คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

มี 4 ชนิด กีฬา ใหม่ที่เพิ่งถูกจัดให้มีการแข่งขันใน  โอลิมปิกเกมส์  โตเกียว 2020 เป็นครั้งแรก โดย 3 ใน 4 ได้แก่ สเกตบอร์ด, โต้คลื่น และ ปีนเขา ล้วนผ่านตาแฟนกีฬาทั่วโลกกันไปแล้ว เหลือก็แต่ คาราเต้ ซึ่งจะมีการแข่งขันกันวันแรกในวันนี้ (5 สิงหาคม) โดยจะมีการชิงชัยกันทั้งสิ้น 8 เหรียญทอง

คาราเต้ เป็นกีฬาอีกชนิดที่ถูกจับตามองโดยแฟนกีฬาเจ้าภาพ เนื่องจากเป็นกีฬาที่ถูกคิดค้นขึ้นในญี่ปุ่น ผ่านศิลปะป้องกันตัวและสืบทอดกันมากกว่า 100 ปี นั่นทำให้การชิงชัยเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาครั้งนี้ของคาราเต้เป็นที่น่าสนใจ และนี่คือสิ่งที่น่ารู้ก่อนไปดูคาราเต้กันในวันนี้ ที่ THE STANDARD เอามาฝากกัน

กีฬาที่มีประวัติศาสตร์

หากนับประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการแล้ว คาราเต้คือศิลปะการป้องกันตัวที่มีอายุไม่ยาวนานนัก เพราะหากนับตั้งแต่มีการจดบันทึกและมีหลักฐานอย่างชัดเจน คาราเต้เพิ่งมามีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในช่วงร้อยกว่าปีก่อนนี้เอง และอย่างมากก็ไม่มีทางที่จะมีอายุถึง 200 ปีไปได้

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานอย่างไม่เป็นทางการหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้มีอายุนับพันปี รากของมันสามารถสืบย้อนไปถึงอินเดียโบราณ จีน และหมู่เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่มีใครสามารถมั่นใจว่าคาราเต้ถูกฝึกครั้งแรกเมื่อใด แต่หลักฐานต่างๆ ก็ทำให้เชื่อกันว่าศิลปะชนิดนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปะการป้องกันตัวแบบจีนโบราณอย่างแน่นอน

โด่งดังไปทั่วโลก

เมื่อออกจากเกาะฤดูร้อนอย่างโอกินาวา คาราเต้ก็เป็นที่โด่งดังถึงขีดสุดจากการไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องในฮอลลีวูด และบางเรื่องก็มีคำว่า ‘คาราเต้’ อยู่ในชื่อเรื่องด้วยซ้ำอย่าง ‘The Karate Kid’ และอีกหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วนที่มีศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้เป็นส่วนหนึ่งในฉากแอ็กชัน

นั่นเองที่ทำให้คาราเต้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่หากพูดถึงในแง่ของกีฬา คาราเต้ถือเป็นกีฬาที่ไม่ได้มีคนเล่นมากมายนักถ้าเทียบกับกีฬาชนิดอื่น และเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทศิลปะการต่อสู้เหมือนกัน ชื่อชั้นของคาราเต้อาจจะยังเป็นรองเทควันโดอยู่เล็กน้อยในแง่การถูกยอมรับให้แข่งขันกันในสากล ซึ่งในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้นี่เองที่ญี่ปุ่นจะใช้เป็นโอกาสในการผลักดันคาราเต้ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

3 หัวใจหลักรวมเป็น 1

คาราเต้ ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก 3 อย่างอย่าง คือ คิฮง (基本) คือท่าพื้นฐาน, คาตะ (型) ท่ารำ และ คุมิเตะ (組手) ท่าต่อสู้ โดยผู้ฝึกจะเริ่มทำการฝึกพื้นฐานตั้งแต่ท่ายืน, ท่าชก, ท่าปัดป้อง, ท่าเตะ และอื่นๆ ซึ่งท่าเหล่านี้คือ คิฮง และเมื่อนำท่าพื้นฐานมาเข้าคู่กันโดยให้มีฝ่ายที่รุก และฝ่ายที่รับก็จะกลายเป็นการต่อสู้เพื่อฝึกฝนทักษะคุมิเตะ ก่อนที่สุดท้ายจะการรวมท่าพื้นฐานต่างๆ มาร้อยเรียงเป็นเพลงมวยไว้รำเพื่อฝึกสมาธิกลายเป็น คาตะ

ทั้ง 3 องค์ประกอบที่ว่ามารวมเป็นหนึ่งจึงกายเป็นศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้ โดยที่ปัจจุบันการแข่งขันของคาราเต้ก็จะเป็นการแข่งขันจากทักษะ 2 ใน 3 หัวใจหลักที่ว่ามาอย่างการแข่งขันที่มาต่อสู้กันอย่าง คุมิเตะ และการแข่งขันรายรำอย่าง คาตะ

การแข่งทั้ง 2 รูปแบบ

การแข่งขันคาราเต้ในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นกัน คือแบบ คุมิเตะ เป็นการจับคู่สู้โดยแบ่งรุ่นจากเพศและน้ำหนัก ซึ่งฝ่ายชายจะมี 3 รุ่น ได้แก่ ไม่เกิน 67 กิโลกรัม, ไม่เกิน 75 กิโลกรัม และ 75 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีรุ่น ไม่เกิน 55 กิโลกรัม, ไม่เกิน 61 กิโลกรัม และ 61 กิโลกรัมขึ้นไป

ซึ่งการแข่งขันก็คล้ายๆ เทควันโด ที่จะแข่งขันในพื้นที่จำกัด และแข่งขันกันทำคะแนน โดยคาราเต้ จะแข่งขันกันในพื้นที่ 8 x 8 เมตร เป็นระยะเวลา 3 นาที ใครทำได้ถึง 8 คะแนนก่อนจะชนะไป โดยเกณฑ์การทำคะแนนจะมี 3 ระดับคือ อิปปง (เตะใบหน้า, ศีรษะ, ช่วงบอล หรือซ้ำคู่แข่งที่ล้ม) ได้ 3 คะแนน, วาซาอาริ (เตะลำตัวคู่ต่อสู้) ได้ 2 คะแนน และ ยูโกะ (ต่อยหัวหรือลำตัว) ได้ 1 คะแนน

ขณะที่การแข่งขันอีกประเภทคือแบบ คาตะ โดยนักกีฬาจะร่ายรำเพลงมวยโดยลำพัง แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเชิงรุกและการป้องกัน โดยเลือกจาก 102 คาตะ หรือเทคนิคที่ผ่านการรับรองจากสหพันธ์คาราเต้โลก โดยผู้ตัดสินทั้ง 7 คนจะให้คะแนน 70 เปอร์เซ็นต์จากความสามารถทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงสมาธิ การหายใจ จังหวะ และความถูกต้องของท่าท่าง ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักกีฬาในแง่ของความแข็งแกร่งและความเร็ว

ความภาคภูมิใจแห่งญี่ปุ่น

เรียว คิยูนะ แชมป์โลก 3 สมัยจากโอกินาวา จะแข่งขันในส่วนของคาตะชายในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ซึ่งเขาอาจจะกลายเป็นชาวโอกินาวาคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ซึ่งแน่นอนว่ากีฬาดังกล่าวจะได้รับความสนใจอย่างมากในโตเกียวในสัปดาห์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่เป็นครั้งแรกที่คาราเต้จะได้มีการชิงชัยเหรียญทองโอลิมปิกกัน แม้ว่าจะมีการผลักดันกีฬาชนิดนี้กันมาอย่างยาวนาน โดยคาราเต้ชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกที่โตเกียวในปี 1970 ปัจจุบันการชิงแชมป์โลกจะถูกจัดทุก 2 ปี แน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผลงานดีที่สุดในการแข่งขันรายการดังกล่าว และพวกเขาก็คงรอไม่ไหวแล้วที่จะประกาศศักดาเหนือกีฬาชนิดนี้ในโอลิมปิกครั้งนี้

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป”

นี่คือประโยคจากปากของ เจียง ยูหยาน นักว่ายน้ำเหรียญทองชาวจีน ซึ่งเรื่องราวของเธอคงไม่พิเศษกว่านัก กีฬา รายอื่นเท่าไหร่นัก หากเด็กที่พูดประโยคข้างต้น ไม่เคยถูกผู้คนเรียกว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” 

เจียง ยูหยาน เคยเป็นเด็กโชคร้ายที่สูญเสียแขนและขาด้านขวา เนื่องจากอุบัติเหตุในวัยเด็ก แต่วันนี้เธอยืนหยัดในฐานะเจ้าของสถิติโลก และคว้าเหรียญทอง พาราลิมปิก เกมส์ ด้วยอายุเพียง 16 ปี … เธอก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

เจียง ยูหยาน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 2004 เธอเติบโตขึ้นมาในจังหวัดเช่าซิง ทางตะวันออกของประเทศจีน ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยพบเห็นยูหยานในวัยเด็ก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอเป็นเด็กร่าเริง สนุกสนาน และชอบออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนน

เมื่ออายุ 4 ขวบ ยูหยานซึ่งกำลังอยู่ในวัยซุกซนได้ที่ ออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนนอย่างเคย แต่เรื่องราวไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้น เมื่อรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความประมาท คนขับรถมองไม่เห็นเด็กตัวน้อยที่กำลังเดินเล่นอยู่บนท้องถนน ยูหยานถูกชนเข้าอย่างจัง ซ้ำราย แขนและขาด้านขวาของเธอ ถูกบดทับจนแหลกละเอียดโดยล้อรถคันดังกล่าว

หวัง ฉีฟาง คุณแม่ของยูหยานหัวใจแตกสลายทันทีที่เห็นลูกน้อยครวญครางด้วยความเจ็บปวด เคราะห์ดีที่เธอยังมีสติมากพอจึงรีบนำตัวยูหยานไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่ถึงแม้จะช่วยชีวิตลูกสาวสุดที่รักไว้ได้ คุณหมอจำเป็นต้องแจ้งข่าวร้ายให้ครอบครัวทราบว่า ทีมแพทย์จำเป็นจะต้องตัดแขนและขาข้างขวาของยูหยาน เพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้

“ลูกสาวสุดที่รักของฉันต้องกลายเป็นคนพิการ มันรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังถล่มลงมา ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ?” คุณแม่ของยูหยานเปิดใจถึงอุบัติเหตุที่เกือบทำลายชีวิตลูกสาวของเธอ

นับจากอุบัติเหตุในวันนั้น ชีวิตของยูหยานต้องเจอกับความยากลำบากกว่าที่เด็กวัย 4 ขวบคนหนึ่งจะรับไหว เธอเดินเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง เพื่อทำการผ่าตัดรักษากระดูกส่วนเกินที่ยังเหลือในแขนและขาด้านขวา ยิ่งกว่านั้น ร่างกายของเธออ่อนแอลงมาก ความร่าเริงที่เธอเคยมี ดูเหมือนจะหายไปจากตัวของยูหยาน

เนื่องจากความเป็นกังวลของผู้เป็นแม่ที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน คุณหมอที่ทำการรักษายูหยานจึงแนะนำให้ฉีฟางพาลูกสาวของเธอไปเข้าคอร์สฝึกฝนกีฬาว่ายน้ำ โดยคุณหมอแนะนำว่า กีฬาว่ายน้ำจะช่วยให้จิตใจของยูหยานฟื้นฟู และเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย

ฉีฟางทำตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอพายูหยานในวัย 8 ขวบลงสระว่ายน้ำเป็นครั้งแรก แม้จะมีแขนและขาเพียงข้างเดียว ในใจของเธอจินตนาการถึงภาพลูกสาวที่จะกลับมาเป็นเด็กร่าเริงอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า ลูกสาวของเธอจะสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักว่ายน้ำเจ้าของเวลาสถิติโลกในเวลาต่อมา

จากตัวประหลาด สู่เจ้าของเวลาสถิติโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กหญิงผู้มีแขนขาเพียงข้างเดียว จะแหวกว่ายบนพื้นน้ำเหมือนคนปกติทั่วไป แต่โลกในศตวรรษที่ 21 ก้าวไปไกลเกินกว่าที่ข้อจำกัดของร่างกายจะขัดขวางศักยภาพของมนุษย์ มีครูสอนว่ายน้ำมากมายบนโลกที่รู้วิธีฝึกฝนผู้พิการให้เป็นสุดยอดนักกีฬา ยูหยานจึงเริ่มต้นว่ายน้ำ และหวนคืนความสนุกแก่ชีวิตอีกครั้ง

อุปสรรคร้ายกาจที่สุดซึ่งขัดขวางยูหยานและความสำเร็จที่รอเธออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่พื้นน้ำหรือธรรมชาติ แต่เป็นจิตใจของมนุษย์ที่คับแคบ และไม่เห็นว่าผู้คนที่แตกต่างไปจากปกติเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ยูหยานต้องทนฟังคำดูถูกจากคำพูดของเด็กร่วมสระว่ายน้ำที่เรียกเธอว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” และไล่เธอออกจากสระว่ายน้ำด้วยความรังเกียจ

ยูหยานแสดงให้เห็นว่าคนเราไม่สามารถตัดสินกันได้ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก จิตใจของเธอแข็งแกร่งกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่านัก เธอนำแรงดูถูกที่ได้รับมาเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน ยูหยานฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน ไม่นานนัก ยูหยานจึงกลายเป็นเด็กที่ว่ายน้ำเก่งที่สุดในสระแห่งนั้น แม้เธอจะมีแขนและขาน้อยกว่าคนอื่นอย่างละหนึ่งข้างก็ตาม

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป” เจียง ยูหยาน กล่าวถึงแรงผลักดันที่ทำให้เธอเป็นสุดยอดนักกีฬา

เมื่อเห็นความตั้งใจของลูกสาว ฉีฟางจึงเริ่มพายูหยานตระเวนแข่งขันว่ายน้ำในประเทศจีน จนสามารถคว้าแชมป์แห่งชาติมาครองได้สำเร็จในปี 2011 ก่อนก้าวไปประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนพาราเกมส์ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2018 ส่งผลให้ชื่อของยูหยานเริ่มถูกพูดถึงในวงการว่ายน้ำระดับโลก

ยูหยานไม่เสียเวลามากในการสร้างชื่อเสียงของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยวัยเพียง 14 ปี นักว่ายน้ำชาวจีนรายนี้สามารถกวาด 3 เหรียญทองจากการแข่งขันประเภทฟรีสไตล์ 100 เมตร, ฟรีสไตล์ 400 เมตร, ผีเสื้อ 50 เมตร และ 2 เหรียญทองแดงจากประเภทฟรีสไตล์ 50 เมตร และกรรเชียง 100 เมตร

แค่การคว้าแชมป์โลก 3 ประเภทด้วยวัย 14 ปี ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว แต่ยูหยานยังทำให้โลกหันมามองด้วยการจารึกสองเวลาสถิติโลกในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร และผีเสื้อ 50 เมตร ด้วยเวลา 5 นาที 13.32 วินาที และ 34.86 วินาที ตามลำดับ

ความมหัศจรรย์ที่สุดของเธออยู่ที่เวลาสถิติโลกในประเภทผีเสื้อ ซึ่งเป็นรองเวลาสถิติโลกของบุคคลทั่วไปเพียง 10 วินาที เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก หากพิจารณาจากสรีระร่างกายของยูหยาน ที่ว่ายน้ำด้วยแขนขาเพียงข้างเดียว แต่กลับทำเวลาได้ไม่แพ้คนปกติเลย

ชีวิตอีกด้านในสระน้ำ

เมื่อพูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จของยูหยาน ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นการฝึกซ้อมอย่างหนัก เธอเปิดเผยว่า ตัวเองใช้เวลาในสระว่ายน้ำเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง และต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่าวันละ 10 กิโลเมตร ด้วยการว่ายน้ำที่หนักขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ยูหยานผลักดันตัวเองจนเป็นนักว่ายน้ำฝีมือดีได้ ที่แม้แต่คนปกติทั่วไปยังให้การยอมรับในความสามารถ คือความรู้สึกเป็นอิสระที่เธอได้สัมผัสยามแหวกว่ายบนพื้นน้ำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยูหยานไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย นับตั้งแต่วันที่เธอสูญเสียแขนและขาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น

“คุณไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือขาเทียมในน้ำ ฉันสามารถใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ฉันอยากเดินทางไปได้ด้วยตัวเอง” ยูหยาน เปิดใจถึงความรู้สึกยามใช้ชีวิตบนพื้นน้ำ

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยูหยานได้รับฉายาว่า “Flying Fish” เพราะความสวยงามยามเธอแหวกว่ายในสระว่ายน้ำ ไม่ต่างจากปลาที่ปราศจากแขนขา แต่กลับโบยบินอย่างสวยงามไม่ต่างจากนกบนท้องฟ้า แสดงให้เห็นถึงอิสรภาพของยูหยาน ที่สามารถเคลื่อนไหวตามใจต้องการ ตราบใดก็ตามที่เธออยู่บนพื้นน้ำ

ในวันที่ยูหยานเดินทางสู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2020 หญิงสาววัย 16 ปี ยอมรับถึงความประหม่าที่จะได้กลับลงสู่การแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี แต่อีกใจหนึ่ง เธอก็มีความสุขมากที่จะได้กลับไปสู่โลกของเธออีกครั้ง

เมื่อการแข่งขันจบลง ยูหยาน สามารถคว้าเหรียญทองในประเภทผีเสื้อ 50 เมตรมาครอง พร้อมกับทำลายสถิติโลกของตัวเองลงได้ด้วยเวลา 34.56 วินาที ในการแข่งขันรอบคัดเลือก ซึ่งยูหยานได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งอาจหมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเธอในอนาคต

“นี่คือประสบการณ์พาราลิมปิกครั้งแรกของฉัน และในแง่ของเป้าหมายส่วนตัว มันคือการเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง แน่นอนว่า มันน่าตื่นเต้นมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฉันคิดว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ในชีวิตของฉัน”

ยูหยานกำลังบอกใบ้ถึงการวางมือของเธอหรือไม่ ? แม้จะมีการยืนยันจากสื่อในประเทศจีนว่า ยูหยานถือเป็นเด็กเรียนดีและทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 แต้ม ในวิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นประจำ ไม่แน่ว่าความสำเร็จในพาราลิมปิกเกมส์ อาจเป็นจุดสูงสุดของเธอในฐานะนักกีฬาคนพิการ ก่อนจะหันหลังกลับไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงร่วมกับคนปกติทั่วไปอีกครั้ง

“สำหรับคุณมันอาจดูเหมือนเป็นเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับฉันมันคือตลอดกาล” ประโยคที่ยูหยานบอกกับผู้สื่อข่าวหลังคว้าเหรียญทองพาราลิมปิก บอกอะไรเราได้หลายอย่าง…

แต่ไม่ว่าเธอจะหมายความมันว่าอะไร ยูหยานแสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้พิการทางร่างกายสามารถประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตของตัวเองได้หากมีจิตใจที่เข็มแข็ง และพร้อมที่จะพุ่งไปยังเป้าหมายที่ตั้งมั่นไว้ด้วยความตั้งใจที่แท้จริง

นักเทนนิสหญิงของไทย

นักเทนนิสหญิงของไทย

นักเทนนิสหญิงของไทย

นักเทนนิสหญิงของไทย

ร้อยตำรวจเอกหญิง แทมมารีน ธนสุกาญจน์เกิด: 24 พฤษภาคม 2520 เป็นอดีตนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของไทย และเคยมีอันดับโลกสูงสุดอันดับ 19 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 และประเภทคู่อันดับโลกสูงสุด อันดับ 15 เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547 ประวัติเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรของคุณวีระชัย และคุณสุเนตรา ธนสุกาญจน์ มีพี่สาวสองคนและน้องชายหนึ่งคน แทมมารีนเล่นเทนนิสตั้งแต่วัยเด็ก

เพราะเล่นเทนนิสกันทั้งครอบครัว สำเร็จการศึกษาปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รุ่น 33 / ปีที่สำเร็จการศึกษา 2542 เริ่มเล่นอาชีพเมื่อ พ.ศ. 2537 โดยมีบิดาเป็นผู้ฝึกสอนซึ่งได้ลาออกจากงานประจำและพาแทมมารีนออกตระเวนแข่งขันในต่างประเทศด้วยทุนส่วนตัว ต่อมาแทมมารีนได้รองชนะเลิศประเภทเยาวชนในรายการ เทนนิสวิมเบิลดัน เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยแพ้ Aleksandra Olsza จากโปแลนด์ 7-5, 7-6 (6) ในรอบชิงชนะเลิศ

เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการแข่งขันนัดแรกของ สนามอาร์เธอร์ แอช เซ็นเตอร์คอร์ตที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาร์เธอร์ แอช นักเทนนิสผิวดำชาวอเมริกันผู้เคยเป็นมือหนึ่งของโลกช่วงทศวรรษ 1970 ในการแข่งขันยูเอสโอเพ่น 1997 นัดเปิดสนามเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 ก่อนการแข่งขันมีการแสดงดนตรีโดยวิตนีย์ ฮิวสตัน เป็นที่คาดหมายกันว่า ผู้เล่นในนัดแรกควรจะเป็นนักเทนนิสผิวดำ คือ วีนัส วิลเลียมส์ และชานดา รูบิน (Chanda Rubin)

นักเทนนิสดาวรุ่งสหรัฐ แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตารางผู้เล่นจากวิลเลียมส์เป็นแทมมารีนแทน ผลการแข่งขันปรากฏว่าแทมมารีนเอาชนะรูบินได้ 6-4, 6-0 อย่างพลิกความคาดหมายและกลายเป็นข่าวใหญ่ การแข่งขันครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่แทมมารีนได้เล่นในเซ็นเตอร์คอร์ตของรายการใหญ่และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเป็นนักเทนนิสที่แม้จะเคลื่อนที่ได้ไม่ว่องไวและเสิร์ฟไม่แรง แต่เธอควบคุมลูกได้แม่นยำโดยเฉพาะในสนามคอร์ตหญ้า

เธอเคยทำผลงานได้ดีในรายการเทนนิสวิมเบิลดัน ผ่านเข้ารอบ 4 ได้เข้าไปเล่นในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันถึง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2545 เว้นปี 2546 ซึ่งตกรอบแรกและทำได้อีกครั้งในปี 2547 ซึ่งเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมากเธอเคยจับคู่เล่นเทนนิสประเภทคู่กับมาเรีย ชาราโปวา และได้แชมป์ประเภทคู่ 2 รายการ ที่โตเกียว และลักเซมเบิร์ก เมื่อ พ.ศ. 2546 ในปีนั้น มาเรีย ชาราโปวา ได้แชมป์ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ ในรายการเจแปนโอเพ่น ที่โตเกียว

และเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอแรกในการเล่นอาชีพของชาราโปวา หลังต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าในช่วงปี พ.ศ. 2549-2550 จนทำท่าว่าจะแขวนแร็กเก็ต แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2551 แทมมารีนก็กลับมาสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูกาลแข่งขัน เมื่อตัดสินใจปรับโปรแกรมการแข่งขัน ลดรายการบนคอร์ตดินและลดระดับตัวเองลงไปแข่งในรายการระดับชาลเลนเจอร์บนคอร์ตหญ้า แทนรายการระดับดับเบิลยูทีเอทัวร์ในช่วงฤดูกาลบนคอร์ตดิน

และก็สามารถคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวมาครองได้ ในรายการที่จิฟู ประเทศญี่ปุ่น ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551กล่าวถึงสาเหตุที่กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง ส่วนหนึ่งคงจะมาจากการที่ตัดสินใจจ้าง นายฐิติพันธุ์ ทรัพย์กล้า อดีตนักกีฬาวิ่งข้ามรั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม มาเป็น เทรนเนอร์ส่วนตัว ตั้งแต่ช่วงการแข่งขันเทนนิสในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา ทำให้สภาพร่างกายกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ความคล่องตัวมีสูงขึ้นกว่าเดิมจากนั้นแม้ว่า

เธอจะตกรอบแรกในรายการคอร์ตดิน ที่โรลังด์ การ์รอส ประเทศฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจของเธอสูญเสียไป แทมมี่วางโปรแกรมแข่งขันเทนนิสบนคอร์ตหญ้า ก่อนถึงรายการวิมเบิลดันในปีนี้ไว้ 3 รายการ และ 2 รายการแรก ที่เซอร์บิตัน และเบอร์มิงแฮม สามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ก่อนการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนคว้าแชมป์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเอาชนะ ดินารา ซาฟินา มือวางอันดับ 3 ของรายการ มืออันดับ 9 ของโลก

และรองแชมป์เฟรนช์โอเพ่น 2008 ด้วยคะแนน 7-5, 6-3 ซึ่งแทมมารีนเข้าไปเล่นเมนดรอว์ในฐานะผู้เล่นจากรอบคัดเลือก นับเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอรายการที่สองและเป็นแชมป์แรกบนคอร์ตหญ้าในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักเทนนิสชาวไทยคนแรกที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในรายการแกรนด์แสลม ด้วยการเอาชนะเยเลนา แยนโควิช มือวางอันดับ 2 ของรายการ ก่อนไปแพ้ให้กับวีนัส วิลเลียมส์

หลังจากนั้นแทมมารีนได้รับเชิญไปแข่งโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ซึ่งจัดขึ้นที่ปักกิ่ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะได้รับการปฏิเสธและไม่มีชื่อของแทมมารีนในรายชื่อตัวสำรอง นับเป็นการเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 4 ของแทมมารีนแทมมารีนเคยเขียนบทความชื่อ แทมมี่ค่ะ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ เล่าถึงประสบการณ์ในการเล่นเทนนิสอาชีพในต่างประเทศหลังเลิกเล่น แทมมารีนได้รับการประดับยศเป็น ร้อยตำรวจตรีหญิง ร.ต.ต.หญิง

สังกัดกองการเงิน สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผ่านหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 40 ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 โดยใช้โควต้านักกีฬาในการสมัคร

รายการเทนนิสวิมเบิลดัน

เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยแพ้ Aleksandra Olsza จากโปแลนด์ 7-5, 7-6 (6) ในรอบชิงชนะเลิศเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการแข่งขันนัดแรกของ สนามอาร์เธอร์ แอช เซ็นเตอร์คอร์ตที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาร์เธอร์ แอช นักเทนนิสผิวดำชาวอเมริกันผู้เคยเป็นมือหนึ่งของโลกช่วงทศวรรษ 1970 ในการแข่งขันยูเอสโอเพ่น 1997 นัดเปิดสนามเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 ก่อนการแข่งขันมีการแสดงดนตรีโดยวิตนีย์ ฮิวสตัน เป็นที่คาดหมายกันว่า ผู้เล่นในนัดแรกควรจะเป็นนักเทนนิสผิวดำ คือ วีนัส วิลเลียมส์ และชานดา รูบิน (Chanda Rubin)

นักเทนนิสดาวรุ่งสหรัฐ แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตารางผู้เล่นจากวิลเลียมส์เป็นแทมมารีนแทน ผลการแข่งขันปรากฏว่าแทมมารีนเอาชนะรูบินได้ 6-4, 6-0 อย่างพลิกความคาดหมายและกลายเป็นข่าวใหญ่ การแข่งขันครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่แทมมารีนได้เล่นในเซ็นเตอร์คอร์ตของรายการใหญ่และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเป็นนักเทนนิสที่แม้จะเคลื่อนที่ได้ไม่ว่องไวและเสิร์ฟไม่แรง แต่เธอควบคุมลูกได้แม่นยำโดยเฉพาะในสนามคอร์ตหญ้า

เธอเคยทำผลงานได้ดีในรายการเทนนิสวิมเบิลดัน ผ่านเข้ารอบ 4 ได้เข้าไปเล่นในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันถึง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2545 เว้นปี 2546 ซึ่งตกรอบแรกและทำได้อีกครั้งในปี 2547 ซึ่งเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมากเธอเคยจับคู่เล่นเทนนิสประเภทคู่กับมาเรีย ชาราโปวา และได้แชมป์ประเภทคู่ 2 รายการ ที่โตเกียว และลักเซมเบิร์ก เมื่อ พ.ศ. 2546 ในปีนั้น มาเรีย ชาราโปวา ได้แชมป์ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ ในรายการเจแปนโอเพ่น ที่โตเกียว

และเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอแรกในการเล่นอาชีพของชาราโปวา หลังต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าในช่วงปี พ.ศ. 2549-2550 จนทำท่าว่าจะแขวนแร็กเก็ต แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2551 แทมมารีนก็กลับมาสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูกาลแข่งขัน เมื่อตัดสินใจปรับโปรแกรมการแข่งขัน ลดรายการบนคอร์ตดินและลดระดับตัวเองลงไปแข่งในรายการระดับชาลเลนเจอร์บนคอร์ตหญ้า แทนรายการระดับดับเบิลยูทีเอทัวร์ในช่วงฤดูกาลบนคอร์ตดิน

และก็สามารถคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวมาครองได้ ในรายการที่จิฟู ประเทศญี่ปุ่น ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551กล่าวถึงสาเหตุที่กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง ส่วนหนึ่งคงจะมาจากการที่ตัดสินใจจ้าง นายฐิติพันธุ์ ทรัพย์กล้า อดีตนักกีฬาวิ่งข้ามรั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม มาเป็น เทรนเนอร์ส่วนตัว ตั้งแต่ช่วงการแข่งขันเทนนิสในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา ทำให้สภาพร่างกายกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ความคล่องตัวมีสูงขึ้นกว่าเดิมจากนั้นแม้ว่า

เธอจะตกรอบแรกในรายการคอร์ตดิน ที่โรลังด์ การ์รอส ประเทศฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจของเธอสูญเสียไป แทมมี่วางโปรแกรมแข่งขันเทนนิสบนคอร์ตหญ้า ก่อนถึงรายการวิมเบิลดันในปีนี้ไว้ 3 รายการ และ 2 รายการแรก ที่เซอร์บิตัน และเบอร์มิงแฮม สามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ก่อนการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนคว้าแชมป์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเอาชนะ ดินารา ซาฟินา มือวางอันดับ 3 ของรายการ มืออันดับ 9 ของโลก

และรองแชมป์เฟรนช์โอเพ่น 2008 ด้วยคะแนน 7-5, 6-3 ซึ่งแทมมารีนเข้าไปเล่นเมนดรอว์ในฐานะผู้เล่นจากรอบคัดเลือก นับเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอรายการที่สองและเป็นแชมป์แรกบนคอร์ตหญ้าในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักเทนนิสชาวไทยคนแรกที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในรายการแกรนด์แสลม ด้วยการเอาชนะเยเลนา แยนโควิช มือวางอันดับ 2 ของรายการ ก่อนไปแพ้ให้กับวีนัส วิลเลียมส์

หลังจากนั้นแทมมารีนได้รับเชิญไปแข่งโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ซึ่งจัดขึ้นที่ปักกิ่ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะได้รับการปฏิเสธและไม่มีชื่อของแทมมารีนในรายชื่อตัวสำรอง นับเป็นการเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 4 ของแทมมารีนแทมมารีนเคยเขียนบทความชื่อ แทมมี่ค่ะ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ เล่าถึงประสบการณ์ในการเล่นเทนนิสอาชีพในต่างประเทศหลังเลิกเล่น แทมมารีนได้รับการประดับยศเป็น ร้อยตำรวจตรีหญิง ร.ต.ต.หญิง

สังกัดกองการเงิน สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผ่านหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 40 ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 โดยใช้โควต้านักกีฬาในการสมัคร

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส บรูนู ฟือร์นังดึช ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ ทีมชาติโปรตุเกส เกิดเมื่อ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 หรือที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยว่า “บรูโน่ เฟอร์นานเดส” เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่ที่กัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี โดยลงเล่นในเซเรียอารวม 119 นัด และทำ 15 ประตูให้กับอูดีเนเซและซัมป์โดเรีย

ใน ค.ศ. 2017 เขาเซ็นสัญญาเล่นให้กับสปอร์ติงลิสบอน ทีมดังในโปรตุเกสประเทศบ้านเกิดและลงเล่นที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะย้ายร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยค่าตัว 55 ล้านยูโร 47 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งเคยเป็นหมายเลขของ พอล สโกลส์ ตำนานผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของทีมฟือร์นังดึชได้กลายเป็นนักเตะตัวหลักในทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก เขามีจุดเด่นเรื่องการสังหารลูกตั้งเตะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงจุดโทษที่เฉียบคมและยังยิงลูกฟรีคิกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมีทักษะการจ่ายบอลอันยอดเยี่ยมและการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ฟือร์นังดึชลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลังในฤดูกาล 2019–2020 รวม 22 นัด

ทำไป 12 ประตู และในฤดูกาลปัจจุบัน (2020–2021) เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครบทุกนัดในลีก และลงเล่นทุกรายการรวม 55 นัด ทำไปทั้งสิ้น 27 ประตู โดยสามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการยูโรปาลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021ฟือร์นังดึชได้ถูกเรียกเป็นผู้เล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่ ค.ศ. 2017

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นระดับเยาวชนในนามทีมชาติและเป็นอดีตกัปตันทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งมีรุย ฌอร์ฌึ เป็นผู้จัดการทีมและเคยพาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2016 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมาเขาลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ทุกรายการรวม 27 นัด ทำได้ 2 ประตู

และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักของทีมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน ค.ศ. 2021 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายใน ค.ศ. 2022บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta  ต่อมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเบาวิสต้า เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี

ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 และได้ย้ายเข้าร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017

ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้ง

ใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดี แต่ในต้นปี 2020 ได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรกในระดับเยาวชนปี 2012

ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกข้อมูลและประวัติล่าสุดของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส นักเตะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล กับสโมสร อินเฟสต้า

โดยเจ้าตัวได้เข้ามาสู่ทีมเยาวชนในปี 2002-2004 จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ในปี 2004 เมื่อได้ย้ายมาร่วมทีม เบาวิสต้า ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงของลีกโปรตุเกสทว่าการเล่นอยู่ที่นี่ บรูโน่ ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเตะเยาวชนของทีมเท่านั้น ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ถูกปล่อยยืมไปให้กับ ปาสตีไรล่า ในปี 2005

และอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ก่อนจะย้ายกลับมายัง เบาวิสต้า อีกครั้งในปี 2010 และอยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปีจนกระทั่งปี 2012 เส้นทางลูกหนังที่แท้จริง บททดสอบของจริงในอาชีพนักฟุตบอลของ บรูโน่ ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ โนวาร่า ทีมลูกหนังในประเทศอิตาลี ได้เห็นแววบางอย่างในตัวเขา เลยตัดสินใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมจากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ โนวาร่า ได้

และในฤดูกาล 2012/2013 บรูโน่ ก็ได้ลงสนามเล่นให้กับทีมไปถึง 23 นัด แถมยังยิงได้อีก 4 ประตู อีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมากกับการย้ายมาเล่นในลีกต่างแดนด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น และความมุ่งมั่นในการเล่น ทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของแมวมอง อูดิเนเซ่ สโมสรชื่่อดังศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 2013 และกลายเป็นกำลังหลักของทีม และค้าแข้งอยู่ที่นานถึง 3 ปี ลงเล่นไปถึง 86 นัด และยิงได้ 10 ประตูปี 2016 ชีพจรลงเท้า บรูโน่ อีกครั้ง

เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย สโมสรชื่อดังของลีกอิตาลี โดยในฤดูกาล 2016/2017 เขาลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่ไปถึง 33 นัด และยิงได้ 5 ประตู พาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทว่าเจ้าตัวก็อยู่ค้าแข้งให้กับที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายกลับบ้านเกิด ไปเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ซึ่งที่นี่เองที่สร้างให้เขากลายเป็นสุดยอดนักเตะของลีกยุโรปย้ายมาค้าแข้งให้กับ สปอร์ติ้ง ในฤดูกาล 2017/2018 และเพียงฤดูกาลแรกเขาก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เมื่อระเบิดตาข่ายคู่แข่งไปถึง 16 ประตู กับทำอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนามทุกรายการ 56 นัด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก เมื่อยิงได้แบบระเบิดเถิดเทิงถึง 31 ประตู กับทำอีก 15 แอสซิสต์

จากการลงสนามทั้งหมด 55 นัด

และอย่าลืมว่าเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้าของทีมหลังจบ ฤดูกาล 2018/2019 มีข่าวออกมาว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้ความสนใจที่จะดึงตัว บรูโน่ ไปร่วมทีม และว่ากันว่าเจ้าตัวเกือบจะได้ย้ายอยู่แล้ว แต่ตกลงเรื่องค่าตัวไม่ได้ทำให้ดีลนี้ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้ดาวเตะโปรตุเกส ต้องค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิมต่อไป แต่เจ้าตัวก็ยังทำผลงานสุดยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแค่ครึ่งซีซั่นแรก เขาซัดไป 15 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนาม 27

นัดให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอนและเมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ฝันของสาวก “ปีศาจแดง” ก็เป็นจริง เมื่อ แมนยู ตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว บรูโน่ มาร่วมทัพ ได้สำเร็จ และเพียงแค่การเข้ามาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ช่วยให้ยอดทีมแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลายเป็นคนละทีมกับเมื่อช่วงครึ่งซีซั่นแรก เขาเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีม ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสู้ และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำของทีม จนเมื่อจบฤดูกาล ทีมก็สามารถจบอันดับที่ 3 คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับที่เจ้าตัวก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร อีกด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเล่นเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นได้เริ่มต้นการเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ครั้งแรก ในระดับเยาวชน เมื่อปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ขยับขึ้นไปเล่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกด้วจนกระทั่งปี 2017

ที่เจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็ได้รับโอกาสสำคัญ เมื่อเขาถูกดันขึ้นไปเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามเป็นเกมแรก จากการลงมาเป็นตัวสำรอง แทน มานูเอล แฟร์นานเดส ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมอุ่นเครื่องที่ โปรตุเกส เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017

จากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ฟอร์มที่ร้อนแรงกับการเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ทำให้ บรูโน่ ถูก เรียกไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้เป็นตัวหลักให้กับทีมชุดนั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแรกของรอบแบ่งกลุ่ม และถูกเปลี่ยนตัวออก และลงมาเป็นสำรองในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนกระทั่งโปรตุเกส ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย 1-2ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ บรูโน่

ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 25 นัด ยิงได้ 2 ประตู และเจ้าตัวก็ยังเป็นนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (6 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (7 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกโปรตุเกส ปี 2017/2018 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรปา ลีก ปี 2017/18 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ปี 2019

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2019/2020

ดาวซัลโวศึกยูโรปา ลีก ปี 2019/2020

 

 

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติลีลาศตามยุคสมัย

ประวัติ ลีลาศ ลีลาศนั้นมีมานับเป็นพัน ๆ ปีแล้ว แต่เพิ่งมีหลักฐานแน่ชัดเมื่อประมาณ ปี ค.ศ. 1400 ซึ่งได้อธิบายถึงการก้าวเดิน และดนตรี การเต้นรำแบบบอลรูม เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างชาติและเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ถึงแม้ว่าชาวตะวันตกจะนิยมกันอย่างมาก แต่การเต้นรำแบบบอลรูมก็เป็นที่ยอมรับของชนทุกชาติ ประวัติการลีลาศหรือเต้นรำ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันกับเต้นรำแบบอื่นๆ มาก เช่น การเต้นระบำบัลเล่ย์การเต้นรำพื้นเมือง ฯลฯ จึงขอสรุปโดยแบ่งยุคการเต้นรำออกเป็น 6 ยุคดังนี้

ประวัติลีลาศ ยุคก่อนประวัติศาสตร์

การเต้นรำถือเป็น ศิลปะ อย่างหนึ่งของการแสดงออกของบุคคล ศิลปะการเต้นรำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ถูกค้นพบจากภาพวาดบนผนังถ้ำ ในแอฟริกาและยุโรปตอนใต้ ซึ่งศิลปะในการเต้นรำได้ถูกวาดมาไม่น้อยกว่า 20,000 ปีมาแล้ว อีกทั้งพิธีกรรมทางศาสนา จะรวมการเต้นรำ การดนตรี และการแสดงละคร ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก พิธีกรรมเหล่านี้อาจเป็นการบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา หรือจากการฉลองที่ล่าสัตว์มาได้ หรือการออกศึกสงคราม นอกจากนี้อาจมีการเฉลิมฉลองการเต้นรำด้วยเหตุอื่น ๆ เช่น ฉลองการเกิด การหายจากอาการเจ็บป่วย หรือการไว้ทุกข์ เป็นต้น

ประวัติลีลาศ  ยุคโบราณ

การเต้นรำของพวกที่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือพวกที่ไม่มีศาสนาในสมัยโบราณนั้น ในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตะวันออกกลาง มีภาพวาด รูปปั้นแกะสลัก และบทประพันธ์ของชาวอียิปต์โบราณ แสดงให้เห็นถึง การเต้นรำได้ถูกจัดขึ้นในพิธีศพ ขบวนแห่ และพิธีกรรมทางศาสนา ชาวอียิปต์โบราณส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ในทุก ๆ ปีแม่น้ำไนล์จะเพิ่มระดับสูงขึ้นและเมื่อน้ำลดลง จะมีการทำการเพาะปลูก และมีการเต้นรำหรือแสดงละคร เพื่อขอบคุณเทพเจ้าโอซิริส (God Osiris) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการเกษตร ตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น

นอกจากนี้การเต้นรำยังนำมาใช้ในงานส่วนตัว เช่น การเต้นรำของพวกข้าทาส ซึ่งจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน และต้อนรับแขกที่มาเยือน ชาวกรีกโบราณเห็นว่า การเต้นรำเป็นสิ่งจำเป็นทั้งในการศึกษา การบวงสรวงเทพเจ้าเทพธิดา และการแสดงละคร ปรัชญาเมธีพลาโตให้ความเห็นว่า พลเมืองกรีกที่ดีต้องเรียนรู้การเต้นรำเพื่อพัฒนาการบังคับร่างกายของตนเอง เพื่อเสริมสร้างทักษะในการต่อสู้ ดังนั้น การร่ายรำด้วยอาวุธ จึงถูกนำมาใช้ในการศึกษาทางทหารของเด็ก ทั้งในรัฐเอเธนส์และสปาร์ต้า นอกจากนี้ การเต้นรำมีความนิยมแพร่หลายนำมาใช้ในพิธีแต่งงาน ฤดูการเก็บเกี่ยวพืชผล และในโอกาสอื่น ๆ ด้วย

การเต้นรำทางศาสนา เป็นส่วนสำคัญในการกำเนิดการละครของกรีก ระหว่าง 500 ปี ก่อนคริสตกาล การละครของกรีกเรียกว่า Tragidies ซึ่งพัฒนามาจากเพลงสวดในโบสถ์และการเต้นรำเพื่อสรรเสริญเทพเจ้าดิโอนิซุส (God Dionysus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น การเต้นรำแบบ Emmeieia เป็นการเต้นรำที่สง่า ภูมิฐาน ได้ถูกนำมาใช้ในละคร Tragedies โดยครูสอนเต้นรำจะต้องบอกเรื่องราว และชี้แนะท่าทางที่ต้องแสดงเพื่อให้จดจำได้ การแสดงตลกขบขันสั้น ๆ ของกรีกที่เรียกว่า Satyrs ก็จัดอยู่ในการเต้นรำของกรีกด้วย

เมื่อโรมันรบชนะกรีก เมื่อ 197 ปี ก่อนคริสตกาล โรมันได้ปรับปรุงวัฒนธรรมการเต้นรำของกรีกให้ดีขึ้น การเต้นรำของโรมันคล้ายกับของกรีกที่เต้นรำเพื่อบวงสรวงเทพเจ้า หญิงชาวโรมันก็จะถูกฝึกให้เต้นรำ แม้แต่ชาวต่างชาติ หรือพวกข้าทาสที่อยู่ในโรมันก็มีการเต้นรำด้วยเช่นกัน ชาวโรมันมีการเต้นรำหลังจากการเพาะปลูก หรือกลับจากการทำสงคราม เพื่อแสดงความกล้าหาญ หรือยินดีในชัยชนะเหนือข้าศึก ในยุคนี้มีนักเต้นรำของโรมันที่มีชื่อเสียงมาก คือ ซิซีโร (Cicero : 106-43 B.C.) ซึ่งเป็นผู้คิดและปรับปรุงลักษณะท่าทางการเต้นรำของโรมันให้ดีขึ้น

ประวัติลีลาศ ยุคกลาง (ค.ศ. 400 – 1500)

ประวัติลีลาศ ยุคกลาง เป็นยุคที่ค่อนข้างสับสนวุ่นวาย สังคมไม่สงบสุข โบสถ์มีอิทธิพลต่อการเต้นรำของยุโรปมาก โบสถ์มีข้อห้ามมากมายเกี่ยวกับการเต้นรำ ทั้งนี้เป็นเพราะการเต้นรำบางอย่างถือว่าต่ำช้าและเพื่อกามารมณ์ อย่างไรก็ดีผู้ที่ชอบการเต้นรำมักจะหาโอกาสจัดงานเต้นรำขึ้นในหมู่บ้านของตนอยู่เสมอ ในปี ค.ศ. 300 บรรดาผู้ใช้แรงงานฝีมือ ได้จัดละครทางศาสนาขึ้นและมีการเต้นรำรวมอยู่ด้วย โดยในระหว่างปี ค.ศ. 300 กาฬโรคซึ่งถูกเรียกว่า ความตายสีดำ ระบาดในยุโรป ทำลายชีวิตผู้คนไปมากมายจนทำให้ผู้คนแทบเป็นบ้าจากความกลัวและความโศกเศร้า โดยผู้คนจะร้องเพลงและเต้นรำคล้ายกับคนวิกลจริตที่หน้าหลุมศพ ซึ่งเชื่อว่าการแสดงของเขานั้น จะช่วยขับไล่สิ่งเลวร้าย และขับไล่ความตายให้หนีไปจากชีวิตความเป็นอยู่ของเขาได้

ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู (ค.ศ. 1400 – 1600)

ประวัติลีลาศ ยุคฟื้นฟู เป็นยุคที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ยุคฟื้นฟูเริ่มในอิตาลีเมื่อปี ค.ศ. 300 ในช่วงปลายสมัยกลางแล้วแผ่ขยายไปในยุโรป

ในปี ค.ศ. 300 ที่อิตาลี ขุนนางที่มีความมั่นคงตามเมืองต่างๆ จะจ้างครูเต้นรำอาชีพมาสอนในคฤหาสน์ของตน เรียกการเต้นรำสมัยนั้นว่า Balli หรือ Balletti ซึ่งเป็นภาษาอิตาลี แปลว่า การเต้นรำ นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1588 พระชาวฝรั่งเศส ชื่อ โตอิโน อาโบ (Thoinnot Arbeau: ค.ศ. 1519 – 1589) ได้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับการเต้นรำ ชื่อ ออเชโซกราฟี (Orchesographin) ในหนังสือได้บรรยายถึงการเต้นรำแบบต่าง ๆ หลายแบบ เป็นหนังสือที่มีคุณค่ามาก บันทึกถึงการเต้นรำที่นิยมใช้กันในบ้านขุนนางต่างๆ

การเต้นรำแบบบอลรูม เริ่มตั้งแต่สมัยสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 1 (ค.ศ. 1558 – 1603) ซึ่งสมัยนั้นคลั่งไคล้การเต้นรำที่เรียกว่า โวลต้า (Volta) ซึ่งมีการจับคู่แบบวอลซ์ ในปัจจุบันการเต้นแบบโวลต้านั้นฝ่ายชายจะช่วยให้ฝ่ายหญิงกระโดดขึ้นในอากาศด้วย

ในยุโรประหว่างศตวรรษที่ 16 งานเลี้ยงฉลองได้ถูกจัดขึ้นตามโอกาสต่างๆ เช่น งานวันเกิด งานแต่งงาน และงานต้อนรับแขกที่มาเยือน ในงานจะรวมพวกการเต้นรำ การประพันธ์ การดนตรี และการแสดงละครด้วย ขุนนางผู้หนึ่งชื่อ Lorenzo de Medlci ได้จัดงานขึ้นที่คฤหาสน์ของตน โดยตกแต่งคฤหาสน์ด้วยสีสันต่างๆ และจัดให้มีการแข่งขันหลายอย่าง รวมทั้งการเต้นรำสวมหน้ากาก (Mask Dance) ซึ่งต้องใช้จังหวะดนตรีประกอบการเต้น

ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค

ประวัติลีลาศ ยุคโรแมนติค เป็นยุคที่มีการปฏิรูปเรื่องบัลเล่ย์ ในยุคนี้ นักเต้นรำมีความอิสระในการเคลื่อนไหว และการแสดงออกของบุคคล สมัยก่อนการแสดงบัลเล่ย์ มักจะแสดงเรื่องที่เกี่ยวกับเทพเจ้าเทพธิดา แต่ยุคนี้มุ่งแสดงเกี่ยวกับชีวิตคนธรรมดาสามัญ เรื่องทั่ว ๆ ไป รวมถึงใส่จินตนาการ ลงไปในบางครั้งด้วย

ในสมัยที่มีการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ค.ศ. 1789) ได้มีการกวาดล้างพวกกษัตริย์และพวกขุนนางไป ทำให้เกิดความรู้สึกใหม่คือความมีอิสระเสรีเท่าเทียมกัน และเกิดการเต้นวอลซ์ ซึ่งรับมาจากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเชื่อกันว่ามีรากฐานมาจากการเต้น Landler การเต้นวอลทซ์ได้แพร่หลายไปสู่ประเทศที่เจริญแล้วในยุโรปตะวันตก แต่เนื่องจากการเต้นวอลซ์อนุญาตให้ชายจับมือ และ เอวของคู่เต้นรำได้ จึงถูกคณะพระคริสประณามว่า ไม่เหมาะสมและไม่สุภาพเรียบร้อย

ในช่วงปี ค.ศ. 1800 – 1900 การเต้นรำใหม่ๆ ที่เป็นที่นิยมกันมากในยุโรปและอเมริกา จะเริ่มต้นจากคนธรรมดาสามัญโดยการเต้นรำพื้นเมือง พวกขุนนางเห็นเข้าก็นำไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับราชสำนัก เช่น การเต้น โพลก้า วอลซ์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมมากของชนชั้นกลางและชนชั้นสูง

ในสมัยพระนางเจ้าวิคตอเรีย (The Victorian Era 1830 – 80) การไปงานราตรีสโมสรหนุ่มสาวจะไปเป็นคู่ๆ ต้องต่างคนต่างไป และฝ่ายชายจะขอลีลาศกับหญิงคนเดิมมากกว่า 4 ครั้งไม่ได้ หญิงโสดก็จะต้องมีพี่เลี้ยงไปด้วย ฝ่ายหญิงจะมีบัตรเล็กๆ สีขาว จดบันทึกไว้ว่า เพลงใดมีชายขอจองลีลาศไว้บ้าง

ประวัติลีลาศ ยุคปัจจุบัน (ค.ศ. 1900)

จังหวะวอลซ์จากกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งเกิดขึ้นในปลายศตวรรษที่ 17 แต่มิได้เผยแพร่ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1816 จังหวะวอลซ์ได้ถูกนำมาเผยแพร่ ต่อที่ประชุมโดยพระเจ้ายอร์ชที่ 4 แม้จะไม่สมบูรณ์นักในขณะนั้น แต่ก็จัดว่า จังหวะวอลซ์เป็นจังหวะแรกของการลีลาศแท้จริง เพราะคู่ลีลาศสามารถจับคู่เต้นรำได้

 

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

นักเทนนิส

อเล็กซานเด “ซาช่า” Zverev เกิดวันที่ 20 เมษายนปี 1997 ในฮัมบูร์ก  เยอรมนี เขามีพี่ชาย Mischa ซึ่งเกิดเมื่อเกือบสิบปีก่อนและเป็นนักเทนนิสมืออาชีพด้วย ทั้งพ่อและแม่ Sascha ถูกเล่นเทนนิสระดับมืออาชีพสำหรับ สหภาพโซเวียต พ่อของเขาอยู่ในอันดับที่ 175 ในโลก เขายังเป็นผู้เล่นชายอันดับต้น ๆ ของประเทศในขณะที่แม่ของเขาเป็นผู้เล่นหญิงอันดับที่สูงสุด พวกเขาทั้งสองย้ายจากโซซีไปยังเมืองหลวงเพื่อฝึกที่ CSKA Moscow สโมสรเทนนิสที่ดำเนินกิจการ

โดยทหาร รัฐบาลโซเวียตมักจำกัดผู้เล่นของตนไม่ให้แข่งขันนอกประเทศ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่จำกัดว่าพ่อแม่ของ Sascha จะขึ้นอันดับโลกได้สูงเพียงใด กับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตที่ใกล้เข้ามา Irina เดินทางไปเยอรมนีเพื่อแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ในปี 1990 โดยมีสามีของเธอเป็นโค้ช ในขณะที่อยู่ในเยอรมนี พวกเขาได้รับงานเป็นครูสอนเทนนิส หลังจากปฏิเสธในตอนแรก พวกเขายอมรับข้อเสนอให้ทำงานที่ Uhlenhorster Hockey Club

ในฮัมบูร์กในปีต่อไป และจบลงด้วยการตั้งรกรากในประเทศ เริ่มเล่นเทนนิสเมื่ออายุ 3 ขวบ ตั้งแต่ Sascha เริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่อายุยังน้อย เขาพูดว่า “วันหนึ่ง ตอนที่ฉันอายุ ฉันคิดว่าหนึ่งปีห้าเดือน ฉันเพิ่งหยิบไม้เทนนิสขึ้นมา

และ ฉันเริ่มผลักลูกบอลไปทั่วอพาร์ตเมนต์ของเรา และตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็พาฉันออกไปที่สนาม ฉันยังคงสนุกกับมัน ฉันสนุกกับมันในตอนนั้นเมื่ออายุได้ 5 ขวบ เขาเริ่มเล่นเทนนิสอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมงSascha มีความสามารถ

ในการแข่งขันสูงตั้งแต่ยังเป็นเด็ก Mischa น้องชายของเขากล่าวว่า เขาจะไม่เข้าใจหรือยอมรับว่าเขาแพ้” เมื่อทั้งสองจะเล่นกันเอง เขาไม่อยากออกจากสนามเว้นแต่เขาจะชนะการแข่งขัน Sascha ยังเล่นฮอกกี้และฟุตบอลตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แต่ตัดสินใจที่จะโฟกัสไปที่เทนนิสเมื่ออายุประมาณ 12 ปีเท่านั้น หลังจากแพ้ในรอบแรกในการแข่งขันระดับจูเนียร์ระดับนานาชาติในฟลอริดาเมื่อ Sascha ยังเด็ก แม่ของเขาเป็นโค้ชหลัก ในขณะที่พ่อของเขาเน้นไปที่การฝึกสอนน้องชายของเขา

เขากล่าวว่า “ฉันคิดว่าฉันมีเทคนิคที่ค่อนข้างดี

ซึ่งแม่ของฉันทำตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นให้เครดิตเธอสำหรับสิ่งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบ็คแฮนด์ของฉันคือแม่ของฉัน 100 เปอร์เซ็นต์”ในขณะที่แม่ของเขามีรูปแบบการสอนที่ผ่อนคลายมากขึ้น พ่อของเขา “มีวิธีการฝึกกายภาพแบบโซเวียต” ที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมตามกำหนดเวลาสำหรับจำนวนการทำซ้ำที่แน่นอนโค้ชของ Sascha ตั้งเป้าให้เขามีรูปแบบการเล่นที่เสี่ยงและดุดันมากขึ้น

โดยสร้างขึ้นจากการตีลูกบอลด้วยความเร็วและจุดจบอย่างรวดเร็ว นี่เป็นความแตกต่างอย่างมากจากวิธีการเล่นของเขาเมื่ออายุ 12 ขวบ โดยที่สไตล์ของเขาเน้นไปที่การเป็น นักสู้ที่เหลือเชื่อ จากพื้นฐานส่วนหนึ่ง เพราะเขาเล่นช้าเกินไปที่จะเข้าตาข่าย ในขั้นต้น Sascha พยายามเปลี่ยนรูปแบบการเล่นของเขา เขา “ทำผิดพลาดมากมาย” และแพ้ให้กับคู่ต่อสู้ที่เก่งในการรักษาคะแนนให้มีชีวิต อย่างไรก็ตาม พ่อของเขายึดติดกับกลยุทธ์นี้

โดยกล่าวว่า “เราต้องฝึกเทนนิสเร็ว เทนนิสเชิงรุก ถ้าวันนี้คุณแพ้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ คุณต้องคิดถึงอนาคต เล่นของเขาการแข่งขันจูเนียร์ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2011 เมื่ออายุ 13 ปีในการแข่งขันชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในโปแลนด์ เขาเป็นอดีตจูเนียร์อันดับ 1 ของโลกเขาเข้าสู่การแข่งขันครั้งแรกในสนามจูเนียร์เซอร์กิตของสหพันธ์เทนนิสนานาชาติ ในช่วงต้นปี 2011 เมื่ออายุ 13 ปี ในช่วงต้นปี 2012 ซเวเรฟได้แชมป์ ITF เป็นครั้งแรกที่ Fujairah Junior Championships

ซึ่งเป็นเกรด 4 ระดับต่ำ การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วย

ตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

การแข่งขันในสหรัฐอาหรับเอมิ เขาจะรับตำแหน่งระดับ 5 ที่ต่ำกว่าที่ Oman International Junior 2 ในอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ซึ่งทำให้เขาเริ่มแข่งขันในกิจกรรมระดับสูงก่อนวันเกิดปีที่ 15 ของเขาได้ไม่นาน [9]เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในทัวร์นาเมนต์ระดับ 2 ขึ้นไป จนกระทั่งในปีถัดมาเมื่อเขาไปถึงรอบชิงชนะเลิศคู่แบบแบ็คทูแบ็กกับSpencer Papaที่ Grade A Copa Gerdauและ Grade 1 USTA International Spring Championships

ความสำเร็จในช่วงต้นฤดูกาลของซเวเรฟในประเภทคู่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นปูชนียบุคคลของการพัฒนาครั้งสำคัญในซิงเกิ้ลเช่นกัน ในช่วงฤดูคอร์ตดินของยุโรป เขาได้รับตำแหน่ง Grade 1 เป็นครั้งแรกเหนือAndrey Rublevที่ Open International Junior de Beaulieu-sur-Mer เขาติดตามผลงานนั้นด้วยตำแหน่งเกรด A ครั้งแรกของเขาที่ Trofeo Bonfiglio ในเดือนต่อมา กลายเป็นแชมป์ชายเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันนอกจากนี้เขายังวิ่ง

ขึ้นที่ 2013 ฝรั่งเศสเปิดการCristian การิน Zverev ประสบความสำเร็จในสนามหญ้าเช่นกัน รองแชมป์คือNick Kyrgiosที่จูเนียร์ อินเตอร์เนชั่นแนล โรแฮมป์ตัน อย่างไรก็ตาม เขาต้องการเกษียณที่วิมเบิลดันเนืองจากอาการบาดเจ็บที่ไหล่ ซเวเรฟเข้ามาใกล้จะถึงชายเดี่ยวแกรนด์สแลมอีกคนสุดท้ายที่จูเนียร์ยูเอสโอเพ่น 2013แต่พ่ายแพ้ต่อแชมป์บอร์นา Ćorić ในรอบรองชนะเลิศในที่สุด

ความสำเร็จนี้เพียงพอแล้วสำหรับเขาที่จะขึ้นสู่อันดับ 1 ในปลายเดือนตุลาคม ก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซเวเรฟยังเป็นตัวแทนของเยอรมนีในจูเนียร์ เฟด คัพ ทำให้พวกเขาจบอันดับที่สี่ทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของปีคือ Grade A Orange Bowlซึ่งเขาพ่ายแพ้โดยStefan Kozlovในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะจูเนียร์อันดับต้น ๆ เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นแชมป์โลกไอทีเอฟจูเนียร์กลายเป็นแชมป์ชายที่อายุน้อยที่สุด

นับตั้งแต่โดนัลด์ ยังในปี 2548 เล่นเพียงสองทัวร์นาเมนต์ในปี 2014 ทั้งในออสเตรเลียในเดือนมกราคมเขาชนะการแข่งขันประเภทเดี่ยวทั้งสองรายการ ครั้งแรกที่พบกับโอมาร์ จาซิกาออสเตรเลียที่ทรารัลกอน จูเนียร์ อินเตอร์เนชันแนล ที่Australian Openเขาสามารถเอาชนะ Kozlov ซึ่งเป็นอันดับสองเพื่อจบอาชีพจูเนียร์ของเขาด้วยตำแหน่ง Grand Slam ครั้งแรก

Racewalking กีฬาเดิน

Racewalking กีฬาเดิน

Racewalking กีฬาเดิน

Racewalking กีฬาเดิน

ถ้าคุณมองแค่ชื่อ Racewalking หรือกีฬาเดินเร็ว อาจดูเป็นกีฬาที่คนธรรมดาอย่างเรา สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ เพราะใคร ๆ ก็สามารถเดินได้ไม่ใช่หรือ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว กีฬาดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร แตกต่างจากการเดินปกติหรือไม่ และทำไมแค่การเดิน ถึงนับว่าเป็นกีฬาระดับโอลิมปิกกันได้

กีฬาแห่งการพนันของชนชั้นสูง

จุดเริ่มต้นของ กีฬา Racewalking ที่แท้จริงนั้นต้องย้อนไปถึงประมาณ 4 ล้านปีก่อนคริสตกาล ที่ Australopithecus afarensis ได้เริ่มต้นวิวัฒนาการสู่การก้าวเดินแบบสองขาเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของกีฬาชนิดนี้ (และการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ในปัจจุบัน)

แต่ถ้านับช่วงที่มีการแข่งขันกันแบบจริง ๆ ก็ต้องย้อนไปช่วง 2500 ปีก่อนคริสตกาล ที่นักโบราณคดีได้ค้นพบบันทึกจากยุคอียิปต์โบราณ ที่กล่าวถึงการเดินแข่งขันของผู้คนในสมัยก่อน ที่ไม่ได้มีกฎระเบียบมากมาย แค่เดินสลับวิ่งไปเรื่อย ๆ ตามระยะทางที่กำหนด

นอกจากการพบในอียิปต์แล้ว ยังมีการพบหลักฐานถึงการแข่งวิ่งในสมัยกรีกโบราณด้วยเช่นกัน ทว่าการแข่งขันดังกล่าว ก็ไม่ได้ถูกบรรจุเข้าไว้ในกีฬาของโอลิมปิกบุคโบราณแต่อย่างไร

เมื่อเวลาผ่านเลยไป โรเบิร์ต คาเรย์ ชนชั้นสูงชาวอังกฤษ ได้ท้าพนันว่าเขาสามารถเดินอย่างต่อเนื่องได้ไกลกว่า 300 ไมล์ (482 กิโลเมตร) ก่อนที่จะชนะการพนันดังกล่าวในปี 1589 หลังออกเดินจากลอนดอนไปเบอร์วิคได้สำเร็จ

แม้แต่กษัตริย์ผู้สูงส่ง ก็เคยเข้าร่วมแข่งขันเดินมาแล้ว โดยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่สอง (King Charles II) ผู้ทรงโปรดปรานการเดินตั้งแต่วัยเยาว์ เคยเดินจากไวท์ฮอลล์ไปสู่แฮมพ์ตัน คอร์ท อันเป็นระยะทางประมาณ 21 กิโลเมตร ตั้งแต่ยุค 1600s มาแล้ว ซึ่งจากการเดินในระยะทางไกลแบบนั้น ก็ทำให้พระองค์ประชวรด้วยโรคเกาต์อย่างรุนแรงในช่วงบั้นปลายชีวิต

ถัดมาในยุควิคตอเรียน หรือระหว่างปี 1837-1901 บรรดาชนชั้นสูงในสมัยนั้น จะเดิมพันว่าใครสามารถเดินได้เร็วกว่ากัน โดยจะส่งคนรับใช้ของตน เข้าเป็นตัวแทนในการแข่งขันดังกล่าว

นั่นเพราะเหล่าคนรับใช้ จะต้องเดินควบคู่ไปกับรถม้าของเจ้านายด้วยระยะทางไกล ซึ่งบางครั้งก็จำเป็นที่จะต้องเดินให้เร็วกว่ารถม้า เพื่อล่วงหน้าไปยังจุดหมายปลายทาง และจัดแจงสิ่งต่าง ๆ ให้พร้อมรับการเดินทางมาถึงของเจ้านายพวกเขา

กีฬาดังกล่าวจึงเป็นที่เริ่มรู้จักกันในชื่อ Pedestrianism ซึ่งหมายถึงผู้เดินทาง โดยเริ่มจากการแข่งในระยะทาง 5 กิโลเมตร ในทุก ๆ สุดสัปดาห์ จนในช่วงปลายของศตวรรษที่ 18 มันได้กลายเป็นกีฬาของเหล่าวัยรุ่นสร้างตัว ที่ต้องการทั้งชื่อเสียงและเงินทองจากความสำเร็จในการแข่งขันดังกล่าว

สู่เวทีโอลิมปิก

Pedestrianism เริ่มถูกส่งออกไปทั่วทุกมุมโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา มันได้กลายเป็นสวรรค์แห่งนักพนัน ที่เข้ามาแทงว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ในการแข่งขันเดินเกือบ 1,000 กิโลเมตร แบบ 6 วันติดต่อกัน โดยมีวงดนตรีเข้ามาเล่นเพื่อเอนเตอร์เทนคนดู พร้อมกับมีร้านขายอาหารต่าง ๆ อยู่ภายในสนามแข่งขันแบบในร่ม

นั่นจึงทำให้เมื่อโอลิมปิกสมัยใหม่ ได้ฤกษ์มาจัดแข่งขันกันที่เมืองเซนต์หลุยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 1904 การแข่งขัน Pedestrianism จึงได้ถูกบรรจุรวมเป็นส่วนหนึ่งของรายการกรีฑาแบบ All-Around ที่ยำรวมทั้งการแข่งประเภทลู่และลานเข้าด้วยกัน หรือก็คือการแข่งทศกรีฑาในยุคปัจจุบันนั่นเอง

การแข่งเดินเร็วในครั้งแรกนั้น ถูกกำหนดไว้ที่ระยะทาง 800 หลา หรือประมาณ 730 เมตรเท่านั้น โดยมี ทอม เคียลีย์ และ จห์น ฮอลโลเวย์ เป็นสองผู้ชนะในการแข่งขันครั้งแรก ด้วยเวลา 3:59 นาทีเท่ากัน

และนับตั้งแต่โอลิมปิกปี 1908 เป็นต้นมา การเดินเร็ว หรือ Racewalking ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในการแข่งขันโอลิมปิกมาโดยตลอด โดยเริ่มจากระยะทาง 3.5 กิโลเมตร และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10 และ 50 กิโลเมตร ตามลำดับ ก่อนที่จะมาสิ้นสุดที่สองระยะในปัจจุบัน คือ 20 และ 50 กิโลเมตร โดยจนถึงในปัจจุบัน ประเภท 50 กิโลเมตรในโอลิมปิก เกมส์ ยังเปิดให้แข่งขันสำหรับผู้ชายเพียงอย่างเดียวอยู่

กฎแห่งการเดิน

คุณอาจเคยได้เห็นท่าทางการเดินของนักวิ่งเหล่านี้กันมาแล้ว ที่ดูแปลกตา ๆ ราวกับเป็นลูกผสมระหว่างการเดินและวิ่ง ซึ่งก็เป็นเพราะกฎในการแข่งขันนี่แหละ ที่กำหนดท่าทางการวิ่งของนักกีฬา Racewalking ไว้

กฎเหล็กที่สำคัญข้อแรกนั้นคือ จะต้องมีขาอย่างน้อย 1 ข้าง ที่สัมผัสกับพื้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะมีกรรมการคอยตัดสินด้วยตาเปล่าอยู่ตลอดทั้งการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม บรรดานักเดินเร็วก็ทราบถึงช่องโหว่ของการตัดสินแบบนี้เป็นอย่างดี “ตาของคุณจะมองเห็นอะไรที่ช้ากว่า 0.6 วินาที [ผู้เขียน: จริง ๆ แล้วคือ 0.4 วินาที] ดังนั้นหากคุณยกขาขึ้นมาได้เร็วและสั้นพอ มันก็ยังพอเอาตัวรอดไปได้ เพราะเราต้องพยายามหาข้อจำกัดของกฎเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา” คือคำพูดของ อินากี้ โกเมซ (Inaki Gomez) นักเดินเร็วชาวแคนาดา ที่ถูกทางเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของโอลิมปิก นำคำพูดของเธอมาขึ้นในหน้าเว็บเลยด้วย

ทีนี้ ถ้าอิงตามหลักฟิสิกส์แล้ว ร่างกายของเรานั้นไม่สามารถสัมผัสกับอะไรได้เลยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมือคุณที่กำลังจับมือถือเพื่ออ่านบทความนี้ หรือเวลาที่ล้มตัวลงบนที่นอน เพราะแม้เราจะรู้สึกว่าเราสัมผัสกับสิ่งนั้น ๆ แต่เมื่อมองลงไปในระดับอะตอมแล้ว มันยังมีช่องว่างระหว่างแต่ละวัตถุ ที่ทำให้เราไม่มีวันได้สัมผัสกับอะไรได้เลยตลอดทั้งชีวิต และมีเพียงแค่ความรู้สึกว่าเรากำลังสัมผัสมันอยู่เท่านั้น

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ซุน หยาง นักว่ายน้ำชาย จากประเทศจีน เขาว่ายน้ำให้กับประเทศจีนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 เกิด 1 ธันวาคม 1991 ในหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเอเชียนเกมส์ 2010 เขาชนะในการแข่งขันท่าฟรีสไตล์ 1500 เมตร เขาได้อีก 2 เหรียญสำหรับประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้เขายังได้รางวัลนักแข่งหน้าใหม่ของปี 2010 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ในปี 2011 ซันได้ทำลายสถิติการว่ายน้ำฟรีสไตล์ 1500 เมตร ที่แกรนท์ แฮคเก็ต ทำไว้เมื่อปี 2001 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันท่าฟรีสไตล์ประเภท 400 เมตร และ 1500 เมตร

จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012และกลายเป็นชาวจีนคนแรกที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 เขามีชื่ออยู่ในหนึ่งในสองของนักว่าน้ำชายที่จะชนะซึ่งอีกคนคือไมเคิล เฟลป์สการว่ายน้ำระดับอาชีพแม้ซุน หยางจะได้รับการฝึกฝนมาหลายปี แต่การพัฒนาการของเขาเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ปักกิ่งเมื่อ 2008 ตอนที่เขา อายุ 16 ปี เขาถูกวางให้อยู่ในอันดับที่ 28 ในการแข่งขันฟรีสไตล์ 400 เมตร ด้วยเวลา 3:50.90 และการแข่งขันฟรีสไตล์ 1500 เมตร

เขาอยู่ในอันดับที่ 8 ด้วยเวลา 15:05.12 นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเขา ในปีต่อมาซุนได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ โรม เขาชนะได้เหรียญทองแดง ซึ่งเป็นเหรียญแรกของประเทศ ในการว่าย 1500 เมตร ด้วยเวลา 14:46.84 นอกจากนี้เขายังอยู่ในอันดับที่ 18 ในการแข่งขันฟรีสไตล์ 400 เมตร อีกด้วย เอเชี่ยนเกมส์ 2010 ซุนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ที่นี่เองซุนได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันฟรีสไตล์1500 เมตร เหรียญทองฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตร

และเหรียญเงินฟรีสไตล์ 200 และ 400 เมตร ในการว่าย 1500 เมตรเขาทำเวลาได้ 14:35.43ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของเอเชียเรคคอร์ดด้วย เขาว่ายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์และเป็นอันดับสอง ต่อจากแกรนท์ แฮ็คเค็ด จากเหตุการณ์นี้หลายคนต่างเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้ที่ทำลายสถิติโลกอย่างแน่นอน ชิงแชมป์โลก 2011 ในวันแรกของการแข่งขันซุนถูกวางให้อยู่ในอันดับที่ 2 ในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร ซึ่งเขาพ่ายให้กับ ปาร์คแทฮวาน ด้วยเวลา 3:43.24 สามวันต่อมาเขาไปชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกในการแข่งฟรีสไตล์ 800 เมตร ด้วยเวลา 7:38.57 หลังจากวันนี้

เขาได้ร่วมกับทีมจีนในการแข่งฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตรและได้รับเหรียญทองแดง และในการแข่งขันครั้งนี้เอง ซุนได้ทำลายสถิติโลกที่ไม่มีใครทำลายได้กว่า 10 ปีด้วยเวลา 14:34.14 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซุนชื่นชอบการแข่งขัน ฟรีสไตล์ 1500 เมตร เขาเป็นวีรบุรุษการแข่งฟรีสไตล์ 200 และ 400 เมตร ในวันแรกซุนชนะการแข่งขันเหรียญทองการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร ด้วยเวลา 3:40.14 และกลายเป็นนักวาน้ำชายคนแรกของจีนที่ได้เหรียญทองใน โอลิมปิก บันทึกเวลาของเขาอยู่ในอันดับที่ 3 ของประวัติศาสตร์ 0.07 วินาทีของ เวิลเรคคอร์ด และเป็นสถิติใหม่

ของเอเชียเรคคอร์ดด้วย หลังจากวันพักผ่อนของเขา ซุนได้เข้าแข่งฟรีสไตล์ 200 เมตร การแข่งครั้งนี้เขาทำได้เพียงเข้าชิง พัฒนาการของเขาครั้งนี้ทำให้เขาได้รับเหรียญเงินเชือน ปาร์คแทฮวาน ไป 1:44.93 เป็นเรคคอร์ดใหม่ ในวันรุ่งขึ้นจีนก็ได้เหรียญทองแดงจากการแข่งฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตร ซึ่งเป็นครั้งแรกของพวกเขาในการแข่งขันครั้งนี้ จากการแข่งขันครั้งนั้นเขาก็ไม่ได้กลับมาที่สระว่ายน้ำจนถึงวันที่เขาแข่ง 1500 เมตรซึ่งเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดของเขา เขาว่ายรวดเดียวจบ ด้วยความรวดเร็วราวกับว่าเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไป แต่เหตุการณ์ครั้งนี้

ก็เกือบทำให้ซันไม่ได้เหรียญรางวัล แต่ด้วยคนส่วนใหญ่ไม่พอใจ จึงทำให้ซันกลับมาได้รับเหรียญรางวัล ด้วยเวลา 14:31.02 ซึ่งมากกว่าสถิติโลกใหม่ 3 วินาที และมากกว่า Ryan Cochrane 8 วินาที ผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้ ซันหยาง ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเป็นนักว่ายน้ำชายจากประเทศจีน ในประวัตอศาสตร์โอลิมปิก ซันเป็นนักว่ายน้ำคนแรกที่ชนะสองเหรียญทอง 400/1500 เมตร ตั้งแต่ Vladimir Salnikov เคยทำมาในโอลิมปิกปี 1980 ที่มอสโค

ความสำเร็จของ ซุน หยาง

ชิงแชมป์แห่งชาติฤดูหนาว 2006 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 400 ม./1500 ม.

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนแห่งชาติ 2006 – อันดับที่ 1 10 กม.

การแข่งขันแชมเปียนแห่งชาติ 2007 – อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 400 ม./1500 ม.

ชิงแชมป์แห่งชาติ 2007 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

กีฬาแห่งชาติระหว่างเมือง 2007 – 1st ฟรีสไตล์ 1500 ม.

“Good Luck Beijing” 2008 ว่ายน้ำโอลิมปิกรอบคัดเลือก – 2nd ฟรีสไตล์ 400 ม.

โอลิมปิกฤดูร้อน 2008 อันดับที่ 28 จากการแข่ง 400 เมตร อันดับ 8 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

ชิงแชมป์โลก 2009 – อันดับที่ 3 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

เอเชียนเกมส์ 2010 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เอเชียเรคคอร์ด)

ชิงแชมป์โลก – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เวิด์ลเรคคอร์ด), อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 800 ม. อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 400 ม.

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 400 ม. (โอลิมปิก เรคคอร์ด)

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 200 ม. ฟรีสไตล์

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เวิลด์ เรคคอร์ด)

นักกีฬาคนแรกของโลก

นักกีฬาคนแรกของโลก

นักกีฬาคนแรกของโลก

นักกีฬาคนแรกของโลก

ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย ชื่อเล่น ปอป้อ เกิดวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2535 เป็นนักกีฬา แบดมินตัน   หญิงชาวไทย ปัจจุบันเป็นมืออันดับ 2 ของโลกประเภทคู่ผสม และเป็นเจ้าของเหรียญเงิน การแข่งขัน ชิงแชมป์โลก ปี 2019 ทรัพย์สิรีเป็นนักกีฬาคนแรกของโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับกรังด์ปรีซ์โกลด์ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม ทรัพย์สิรี ได้เหรียญทองแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ในประเภทหญิงเดี่ยว และเหรียญเงินจากแบดมินตันในเอเชียนเกมส์ 2010 ในประเภททีมหญิง

รวมทั้งเป็นตัวแทนทีมชาติไทยผู้เข้าแข่งขันรายการเจแปนซูเปอร์ซีรีส์ 2012 เข้าแข่งขันแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ซึ่งเธอเป็นฝ่ายชนะนักแบดมินตันจากเวียดนามแล้วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยได้พบกับเติ้งสวน จากจีน[8] ที่ซึ่งทรัพย์สิรีเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 21-14, 21-17 และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันดังกล่าววันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการแบดมินตันชิงแชมป์เอเชีย 2011 รอบ 16 คน ที่ซึ่งเธอเป็นฝ่าย

ชนะฟรานซิสกา รัตนาซารี จากอินโดนีเซีย ด้วยคะแนน 21-15, 21-19 และผ่านเข้ารอบไปพบกับหวัง ยี ฮาน ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 3 จากจีนวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการเซอร์กิตโลก “เอสซีจีไทยแลนด์โอเพ่นกรังด์ปรีซ์โกลด์ 2012” ซึ่งจัดขึ้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยในประเภทหญิงเดี่ยว เธอเป็นฝ่ายชนะคาโอริ อิมาเบปปู จากญี่ปุ่น 2-1 เกม ที่คะแนน 20-22, 21-19, 21-15 และผ่านเข้าสู่รอบ 8 คนสุดท้าย

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการเดนมาร์กโอเพ่นพรีเมียร์ซูเปอร์ซีรีส์ 2012 ที่โอเดนเซ ประเทศเดนมาร์ก โดยเธอได้จับคู่กับสาวิตรี อมิตรพ่าย และสามารถเป็นฝ่ายชนะหยาน พูนล็อง กับซื่อ หยิงซู่ จากฮ่องกง ซึ่งเป็นมือวางอันดับ 18 ของโลก 2-0 เกม ที่คะแนน 21-11, 21-8 และในช่วงระหว่างวันที่ 23-28 ตุลาคม ของปีเดียวกันนี้ ทรัพย์สิรีได้ร่วมแข่งขันรายการโยเน็กซ์เฟรนช์โอเพ่น 2012 โดยเธอได้พบกับคริสตินา กวานโฮล์ท จากสาธารณรัฐเช็ก

ในประเภทหญิงเดี่ยว ส่วนในประเภทหญิงคู่ เธอได้จับคู่กับสาวิตรี อมิตรพ่าย และได้พบกับ เก็บบี อิมาวาน กับทิอารา นูไรดาห์ จากอินโดนีเซียครั้งหนึ่ง ได้มีการจัดการแข่งขันแบดมินตันรายการเอสซีจีแบดมินตันสตาร์ชาลเลนจ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนักแบดมินตันทีมชาติกับดารานักแสดง ที่ซึ่งเธอได้พบกับณัฐฐาวีรนุช ทองมี ในประเภทหญิงเดี่ยว

ผลงานของทรัพย์สิรี

พ.ศ. 2564

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ BWF World Tour Finals 2020 ประเทศไทย

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ Toyota Thailand Open 2020 ประเทศไทย

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ Yonex Thailand Open 2020 ประเทศไทย

พ.ศ. 2563

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม (คู่กับ เดชาพล พัววรานุเคราะห์) รายการ All England Open 2020 ประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2562

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Macau Open 2019 ประเทศมาเก๊า

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Korea Open 2019 ประเทศเกาหลีใต้

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Singapore Open 2019 ประเทศสิงค์โปร์

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Thai Master 2019 ประเทศไทย

พ.ศ. 2560

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Badminton Asia Championships 2017 ประเทศจีน

ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Swiss Open 2017 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Singapore Open 2017 ประเทศสิงค์โปร์

รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Thai Master 2017 ประเทศไทย

เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงชาวไทย ปัจจุบันเป็นมืออันดับ 2 ของโลกประเภทคู่ผสม และเป็นเจ้าของเหรียญเงิน การแข่งขันชิงแชมป์โลกปี 2019 ทรัพย์สิรีเป็นนักกีฬาคนแรกของโลกที่ชนะเลิศการแข่งขันระดับกรังด์ปรีซ์โกลด์ครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประเภทหญิงเดี่ยว หญิงคู่ และคู่ผสม ทรัพย์สิรี ได้เหรียญทองแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ในประเภทหญิงเดี่ยว และเหรียญเงินจากแบดมินตันในเอเชียนเกมส์ 2010 ในประเภททีมหญิง

รวมทั้งเป็นตัวแทนทีมชาติไทยผู้เข้าแข่งขันรายการเจแปนซูเปอร์ซีรีส์ 2012 เข้าแข่งขันแบดมินตันในโอลิมปิกเยาวชนฤดูร้อน 2010 ซึ่งเธอเป็นฝ่ายชนะนักแบดมินตันจากเวียดนามแล้วเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยได้พบกับเติ้งสวน จากจีน[8] ที่ซึ่งทรัพย์สิรีเป็นฝ่ายชนะด้วยคะแนน 21-14, 21-17 และได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันดังกล่าววันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554 ทรัพย์สิรีเข้าแข่งขันรายการแบดมินตันชิงแชมป์เอเชีย 2011 รอบ 16 คน ที่ซึ่งเธอเป็นฝ่าย

ในประเภทหญิงเดี่ยว ส่วนในประเภทหญิงคู่ เธอได้จับคู่กับสาวิตรี อมิตรพ่าย และได้พบกับ เก็บบี อิมาวาน กับทิอารา นูไรดาห์ จากอินโดนีเซียครั้งหนึ่ง ได้มีการจัดการแข่งขันแบดมินตันรายการเอสซีจีแบดมินตันสตาร์ชาลเลนจ์ ซึ่งเป็นการแข่งขันระหว่างนักแบดมินตันทีมชาติกับดารานักแสดง ที่ซึ่งเธอได้พบกับณัฐฐาวีรนุช ทองมี ในประเภทหญิงเดี่ยว

มือวางอันดับ 1 ของโลก

มือวางอันดับ 1 ของโลก

มือวางอันดับ 1 ของโลก

มือวางอันดับ 1 ของโลก

รัชนก อินทนนท์ เป็นนักกีฬาแบดมินตันหญิงชาวไทย อดีต นักแบดมินตันหญิง เดี่ยวมือหนึ่งของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2559 และเป็นคนไทยคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ชื่อเล่น เมย์ เกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 โดยก่อนหน้านั้นในปี 2556 เธอได้คว้าแชมป์โลกและสร้างสถิติเป็นแชมป์โลกแบดมินตัน อายุน้อยที่สุดปัจจุบัน รัชนกสังกัดสโมสรโรงเรียนแบดมินตันบ้านทองหยอด และแข่งขันในนามสโมสรชิงเต่าในลีกระดับโลกที่ประเทศจีน ตั้งแต่ปี 2555 โดยเซ็นสัญญา

แบบปีต่อปี รัชนก อินทนนท์เกิดที่จังหวัดยโสธรเป็นบุตรของวินัสชัย อินทนนท์ ชาวจังหวัดยโสธร และคำผัน สุวรรณศาลา ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด มีน้องชาย 1 คนคือ รัชพล อินทนนท์ เมื่ออายุ 3 เดือน รัชนกย้ายเข้ากรุงเทพมหานครตามบิดา

และมารดา ซึ่งมาทำงานที่โรงงานทำขนมบ้านทองหยอด และได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น นับแต่นั้น รัชนกยังมีกมลา ทองกร เจ้าของโรงงานบ้านทองหยอด เป็นมารดาบุญธรรมอีกด้วย รัชนกเริ่มเล่นกีฬาแบดมินตัน เมื่ออายุได้ 6 ปี เนื่องจากกมลา ทองกร เกรงว่ารัชนกจะวิ่งเล่น

ซุกซนภายในโรงงานจนเกิดอุบัติเหตุได้ จึงได้นำเธอมาหัดเล่นแบดมินตันตั้งแต่บัดนั้น หนึ่งปีต่อมาเธอได้ลงแข่งขันเป็นครั้งแรก ในรายการอุดรธานี โอเพ่น และได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นครั้งแรกรัชนกสำเร็จการศึกษา ระดับมัธยมตอนต้นจากโรงเรียนกสิณธรอาคาเดมี่มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี และระดับอุดมศึกษาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประวัติการเล่นอาชีพปี พ.ศ. 2550

ด้วยวัยเพียง 12 ปี รัชนกลงแข่งขัน รายการแบดมินตันชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยเป็นครั้งแรก และได้รับเหรียญทองแดง ต่อมาในปี พ.ศ. 2551 เธอได้รับเหรียญเงินและปี พ.ศ. 2552 เธอได้รับเหรียญทองเป็นครั้งแรก โดยเอาชนะสลักจิต พลสนะ อดีตแชมป์ประเทศไทย ได้ในรองรอบชนะเลิศ และเอาชนะทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย ได้ในรอบชิงชนะเลิศในระดับเยาวชน รัชนกลงแข่งขัน รายการ บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์จูเนียร์แชมเชียนชิพ หรือเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งโลก

เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2551 โดยเข้าถึงรอบ 8 คนสุดท้าย ก่อนที่จะพ่ายให้กับหวัง ซื่อเสียน จากสาธารณรัฐประชาชนจีน ปีต่อมา พ.ศ. 2552 รัชนกลงแข่งขันในรายการนี้อีกครั้ง และได้รับรางวัลชนะเลิศ เหรียญทอง เป็นครั้งแรก ด้วยการเอาชนะพรทิพย์ บูรณะประเสริฐสุข รุ่นพี่ทีมชาติไทย ในรอบชิงชนะเลิศ โดยเธอถือเป็นนักแบดมินตันหญิงเดี่ยวที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงเป็นนักแบดมินตันไทยคนแรก

ที่ได้รับตำแหน่งนี้ปี พ.ศ. 2553

รัชนกเริ่มก้าวเข้าสู่การแข่งขันในระดับทั่วไปในรายการที่ใหญ่ขึ้น และสามารถทำผลงานได้ดีในหลายรายการ ในเดือนตุลาคม ด้วยวัย 15 ปี รัชนกสามารถคว้าแชมป์แรกในระดับกรังด์ปรีซ์ และกรังด์ปรีซ์ โกลด์ ให้กับตัวเอง ได้ที่ประเทศเวียดนาม และอินโดนีเซียตามลำดับ และในรอบปีนั้น ยังทำผลงาน เข้ารอบก่อนรองชนะเลิศได้ในรายการไชน่า ซูเปอร์ซีรีส์ พรีเมียร์ ฮ่องกง ซูเปอร์ซีรีส์  ไชนีส ไทเป กรังด์ปรีซ์โกลด์ และโคเรีย กรังด์ปรีซ์โกลด์

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน รัชนกเข้าร่วมแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 16 ในนามทีมชาติไทย และได้รับรางวัลเหรียญเงิน ในประเภททีมหญิง โดยในรอบชิงชนะเลิศ เธอลงแข่งขันในฐานะเดี่ยวมือ 1 และพ่ายให้กับหวัง ซิน นักแบดมินตันมือ 1 ของโลกในสมัยนั้นไปอย่างสูสี 1-2 เกม 22-20 17-21 14-21อนึ่ง ในระดับเยาวชน รัชนกยังทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้าเหรียญทอง ประเภทหญิงเดี่ยว รายการแบดมินตันเยาวชนชิงแชมป์โลก ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

ส่วนในการแข่งขันแบดมินตันชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2553 รัชนกเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายต่อสลักจิต พลสนะ 21-14 21-15 ปี พ.ศ. 2554 รัชนกเป็นนักแบดมินตันที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ในรายการ บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์จูเนียร์แชมเชียนชิพ ด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ คว้าแชมป์เยาวชนชิงชนะเลิศแห่งโลก ได้เป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์แบดมินตันโลก

เดือนพฤศจิกายนปีเดียวกัน รัชนกเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2011 ในฐานะผู้เล่นทีมชาติไทย โดยลงแข่งขันทั้งในประเภทหญิงเดี่ยว และในประเภททีมหญิง ซึ่งรัชนกสามารถคว้ามาได้ 1 เหรียญทอง และ 1 เหรียญทองแดง จากประเภททีมหญิง และหญิงเดี่ยว ตามลำดับในส่วนของผลงานรายการเก็บคะแนนสะสมในรอบปี รัชนกทำผลงานได้ดีที่สุด ด้วยการคว้าแชมป์ในรายการ อินเดีย โอเพ่น กรังด์ปรีซ์โกลด์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2555

รัชนกสามารถทำผลงาน ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้ในรายการ ไทยแลนด์ โอเพ่น กรังด์ปรีซ์ โกลด์ ก่อนที่จะพ่ายต่อไซน่า เนห์วาล ไป 1-2 เซต ทำให้ได้เพียงอันดับสอง ต่อมาในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน รัชนกได้รับสิทธิ์เข้าแข่งขันโอลิมปิก 2012 ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เป็นครั้งแรก ในฐานะมือวางอันดับ 11 ของโลก โดยเธอสามารถผ่านรอบแรกไปได้ และสามารถเอาชนะจูเลียน เชงค์ จากเยอรมันไปได้ในรอบ 16 คนสุดท้าย ก่อนที่จะแพ้หวัง ซิน จากจีนในรอบ 8 คนสุดท้ายไป 1-2 เซตหลังจากนั้น

รัชนกสามารถทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ด้วยการผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ รายการไชน่า โอเพ่น ซูเปอร์ ซีรีส์ พรีเมียร์ ก่อนที่จะพ่ายแก่หลี่ เสี่ยวเล่ย มืออันดับ 1 ของโลก ไป 0-2 เซต ได้เพียงอันดับ 2[24] แต่นั่นก็เพียงพอทำให้รัชนก ได้สิทธิ์ไปแข่งขันรายการซูเปอร์ ซีรีส์ สุดท้ายของปี ที่จะให้สิทธิ์สำหรับนักแบดมินตัน 8 อันดับแรกที่ทำคะแนนสะสมสูงสุดในรอบปี โดยในรายการสุดท้ายนี้ รัชนกสามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายต่อหวัง ฉีเซียน

จากจีน ไป 0-2 เซต 12-21 19-21 วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 รัชนกสร้างสถิติโลกใหม่เป็นนักแบดมินตันที่อายุน้อยที่สุดที่ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ในวัยเพียง 18 ปี หลังคว้าแชมป์ โยเน็กซ์ ซันไรส์ อินเดีย โอเพ่น และในวันที่ 20 มิถุนายน สหพันธ์แบดมินตันโลก บีดับเบิลยูเอฟ ประกาศการจัดอันดับนักแบดมินตันโลก รัชนก อินทนนท์ ขยับขึ้นจากอันดับ 5 ไปเป็นมือ 3 โลก ในประเภทหญิงเดี่ยว

วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2556 รัชนก อินทนนท์ สามารถคว้าแชมป์การแข่งขันแบดมินตันโลกได้สำเร็จเป็นคนแรกของประเทศไทย และเป็นแชมป์โลกแบดมินตันที่มีอายุน้อยที่สุด รวมถึงในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2556 รัชนก อินทนนท์ ได้ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 2 ของโลก จากการจัดอันดับของสหพันธ์แบดมินตันโลก รัชนกเป็นนักแบตมินตันคนแรกของโลกที่สามารถคว้าแชมป์ซูเปอร์ซีรีส์สามรายการติดต่อกันใน 3 สัปดาห์ ที่ประเทศอินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งยังไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน และทำคะแนนสะสมขึ้นนำเป็นนักแบตมินตันหญิงมือ 1 ของโลกประเภทหญิงเดี่ยว โดยอันดับล่าสุด ณ วันที่ 1 ธันวาคม 2559 รัชนกอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก