กีฬาเบสบอล เเข่งกันยาวนาน

กีฬาเบสบอล เเข่งกันยาวนาน

กีฬาเบสบอล เเข่งกันยาวนาน

กีฬาเบสบอล เเข่งกันยาวนาน

โดยปกติเเล้วการดูกีฬาอย่าง ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเล่ย์บอล​ นั้นมักจะใช้เวลาในการรับชมไม่นานมาก ส่วนใหญ่จะไม่เกิน 1.30 – 2 ชม. อาจจะมีเลทเพิ่มมานิดหน่อย เเต่สำหรับกีฬาที่ใช้ไหวพริบ เเละยาวนานอย่าง “เบสบอล” นั้นใช้เวลาอย่างต่ำถึง 3 ชม.

ต้องกล่าวก่อนเลยว่า กีฬานี้อาจจะไม่ใช่ กีฬา ที่คนไทยคุ้นเคยกันมากนักเนื่องจากไม่ค่อยนิยมในประเทศไทย เนื่องด้วยกฏการเเข่งขันที่ค่อนข้างจะซับซ้อนเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทอื่น เเต่ถ้าหากคุณเข้าใจกฏการเเข่งขันของกีฬานี้เเล้ว ก็ถือว่าเป็นกีฬาที่สนุกอย่างมากกีฬาหนึ่งเลยหล่ะ

ตามที่กล่าวไปข้างต้น ด้วยกฏที่ซับซ้อนเเละช่วงระยะเวลาการเล่นที่ยาวนานถึง 9 Innings ซึ่งในเเต่ละช่วง Innings นั้นไม่ได้จำกัดเวลา อยู่ที่ว่าฝ่ายตีเเละฝ่ายรับนั้นจะหมดเมื่อไหร่ในเเต่ละ Innings เเละอีกกฏหนึ่งคือ กีฬานี้มันไม่มีกฏการเสมอเพื่อเเบ่งเเต้มด้วย ทำให้จำเป็นต้องหาผู้ชนะในเเต่ละนัดด้วยการขยาย Innings ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีผู้ชนะ เเละวันนี้ผมจะมาเล่าการเเข่งขันสุดอลเวงของกีฬานี้ที่กินเวลากว่าครึ่งวันให้ได้อ่านกันครับ

ในฤดูกาลนี้นั้นมีการเเข่งขันคู่ระหว่าง San Diego Padres ซึ่งเปิดสนามต้อนรับ LA Dodgers วันที่ 25 สิงหาคม ที่ผ่านมา ในศึก MLB หรือลีกเบสบอลเมืองลุงเเซมนั่นเอง ซึ่งความสนุกของนัดนี้คือ ทั้ง 2 ทีมใช้เวลาเเข่งถึง 16 Innings โดยกินระยะเวลาถึง 5 ชั่วโมงกับอีก 43 นาที ที่น่าสนใจคือ คู่นี้เเข่งเวลา 9โมงเช้าเวลาไทย นั่นเท่ากับว่าเวลาที่สหรัฐจะเป็นเวลา 3 ทุ่ม ถ้าบวกรวมเวลาที่เเข่งไปก็จะเท่ากับตี2.43ของที่นั่น

เกมเริ่มมาใน Innings​ ที่ 2 เป็นเจ้าบ้านได้เเต้มเเรกจาก 1 รััันของ Will Myer เเละเราก็ต้องรอกันถึง Innings ที่ 8 ทางฝ่ายของ Dodgers นั้นได้ Homerun จาก Will Smith ทำให้ตีเสมอมาเป็น 1-1 ซึ่งความสนุกมันเริ่มจากตรงนี้เนื่องจากผู้เล่นทั้ง 2 ฝั่งไม่สามารถทำเเต้มกันได้ในระยะเวลาที่เหลือ จึงต้องทำการเพิ่ม Innings ไปจนกว่าจะหาผู้ชนะเจอ

เเต่เจ้ากรรม ทั้ง2ทีมกลับทำอะไรกันไม่ได้เลย ผู้ใช้ทวิตเตอร์ของทั้ง 2 ทีมจึงมีการโพสเรื่องราวเกี่ยวกับทีมระหว่างเเข่งขัน บ้างกล่าวว่า “โอ้พระเจ้า นี่เป็นครั้งเเรกเลยที่ผมได้ดูการเเข่งขันสดๆหลังจากตื่นนอนช่วงเช้าตรู่”  หรือเเม้กระทั่งผู้ชมในสนามเองยังกล่าวในทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า   “วันนี้ผมพาลูกมาชมเกมนี้ด้วย สงสัยจะต้องเขียนใบลาป่วยให้กับลูกเเละผมเเล้วหล่ะมั้ง”   ซึ่งก็เป็นสีสันให้กับเกมการเเข่งขันอย่างมาก

ที่น่าตื่นตาตื่นใจกว่านั้นคือ ใน Innings ที่ 15 ทางฝั่ง Dodgers ได้ทำโฮมรันทำให้นำห่างเป็น 1 ต่อ 3 โลกทวิตเตอร์จึงสนั่นไปด้วยกองเชียร์ของทีมผู้มาเยือน ทุกคนล้วนคิดว่าเกมนี้คงจบเเล้ว เเต่ทว่า…

ฝั่งเจ้าบ้านกลับโชว์อภินิหารทำโฮมรันกลับมาได้จาก Fernando Tartis JR. กลายเป็นเสมอ 3 ต่อ 3 คราวนี้ทวิตฝั่งเจ้าบ้านกลับมาบ้าคลั่งอีกครั้ง เเม้เเต่ผู้ชมในสนามเองก็ไม่เชื่อในสายตาตัวเอง

เเต่สุดท้ายสถานการณ์มักสร้างฮีโร่ขึ้นมาเสมอ ทางฝั่ง Dodgers มีลูกฮึดทำโฮมรันได้จาก Rookie ของทีมอย่าง AJ Pollock กลายเป็น 3 ต่อ 5 ซึ่งหลังจากนั้นเกมก็ดำเนินจนถึงจุดสิ้นสุดเสียที

ภายหลัง 5 ชม.อันยาวนานทวิตเตอร์ทางการของ LA Dodgers ได้มาโพสเรียกเสียงฮาด้วยรูปภาพของใบลาหยุดซึ่งรองรับโดยสโมสรซึ่งเรียกเสียงฮือฺฮาพอสมควร เเต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ได้มีเสียง​วิพากษ์วิจารณ์​จากผู้ชมบางส่วนว่าทางลีกควรเปลี่ยนกฏกติกาโดยนำผลเสมอกลับมาใช้ เพื่อไม่ให้กินระยะเวลาเเข่งที่ยาวนานเท่านัดนี้อีก บางส่วนได้เสนอเเนะว่า หากผ่าน Inining ที่ 11 ไปเเล้วทั้ง 2 ฝั่งไม่สามารถเอาชนะกันได้ให้ผลเป็นเสมอกัน เเต่ก็ไม่ได้มีการตอบรับจากลีกเเต่อย่างใด

จากสถิติที่ผ่านมานัดนี้ไม่ใช่นัดที่มีจำนวน Innings มากที่สุด ซึ่งนัดที่มีจำนวน Innings เเข่งกันมากที่สุดคือ 26 Innings ในปี 1920 ระหว่างทีม Brooklyn Robin เเละ Boston Braves โดยผลจบที่เสมอกัน 1 -​ 1 ซึ่งตอนนั้นยังมีกฏการเสมออยู่ เเต่ถ้านับกันตามช่วงเวลาเเล้ว เเมตที่ยาวนานที่สุดที่มีบันทึกไว้คือ 8 ชั่วโมงกับอีก 6 นาที ซึ่งเป็นคู่ระหว่าง Chicago White sox เเละ Milwaukee Brewers ผลคือเจ้าบ้านชนะไปด้วยสกอร์ 7 – 6

กีฬาเบสบอลถือเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในสหรัฐอเมริกาเเละญี่ปุ่น อีกทั้งยังถูกบรรจุเข้าไปในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเเล้ว เเละถือเป็นกีฬาหนึ่งที่สร้างความสนุก ความเร้าใจ ได้ไม่ต่างจากกีฬาชนิดอื่นเลยทีเดียว

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

นายสุนทร จารุมนต์ นายกสมาคม กีฬาบิลเลียด แห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าวกาารจัดการแข่งขัน สนุกเกอร์ “อีมิเน้นท์ แอร์ – ทรู

ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต 2021” รายการที่ 2 จ.พังงา และรายการที่ 3 จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นงานแถลงข่าวผ่านระบบโปรแกรม ZOOM โดยมี นายวสุพล สุนทรวสุ ตำแหน่ง หัวหน้าเจ้าหน้าที่นวัตกรรม บริษัท อีมีเน้นแอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายศักดา รัตนสุบรรณ อุปนายกสมาคม,นายรณภพ ชำนาญ ประธานสมาคมสนุกเกอร์ จ.พังงา และวีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัทอีมืเน้นท์ แอร์(ประเทศไทย)จำกัด ร่วมในงานแถลงข่าว

“บิ๊กฮง”สุนทร จารุมนต์ นายกสอยคิวได้กล่าวว่า การ แข่งขันสนุกเกอร์ ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต รายการที่ 2 หรือรายการ อีมิเน้นท์แอร์ – ทรู พังงาคัพ”

จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 18-23 ตุลาคม 64 ซึ่งเป็นจังหวัดใหม่ที่รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ต้องขอขอบคุณคุณรณภพ ชำนาญ ประธานชมรมสนุกเกอร์ จ.พังงา

ที่ช่วยประสานงานให้รายการนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของจังหวัด ถัดจากรายการที่ 2 เพียง 2 วัน การแข่งขัน รายการที่ 3 รอบ 16 คนสุดท้ายจะเริ่มขึ้นต่อเลย ที่ จ.ภูเก็ต

ระหว่างวันที่ 25-30 ตุลาคม 64 ซึ่งเชื่อว่าทั้ง 2 จังหวัดจะได้รับความสนใจจากแฟนสนุกเกอร์ชาวไทยอย่างมากเหมือนรายการแรก ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ซึ่งมีผู้ชมผ่านการถ่ายทอดสดของทางทรูวิชั่น และเพจของสมาคมเป็นจำนวนมาก โดยมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา และการแข่งขันรายการนี้จะเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทุกปีอย่างแน่นอน

ขณะที่นายวสุพล สุนทรวสุ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ นวัตกรรม บ. อีมิเน้นแอร์ กล่าวว่า อีมิเน้นท์แอร์ ได้เข้ามาสนับสนุนการแข่งขันสนุกเกอร์ของ สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประพเทศไทย มาตั้งแต่ปี 63 โดยเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนการแข่งจันสนุกเกอร์ 6 แดง ชิงแชมป์ประเทศไทย พร้อมทั้ง มีรางวัลพิเศษให้สำหรับนักกีฬาที่สามารถทำแม็กซิมั่มเบรค 147 แต้ม ได้ในรอบสุดท้าย จะมอบทองหนัก 20 บาท หรือคิดเป็นเงินรางวัล 500,000 บาทในการแข่งขันสนุกเกอร์ 15 แดง และมาในปีนี้ อีมิเน้นแอร์ ยังได้เข้ามาสนับสนุนการแข่งขันสนุกเกอร์ ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต ตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ ถึงแม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ห้ามมีผู้ชม ทางอีมิเน้นท์ ได้มาหารือกับทางสมาคมกีฬาบิลเลียด อยากให้การแข่งขันมีสีสัน จึงได้จัดให้มีการติดตั้งจอแอลอีดี ไว้รอบสนามแข่งขันพร้อมทั้งแสงสีเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมทางบ้านได้เห็นถึงความคึกคักของเกมการแข่งขัน

“นอกจากนี้ อีมิเน้นท์ แอร์ ยังได้จัดให้มีกิจกรรมร่วมสนุกสำหรับผู้ชมทางบ้าน โดยสามารถทายคู่ชิงชนะเลิศว่าเป้นนักกีฬาคนใด, พร้อมทั้งทายสกอร์เบรคสูงได้เท่าไหร่ โดยจะมีรางวัลเสื้ออีมิเน้นท์แอร์ อย่างดีมอบให้ สนามละ 20 ตัวที่สนาม และถ้าท่านใดทายสกอร์เบรคสูงสุดได้ถูกต้อง จะได้เครื่องปรับอากาศ ขนาด 9,000 BTU 1 เครื่อง

และในสนามสุดท้ายรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ถ้าแฟนสนุ้กทางบ้านทายคู่ชิงชนะเลิศถูกต้องจะได้รับ เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU รวมแล้วกว่า 120,000 บาท โดยผู้ร่วมสนุกทุกท่านสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซด์ เฟสบุ๊ค Eminent Air” วสุพล กล่าว

ด้านนายรณภพ ชำนาญ ประธานสมาคมสนุกเกอร์ จ.พังงา เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจ จ.พังงา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน สนุกเกอร์ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต

รายการที่ 2 ซึ่งยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้จัดการแข่งขัน ถึงแม้จะไม่มีชมในสนามแข่งขัน แต่มีการถ่ายทอดสดผ่านเพจของสมาคมทุกคู้ และมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ในรอบ 8 คนสุดท้าย จนถึงรอชิงชนะเลิศ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา ซึ่งเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลายแห่ง และเชื่อว่าการแข่งขันรายการที่ 2 จะประสบความสำเร็จอย่างสูง

 

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

 “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล กล่าวภายหลังคว้าแชมป์ ที่ถือว่าเหนือความคาดหมาย เนื่องเพราะ 3 วันแรก อันดับ 1 และ 2 ที่คั่วแชมป์กันมาคือสอง นักหวดวงสวิง รุ่นน้อง “โปรเหมียว” หรือ แพตตี้ ปภังกร ธวัชธนกิจ และ “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล ที่นำอยู่ 5 และ 4 อันเดอร์พาร์ ตามลำดับ

 แต่ในวันสุดท้าย “โปรเหมียว-ปภังกร” ตีหลุดฟอร์ม ในขณะที่ “โปรจีน-อาฒยา” พัตต์เบอร์ดี้พลาดในหลุมสุดท้าย  ส่งผลให้ “โปรเม-เอรียา” ที่ทำสกอร์ในวันสุดท้าย 9 อันเดอร์พาร์ 63 สกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครอง และเป็นแชมป์ที่ 11 ในการเล่นอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์

 “โปรเม-เอรียา” รับแชมป์พร้อมเงินรางวัล 240,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 7.68 ล้านบาท และรับ 500 แต้ม ขยับจากอันดับ 56 ขึ้นมาอันดับ 14

 นับเป็นแชมป์แรกของ เอรียา นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2018 หรือ 1,015 วัน ถือเป็นแชมป์ที่ 11 ในการเล่น แอลพีจีเอ ทัวร์ และเป็นอันดับที่ 45 ร่วมในทำเนียบแชมป์ตลอดกาลของทัวร์ ความสำเร็จครั้งนี้เชื่อแน่ว่าจะสร้างความมั่นใจให้ “โปรเม-เอรียา” กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

 ตั้งแต่เริ่มเล่นกอล์ฟอาชีพในปี 2012 โดยแชมป์อาชีพแรกของเธอเป็นรายการ ลัลย่า เมอร์เยม คัพ ในปี 2013

 นักกอล์ฟขวัญใจคนไทยรายนี้ชนะเลิศอาชีพมาแล้ว 13 รายการ แบ่งเป็นแอลพีจีเอ ทัวร์ 11 รายการ, เลดี้ส์ ยูโรเปี้ยน ทัวร์ 3 รายการ และแชมป์ เมเจอร์ 2 รายการ คือ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น 2016 และ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น 2018

 ด้วยชัยชนะในรายการ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น 2016 ทำให้ เป็นนักกอล์ฟหญิงไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ เมเจอร์ ก่อนที่จะขึ้นเป็นมือ 1 โลก ในเดือน มิ.ย. 2017 

 ความสำเร็จในช่วงปี 2016-18 “โปรเม-เอรียา” กวาดรางวัลมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น แอลพีจีเอ ยอดเยี่ยมแห่งปี (2016, 2018), แชมป์เงินรางวัลสะสม แอลพีจีเอ ทัวร์ (2016, 2018), แชมป์ เรซ ทู ซีเอ็มอี โกลบ (2016, 2018), แอลพีจีเอ วาเร่ โทรฟี่ (2018), รางวัล จีดับบลิวเอเอ นักกอล์ฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี (2016, 2018), รางวัล อีธเตอร์ ฟาร์ เพลเยอร์ อวอร์ด (2016)

 รางวัลผู้หญิงแห่งปีของ ฟอกซ์ สปอร์ตส เอเชีย (2016), นักกอล์ฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีของ อีเอสพีวาย (2017), รางวัล โรเล็กซ์ แอนนิก้า เมเจอร์ อวอร์ด (2018) และ นักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยมแห่งปีของไทย (2016, 2018)

 แต่สิ่งหนึ่งที่คาใจคือความสำเร็จใน โอลิมปิก

 ทุกสถิติในฐานะนักกอล์ฟหญิงของประเทศไทย “คนแรก” เอรียา สร้างมาหมดแล้ว แต่อีกสิ่งที่ถือปราถนาและมุ่งมั่นมากที่สุดอีกประการคือการคว้าเหรียญโอลิมปิก

 ใน “ริโอเกมส์” การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 หรือ พ.ศ.2559 ที่ประเทศบราซิล “โปรเม-เอรียา” เทิร์นโปรมา 3 ปี และฟอร์มกำลังแรงขึ้นถึงมือ 2 ของโลกในเวลานั้น หลังคว้าแชมป์เมเจอร์ใบแรกได้สำเร็จในรายการ บริติช โอเพ่น ที่อังกฤษ  

 ก่อนการแข่งขัน “โปรเม-เอรียา” ถูกวางเป็นเต็งหนึ่งในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก ร่วมกับ “ลิเดีย โค” มือ 1 โลกจากนิวซีแลนด์

  และในวันแรก “โปรเม” ประเดิมได้สวยเมื่อขึ้นเป็นผู้นำจากผลงาน 6 อันเดอร์พาร์ แต่หลังแข่งขันเข้าวันที่สาม “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล ต้องขอถอนตัวจากการแข่งขัน เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าขณะแข่งขันในหลุมที่ 13 ทำให้สาวน้อยวัย 20 ผิดหวังไม่น้อย ส่วนแชมป์ตกเป็นของ “พาร์ค อิน บี” นักกอล์ฟเกาหลีใต้

 ความผิดหวังของ “โปรเม” ในการถอนตัว เธอต้องโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวเพื่อขอโทษ พร้อมยืนยันว่า จำเป็นต้องยุติการแข่งขันกลางคันเพราะอาการเจ็บที่เข่าซ้าย หลังการเล่นรอบที่สอง ฝืนเล่นจนไม่ไหวจึงปรึกษากับทางแคดดี้และผู้จัดการทีม จึงตัดสินใจถอนตัว 

 “เป้าหมายของเมก็ไม่ต่างกัน นั่นคือการคว้าเหรียญรางวัลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ และสร้างรอยยิ้มกับความสุขให้แฟนกีฬาชาวไทย”

 “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล กล่าวถึงอีกหนึ่งความฝันและความมุ่งมั่นตั้งใจ อย่าลืมให้กำลังใจนักกอล์ฟสาวไทยลุ้นทำอันดับในศึก “เพียวร์ ซิงค์ แชมเปี้ยนชิพ” ในอีกสิบวันข้างหน้า เพื่อติดเป็น 1 ใน 15 อันดับนักกีฬาที่เข้าชิงชัยในโอลิมปิก

 เพื่อความหวังการคว้าเหรียญโอลิมปิกจากกอล์ฟ ครั้งแรกของชาติไทย !!

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

สถานการณ์โรคระบาด ” โควิด-19 ” ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ในทุกวงการ หลายประเทศ ” ล็อกดาวน์ ” ปิดการเดินทางเข้าออก โลกแทบหยุดหมุน การ กีฬา ทุกประเภทได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมถึงการแข่งขันสนุ้กเกอร์

 ศึกสอยคิว ชิงเงินล้านยกเลิกไปหลายรายการ แถมรายการที่เข้มขลังอย่างสนุ้กเกอร์ชิงแชมป์โลก ที่ครูซิเบิลเธียเตอร์ เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ เดิมทีจะออกสตาร์ตในวันที่ 18 เม.ย. ถูกเลื่อนออกไป โดยกำหนดการแข่งขันอีกครั้งนั้นในเดือนกรกฎาคม หรือ สิงหาคม

 แต่ทั้งนี้ฝ่ายจัดไม่มีการการันตีใดๆ ว่าจะเป็นไปตามนั้นเพราะต้องมีการประเมินสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปลอดภัยทั้งนักกีฬา, ผู้ชม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

 เนื่องเพราะประเทศอังกฤษ ติดอันดับการระบาดต้นๆ ของโลก ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดเมื่อ 9 เมษายน พบผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 วันเดียวถึง 938 ศพ ทำให้ผู้เสียชีวิตในประเทศพุ่งไปอยู่ที่ 7,111 ศพ และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 61,474 ราย

ด้วยเหตุดังกล่าว 4 นักสอยคิวไทย ที่มีลุ้นเข้าแข่งขันในโรงละคร “ครูซิเบิ้ล” ประกอบด้วย “เอฟ นครนายก” เทพไชยา อุ่นหนู, “ซันนี่ อาร์แบค” อรรนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์, “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” รัชพล ภู่โอบอ้อม และ “หมู ปากน้ำ” นพพล แสงคำ มือ 42 ของโลก ยังต้องรอคอยอย่างไร้กำหนด

 หลังสนุ้กเกอร์โลก ประกาศยกเลิกรายการที่เหลือและเลื่อนศึกชิงแชมป์โลกเมื่อปลายเดือนมีนาคม ทำให้นักสอยคิวไทยที่พำนักและเก็บตัวที่ประเทศอังกฤษต้องเดินทางกลับบ้าน พร้อมเข้าระบบการกักตัว 14 วัน

 “ช่วงกักตัวอยู่ที่บ้าน วันสองวันแรกว่างมาก เล่นแต่โทรศัพท์ วันที่สามเริ่มเครียดไม่มีอะไรทำเลยออกมาขายกุนเซียง”

 ยอดนักสอยคิวอนาคตไกล “หมู ปากน้ำ” ลำดับความคิดให้ฟังหลังต้องวางคิวด้วยสถานการณ์บังคับ เลยต้องมาจับขายกุนเซียงหาเลี้ยงชีพ

 “หมู ปากน้ำ” กล่าวว่า ไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะจบลงเมื่อไหร่ ในขณะที่รายได้ที่เคยรับจากการแข่งขันสนุ้กเกอร์หายไปจึงคิดหารายได้ โชคดีที่ข้างบ้านมีโรงงานกุนเซียงเลยไปคุยกับทางเจ้าของโรงงานและเขายินดีให้ความช่วยเหลือ จึงรับมาขายตั้งแบรนด์ตัวเองเป็น “หมูน้อย ร้อยร้าน” ขายทางเพจเป็นหลัก แบ่งเป็นถุงราคา 99 บาท บรรจุ 500 กรัม มียอดขายที่ดีจนต้องทำขายเองโดยมีพ่อกับแม่มาช่วยกันทำ

 ถึงตอนนี้ยอดนักสอยคิวโลก ยอมรับว่าผลตอบรับดีเกินคาด ภายหลังออกสื่อทางโทรทัศน์ “แฉ” กระทั่งมีออร์เดอร์มากกว่า 500 ต่อวัน ทั้งมีการแสดงตัวขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ทำให้คิดถึงการขยายกิจการจนเป็นโรงงาน   สำหรับ “นพดล แสงคำ” ในวัย 28 ปี เกิดเมื่อ 15 กรกฎาคม 2535 ที่บ้านเกิด จ.สมุทรปราการ จนเป็นที่มาฉายา “หมู ปากน้ำ”

 จากเด็กน้อยย่านปากน้ำที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็น “นักร้อง” แต่กลับต้องเข้าสู่สังเวียนนักแม่นรูเนื่องเพราะที่บ้านมีกิจการโต๊ะสนุ้กเกอร์ และเริ่มจับไม้คิวตั้งแต่อายุ 11 ปี ก่อนที่จะมาจริงจังในวัย 14

 ด้วยพรสวรรค์การฝึกซ้อมจริงจังแค่ปีเดียวก็พา “หมู ปากน้ำ” เข้าเส้นทางสนุ้กเกอร์อย่างราบหรู เข้าชิงและคว้าแชมป์รายการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรองแชมป์สนุกเกอร์นักเรียน ภาคกลาง 1 จ. นครปฐม และรองแชมป์สนุกเกอร์นักเรียน ชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2551 เมื่อวัยเพียง 15 ย่าง 16

 ก่อนเปรี้ยงปร้างในรายการสมัครเล่นคว้าเหรียญทอง สนุ้กเกอร์ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ 2 สมัยซ้อน ปี 2551-2552 และทำ 3 เหรียญทอง กีฬานักเรียน ที่ จ.สุโขทัย

 ในปีเดียวกันขณะวัยแค่ 17 ปี “หมู ปากน้ำ” ขึ้นทำเนียบยอดสนุ้กเกอร์ดาวรุ่งของโลกทันที หลังเดินทางไปคว้าแชมป์เยาวชนโลก ที่ประเทศอิหร่าน และเข้าชิงอีกครั้งในปี 2554 ที่ประเทศแคนาดาแต่คราวนี้ได้แค่รองแชมป์ เพราะไปพ่าย “แมน นครปฐม” ธนวัฒน์ ถิรพงศ์ไพบูลย์

 ก่อนกลับมาคว้าแชมป์เยาวชนเอเซีย ปี 2556 ที่ประเทศอินเดีย ชนะ มูฮัมหมัด มาจิด อาลี จากปากีสถาน 6-5 เฟรม

 หลังโกยแชมป์ระดับสมัครเล่นมากมายทั้งในและต่างประเทศ “หมู ปากน้ำ” จึงมุ่งมั่นลุยศึกสอยคิวในระดับอาชีพ
ผลงานกระฉ่อนโลกให้เป็นที่จดจำเกิดขึ้นในปีที่แล้ว

 เมื่อพบกับอดีตแชมป์โลกหลายสมัยและมือ 1 โลกเวลานั้น “มาร์ค เซลบี้” ในรายการเวลล์ โอเพ่น 2019 มีการถ่ายทอดสดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยปรากฏว่า “หมู ปากน้ำ” ทำแม็กซิมั่มเบรก 147 แต้มไม้เดียว แม้จะแพ้ตกรอบ แต่ทำให้โลกรู้จัก ก่อนอันดับจะขยับสูงอยู่ที่ 29 หลังรายการนี้

 ในปีนี้ “หมู ปากน้ำ” มุ่งหวังเข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้ายสนุ้กเกอร์ศึกแชมป์โลกที่ “ครูซิเบิ้ล” แต่กำหนดการรอบคัดเลือกที่ต้องเริ่ม 18 เมษายน เลื่อนออกไป และรายการอื่นยกเลิก ทำให้ยอดนักสอยคิวอนาคตไกลต้องวางคิวชั่วคราว เพื่อหันไปขายกุนเซียงสร้างรายได้

 แต่ยืนยันจะไม่ทิ้งฝันในอาชีพนักสนุ้กเกอร์อย่างแน่นอน

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ตำนานนักสอยคิวไทย

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ตำนานนักสอยคิวไทย

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ตำนานนักสอยคิวไทย

ต๋อง ศิษย์ฉ่อย ตำนานนักสอยคิวไทย

กกท. จัดงาน “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” คือ ตำนานฮีโร่สนุกเกอร์  เป็นต้นแบบแรงบันดาลใจ ดร.ก้องศักด ยอดมณี เตรียมจัดงาน  “The Snooker Legend” วันศุกร์ที่ 9 ต.ค.นี้

การ กีฬา แห่งประเทศไทย โดย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย เตรียมจัดงาน “36 ปี “ต๋อง ฟีเวอร์” The Snooker Legend”  ขึ้นในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคมนี้  เพื่อเป็นเกียรติประวัติต่อ  “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” อดีตนักสนุกเกอร์มือวางอันดับ 3 ของโลก ผู้นับเป็นแบบอย่าง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย

ที่สนใจในกีฬาอาชีพและปฏิบัติตนเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยยก “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” เป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์พิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติ ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

 “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ตำนานสนุกเกอร์ไทย อดีตมือวางอันดับ 3 เป็นผู้ปลุกกระแสให้ เยาวชน ทำให้คนไทยหันมาสนใจในกีฬาสนุกเกอร์กว้างแพร่หลาย กลายเป็นกระแส “ต๋อง ฟีเวอร์”  โดยเฉพาะช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์

หลังคว้าสนุกเกอร์สมัครเล่นโลกที่แดนจิงโจ้ เมื่อปี 2531  ก่อนหันมาเทิร์โปรลงแข่งขันระดับโลกในปีถัดมา ก็ได้สร้างกระแสอย่างต่อเนื่องมาหลายปี  อันเกิดมาจากกระแส “ต๋อง ฟีเว่อร์”  ในช่วงเวลานั้น

ทำให้ธุรกิจ สนุกเกอร์ เฟื่องฟูอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน และส่งผลให้การจัดการแข่งขันสนุกเกอร์ ทั้งระดับสมัครเล่นและอาชีพ ระดับประชาชนทั่วไปและเยาวชน ทั้งชายและหญิง ได้รับความนิยมและเป็นที่ยอมรับว่าสนุกเกอร์เป็นกีฬาอย่างแท้จริง

เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2563 นายศักดา รัตนสุบรรณ อุปนายกสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” ได้เดินทางมามอบไม้คิวส่วนตัวที่ใช้ในการต๋อง ศิษย์ฉ่อย เป็นผู้ปลุกกระแสให้คนไทยหันมาสนใจในกีฬาสนุกเกอร์ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการแข่งขันสนุกเกอร์ระดับอาชีพและระดับเยาวชนแล้ว

แข่งขัน พร้อมกับเสื้อกั๊กที่ใช้ลงแข่งขันมาอย่างยาวนาน ให้กับพิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติ  โดยมี  ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำมาเก็บในพิพิธภัณฑ์ ให้แฟนกีฬาสามารถเข้าเยี่ยมชม และได้รู้จักประวัติฮีโร่ของประเทศที่สร้างชื่อเสียงได้ ณ พิพิธภัณฑ์กีฬาแห่งชาติ การกีฬาแห่งประเทศไทย

สำหรับประวัติ ต๋อง ศิษย์ฉ่อย จากวิกิพีเดีย  มีชื่อจริงว่า วัฒนา ภู่โอบอ้อม (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น รัชพล ภู่โอบอ้อม) เกิดเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2513 เป็นบุตรของ นายโกวิน ภู่โอบอ้อม กับนางพลอยรุ้ง ภู่โอบอ้อม จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาจาก โรงเรียนเทพสัมฤทธิ์วิทยา และมัธยมต้นจากโรงเรียนศรีวิกรม์

โกวิน ภู่โอบอ้อม บิดาของวัฒนา เป็นนักสนุกเกอร์อาชีพ ฉายา “ฉ่อย ซู่ซ่าส์” วัฒนาซึ่งติดตามดูบิดาเล่นสนุกเกอร์มาตั้งแต่เด็ก จึงได้ฝึกฝนฝีมือมาตั้งแต่ยังเล็ก เริ่มแข่งขันสนุกเกอร์ในระดับเยาวชน ได้รองชนะเลิศการแข่งขันประเภทดาวรุ่ง ของนิตยสารคิวทอง เมื่อ พ.ศ. 2527 ขณะอายุเพียง 14 ปี โดยได้ฉายา “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” เพราะบิดา (ฉ่อย ซู่ซ่าส์) เป็นครูผู้สอน

ต๋องชนะเลิศการแข่งขันชิงแชมป์รายการสนุกเกอร์สมัครเล่นโลกเมื่อปี พ.ศ. 2531 ที่ประเทศออสเตรเลีย เริ่มเล่นอาชีพเมื่อปี พ.ศ. 2532 มีฉายาในเมืองไทยว่า “ไทย ทอร์นาโด” ส่วนในต่างประเทศมีฉายาว่า “Thai Phoon” (อ่านออกเสียงเหมือนคำว่า Typhoon – ไต้ฝุ่น) เนื่องจากไต่อันดับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำและเล่นด้วยความรวดเร็ว เป็นนักกีฬาสนุกเกอร์จากภูมิภาคเอเชียคนแรกที่ประสบความสำเร็จในการเล่นสายอาชีพ (ซึ่งต่อมาก็มีนักสนุกเกอร์จากฮ่องกงคือ มาร์โก ฟู เกาจุน และดิง จุง ฮุยจากประเทศจีน ที่สามารถเข้ามามีอันดับโลกอยู่ภายใน 16 คนแรกของโลก)

ได้แชมป์รายการแข่งขันรายการอาชีพสะสมคะแนนทั้งสิ้น 3 รายการ อันดับโลกที่สูงที่สุดคืออันดับที่ 3 ของโลกในช่วงฤดูกาลปี 1994/95 โดยเป็นรองเพียง สตีเฟน เฮนดรี้ และ สตีฟ เดวิส เท่านั้น นอกจากนี้ต๋องยังเป็นนักสนุกเกอร์คนที่ 8 ของโลกที่สามารถทำเงินรางวัลได้มากกว่า 1 ล้านปอนด์ ปัจจุบันทำรายได้ทั้งหมดจากการแข่งขันอาชีพ 1.75 ล้านปอนด์

ช่วงที่ต๋องสามารถทำผลงานได้ดีนั้นอยู่ในช่วงกลางทศวรรษของปี 90 ได้รับการคาดหวังจากผู้คนรอบด้านทั้งจากภายในประเทศและสื่อต่างประเทศ จนกระทั่งหลังจากฤดูกาล 1997 ฟอร์มของต๋องก็เริ่มตกลงไปอย่างน่าใจหาย จนในปี 1999 อันดับโลกของต๋องก็หลุดจาก 16 คนแรกของโลกหลังจากอยู่ในอันดับ 1-16 มาได้ 7 ปี จนมาถึงฤดูกาลปี 2007/08 อันดับโลกอย่างไม่เป็นทางการในฤดูกาลนั้นคืออันดับที่ 64 และเป็นที่แน่นอนแล้วว่าหลังจากจบรายการชิงแชมป์โลกประจำฤดูกาล ซึ่งต๋องไม่สามารถชนะในรอบคัดเลือกได้

ทำให้อันดับโลกของต๋องจะต้องหลุดจากอันดับ 64 ของโลกเป็นที่แน่นอนแล้ว และส่งผลให้ต๋องต้องหลุดจากมือวางที่ได้สิทธิ์แข่งขันอาชีพที่ประเทศอังกฤษทันทีหลังจากเดินทางบนเส้นทางสายนี้มายาวนานเกือบ 2 ทศวรรษ แต่หลังจากต๋องสามารถคว้าแชมป์รายการ Asian Championship ในช่วงกลางปี 2009 ที่จัดการแข่งขันที่ประเทศจีน โดยเอาชนะคู่แข่งขันคือ Mei Xiwen ไปได้ 7-3 เฟรม ทำให้ในฤดูกาลปี 2009/10 ต๋องได้กลับไปเล่นสนุกเกอร์อาชีพที่ประเทศอังกฤษอีกครั้ง

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

วิมเบิลดัน

การแข่งขันเทนนิสที่ยิ่งใหญ่มีมนต์ขลังที่สุดในโลก ต้องยกให้ “วิมเบิลดัน” โดยในปีนี้กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน -11 กรกฎาคม

 เทนนิส วิมเบิลดัน รายการ แข่งขัน ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นศึกแกรนด์สแลมที่ 3 ของปี ถัดจากออสเตรเลียนโอเพน และเฟรนช์โอเพน ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยรายการ ยูเอสโอเพน

เสน่ห์ของ “วิมเบิลดัน” ที่ยังคงเอกลักษณ์ คือเป็นการแข่งขันแกรนด์สแลมรายการเดียวในปัจจุบันที่แข่งขันบนคอร์ทหญ้า และผู้เล่นต่างต้องสวมชุดขาว

ตำนานความยิ่งใหญ่และเรื่องราวของศึกเทนนิสรายการนี้มีมากมาย แต่หากจะนับถึงความสุดยอดและเหลือเชื่อที่สุด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1985 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน

เมื่อไอ้หนูวัย 17 จากเยอรมัน “บอริส เบ็คเกอร์” ที่เทิร์นโปรเล่นอาชีพมาแค่ปีเดียวกลับผงานคว้าแชมป์ยิ่งใหญ่ ด้วยวัยที่น้อยที่สุด 17 ปี 227 วัน จนกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์กีฬาโลกของวงการเทนนิสวิมเบิลดันที่ไม่มีใครทำได้

บอริส เบคเกอร์

แทบทุกปีเมื่อการแข่งขันเทนนิสรายการสำคัญนี้กลับมาบรรจบ หลายคนต้องพูดถึงปรากฏการณ์ “บอริส เบคเกอร์” แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีทำได้ใกล้เคียง และไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้หรือไม่

เป็นบันได 3 ขั้น สู่ความสำเร็จใน 3 ปีที่เกิดขึ้นได้ยาก นับจากแข่งขันสมัครเล่นในวัย 15 ต่อมาอายุ 16 เทิร์นโปรเป็นนักเทนนิสอาชีพ ก่อนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการเทนนิสโลกด้วยแชมป์แกรนด์สแลมรายการยิ่งใหญ่ “วิมเบิลดัน” ในอายุ 17 หลังเล่นอาชีพในปีเดียว

 ก่อนพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งจิง ด้วยการสานต่อความยิ่งใหญ่โดยการรักษาแชมป์ “วิมเบิลดัน” สำเร็จในปีต่อมาด้วยวัย 18 ในปี 1986 และคว้าแชมป์สมัยที่สามในอีก 3 ปีต่อมา

 นอกจากนี้ยังสามารถคว้าแชมป์รายการแกรนด์สแลมจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น อีก 2 สมัย และแชมป์ ยูเอส โอเพ่น 1 สมัย  มีเพียงแกรนด์สแลมคอร์ตดินรายการเดียวคือ “เฟรนช์ โอเพ่น” ที่ไม่สามารถหยิบแชมป์ได้ ทำดีที่สุดคือการเข้ารอบรองชนะเลิศ 3 ครั้ง

 นอกเหนือประสบความสำเร็จส่วนตัว ในฐานะชาวเยอรมัน “บอริส เบคเกอร์” ยังทำผลงานในนามทีมชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทอง กีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ในการแข่งขันประเภทชายคู่ โดยคู่กับ มิชาเอล สติช

และที่สำคัญคือการพาทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์เดวิส คัพ การเทนนิสประเภททีมชิงแชมป์โลก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แถมเป็นแชมป์สองสมัยติดต่อกันในปี 1988-1989

 จุดขายอันเป็นเครื่องหมายการค้าของ “เบคเกอร์” คือการตีลูกที่หนัก จนได้ฉายา “ไอ้ปืนใหญ่” เป็นนักเทนนิสถนัดขวาและตีแบ็คแฮนด์ด้วยมือเดียว ถือเป็นการเล่นด้วยพรรสวรรค์ เป็นที่ตั้ง

 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะซึมซับการเล่นเทนนิสมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจาก “คาร์ล ไฮซ์ เบคเกอร์” พ่อของ “บอริส เบคเกอร์” มีอาชีพเป็นสถาปนิก เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เทนนิสในเมืองไลเมน ประเทศเยอรมันบ้านเกิดทำให้ “เบคเกอร์” เรียนรู้การเล่นเทนนิส ตั้งแต่จำความได้

 ในวัย 7 ขวบ “เบคเกอร์” เข้าไปเป็นสมาชิกของทีม “บาเดน เทนนิส เอสโซซิเอชั่น” เพื่อร่วมฝึกซ้อมและเรียนรู้อย่างจริงจัง ร่วมแข่งขันเทนนิสเยาวชนเยอรมันครั้งแรกเป็นสามารถคว้าแชมป์มาครอบได้

 เมื่อวัยเพียง 11 ขวบ ในปี 1978 “เบคเกอร์” ลาออกจากโรงเรียนในระดับประถม เพื่อเข้าเรียนเทนนิสเป็นหลักกับสหพันธ์เทนนิสเยอรมัน โดยมีโค้ชคู่ใจคือ “กินเธอร์ บอส” ชาวเยอรมันที่เกิดในโรมาเนีย เมื่อฝีมือแกร่งกล้าจึงเริ่มออกตระเวณแข่งขัน โดยในช่วงแรก “เบคเกอร์” ถนัดในการเล่นประเภทชายคู่ ร่วมกับทีมกวาดแชมป์ระดับเยาวชนหลายรายการ

 กระทั่งเมื่อโตขึ้นจึงหันมาเล่นในประเภทเดี่ยว และลุยในระดับสมัครเล่นเพียงปีเดียว ก็เข้าสู่นักเทนนิสอาชีพในวัย 16 ปี

 ปีต่อมาแทบไม่มีใครคาดคิดว่า “บอริส เบคเกอร์” จะสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นเยอรมันคนแรกผงาดคว้าแชมป์ชายเดี่ยววิมเบิลดัน ด้วยเอาชนะ “เควิน เคอร์เรน” 3-1 เซต พร้อมสร้างสถิติเป็นแชมป์ชายเดี่ยวแกรนด์สแลมชายที่อายุน้อยที่สุดที่อายุ 17 ปี 227 วัน

 ก่อนที่จะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการป้องกันแชมป์ในปีต่อมาโดยการปราบมือ 1 โลกเวลานั้น “อีวาน เลนเดิ้ล” นักเทนนิสเช็ก หลังจากสู้กันมาธารอนถึง 5 เซต

 แต่น่าเสียดายในปี 1987 “เบคเกอร์” ตกรอบสองหลังพ่ายพลิกให้ “ปีเตอร์ ดูฮาน” มือรองบ่อนของออสเตรเลีย

 แต่แล้วในปีต่อมา “เบ็คเกอร์” กลับมาเล่นชิงชนะเลิศอีกครั้ง แต่ทำได้แค่รองแชมป์หลังพ่ายให้กับ “สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก” มือ 2 โลกจากสวีเดน

 เก็บความแค้นมาปีเต็ม “เบคเกอร์” เข้าชิงชนะเลิศกับ “เอ็ดเบิร์ก” อีกครั้งในปี 1989 และสามารถล้างแค้นสำเร็จ พร้อมคว้าแชมป์ “วิมเบิลดัน” เป็นสมัยที่สามอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะไปกระชากรายการแกรนด์สแลม “ยูเอส โอเพ่น” อีกรายการด้วยการชนะ “อีวาน เลนเดิ้ล”

 ในปี 1990 เบคเกอร์ พบกับ เอ็ดเบิร์ก เป็นปีที่สามติดต่อกันในการแข่งขันวิมเบิลดันรอบชิงชนะเลิศ การแข่งขันดุเดือดและสูสีสู้กันถึง 5 เชต ก่อน “เอ็ดเบิร์ก” ชนะไปในที่สุด

 หลังจากนั้น “เบ็คเกอร์” แทบไม่ได้เข้าใกล้แชมป์ “วิมเบิล” สมัยที่ 4 จนกระทั่งในปี 1997 เบ็คเกอร์ แพ้ พีต แซมปราส นักเทนนิสอเมริกันในรอบก่อนรองชนะเลิศที่วิมเบิล 8 คนสุดท้าย หลังจากการแข่งขันครั้งนั้น ประกาศเลิกเล่น ก่อนจะคืนคำกลับมาอีกครั้งหลังหายไปสองปี ในปี 1999 แต่ก็ตกรอบ 4 เมื่อพ่ายให้กับ “แพทริค ราฟเตอร์” นักเทนนิสออสซี่จึงประกาศเลิกเลินอีกครั้งขณะวัย 32 ปี

 ตลอดอาชีพ “เบคเกอร์” คว้าแชมป์ชายเดี่ยว 49 รายการ และอีก 15 รายการจากประเภทชายคู่ ทำเงินรางวัลกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบพันล้านบาท เป็นอันดับ 13 ของนักเทนนิสที่ทำเงินรายได้สูงสุดตลอดกาล

 หลังวางมือจากวงการเทนนิสอาชีพ “บอริส เบคเกอร์” ทำงานเป็นผู้บรรยายรายการโทรทัศน์ พร้อมก่อนหันไปเป็นโค้ชสอนให้กับ “โนวัค โจโควิช” มือ 1 โลกคนปัจจุบันนานถึง 3 ปี ก่อนใช้ชีวิตเสเพล ดื่มสุราอย่างหนักทำให้ชีวิตตำต่ำ กระทั่งหย่าร้างกับภรรยานางแบบคนดังชาวดัตซ์ “บาร์บาร่า ลิลลี่”

 กระทั่งถูกศาลในกรุงลอนดอนสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวที่ลงทุนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสเปน ทำให้มีหนี้สินมูลค่าสูงถึง 44 ล้านปอนด์ หรือราวเกือบ 2 พันล้านบาท

 ล่าสุด “เบคเกอร์” ตกเป็นข่าวดังอีกครั้งเมื่อประกาศขายถ้วยแชมป์วิมเบิลดันออกมาขายในราคาสูงถึง 1 ล้านปอนด์ เพื่อหาเงินมาใช้จ่าย

 ปัจจุบันตำนานวิมเบิลดัน พักอาศัยอยู่ที่ลอนดอนและยังรับงานผู้บรรยายกีฬาโดยเฉพาะเทนนิส เพราะแม้ว่าชีวิตจะตกต่ำเพียงใด

 แต่ความเป็น “ตำนาน” ยังขายได้เสมอ

                       

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

“3 เกมล่าสุดที่เล่นที่นี่ พวกเรายิงไปถึง 16 ประตู … ดังนั้นวันเสาร์นี้ ผมต้องการคนมาชมเกมของเรามากกว่านี้ … ได้โปรด เราอยากได้แฟนบอลเข้าสนามเพิ่ม เพราะเราจะต้องเหนื่อยแน่”

นี่คือสิ่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พูดเชิงขอร้องแฟนบอลของพวกเขาให้เข้ามาชมเกมในเวลาที่ทัพเรือใบสีฟ้าเล่นเป็นทีมเหย้า และหลังจากประโยคนี้ … ซิตี้ ทำได้แค่เสมอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 … โดยที่ผู้ชมยังไม่เต็มความจุเหมือนเช่นเคย

ว่ากันด้วยตัวเลขเป็นอย่างไร ? 

การหาข้อเท็จจริงที่ดีที่สุดคือการใช้หลักฐานยืนยัน และหลักฐานที่ชัดเจนไม่มีอะไรมากกว่าไปตัวเลขอีกแล้ว สนาม ฟุตบอล “เอติฮัด สเตเดียม” หรือในชื่อเดิม “ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดียม” สนามแห่งนี้มีความจุทั้งหมด 55,017 คน และถือเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ในพรีเมียร์ลีก และติดท็อป 10 สนามฟุตบอลทั่วสหราชอาณาจักร

มันเป็นพื้นฐานกับทุกสโมสรคือเมื่อเลือกใช้สนามที่ใหญ่ขึ้น ย่อมมีเหตุผลมาจากพวกเขามีฐานแฟนบอลที่เพิ่มขึ้น แล้ว ซิตี้ ล่ะ ? มีแฟนบอลเพิ่มมากขนาดไหนก่อนจะมาเริ่มใช้สนามแห่งนี้ในปี 2003

แฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ ได้ชื่อว่ามีฐานแฟนบอลท้องถิ่นจากแคว้น Greater Manchester จากการสำรวจของสื่อท้องถิ่นอย่าง Manchester Evening News (MEN) พบว่า แฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ ส่วนใหญ่ที่เป็นคนท้องถิ่นอยู่ค่อนไปทางตะวันออก กินพื้นที่เมือง สต็อกพอร์ต, เทมไซด์, และ โอลด์แฮม

ซึ่งหากวัดกับตัวเลขที่ เอติฮัด สเตเดียม ณ ปัจจุบัน หรือล่าสุดกระทั่งฤดูกาล 2021-22 จากความจุทั้งหมดราว 55,000 คน แฟน ซิตี้ เข้ามาเชียร์เกมเหย้าในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 51,857 คน คิดเป็น 94.3% ของความจุแบบเต็มจำนวน

จากตัวเลขตั้งแต่อดีตราว 30-40 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน พอจะบอกได้ว่าแฟนท้องถิ่นของ ซิตี้ นั้นมีจำนวนที่เยอะอยู่แล้ว แต่การดันยอดมาถึง 94% ของความจุของสนามใหม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาได้ฐานแฟนบอลเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะจากท้องถิ่นหรือฐานแฟนบอลทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งแปลกใจที่ เป๊ป จะต้องการแฟน ๆ มากกว่านี้ในเกมเหย้า และรู้สึกว่ามีคนน้อยเกินไปในช่วงโปรแกรมยุโรป เพราะอันที่จริง ในเกมระดับที่ ยูฟ่า รับรองนั้น จำนวนแฟนบอลในสนามจะลดลงตามปกติ เพราะจะไม่มีการอนุญาตให้ขายตั๋วยืนกับแฟนบอล ดังนั้นตั๋ว 1 ใบ จะเท่ากับ เก้าอี้นั่ง 1 ตัว รวมถึงมีการกันเก้าอี้บางส่วนไว้เป็น “เขตกันชน” ระหว่างแฟนบอลของทั้งสองฝั่ง ซึ่งทำให้ความจุผู้ชมลดลง โดยสำหรับ เอติฮัด สเตเดียม ในเกมยุโรป ความจุสูงสุดจะเหลือเพียง 53,000 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ย้อนกลับไปในเกมกลางสัปดาห์นั้น แฟนบอลของ ซิตี้ ก็จะลดหายไปเป็นปกติอยู่แล้ว และแทบจะไม่มีเกมที่มีแฟนบอลเต็มความจุเลยหากไม่เจอกับทีมใหญ่ โดยในปี 2018 มีแฟนบอลเข้าสนาม เอติฮัด ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก พบ ลียง จำนวน 40,000 คน และปีต่อมากับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค มีแฟนบอลเข้าสนามเพียง 30,270 คนเท่านั้น

มันค่อนข้างชัดเจนเลยว่าจริง ๆ แล้ว แฟน แมนฯ ซิตี้ นั้นไม่ได้มีน้อย หรือเข้าสนามน้อยอย่างที่คิด แม้การเข้าชมเกมพรีเมียร์ลีกในเอติฮัดจะถือว่าเป็นลำดับ 12 หากเทียบกับอีก 19 ทีมในลีก แต่ถ้ามองในแง่ตัวเลขก็มีคนดูหายไปเพียง 6% ของความจุสนามเท่านั้น

ถ้าเทียบกับทีมใหญ่อื่น ๆ เป็นเช่นไร ? 

สิ่งเดียวที่ทำให้ ซิตี้ โดนล้อเลียน ณ เวลานี้ก็คือเรื่องของแฟนบอลนั่นแหละ ในขณะที่แฟนบอล ซิตี้ หายไปเกือบ ๆ 15,000 คน ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2021-22 กับ แอร์เบ ไลป์ซิก โดยมีผู้ชมเพียง 38,062 คน เมื่อมองดูทีมในลีกเดียวกันที่ลงเล่นฟุตบอลยุโรปอย่าง ลิเวอร์พูล ก็จะเห็นความต่างได้มาก ๆ อย่างสนาม แอนฟิลด์ ที่จุคนดูได้ 54,000 คน ยังมีคนเข้าสนามถึง 51,445 คนเลยในเกมกับ เอซี มิลาน

คุณอาจจะคิดว่านี่อาจเกิดขึ้นเพราะคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล เป็นทีมใหญ่เหมือนกัน แถมยังมีปูมหลังที่เกี่ยวข้องกันในรายการนี้จึงอาจจะทำให้แฟน ๆ อยากเข้าชม แต่ก็อยากให้ลองมอง เชลซี ที่เปิดรังเหย้า สแตมฟอร์ด บริดจ์ ชนะ ทีมอย่าง เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก 1-0 โดยในเกมนั้นมีกองเชียร์เข้าสนาม 39,252 คน จากความจุทั้งหมด 41,837 คน

จะเห็นได้ว่า เชลซี เจอทีมจากลีกเล็กกว่า (ไลป์ซิก – เยอรมัน, เซนิต – รัสเซีย) ด้วยซ้ำ แต่แฟนบอลของพวกเขาก็ยังเข้าสนามด้วยเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่า แมนฯ ซิตี้ เยอะเลยทีเดียว

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง มันทำให้แฟน แมนฯ ซิตี้ โดนเรียกว่า “พลาสติกแฟน” (Plastic Fan) หรือแฟนบอลตัวปลอม ขยายความอีกขั้นก็คือ แฟนบอลที่เพิ่งเริ่มหันมาเชียร์เมื่อทีมมีตังซื้อนักเตะเก่ง ๆ จ้างกุนซือดี ๆ โดยที่ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะเชียร์ทีมอื่น ๆ มาก่อน

จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทีมที่ตัวเองชื่นชอบ และจะเป็นทีมไหนก็ได้บนโลก เพียงแต่ว่าแฟนฟุตบอลนั้นเป็นกลุ่มคนที่ชอบยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องของศักดิ์ศรีอยู่พอสมควร พวกเขาจะมีความภูมิใจมาก ๆ ที่ได้บอกว่า “ผมร่วมหัวจมท้ายมาพร้อม ๆ กับสโมสรนี้” 

พวกเขาเชียร์ตอนทีมตกชั้น เชียร์ตอนที่ทีมยังแข่งไปก็มีแต่แพ้ หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงความลำบาก ซึ่งในวันหนึ่งที่สโมสรประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกเขาคือ Real Fan หรือแฟนตัวจริง ไม่ใช่ พลาสติก หรือของปลอมทำเหมือน ที่หันมาเริ่มเชียร์ตอนทีมชนะ

ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่เขาพูดนั้นเท่จริงหรือไม่ ? มีศักดิ์ศรีมากกว่าคนอื่น ๆ แค่ไหน ? คำตอบนั้นไม่ตายตัว แล้วแต่คนจะคิด ต้องบอกแบบนั้นจึงจะดีที่สุด

คุณอาจจะคิดว่านี่อาจเกิดขึ้นเพราะคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล เป็นทีมใหญ่เหมือนกัน แถมยังมีปูมหลังที่เกี่ยวข้องกันในรายการนี้จึงอาจจะทำให้แฟน ๆ อยากเข้าชม แต่ก็อยากให้ลองมอง เชลซี ที่เปิดรังเหย้า สแตมฟอร์ด บริดจ์ ชนะ ทีมอย่าง เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก 1-0 โดยในเกมนั้นมีกองเชียร์เข้าสนาม 39,252 คน จากความจุทั้งหมด 41,837 คน

จะเห็นได้ว่า เชลซี เจอทีมจากลีกเล็กกว่า (ไลป์ซิก – เยอรมัน, เซนิต – รัสเซีย) ด้วยซ้ำ แต่แฟนบอลของพวกเขาก็ยังเข้าสนามด้วยเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่า แมนฯ ซิตี้ เยอะเลยทีเดียว

พวกเขาเชียร์ตอนทีมตกชั้น เชียร์ตอนที่ทีมยังแข่งไปก็มีแต่แพ้ หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงความลำบาก ซึ่งในวันหนึ่งที่สโมสรประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกเขาคือ Real Fan หรือแฟนตัวจริง ไม่ใช่ พลาสติก หรือของปลอมทำเหมือน ที่หันมาเริ่มเชียร์ตอนทีมชนะ

ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่เขาพูดนั้นเท่จริงหรือไม่ ? มีศักดิ์ศรีมากกว่าคนอื่น ๆ แค่ไหน ? คำตอบนั้นไม่ตายตัว แล้วแต่คนจะคิด ต้องบอกแบบนั้นจึงจะดีที่สุด

 

 

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

โบกมือลาบ้านเกิดและครอบครัวตั้งแต่อายุ 14 ปี, ใช้ชีวิตลำพังในสหรัฐอเมริกาด้วยเงินไม่ถึง 2,000 บาทต่อเดือน, กินโดนัทลดราคาชิ้นละ 8 บาท ประทังชีวิต, เข้าเรียนร่วมกับลูกหลานซีอีโอ, ตระเวนเล่น บาสเกตบอล กับ 4 มหาวิทยาลัย, ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร และเซ็นสัญญามูลค่ามากกว่า 80 ล้านบาท ในฐานะนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอาชีพ

นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ แซมมิส เรเยส ผู้เล่นตำแหน่งปีกในชาวชิลีของ วอชิงตัน ฟุตบอล ทีม อดีตนักบาสเกตบอลมหาวิทยาลัยที่ไปไม่รอดบนเส้นทางเก่า แต่กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เพราะความสู้ไม่ถอยของตัวเอง

หากไม่ใช่เพราะ “ความฝัน” ที่อยากประสบความสำเร็จบนเวทีบาสเกตบอล เรเยสคงไม่ยอมโบกมือลาบ้านเกิด เพื่อมาเผชิญชะตาชีวิตเพียงลำพังในต่างแดน แม้จะเป็นประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา แต่ชีวิตของนักเรียนทุนนักกีฬาคนนี้ไม่ง่ายเลย

เรเยสต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในหอพักนักเรียน โดยมีเพียงโค้ชประจำทีมบาสเกตบอลที่จะแวะมาดูแลความเป็นอยู่ของเขาสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งนี้ไม่ได้ออกทุนให้ เรเยสจึงต้องเอาตัวรอดในแต่ละเดือนด้วยเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 1,600 บาท ที่ครอบครัวส่งมาในแต่ละเดือน

พนักงานส่งอาหาร สู่ นักกีฬา NFL

ความจริงแล้ว แซมมิส เรเยส ยังรักกีฬาบาสเกตบอลเต็มหัวใจ และอยากใช้เวลากับมันให้นานที่สุด เขาเริ่มเปิดคอร์สสอนกีฬาบาสเกตบอลแก่ผู้ที่สนใจ โดยขณะเดียวกัน เขาเริ่มกลับมาฝึกฝนกีฬาอเมริกันฟุตบอลอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2020 ในแคมป์ฝึกซ้อมที่เมืองแอชเบิร์น รัฐเวอร์จิเนีย

ทุกอย่างกำลังไปได้สวย กระทั่งการมาถึงของวิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้คอร์สสอนบาสเกตบอลของเขาต้องหยุดชะงักลง เรเยสที่ค่าใช้จ่ายรัดตัว ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหางานประจำทำเพื่อเอาตัวรอด ขณะที่เขายังฝึกซ้อมอเมริกันฟุตบอลต่อไป

เรเยสจึงสมัครเป็นพนักงานขับรถแก่บริษัท DoorDash แพลต์ฟอร์มรับส่งอาหารในสหรัฐอเมริกา ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เขากำลังใช้ชีวิตหลังพวงมาลัย เพื่อตระเวนขับรถส่งอาหารทั่วเขตนอร์ท เวอร์จิเนีย ในช่วงเวลาว่างที่เขาไม่ได้ลงเล่นบนสนามฝึกซ้อม

“เมื่อคุณทำงานบริการ ผู้คนมากมายจะกลับมาช่วยเหลือคุณ” เรเยสพูดสิ่งที่ได้รับจากประสบการณ์พนักงานส่งอาหาร

“ผมได้รับคำแนะนำดี ๆ จำนวนมาก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม ผมพยายามตอบข้อความลูกค้า และนายจ้างทุกคนที่ผมรู้จัก ผมพยายามยิ้มกว้างและจริงใจกับทุกคน ซึ่งสุดท้าย การกระทำตรงนี้มันกลับมาตอบแทนผม”

เมื่อสถานการณ์โควิดในสหรัฐอเมริกาเริ่มดีขึ้น เรเยสเดินหน้าเต็มตัวบนเส้นทางอเมริกันฟุตบอล เขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม NFL’s International Player Pathway Program หรือโปรแกรมที่ช่วยฝึกฝนนักกีฬาต่างชาติผู้มีพื้นฐานกีฬาอื่นสู่อเมริกันฟุตบอล โดยเขาเลือกเล่นในตำแหน่งปีกใน (Tight End) นอกจากนี้ เรเยสยังเข้าฝึกซ้อมเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ที่ IMG Academy ในรัฐฟลอริด้า

ความทุ่มเททุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตของเรเยสจะมีค่าหรือไม่ ถูกตัดสินในวันที่ 31 มีนาคม 2021 หรือวันแข่งขัน Pro Day ที่มหาวิทยาลัยฟลอริด้า ซึ่งจะเป็นวันที่ผู้เล่นหน้าใหม่นอกเหนือการดราฟต์ จะได้แสดงสมรรถภาพร่างกายต่อหน้าแมวมองจากบรรดาทีมในลีก NFL

เรเยสแสดงให้เห็นทุกอย่างที่เขามีในตัว ด้วยผลงาน 4.65 วินาที ในการวิ่งระยะ 40 หลา และยกน้ำหนัก 102 กิโลกรัม ด้วยท่า Bench-press ได้ถึง 31 ครั้ง เมื่อบวกกับผลการทดสอบด้านอื่นที่โดดเด่นไม่แพ้กัน เรเยสถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 11 ผู้เล่นน่าจับตาจาก Pro Day ที่ฟลอริด้า และได้รับความสนใจจากหลายทีมใน NFL

ท้ายที่สุด เรเยส เลือกเซ็นสัญญากับ วอชิงตัน ฟุตบอลทีม ที่กล้ายื่นสัญญายาว 3 ปี มูลค่า 2.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 81.5 ล้านบาทให้กับเขา ถือเป็นจำนวนเงินที่น่าเหลือเชื่อสำหรับชายหนุ่มชาวชิลี ที่ต้องกินโดนัทลดราคาเมื่อ 10 ปีก่อน และเพิ่งทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งอาหารเมื่อปีที่แล้ว

“มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง ผมนั่งลงและร้องไห้อยู่ราวครึ่งชั่วโมง เพราะผมไม่เชื่อว่าชีวิตของตัวเองจะบ้าคลั่งได้ขนาดนี้” เรเยสให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น หลังเซ็นสัญญาเป็นนักอเมริกันฟุตบอลอาชีพ

“นี่คือการเดินทางอันยาวนาน เป็นช่วงเวลา 10 ปีที่ผมเสียสละทุกอย่างในชีวิตและทำงานหนักมาตลอด ซึ่งมันไม่ใช่แค่ผมที่เสียสละ แต่รวมถึงครอบครัวของผมด้วย”

ขณะนี้ วอชิงตัน ฟุตบอลทีม ลงเล่นในฤดูกาล 2021 ไปแล้ว 2 เกม แซมมิส เรเยส ยังคงไม่ได้ลงสนามให้กับต้นสังกัด เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ นี่จึงเป็นบททดสอบอีกครั้งในชีวิตของเขา ถึงความไม่ง่ายบนเวทีอเมริกันฟุตบอล

แต่ถ้าคุณอ่านเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรเยสจะลุกขึ้นสู้กับอุปสรรค และท้าทายโชคชะตาของตัวเองอีกครั้ง น่าสนใจเหลือเกินว่า นักสู้ชาวชิลีคนนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหนบนเส้นทางความฝันครั้งใหม่ของเขา

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

นางฟ้า MMA แห่ง วัน แชมเปียนชิพ “ริเกะ อิชิเกะ” ออกอาการหัวร้อนจนต้องลุกขึ้นมาประณามเกรียนคีย์บอร์ดที่เข้าไปคอมเมนต์คุกคามทางเพศบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว

สำหรับ ริกะ อิชิเกะ นักสู้สายเลือดบูชิโด ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เธอมีจุดเด่นในเรื่องเชื้อชาติที่แตกต่างและหน้าตาที่น่ารักตามสไตล์สาวเลือดผสม จนได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนนักเรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแทนที่มันจะเป็นเรื่องดี เธอกลับตกเป็นเป้าหมายของนักเรียนบางกลุ่มบางคนที่ไม่พอใจ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกลั่นแกล้งเธอในรั้วโรงเรียน

จากคำพูดล้อเลียน กลายเป็นการเข้าถึงเนื้อถึงตัว หนักสุดคือการทำร้ายร่างกาย ริกะ ตัดสินใจหันหน้าไปพึ่งศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อ เธอหวังแค่ใช้ป้องกันตัวจากการถูกกลั่นแกล้ง และลดทอนปัญหาการใช้ชีวิตที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ผลลัพธ์จากการฝึกศิลปะการต่อสู้มันมากเกินกว่าที่เธอคาดหมายไว้

นักสู้หญิงลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไทย ร่ายยาวสั่งสอนมารยาทสังคมชาวโซเชียล โดยมีแฟนคลับแห่เข้าไปร่วมวงสวดยับชาวเกรียนพร้อมให้กำลังใจ ริกะ อย่างล้นหลาม

โดยต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ เริ่มจากที่ ริกะ โพสต์ภาพของตนที่กำลังฟิตซ้อมในชุดออกกำลังกายตามปกติ แต่มีเกรียนคีย์บอร์ดจำนวนหนึ่งเข้าไปคอมเมนต์เกี่ยวกับรูปร่างของเธอแบบเสียๆหายๆ เข้าค่ายล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศ ทำให้จอมบู๊สาววัย 32 ปี ทนไม่ไหวต้องออกมาป้องสิทธิสตรี โดยได้โพสต์ข้อความยาวเหยียดประณามพฤติกรรมดังกล่าว

“จากโพสต์ก่อนหน้านี้ โพสต์นี้ใครอ่านจบบ้างรายงานตัวหน่อยน้า! ขออนุญาต อธิบายทั้งหมดเพิ่มเติมนะคะ

1. แฟนเพจ และ IG Rika นี้เป็นพื้นที่เอาไว้ใช้ อัปเดตชีวิตประจำวัน ทั้งการซ้อม ไลฟ์สไตล์ และไว้ใช้พูดคุยกับแฟนๆของริกะ

2. หลายๆครั้งรูปที่เราลง มีคนชอบมา Comment ทั้งเรื่องของ รูปร่าง หน้าตา หรือแม้กระทั่ง ออกแนวหื่นกาม (แต่น้อยมากๆนะเอาจริง! เพราะคนส่วนใหญ่ มีมารยาท และรู้ว่าเราไม่โอเคกับสิ่งนี้ ซึ่งต้องขอบคุณแฟนๆที่น่ารักนะคะ)

3. ส่วนใหญ่เราก็จะบล็อกๆไปอะแหละ ขี้เกียจให้ค่า หรือตอบอะไร

4. แต่มันก็คือการปัดปัญหา หรือซุกปัญหาไว้ใต้พรม สุดท้ายก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆอยู่ดี

5. เราจึงออกมาพูด ปกป้องสิทธิ ด้วยสเตตัสที่สั้นมาก 555 หลายคน Get แต่อีกหลายคนกลับคิดว่า ทำไมจะพิมพ์ไม่ได้อะ? มันคือสิทธิและเสรีภาพของกูนะเว้ย! เป็นคนของสาธารณะต้องยอมรับให้ได้สิ! ต้องปล่อยชิลล์สิ! คิดซะว่าสีสัน!

6. ถึงตรงนี้อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจกับคำว่าสิทธิและเสรีภาพก่อนเลย มันแปลแบบย่อๆว่า เรามี “สิทธิและเสรีภาพ ” ที่จะพูดหรือจะทำอะไรต่างๆในสิ่งที่ “ไม่เดือดร้อน” หรือ “ก้าวล่วง” สิทธิคนอื่น **ไม่ว่าเค้าจะเป็น “คนทั่วไป” หรือ “คนสาธารณะ” ก็ตาม

7. อีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องมารยาททางสังคม ทั้งในโลกความจริงและบนโซเชียล คนไทยเคยชินกับการทักทายหรือล้อเลียนด้วยคำว่า อ้วน ผอม ดำ แก่ สิว ฯลฯ ซึ่งเป็นการเหยียดรูปลักษณ์ภายนอก จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เอาจริงๆ เวลาที่คุณโดนคนทักแบบนี้ ไม่มีใครรู้สึกดีหรอกจริงมั้ยคะ แล้วทำไมยังต้องทำแบบนี้กับคนอื่นด้วย?

7.1 รอบๆตัวของริกะ สังคมที่ริกะอยู่มีคนต่างชาติหลากหลายประเทศ ไม่มีใครเค้ายึดติดกับรูปลักษณ์หรือเอามาทักกันให้เสียความรู้สึกเลยด้วยนะ
***ที่สำคัญ คือเราชอบรูปร่างหน้าตาในแบบที่เป็นอยู่มากนะ ถ้าไม่เราไม่โอเค เดี๋ยวเราก็เปลี่ยนแปลงจัดการเองแหละ

**เอาไว้เรื่องเกี่ยวกับการเหยียดนี้จะเขียนแยกให้อ่านกันนะคะ

8. และเรื่องที่ต้องให้เราออกมาพิมพ์อะไรยาวๆครั้งนี้ ก็คือเรื่อง Sex Harassment หรือ คำพูดเชิงหื่นกาม ที่มันไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ทั้งชายและหญิง ทั้งต่อหน้า และบนโซเชียล มันไม่ใช่เรื่องที่ควรยอมรับหรือปล่อยผ่านเลยสักนิด มันเป็นการ “ละเมิดสิทธิ” คนอื่น ซึ่งเราโดนมาเยอะมากๆ ทั้งที่เป็นแค่นัก กีฬา ไม่ได้เป็นสายไอดอลสายเซ็กซี่อย่างใด (ถึงเป็นอดซซ ก็ไม่ควรโดนนะ)

9. การที่เราออกมาพูด ก็เพราะอยากเตือนสติใครหลายๆคนว่า ก่อนจะพิมพ์อะไร ลองคิดง่ายๆว่าถ้าคำพูดแบบนี้ มันเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวคุณ แม่ พี่สาว น้องสาว แฟนของคุณ หรือตัวคุณเอง คุณจะรู้สึกยังไง แล้วคุณจะยัง React (ตอบสนอง) แบบที่มันเกิดขึ้นกับริกะรึเปล่า มันไม่ใช่แค่ทำให้คนรู้สึกแย่ แต่ยังผิดกฎหมายด้วยนะ!

10. สุดท้ายนี้อยากจะฝากคำคมให้คิดนิดนึง

If you don’t have anything nice to say, don’t say anything at all.
ถ้าคุณไม่มีอะไรดีๆจะพูด
ก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า

**ที่พิมพ์มาทั้งหมดก็อยากให้สังคมของเราดีขึ้น และอยากให้แฟนๆหลายคนของริกะได้เข้าใจ และไม่ไปทำแบบนี้กะคนอื่นอีก เพราะห่วง เพราะแคร์ เลยออกมาพูดนะ #mybodymychoice #RikaTinyDoll”

 

รวมดาราโลก vs อิตาลี แมตช์ในฝัน

รวมดาราโลก vs อิตาลี แมตช์ในฝัน

รวมดาราโลก vs อิตาลี แมตช์ในฝัน

รวมดาราโลก vs อิตาลี แมตช์ในฝัน

ฟุตบอลในโลกแห่งความจริงสร้างความสุขได้มากแค่ไหน ฟุตบอลในเกมก็คงทำได้ไม่แพ้กัน นั่นคือเหตุผลที่เด็กผู้ชายหลายคนติดเกมฟุตบอลอมตะอย่าง Winning Eleven กันตั้งแต่เป็นเด็กน้อยจนกลายเป็นเด็กหนวด

โลกแห่งเกมสวยงามเสมอ หยิบจับเอา นักเตะ ที่ตัวเองชอบมายัดรวมไว้ทีมเดียวกันและพาทีมคว้าแชมป์ แค่นี้ก็ฟินสุด ๆ แล้ว

อย่างไรก็ตามในปี 1998 เหตุการณ์ที่ใกล้เคียงกับวิดีโอ เกม ที่สุดก็เกิดขึ้นบนโลกแห่งความจริง เมื่อเหล่าทวยเทพมารวมตัว นักเตะที่แฟน ๆ ไม่คิดว่าจะได้เห็นพวกเขามารวมตัวอยู่ในทีมเดียวกันในฐานะทีมรวมดาราโลก

และนี่คือทีมรวมดาราโลกที่แท้ทรูไม่มีจกตา เป็นการพบกันของนักเตะแห่งยุคจริง ๆ  เก่งจริง ดังจริง ทั้ง โรนัลโด้ R9, กาเบรียล บาติสตูตา และ ซีเนดีน ซีดาน รวมไปถึงคนอื่นอีกมากมาย

ออลสตาร์ในเกม กับ โลกแห่งความจริง

ขึ้นชื่อว่าเกมอะไรก็ง่ายและเป็นไปได้ทั้งหมด มันคือโลกสมมุติที่คุณจะจัดให้นักเตะคนไหนมาอยู่ในทีมของคุณก็ได้ อย่างไรก็ตามสำหรับคอวินนิ่ง (Winning Eleven หรือ Pro Evolution Soccer ในเวลาต่อมา หรือ eFootball ในปัจจุบัน) ต่างรู้กันดีว่าทีมรวมดาราในความทรงจำนั้นเคยเกิดขึ้นหนึ่งครั้ง ในตัวเกมวินนิ่งภาค 3 ซึ่งในภาคนั้นหากใครรู้วิธีทำสูตรเรียกทีมลับออกมา คุณจะได้พบกับ 2 ทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุด

บน บน ล่าง ล่าง ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา … นี่คือวิชาลับที่ใครก็รู้กัน หากกดสูตรนี้ในเกมของค่าย Konami คุณจะได้บางสิ่งที่พิเศษกว่าการเล่นทั่วไป สำหรับ วินนิ่ง 4 สูตรดังกล่าวจะทำให้คุณได้ทีมรวมดารา 2 ทีม นั่นคือรวมดารายุโรป (สีน้ำเงิน) และรวมดาราโลก (สีเหลือง) นั่นเอง

ทีมยุโรปจะเต็มไปด้วยนักเตะที่กำลังพีคในยุคนั้น ไล่ตั้งแต่หลังไปหน้า ปีเตอร์ ชไมเคิล, ราอูล กอนซาเลซ, ซีเนดีน ซีดาน, โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ, ดาวอร์ ซูเคอร์ และ ไมเคิล โอเว่น คือตัวแทนของความบันเทิงที่เหมาะสำหรับทุกคน ชอบตัวเทคนิคก็มีพร้อม ชอบตัวสปีด 9 วิ่งเร็วปานจรวดก็มีให้

แต่ที่สุดยอดจริง ๆ คือทีมรวมดาราสีเหลือง หรือที่ในเกมใช้ชื่อทีมว่า World XI ต่างหาก เพราะนี่คือการรวมเอาไอคอนความโหดของนักเตะที่ดีที่สุดในเกมมารวมกัน โรแบร์โต้ คาร์ลอส, โรนัลโด้, กาเบรียล บาติสตูตา และ แพทริก เอ็มโบม่า … แค่นี้ก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว 2 นักเตะที่วิ่งเร็วที่สุดในเกม รวมกับอีก 2 นักเตะที่ยิงแบบวัวตายความล้ม นั่นทำให้ทีมสีเหลืองถือว่ารวมสุดยอดขุุนพลระดับตำนานที่สร้างความฟินเป็นปรากฏการณ์ได้อย่างแท้จริง

นั่นคือโลกแห่งวิดีโอเกม … อย่างไรก็ตามทีม ๆ นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกฟุตบอลของจริงทั้งสิ้น สิ่งที่หลายคนไม่รู้คือ รวมดาราโลก หรือ World XI เคยมีทีมจริง และมีมาตั้งแต่ราว ๆ 80 ปีก่อนแล้วอีกต่างหาก

เรื่องราวของทีม World XI บนโลกแห่งความจริงนั้น เกิดขึ้นจากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือ FIFA ตั้งแต่ปี 1938 หรือหลังจากที่ฟุตบอลโลกเริ่มแข่งขันไปได้เพียง 3 ครั้งเท่านั้น (ฟุตบอลโลกครั้งแรกจัดขึ้นในปี 1930)

ย้อนกลับไปในช่วงเวลาดังกล่าว FIFA ไม่ได้มีชาติสมาชิกมากมายเหมือน ณ ปัจจุบัน ดังนั้นการจูงใจของ FIFA เพื่อรวบรวมสมาชิกจากชาติทั่วโลกจึงจำเป็นจะต้องมีการสมนาคุณกันสักหน่อย ด้วยการให้สิทธิพิเศษหลาย ๆ อย่าง นอกจากจะได้เล่นในรายการที่ FIFA รับรอง มีเงินสนับสนุบการพัฒนาทีมแล้ว สิทธิ์ในการแข่งขันกับทีมรวมดาราโลกก็อยู่ใน 1 ผลประโยชน์ที่ FIFA มอบให้สมาชิกเช่นกัน

ชาติแรกที่ได้รับสิทธิ์ลงเล่นกับทีมรวมดาราโลกคือ ทีมชาติอังกฤษ … ข้อมูลจากหนังสือ Soccer in the 1930s: Simple or Sublime? โดย แจ็ค โรลลิน ระบุว่า เกมเมื่อปี 1938 ทีมชาติอังกฤษ เปิดบ้านชนะ รวมดารายุโรป (ซึ่งบางครั้งก็เรียกเป็น รวมดาราโลก) 3-0

นอกจากนี้ ยังมีเกมที่ รวมดาราโลก พบกับ สหราชอาณาจักร ที่สกอตแลนด์เมื่อปี 1947 เฉลิมฉลองการที่ 4 ชาติผู้ให้กำเนิดกีฬาลูกหนัง (อังกฤษ, สกอตแลนด์, เวลส์, ไอร์แลนด์เหนือ) กลับเข้าเป็นสมาชิกของ FIFA และ รวมดาราโลก พบ อังกฤษ ฉลองครบ 90 ปี ของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ เมื่อปี 1953

แต่เกมที่ FIFA ระบุว่าคือเกมแรกของทีมรวมดาราโลก หรือ World XI อย่างเป็นทางการ คือเกมที่ทีมชาติอังกฤษ เปิดสนามเวมบลีย์ ชนะ World XI 2-1 ฉลองครบรอบ 100 ปีของเอฟเอเมื่อปี 1963 และหลังจากนั้นก็มีการจัดทีม FIFA World XI มาลงแข่งขันตามวาระต่าง ๆ ของชาติสมาชิกเรื่อยมาไปจนถึงงานการกุศลต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม ทีมรวมดาราโลก ในช่วงเวลาต่าง  ๆ นับตั้งแต่ครั้งแรก ก็แทบไม่มีใครคนไหนเรียกได้ว่าเป็นออลสตาร์ระดับโลก กล่าวคือเป็นการรวมเอานักเตะทีดีที่สุด ไม่ว่าจะทั้งในเรื่องของภาพลักษณ์ ความสามารถ และความสำเร็จก็ตาม

ครั้งแรก ๆ FIFA มักจะใช้นักเตะในยุโรปลงเล่นในฐานะรวมดาราโลก เนื่องจากรวมตัวกันง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ขณะที่หลังจากที่ยุคที่การคมนาคมสามารถเชื่อมต่อกันได้ทั้งโลกแล้ว การรวมเอานักเตะตัวเป้งมาเจอกันในสนามก็ยังเป็นเรื่องยากอีกอยู่ดี เพราะบางคนก็ขอถอนตัว ไม่เข้าร่วม  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม เพราะนี่ไม่ใช่กิจกรรมบังคับที่ FIFA สามารถบังคับนักเตะได้ พวกเขาต้องเต็มใจที่จะมาเล่นเกมนี้กันเองเท่านั้น ดังนั้นมันจึงยากมาก ๆ ที่จะได้เห็นการจัดเต็มแบบไม่มีกั๊กสำหรับตัวนักเตะของทั้ง 2 ทีมที่ต้องพบกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติแม่งานหรือทีมรวมดาราโลกก็ตาม

แต่ที่สุดแล้วแมตช์ในฝันก็เกิดขึ้นจริง ๆ เมื่อปี 1998 เพราะมันคือวันที่เราได้เห็นทีมรวมดาราโลกที่ดีที่สุดเท่าที่เคยจัดเกมการกุศลมา vs หนึ่งในทีมแถวหน้าของโลกฟุตบอลอย่าง อิตาลี นั่นเอง

และนี่คือหนึ่งความทรงจำที่ประทับใจไม่รู้ลืม จากวันที่โลกแห่งวินนิ่งมาบรรจบกับโลกแห่งความเป็นจริงอย่างลงตัว แม้จะให้ดูย้อนหลัง ณ วันนี้ก็ยังคลาสสิกไม่เสื่อมคลาย