ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ถูกจัดให้เป็นดาวรุ่งพรสวรรค์ของ  วงการฟุตบอล  โปรตุเกสตั้งแต่อายุยังน้อย ฌูเวา กังเซลู จากฝีเท้าที่แสดงออกมาอย่างเฉิดฉายในระดับเยาวชน โดยตัวเขาเกิดวันที่ 27 มีนาคม 1994 มีความสูง 182 เซนติเมตร เล่นได้ทั้งแบ็คขวากับปีกขวา อายุเพียง 8 ขวบ ได้เข้าไปอยู่กับ

Barreirense ในฐานะเด็กฝึกหัด จนทางเบนฟิก้ามีเห็นแววดึงปั้นต่อในปี 2007 จนกระทั่งเข้าสู่ชุดสำรองของสโมสรได้ในฤดูกาล 2012-2013 ในชุดบีของทีม กังเซลู ได้รับโอกาสลงเล่น

เยอะมากๆ แต่ผ่านไป 2 ปีก็ไม่สามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ จึงถูกปล่อยให้  บาเลนเซีย  ยืมตัวไปใช้งาน 1 ปี 2014-2015 จนถูกซื้อขาดในปีถัดมาจากทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร

การย้ายมาเล่นในสเปน ทำให้ กังเซลู ได้ลงสนามอย่างที่ตัวเองต้องการ เป็นตัวหลักทางฝั่งขวาของไอ้ค้างคาวโดยตลอดตั้งแต่ย้ายมา ไม่ว่าจะเป็นแบ็คหรือปีกทำได้ดีไม่แตกต่างกัน พอเข้าสู่ฤดูกาล 2017-2018 อินเตอร์ มิลาน มาขอยืมตัวไปเพื่อช่วยแก้ปัญหานักเตะที่เจ็บกันเยอะ พอย้ายไปอิตาลี ฝีเท้าของเขาก็ไม่ตกหล่น ยังคงมีระดับสูงเหมือนอย่างเคย จนไปเขาตา ยูเวนตุส และเข้าไปซื้อตัวร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 40.4 ล้านยูโร วันที่ 27 มิถุนายน 2018 การย้ายมาอยู่

กับยอดทีมแห่งตูริน กังเซลู ก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองได้ดี ยึดตัวจริงของทีมไปครองหลังจากย้ายมา แกร่งทั้งรุกทั้งรับ แต่แล้วก็มีอันต้องย้ายทีมอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา เมื่อทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอ 27.4 ล้านปอนด์+ดานิโล่ ไปให้กับ ยูเว่ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2019

25 สิงหาคม คือแมตย์แรกที่ตัวเขาลงเล่นให้กับเรือใบสีฟ้า แต่ซีซั่นแรกในภาพรวมถือว่าผิดหวังพอสมควร เมื่อตัวเขาตกเป็นตัวสำรองซะส่วนใหญ่และมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยๆ สำหรับทีมชาติโปรตุเกส กังเซลู ลงเล่นมาเพียบตั้งแต่ยู-16 ไล่มาเรื่อยๆจนขึ้นสู่ชุดใหญ่ปี 2016

ชูเอา กันเซโล ( แบ็คขวา ) ฟลูแบ็คฝั่งขวาจอมลุย ของทัพ “ เรือใบสีฟ้า ” แมนเชสเตอร์ ซิตี ยอดทีมแห่ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ถูกขนานนามว่า เป็นนักเตะที่สามารถเล่นได้ดีทั้งเกมรุก

และเกมรับ โดยเฉพาะในฝั่งริมเส้นที่เขาถนัด คือด้านขวา และ กันเซโล ก็ยังเป็นตัวหลักให้กับทีมชาติ โปรตุเกส ในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นของดี ที่ล้ำค่าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี หลังจากที่สามารถคว้าตัว คันเซโล มาได้จากสโมสร ยูเวนตุส เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

กันเซโล ในวัย 26 ปี ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 27 ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ถือว่าเป็นนักเตะที่มีอายุยังน้อย แต่สามารถผ่านเวทีในยุโรปมาอย่างโชกโชน โดยที่ คันเซโล เริ่มเติบโตมาจาก

สโมสร เบนฟิกา ซึ่งเขาเข้ามาในครั้งที่ยังเป็นชุดเยาวชน และสามารถไต่เต้าขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ได้อย่างที่เขาปรารถนา

กันเซโล สามารถยกระดับการเล่นของตัวเขาเอง และมีทีมใหญ่ให้ความสนใจ คันเซโล หลายทีม จนถึงเมื่อฤดูกาล 2014      ไอ้ “ ค้างคาว ” บาเลนเซีย ยอดทีมแห่งลีก สเปน ก็ได้จับตามองฝีเท้าของ คันเซโล เป็นอย่างมาก

และพวกเขาก็ได้เดินทางเข้ามาเจรจา เพื่อขอซื้อตัว คันเซโล ไปร่วมทัพใน สเปน แต่ต้นสังกัด เบนฟิกา ปล่อยให้เพียงแค่เป็นการยืมตัวเท่านั้น

หลังจากที่อยู่ภายใต้ยูนิฟอร์มให้ “ ค้างคาว ” บาเลนเซีย ได้ 1 ฤดูกาล บอร์ดบริหารยอดทีมแห่งเมือง สเปน ก็ทนไม่ไหว จนยอมทุ่มงบประมาณมากถึง 13.50 ล้านปอนด์ เพื่อขอซื้อขาดกับ

เบนฟิกา และนับตั้งแต่ตอนนั้น คันเซโล ก็ย้ายเข้ามาอยู่กับสโมสร บาเลนเซีย อย่างถาวร

นับตั้งแต่ที่ กันเซโล เข้ามาวาดลวดลายในเมืองกระทิง ตั้งแต่ฤดูกาล 2015 ซึ่งฝีเท้าของ คันเซโล ก็ถูกยกย่องเป็นอย่างมากถึงขั้นที่สื่อใน สเปน ได้ตั้งคำถามไว้ว่า กันเซโล เล่นในตำแหน่ง

ปีก หรือเล่นในตำแหน่งแบ็ค ซึ่งเขาสามารถทำได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ แต่สำหรับในฤดูกาลถัดมา ถือว่าเป็นปีที่โชคร้ายของ กันเซโล

เนื่องจากเขาได้รับอาการบาดเจ็บ และโอกาสการลงสนามช่วยทีม บาเลนเซีย ก็ไม่ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ “ งูใหญ่ ” อินเตอร์ มิลาน ตัดสินใจยื่นข้อเสนอยืมตัว คันเซโล เข้าไป

ร่วมทีม ซึ่งในตอนนั้น กันเซโล ก็เป็นผู้เล่นที่นั่งอยู่ข้างสนาม เนื่องจากมีผลงานไม่ต่อเนื่อง แต่ปัญหาบาดเจ็บของเขาก็ก็หายขาดตั้งนานแล้ว

ก็อย่างที่ว่า คันเซโล ไม่ใช่นักเตะที่ฟอร์มตก แต่ กันเซโล ได้รับอาการบาดเจ็บ และการลงสนามที่ไม่มากพอ จึงทำให้ คันเซโล ได้นั่งเป็นตัวสำรอง และการเดินทางมาโชว์ฟอร์มให้กับ “

งูใหญ่ ” อินเตอร์ มิลาน ก็อยู่ในระดับสูงเช่นเดิม จนทำให้     “ ม้าลาย ” ยูเวนตุส คู่ปรับร่วมลีกของ อินเตอร์ มิลาน เฝ้ามองสถานการณ์ของ กันเซโล อยู่ตลอด จน คันเซโล หมดสัญญายืมตัว

จาก งูใหญ่ แล้วย้ายกลับไปร่วมทีม บาเลนเซีย และ ยูเวนตุส ได้ยื่นข้อเสนอเข้าไปสอย คันเซโล เข้ามาร่วมทัพทันที พร้อมกับค่าฉีกสัญญามหาศาลถึง 36.36 ล้านปอนด์

แต่ในช่วงซัมเมอร์ 2019 ไม่รู้ว่าเป็นความต้องการของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี หรือการเรียกกำไรของสโมสร ยูเวนตุ การย้ายทีมของ กันเซโล ก็เกิดขึ้น หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจคว้า กันเซโล เข้ามาร่วมถิ่น เอติฮัด สเตเดียม ด้วยค่าตัว 58.50 ล้านปอนด์ ซึ่ง

ถือว่าเป็นค่าตัวที่มัน แมน ฯ ซิตี ใช้งบประมาณในการซื้อผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คเข้ามาเสริมทีมแพงเป๊นอย่างมาก

แต่ความคุ้มค่า คงมีมากกว่าที่นักวิจารณ์ได้พูดไว้ เนื่องจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา มอง กันเซโล คือนักเตะที่เล่นทั้งเกมรุกและเกมรับ หรือแม้กระทั่งบางนัด หาก เป๊ป ใช้แผนกองกลาง 5 ตัว กัน

เซโล ก็ถูกดันขึ้นไปเล่นในตำแหน่งปีกขาวทันที นี่คือเหตุผลที่ เป๊ป ตัดสินใจใช้งบประมาณมากถึงขนาดนั้น ในการจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ กันเซโล เพื่อมาร่วมทีม

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

การสร้างใหม่มูลค่าหลายล้านปอนด์ของ Molineux Street Stand ในปีพ. ศ. 2522 จะเป็นตัวเร่งให้  เกิดความพินาศ  ทางการเงินของสโมสรในช่วงทศวรรษหน้า การเข้าร่วมการแข่งขันที่พรวดพราดในช่วงต้นทศวรรษ 1980อย่างน้อยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะถดถอยทั้งในเศรษฐกิจในประเทศและในระดับท้องถิ่นและผลที่ตามมาคือความยากลำบากในการชำระคืนเงินกู้ที่นำไปให้กองทุนใหม่ของจอห์นไอร์แลนด์สแตนด์นำ สโมสรไปสู่การพิทักษ์  ทรัพย์และการเนรเทศ ในปี 1982 สโมสรถูกบันทึกไว้จากการชำระบัญชีในนาทีสุดท้ายเมื่อมันถูกซื้อโดยสมาคมหน้าโดยอดีตผู้เล่นเดเร็คโดแกน เริ่มแรกการเทคโอเวอร์ครั้งนี้ได้รับทุนจากสองพี่น้องชาวซาอุดีอาระเบีย Mahmud และ Mohammad Bhatti แห่ง บริษัท Allied Properties [30]นำการเลื่อนตำแหน่งกลับไปที่แผนกแรกโดยทันทีภายใต้ผู้จัดการGraham Hawkinsแต่

ความล้มเหลวของ Bhattis ในการลงทุนอย่างเพียงพอในสโมสร ในไม่ช้าสิ่งต่าง ๆ ก็คลี่คลายเมื่อทีมประสบกับการตกชั้นติดต่อกันสามครั้งผ่านดิวิชั่นฟุตบอลภายใต้ผู้จัดการทีมที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับการคุกคามของสโมสรที่แทบจะคงอยู่ตลอดเวลา

ในปี 1986 กับสโมสรในตำแหน่งเจ้ากรมอีกครั้งข้อตกลงครั้งหนึ่งทำให้สภาเมืองวูล์ฟแฮมป์ตันซื้อสนามกีฬาและที่ดินโดยรอบในขณะที่นักพัฒนาท้องถิ่นจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ของสโมสรเพื่อตอบแทนการวางแผนอนุญาตให้พัฒนาที่ดินที่อยู่ติดกับสนาม ฤดูกาล 1986–87 ถือเป็นการหาเสียงครั้งแรกของวูล์ฟส์ในดิวิชั่นสี่โดยคำแนะนำของผู้จัดการคนใหม่เกรแฮมเทอร์เนอร์และ

เป้าหมายของสตีฟบูลซึ่งท้ายที่สุดจะทำสถิติสโมสรได้ 306 ประตูทีมงานมาถึงรอบสุดท้ายของการเปิดเล่นเพลย์ออฟแต่ถูกปฏิเสธโดยการส่งเสริมการขายชอท อาคารที่ทีมประสบความสำเร็จทั้งสี่และส่วนที่สามประชันในสองฤดูกาลถัดไปและได้รับรางวัล1988 ถ้วยรางวัลฟุตบอลลีกรอบชิงชนะเลิศที่เวมบลี

ปีเฮย์เวิร์ด (1990–2007)

ฉลองตำแหน่งแชมป์ในปี 2009

แจ็คเฮย์เวิร์ดแฟนคลับตลอดชีวิตซื้อสโมสรในปี 1990 และให้ทุนทันทีในการพัฒนาปรับปรุงใหม่อย่างกว้างขวางจากนั้นโมลีนิลักซ์ที่ทรุดโทรมให้กลายเป็นสนามกีฬาทุกที่นั่งที่ทันสมัย [36]ด้วยการทำงานเสร็จสมบูรณ์ในปี 1993 เฮย์เวิร์ดเปลี่ยนเส้นทางการลงทุนของเขาลง

บนด้านข้างเล่นในความพยายามที่จะชนะการส่งเสริมให้จัดตั้งขึ้นใหม่พรีเมียร์ลีก แม้จะมีการใช้จ่ายจำนวนมากทั้งเกรแฮมเทย์เลอร์และมาร์คแม็คกีก็ไม่สามารถทำตามนี้ได้ผู้จัดการทั้งสองนำทีมเอาชนะรอบรองชนะเลิศในรอบรองชนะเลิศในปี 1995และ1997ตามลำดับ จนกระทั่งปี 2546 วูล์ฟส์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเมื่อพวกเขาเอาชนะเชฟฟิลด์ยูไนเต็ด 3-0 ในรอบเพลย์

ออฟภายใต้เดฟโจนส์เพื่อยุติการห่างหายไป 19 ปีจากระดับสูงสุด [37] การพักของพวกเขาพิสูจน์แล้วว่าอยู่ในช่วงสั้น ๆ อย่างไรก็ตามในขณะที่พวกเขาถูกผลักไสกลับไปยังEFL Championship ที่เพิ่งตั้งชื่อใหม่ในทันที

การส่งเสริมการตกชั้นและช่วงเวลาที่วุ่นวาย (2550-2559)

หลังจากที่อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเกล็นฮอดเดิลล้มเหลวที่จะนำผลตอบแทนที่รวดเร็วในพรีเมียร์ลีกของทีมบูรณะโดยที่มิคแมคคาร์พลังวังชาสโมสรด้วยที่ไม่คาดคิดออกจากการเล่นเสร็จ สโมสรถูกซื้อจากเซอร์แจ็คเฮย์เวิร์ดโดยสตีฟมอร์แกนในปี 2550 และอีกสองปีต่อมาทีมก็

กลับสู่พรีเมียร์ลีกในฐานะผู้ชนะการแข่งขันฟุตบอลลีก 2008–09 วูล์ฟส์ประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับการเนรเทศเป็นเวลาสองฤดูกาลก่อนที่แม็คคาร์ธีจะถูกไล่ออกในฤดูกาล 2554–12 ซึ่งทำให้เกิดการตกชั้นภายใต้ผู้ช่วยคนเก่าของเขาเทอร์รีคอนเนอร์ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้มาแทนที่แม็คคาร์ธี

หลังจากการตกชั้นชาวนอร์เวย์Ståle Solbakkenกลายเป็นผู้จัดการทีมต่างชาติคนแรกของสโมสร[43]แต่การดำรงตำแหน่งของเขาใช้เวลาเพียงหกเดือนก่อนที่ผลการแข่งขันจะไม่ดีทำให้เขาถูกแทนที่โดยDean Saundersในเดือนมกราคม 2013 [44] [45]แซนเดอร์ล้มเหลวในการ

พลิกขึ้นมา ทำให้ทั้งสองสโมสรตกชั้นไปสู่EFL League Oneซึ่งเป็นระดับที่สโมสรไม่เคยเล่นมาตั้งแต่ปี 1989 และการเลิกจ้างของแซนเดอร์สเอง [46] [47]ต่อจากนี้เคนนีแจ็คเก็ตต์ได้รับการแต่งตั้งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 ในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน[48]และนำทีมกลับไปสู่

การแข่งขันชิงแชมป์อีเอฟแอลในฤดูกาลแรกสร้างสถิติใหม่ของสโมสรรวม 103 คะแนน ซึ่งเป็นสถิติตลอดกาลสำหรับคะแนนสะสมมากที่สุดโดยทีมใดก็ได้ในช่วงฤดูกาลระดับ 3

Fosun: กลับสู่พรีเมียร์ลีกและฟุตบอลยุโรป (2016 – ปัจจุบัน)

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 มีการยืนยันว่ากลุ่มการลงทุนของจีนFosun Internationalได้ซื้อ บริษัท แม่ของสโมสร WW (1990) Ltd จากSteve Morganและ บริษัท Bridgemere Group ของเขาเองด้วยจำนวนที่ไม่เปิดเผยโดยJez Moxeyก้าวลงจากตำแหน่ง บทบาทใน

ฐานะซีอีโอ (แทนที่ด้วยกรรมการผู้จัดการลอรีดัลรีมเพิล) วันต่อมารัฐบาลใหม่ประกาศว่าสัญญาของเคนนีแจ็คเก็ตต์กับสโมสรสิ้นสุดลงแล้วและอดีตวอลเตอร์เซงกาของอิตาลีได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ช Zenga ถูกไล่ออกหลังจากเกมลีกเพียง 14 เกมและPaul Lambertได้รับการ

แต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดในเดือนพฤศจิกายน 2016 แต่ในตอนท้ายของฤดูกาลแลมเบิร์ตก็ถูกไล่ออกเช่นกันโดยมีนูโน่เอสปิริโตซานโตอดีตนายใหญ่ของสโมสรฟุตบอลปอร์โต้เข้ามาแทนที่เขา ภายใต้นูโน่วูล์ฟส์คว้าตำแหน่งแชมป์ปี 2017–18เพื่อกลับสู่พรีเมียร์ลีกหลังจากห่างหายไป 6 ปี

แฮมป์ตันวันเดอเรอร์กลับไปพรีเมียร์ลีกส่งผลให้จบเจ็ดสถานที่ในการกลับมาในฤดูกาลแรกของพวกเขาวางสูงสุดของพวกเขาในส่วนบนตั้งแต่หกจบใน1979-80 ตำแหน่งนี้ยังทำให้พวกเขาได้รับตำแหน่งในยูโรป้าลีกและแคมเปญยุโรปครั้งแรกตั้งแต่ปีพ . ศ. พวกเขาชนะ 5-3 รวมกับ

โตริโน่ในการเล่นนอกรอบในสิงหาคม 2019 และก้าวเข้าสู่กลุ่มเวทีที่พวกเขาเล่นสโลวานบราติสลาวา , บรากาและBeşiktaşบ้านและออกไประหว่างเดือนกันยายนและธันวาคม 2019 หลังจากวิ่งเสร็จ – ขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มและเอาชนะเอสปันญ่อลในรอบ 32 ทีม (รวม 6–3 คะแนน),

วูล์ฟส์เอาชนะโอลิมเปียกอสของกรีซในรอบ 16 ทีมสองเลก (12 มีนาคม 2020 และ 6 สิงหาคม 2020) ดังนั้น ถึงขั้นตอนสุดท้ายของไตรมาส ในรอบก่อนรองชนะเลิศเล่นโดยเสมอกันเพียงนัดเดียวในสถานที่ที่เป็นกลางในเยอรมนีวูล์ฟส์แพ้เซบีย่า 0–1 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563 วูล์ฟส์จำลองการจบอันดับที่ 7 ของพวกเขาในพรีเมียร์ลีกใน 2018–19 ด้วยอันดับเดียวกันใน

พรีเมียร์ลีกปี2019–20แม้ว่าพวกเขาจะเก็บแต้มเพิ่มอีกสองแต้มในปี 2019–20 จากฤดูกาลที่แล้วและพลาดเพียงอันดับหกจากผลต่างประตูในโอกาสหลังนี้

หมาป่าได้รับความเดือดร้อนฤดูกาลที่ยากลำบากใน2020-21ฤดูกาลเล่นเกือบทั้งหมดโดยไม่ต้องฝูงชนเนื่องจากการCOVID-19 การแพร่ระบาด สโมสรสูญเสียราอูลฆิเมเนซกองหน้าตัวเก่งของพวกเขาไปจากอาการบาดเจ็บในช่วงจบฤดูกาล (กะโหลกร้าว) ในเกมที่อาร์เซนอลเมื่อ

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 และต่อมาก็ต้องดิ้นรนเพื่อเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหลือของการรณรงค์ Wolves จบฤดูกาลในอันดับที่ 13 โดยมี 45 คะแนน สโมสรประกาศเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ว่าหัวหน้าผู้ฝึกสอนนูโนเอสปิริโตซานโตจะออกจากสโมสร “โดยความ

ยินยอมร่วมกัน” หลังจากเกมสุดท้ายของฤดูกาลกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 สีเดิม

สีทองและสีดำแบบดั้งเดิมของสโมสรสื่อถึงคำขวัญของสภาเมืองที่ว่า ” ออกจากความมืดมาพร้อมกับแสงสว่าง ” โดยทั้งสองสีแสดงถึงความสว่างและความมืดตามลำดับ แม้ว่าสีดั้งเดิมของทีมจะเป็นสีแดงและสีขาวซึ่งนำมาจากสีประจำโรงเรียนของ St Lukes สำหรับประวัติความเป็นมาของพวกเขาคือเสื้อเชิ้ตสีทองเก่า ๆ ที่โดดเด่นและกางเกงขาสั้นสีดำในช่วงต้นทศวรรษของสโมสรได้มีการสร้างแบบเสื้อที่หลากหลายโดยใช้สีเหล่านี้รวมทั้งลายทางและเส้นทแยงมุมจนกระทั่งมีการใช้ดีไซน์เสื้อเชิ้ตธรรมดาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ก่อนทศวรรษที่ 1960 จะมีการใช้สีทองเข้มขึ้น[66]เรียกว่า ” ทองเก่า ” ซึ่งมักอ้างถึงในสื่อว่าเป็นสีของสโมสร

ตราแผ่นดิน.

เช่นเดียวกับทีมอังกฤษส่วนใหญ่เสื้อที่เก่าแก่ที่สุดของพวกเขามักจะมีตราเฉพาะในโอกาสพิเศษเช่นรอบชิงชนะเลิศถ้วย ครั้งแรกที่ป้ายดังกล่าวที่จะสวมใส่บนเสื้อหมาป่าเป็นเสื้อคลุมแขนของแฮมป์ตันสภาเทศบาลเมือง [65]ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 Wolves ได้แนะนำตรา

สโมสรของตัวเองที่ปรากฏบนเสื้อของพวกเขาซึ่งประกอบด้วยหมาป่ากระโจนตัวเดียวซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหมาป่าสามตัวในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2522 ตรานี้ประกอบด้วยการออกแบบ “หัวหมาป่า” แบบเดี่ยว ตราปัจจุบันได้รับการออกแบบใหม่ล่าสุดในปี 2545

ในเดือนพฤษภาคม 2019 สโมสรได้รับการท้าทายทางกฎหมายโดย Peter Davies ผู้จัดการอุตสาหกรรมอาคารที่เกษียณอายุแล้ววัย 71 ปีซึ่งอ้างว่าเขาวาดลวดลายหัวหมาป่าในฐานะเด็ก

นักเรียนในปี 1960 และเข้าร่วมการแข่งขันศิลปะ Mr Davies กล่าวว่าเขาได้ออกแบบเชิงมุมหลังจากที่ครูขอให้เขาแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับ Hexagrammum Mysticum Theorem ของ Blaise Pascal และเข้าร่วมการแข่งขันทางศิลปะที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ Express

and Star นายเดวีส์ได้ทำการร้องเรียนการละเมิดลิขสิทธิ์และต้องการค่าชดเชย นายเดวีส์สูญเสียการอ้างสิทธิ์ในการละเมิดลิขสิทธิ์และตอนนี้ต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 450,000 ปอนด์ [70]

สีเหย้าแบบดั้งเดิมของ Wolves เป็นสีขาวล้วน แต่หลายทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้สีที่หลากหลายเช่นดำน้ำเงินนกเป็ดน้ำสีม่วงและสีแดงเข้ม

เมื่อแรกก่อตั้งสโมสรใช้สนามบน Goldthorn Hill ในพื้นที่Blakenhallเป็นบ้านซึ่งสามารถรองรับผู้ชมได้ 2,000 คนในปีพ. ศ. 2422 พวกเขาย้ายไปที่สนามของจอห์นฮาร์เปอร์บนถนนวิลเลียร์สตอนล่างซึ่งพวกเขายังคงอยู่เป็นเวลาสองปีก่อนที่จะย้ายไปที่ถนนดัดลีย์สั้น ๆโดยมีพื้น

ใหม่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Fighting Cocks Inn ที่นี่พวกเขาเล่นเอฟเอคัพครั้งแรกในปี 2426 และฟุตบอลลีกนัดแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2431 แม้ว่าไซต์นี้สามารถจุผู้ชมได้เพียง 2,500 คนในตอนแรก แต่ในที่สุดก็ได้รับการพัฒนาให้มีความจุ 10,000 คน

ในฤดูร้อนปี 2432 สโมสรได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านถาวรนับตั้งแต่นั้นมาMolineuxในพื้นที่Whitmore Reansของเมือง ชื่อสนามกีฬามาจากบ้าน Molineux ที่สร้างขึ้นในพื้นที่โดย Benjamin Molineux พ่อค้าท้องถิ่นในศตวรรษที่ 18 และต่อมาได้รับการพัฒนาพื้นที่

เพื่อรวมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนสาธารณะจำนวนมาก เมื่อ บริษัท Northampton Brewery ซื้อพื้นที่เหล่านี้ในปี 2432 พวกเขาเช่าการใช้งานของพวกเขาให้กับสโมสรฟุตบอลของเมืองซึ่งกำลังมองหาบ้านที่เหมาะสมกับสมาชิกฟุตบอลลีกมาก

ขึ้น [5]หลังจากปรับปรุงเว็บไซต์เกมอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้ถูกจัดฉากขึ้นในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2432 ก่อนที่จะมีผู้ชม 4,000 คน [5]พื้นดินสามารถรองรับผู้ชมได้ 20,000 คนแม้ว่าฝูงชนฟุตบอลอังกฤษแทบจะไม่ถึงจำนวนนั้นในศตวรรษที่ 19 [5]

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

สโมสรเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของ ฟุตบอลลีก ใน1888 ระหว่างวันที่ 26 ฤดูกาลติดต่อกันใช้เวลาในการบินชั้นนำระหว่างปี 1932 และ 1965 มันเป็นลีกอังกฤษแชมป์สามครั้ง (ใน1953-54 , 1957-58และ1958-59 ) ทั้งหมดภายใต้การบริหารของสแตน Cullis หมาป่าก็จบลีกอังกฤษวิ่งขึ้นในห้าฤดูกาลอื่น ๆ ระหว่าง1937-1938และ1959-1960

วูล์ฟส์คว้าแชมป์เอฟเอคัพ 4 ครั้งล่าสุดในปี 2503และจบอันดับรองชนะเลิศอีก 4 ครั้ง สโมสรยังได้รับรางวัลลีกคัพสองครั้งในปี 1974และ1980และจบอันดับสูงสุดจากทั้งสี่ดิวิชั่นในเกมอาชีพของอังกฤษ

หลังจากกลายเป็นหนึ่งใน  สโมสรอังกฤษ  แห่งแรกที่ติดตั้งไฟสปอตไลท์ Wolves ได้จัดรายการโทรทัศน์ “เพื่อนที่มีไฟส่องสว่าง” ถ่ายทอดสดกับสโมสรชั้นนำในต่างประเทศระหว่างปี 2496 ถึง 2499 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดตัวถ้วยยุโรป (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก)ในปี พ.ศ. 2498 . วูล์ฟส์เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขันในปี 2502–60เช่นเดียวกับรอบรองชนะเลิศของยูโรเปี้ยนคัพวินเนอร์สคัพปี 1960–61และยูฟ่าคัพรอบชิงชนะเลิศในปี 1972 หลังจากห่างหายไป 39 ปีจากการแข่งขันในยุโรป พวกเขามาถึงยูฟ่ายูโรป้าลีกรอบรองชนะเลิศในปี 2020

ชุดแบบดั้งเดิมของ Wolves ประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตสีทองเก่าและถุงเท้าและกางเกงขาสั้นสีดำ ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2522 ชุดนี้ยังมีตราสัญลักษณ์ “หัวหมาป่า” ของสโมสรอีกด้วย ยาวนานแข่งขันอยู่กับคนอื่น ๆ สโมสรเวสต์มิดแลนด์หนึ่งหลักเป็นสีดำประเทศดาร์บี้เข้าร่วมประกวดกับเวสต์บรอมวิชอัลเบียน ทั้งสองสโมสรเล่นกันเองในช่วงฤดูกาล 2020–21 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554–12เกมพรีเมียร์ลีกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564 ซึ่งกำลังจะมาถึงเกือบเก้าปีนับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

การก่อตัวและฟุตบอลลีก (พ.ศ. 2422-2436)

ใน “The Rough Guide to English Football” ฉบับปี 2000 ส่วนประวัติในหน้า Wolves เริ่มต้น: “ชื่อ Wolves ดังสนั่นจากหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ”เช่นเดียวกับอีกหลายสโมสร, เอฟเวอร์ตันเช่นหมาป่ามีจุดเริ่มต้นต่ำต้อยรูปโดยอิทธิพลฝาแฝดของคริกเก็ตและคริสตจักร สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2420 ในฐานะสโมสรฟุตบอลเซนต์ลุคโดยจอห์นเบย์นตันและจอห์นโบรดีนักเรียนสองคนของโรงเรียนคริสตจักรเซนต์ลุคในเบลเคนฮอลล์ซึ่งได้รับการนำเสนอฟุตบอลโดยอาจารย์ใหญ่แฮร์รี่บาร์ครอฟต์ [5]ทีมลงเล่นเกมแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2420 กับทีมสำรองจากถนนสแตฟฟอร์ดต่อมาได้รวมเข้ากับส่วนฟุตบอลของสโมสรคริกเก็ตท้องถิ่นชื่อ Blakenhall Wanderers เพื่อก่อตั้งWolverhampton Wanderersในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2422 การเล่นครั้งแรกบนพื้นดินสองแถบในเมืองพวกเขาย้ายไปยังสถานที่ที่มีความสำคัญมากขึ้นบนถนนดัดลีย์ในปีพ. ศ. 2424 ก่อนที่จะยกถ้วยรางวัลแรกในปีพ. ศ. 2427 เมื่อพวกเขาได้รับรางวัล Wrekin Cup ในฤดูกาลที่พวกเขาเล่นครั้งแรก – เคยฟเอคัพผูก [5]จะกลายเป็นมืออาชีพของสโมสรที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงที่จะกลายเป็นหนึ่งในสิบสองสมาชิกผู้ก่อตั้งของฟุตบอลลีกในปี 1888 ในที่ที่พวกเขาเล่นในรอบแรกของการแข่งขันฟุตบอลลีกที่เคยจัดฉากกับแอสตันวิลล่าที่ 8 กันยายน 1888 [7]พวกเขาจบฤดูกาลในอันดับที่สามเช่นเดียวกับการเข้าถึงของพวกเขาครั้งแรกที่เอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศแพ้ 0-3 กับครั้งแรก”คู่”ผู้ชนะเปรสตัน ในตอนท้ายของการรณรงค์สโมสรได้ย้ายที่ตั้งเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อพวกเขาย้ายไปที่Molineuxจากนั้นก็เป็นสวนสนุกที่รู้จักกันในชื่อ Molineux Grounds

ความสำเร็จของเอฟเอคัพและปีสงครามโลก (พ.ศ. 2436-2503)

ทีมที่ชนะเอฟเอคัพของ Wolves ‘1893

วูล์ฟแฮมยกฟเอคัพเป็นครั้งแรกใน1893เมื่อพวกเขาชนะเอฟเวอร์ตัน 1-0 และทำให้หนึ่งในสามลักษณะเอฟเอคัพรอบสุดท้ายในปี 1896 สโมสรเพิ่มชัยชนะนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพครั้งที่สอง (ชนะ 3–1 กับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ) ต่อความสำเร็จในปีพ. ศ. 2436 ในปี 2451สองปีหลังจากตกชั้นสู่ดิวิชั่นสองเป็นครั้งแรก หลังจากต่อสู้ดิ้นรนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพื่อกลับมาครองตำแหน่งในดิวิชั่นสูงสุด (ช่วงเวลาที่ถูกคั่นด้วยการปรากฏตัวรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพอีกครั้งในปีพ. ศ. 2464 ) สโมสรต้องตกชั้นอีกในปีพ. ศ. 2466เข้าสู่ดิวิชั่นสาม ( ภาคเหนือ)ซึ่งพวกเขาได้รับรางวัลที่ความพยายามครั้งแรก แปดปีหลังจากกลับสู่ดิวิชั่นสองวูล์ฟส์ได้รับสถานะการบินสูงสุดในฐานะแชมเปี้ยนดิวิชั่นสองภายใต้พันตรีแฟรงค์บัคลี่ย์หลังจากห่างออกไปยี่สิบหกปี โดยบัคลี่ย์เป็นผู้ควบคุมทีมจึงได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำในอังกฤษในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อพวกเขาจบการแข่งขันในลีกสองครั้งติดต่อกัน (พ.ศ. 2480–38และ พ.ศ. 2481–39 ) เช่นเดียวกับการเข้าถึงรอบสุดท้ายก่อนสงครามเอฟเอคัพรอบสุดท้ายซึ่งพวกเขาพ่ายแพ้ต่อพอร์ทสมั ธอย่างน่าตกใจ [8] [9] [10]ในปีพ. ศ. 2480-38วูล์ฟส์เข้ามามีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ลีกอังกฤษครั้งแรกของสโมสร: การชนะในเกมสุดท้ายที่ทีมเยือนซันเดอร์แลนด์จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ได้รับ แต่ในกรณีที่วูล์ฟส์แพ้ 0– 1 และทำให้แคมเปญสิ้นสุดลงหนึ่งคะแนนตามหลังแชมป์อาร์เซนอลในที่สุด หนึ่งในสิ่งที่ Major Buckley และทีม Wolves ของเขาดึงดูดความสนใจอย่างมากในช่วงสองฤดูกาลเต็มก่อนที่จะมีการระงับการแข่งขันฟุตบอลลีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองคือ Buckley ยืนยันว่าผู้เล่นของเขาถูกฉีดสารสกัดจากต่อมลิงเพื่อ เพิ่มความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ฟุตบอลลีกไม่อนุมัติ แต่ไม่ได้ห้าม

เมื่อฟุตบอลลีกกลับมาเล่นอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองวูล์ฟส์ประสบความล้มเหลวในวันสุดท้ายอีกครั้งในดิวิชั่นหนึ่ง เช่นเดียวกับในปี 1938 ชัยชนะในนัดสุดท้ายของพวกเขาจะได้รับตำแหน่ง แต่การแพ้ 2–1 ต่อคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลหมายความว่าลิเวอร์พูลได้ครองตำแหน่งแชมป์แทน เกมนี้เป็นเกมสุดท้ายในเสื้อของ Wolves สำหรับStan Cullisและอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็กลายเป็นผู้จัดการสโมสร ในฤดูกาลแรก Cullis ในค่าใช้จ่ายเขานำหมาป่าเพื่อเป็นเกียรติครั้งใหญ่ครั้งแรกใน 41 ปีในฐานะที่พวกเขาเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้ที่จะยกถ้วยเอฟเอและในปีต่อมาหมาป่าเพียงเป้าหมายเฉลี่ยป้องกันไม่ชนะในลีก

ยุคสแตนคัลลิส (2493-2503)

ช่วงปี 1950 ถือเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร  ไลท์เวทโดยบิลลี่ไรท์ในที่สุดวูล์ฟส์ก็อ้างสิทธิ์ในการเป็นแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในปีพ. ศ. 2496-54โดยยกเครื่องเวสต์บรอมมิชอัลเบียนคู่แข่งในท้องถิ่นใน ช่วงปลายฤดูกาล อีกสองรายการที่ได้รับรางวัลในไม่ช้าในปีต่อ ๆ มา ( พ.ศ. 2500–58และ2501-59 ) ขณะที่วูล์ฟส์ลงสนามแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเพื่อเป็นที่ยอมรับในทีมชั้นนำในฟุตบอลอังกฤษในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น วูล์ฟส์มีชื่อเสียงทั้งในด้านความสำเร็จในประเทศของสโมสรและการจัดแสดง “มิตรไมตรีที่มีไฟส่องสว่าง” ที่มีชื่อเสียงระดับสูงกับสโมสรชั้นนำอื่น ๆ จากทั่วโลก วูล์ฟส์กลายเป็นหนึ่งในสโมสรแรก ๆ ในสหราชอาณาจักรที่ลงทุนในการเล่นสปอตไลท์ในปี 1953 ด้วยราคา 10,000 ปอนด์ (281,308.64 ปอนด์ที่ราคา 2019 ) บางทีคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มเพื่อนเหล่านี้เห็นว่า Wolves เอาชนะทีมHonvédรวมถึงสมาชิกหลายคนของทีมชาติฮังการีที่เพิ่งทำให้อังกฤษต่ำต้อยไปสองครั้งทำให้สื่อระดับชาติประกาศให้ Wolves เป็น “Champions of the World” สิ่งนี้กลายเป็นแรงกระตุ้นขั้นสุดท้ายสำหรับกาเบรียลฮาโนต์บรรณาธิการของL’Équipeเพื่อเสนอการสร้างถ้วยยุโรป (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ) Wolves เป็นหนึ่งในสโมสรอังกฤษแห่งแรกที่เข้าร่วมในฤดูกาล 2500-58 วูล์ฟส์เอาชนะเรอัลมาดริด 5–4 (3–2 ในวูล์ฟแฮมป์ตันและ 2–2 ในมาดริด) ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ความสำเร็จของถ้วยในยุค 60 

ผังการปฏิบัติงานประจำปีของหมาป่าใน ระบบฟุตบอลลีกอังกฤษ

ทศวรรษที่ 1960 เริ่มต้นด้วยชัยชนะเอฟเอคัพครั้งที่สี่และวูล์ฟส์เกือบจะคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกและเอฟเอคัพ ‘สองเท่า’ ของศตวรรษที่ 20ในฟุตบอลอังกฤษ พวกเขาได้รับการ pipped ชื่อลีกโดยจุดในวันสุดท้ายของฤดูกาลโดยลีย์ แม้จะเริ่มต้นทศวรรษที่สดใส แต่ทศวรรษ 1960 หมาป่าก็เริ่มลดลง หลังจากเสร็จสิ้นการเป็นลีกวิ่งขึ้น 1959-60และเชื่อถือสามสถานที่เสร็จสิ้นในลีกท็อตแนมฮอตสเปอร์ ‘s ‘ double’ ชนะเลิศฤดูกาลทีมจางหายไปและ Cullis ตัวเองถูกไล่ออกหลังจากที่สิบหกปีในโพสต์ในกันยายน 1964 หลังจากหายนะ เริ่มต้นกับฤดูกาล 1964-65 การไล่ออกของคัลลิสไม่ได้ป้องกันฤดูกาลที่จบลงด้วยการเนรเทศ (ครั้งแรกที่หมาป่ารู้จักการตกชั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2465-2553 ) และการสะกดครั้งแรกของสโมสรนอกส่วนบนสุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 การเนรเทศออกจากการบินสูงสุดกินเวลาเพียงสองฤดูกาลอย่างไรก็ตามในขณะที่ หมาป่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งในปีพ. ศ. 2510 ในตำแหน่งรองแชมป์ดิวิชั่นสอง

ในช่วงปิดฤดูกาลในปี 1967 Wolves ได้เล่นมินิซีซั่นในอเมริกาเหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลีก United Soccer Associationที่ยังมีชื่อเสียงซึ่งนำเข้าสโมสรจากยุโรปและอเมริกาใต้ เมื่อเล่นเป็น ” Los Angeles Wolves ” พวกเขาได้รับรางวัล Western Division และในที่สุดก็เป็นแชมป์ด้วยการเอาชนะWashington Whipsในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ

การกลับมาของสโมสรขึ้นไปบนเครื่องบินภาษาอังกฤษในปี 1967 การประกาศระยะเวลาของความสำเร็จภายใต้อีกบิลแมคแกร์รี่มีสี่สถานที่ลีกเสร็จสิ้นในปี 1971หมาป่าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการสร้างขึ้นใหม่ยูฟ่าคัพระหว่างทางไปยังยูฟ่าคัพรอบสุดท้ายพวกเขาพ่ายแพ้ยูเวนตุสและFerencvárosก่อนจะแพ้ท็อตแนมฮอตสเปอร์ 3-2 รวม; การพ่ายแพ้คาบ้าน 2–1 ในเลกแรกเป็นการพิสูจน์ความเด็ดขาด [25]หมาป่ายกเครื่องเงินสองปีต่อมาเมื่อพวกเขาชนะลีกคัพเป็นครั้งแรกโดยตีแมนเชสเตอร์ซิตี 2-1 ในรอบสุดท้าย แม้จะตกชั้นอีกครั้งในปี 1976 , หมาป่ากลับมาที่ความพยายามครั้งแรกในฐานะแชมป์สองฝ่ายภายใต้ผู้จัดการแซมมี่ชุง , แล้วภายใต้ผู้จัดการจอห์นบาร์นเวล , เปิดของเลื่อยทศวรรษพวกเขาเสร็จสิ้นในหกบนในลีกและชนะ1980 ลีกคัพเมื่อนั้นการลงนามบันทึกแอนดี้เกรย์คะแนนเป้าหมายเฉพาะของสุดท้ายเพื่อเอาชนะแชมป์ยุโรปครองราชย์และผู้ถือถ้วยลีกน็อตติงแฮมฟอเรส

 

 

 

 

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

 เปิดประวัติศูนย์หน้าดาวรุ่งคนใหม่ของอาร์เซนอล : ข่าวฟุตบอลอาร์เซนอล

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อาร์เซนอล แถลงอย่างเป็นทางการคว้าตัว กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ศูนย์หน้าวัย 18 ปี จากสโมสรอิตูเอโน ในลีกบราซิล

มาร์ติเนลลี่ จะเซ็นสัญญาระยะยาวกับอาร์เซนอล โดยสื่อคาดการณ์ว่าค่าตัวของดาวรุ่งคนดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านปอนด์

หลังจากเปิดตัวกับ ‘ไอ้ปืนใหญ่’ เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า ‘คริสเตียโน่ โรนัลโด้’ ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสคือต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของเขา

“โรนัลโด้คือผู้เล่นที่ทำงานอย่างหนัก ผลักดันตัวเองไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เล่นเพื่อถ้วยแชมป์และรางวัลส่วนตัว”

“นี่เป็นความฝันของผมและครอบครัวด้วยที่ได้มาเล่นในยุโรป รวมไปถึงการเล่นฟุตบอลให้กับทีมชั้นนำอย่างอาร์เซนอล ผมจะคว้าโอกาสนี้ไว้”

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ เติบโตมาในอคาเดมี่ของโครินเธียนส์ เขาทำไปได้ 202 ประตูใน 248 นัดในลีกเยาวชน เคยไปทดสอบฝีเท้ากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่ง ‘ปีศาจแดง’ สนใจอยากได้เจ้าหนูรายนี้เข้ามาร่วมทีม แต่มาร์ติเนลลี่อยากเล่นในบราซิลมากกว่าในขณะนั้น นอกจากนี้เขายังเคยเป็นเด็กฝึกของลามาเซีย อคาเดมี่ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของบาร์เซโลนา

หลังจากย้ายไปร่วมทีม อิตูเอโน เจ้าตัวคว้ารางวัลผู้เล่นหน้าใหมยอดเยี่ยม รวมถึงยังติดอยู่ทีมยอดเยี่ยมของแคมเปียนาโต เปาลิสต้า (ลีกเซาเปาโล) ปี 2019 โดยทำไปได้ 10 ประตูจากการลงสนาม 34 นัดในทีมชุดใหญ่

ประวัติ Gabriel Martinelli ( กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ) เกิดวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2001 นักฟุตบอลชาวบราซิล ความสูง 1.80 เมตร หรือ 5 ฟุต 11 นิ้ว ตำแหน่ง กองหน้า ปัจจุบันร่วมเล่นกับสโมสรอาร์เซน่อ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ สวมเสื้อหมายเลข 35. … Gabriel Martinelli ยังไม่มีประวัติการติดทีมชาติบราซิล

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ – เปิดประวัติศูนย์หน้าดาวรุ่งคนใหม่ของอาร์เซนอล : ข่าวฟุตบอลอาร์เซนอล

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อาร์เซนอล แถลงอย่างเป็นทางการคว้าตัว กาเบรียล  ศูนย์หน้าวัย 18 ปี จากสโมสรอิตูเอโน ในลีกบราซิล

มาร์ติเนลลี่ จะเซ็นสัญญาระยะยาวกับอาร์เซนอล โดยสื่อคาดการณ์ว่าค่าตัวของดาวรุ่งคนดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านปอนด์

หลังจากเปิดตัวกับ ‘ไอ้ปืนใหญ่’ เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า ‘คริสเตียโน่ โรนัลโด้’ ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสคือต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของเขา

“โรนัลโด้คือผู้เล่นที่ทำงานอย่างหนัก ผลักดันตัวเองไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เล่นเพื่อถ้วยแชมป์และรางวัลส่วนตัว”

“นี่เป็นความฝันของผมและครอบครัวด้วยที่ได้มาเล่นในยุโรป รวมไปถึงการเล่นฟุตบอลให้กับทีมชั้นนำอย่างอาร์เซนอล ผมจะคว้าโอกาสนี้ไว้”

กาเบรียลติบโตมาในอคาเดมี่ของโครินเธียนส์ เขาทำไปได้ 202 ประตูใน 248 นัดในลีกเยาวชน เคยไปทดสอบฝีเท้ากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่ง ‘ปีศาจแดง’ สนใจอยากได้เจ้า

หนูรายนี้เข้ามาร่วมทีม แต่มาร์ติเนลลี่อยากเล่นในบราซิลมากกว่าในขณะนั้น นอกจากนี้เขายังเคยเป็นเด็กฝึกของลามาเซีย อคาเดมี่ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของบาร์เซโลนา

หลังจากย้ายไปร่วมทีม อิตูเอโน เจ้าตัวคว้ารางวัลผู้เล่นหน้าใหมยอดเยี่ยม รวมถึงยังติดอยู่ทีมยอดเยี่ยมของแคมเปียนาโต เปาลิสต้า (ลีกเซาเปาโล) ปี 2019 โดยทำไปได้ 10 ประตูจากการลงสนาม 34 นัดในทีมชุดใหญ่

จุดเด่นของมาร์ติเนลลี่คือ ความเร็วชนิดหาตัวจับยาก ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล และการจบสกอร์ ด้วยวัยเพียง 18 ปี กองหน้ารายนี้มีโอกาสได้ลงสนามดวลกับทีมระดับพระกาฬของบราซิลทั้ง โครินเธียนส์ ซานโตส พัลไมรัส และเซาเปาโลมาแล้ว

เจ้าตัวถือว่ามีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งมาก เล่นฟุตบอลด้วยความห้าวเกินวัย เมื่ออยู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็มักจะตัดสินใจได้ดี ซึ่งถือว่าโตเกินอายุมาก เมื่อเทียบกับดาวรุ่งทั่วๆ ไป

ขณะนี้กาเบรียล มาร์ติเนลลี่เริ่มลงเรียนภาษาอังกฤษเพื่อฝึกการสื่อสารแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดาวรุ่งรายนี้มีความมุ่งมั่นมากแค่ไหนในการเล่นให้กับอาร์เซนอล

ส่วนแฟนปืนก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่า มาร์ติเนลลี่จะถูกดองในชุดยู-23 เพราะเจ้าตัวได้รับข้อเสนอมากมายจากทั่วทั้งยุโรป สามารถคาดเดาได้เลยว่า เหตุผลที่เลือกอาร์เซนอลอาจเป็นเพราะอูไน เอเมรี่รับปากว่าจะให้โอกาสในทีมชุดใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ 2019 ของ อาร์เซน่อล นักเตะรายแรกที่พวกเขาปิดดีลคว้าตัวมาร่วมทีมนั้นก็คือ กาเบรียล  แข้งโนเนม เด็กหนุ่มวัย 18 ปี นักเตะ บราซิล

แต่แล้วมันยิ่งทำให้แฟนบอลสงสัย นักเตะ บราซิล คนนี้ทำไม ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ถึงยอมควักเงินถึง 6 ล้านปอนด์ในการจ่ายเป็นค่าตัว ว่าแล้ววันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับแข้งดาวรุ่ง อาร์เซน่อล คนนี้ให้มากขึ้น …

เตะ บราซิล ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2001 และเริ่มต้นสาย นักฟุตบอล บราซิล จากการเข้าสู่ทีมอคาเดมี่ของ โครินเธียนส์ ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น

ซึ่งเจ้าตัวฝึกปรือฝีเท้ากับสโมสร บราซิล แห่งนี้นานถึง 4 ปีเต็ม ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสร อิทัวโน่ เอฟซี ซึ่งเป็นทีมในระดับล่างของ ลีกบราซิล (ปัจจุบันอยู่ลีก เซเรีย ดี) ซึ่งในขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 14 ปีเท่านั้น

ก่อนที่เมื่อเดือนมีนาคม 2018 นักเตะ บราซิล รายนี้จะได้ประเดิมสนามนัดแรก ซึ่งขณะนั้น มาร์ติเนลลี่ พึ่งมีอายุเพียง 16 ปี 9 เดือนเท่านั้น ก่อนที่ประตูจะเกิดในเดือนกันยายน 2018 ก่อนที่จะกลายเป็น ดาวซัลโว ของสโมสรในฤดูกาลนั้นที่จำนวน 6 ประตู

ผลงานของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ นักเตะ บราซิล กับต้นสังกัดเก่าอย่าง อิทัวโน่ เอฟซี นับตั้งแต่ปี 2018-2019 เจ้าตัวลงสนามในทุกรายการไปทั้งสิ้น 34 นัด ซัดไป 10 ประตู ซึ่งด้วยจำนวนดังกล่าวมันก็ทำให้เจ้าตัวกลายเป็น ดาวซัลโว สูงสุดของสโมสรในซีซั่นนั้นไปทันที

และด้วยผลงานแบบนี้ มาร์ติเนลลี่ ได้กลายเป็นตัวหลักของสโมสรและสามารถพาทีมผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศในรายการ คัมปิโอนาโต เปาลิสตา ก่อนที่จะตกรอบเพราะน้ำมือของ เซา เปาโล

ตำแหน่งที่ถนัดที่สุดของ มาร์ติเนลลี่ ก็คือตัวรุก แต่ที่ถนัดที่สุดคือริมเส้นทางฝั่งซ้าย ซึ่งเจ้าตัวก็ใช้ใช้จุดเด่นในเรื่องของความเร็วในการปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้อยู่บ่อยครั้ง

แต่ทว่าถ้าถูกปรับไปเล่นหน้าเป้า หรือฝั่งขวาเจ้าตัวก็เล่นได้แบบไม่ขัดเขินอะไร ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าตัวก็ถูกปรับมาเล่นอยู่บ่อยครั้งแล้วแต่สถานการณ์ และคำสั่งของผู้เป็นกุนซือ

รางวัลส่วนตัว

– นักเตะ บราซิล หน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่ง คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2019
– นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2019
– ติดทีมยอดเยี่ยมของ คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2019

ประตูแรกกับ อาร์เซน่อล

เจ้าตัวใช้เวลาในสนามไปทั้งสิ้น 61 นาที ก็สามารถพังประตูในสีเสื้อ อาร์เซน่อล ได้แล้ว ซึ่งเป็นการใช้หน้าอกในการทำประตู ซึ่งเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องนัดแรกของ ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ในช่วง ปรี-ซีซั่น ที่พบกับ โคโลราโด ราปิดส์


แม้การย้ายมาของ กาเบรียล แข้งโนเนม อาร์เซน่อล รายนี้จะเป็นการย้ายมาพร้อมกับคำถามมากมาย แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีดีพอที่จะลงเล่นให้กับทีม ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล

เราจะมีข่าวมาลงในเว็ปให้ได้รับรู้ข่าวสารเรื่อยๆฝากติดตามข่าวทางช่องเราแล้วจะไม่พลาดข่าวสารใหม่ๆ

 

 

ผู้รักษาประตู เชลซี

ผู้รักษาประตู เชลซี

ผู้รักษาประตู เชลซี

ผู้รักษาประตู เชลซี

เชลซี ประกาศเสริมทัพคว้าตัว มารืคัส เบ็ตติเนลลี่ เข้ามาเสริมแกร่งกับขุมกำลังผู้รักษาประตู

ทางเว็บไซด์สโมสรระบุว่า เบ็ตติเนลลี่ จะเข้ามาเติมเต็มการขาดหายไปของ วิลลี่ กาบาเยโร่ ที่อำลาทีมหลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา

นั่นหมายถึงว่าจอมหนึบวัย 29 ปีจะเข้ามาเป็นมือสามของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในฤดูกาลที่จะถึงนี้

โดยเชลซีให้ความสำคัญกับผู้รักษาประตูอย่างมาก คนเก่าออกไป คือต้องรีบหาคนใหม่เข้ามาแทนทันที แม้จะมีผู้รักษาประตูมือดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะหานายทวารคนใหม่เพิ่ม

โดย เบตติเนลลี่ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่แล้ว โดยมีหลายทีมใหญ่สนใจ แต่เป็น เชลซี ได้ที่ตัวเขาไปร่วมทัพ

มาร์คัส เบตติเนลลี่ นักเตะตำแหน่งผู้รักษาประตูได้ย้ายเข้าร่วมสโมสรฟุตบอลเชลซี

เบตติเนลลี่ หมดสัญญากับฟูแล่มและย้ายมาค้าแข้งกับพวกเรา โดยเขาจะสมทบตำแหน่งนายทวารหลังจาก วิลลี่ กาบาเยโร่ อำลาสโมสรไป

ผู้รักษาประตูที่มีส่วนสูง 193 เซนติเมตร ใช้เวลาในถิ่นคราเวน ค็อตเทจกว่าหนึ่งทศวรรษ ลงเฝ้าเสาให้ “เจ้าสัวน้อย” 120 นัด และเคยติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีสมัยเริ่มต้นเส้นทางลูกหนัง

หลังจากเซ็นสัญญา 2 ปีเข้ามาเฝ้าเสาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เบตติเนลลี่ กล่าวว่า: ‘เชลซีเป็นสโมสรที่มีความพิเศษมาเสมอ ผมรู้จักพื้นที่บริเวณนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นมันเหมือนกับความฝันที่กลายเป็นจริงในการได้ย้ายมาที่นี่ และสุดท้ายมันก็เกิดขึ้น เคยมีการเจรจาเมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่ผมอายุน้อยกว่านี้นิดหน่อย และไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่มันไม่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่แล้ว

‘ผมตื่นเต้นจริง ๆ ที่จะได้มีส่วนร่วม และก็เฝ้ารอการพยายามสร้างความประทับใจ และช่วยเหลือทีมให้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้’

เบตติเนลลี่ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับฟูแล่มในวัย 14 ปี ก่อนไต่เต้าขึ้นมาทุกระดับชั้น และประเดิมสนามให้สโมสรของเขาในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล 2014/15 หลังจากที่พวกเขาตกชั้นลงสู่แชมเปี้ยนชิพ

ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เขาเคยย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมนอกลีกอย่าง ดาร์ตฟอร์ด รวมทั้งแอคคริงตั้น สแตนลี่ย์ สโมสรในลีก ทู จนได้รับประสบการณ์การเล่นทีมชุดใหญ่ และพัฒนาฝีมือในการเฝ้าเสา อีกทั้งยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในถิ่นเดอะ คราวน์ กราวด์อีกด้วย

หลังจากที่ เดวิด สต็อคเดล ย้ายออกจากสโมสรในซัมเมอร์ ปี 2014 เบตติเนลลี่ กลับมาที่ค็อตเทจ พร้อมสถาปนาตัวเองกลายเป็นมือหนึ่งของฟูแล่ม เขาลงสนาม 45 นัดในทุกรายการ พร้อมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ U-21 เป็นครั้งแรก

แม้จะเริ่มต้นฤดูกาล 2015/16 ในฐานะมือหนึ่งของสโมสร ดาวเตะผู้ที่เกิดและโตในลอนดอน ประสบอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าในการแข่งขันนัดที่ 3 ของซีซั่นจนต้องพักยาวถึง 7 เดือนด้วยกัน เขากลับมาลงสนามในเดือนมีนาคม และเฝ้าเสาใน 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ฟูแล่มยังไม่สามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา หลังจบในอันดับ 20 ของตาราง

ซีซั่นถัดมาเขาได้ลงสนามน้อยลง แต่ เบตติเนลลี่ ได้เฝ้าเสาในการแข่งขันเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศทั้ง 2 นัดกับเรดดิ้ง ซึ่งแม้ “เจ้าสัวน้อย” จะล้มเหลว แต่พวกเขาแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 12 เดือนถัดมาเมื่อทีมของ สลาวิซ่า โยคาโนวิช คว้าตั๋วเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีกด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลล่า ผลงานของ เบตติเนลลี่ ถือว่าโดดเด่นในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล โดยฟูแล่มเก็บคลีนชีต 3 นัดในรอบเพลย์ออฟทั้ง 3 นัด

เมื่อกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก เบตติเนลลี่ ได้เดบิวต์บนลีกสูงสุดจากแมตช์ที่ต้นสังกัดเอาชนะเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลงตัวจริง 7 นัดติดต่อกันในลีก ผลงานของผู้รักษาประตูรายนี้ ทำให้เขาถูก แกเร็ธ เซาท์เกต เรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษในโปรแกรมเบรคทีมชาติครั้งแรกของฤดูกาล และถูกเรียกอีกครั้งในเดือนตุลาคม แต่เขาไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้กับทรี ไลอ้อนส์

ถึงแม้จะโชว์ฟอร์มได้ดีในช่วงเริ่มต้นซีซั่น แต่ผลงาน 6 เกมที่ไร้ชัยชนะทำให้ เซร์คิโอ ริโก้ แย่งบทบาทมือหนึ่งในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล ฟูแล่ม คว้าชัยชนะในลีกได้เพียง 7 นัด ทำให้พวกเขาตกชั้นกลับสู่แชมเปี้ยนชิพทันที

ฤดูกาล 2019/20 เบตติเนลลี่ ได้ลงสนามอีก 14 นัด ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาอีกครั้ง และซีซั่นที่แล้ว เขาได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวให้กับมิดเดิลสโบรห์ โดยเฝ้าเสา 42 นัด เก็บ 13 คลีนชีตพา “สิงห์แดง” จบอันดับที่ 10 ในลีกรองของอังกฤษ

มาร์คัส เบตติเนลลี่ ย้ายร่วมทีมเชลซีในเดือนกรกฎาคม 2021

เบตติเนลลี่ หมดสัญญากับฟูแล่มและย้ายมาค้าแข้งกับพวกเรา โดยเขาจะสมทบตำแหน่งนายทวารหลังจาก วิลลี่ กาบาเยโร่ อำลาสโมสรไป

ผู้รักษาประตูที่มีส่วนสูง 193 เซนติเมตร ใช้เวลาในถิ่นคราเวน ค็อตเทจกว่าหนึ่งทศวรรษ ลงเฝ้าเสาให้ “เจ้าสัวน้อย” 120 นัด และเคยติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีสมัยเริ่มต้นเส้นทางลูกหนัง

เบตติเนลลี่ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับฟูแล่มในวัย 14 ปี ก่อนไต่เต้าขึ้นมาทุกระดับชั้น และประเดิมสนามให้สโมสรของเขาในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล 2014/15 หลังจากที่พวกเขาตกชั้นลงสู่แชมเปี้ยนชิพ

ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เขาเคยย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมนอกลีกอย่าง ดาร์ตฟอร์ด รวมทั้งแอคคริงตั้น สแตนลี่ย์ สโมสรในลีก ทู จนได้รับประสบการณ์การเล่นทีมชุดใหญ่ และพัฒนาฝีมือในการเฝ้าเสา อีกทั้งยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในถิ่นเดอะ คราวน์ กราวด์อีกด้วย

หลังจากที่ เดวิด สต็อคเดล ย้ายออกจากสโมสรในซัมเมอร์ ปี 2014 เบตติเนลลี่ กลับมาที่ค็อตเทจ พร้อมสถาปนาตัวเองกลายเป็นมือหนึ่งของฟูแล่ม เขาลงสนาม 45 นัดในทุกรายการ พร้อมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ U-21 เป็นครั้งแรก

แม้จะเริ่มต้นฤดูกาล 2015/16 ในฐานะมือหนึ่งของสโมสร ดาวเตะผู้ที่เกิดและโตในลอนดอน ประสบอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าในการแข่งขันนัดที่ 3 ของซีซั่นจนต้องพักยาวถึง 7 เดือนด้วยกัน เขากลับมาลงสนามในเดือนมีนาคม และเฝ้าเสาใน 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ฟูแล่มยังไม่สามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา หลังจบในอันดับ 20 ของตาราง

ซีซั่นถัดมาเขาได้ลงสนามน้อยลง แต่ เบตติเนลลี่ ได้เฝ้าเสาในการแข่งขันเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศทั้ง 2 นัดกับเรดดิ้ง ซึ่งแม้ “เจ้าสัวน้อย” จะล้มเหลว แต่พวกเขาแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 12 เดือนถัดมาเมื่อทีมของ สลาวิซ่า โยคาโนวิช คว้าตั๋วเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีกด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลล่า ผลงานของ เบตติเนลลี่ ถือว่าโดดเด่นในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล โดยฟูแล่มเก็บคลีนชีต 3 นัดในรอบเพลย์ออฟทั้ง 3 นัด

เมื่อกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก เบตติเนลลี่ ได้เดบิวต์บนลีกสูงสุดจากแมตช์ที่ต้นสังกัดเอาชนะเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลงตัวจริง 7 นัดติดต่อกันในลีก ผลงานของผู้รักษาประตูรายนี้ ทำให้เขาถูก แกเร็ธ เซาท์เกต เรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษในโปรแกรมเบรคทีมชาติครั้งแรกของฤดูกาล และถูกเรียกอีกครั้งในเดือนตุลาคม แต่เขาไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้กับทรี ไลอ้อนส์

ถึงแม้จะโชว์ฟอร์มได้ดีในช่วงเริ่มต้นซีซั่น แต่ผลงาน 6 เกมที่ไร้ชัยชนะทำให้ เซร์คิโอ ริโก้ แย่งบทบาทมือหนึ่งในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล ฟูแล่ม คว้าชัยชนะในลีกได้เพียง 7 นัด ทำให้พวกเขาตกชั้นกลับสู่แชมเปี้ยนชิพทันที

ฤดูกาล 2019/20 เบตติเนลลี่ ได้ลงสนามอีก 14 นัด ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาอีกครั้ง และซีซั่นที่แล้ว เขาได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวให้กับมิดเดิลสโบรห์ โดยเฝ้าเสา 42 นัด เก็บ 13 คลีนชีตพา “สิงห์แดง” จบอันดับที่ 10 ในลีกรองของอังกฤษ

 

ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

 ลอเรนโซ่ อินซินเญ่

 ในปัจจุบันถ้าถามถึงนักเตะที่ค้าแข้งแบบ “วัน แมน คลับ” ผมเชื่อว่าชื่อของ นเญ่ ต้องผุดขึ้นมาเป็นที่แน่นอน ยิ่งเกมลีกนัดล่าสุดเจ้าตัวเพิ่งยิงฟรีคิกสุดสวยเป็นประตูเบิกร่องช่วยให้ทีมเปิดบ้านถล่มโรม่า ไปแบบขาดลอย 4-0 พร้อมกับอุทิศประตูสุดสวยให้กับโคตรตำนานอย่าง “เสือเตี้ย” ดิเอโก้ มาราโดน่า ที่เพิ่งเสียชีวิตด้วยสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ชื่อเต็ม : ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ (Lorenzo Insigne)
วันเกิด : 4 มิถุนายน 1991 (อายุ 29 ปี)
สถานที่เกิด : เมืองเนเปิ้ลส์, ประเทศอิตาลี
ส่วนสูง : 163 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : ปีก

ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ เกิดที่เมืองเนเปิ้ลส์ ประเทศอิตาลีโดยถือว่าเขาเริ่มสตาร์ทในการลงเล่นฟุตบอลช้ากว่านักเตะหลายๆคนเพราะเริ่มเล่นกีฬาฟุตบอลตอน 15 ขวบและเป็นทีมในเมือง

บ้านเกิดอย่าง นาโปลี ที่โดดเข้ามาซื้ออนาคตของเด็กชายคนนี้ไว้ในการครอบครอง อินซินเญ่ ใช้เวลาไต่เต้ากว่า 2 ปีก่อนที่จะมีโอกาสได้ลงเล่นในทีมชุดสำรองและไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดลอยไปหลังในซีซั่นดังกล่าวเจ้าตัวซัดไปได้ถึง 15 ประตูเลยทีเดียว  ด้วยฝีเท้าที่ไม่ธรรมดา

ทำให้ โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ กุนซือในตอนนั้นตัดสินใจเรียก อินซินเญ่ ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ทันที แต่กลายเป็นว่าคนที่พยามดันขึ้นชุดใหญ่ดันไม่ได้ใช้งานซะอย่างงั้นเพราะ โดนาโดนี่ ดันถูกตะเพิดไล่ออกและการเข้ามาของ วอลเตอร์ มาซซารี่ ทำให้โอกาสของ อินซินเญ่ ดันหดหายไปด้วยซึ่ง

ท้ายที่สุดแล้วต้องรอเกือบหนึ่งปีกว่าจะได้ลงเดบิวต์ ในเซเรีย อา เป็นนัดแรกด้วยการลงมาเป็นสำรองในเกมที่เอาชนะลิวอร์โน่ 2-0 หลังจากนั้นก็เคราะห์ซ้ำกรรมซัดอีกเพราะถูกปล่อยตัวให้กับ คาเวเซ่ ทีมในระดับต่ำกว่าเซเรีย ซี เลยทีเดียว

หลังจากกลับมาจากยืมตัวจากคาเวเซ่ เจ้าตัวก็ยังถูกปล่อยยืมแบบต่อเนื่องและคราวนี้กลายเป็นทีมอย่าง ฟอจเจีย ที่รับช่วงต่อไปเลี้ยงดู ซึ่งถือว่าการย้ายทีมคราวนี้เจ้าตัวเริ่มมีบทบาทมากขึ้นทั้งได้ลงสนามอย่างต่อเนื่องและมีประตูมาฝากอยู่บ่อยๆ ท้ายที่สุดแล้ว 8 กรกฏาคม สัญญาณที่

ดีก็เริ่มมาถึงเพราะคราวนี้ทีมจากเซียเรีย บี อย่าง เปสคาร่า เข้ามาเซ้งตัวแทนและดูเหมือนยิ่งลงเล่นเจ้าตัวจะฉายแววเก่งออกมาเรื่อยๆเนื่องจากมีส่วนสำคัญอย่างมากที่พาทีมผงาดคว้าแชมป์และเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงได้สำเร็จและจากผลงานส่วนตัวที่ซัดไปได้ถึง 18 ประตูทำให้ อินซินเญ่

คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของลีกร่วมกับ ชิโร่ อิมโบมิเล่ และ มาร์โก แวร์รัตติ เพื่อนร่วมทีมในสมัยนั้น

 หลังจากทำผลงานได้อย่างดีเยี่ยมทำให้ต้นสังกัดเดิมอย่าง

นาโปลี เรียกตัวกลับมาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อีกครั้งในปี 2012 ซึ่งการกลับมาร่วมทีมคราวนี้ อินซินเญ่ มีบทบาทที่มากกว่าเดิม แต่ต้องยอมรับว่าการที่ตอนนั้นทัพ “อัซซูร่า” ที่เต็มไปด้วยแนวรุกชั้นเยี่ยมอย่าง เอดิสัน คาวานี่, โกรัน

ปานเดฟ, เอดูอาร์โด้ วาร์กาส และ โอมาร์ เอล คัดดูรี่ ทำให้เจ้าตัวมักนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรองซะเยอะ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นฤดูกาล 2014/15 แนวรุกร่างเล็กดันได้รับบาดเจ็บหนักที่หัวเข่าต้องรีบ

ผ่าตัดทันทีและจากอาการบาดเจ็บดังกล่าวส่งผลให้ อินซินเญ่ ต้องหายหน้าหายตาไปนานถึง 5 เดือนเลยทีเดียว

แม้ว่าจะห่างจากการเตะฟุตบอลไปนานถึง 5 เดือน แต่ฝีเท้าก็ยังคงจัดจ้านแถมยังดูดีกว่าเดิมด้วยซ้ำไปเนื่องจากรอบนี้กลายเป็นเครื่องจักรในแดนบนคอยเดินหน้าผลิตสกอร์อย่างต่อเนื่อง

จึงไม่แปลกใจเลยที่ 14 ตุลาคม 2017 ประตูที่ 100 กับ นาโปลี จะมาเร็วแบบไม่ทันตั้งตัวพร้อมทำไล่จี้โคตรดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรอย่าง มาราโดน่า เข้าไปเรื่อยๆ หลังจาก มาเร็ค ฮัมซิค กองกลางตัวเก่งตัดสินใจย้ายออกจากทีมในปี 2019 ทำให้ อินซินเญ่ ก้าวขึ้นมาสวมปลอกแขน

กัปตันทีมทันทีและเมื่อซีซั่นที่ผ่านมา อินซินเญ่ มีส่วนสำคัญที่พาทีมผงาดคว้าแชมป์โคปปา อิตาเลีย ด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะโคตรทีมอย่าง ยูเวนตุส ไปได้พร้อมกับชูถ้วยในฐานะกัปตันทีม

และเมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาวงการฟุตบอลเกิดเหตุเศร้าอีกครั้งเนื่องจากยอดนักเตะระดับโลกอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า ที่เคยค้าแข้งอยู่กับนาโปลี (1984-91) เสียชีวิตกระทัน

หันด้วยสภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันทำให้มีการไว้อาลัยกันทั่วโลก โดยเฉพาะนาโปลี ที่ทำการรีไทร์เสื้อหมายเลขสิบของ “เสือเตี้ย” เป็นที่เรียบร้อย ยิ่งไปกว่านั้นเกมนัดดังกล่าวชายที่เติมโตมาจากเมืองเนเปิ้ลส์อย่างแท้จริงอย่าง ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ ก็ยิงฟรีคิกสุดสวยก่อนจะพา

ทีมถล่มโรม่า แบบขาดลอย 4-0

สร้างมิติเกมรุกดุดันติดปีกให้กับทัพ “อัซซูรี่”​ อิตาลี สำหรับ ลอเรนโซ่ อินซินเญ่ แนวรุกกัปตันทีมนาโปลี วัย 30 ปี ที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมอิตาลียุคใหม่ที่เล่นเกมรุกได้ตื่นตาตื่นตื่นใจ จนสามารถทะยานผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ศึกยูโร 2020 ได้สำเร็จ

อินซินเญ่ เริ่มต้นค้าแข้งตั้งแต่กับเป็นเด็กปั้นของนาโปลี เมื่อปี 2006 ก่อนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ เมื่อปี 2010 แต่ถูกส่งยืมตัวไปลับฝีเท้ากับ คาเวส, ฟอกเกีย และเปสคาร่า ก่อนกลับมาสู่ทีมนาโปลี เมื่อปี 2013 จนถึงปัจจุบันเขาเป็นกำลังหลักของทีมด้วยการลงเล่นมากถึง 305 นัด ยิง 85 ประตู

สไตล์การเล่นของอินซินเญ่มีความเร็วจัดจ้าน และลากเลื้อยบอลอันตราย จนทำให้เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับไอดอลอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า ยอดแข้งชาวอาร์เจนไตน์ผู้ล่วงลับที่เป็นตำนานนาโปลีเช่นกัน รวมทั้ง อินซินเญ่ ยังสักรูปใบหน้าของมาราโดน่าไว้ที่ต้นขาซ้าย เพื่อระทึกถึงอยู่ตลอดเวลา

ขณะที่ในเส้นทางทีมชาติ อินซินเญ่ เคยพาทีมเยาวชนอิตาลี รุ่นไม่เกิน 21 ปี ได้รองแชมป์ยูโร ยู-21 เมื่อปี 2013 ก่อนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และผ่าน 2 เมเจอร์ทัวร์นาเมนต์คือ ฟุตบอลโลก

2014, ยูโร 2016 และล่าสุดได้ติดทีมของ โรแบร์โต้ มันชินี่ ชุดลุยศึกยูโร 2020 ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่อินซินเญ่ระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอดราวกับเป็นสเมือน “มาราโดน่าแห่งอัซซูรี่”

จากรองแชมป์ยูโร ยู-21 จนถึงปัจุบันเป็นเวลานานกว่า 8 ปีที่อินซินเญ่ไร้เกียรติประวัติในการเล่นให้กับทีมชาติอิตาลี ทำให้เขามุ่งมั่นเป็นพิเศษในศึกยูโร 2020 ในครั้งนี้ เพื่อหวังนำอัซซูรี่กรีธาทัพไปสู่แชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ในรอบกว่า 53 ปีเลยทีเดียว

ลอเรนโซ อินซินเญ แนวรุกพริกขี้หนูของนาโปลี ตัดสินใจเปลี่ยนเอเยนต์ใหม่ หลังเซ็นสัญญาเข้าสังกัดของ วินเซนโซ ปิซาคาเน

ลอเรนโซ อินซินเญ แนวรุกพริกขี้หนูของนาโปลี ตัดสินใจเปลี่ยนเอเยนต์ใหม่ หลังเซ็นสัญญาเข้าสังกัดของ วินเซนโซ ปิซาคาเน

ก่อนหน้านี้ ดาวเตะทีมชาติอิตาลีใช้บริการของ มิโน ไรโอลา ซูเปอร์เอเยนต์คนดัง ก่อนล่าสุดทั้งคู่จะตัดสินใจแยกทางกันแล้ว ทั้งที่เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมงานกันในปี 2018 เท่านั้น

เมียอินซิเย่ โต้ข่าว หนีออกจากเนเปิ้ลส์ เนื่องจากหลบแฟนบอลที่มาระราน

พฤศจิกายน 2562

ภรรยาของลอเรนโซ่ อินซิเญ่ แนวรุกทีมชาติอิตาลีสังกัด”อัซซูร่า”นาโปลี เจนนี่ ดาโรเน่ ปฏิเสธว่าไม่ได้เดินทางออกจากเมืองเนเปิ้ลส์เพื่อหนีการระรานจากแฟนบอลของสโมสร ก่อนหน้านี้มี

รายงานข่าวจาก สื่อชื่อดังแดนมักกะโรนี คอร์ริเอเล่ เดลโล่ สปอร์ต ระบุว่าดาโรเน่เดินทางออกจากเมืองเนเปิ้ลส์เพื่อไปอาศัยที่บ้านพ่อแม่ของเธอ #UFABET #แทงบอลออนไลน์ #พนันบอลออนไลน์ #คาสิโนออนไลน์

โอลิมปิก กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

โอลิมปิก กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

โอลิมปิก กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

โอลิมปิก กีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

กีฬาโอลิมปิก เกมส์ (อังกฤษ: Olympic Games, ฝรั่งเศส: les Jeux olympiques, JO) หรือ กีฬาโอลิมปิกเกมส์ สมัยใหม่ (อังกฤษ: Modern Olympic Games) เป็นการแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่สำคัญ มีทั้งกีฬาฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยมีนักกีฬากว่าพันคนเข้าร่วมการแข่งขันในหลายชนิดกีฬา กีฬาโอลิมปิกถูกมองว่าเป็นการแข่งขันกีฬาที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีประเทศเข้าร่วมแข่งขันกว่า 200 ประเทศ ปัจจุบัน กีฬาโอลิมปิกจัดขึ้นทุก ๆ 4 ปี โดยผลัดกันระหว่างโอลิมปิกฤดูร้อนกับโอลิมปิกฤดูหนาวห่างกันทุก 2 ปี

การสร้างสรรค์กีฬาโอลิมปิกได้รับแรงบันดาลใจจากกีฬาโอลิมปิกโบราณ (ภาษากรีก :Ὀλυμπιακοί Ἀγῶνες) ที่เคยจัดขึ้นในโอลิมเปีย กรีซ จากในระหว่างศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาลจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 4 โดย บารอน ปีแยร์ เดอ กูแบร์แต็ง ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ก่อตั้งคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ใน พ.ศ. 2437 จนนำไปสู่การจัดโอลิมปิกสมัยใหม่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2439 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ นับแต่นั้นมาไอโอซีกลายเป็นองค์การที่ดูแลกระบวนการโอลิมปิก (Olympic Movement) โดยมีกฎบัตรโอลิมปิกนิยามโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในสมัยโบราณ ก่อนหน้าคริสตกาลกว่า 1,000 ปี การแข่งขันกีฬาได้ดำเนินการกันบนยอดเขาโอลิมปัส ในประเทศกรีซ โดยนักกีฬาจะต้องเปลือยกายเข้าแข่งขัน เพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกายและยังมีการต่อสู้บางประเภท เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำ เพื่อพิสูจน์ความแข็งแรง ผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชาย ห้ามผู้หญิงเข้าชม ดังนั้นผู้ชมจะต้องปีนขึ้นไปบนยอดเขา ครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้น สถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบเกินไป ไม่เพียงพอที่จุทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด

ดังนั้น เมื่อ 776 ปีก่อนคริสตกาล ชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันลงมาที่เชิงเขาโอลิมปัส และได้ปรับปรุงการแข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้น โดยให้ผู้เข้าแข่งขันสวมกางเกง พิธีการแข่งขันจัดอย่างเป็นระเบียบเป็นทางการ

มีการบันทึกการแข่งขันอย่างชัดเจน มีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธาน อนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้ แต่ไม่อนุญาตให้เข้าแข่งขัน

ประเภทกรีฑาที่แข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้ มี 5 ประเภท คือ วิ่ง, กระโดด, มวยปล้ำ, พุ่งแหลน และขว้างจักร ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่ง ๆ จะต้องเล่นทั้ง 5 ประเภท โดยผู้ชนะจะได้รับรางวัล คือ มงกุฎที่ทำด้วยกิ่งไม้มะกอกที่มีชื่อว่า ช่อลอเรล ซึ่งขึ้นอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสนั่นเอง และได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐ ในฐานะตัวแทนของพระเจ้า

การแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส ที่เดิมเป็นประจำทุกสี่ปี และถือปฏิบัติติดต่อกันมาโดยไม่เว้น เมื่อถึงกำหนดการแข่งขัน ทุกรัฐจะต้องให้เกียรติ หากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่ จะต้องหยุดพักรบ และมาดูนักกีฬาของตนแข่งขัน หลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้ว จึงค่อยกลับไปทำสงครามกันใหม่

ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อๆมา โดยมีการพิจารณาและลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา อย่างไรก็ดีในระยะแรกนี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวที่จัดแข่งขันกันในครั้งแรก ได้รับเกียรติให้คงไว้ ซึ่งเรียกกันว่า เพ็นตาธรอน หรือ ปัญจกรีฑา ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของกรีฑา โดยในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่ ซึ่งประเภทของปัญจกรีฑาได้เปลี่ยนไปตามเวลา

การแข่งขันได้ดำเนินติดต่อกันมานับเป็นเวลาถึง 1,200 ปี จนมาในปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) จักรพรรดิธีโอดอซิดุชแห่งโรมันได้ทรงประกาศให้ยกเลิกการแข่งขันนั้นเสีย เพราะเกิดมีการว่าจ้างกันเข้ามาเล่นเพื่อหวังรางวัล และผู้เล่นปรารถนาสินจ้างมากกว่าการเล่นเพื่อสุขภาพของตน รวมทั้งมีการพนันขันต่อ อันเป็นทางวิบัติซึ่งผิดไปจากวัตถุประสงค์เดิมคือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหลายต่างก็อยากได้ช่อลอเรลซึ่งเป็นรางวัลของผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้เอง พระองค์จึงสั่งให้ล้มเลิกการแข่งขันนี้เสีย

ตลอดระยะเวลาที่มีการแข่งขันนั้น ได้จัดขึ้น ณ บริเวณที่แห่งเดียว คือ เชิงเขาโอลิมปัส แคว้นอีลิส จึงเรียกการแข่งขันตามชื่อของสถานที่ว่า “การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก

โอลิมปิกสมัยใหม่ หลังจากโอลิมปิกโบราณได้ล้มเลิกไปเป็นเวลาถึง 15 ศตวรรษ โอลิมปิกยุคใหม่ก็เกิดขึ้น โดยมีนักกีฬาคนสำคัญของฝรั่งเศสชื่อ ปิแอร์ เดอ ดูเบอร์แตง ท่านขุนนางผู้นี้เกิดในกรุงปารีส เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) สนใจประวัติศาสตร์ ปัญหาการเมืองและสังคม ในปี พ.ศ. 2432 (ค.ศ. 1889) ท่านอายุได้ 26 ปี ได้เกิดความคิดที่จะฟื้นฟูการแข่งขันโอลิมปิก ซึ่งได้ล้มเลิกมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 936 (ค.ศ. 393) โดยติดต่อกับบุคคลสำคัญของประเทศอังกฤษ, สหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส เป็นเวลาถึง 4 ปี ในที่สุดได้เปิดการประชุมอย่างไม่เป็นทางการขึ้น ที่ตำบลซอร์บอนน์ ในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2435 (ค.ศ. 1892) และประกาศ ณ ที่นั้นว่า การแข่งขันโอลิมปิกซึ่งได้หยุดมานานกว่า 15 ศตวรรษ จักได้พื้นขึ้นใหม่เป็นการปัจจุบัน และแผนการของงานโอลิมปิกปัจจุบันนั้น ได้เป็นที่ตกลงกันในที่ประชุมจำนวน 15 ประเทศ ณ ตำบลซอร์บอนน์ ประเทศฝรั่งเศส

คณะกรรมการผู้ริเริ่ม ได้ลงมติว่า ให้ทำการเปิดการแข่งขันโอลิมปิกปัจจุบันขึ้น โดยกำหนด 4 ปีต่อ 1 ครั้ง โดยให้ประเทศสมาชิกหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพ แต่การเปิดแข่งขันครั้งแรกให้เริ่ม ณ กรุงเอเธนส์ ใน พ.ศ. 2439 (ค.ศ. 1896) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการกำเนิดกีฬาโอลิมปิกเมื่อครั้งโบราณ จากนั้นเป็นต้นมา การแข่งขันและวิธีเล่นกรีฑาก็พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง และการแข่งขันทุก ๆ ครั้ง ให้ถือเอากรีฑาเป็นกีฬาหลัก ซึ่งจะขาดเสียมิได้ในการแข่งขันแต่ละครั้ง

ประเทศสมาชิกโอลิมปิก ในปัจจุบัน ประเทศทั่วโลกเป็นสมาชิกโอลิมปิก 197 ประเทศ แต่บางประเทศไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะเป็นประเทศเล็ก ขาดความพร้อมในเรื่องตัวนักกีฬา ท่านบารอน ปิแอร์เดอ ดูเบอร์แตง ได้ให้นิยามการเข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกว่า ผู้เข้าร่วมการแข่งขันนั้นไม่เลือกผิวพรรณ ศาสนา ลัทธิการปกครอง แต่อย่างใด ความหมายการแข่งขันเพื่อให้นักกีฬาชาติต่างๆ ได้มาร่วมชุมนุมกัน

ตัวนักกีฬาเปรียบเสมือนทูตสันถไมตรีส่งมาเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ ร่วมเล่นสนุกสนานด้วยความเห็นอกเห็นใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดทั้งสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน อันนำมาซึ่งความสามัคคีและเพื่อสันติภาพของโลก การแพ้หรือชนะไม่ใช่สิ่งสำคัญ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “การเข้าร่วม”

รางวัลในกีฬาโอลิมปิก สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกสมัยปัจจุบันแบ่งรางวัลเป็นสามระดับ คือ เหรียญทอง, เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ให้แก่ผู้ชนะเลิศ, ผู้ชนะเลิศที่สอง และที่สามตามลำดับ ส่วนอันดับที่สี่ไปถึงอันดับที่หก จะได้ประกาศนียบัตรการเข้าร่วมการแข่งขัน

โอลิมปิกปัจจุบันก็ยังคงรักษาประเพณีเรื่องการจุดไฟไว้ดังเดิมทุกประการ กล่าวคือ ก่อนจะมีการแข่งขันจะมีพิธีจุดไฟ ณ เขาโอลิมปัส ผู้จุดคือ สาวพรหมจารีย์ผู้บริสุทธิ์ เป็นผู้ต่อไฟจากแว่นรวมแสงของดวงอาทิตย์ด้วยคบเพลิง และไฟนี้จะถูกแจกจ่ายไปยังประเทศสมาชิกทั่วโลก และข้ามน้ำข้ามทะเลไปสู่ประเทศเจ้าภาพ

คบเพลิงโอลิมปิก และมีการวิ่งถือคบเพลิงส่งต่อกันไปจุดที่กระถางใหญ่บริเวณงานในวันแรกของพิธีเปิดการแข่งขัน ไฟจะต้องไม่ดับตั้งแต่เริ่มจุด ณ ภูเขาโอลิมปัส จนกว่าจะสิ้นสุดการแข่งขันโอลิมปิกในครั้งนั้นๆ

 

 

 

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่าเวิร์ดคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศมีทีมชาติชายเข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มสมาชิก เป็นการจัดการแข่งขันขึ้นทุกๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกปี คริสต์ศักราช 1930 แต่มีการยกเว้น ในปี คริสต์ศักราช 1942 และ1946 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 รูปแบบการแข่งในปัจจุบันประกอบด้วย 32 ทีม

เพื่อเข้าร่วมแข่งในประเทศที่เป็นเจ้าภาพการแข่ง21ครั้ง มีชาติที่ ชนะเลิศการแข่ง ทั้งสิ้นได้แก่ ทีมชาติบราซิล 5ครั้งทีมชาติเดียวที่ลงแข่งทุกครั้งทีอืนก็มี ทีมชาติอิตาลีและทีมชาติเยอรมนี 4ครั้ง ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส 2ครั้ง และทีมชาติอังกฤษกับทีมชาติสเปน 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือได้ว่าเป็นการแข่งที่มีจำนวนผู้ชมมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ราว 715.1ล้านคนแล้วเคยมีประเทศที่เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 17 ชาติตั้งแต่ คริสต์ศักราช 1930 ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปคือประเทศกาตาร์ในปี2022 และในปี2026 จัดขึ้นที่ประเทศแคนนาดา สหรัฐอเมริกา และแม็กซิโกในฐานะเจ้าภาพร่วม การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติชุดก่อนจัดขึ้นครั้งแรกที่กลาสโกว์ระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษและในการแข่งขันชิงชนะเลิศระหว่างประเทศครั้งแรกที่ชื่อ บริติชโฮมแชมเปียนชิป ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1884 กีฬาฟุตบอลเติบโตในส่วนอื่นของโลก

นอกเหนือจากอังกฤษในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ มีการแนะนำกีฬาและแข่งขันประเภทนี้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1900 และ 1904 และที่กีฬาโอลิมปิกซ้อน 1906 หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ ฟีฟ่า ก่อตั้งขึ้นในปี 1904 ได้มีการพยายามจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 1906 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศในยุคแรก ๆ แต่ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ

ของฟีฟ่าอธิบายว่าการแข่งขันนั้นล้มเหลวไป

โอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ในกรุงลอนดอน ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่แข่งขันอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล อังกฤษได้ดูแลในการจัดการแข่งขัน โดยผู้แข่งขันเป็นมือสมัครเล่นเท่านั้นและดูเป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน โดยบริเตนใหญ่ แข่งขันโดยทีมฟุตบอลสมัครเล่นทีมชาติอังกฤษ ได้รับเหรียญทองในการแข่งขัน ต่อมาในโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 ที่สต็อกโฮล์มก็มีจัดขึ้นอีก โดยการแข่งขันจัดการโดยสมาคมฟุตบอลสวีเดนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งแข่งขันฟุตบอล

เฉพาะในทีมสมัครเล่น เซอร์โทมัส ลิปตัน

ได้จัดการการแข่งขันที่ชื่อ การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเซอร์โทมัสลิปตัน จัดขึ้นในตูรินในปี 1909 เป็นการแข่งขันระหว่างสโมสร ไม่ใช่ทีมชาติ จากหลาย ๆ ประเทศ บางทีมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ การแข่งขันครั้งนี้บางครั้งอาจเรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก มีทีมอาชีพเข้าแข่งขันจากทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษปฏิเสธที่จะร่วมในการแข่งขันและไม่ส่งทีมนักฟุตบอลอาชีพมาแข่ง ลิปตันเชิญสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ จากมณฑลเดอแรม เป็นตัวแทนของอังกฤษแทน

ซึ่งสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์

ชนะการแข่งขันและกลับมารักษาแชมป์ในปี 1911 ได้สำเร็จฟีฟ่าได้จำแนกการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกว่าเป็น “การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น” และลงรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง และนี่เป็นการปูทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทวีปเป็นครั้งแรก โดยในโอลิมปิกฤดูร้อน 1920 ที่มีทีมแข่งขันอย่างอียิปต์และทีมจากยุโรปอีก 13 ทีม มีผู้ชนะคือทีมเบลเยี่ยม ต่อมาทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกในอีก 2 ครั้งถัดไปคือในปี 1924 และ 1928 และในปี 1924 ถือเป็นยุคที่ฟีฟ่าก้าวสู่ระดับมืออาชีพ

สนามกีฬาเอสตาเดียวเซนเตนาเรียว

สถานที่การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ที่เมืองมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัยจากความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิก ฟีฟ่าพร้อมด้วยประธานที่ชื่อ ชูล รีเม ได้ผลักดันอีกครั้งโดยเริ่มมองหาหนทางในการจัดการแข่งขันนอกเหนือการแข่งขันโอลิมปิก ในวันที่ 28 พฤษภาคม 1928 ที่ประชุมฟีฟ่าในอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจที่จะจัดการแข่งขันด้วยตัวเอง กับอุรุกวัย ที่เป็นแชมเปียนโลกอย่างเป็นทางการ 2 ครั้งและเพื่อเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษแห่งอิสรภาพของอุรุกวัยในปี 1930 ฟีฟ่าได้ประกาศว่าอุรุกวัยเป็นประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก

สมาคมฟุตบอลได้ส่งหนังสือเชิญเข้าร่วมการแข่งขันแต่ยังไม่มีประเทศใดในยุโรปตอบตกลงเพราะค่าใช้จ่ายการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาก่อนการแข่งขัน 2 เดือนก็สามารถเชิญทีมจากเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส โรมาเนีย และยูโกสลาเวียร่วมทั้งหมด13 ทีม 2 นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก จัดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1930 ผู้ชนะคือทีมฝรั่งเศส และทีมสหรัฐอเมริกา ชนะเม็กซิโก 4–1 และเบลเยี่ยม 3–0 ตามลำดับ โดยผู้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกมาจากลุกแซง โลร็องต์ จากฝรั่งเศส

ในนัดตัดสินทีมชาติอุรุกวัย

ชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 4–2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คนที่เมืองมอนเตวิเดโอ ทีมอุรุกวัยจึงเป็นชาติแรกที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลกหลังสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งสหราชอณาจักรได้เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกที่ประเทศบราซิล และสหราชอณาจักรถอนตัวจากฟีฟ่าในปี1920 ด้วยสาเหตุที่ไม่พอใจกับการเล่นกับประเทศที่เคยทำสงครามด้วยและเป็นการประท้วงด้านอิทธิพลและการบังคับจากต่างชาติและเมื่อในปี 1946 หลังจากได้หนังสือเชื้อเชิญจาก ฟีฟ่าทางสหราชอาณาจักรก็ได้กลับมาลงแข่งารแข่งขัน

ทีมแชมเปียนอย่างอุรุกวัยก็กลับเข้ามาร่วม

หลังจากที่คว่ำบาตรฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยทีมอุรุกวัยชนะในการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ชนะประเทศเจ้าภาพบราซิล นัดการแข่งขันนี้เรียกว่า มารากานาซู ระหว่างปี 1934และ1978 มีทีมที่ลงแข่ง 16 ทีมเว้นแต่ปี1938ที่เหลือ15 ทีมพอปี 1950 อินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก
Artists perform before the group A match between Russia and Saudi Arabia which opens the 2018 soccer World Cup at the Luzhniki stadium in Moscow, Russia, Thursday, June 14, 2018. (AP Photo/Darko Bandic)

มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย

ทีมเหล่านี้มักจะแพ้อย่างง่ายดายกับทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ จนกระทั่งในปี 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศในปี 1930 ทีมคิวบาเข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี 1938 ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1966 และทีมเม็กซิโกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1970 พอปี 1982 ได้มีการขยายเป็น 24 ทีมจากนั้นในปี 1998 เพิ่มเป็น 32 ทีม ผลจากการเพิ่มทีมทำให้มีทีมในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือเข้ารอบมากขึ้นและปีหลังๆทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ได้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น

การแข่งขันของฟุตบอลสำหรับผู้หญิง

คือฟุตบอลโลกหญิง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1991 ที่ประเทศจีนฟุตบอลโลกหญิงจะมีการแข่งขันที่เล็กกว่าฟุตบอลของผู้ชาย แต่กำลังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ มีทีมเข้าร่วมแข่งขันในปี  2007 อยู่ 120 ทีม มากกว่า 2 เท่าของในปี1991 กีฬาฟุตบอลนั้นได้มีอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนทุก ๆ ครั้ง ยกเว้นในปี 1896 และ 1932 แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่งในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิก ทีมที่ร่วมแข่งจะไม่ใช่ทีมระดับสูงสุด จนกระทั่งในปี 1992 ที่แต่เดิมให้ผู้แข่งขันอายุ 23 ปีเข้าแข่งขัน

แต่ก็อนุญาตให้มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 23 ปี

จำนวน 3 คนของแต่ละทีม ลงแข่งขันได้ส่วนฟุตบอลหญิงในโอลิมปิก แข่งขันครั้งแรกในปี 1996 เป็นการแข่งขันทีมชาติเต็มทีม ไม่มีจำกัดอายุคอนเฟเดอเรชันส์คัพ เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อน 1 ปี

ที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก

ในประเทศเจ้าภาพที่จะแข่งขัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่จะมาถึง เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ชนะเลิศจากแต่ละภูมิภาคทั่วโลก เอเชียนคัพ แอฟริกันคัพ โกลด์คัพ โกปาอาเมริกา เนชันส์คัพ และ ฟุตบอลยูโร พร้อมทั้งทีมที่ชนะฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดและทีมเจ้าภาพ

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร

แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทนในปัจจุบัน สมาชิกทุก ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา

 

 

ประวัติกีฬาตะกร้อ

ประวัติกีฬาตะกร้อ

ประวัติกีฬาตะกร้อ

ประวัติกีฬาตะกร้อ

ตะกร้อ เป็นการละเล่นของไทยมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามี
มาตั้งแต่สมัยใด แต่คาดว่าราว ๆ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงก็
มีการเล่นตะกร้อ คนเล่นไม่จ ากัดจ านวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้ ตามลานที่
กว้างพอสมควร ตะกร้อที่ใช้เดิมใช้หวายถักเป็นลูกตะกร้อ ปัจจุบัน นิยมใช้ลูก
ตะกร้อพลาสติก
การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออกกำลังกายทุกสัดส่วน ความสังเกต มี
ไหวพริบ ท าให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างาม และการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็น
เอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง  

   การแข่งขันตะกร้อตะกร้อ เป็นการละเล่นของไทยมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามีมาตั้งแต่สมัยใด แต่คาดว่าราว ๆ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงก็มีการเล่นตะกร้อ คนเล่นไม่จำกัดจำนวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้ ตามลานที่กว้างพอสมควร ตะกร้อที่ใช้เดิมใช่หวายถักเป็นลูกตะกร้อ ปัจจุบัน นิยมใช้ลูกตะกร้อพลาสติก

การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออก กำลังกายทุกสัดส่วน ฝึกความว่องไว ความสังเกต มีไหวพริบ ทำให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างาม และการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง

ในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นกำเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้

ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่าเรียกว่า “ชิงลง” 

          ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) คำว่า Raga หมายถึง ตะกร้า

         ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak

         ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้นำการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K’au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่

         ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อด้วยผ้าสำลีเอาหางไก่ฟ้าปัก
ประกาศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด

ประวัติกีฬาตะกร้อในประเทศไทย


 

   ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระทำความผิด โดยการนำเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้

โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมนำเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามลำดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการทำจากสมัยแรกเป็นผ้า , หนังสัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก )

ความหมาย คำว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้คำจำกัดความเอาไว้ว่า ” ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา สำหรับเตะ “

 

วิวัฒนาการการเล่นกีฬาตะกร้อ

    การเล่นตะกร้อได้มีวิวัฒนาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ ก็เป็นเพียงการช่วยกันเตะลูกไม่ให้ตกถึงพื้นต่อมาเมื่อเกิดความชำนาญและหลีกหนีความจำเจ ก็คงมีการเริ่มเล่นด้วยศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจัดเพิ่มท่าให้ยากและสวยงามขึ้นตามลำดับ จากนั้นก็ตกลงวางกติกาการเล่นโดยเอื้ออำนวยต่อผู้เล่นเป็นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ แต่คงมีความใกล้เคียงกันมากพอ

ตะกร้อนั้นมีมากมายหลายประเภท เช่น

– ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง – ตะกร้อพลิกแพลงเป็นต้น

เมื่อมีการวางกติกาและท่าทางในการเล่นอย่างลงตัวแล้วก็เริ่มมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นในประเทศไทยตาม
ประวัติของการกีฬาตะกร้อตั้งแต่อดีตที่ได้บันทึกไว้ดังนี้

พ.ศ. 2472 กีฬาตะกร้อเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกภายในสมาคมกีฬาสยาม

พ.ศ. 2476 สมาคมกีฬาสยามประชุมจัดร่างกติกาในการแข่งขันกีฬาตะกร้อข้ามตาข่ายและเปิดให้มีการแข่งขันในประเภทประชาชนขึ้นเป็นครั้งแรก

พ.ศ. 2479 ทางการศึกษาได้มีการเผยแพร่จัดฝึกทักษะในโรงเรียนมัธยมชายและเปิดให้มีแข่งขันด้วย

พ.ศ. 2480 ได้มีการประชุมจัดทำแก้ไขร่างกฎระเบียบให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอยู่ในความควบคุมดูแลของ เจ้าพระยาจินดารักษ์ และกรมพลศึกษาก็ได้ออกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ

พ.ศ. 2502 มีการจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพฯ มีการเชิญนักตะกร้อชาวพม่ามาแสดงความสามารถในการเล่นตะกร้อพลิกแพลง

พ.ศ. 2504 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 2 ประเทศพม่าได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน นักตะกร้อของไทยก็ได้ไปร่วมแสดงโชว์การเตะตะกร้อแบบพลิกแพลงด้วย

พ.ศ. 2508 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ได้มีการบรรจุการเตะตะกร้อ 3 ประเภท เข้าไว้ในการแข่งขันด้วยก็คือ

– ตะกร้อวง – ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง

อีกทั้งมีการจัดประชุมวางแนวทางด้านกติกาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อสะดวกในการเล่นและการเข้าใจของผู้ชมในส่วนรวมอีกด้วย

พอเสร็จสิ้นกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 กีฬาตะกร้อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก บทบาทของประเทศมาเลเซียก็เริ่มมีมากขึ้น จากการได้เข้าร่วมในการประชุมตั้งกฎกติกากีฬาตะกร้อประเภทข้ามตาข่าย หรือที่เรียกว่า ” เซปักตะกร้อ ” และส่งผลให้กีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 จนถึงปัจจุบัน

การแข่งขันตะกร้อตะกร้อ เป็นการละเล่นของไทยมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามีมา
ตั้งแต่สมัยใด แต่คาดว่าราว ๆ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงก็มีการเล่นตะกร้อ คนเล่นไม่
จ ากัดจ านวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้ ตามลานที่กว้างพอสมควร ตะกร้อที่ใช้เดิมใช่หวายถักเป็นลูกตะกร้อ
ปัจจุบัน นิยมใช้ลูกตะกร้อพลาสติก
การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออก ก าลังกายทุกสัดส่วน ฝึกความว่องไว ความสังเกต มีไหวพริบ ท า
ให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างาม และการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทยอย่างหนึ่ง
ในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งก าเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้อย่าง
ชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นก าเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้
ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่งทางพม่า
เรียกว่า “ชิงลง”
ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) ค า
ว่า Raga หมายถึง ตะกร้า
ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่เรียกว่า Sipak
ทางประเทศจีนก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปักขนไก่ ซึ่งจะ
ศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้น าการเล่นตะกร้อ
ขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K’au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่
ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อ
ด้วยผ้าส าลีเอาหางไก่ฟ้าปักประกาศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับประเพณี
ของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด

ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระท าความผิด โดยการน าเอานักโทษ
ใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อได้ดี คือ ในพระ
ราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และที่ระเบียงพระอุโบสถ
วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้
โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไป
ด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมน าเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้ง
ประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและ
การแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของประเทศอื่นๆนั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธี
เช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องมาตามล าดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการท า
จากสมัยแรกเป็นผ้า , หนังสัตว์ , หวาย , จนถึงประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก )
ความหมาย ค าว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ . ศ . 2525 ได้ให้ค าจ ากัดความเอาไว้ว่า ”
ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา ส าหรับเตะ “

 

รู้จักประวัติปิงปอง

รู้จักประวัติปิงปอง

รู้จักประวัติปิงปอง

รู้จักประวัติปิงปอง

เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ.  1890  ในครั้งนั้น  อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย  ไม้  หนังสัตว์  ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้   หากแต่ว่าแทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์  เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิดเสียง “ปิก-ป๊อก”  ดังนั้น  กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตามเสียงทีได้ยินว่า  “ปิงปอง” (PINGPONG)  ต่อมาก็ได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน  ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน
  วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (BLOCKING)  และแบบดันกด  (PUSHING)  ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ  BLOCKING และ CROP  การเล่นถูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศ

ต่าง ๆ  ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่  2  ลักษณะ  คือ  จับไม้แบบจับมือ  (SHAKEHAND)ซึ่งเราเรียกกันว่า  “จับแบบยุโรป”  และการจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับไม้แบบจีน”  นั่นเอง

    ในปี ค.ศ. 1900  เริ่มปรากฏว่า  มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่นกัน  ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์  บาร์น่า (VICTOR BARNA)  อย่างแท้จริง  เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีม  รวม 7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง
ในปี ค.ศ. 1929-1935  ยกเว้นปี  1931  ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น  ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น

โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือมีทั้งการรุก (ATTRACK)
และการรับ (DEFENDIVE)  ทั้งด้าน  FOREHAND  และ  BACKHAND  การ จับไม้ก็คงการจับแบบ  SHAKEHAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรป

แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมากในยุโป  ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา  ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้กีฬานี้จึงเป็นชื่อมาเป็น  “TABLE TENNIS”  ไม่สามารถใช้ชื่อ
ที่เขาจดทะเบียนได้ประการหนึ่ง  และเพื่อไม่ใช่เป็นการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  และแล้วในปี ค.ศ. 1926  จึงได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ

(INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม  ค.ศ. 1926  ภายหลังจากการได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้นโดย
DR. GEORG LEHMANN  แห่งประเทศเยอรมัน  กรุงเบอร์ลิน  เดือนมกราคม  ค.ศ. 1926

ในปีนี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1  ก็ได้เริ่มขึ้น  พร้อมกับการก่อตั้งสหพันธ์ฯ
โดยมีนายอีวอร์  มองตากู  เป็นประธานคนแรก  ในช่วงปี ค.ศ. 1940  นี้  ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น  3  ลักษณะดังนี้
1.  การจับไม้  เป็นการจับแบบจับมือ
2.  ไม้ต้องติดยางเม็ด
3.  วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น  “ยุคของยุโรป” อีกเช่นเคย

ในปี ค.ศ. 1950  จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ
1.  การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง
2.  การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

ในปี ค.ศ. 1952  ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก  ที่กรุงบอมเบย์  ประเทศอินเดีย  และต่อมาปี ค.ศ. 1953  สาธารณรัฐประชาชนจีน
จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์  ประเทศรูมาเนีย  จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา  ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง  โดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย  เป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติม
จากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ เท่านั้น

ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า  ข้อศอก  และข้อมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งใช้ปลายเท้าเป็น
ศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกเป็นการเล่นแบบ “รุกอย่างต่อเนื่อง”  ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นของยุโรปได้  การเล่นโจมตีแบบนี้เป็นที่เกรงกลัวของชาวยุโรปมาก

เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายของญี่ปุ่น)  ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญในญี่ปุ่นกันว่า  การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและ

กล้าเกินไปจนดูแล้วรู้สึกว่าขาดความรอบคอบอยู่มาก  แต่ญี่ปุ่นก็เล่นวิธีนี้ได้ดี  โดยอาศัยความสุขุมและ Foot work  ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศถึง
7  ครั้ง  โดยมี  5  ครั้งติดต่อกัน  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1959

สำหรับในยุโรปนั้นยังจับไม้แบบ SHAKEHAND และรับอยู่ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงแรก ๆ ของปี ค.ศ. 1960 ยังคงเป็นจุดมืดของนักกีฬายุโรปอยู่นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1960  เริ่มเป็นยุคของจีน  ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว  ผสมผสานกับการป้องกัน  ในปี  1961
ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ
ครั้งที่  26  ที่กรุงปักกิ่ง  ประเทศจีน  จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก  ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่าง

รวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา  โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม  3  ครั้งติดต่อกัน  ทั้งนี้เพราะจีนได้ทุ่มเทกับ

การศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และเอกสารต่าง ๆ  โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น  เข้ากับการเล่นแบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีนดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

ยุโรปเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  โดยนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง  นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ
ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่  ในปี  1967  และ  1969  ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน  ในช่วงนั้น

การเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป  จนมีการพูดกันว่านักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทางสำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผลสะท้อน

ต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก  และแล้วในปี  1970  จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย

ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ  10  ปี  ตั้งแต่  1960-1970   นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น  และสามารถคว้าตำแหน่ง ชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก  ครั้งที่  31  ณ กรุงนาโกน่า

ในปี  1971  โดยนักเทเบิลเทนนิส  ชาวสวีเดน  ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป  ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้ตกอับไปถึง  18  ปี  ในปี 1973  ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและปรัง

ปรุงมา  ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา  ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น  เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหมดยุคไปแล้วตั้งแต่ปี

1960  เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก  หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ  การใช้ยาง

ANTI – SPIเพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่าเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลกมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา

กีฬาเทเบิลเทนนิส ต่อไป ในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุดและขณะนี้กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก