Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

Powerlifting ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

กีฬา ยกน้ำหนัก เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาความหวังของกองเชียร์ชาวไทย ที่ชวดลงคว้าเหรียญรางวัลใน โอลิมปิก ครั้งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย หลังจากโดนลงโทษแบนห้ามร่วมทำการแข่งขัน ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม พาราลิมปิกเกมส์ ที่โตเกียว ก็ยังเป็นอีกครั้งที่เราได้มาลุ้นเหรียญรางวัลกันอย่างเต็มที่ หลังจากทัพนักกีฬาไทยได้เดินทางไปร่วมลงแข่งขันมากถึง 74 คน ซึ่งมากสุดเป็นประวัติการณ์ กอปรกับผลงานในพาราลิมปิกที่ริโอ ที่ทำได้อย่างละ 6 เหรียญทอง, เงิน และ ทองแดง จึงทำให้การตามเชียร์นักกีฬาในพาราลิมปิกหนนี้ เต็มไปด้วยความหวังอย่างพอควร

ซึ่งหนึ่งในกีฬาที่อาจสะดุดตาหลายๆคน ก็คือ “Powerlifting” ที่ไม่มีปรากฏในโอลิมปิก แต่โดยรวมแล้ว มันก็เหมือนกับเป็นกีฬาที่มาแทนที่ยกน้ำหนัก สำหรับผู้พิการเลยไม่ใช่หรือ?

วันนี้ Main Stand จะพามาทำความรู้จักกับชนิดกีฬาดังกล่าวให้มากขึ้นกัน

Powerlifting คืออะไร?

กีฬา Powerlifting แท้จริงแล้วสามารถลงทำการแข่งขันได้ทั้งสำหรับบุคคลทั่วไปและผู้พิการ ซึ่งโดยปกตินั้น จะแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ท่าหลัก ๆ นั่นคือท่า Back Squat, Bench Press, และท่า Deadlift ที่จะรวมน้ำหนักสูงสุดของแต่ละท่าเข้าด้วยกัน แล้วค่อยมาจัดลำดับตามน้ำหนักรวมที่ยกได้

และหากมองลึกลงไปอีก ในการจัดแข่ง Powerlifting นั้น จะมีการแบ่งชนิดของรายการแข่งออกเป็น 2 แบบย่อย ๆ นั่นคือแบบ Raw ที่นักกีฬาแต่ละคน จะถูกจำกัดอุปกรณ์ช่วยในการยก กับแบบ Equipped ที่สามารถใช้อุปกรณ์ช่วยได้อย่างครบถ้วน

อย่างไรก็ตาม สำหรับการแข่งขันในพาราลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ Powerlifting จะถูกนำมาแข่งขันแค่เฉพาะท่า Bench Press เท่านั้น ซึ่งจะเป็นการให้นักกีฬานอนราบบนแผ่นรองรับที่ยกขึ้นมาจากพื้น แล้วค่อย ๆ ลดบาร์ที่ยกลงมาที่หน้าอก ค้างไว้แบบนิ่ง ๆ แล้วจึงค่อยยกกลับขึ้นไปแบบเหยียดแขนให้ตึง ก่อนที่กรรมการจะให้สัญญาณนำบาร์กลับเข้าแท่นวางในภายหลัง

ใน พาราลิมปิกเกมส์ ไม่ได้มีการจัดลำดับความบกพร่องทางร่างกายไว้ โดยจะนับจากน้ำหนักตัวของนักกีฬาเป็นหลัก และหากแขนของพวกเขาสามารถยืดตรงเพื่อแบกรับน้ำหนักของตัวบาร์ได้ ก็เพียงพอแล้วที่จะลงทำการแข่งขัน Powerlifting ในพาราลิมปิกเกมส์

ในการยกน้ำหนัแบบ powerlifting จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์สนับสนุนที่เหมาะสม ได้แก่ เสื้อ กางเกงชั้นนอก ชุดสูท และบางครั้งก็ใช้ผ้าพันเข่าที่ทำจากวัสดุที่เก็บพลังงานที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งจะช่วยจะช่วยเพิ่มแรงให้กับการยกทั้งสามในการแข่งขันกีฬา บางสหพันธ์อนุญาตให้ใช้ผ้าพันเข่าได้บางชนิดเท่านั้น ในขณะที่บางสหพันธ์ที่ไม่ได้เข้มงวดมากนักเช่น GPA ในบางครั้งอาจเห็นนักกีฬาใช้มีการใช้สายรัดเพื่อช่วยในการยกในกรณีที่จับไม่ถนัด แต่ไม่ได้รับอนุญาตจากองค์กรใดๆ ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการ สายรัดเป็นอุปกรณ์เสริมเพียงตัวเดียวที่ได้รับอนุญาตจากสหพันธ์ในการแข่งขันแบบ Raw

ในการใช้อุปกรณ์ช่วยนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ “Equipped” กับ “Un-Equipped” หรือ “Raw” โดยทั้งสองรูปแบบนี้จะมีการแข่งเพื่อบันทึกสถิติ ความแตกต่างระหว่างทั้งสองอย่างนี้คือการบันทึกในท่า Squat กับ Bench การใช้อุปกรณ์จะช่วยให้ได้เปรียบอย่างมากในการแข่ง ซึ่งเห็นผลได้น้อยกว่าในกรณีของท่า Deadlift อย่างไรก็ตามอุปกรณ์ที่สนับสนุนไม่ควรไปสับสนกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการยก เช่น Bench press กับ monolift stand ไม่นับเป็นอุปกรณ์สนับสนุน

หรืออีกอย่างคืออุปกรณ์ส่วนบุคคล เช่น เข็มขัดยกน้ำหนักที่อาจยกน้ำหนักได้มากขึ้นจริง แต่ด้วยกลไกอื่นที่ไม่ใช่การเก็บพลังงานไม่ถือให้เป็นอุปกรณ์สนับสนุน ชอล์กก็จัดเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กันโดยทั่วไป เพื่อช่วยให้อุปกรณ์แห้งให้จับได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถทาชอล์กลงบนไหล่ หรือด้านหลังเพื่อไม่ให้ตัวเลื่อนไถลระหว่างการยกน้ำหนักด้วย

1.ยกแบบ Squat มีสองประเภทขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ “ขาตั้งทั่วไป” และ “ขาตั้งโมโนลิฟท์” ในกรณีที่มีการยกก่อนเรียกว่า “walked out squat” ในกรณีที่ยกหลังเรียกว่า “monolift squat” ซึ่งได้รับอนุญาตจากองค์กรส่วนใหญ่ ในขณะที่อีกแบบหนึ่งไม่ได้รับการอนุญาตจาก IPF, IPL และ WDFPF ลิฟท์จะเริ่มต้นด้วยการนำบาร์ที่มีน้ำหนักวางอยู่บนไหล่ของนักกีฬา เมื่อผู้กรรมการให้สัญญาณ นักกีฬาจะต้องเริ่มยกในขึ้นทันที แล้วนั่งย่อในท่า Squat ก่อนที่จะยกตัวขึ้นและนำบาร์กลับไปวางตำแหน่งเดิม

2.ยกแบบ Bench press เป็นการยกโดยให้นักกีฬานอนลงบนเตียงยกน้ำหนัก พร้อมกับบาร์ที่วางอยู่บนคานในดิ่ง โดยอยู่ในระดับสายตาของนักกีฬา ในระหว่างนี้ผู้ช่วยสามารถช่วยยกให้ออกมาจากคานได้ จากนั้นนักกีฬาจะต้องลดบาร์ให้มาถึงระดับอก ก่อนที่จะยกกลับขึ้นไปวางไว้บนแร็กเช่นเดิม นอกจากนี้ยังมีข้อห้ามอีกหลายอย่าง เช่น ไม่ให้ขยับขาออกจากตำแหน่งเดิม หรือขยับร่างกายเกินความจำเป็น

3.ยกแบบ Deadlift ในการยกแบบนี้นักกีฬาจะต้องยกบาร์อยู่วางอยู่บนพื้น โดยจะต้องยกขึ้นในตำแหน่งท่ายืนตรง ให้ขาและหลังเป็นแนวเดียวกัน พร้อมกับยืดหน้าอกขึ้น ระหว่างนั้นต้องรอสัญญาณของกรรมการ เมื่อได้สัญญาณนักกีฬาถึงจะสามารถลดบาร์ลงสู่พื้นได้ การปล่อยบาร์จากมือทันทีถือเป็นการผิดกฎกติกา

ต่างจากยกน้ำหนักอย่างไร?

นอกเหนือจากท่าทางที่ใช้แล้ว สิ่งที่เราสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย คือความรวดเร็วในการยกของทั้งสองชนิดกีฬาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

นั่นเพราะในการยกน้ำหนัก ยิ่งนักกีฬาสามารถออกแรงยกจากพื้น เพื่อเหยียดขึ้นไปเหนือหัว หรือนำขึ้นมาที่หน้าอกได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งลดแรงที่จำเป็นต้องใช้ลงได้ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขายกน้ำหนักได้มากขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สำหรับ Powerlifiting การยกของพวกเขาจะเป็นไปอย่างช้า ๆ ทั้งในจังหวะที่ยกน้ำหนักลง หรือดันขึ้นไปก็ตาม จากการที่นักกีฬาเหล่านี้ต้องใช้เพียงแค่กล้ามเนื้อส่วนบนในการแบกรับน้ำหนักของบาร์ แทนที่จะเป็นทุกส่วนของร่างกายเหมือนในกีฬายกน้ำหนัก

ทั้งนี้ แม้ทั้งคู่จะมีจุดประสงค์ในการยกน้ำหนักให้ได้มากที่สุดเหมือนกัน แต่นักกีฬาที่แข่งขันยกน้ำหนัก ก็จะมีขั้นตอนการฝึกซ้อมที่ไม่เหมือนกับฝั่งของ Powerlifting ทั้งจากการใช้กล้ามเนื้อที่ต่างกัน ไปจนถึงกฎเกณฑ์การตัดสิน ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยไม่เหมือนกัน

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *