มเป็น 4 มื้อ ในวันที่มีการแข่งขัน

ส่วนของการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล NBA เข้ามาช่วยเหลือด้วยการจัดหาคอร์สโยคะและสมาธิ เพื่อรักษาสุขภาพจิตของนักกีฬา ซึ่งรวมไปถึงการประกอบพิธีทางศาสนาแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้จิตใจของนักกีฬาสงบมากขึ้น ระหว่างถูกกักตัวในพื้นที่จำกัดของ NBA Bubble

งบประมาณที่พุ่งสูงเกินกว่าที่คาดในการดำเนินงาน NBA Bubble 2020 จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามมากพอ ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัด Bubble ก็ไม่ต่างจากการบริหารรัฐขนาดเล็ก ที่ประชาชน (ในที่นี่คือนักกีฬาและสตาฟ) ต้องมีความสุขขณะถูกกักตัว

NBA จึงไม่เพียงได้เงินจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากยกเลิกลีกกลับคืนมา แต่ยังสร้างแม่แบบในการจัดแข่งขันเกมกีฬาภายใต้ Bubble ที่ครอบคลุมทุกแง่มุม และใช้เงินทุกดอลลาร์อย่างคุ้มค่าที่สุด

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

คำกล่าวที่ว่า “สุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” นั้นเป็นจริงหรือไม่ ? หากเราได้ทราบว่าสุนัขสามารถช่วยเหลือเราในเรื่องอะไรได้บ้าง นอกจากการอยู่เป็นเพื่อน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่การส่งเสียงเตือน การนำทาง ไปจนถึงการเปิดประตู หรือแม้กระทั่งการช่วยหยิบของ สุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อการช่วยเหลือสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่เราได้มากกว่าที่เรารู้

สุนัขที่ถูกฝึกมาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พิการโดยเฉพาะ จะถูกเรียกว่า “สุนัขบริการ” ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญและความสามารถที่ต่างกันออกไป เพราะจะถูกฝึกมาให้สามารถช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพทางร่างกายได้อย่างหลากหลาย มีทั้งสุนัขนำทาง สุนัขช่วยคนหูหนวก และสุนัขบริการสำหรับผู้ที่สูญเสียอวัยวะ

และสำหรับ นักกีฬา ในการแข่งขัน พาราลิมปิก น้องหมาก็เตรียมตัวมาพร้อมให้การช่วยเหลือ ไม่ต่างจากนักกีฬาที่เตรียมตัวมาแข่งเลย

สุนัขมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพอย่างไร ? การฝึกสุนัขเพื่อให้การช่วยเหลือแก่ผู้ทุพพลภาพเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ฝึกฝนกันอย่างไร ?

GOOD COMPANY 

สุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อให้การช่วยเหลือแก่ผู้ทุพพลภาพ มักจะถูกเรียกว่า “สุนัขบริการ” (Service Dog) ซึ่งเป็นสุนัขที่ผ่านการอบรมขั้นสูงมาแล้ว แม้จะไม่มีปรากฏหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเริ่มมีการฝึกสุนัขบริการกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็เชื่อกันว่าการฝึกสุนัขบริการนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ประวัติศาสต์ของสุนัขบริการฉบับสังเขป สามารถทำความเข้าใจได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย อาทิ ภาพจิตกรรมฝาผนังในเมืองโบราณเฮอร์คิวเลเนียม ประเทศอิตาลี ที่มีรูปของสุนัขกำลังนำทางเจ้านายตาบอด โดยมือหนึ่งกำลังจูงสุนัขของตน ส่วนอีกมือถือไม้เท้านำทาง ต่อมาในราวศตวรรษที่ 16 ได้มีการค้นพบภาพในลักษณะเดียวกันในม้วนกระดาษจากประเทศจีน จึงสันนิษฐานได้ว่า สุนัขถูกฝึกให้ทำการช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพมาตั้งแต่ครั้งอดีตแล้ว

สุนัขบริการ เริ่มมีบทบาทอย่างจริงจังมากขึ้นหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง เมื่อนายแพทย์ชาวเยอรมันที่ชื่อ “เกอร์ฮาร์ด สตอลลิ่ง” ได้เริ่มฝึกสุนัขบริการ เพื่อนำไปช่วยเหลือนายทหารผ่านศึกที่สูญเสียการมองเห็นไปจากการรบโดยแก๊สมัสตาร์ด แก๊สพิษที่มีสารประกอบทางเคมีเป็นกำมะถัน สุนัขที่ถูกฝึกมาจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นายทหารเหล่านี้ในการช่วยเดินนำทาง เพราะเหตุนี้ ประเทศเยอรมนีจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ฝึกสุนัขบริหารอย่างจริงจังเป็นชาติแรกของโลก

ความตั้งใจของเกอร์ฮาร์ดได้ถูกต่อยอดกลายมาเป็นโรงเรียนฝึกอบรมสุนัขบริการโดยเฉพาะในปี 1916 ที่เมืองโอลเดนเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ในโรงเรียนของเกอร์ฮาร์ดมีการฝึกสุนัขกว่า 4,000 กว่าตัว ทั้งสำหรับนายทหารผ่านศึกและผู้พิการที่เป็นพลเรือนทั่วไป

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ในทศวรรษ 1990s จึงได้มีการฝึกสุนัขบริการอย่างเป็นทางการ จากคำนิยามของกฎหมายสิทธิพลเมืองที่ห้ามเลือกปฏิบัติแก่ผู้ทุพพลภาพของสหรัฐอเมริกา (Americans with Disabilities Act) ในปี 1990 ได้มีการระบุคำนิยามของสุนัขบริการเอาไว้ว่า เป็นสุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อช่วยงานและช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ โดยการฝึกสุนัขบริการ ไม่จำเป็นต้องฝึกโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ แต่เจ้าของสุนัขก็สามารถฝึกได้เองเช่นกัน

สุนัขบริการได้อยู่ช่วยเหลือมนุษย์และผู้ทุพพลภาพมาตั้งแต่อดีต แต่รู้หรือไม่ว่า สุนัขบริการยังมีบทบาทสำคัญในวงการกีฬา โดยในการแข่งขัน พาราลิมปิกเกมส์ ครั้งนี้ สุนัขบริการ ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยให้นักกีฬาใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น

DOGGO ON DUTY

ปัจจุบัน สุนัขบริการสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ สุนัขนำทาง (Guide Dog), สุนัขช่วยเหลือผู้พิการทางการได้ยิน (Hearing Dog) และสุนัขผู้ช่วยเหลือผู้พิการทางร่างกาย (Service Dog) สุนัขบริการจะถูกฝึกมาให้เจอกับภาพ กลิ่น เสียง ที่สับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ผู้ฝึกจึงจะสามารถฝึกให้สุนัขมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

ในวงการกีฬาอย่างการแข่งขันพาราลิมปิก สุนัขที่นิยมนำมาใช้ช่วยเหลือนักกีฬาคือสุนัขประเภทนำทาง โดยทั่วไปสุนัขนำทางจะเริ่มฝึกจากการกระชับความสัมพันธ์กับผู้ฝึกก่อน เมื่อคุ้นชินแล้ว จะเริ่มฝึกการรับคำสั่งง่าย ๆ เช่น ลุก นั่ง เดิน รอ การฝึกจะไม่ใช้สายจูง เพราะเป้าหมายของการใช้สุนัขนำทางคือจะต้องให้เขาเดินนำหน้าเรา ตรงข้ามกันกับเวลาที่เราพาน้องหมาออกไปเดินเล่น แล้วต้องคอยรั้งสายจูงไว้

สุนัขบริการส่วนมากมักจะมีนิสัยร่าเริงและเป็นมิตรกับทุกคน เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถเข้ากับใครก็ได้ และจะคอยช่วยเหลืออย่างไม่อิดออด ดูตัวอย่างได้จากเรื่องราวของ อนาสตาเซีย พาโกนิส นักว่ายน้ำทีมชาติสหรัฐอเมริกา

A MATCH MADE IN HEAVEN  

“การมีเรดาร์อยู่ด้วยทำให้ฉันมีอิสระมากขึ้น ฉันรักเขามาก ๆ เขาดีที่สุด เราเป็นคู่ชะตาฟ้าลิขิต” 

อนาสตาเซีย พูดถึงเรดาร์

คำกล่าวนี้ก็คงไม่เวอร์จนเกินไป หากเราย้อนไปดูอีกหนึ่งคู่หูที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการพาราลิมปิกอย่าง มารีเกอร์ เฟอร์ฟอร์ท นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งหญิงชาวเบลเยี่ยม อดีตแชมป์เหรียญทองและเหรียญเงินจากการแข่งขันพาราลิมปิก ลอนดอน 2012 เหรียญเงินและเหรียญทองแดงจากพาราลิมปิก ริโอ 2016 ที่เสียชีวิตลงเมื่อปี 2019

มารีเกอร์ เฟอร์ฟอร์ท เป็นนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ที่หลายคนมักจะเห็นภาพเธออยู่คู่กับสุนัขคู่ใจพันธุ์ลาบราดอร์ที่มีชื่อว่า เซ็นน์ เสมอ

หน้าที่ของเซ็นน์จะต่างจากเรดาร์และทรอนที่กล่าวมาก่อนหน้า เซ็นน์เป็นสุนัขบริการประเภทช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ เพราะมารีเกอร์ไม่สามารถเดินได้ หน้าที่ของเซ็นน์โดยทั่วไป มีตั้งแต่การช่วยคาบเสื้อผ้าและสิ่งของมาให้ การช่วยคาบถุงจากร้านสะดวกซื้อตลอดจนทำหน้าที่เตือนมารีเกอร์ก่อนที่จะมีอาการชัก

“ทุกอย่างที่ฉันทำตก เซ็นน์จะเป็นคนไปเก็บให้เสมอ ตอนที่ฉันหมดสติ เธอจะเห่าเสียงดังเพื่อเรียกนางพยาบาลให้เข้ามาดูฉัน เธอจะคอยอยู่ข้าง ๆ ฉัน และเลียหน้าเรียกสติฉันอยู่ตลอด” 

“เธอจะคอยงับถุงเท้าออกจากเท้าของฉัน คอยคาบแจ็คเก็ตมาให้ คอยเปิดปิดประตูให้ เธออยู่กับฉันตลอดเวลา ฉันนึกไม่ออกเลยถ้าต้องให้เธอไปอยู่ที่อื่น” 

มารีเกอร์ เฟอร์ฟอร์ท เป็นอดีตนักกีฬาพาราลิมปิก ที่มีอาการป่วยรุมเร้ามากมาย เธอป่วยเป็นโรคลมชัก ในขณะที่เป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์ อีกทั้งยังป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยความทรมานทางร่างกาย ทำให้เธอตัดสินใจทำการุณยฆาตตนเองในวันที่ 22 ตุลาคมปี 2019

จากคำบอกกล่าวของ ลินด์ซีย์ แอดดาริโอ ช่างภาพสงครามที่เป็นเพื่อนของเธอ ในวันสุดท้ายของมารีเกอร์ เซ็นน์ก็อยู่กับเธอตลอดเวลา ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนักกีฬาพาราลิมปิกคนนี้ยันวินาทีสุดท้าย

สุนัขบริการ ไม่ได้มีหน้าที่แค่การบริการอำนวยความสะดวกต่อการเดิน การหาลิฟต์ หรือคาบของมาให้เท่านั้น สิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลและสัตว์ ที่เป็นสายใยพิเศษเหมือนที่คิม ครอสบี้ได้บอกไว้

สุนัขสามารถเป็นได้ทั้งผู้ช่วยและเพื่อนในเวลาเดียวกัน คำกล่าวที่ว่า “สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” ก็อาจจะเป็นจริงสำหรับใครหลาย ๆ คนก็เป็นได้

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส บรูนู ฟือร์นังดึช ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ ทีมชาติโปรตุเกส เกิดเมื่อ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 หรือที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยว่า “บรูโน่ เฟอร์นานเดส” เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่ที่กัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี โดยลงเล่นในเซเรียอารวม 119 นัด และทำ 15 ประตูให้กับอูดีเนเซและซัมป์โดเรีย

ใน ค.ศ. 2017 เขาเซ็นสัญญาเล่นให้กับสปอร์ติงลิสบอน ทีมดังในโปรตุเกสประเทศบ้านเกิดและลงเล่นที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะย้ายร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยค่าตัว 55 ล้านยูโร 47 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งเคยเป็นหมายเลขของ พอล สโกลส์ ตำนานผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของทีมฟือร์นังดึชได้กลายเป็นนักเตะตัวหลักในทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก เขามีจุดเด่นเรื่องการสังหารลูกตั้งเตะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงจุดโทษที่เฉียบคมและยังยิงลูกฟรีคิกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมีทักษะการจ่ายบอลอันยอดเยี่ยมและการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ฟือร์นังดึชลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลังในฤดูกาล 2019–2020 รวม 22 นัด

ทำไป 12 ประตู และในฤดูกาลปัจจุบัน (2020–2021) เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครบทุกนัดในลีก และลงเล่นทุกรายการรวม 55 นัด ทำไปทั้งสิ้น 27 ประตู โดยสามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการยูโรปาลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021ฟือร์นังดึชได้ถูกเรียกเป็นผู้เล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่ ค.ศ. 2017

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นระดับเยาวชนในนามทีมชาติและเป็นอดีตกัปตันทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งมีรุย ฌอร์ฌึ เป็นผู้จัดการทีมและเคยพาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2016 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมาเขาลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ทุกรายการรวม 27 นัด ทำได้ 2 ประตู

และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักของทีมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน ค.ศ. 2021 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายใน ค.ศ. 2022บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta  ต่อมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเบาวิสต้า เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี

ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 และได้ย้ายเข้าร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017

ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้ง

ใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดี แต่ในต้นปี 2020 ได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรกในระดับเยาวชนปี 2012

ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกข้อมูลและประวัติล่าสุดของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส นักเตะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล กับสโมสร อินเฟสต้า

โดยเจ้าตัวได้เข้ามาสู่ทีมเยาวชนในปี 2002-2004 จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ในปี 2004 เมื่อได้ย้ายมาร่วมทีม เบาวิสต้า ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงของลีกโปรตุเกสทว่าการเล่นอยู่ที่นี่ บรูโน่ ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเตะเยาวชนของทีมเท่านั้น ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ถูกปล่อยยืมไปให้กับ ปาสตีไรล่า ในปี 2005

และอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ก่อนจะย้ายกลับมายัง เบาวิสต้า อีกครั้งในปี 2010 และอยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปีจนกระทั่งปี 2012 เส้นทางลูกหนังที่แท้จริง บททดสอบของจริงในอาชีพนักฟุตบอลของ บรูโน่ ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ โนวาร่า ทีมลูกหนังในประเทศอิตาลี ได้เห็นแววบางอย่างในตัวเขา เลยตัดสินใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมจากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ โนวาร่า ได้

และในฤดูกาล 2012/2013 บรูโน่ ก็ได้ลงสนามเล่นให้กับทีมไปถึง 23 นัด แถมยังยิงได้อีก 4 ประตู อีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมากกับการย้ายมาเล่นในลีกต่างแดนด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น และความมุ่งมั่นในการเล่น ทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของแมวมอง อูดิเนเซ่ สโมสรชื่่อดังศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 2013 และกลายเป็นกำลังหลักของทีม และค้าแข้งอยู่ที่นานถึง 3 ปี ลงเล่นไปถึง 86 นัด และยิงได้ 10 ประตูปี 2016 ชีพจรลงเท้า บรูโน่ อีกครั้ง

เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย สโมสรชื่อดังของลีกอิตาลี โดยในฤดูกาล 2016/2017 เขาลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่ไปถึง 33 นัด และยิงได้ 5 ประตู พาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทว่าเจ้าตัวก็อยู่ค้าแข้งให้กับที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายกลับบ้านเกิด ไปเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ซึ่งที่นี่เองที่สร้างให้เขากลายเป็นสุดยอดนักเตะของลีกยุโรปย้ายมาค้าแข้งให้กับ สปอร์ติ้ง ในฤดูกาล 2017/2018 และเพียงฤดูกาลแรกเขาก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เมื่อระเบิดตาข่ายคู่แข่งไปถึง 16 ประตู กับทำอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนามทุกรายการ 56 นัด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก เมื่อยิงได้แบบระเบิดเถิดเทิงถึง 31 ประตู กับทำอีก 15 แอสซิสต์

จากการลงสนามทั้งหมด 55 นัด

และอย่าลืมว่าเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้าของทีมหลังจบ ฤดูกาล 2018/2019 มีข่าวออกมาว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้ความสนใจที่จะดึงตัว บรูโน่ ไปร่วมทีม และว่ากันว่าเจ้าตัวเกือบจะได้ย้ายอยู่แล้ว แต่ตกลงเรื่องค่าตัวไม่ได้ทำให้ดีลนี้ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้ดาวเตะโปรตุเกส ต้องค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิมต่อไป แต่เจ้าตัวก็ยังทำผลงานสุดยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแค่ครึ่งซีซั่นแรก เขาซัดไป 15 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนาม 27

นัดให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอนและเมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ฝันของสาวก “ปีศาจแดง” ก็เป็นจริง เมื่อ แมนยู ตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว บรูโน่ มาร่วมทัพ ได้สำเร็จ และเพียงแค่การเข้ามาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ช่วยให้ยอดทีมแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลายเป็นคนละทีมกับเมื่อช่วงครึ่งซีซั่นแรก เขาเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีม ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสู้ และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำของทีม จนเมื่อจบฤดูกาล ทีมก็สามารถจบอันดับที่ 3 คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับที่เจ้าตัวก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร อีกด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเล่นเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นได้เริ่มต้นการเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ครั้งแรก ในระดับเยาวชน เมื่อปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ขยับขึ้นไปเล่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกด้วจนกระทั่งปี 2017

ที่เจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็ได้รับโอกาสสำคัญ เมื่อเขาถูกดันขึ้นไปเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามเป็นเกมแรก จากการลงมาเป็นตัวสำรอง แทน มานูเอล แฟร์นานเดส ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมอุ่นเครื่องที่ โปรตุเกส เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017

จากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ฟอร์มที่ร้อนแรงกับการเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ทำให้ บรูโน่ ถูก เรียกไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้เป็นตัวหลักให้กับทีมชุดนั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแรกของรอบแบ่งกลุ่ม และถูกเปลี่ยนตัวออก และลงมาเป็นสำรองในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนกระทั่งโปรตุเกส ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย 1-2ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ บรูโน่

ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 25 นัด ยิงได้ 2 ประตู และเจ้าตัวก็ยังเป็นนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (6 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (7 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกโปรตุเกส ปี 2017/2018 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรปา ลีก ปี 2017/18 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ปี 2019

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2019/2020

ดาวซัลโวศึกยูโรปา ลีก ปี 2019/2020

 

 

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

“Silent Sniper” ทาอิกิ นาอิโตะ นักสู้จอมอึดเลือด ซามูไร คือว่าที่คู่แข่งตัวอันตรายในแรงกิง ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ที่จะลงฟาดปากกับ “เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี” ในศึก ONE: REVOLUTION ที่จะถ่ายทอดสดในวันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564

ก่อนที่ทั้งคู่จะประมือกัน เราจะพาไปทำความรู้จักกับนักสู้ชาวอาทิตย์อุทัยวัย 25 ปี ให้ดียิ่งขึ้นใน 5 เรื่องต่อไปนี้

1. แม่บังคับเรียนคาราเต้

ทาอิกิ เป็นลูกชายคนกลางในบรรดาพี่น้อง 3 คน เกิดและเติบโตในเมืองโตโยยาชิ ประเทศญี่ปุ่น โดยคุณแม่ส่งเขาและพี่น้องเข้าเรียนคาราเต้ตั้งแต่วัยอนุบาลโดยหวังจะให้ศิลปะการต่อสู้สอนให้ลูกๆมีระเบียบวินัยและเรียนรู้มารยาทสังคม แม้ ทาอิกิ จะไม่ได้อยากเรียนสักเท่าไหร่ แต่ก็เข้าเรียนไม่เคยขาดเพราะอยากเล่นกับเพื่อนเท่านั้น

2. คิกบ็อกซิ่งพลิกชีวิต

เมื่อ ทาอิกิ อายุได้ 8 ขวบ เขาได้เห็นนักชกฮีโร่ชาวญี่ปุ่นลงแข่งในรายการ K-1 ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นที่จะเป็นคิกบ็อกเซอร์มืออาชีพตั้งแต่นั้นมา แม้แม่ของเขาไม่เห็นด้วย แต่ยังเปิดทางให้ ทาอิกิ พิสูจน์ตนเองโดยยื่นเงื่อนไขว่าเขาต้องคว้าแชมป์คาราเต้ระดับชาติให้ได้ก่อนจึงจะอนุญาตให้เดินตามฝันของตนเอง หนึ่งปีต่อมา ทาอิกิ คว้าแชมป์คาราเต้สำเร็จและตัดสินใจเข้าร่วมทีมคิกบ็อกซิ่งในเมืองบ้านเกิดเมื่ออายุ 14 ปี โดยเริ่มต้นชกอาชีพครั้งแรกเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม

3. แชมป์เวทีระดับชาติ

หลังจากสั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร ทาอิกิ คว้าแชมป์ Shoot Boxing เวทีชั้นนำระดับชาติของญี่ปุ่นในปี 2557 เมื่ออายุ 18 ปี ต่อมา เขามีโอกาสได้ลงแข่งขันในรายการ RISE ซึ่งเป็นเวทีคิกบ็อกซิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น โดยได้เผชิญหน้ากับ เทนชิน นาสึกาวา อริเก่าของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ถึงสองครั้ง และก็พลาดท่าพ่ายไปทั้งสองครั้ง ทาอิกิ กลับมาสู้ต่อในรายการนี้จนกระทั่งสามารถคว้าแชมป์ RISE ในรุ่น 57 กก. ได้ในที่สุด ซึ่งเป็นรางวัลที่เขาภาคภูมิใจมาก

4. ศิษย์น้องของ “ราชากระสอบทราย”
ทาอิกิ เป็นศิษย์น้องคนสนิทของ “ฮิโรอากิ ซูซูกิ” นักสู้จอมอึดที่เคยท้าชิงแชมป์กับ “น้องโอ๋ ไก่ย่างห้าดาว” มาแล้ว โดยทั้งคู่พบกันเมื่อครั้ง ทาอิกิ เพิ่งเริ่มชกคิกบ็อกซิ่งตอนอยู่ชั้นมัธยม ทาอิกิ นับถือ ซูซูกิ ในฐานะรุ่นพี่และผู้ฝึกสอนที่คอยให้คำแนะนำในการพัฒนาทักษะการต่อสู้ของเขาตลอดมา โดยปัจจุบันทั้งคู่ฝึกซ้อมอยู่ในทีมเดียวกันที่ Bell Wood Fight Team ประเทศญี่ปุ่น
5. ชนะมวยไทย 3 ไฟต์รวด
ทาอิกิ เปิดตัวใน วัน แชมเปียนชิพ เมื่อเดือนตุลาคม 2562 และภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนเขาปราบคู่แข่ง 3 รายในรุ่นฟลายเวต ได้แก่ “อเล็กซี เซเรพิซอส”, “รุย โบเทลโฮ” รวมถึง “ซาวาส ไมเคิล (เพชรยินดีอะคาเดมี)” โดยชัยชนะทั้งหมดเป็นการแข่งขันในกติกามวยไทย ปัจจุบัน ทาอิกิ ครองสถิติชนะ 4 ครั้งจาก 5 ไฟต์ใน ONE โดยพ่ายแพ้ให้แก่อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี” เพียงคนเดียวเท่านั้น

ศึกนี้ ทาอิกิ หวนคืนสังเวียนมวยไทยอีกครั้ง โดยหวังเอาชนะ “เพชรดำ” เพื่อทำคะแนนขยับอันดับขึ้นสู่ระดับท็อปไฟว์ของแรงกิงรุ่นนี้ พร้อมมุ่งสู่การคว้าแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวตในอนาคต

รับชมการประชันฝีมือระหว่าง “ทาอิกิ” และ “เพชรดำ” ศึก ONE: REVOTION 24 ก.ย.นี้ ผ่านทาง แอปมือถือ ONE Super App, ยูทูบ ONE Championship, AIS Play (เฉพาะลูกค้า AIS) เวลา 17.30 น. ส่วนไทยรัฐทีวี ช่อง 32 รับสัญญาณสดเวลา 21.30 น.

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติ ลีลาศ ลีลาศนั้นมีมานับเป็นพัน ๆ ปีแล้ว แต่เพิ่งมีหลักฐานแน่ชัดเมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1400 ซึ่งได้อธิบายถึงการก้าวเดิน และดนตรี การเต้นรำแบบบอลรูม เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ถึงแม้ว่าชาวตะวันตกจะนิยมกันอย่างมาก แต่การเต้นรำแบบบอลรูมก็เป็นที่ยอมรับของชนทุกชาติ ประวัติการลีลาศหรือเต้นรำ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันกับเต้นรำแบบอื่นๆ มาก เช่น การเต้นระบำบัลเล่ย์การเต้นรำพื้นเมือง ฯลฯ จึงขอสรุปโดยแบ่งยุคการเต้นรำออกเป็น 6 ยุคดังนี้

ประวัติลีลาศ ยุคก่อนประวัติศาสตร์

การเต้นรำถือเป็น ศิลปะ อย่างหนึ่งของการแสดงออกของบุคคล ศิลปะการเต้นรำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ถูกค้นพบจากภาพวาดบนผนังถ้ำ ในแอฟริกาและยุโรปตอนใต้ ซึ่งศิลปะในการเต้นรำได้ถูกวาดมาไม่น้อยกว่า 20,000 ปีมาแล้ว อีกทั้งพิธีกรรมทางศาสนา จะรวมการเต้นรำ การดนตรี และการแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก พิธีกรรมเหล่านี้อาจเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา หรือจากการฉลองที่ล่าสัตว์มาได้ หรือการออกศึกสงคราม นอกจากนี้อาจมีการเฉลิมฉลองการเต้นรำด้วยเหตุอื่น ๆ เช่น ฉลองการเกิด การหายจากอาการเจ็บป่วย หรือการไว้ทุกข์ เป็นต้น

ประวัติลีลาศ  ยุคโบราณ

การเต้นรำของพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพวกที่ไม่มีศาสนาในสมัยโบราณนั้น ในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง มีภาพวาด รูปปั้นแกะสลัก และบทประพันธ์ของชาวอียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นถึง การเต้นรำได้ถูกจัดขึ้นในพิธีศพ ขบวนแห่ และพิธีกรรมทางศาสนา ชาวอียิปต์โบราณส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ในทุก ๆ ปีแม่น้ำไนล์จะเพิ่มระดับสูงขึ้นและเมื่อน้ำลดลง จะมีการทำการเพาะปลูก และมีการเต้นรำหรือแสดงละคร เพื่อขอบคุณเทพเจ้าโอซิริส (God Osiris) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร ตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น

นอกจากนี้การเต้นรำยังนำมาใช้ในงานส่วนตัว เช่น การเต้นรำของพวกข้าทาส ซึ่งจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน และต้อนรับแขกที่มาเยือน ชาวกรีกโบราณเห็นว่า การเต้นรำเป็นสิ่งจำเป็นทั้งในการศึกษา การบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา และการแสดงละคร ปรัชญาเมธีพลาโตให้ความเห็นว่า พลเมืองกรีกที่ดีต้องเรียนรู้การเต้นรำเพื่อพัฒนาการบังคับร่างกายของตนเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะในการต่อสู้ ดังนั้น การร่ายรำด้วยอาวุธ จึงถูกนำมาใช้ในการศึกษาทางทหารของเด็ก ทั้งในรัฐเอเธนส์และสปาร์ต้า นอกจากนี้ การเต้นรำมีความนิยมแพร่หลายนำมาใช้ในพิธีแต่งงาน ฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผล และในโอกาสอื่น ๆ ด้วย

การเต้นรำทางศาสนา เป็นส่วนสำคัญในการกำเนิดการละครของกรีก ระหว่าง 500 ปี ก่อนคริสตกาล การละครของกรีกเรียกว่า Tragidies ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวดในโบสถ์และการเต้นรำเพื่อสรรเสริญเทพเจ้าดิโอนิซุส (God Dionysus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น การเต้นรำแบบ Emmeieia เป็นการเต้นรำที่สง่า ภูมิฐาน ได้ถูกนำมาใช้ในละคร Tragedies โดยครูสอนเต้นรำจะต้องบอกเรื่องราว และชี้แนะท่าทางที่ต้องแสดงเพื่อให้จดจำได้ การแสดงตลกขบขันสั้น ๆ ของกรีกที่เรียกว่า Satyrs ก็จัดอยู่ในการเต้นรำของกรีกด้วย

เมื่อโรมันรบชนะกรีก เมื่อ 197 ปี ก่อนคริสตกาล โรมันได้ปรับปรุงวัฒนธรรมการเต้นรำของกรีกให้ดีขึ้น การเต้นรำของโรมันคล้ายกับของกรีกที่เต้นรำเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า หญิงชาวโรมันก็จะถูกฝึกให้เต้นรำ แม้แต่ชาวต่างชาติ หรือพวกข้าทาสที่อยู่ในโรมันก็มีการเต้นรำด้วยเช่นกัน ชาวโรมันมีการเต้นรำหลังจากการเพาะปลูก หรือกลับจากการทำสงคราม เพื่อแสดงความกล้าหาญ หรือยินดีในชัยชนะเหนือข้าศึก ในยุคนี้มีนักเต้นรำของโรมันที่มีชื่อเสียงมาก คือ ซิซีโร (Cicero : 106-43 B.C.) ซึ่งเป็นผู้คิดและปรับปรุงลักษณะท่าทางการเต้นรำของโรมันให้ดีขึ้น

ประวัติลีลาศ ยุคกลาง (ค.ศ. 400 – 1500)

ประวัติลีลาศ ยุคกลาง เป็นยุคที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย สังคมไม่สงบสุข โบสถ์มีอิทธิพลต่อการเต้นรำของยุโรปมาก โบสถ์มีข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการเต้นรำ ทั้งนี้เป็นเพราะการเต้นรำบางอย่างถือว่าต่ำช้าและเพื่อกามารมณ์ อย่างไรก็ดีผู้ที่ชอบการเต้นรำมักจะหาโอกาสจัดงานเต้นรำขึ้นในหมู่บ้านของตนอยู่เสมอ ในปี ค.ศ. 300 บรรดาผู้ใช้แรงงานฝีมือ ได้จัดละครทางศาสนาขึ้นและมีการเต้นรำรวมอยู่ด้วย โดยในระหว่างปี ค.ศ. 300 กาฬโรคซึ่งถูกเรียกว่า ความตายสีดำ ระบาดในยุโรป ทำลายชีวิตผู้คนไปมากมายจนทำให้ผู้คนแทบเป็นบ้าจากความกลัวและความโศกเศร้า โดยผู้คนจะร้องเพลงและเต้นรำคล้ายกับคนวิกลจริตที่หน้าหลุมศพ ซึ่งเชื่อว่าการแสดงของเขานั้น จะช่วยขับไล่สิ่งเลวร้าย และขับไล่ความตายให้หนีไปจากชีวิตความเป็นอยู่ของเขาได้

ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู (ค.ศ. 1400 – 1600)

ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ยุคฟื้นฟูเริ่มในอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 300 ในช่วงปลายสมัยกลางแล้วแผ่ขยายไปในยุโรป

ในปี ค.ศ. 300 ที่อิตาลี ขุนนางที่มีความมั่นคงตามเมืองต่างๆ จะจ้างครูเต้นรำอาชีพมาสอนในคฤหาสน์ของตน เรียกการเต้นรำสมัยนั้นว่า Balli หรือ Balletti ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี แปลว่า การเต้นรำ นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1588 พระชาวฝรั่งเศส ชื่อ โตอิโน อาโบ (Thoinnot Arbeau: ค.ศ. 1519 – 1589) ได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเต้นรำ ชื่อ ออเชโซกราฟี (Orchesographin) ในหนังสือได้บรรยายถึงการเต้นรำแบบต่าง ๆ หลายแบบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก บันทึกถึงการเต้นรำที่นิยมใช้กันในบ้านขุนนางต่างๆ

การเต้นรำแบบบอลรูม เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (ค.ศ. 1558 – 1603) ซึ่งสมัยนั้นคลั่งไคล้การเต้นรำที่เรียกว่า โวลต้า (Volta) ซึ่งมีการจับคู่แบบวอลซ์ ในปัจจุบันการเต้นแบบโวลต้านั้นฝ่ายชายจะช่วยให้ฝ่ายหญิงกระโดดขึ้นในอากาศด้วย

ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16 งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานแต่งงาน และงานต้อนรับแขกที่มาเยือน ในงานจะรวมพวกการเต้นรำ การประพันธ์ การดนตรี และการแสดงละครด้วย ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ Lorenzo de Medlci ได้จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ของตน โดยตกแต่งคฤหาสน์ด้วยสีสันต่างๆ และจัดให้มีการแข่งขันหลายอย่าง รวมทั้งการเต้นรำสวมหน้ากาก (Mask Dance) ซึ่งต้องใช้จังหวะดนตรีประกอบการเต้น

ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค

ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค เป็นยุคที่มีการปฏิรูปเรื่องบัลเล่ย์ ในยุคนี้ นักเต้นรำมีความอิสระในการเคลื่อนไหว และการแสดงออกของบุคคล สมัยก่อนการแสดงบัลเล่ย์ มักจะแสดงเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้าเทพธิดา แต่ยุคนี้มุ่งแสดงเกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญ เรื่องทั่ว ๆ ไป รวมถึงใส่จินตนาการ ลงไปในบางครั้งด้วย

ในสมัยที่มีการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ได้มีการกวาดล้างพวกกษัตริย์และพวกขุนนางไป ทำให้เกิดความรู้สึกใหม่คือความมีอิสระเสรีเท่าเทียมกัน และเกิดการเต้นวอลซ์ ซึ่งรับมาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเต้น Landler การเต้นวอลทซ์ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปตะวันตก แต่เนื่องจากการเต้นวอลซ์อนุญาตให้ชายจับมือ และ เอวของคู่เต้นรำได้ จึงถูกคณะพระคริสประณามว่า ไม่เหมาะสมและไม่สุภาพเรียบร้อย

ในช่วงปี ค.ศ. 1800 – 1900 การเต้นรำใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา จะเริ่มต้นจากคนธรรมดาสามัญโดยการเต้นรำพื้นเมือง พวกขุนนางเห็นเข้าก็นำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับราชสำนัก เช่น การเต้น โพลก้า วอลซ์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง

ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย (The Victorian Era 1830 – 80) การไปงานราตรีสโมสรหนุ่มสาวจะไปเป็นคู่ๆ ต้องต่างคนต่างไป และฝ่ายชายจะขอลีลาศกับหญิงคนเดิมมากกว่า 4 ครั้งไม่ได้ หญิงโสดก็จะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย ฝ่ายหญิงจะมีบัตรเล็กๆ สีขาว จดบันทึกไว้ว่า เพลงใดมีชายขอจองลีลาศไว้บ้าง

ประวัติลีลาศ ยุคปัจจุบัน (ค.ศ. 1900)

จังหวะวอลซ์จากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 17 แต่มิได้เผยแพร่ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1816 จังหวะวอลซ์ได้ถูกนำมาเผยแพร่ ต่อที่ประชุมโดยพระเจ้ายอร์ชที่ 4 แม้จะไม่สมบูรณ์นักในขณะนั้น แต่ก็จัดว่า จังหวะวอลซ์เป็นจังหวะแรกของการลีลาศแท้จริง เพราะคู่ลีลาศสามารถจับคู่เต้นรำได้

 

กีฬาจักรยาน กีฬาที่นิยมอย่างมากในไทย

กีฬาจักรยาน กีฬาที่นิยมอย่างมากในไทย

กีฬาจักรยาน กีฬาที่นิยมอย่างมากในไทย

กีฬาจักรยาน กีฬาที่นิยมอย่างมากในไทย

กีฬาจักรยาน จักรยานเป็นพาหนะอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ประชาชนสัญจรไปไหนมาไหนได้ง่ายและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเดิน เมื่อมีการปั่นมากกันมากขึ้นความนิยมก็เริ่มมีมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งมีการจัดการแข่งขันกีฬาจักรยาน  จักรยานในสมัยนี้มีมากมายหลายแบบหลายราคา

ความเป็นมาของ กีฬาจักรยาน

กีฬาจักรยาน ได้เริ่มจัดให้มีการจัดการครั้งแรกซึ่งเป็นการแข่งขันจากนครปารีสไปเมืองรูออง ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2412 ซึ่งมีนักปั่นจักรยานที่มีชื่อเสียงในขณะนั้น ชื่อว่า James Moore ชาวอังกฤษเป็นผู้ชนะเลิศ สหพันธ์จักรยานนานาชาติ (International Cycling Union หรือ Union Cycling International, U.C.I) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2443 ณ นครปารีส ประเทศฝรั่งเศสเป็นประธานสหพันธ์คนแรก

ในปีพ.ศ.2508 (ปีค.ศ.1964)  มีการจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ครั้งที่ 18 ณ กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น คณะกรรมการโอลิมปิกสากลเสนอได้เริ่มมีการแบ่งการจัดการแข่งขันกีฬาออกเป็น กีฬาจักรยาน อาชีพกับนักกีฬาจักรยานสมัครเล่นเป็นครั้งแรกได้แยกการบริหารจัดการออกจากกันอย่างเด็ดขาด และได้เริ่มมีการบรรจุกีฬาในกีฬาโอลิมปิกครั้งที่19 ในปีพ.ศ. 2511 ณ กรุงเม็กซิโก ประเทศเม็กซิโก เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

ในปีพ.ศ. 2508 ได้มีการประชุมสหพันธจักรยาน นานาชาติ ณ เมืองซานซีบาสเตีย ประเทศสเปน และได้มีข้อกำหนดการแบ่งความรับผิดชอบการจัดการแข่งขันกีฬาจักรยาน ออกเป็น 2 กลุ่มคือ

  • สหพันธ์จักรยานสมัครเล่นนานาชาติ (Federation International Amateur de Cyclisme) หรือ มีชื่อย่อว่า (F.I.A.C.) ประธานสหพันธ์จักรยานสมัครเล่นนานาชาติ (F.I.A.C.) คือ Adriano Rodoniชาวเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ปัจจุบันมีประเทศต่างๆ ที่เมืองสมาชิกของ F.I.A.C. จำนวน 130 ประเทศ
  • สหพันธ์จักรยานอาชีพ (Federation International de Cyclisme Professional หรือ F.I.C.P.)

ประเทศไทยมีการจัดการแข่งขัย กีฬาจักรยาน มานานและมีรายการแข่งขันที่ได้รับความนิยม คือ

  1. การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ทัวร์ ออฟ สยามเป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลในประเทศไทย จัดขึ้นเป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในช่วงกลางเดือนมกราคมการจัดการแข่งขันดำเนินการโดยสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์  โดยผู้ชนะการแข่งขันจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
  2. การแข่งขันจักรยานทางไกลนานาชาติ ทัวร์ ออฟ ไทยแลนด์เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลในประเทศไทย จัดโดยสมาคมจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้การควบคุมของสหพันธ์จักรยานนานาชาติ (Union Cycliste Internationale – UCI) ผู้ชนะการแข่งขันจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

การจัดการแข่งขันกีฬาจักรยาน แบ่งออกเป็น 8 ชนิดคือ

สหพันธ์จักรยานกีฬานานาชาติ (International Cycling Union) หรือชื่อภาษาฝรั่งเศส Union Cycliste Internationale อักษรย่อ U.C.I. ได้แบ่งกีฬาออกเป็นประเภทต่างๆ ดังนี้

1. จักรยานถนน (Road cycling)

เป็นกีฬาจักรยานชนิดที่ต้องใช้ความกล้า และพละกำลังอย่างสุดกำลังของมนุษย์(courage,heoism and going beyond one’s limitations) เป็นชนิดกีฬาที่เป็นประวัติศาสตร์ทางการกีฬาของโลกชนิดหนึ่ง การแข่งขันครั้งแรก “Paris- Rouen” จัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2412 การแข่งขันมีสองประเภทคือ

  • ไทม์ไทรอัล (time-trials) เป็นการแข่งขันจักรยานรายการหนึ่งในโอลิมปิกเกมส์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ  1. ไทม์ ไทรอัล (บุคคล) เป็นการแข่งขันกันด้วยระยะทางประมาณ 40-50 กม ผู้แข่งขันที่ขี่จนจบเวลาและเร็วที่สุดจะเป็นผู้ชนะ  2. ไทม์ ไทรอัล จะคล้ายกันกับ ไทม์ไทรอัล บุคคล แต่รายการนี้จะแข่งขันเป็นทีมที่มีนักกีฬาอย่างต่ำที่สุด 2 คน และมากที่สุด 10 คน
  • ไลน์เรส(line races)

2. จักรยานลู่ (Track cycling)

เป็นประเภทที่ใช้ความเร็วและความอดทน การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรก จัดขึ้นในปี 2436 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

  • ความเร็ว(Speed races) มีรายการแข่งขันต่างๆดังนี้คือ ไทม์ไทรอัล สปรินท์ ทีมสปรินท์ และ คีริน
  • ความทนทาน มีรายการแข่งขันดังนี้คือ อินดิวิดวลเปอร์ซุท ทีมเปอร์ซูท พอยท์เรส เมดิสัน และสแครท  ในประเทศไทยมีเวลโลโดรม 4 แห่ง ที่ กรุงเทพ ฯ , สุพรรณบุรี, เชียงใหม่ และนครราชสีมา ซึ่งเป็นสนามคอนกรีตนอกอาคาร

3. จักรยานไซโครครอส (Cyclo-cross)

เริ่มมีการเล่นในปี พ.ศ.2443 แต่มีการแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรกปี พ.ศ. 2493 เป็นชนิดที่เล่นยาก นักกีฬาต้องใช้พละกำลังมาก และต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี

4. จักรยานเสือภูเขา (Mountain bike)

เป็นกีฬาจักรยานที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน และเป็นประเภทที่ให้ความรู้สึกถึงความสนุกสนาน จักรยานเสือภูเขาได้ถือกำเนิดเมื่อปี พ.ศ. 2513 ได้มีการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา การแข่งขันมี 3 ประเภทคือ

  • ครอสคันทรี(Cross-country) เป็นการแข่งขันในสนามวงรอบ(circuit) ผ่านทุ่งโล่ง ป่าละเมาะ หรือสวนสาธารณะในเมือง
  • ดาวน์ฮิล(Downhill) เป็นการขี่ลงจากภูเขา ผู้ทำเวลาได้น้อยที่สุดจะเป็นผู้ชนะ
  • 4 cross(4X) เป็นการแข่งขันดาวน์ฮิลแบบแพ้คัดออก

5. จักรยานบีเอ็มเอ็กซ์(BMX or Bicross)

บีเอ็มเอ็กซ์ หรือจัรยานวิบาก เป็นกีฬาจักรยานอีกประเภทหนึ่งที่ดีได้รับความนิยม การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2525 เป็นกีฬาที่ดึงดูดวัยรุ่นได้เป็นอย่างดี และในปี พ.ศ.2550 ได้มีการแข่งขันจักรยานบีเอ็มเอ็กซ์ชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 2 ที่ประเทศไทยของเรานี่เอง

6. จักรยานไทรอัล(Trails)

การแข่งขันชนิดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา การแข่งขันชิงแชมป์โลกครั้งแรกมีขึ้นในปี พ.ศ. 2527 นักแข่งจะต้องขี่จักรยานข้ามเครื่องกีดขวาง โดยห้ามเอาเท้าลงสัมผัสพื้น ซึ่งเป็น กีฬาจักรยาน ที่นักปั่นต้องมีสมาธิในการแข่งขันสูงมาก

7. จักรยานในร่ม(Indoor cycling)

มีการแข่งขันสองประเภทคือจักรยานลีลา รถจักรยานแข่งคันหนึ่งจะมีนักแข่ง 2 คน ขี่แสดงท่าฟรีสไตล์และท่าบังคับ โดยมีเพลงประกอบ ในช่วงเวลา 6 นาที คะแนนมากน้อยขึ้นอยู่กับความยากง่ายของท่าที่ขี่ คู่ที่ได้คะแนนสูงสุดคือผู้ชนะ จักรยานไซเคิลบอล(Cycle – ball) เป็นประเภทการแข่งขันเฉพาะผู้ชาย คล้ายกับการเล่นฟุตบอล แต่ละทีมจะมีผู้เล่น 2 คน ขี่จักรยานคนละคัน ซึ่งเป็นได้ทั้งผู้เล่นและผู้รักษาประตู การแข่งขันแบ่งเป็นสองช่วง ๆ ละ 7 นาที ผู้เล่นจะต้องใช้ล้อจักรยานทำประตูขณะที่ขี่จักรยาน ทีมทีทำประตูได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ

8. Para-cycling

การแข่งขันจักรยานสำหรับผู้พิการ ใช้มือในการปั่นแทนขา

ความลับF1 รถแรงขนาดนี้ชนทีค่าซ่อมขนาดไหน

ความลับF1 รถแรงขนาดนี้ชนทีค่าซ่อมขนาดไหน

ความลับF1 รถแรงขนาดนี้ชนทีค่าซ่อมขนาดไหน

ความลับF1 รถแรงขนาดนี้ชนทีค่าซ่อมขนาดไหน

ฟอร์มูล่า วัน แม้มันจะเป็น รถแข่งเซอร์กิต ที่ทรงพลังที่สุดบนโลกใบนี้รวมทั้งสมรรถนะการความคุมและเปลี่ยนทิศทางราวกับมีแม่เหล็กดูดรถให้อยู่กับพื้นแทร็ก แต่มันก็ถือเป็นรถแข่งที่มีความเปราะบางสุดๆ กระทบ กระแทรก หรือเฉียวชนกันนิดเดียวชิ้นส่วนกระเด็นหลุดออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ

เคสล่าสุดที่ผ่านมาก็คือ โรเมน โกรสฌรอง นักชับขาวฝรั่งเศสของทีมฮาส ที่ประสบอุบัติเหตุ รอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดในการแข่งขันบาห์เรน กรังด์ปรีซ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งรถของโกรสฌองนั้นเสียหายทั้งคัน โดย ตัวโครงรถนั้นหักไปแบบครึ่งนึงเลยทีเดียว

ในการวิ่งแข่งด้วย ความเร็วระดับ 200 – 320 กิโลเมตร/ชั่วโมงนั้น การพลาดเพียงเศษเสี้ยววินาที นั่นหมายถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับตัวรถไม่ว่าจะเป็นการเสียหลักหลุดออกข้างทางแล้วไปฟาดกับขอบรั้วสนามหรือการไปชนกับรถแข่งคันอื่น และยิ่งการที่เอฟวัน เป็นรถแข่งแบบเปิดล้อในขณะวิ่งถ้าล้อไปเสียดสีปะทะกับรถคู่แข่งก็เตรียมตัวเผชิญกับชะตาที่ต้องหล่นจากอันดับไปได้ง่ายๆ หรือหากรุนแรงก็เกิดเป็นอุบัติเหตุรุนแรงต่อตัวรถส่งผลให้การเป็นเจ้าแห่งความเร็วในสนามนั้นจะหมดพิษสงลงในทันที

เรื่องนี้ผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เพื่อนๆ หลายท่านอยากรู้ว่า รถแข่งเอฟวัน ถ้าพลาดชนครั้งหนึ่ง ทีมจะต้องเจียดเม็ดเงินไปกับค่าซ่อมเท่าไหร่ เพราะอย่างที่เราทราบกันว่ารถแข่งนั้นไม่มีประกันอุบัติเหตุเนื่องจากถือว่าเป็นยานยนต์ที่มีความเสี่ยงสูงและสามารถเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเวลา และรถแข่งยังมีรายการอะไหล่ที่ละเอียดยิบย่อยมากๆ ไล่ไปทุกไอเท็มประกันได้มีหงายท้อง

ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุทีมก็ต้องจ่ายค่าซ่อมเองทั้งหมดนะไม่มีประกันให้เคลม ยิ่งรถเอฟวัน  ที่เปรียบเสมือนจรวดติดล้อขนาดนั้น  ใน 1 ฤดูกาล ทีมแข่งแต่ละทีมต้องมีเม็ดเงินสำรองไว้พร้อมที่จะซัพพอร์ตเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่เช่นนั้นอาจมีรถไม่ทันลงแข่งขันในเรซถัดไป

และเนื่องด้วยว่าเราไม่อาจประเมินค่าซ่อมแล้วออกมาเป็นตัวเลขเป๊ะๆ ว่าแต่ละครั้งมันเท่าไหร่ เพราะเนื่องจากมันก็ขึ้นอยู่กับอุบัติเหตุหนักเบาต่างกันไป บางส่วนพังไป บางส่วนอาจยังอยู่ดี ทำให้เราจำเป็นต้องดูราคาค่าซ่อมในแต่ละองค์ประกอบของรถแล้วลองประมาณตัวเลขรวมออกมา

ค่าซ่อมที่จะเกิดขึ้นในส่วนต่างๆ ห่างได้รับความเสียหนักแต่ยังสามารถซ่อมได้ภายในตัวถังเดิม เครื่องเดิม รวมถึงอะไหล่และเมื่อเรารู้ว่า F1 คันนั้นๆ มีส่วนไหนเสียหายหนักจากการชนบ้างเราก็สามารถเอามารวมแล้วคิดเป็นตัวเลขได้ แต่ถ้ารถมีการชนหรือเกิดอุบัติเหตุแบบหนักมากหรือในวงการใช้คำว่า “Huge Crash” ก็อาจต้องเปลี่ยนไปใช้รถใหม่สถานเดียวก็โดนราคารถใหม่ทั้งคัน รถของเอฟวัน คันหนึ่งราคาสูงถึงประมาณ 12 ล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

เอาล่ะทีนี้เรามาเริ่มไล่ดูเป็นส่วนๆ กัน เริ่มกันที่  ปีกหน้ารวมจมูกหน้ารถ (Nose Cone) : ส่วนนี้เป็ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียหายในแต่ละเรซมากที่สุดซึ่งเราจะเห็นกันบ่อยๆ แต่ก็มีราคาแพงมากอยู่ที่300,000 เหรียญ แต่หากได้รับความเสียหายระหว่างแข่งขันก็ต้องเข้าพิต (Pit Stop) เพื่อทำการเปลี่ยนทันที ซึ่งจะถอดอันที่พังออกและเปลี่ยนอันใหม่เข้าไป สนนราคาค่าซ่อมอยู่ประมาณ 160,000 – 200,000 เหรียญสหรัฐ

ปีกหลัง และ DRS : ที่มีมูลค่า 200,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6,200,000 บาท  หากเสียหายจะมีซ่อมจะอยู่ประมาณ 80,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2,480,000 บาท

ระบบโช็คกับสปริง  หรือ  Suspension โดยรวม 4 ล้อจะค่าซ่อมจะตกอยู่ราวๆ 150,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 4,650,000 บาท

ระบบไฮโดรลิกของรถ : เพื่อการขับขี่ที่ลื่นไหล มั่นคงยิ่งขึ้นราคาเต็มจะอยู่ที่ 350,000 หรือประมาณ 10,850,000 บาท แต่หากได้รับความเสียหายหนักจะมีค่าซ่อมถึง 150,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ  4,650,000 บาท

ตัวถังของรถและแชสซี : ซึ่งทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีมูลค่าถึง 1,200,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 37,200,000 บาท  แต่หากพังเสียหายจากการชนแรงๆ ต้องสำรองค่าใช้จ่ายเป็นเงินราวๆ650,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 20,150,000 บาท

ระบบถังเชื้อเพลิง : มีมูลค่า 160,000 เหรียญสหรัฐ หากเสียหายอาจมีค่าซ่อมถึง 110,000 เหรียญสหรัฐ

เครื่องยนต์ : ตัวเครื่องนั้นเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดในรถคือประมาณ 7,500,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะโดนค่าซ่อมที่ราว 1,500,000 เหรียญสหรัฐ

Cooling System หรือ ระบบหล่อเย็น  : เป็นระบบรักษาความเย็นไม่ให้เครื่องโอเวอร์ฮีต Overheat มีราคา 300,000 เหรียญสหรัฐ หากได้รับความมีค่าซ่อมที่ราวครึ่งหนึ่งคือ 150,000 เหรียญสหรัฐ

Telemetry Software : ระบบส่งสัญญาณเผื่อประมวลผลการขับ จะเหมือนกับ ECU ที่ใช้กับรถยนต์ทั่วไปนั่นเอง แน่นอนว่าก็ต้องได้รับความเสียหายไปด้วย ค่าซ่อมต่อประมาณ 130,000 เหรียญสหรัฐ

เกียร์ : เกียร์ของรถฟอร์มูล่าวัน นั้นลูกละประมาณ 1,000,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือได้ว่าแพงมากๆ แต่หากเสียหายในระดับที่ซ่อมได้จะโดยค่าซ่อมราวครึ่งหนึ่งประมาณ 200,000 – 480,000 เหรียญสหรัฐ (แค่ซ่อมอย่างเดียว) เนื่องจากเกียร์นั้นต้องใช้ความละเอียดอ่อนมากในการซ่อมมากๆ

ระบบท่อไอเสีย : ต้องซ่อมแน่นอนเพราะเปราะบางชนมาหนักๆ ต้องซ่อมใหม่หมดกับราคาหอมปากหอมคอที่ 25,000  เหรียญสหรัฐ

พวงมาลัย : ระบบพวงมาลัยราคา 90,000  เหรียญสหรัฐ หากมีการกระทบแรงๆ ก็สามารถเสียหายได้เช่นกันซึ่งจำเป็นจะต้องซ่อมเพราะมันเป็นหัวใจในการบังคับทิศทางรถ เตรียมค่าใช้จ่ายไว้อีก50,000 เหรียญสหรัฐ

 ระบบเบรก : แน่นอนว่าหากรถไปฝาดกับขอบรั้วซึ่งกระแทรกกับคันอื่นแรกๆ ระบบเบรกที่อยู่ข้างในย่อมได้รับความเสียหาย ระบบเบรกที่ล้อไหนพังก็เตรียมค่าซ่อมล้อละ 4,500$

ขณะที่ตัวรถแข่งเอฟวัน  1 คัน จะมีราคาสูงถึง 12,000,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 370 ล้านบาท  เอาเป็นว่า ได้ว่าหากรถแข่งที่เกิดอุบัติแรงและเสียหายค่อนข้างหนักที่ต้องซ่อมในทุกจุด เมื่อนำตัวเลขมารวมกันจากข้อมูลที่ได้ เราจึงพอรู้คร่าวๆ ว่าจะอยู่ที่ประมาณ 3,000,000 – 3,500,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 20 – 30% ของราคารถทั้งคัน

ภาพที่เราเห็นกันอยู่ประจำในช็อตที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูงหลุดโค้งอีกแล้ว และไม่สามารถควบคุมความเร็วรถได้  ไม่นานก็ไถลออกข้างทางและหมุนไปฟาดกับขอบรั้ว เศษของพาร์ทรถแข่งแตกกระจายช่วงล่างหักกระเด็น ส่วนปีกหน้าและปีกหลังหายไปไหนก็ไม่รู้ และความเแรงจากการชนน่าจะร้าวไปถึงภายในทั้งเครื่องยนต์ เกียร์และระบบต่างๆ

 

Motorsport กีฬาแข่งขันความเร็ว

Motorsport กีฬาแข่งขันความเร็วMotorsport กีฬาแข่งขันความเร็ว

Motorsport กีฬาแข่งขันความเร็ว

คำว่า Motorsport อาจจะเป็นคำที่คุ้นหูของใคร ๆ หลายคน ว่าคือกีฬาการแข่งขันความเร็วสุดเร้าใจและตื่นเต้นของยานพาหนะที่มีเครื่องยนต์เป็นส่วนประกอบ แล้วรู้กันหรือไม่ครับว่า กีฬาชนิดนี้มีการแข่งขันอะไรบ้าง ทำไมถึงกลายเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และมีผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจติดตามการแข่งขันอยู่ตลอด วันนี้เราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับเจ้ากีฬา Motorsport นี้กันครับ

รู้จัก Motorsport มีการแข่งขันประเภทอะไรบ้าง

ต้องบอกว่า Motorsport เป็นการแข่งขันความเร็วที่รวบรวมยานยนต์เกือบทุกประเภทไว้ด้วยกัน ภายใต้การดูแลของ สหพันธ์จักรยานยนต์ระหว่างประเทศ (Federation of International Motorcycling) หรือ FIM ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันรถยนต์ อย่างรายการ Indy 50024 Hours of Le Mans และ Formula One (F1) รวมถึงการแข่งขันเครื่องบิน รายการ Air Race หรือ F4 Powerboat รายการแข่งขันความเร็วประเภทเรือ และการแข่งขันเกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างรายการ World Superbike และ MotoGP ซึ่งประเภทการแข่งขันที่ได้รับความนิยมมีผู้คนให้ความสนใจและติดตามข่าวสารการแข่งขันอยู่ตลอดนั้นก็คือ การแข่งขันประเภทรถยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งวันนี้เราจะขอพูดถึงในส่วนของ การแข่งขันประเภทรถมอเตอร์ไซค์ กันนะครับ เพราะเร็ว ๆ นี้ ประเทศไทยเรากำลังจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขัน Motorsport ระดับโลก ส่วนจะเป็นรายการแข่งขันอะไรนั้นต้องติดตามอ่านกันต่อในบทความนี้เลยครับ

การแข่งขัน Motorsport ประเภทรถมอเตอร์ไซค์

สำหรับ Motorsport ประเภทมอเตอร์ไซค์นี้ก็มีหลากหลายรายการแข่งขัน ซึ่งมีทั้งทางฝุ่นและทางเรียบ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีรายการแข่งขันแยกไปอีกมากมายจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกันครับ

  •  การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางฝุ่น 

            – Dakar Rally คือการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์แรลลี่วิบากระยะทางไกล และโหดที่สุดเพราะ สนามแข่งคือทะเลทราย และต้องเจอกับสภาพถนนที่มีทั้งทางเรียบ ทางฝุ่น ทางหินกรวด ขึ้นหุบเขาหน้าผาที่สูงชัน รถมอเตอร์ไซค์ที่ใช้จะเป็น รถมอเตอร์ไซค์วิบาก นิยมใช้เครื่องยนต์ขนาด 450cc 1 สูบ 4 วาล์ว มีระบบระบายความร้อน และติดตั้งระบบ GPS ที่บอกพิกัดเส้นทางอย่างละเอียด

            – MXGP/MX2 คือการแข่งขัน Motocross หรือ รถมอเตอร์ไซค์วิบาก ที่ต้องบุกน้ำลุยไฟ กระโดดขึ้นที่สูง สนามแข่งเป็นถนนขรุขระมีสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เพื่อสร้างความลำบากให้กับนักแข่ง รถที่ใช้จะเป็นรถสูตร เน้นการขับขี่แข่งในสนาม ถูกปรับแต่งให้ไม่มีไฟหน้า ไม่ท้าย เพื่อให้รถมีน้ำหนักเบา คล่องตัวในการขับขี่ ลักษณะล้อเป็นล้อหนาม เพื่อขับขี่ได้หลากหลายกับทุกสภาพถนน

            – Enduro คือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากเช่นกัน แต่จะเป็นการแข่งที่มีระยะทางไกลกว่า Motocross ส่วนรถที่ใช้จะคล้าย ๆ กัน แต่ในส่วนเครื่องยนต์จะมีรอบเครื่องที่ต่ำกว่า เพื่อให้สามารถวิ่งได้ระยะที่ไกลกว่านั่นเอง

            – Trial Bike คือ การแข่งขันมอเตอร์ไซค์วิบากที่ไม่มีเบาะสำหรับนั่ง รถที่ใช้จะมีน้ำหนักเบา เครื่องยนต์ไม่แรงและเร็วเหมือนมอเตอร์ไซค์ทั่วไป ใช้ทักษะการทรงตัวให้บาลานส์เพื่อควบคุมทิศทาง เช่น ขี่ขึ้นเขา หรือสิ่งกีดขวางขนาดใหญ่

  • การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ

           – Endurance World Champion (EWC) คือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์สุดโหด ที่แข่งมาราธอนยาว 4 ชั่วโมง และ 8 ชั่วโมง โดยที่ระหว่างการแข่งขันห้ามมีการเปลี่ยนรถ แต่สามารถเปลี่ยนนักแข่งได้สูงสุด 3 คน ความพิเศษของการแข่งขันประเภทนี้ที่เป็นไฮไลท์คือ นักแข่งทุกคนจะต้องไปประจำที่เส้นฝั่งตรงข้ามกับรถ และเมื่อเริ่มการแข่งขันแล้วก็ต้องวิ่งไปที่รถเพื่อขับขี่ออกไป การแข่งประเภทนี้ต้องอาศัยความอดทนของทั้งรถและนักแข่ง เพราะเน้นการวิ่งระยะยาว ดังนั้นต้องรักษาความเร็วในการขับขี่ให้ได้สม่ำเสมอ นักแข่งเองก็ต้องเตรียมดูแลร่างกายมาเป็นอย่างดีให้พร้อมกับการแข่ง ทีมงานช่างทุกคนก็ต้องฝึกฝนให้มีความเชี่ยวชาญและรวดเร็วในการดูแลรถในระหว่างการแข่งขัน ทั้งการเปลี่ยนยาง เติมน้ำมัน ฯลฯ

           – World Superbike คือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เน้นความเร็ว เป็นการนำรถ SuperSport ที่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มาปรับแต่งสมรรถนะ เพื่อนำไปลงแข่งในสนาม เพื่อให้ทุกค่ายรถมอเตอร์ไซค์ มีโอกาสที่จะลงแข่งขันเท่า ๆ กัน โดยการแข่งขันนั้นจะใช้เครื่องยนต์สูงสุด 4 สูบ พิกัด 750 และ 1,200cc ทำการแข่งขันกันทั้งหมด 2 Race หรือ 2 สนาม เสน่ห์ของการแข่งขันนี้คือ เป็นการแข่งขันที่วัดกันที่เวลาและความเร็ว ดังนั้นนักแข่งทุกคนต้องทำเวลาให้เร็วที่สุดในแต่ละรอบสนาม ผ่านทั้งทางตรง ทางโค้งต่าง ๆ ต่อสู้กับคู่แข่งเพื่อชิงเป็นอันดับหนึ่งในการเข้าเส้นชัยให้ได้

           – MotoGP คือการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เน้นความเร็วเช่นเดียวกับ World Superbike แต่แตกต่างตรงที่ รถที่ใช้แข่งถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งโดยเฉพาะ

ซึ่งจากการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทั้งทางฝุ่นและทางเรียบที่กล่าวมาข้างต้น รายการที่ติดหูและเป็นที่รู้จักก็ต้องยกให้ การแข่งขันรายการ MotoGP ที่ถือว่าเป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ที่พิเศษ โด่งดังและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน ส่วนจะมีความพิเศษอย่างไรนั้นไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันครับ

MotoGP การแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ที่เก่าแก่ที่สุด

MotoGP เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1949 ซึ่งเป็นการแข่งขันกีฬารถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตระดับโลกที่เก่าแก่ที่สุด โดยแรกเริ่มใช้ชื่อว่า การแข่งขัน กรังด์ปรีซ์มอเตอร์ไซค์เคิลเรซซิ่ง (Grand Prix Motorcycle Racing) ก่อนจะมาเปลี่ยนเป็น MotoGP ในภายหลัง ซึ่งรถที่นำมาใช้ในการแข่งขันนั้น เป็นรถที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการแข่งโดยเฉพาะ หรือที่เรียกกันว่า รถต้นแบบ โดยการแข่ง MotoGP จะเป็นรถมอเตอร์ไซค์แบบสูตรหนึ่ง หรือ ออกมาเพื่อแข่งขันโดยเฉพาะไม่มีการวางจําหน่ายในตลาด โดยทำการแข่งขันกันทั้งหมด 1 Race หรือ 1 สนาม และความพิเศษอีกอย่างคือ เป็นการแข่งขันชิงแชมป์ที่สำคัญที่สุดของรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ เพราะเป็นการแข่งขันที่เก่าแก่ที่สุดและยังได้รับความนิยมมากเป็นอันดับต้น ๆ ของการแข่งขันความเร็วประเภทรถมอเตอร์ไซค์ในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันมีการแข่งกันอยู่ 3 รุ่น คือ Moto3Moto2 และ MotoGP 

  • Moto3 การแข่งขันที่ใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 250cc 1 สูบ โดยเครื่องยนต์แต่ละทีมสามารถออกแบบได้เอง เป็นรายการสำหรับนักบิดหน้าใหม่ รุ้กกี้ที่เตรียมผลักดันให้ลงทำการการแข่งขันต่อไปในระดับที่สูงขึ้น
  • Moto2 การแข่งขันที่ใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 600cc 4 สูบ โดยทุกทีมจะต้องใช้เครื่องยนต์ของ Honda ลงทำการแข่งขัน โดยทาง Honda จะแจกเครื่องยนต์ให้กับทุกทีมและสามารถนำไปปรับแต่งได้ภายในกติกากำหนด
  • Moto GP การแข่งขันที่ใช้รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ 4 จังหวะ 1000cc 4 สูบ เครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่อง V ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาให้วางทำมุมกันราว ๆ 45 องศา โดยวัดจากแนวตั้งฉากของแนวชักลูกสูบ ซึ่งมีการจุดระเบิดกันตามมุมองศา และรอบเครื่องตามที่ผู้ผลิตแต่ละเจ้าออกแบบมา หรือเครื่อง In-Line ที่เป็นเครื่องยนต์แบบกระบอกสูบเรียง

MotoGP เป็นการแข่งขันแบบสะสมแต้มเพื่อชิงเแชมป์โลกการแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์ทางเรียบ ซึ่งการแข่งขันแต่ละสนามใช้เวลาทั้งหมด 3 วัน แบ่งเป็น

วันที่ 1 : Practice Day หรือ Free Practice คือการซ้อมขับขี่ โดยจะขับขี่ทั้งหมด 2 ครั้ง เรียกว่า FP1 และ FP2

วันที่ 2 : Qualifying Day  คือ การขับขี่เพื่อชิงอันดับกริดสตาร์ต โดยจะขับขี่ทั้งหมดคือ FP3, FP4, Q1 และ Q2 โดย ในรอบ Q1 จะคัดนักแข่งที่ทำเวลาดีที่สุด 2 อันดับแรก เข้าไปแข่งรอบ Q2 สำหรับผู้ที่ได้อันที่ 3 เป็นต้นไป ก็จะถูกเรียงตามลำดับกริดสตาร์ตตั้งแต่ 13,14,15,16 ไปเรื่อย ๆ จนลำดับสุดท้าย ส่วนรอบ Q2 จะคัดนักแข่งที่เวลาดีที่สุด 10 ลำดับแรกจากการซ้อมทั้ง 3 รอบ และนักแข่ง 2 ลำดับแรก จาก Qualifying Q1 รวมทั้งหมด 12 คน มาแข่งขันเพื่อจัดอันดับสตาร์ทลำดับ 1-12

วันที่ 3 : Race Day หรือวันแข่งขัน จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ

ช่วงที่ 1 : Warm up ในรอบนี้เป็นการอุ่นเครื่องวอร์มอัพ และการปรับเซ็ทรถเป็นครั้งสุดท้ายก่อนการแข่งขันในช่วงบ่ายนั่นเอง

ช่วงที่ 2 : Race (การแข่งขัน) คือเข้าสู่ช่วงการแข่งขันจริง ในรอบนี้จะให้นักแข่งขี่วอร์มอัพก่อน 1 รอบ หากรถเกิดปัญหา สามารถเข้าไปเปลี่ยนรถที่พิทได้ แต่ตอนออกสตาร์ทต้องออกสตาร์ทจากพิทเลนเท่านั้น

ครั้งหนึ่งเมื่อแมนฯยูไนเต็ดเกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

ครั้งหนึ่งเมื่อแมนฯยูไนเต็ดเกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

ครั้งหนึ่งเมื่อแมนฯยูไนเต็ดเกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

ครั้งหนึ่งเมื่อแมนฯยูไนเต็ดเกือบเปลี่ยนเจ้าของด้วยเงิน10ล้านปอนด์

แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่เคยหลุดอันดับท็อป 5 ของสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ด้วยตัวเลขระดับหลักพันล้านปอนด์เป็นอย่างต่ำเสมอ และถึงตอนนี้ 3 พันล้านปอนด์ เป็นตัวเลขปัจจุบัน

แต่ครั้งหนึ่ง มีชายคนหนึ่งเกือบได้เป็นเจ้าของสโมสรนี้ด้วยเงินแค่ 10 ล้านปอนด์ เขาอ่านเกมขาดมาตั้งแต่วันที่สโมสรกำลังจะพังทลายและเจ้าของอยากปล่อยมือ

ปฏิบัติการ “ช้อนหุ้น” 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่คู่กับวงการฟุตบอลอังกฤษมายาวนาน พวกเขาเคยเป็นแชมป์มาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ในช่วงที่ฟุตบอลลีกในอังกฤษตั้งไข่ นักเตะหลายคนยังมีรายได้แค่ไม่กี่ปอนด์และมีงานหลักเลี้ยงชีพอยู่แล้ว สโมสรหลายสโมสรก็เป็นการรวมพลของพนักงาน ห้างร้าน หรือทีมชุมชน ซึ่ง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นหนึ่งในนั้น (สโมสรก่อตั้งโดยพนักงานรถไฟ ในชื่อ นิวตัน ฮีธ เมื่อปี 1878) … มันคือส่วนหนึ่งที่พวกเขาเรียกกันว่า English Game

อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงเวลาของการตั้งไข่เริ่มนำมาสู่พื้นฐานที่แข็งแกร่ง การต่อยอดเพื่อพาฟุตบอลไปอีกระดับก็เริ่มขึ้น

จากที่เคยเป็นกีฬาที่เอาไว้เล่นสุดสัปดาห์ แชมเปี้ยนส์ กลายเป็นคำที่มีความหมายมากขึ้น มีการซื้อขายตัวผู้เล่น มีการนำเรื่องการบริหารและเศรษฐศาสตร์เข้ามาใช้ในการทำทีมฟุตบอล และจากนั้นฟุตบอลอังกฤษก็กลายเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของพวกเขามาเสมอ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยุคปี 1950s-1960s ก็คือชิ้นส่วนสำคัญของเครื่องจักรชิ้นนี้ ที่ทำให้มันขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ควรจะเป็น

ยูไนเต็ด ยุคนั้น อยู่ภายใต้การทำทีมของ เซอร์ แมตส์ บัสบี้ แม้ต้องเจอกับโศกนาฏกรรมมิวนิค เหตุการณ์เครื่องบินตกที่ทำให้ทีมปีศาจแดงเสียผู้เล่นเกือบยกทีม

แต่พวกเขาก็กลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ … ปีศาจแดงสามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ 1 ครั้ง แชมป์ลีกสูงสุด (ดิวิชั่น 1 ในเวลานั้น) 4 ครั้ง และความสำเร็จเหล่านี้ล้วนมีมูลค่า เพราะเมื่อทีมมีชื่อเสียงก็ทำให้มีใคร ๆ อยากจะลงทุนด้วยมากขึ้น

ฟุตบอลเริ่มกลายเป็นธุรกิจเมื่อทีม ๆ นั้นเริ่มมีมูลค่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่มมูลค่าของสโมสรของพวกเขาเสมอมา แม้บางช่วงจะห่างหายจากแชมป์ไปบ้าง แต่ในแง่ของการพยายามสร้างฐานแฟนคลับใหม่ ๆ พวกเขาก็ทำได้ดีมาเสมอ จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกไปแล้วในปัจจุบัน

ภาพทุกอย่างชัดขึ้นสุด ๆ ในยุคปัจจุบัน เพราะการซื้อขายสโมสรก็เริ่มเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าวมากขึ้นในทุก ๆ ปี แต่เรื่องที่เราจะกล่าวถึงนี้เกิดขึ้นในยุค 1980s

ณ เวลานั้น ยูไนเต็ด กำลังประสบปัญหาขาดแคลนโทรฟี่ ทำให้ความยิ่งใหญ่ลดลง จนสร้างความขุ่นข้องหมองใจให้แฟนบอล … ทว่าสำหรับนักธุรกิจ ของแบบนี้ต้องใช้ภาษาหุ้นด้วยวลีที่ว่า “ต้องรีบช้อน”

“ช้อน” ในที่นี้กล่าวคือ แมนฯ ยูไนเต็ด กำลังมีอนาคตที่สั่นคลอน เจ้าของทีมอย่าง มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ เริ่มออกอาการมือสั่นกลัวจะขาดทุนไปมากกว่านี้ ขนาดเจ้าของยังหวั่นใจ ไปจนถึงการมองหาลู่ทางขายทิ้ง มันก็ไม่แปลกที่จะไม่มีใคร “กล้าซื้อ” และรับความเสี่ยงนั้นได้ง่าย ๆ

ทว่าคนจำนวนหนึ่งกำลังรอสถานการณ์แบบนี้อยู่ พวกเขาเป็นนักธุรกิจที่มีเงินเย็นอยู่ในมือ ดังนั้นการซื้อสินค้าที่ไม่มีใครสนใจ จะต้องได้ราคาถูกลงกว่าเดิมหลายเปอร์เซ็นต์แน่ แผนการช้อนซื้อสโมสร แมนฯ ยููไนเต็ด จึงได้บังเกิดขึ้นจากเศรษฐีสายอสังหาริมทรัพย์ และยังเคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อนอย่าง ไมเคิล ไนท์ตัน

ยูไนเต็ด คือของถูกที่จะมีมูลค่าเพิ่มในอนาคต นั่นคือสิ่งที่ ไนท์ตัน รู้ … เพียงแต่มันต้องใช้เวลาสักหน่อยในการสร้างกำไร มูลค่าที่ ไนท์ตัน มองว่า ยูไนเต็ด จะทำได้ในอนาคตคือ “150 ล้านปอนด์” … เยอะแค่ไหนไม่ต้องสืบสำหรับยุค 80s ยุคที่นักเตะยังย้ายตัวกันด้วยราคาแพงสุดแค่หลักแสนปอนด์เท่านั้น

เอาก็เอา ไม่เอากลับ ! 

ไนท์ตัน มีทรัพย์สินในมือเท่าไหร่ไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด แต่อย่างที่ได้กล่าวไว้ สายตาของเขาแหลมคมไม่ใช่เล่น เขามองมูลค่าของสโมสร แมนฯ ยูไนเต็ด ในอนาคตออก โดยที่ตัวของเขาจะจ่ายเงินแค่ 10 ล้านปอนด์เท่านั้น … ถ้าตอนนั้นไม่เกิดเรื่องพลิกล็อกขึ้น เขาจะเป็นเจ้าของสโมสรที่มีมูลค่า 3,000 ล้านปอนด์ และประสบความสำเร็จมากที่สุดทีมหนึ่งในอังกฤษ

ไนท์ตัน อ่านขาดด้วยสายข่าว เขารู้ถึงความสั่นไหวในห้องของบอร์ดบริหาร เขารู้ว่า มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ อยากขายทีมแทบจะแย่ แฟนบอลก็ไม่ชอบเขาด้วยเหตุผลง่าย ๆ เพราะผลงานในสนาม และวิธีบริหารที่แย่มากในสายตาของแฟนบอล

แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นสมบัติของตระกูล เอ็ดเวิร์ดส์ มาตั้งแต่รุ่นพ่อ หลุยส์ เอ็ดเวิร์ดส์ แต่มื่อ มาร์ติน มาสานงานต่อจากพ่อ เขามีการบริหารที่แปลกประหลาด เช่นการชอบปลดโค้ชโดยไม่มีเหตุผลอ้างอิงเพียงพอ นอกจากนี้ยังว่ากันว่า เขายังรับเงินเดือนผู้บริหารเป็นจำนวนมากอีกด้วย ดังนั้นนี่คือจังหวะดีที่สุดสำหรับการช้อน และพร้อมจะเสนอเงินก้อนที่ไม่มากนัก เพราะเขารู้ดีว่า ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ตอนนี้ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส จะเอามันไปพิจารณาอย่างแน่นอน

“เหตุผลที่ผมเข้ามาซื้อทีมนี้มันง่าย ๆ ตอนนั้นทีมงานบอร์ดบริหารมีรอยร้าวเกิดขึ้น มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ไม่เป็นที่นิยมสำหรับทั้งคนภายในและกับแฟนฟุตบอล เขากำลังเหลือทนและอยากจะออกจากสิ่งที่เป็นจะแย่อยู่แล้ว ธุรกิจกำลังมีแต่จม พวกเขามีตัวเลขในบัญชีสีแดง และตัวเลขก็เติบโตไปในทางลบเรื่อย ๆ แม้แต่ตั๋วปีของทีมยังขายได้ไม่ถึง 2 หมื่นใบ (ณ ตอนนั้นความจุ โอลด์ แทรฟฟอร์ด อยู่ที่ 48,000 ที่นั่ง) เลยด้วยซ้ำ” นี่คือสิ่งที่ ไนท์ตัน เล่าย้อนกลับไปสำหรับความคิดจะซื้อ ยูไนเต็ด ของเขา

ไนท์ตัน ขอคุยกับ เอ็ดเวิร์ดส์ ตรง ๆ แบบไม่อ้อมค้อม เพราะต่างฝ่ายก็รู้ไส้รู้พุงกันดีว่าแต่ละคนต้องการอะไร ไนท์ตัน เองนอกจากจะเห็นผลกำไรในอนาคตแล้ว เขายังมีความเป็นร็อกแอนด์โรลในสายเลือด การที่เขาซื้อทีมนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเขาเป็นแฟนบอลของ ยูไนเต็ด เขาเป็นคนที่ไม่เคยสงวนท่าที คุยโวโอ้อวดถึงความสำเร็จของตัวเอง เขาบอกกับ เอ็ดเวิร์ดส์ ว่าหากปล่อยให้เขาบริหาร สโมสรแห่งนี้จะเติบโตไปได้แค่ไหน

ขณะที่ เอ็ดเวิร์ดส์ ผู้ได้เห็น “พิมพ์เขียว” ซึ่ง ไนท์ตัน ร่างทุกอย่างที่เขาคิดลงในกระดาษ เอ็ดเวิร์ดส์ รู้สึกเกิดความเชื่อบางประการ เดิมทีเขาจะขายให้ ไนท์ตัน หมดเลยก็ได้สำหรับหุ้นสโมสรที่เขามีอยู่ ทว่าอนาคตนั้นอาจจะดีแบบที่ ไนท์ตัน ว่าไว้จริง ๆ ก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ เอ็ดเวิร์ดส์ เอะใจขึ้นมา ข้อเสนอแบบใหม่จึงกำเนิดขึ้น และต่างฝ่ายต่างยอมจับมือกันเมื่อเห็นข้อเสนอนี้

“10 ล้านปอนด์ เอาก็เอา ไม่เอาก็กลับ” นี่คือบทสรุปคำขาดของ ไนท์ตัน ที่ตั้งตัวเลขในใจมาจากบ้าน เขารู้ว่า เอ็ดเวิร์ดส์ รุ่นที่ 2 เอาแน่ ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ เพียงแต่ มาร์ติน ยังคงอยากพิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ได้ล้มเหลวแบบที่แฟนบอลมองว่าเขาเป็น “ลูกชายที่ไม่ได้เรื่องของพ่อ” … มันอาจจะมีเหตุผลอื่น ๆ เพิ่มเติมแต่ มาร์ติน เอ็ดเวิร์ดส์ ไม่ยอมปล่อยมือจากทีมนี้ง่าย ๆ และอย่างน้อย ๆ เขาก็เก่งเรื่องการต่อรอง สิ่งที่เขาร้องขอมันได้ผล

เอ็ดเวิร์ดส์ จะได้รับเงินจาก ไนท์ตัน 10 ล้านปอนด์ สำหรับการขายหุ้นส่วนใหญ่ที่คาดการณ์ว่าอาจจะมากกว่าครึ่งหนึ่งที่เขามี แต่มีข้อแม้ว่าตำแหน่งประธานบริหารของเขาจะยังคงอยู่ ไนท์ตัน จะเป็นได้แค่ผู้ลงทุนเท่านั้น ไม่ใช่ผู้บริหารแบบที่เขาหวัง ซึ่ง ไนท์ตัน คิดว่า เอ็ดเวิร์ดส์ จะพูดอะไรได้ เขายอมเล่นด้วยเพราะเขาไม่อยาก่อสงครามในการเจรจาที่อาจจะพังลงได้ โดยเฉพาะเมื่อปลายทางคือ 150 ล้านปอนด์ ที่เขามองเห็นอยู่ในอนาคตต่างหาก

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

อเล็กซานเด “ซาช่า” Zverev เกิดวันที่ 20 เมษายนปี 1997 ในฮัมบูร์ก  เยอรมนี เขามีพี่ชาย Mischa ซึ่งเกิดเมื่อเกือบสิบปีก่อนและเป็นนักเทนนิสมืออาชีพด้วย ทั้งพ่อและแม่ Sascha ถูกเล่นเทนนิสระดับมืออาชีพสำหรับ สหภาพโซเวียต พ่อของเขาอยู่ในอันดับที่ 175 ในโลก เขายังเป็นผู้เล่นชายอันดับต้น ๆ ของประเทศในขณะที่แม่ของเขาเป็นผู้เล่นหญิงอันดับที่สูงสุด พวกเขาทั้งสองย้ายจากโซซีไปยังเมืองหลวงเพื่อฝึกที่ CSKA Moscow สโมสรเทนนิสที่ดำเนินกิจการ

โดยทหาร รัฐบาลโซเวียตมักจำกัดผู้เล่นของตนไม่ให้แข่งขันนอกประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่จำกัดว่าพ่อแม่ของ Sascha จะขึ้นอันดับโลกได้สูงเพียงใด กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่ใกล้เข้ามา Irina เดินทางไปเยอรมนีเพื่อแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ในปี 1990 โดยมีสามีของเธอเป็นโค้ช ในขณะที่อยู่ในเยอรมนี พวกเขาได้รับงานเป็นครูสอนเทนนิส หลังจากปฏิเสธในตอนแรก พวกเขายอมรับข้อเสนอให้ทำงานที่ Uhlenhorster Hockey Club

ในฮัมบูร์กในปีต่อไป และจบลงด้วยการตั้งรกรากในประเทศ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 3 ขวบ ตั้งแต่ Sascha เริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุยังน้อย เขาพูดว่า “วันหนึ่ง ตอนที่ฉันอายุ ฉันคิดว่าหนึ่งปีห้าเดือน ฉันเพิ่งหยิบไม้เทนนิสขึ้นมา

และ ฉันเริ่มผลักลูกบอลไปทั่วอพาร์ตเมนต์ของเรา และตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็พาฉันออกไปที่สนาม ฉันยังคงสนุกกับมัน ฉันสนุกกับมันในตอนนั้นเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เขาเริ่มเล่นเทนนิสอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงSascha มีความสามารถ

ในการแข่งขันสูงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก Mischa น้องชายของเขากล่าวว่า เขาจะไม่เข้าใจหรือยอมรับว่าเขาแพ้” เมื่อทั้งสองจะเล่นกันเอง เขาไม่อยากออกจากสนามเว้นแต่เขาจะชนะการแข่งขัน Sascha ยังเล่นฮอกกี้และฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ตัดสินใจที่จะโฟกัสไปที่เทนนิสเมื่ออายุประมาณ 12 ปีเท่านั้น หลังจากแพ้ในรอบแรกในการแข่งขันระดับจูเนียร์ระดับนานาชาติในฟลอริดาเมื่อ Sascha ยังเด็ก แม่ของเขาเป็นโค้ชหลัก ในขณะที่พ่อของเขาเน้นไปที่การฝึกสอนน้องชายของเขา

เขากล่าวว่า “ฉันคิดว่าฉันมีเทคนิคที่ค่อนข้างดี

ซึ่งแม่ของฉันทำตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นให้เครดิตเธอสำหรับสิ่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบ็คแฮนด์ของฉันคือแม่ของฉัน 100 เปอร์เซ็นต์”ในขณะที่แม่ของเขามีรูปแบบการสอนที่ผ่อนคลายมากขึ้น พ่อของเขา “มีวิธีการฝึกกายภาพแบบโซเวียต” ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมตามกำหนดเวลาสำหรับจำนวนการทำซ้ำที่แน่นอนโค้ชของ Sascha ตั้งเป้าให้เขามีรูปแบบการเล่นที่เสี่ยงและดุดันมากขึ้น

โดยสร้างขึ้นจากการตีลูกบอลด้วยความเร็วและจุดจบอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความแตกต่างอย่างมากจากวิธีการเล่นของเขาเมื่ออายุ 12 ขวบ โดยที่สไตล์ของเขาเน้นไปที่การเป็น นักสู้ที่เหลือเชื่อ จากพื้นฐานส่วนหนึ่ง เพราะเขาเล่นช้าเกินไปที่จะเข้าตาข่าย ในขั้นต้น Sascha พยายามเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา เขา “ทำผิดพลาดมากมาย” และแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่เก่งในการรักษาคะแนนให้มีชีวิต อย่างไรก็ตาม พ่อของเขายึดติดกับกลยุทธ์นี้

โดยกล่าวว่า “เราต้องฝึกเทนนิสเร็ว เทนนิสเชิงรุก ถ้าวันนี้คุณแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณต้องคิดถึงอนาคต เล่นของเขาการแข่งขันจูเนียร์ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2011 เมื่ออายุ 13 ปีในการแข่งขันชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโปแลนด์ เขาเป็นอดีตจูเนียร์อันดับ 1 ของโลกเขาเข้าสู่การแข่งขันครั้งแรกในสนามจูเนียร์เซอร์กิตของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ ในช่วงต้นปี 2011 เมื่ออายุ 13 ปี ในช่วงต้นปี 2012 ซเวเรฟได้แชมป์ ITF เป็นครั้งแรกที่ Fujairah Junior Championships

ซึ่งเป็นเกรด 4 ระดับต่ำ การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วย

ตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วยตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก