เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

เปิดศึกสนุกเกอร์ พังงา ภูเก็ต อีมิเน้น แจกครึ่งล้าน

นายสุนทร จารุมนต์ นายกสมาคม กีฬาบิลเลียด แห่งประเทศไทย เป็นประธานแถลงข่าวกาารจัดการแข่งขัน สนุกเกอร์ “อีมิเน้นท์ แอร์ – ทรู

ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต 2021” รายการที่ 2 จ.พังงา และรายการที่ 3 จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นงานแถลงข่าวผ่านระบบโปรแกรม ZOOM โดยมี นายวสุพล สุนทรวสุ ตำแหน่ง หัวหน้าเจ้าหน้าที่นวัตกรรม บริษัท อีมีเน้นแอร์ (ประเทศไทย) จำกัด, นายศักดา รัตนสุบรรณ อุปนายกสมาคม,นายรณภพ ชำนาญ ประธานสมาคมสนุกเกอร์ จ.พังงา และวีรพล สวรรค์พิทักษ์ ผู้บริหารฝ่ายการตลาด บริษัทอีมืเน้นท์ แอร์(ประเทศไทย)จำกัด ร่วมในงานแถลงข่าว

“บิ๊กฮง”สุนทร จารุมนต์ นายกสอยคิวได้กล่าวว่า การ แข่งขันสนุกเกอร์ ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต รายการที่ 2 หรือรายการ อีมิเน้นท์แอร์ – ทรู พังงาคัพ”

จะเริ่มขึ้นระหว่างวันที่ 18-23 ตุลาคม 64 ซึ่งเป็นจังหวัดใหม่ที่รับเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ต้องขอขอบคุณคุณรณภพ ชำนาญ ประธานชมรมสนุกเกอร์ จ.พังงา

ที่ช่วยประสานงานให้รายการนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของจังหวัด ถัดจากรายการที่ 2 เพียง 2 วัน การแข่งขัน รายการที่ 3 รอบ 16 คนสุดท้ายจะเริ่มขึ้นต่อเลย ที่ จ.ภูเก็ต

ระหว่างวันที่ 25-30 ตุลาคม 64 ซึ่งเชื่อว่าทั้ง 2 จังหวัดจะได้รับความสนใจจากแฟนสนุกเกอร์ชาวไทยอย่างมากเหมือนรายการแรก ที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ซึ่งมีผู้ชมผ่านการถ่ายทอดสดของทางทรูวิชั่น และเพจของสมาคมเป็นจำนวนมาก โดยมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา และการแข่งขันรายการนี้จะเป็นเกมที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทุกปีอย่างแน่นอน

ขณะที่นายวสุพล สุนทรวสุ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ นวัตกรรม บ. อีมิเน้นแอร์ กล่าวว่า อีมิเน้นท์แอร์ ได้เข้ามาสนับสนุนการแข่งขันสนุกเกอร์ของ สมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประพเทศไทย มาตั้งแต่ปี 63 โดยเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนการแข่งจันสนุกเกอร์ 6 แดง ชิงแชมป์ประเทศไทย พร้อมทั้ง มีรางวัลพิเศษให้สำหรับนักกีฬาที่สามารถทำแม็กซิมั่มเบรค 147 แต้ม ได้ในรอบสุดท้าย จะมอบทองหนัก 20 บาท หรือคิดเป็นเงินรางวัล 500,000 บาทในการแข่งขันสนุกเกอร์ 15 แดง และมาในปีนี้ อีมิเน้นแอร์ ยังได้เข้ามาสนับสนุนการแข่งขันสนุกเกอร์ ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต ตลอดทั้งฤดูกาล ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ ถึงแม้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ห้ามมีผู้ชม ทางอีมิเน้นท์ ได้มาหารือกับทางสมาคมกีฬาบิลเลียด อยากให้การแข่งขันมีสีสัน จึงได้จัดให้มีการติดตั้งจอแอลอีดี ไว้รอบสนามแข่งขันพร้อมทั้งแสงสีเพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้ชมทางบ้านได้เห็นถึงความคึกคักของเกมการแข่งขัน

“นอกจากนี้ อีมิเน้นท์ แอร์ ยังได้จัดให้มีกิจกรรมร่วมสนุกสำหรับผู้ชมทางบ้าน โดยสามารถทายคู่ชิงชนะเลิศว่าเป้นนักกีฬาคนใด, พร้อมทั้งทายสกอร์เบรคสูงได้เท่าไหร่ โดยจะมีรางวัลเสื้ออีมิเน้นท์แอร์ อย่างดีมอบให้ สนามละ 20 ตัวที่สนาม และถ้าท่านใดทายสกอร์เบรคสูงสุดได้ถูกต้อง จะได้เครื่องปรับอากาศ ขนาด 9,000 BTU 1 เครื่อง

และในสนามสุดท้ายรายการชิงแชมป์ประเทศไทย ถ้าแฟนสนุ้กทางบ้านทายคู่ชิงชนะเลิศถูกต้องจะได้รับ เครื่องปรับอากาศขนาด 12,000 BTU รวมแล้วกว่า 120,000 บาท โดยผู้ร่วมสนุกทุกท่านสามารถเข้าไปร่วมกิจกรรมได้ที่เว็บไซด์ เฟสบุ๊ค Eminent Air” วสุพล กล่าว

ด้านนายรณภพ ชำนาญ ประธานสมาคมสนุกเกอร์ จ.พังงา เปิดเผยว่า ต้องขอขอบคุณสมาคมกีฬาบิลเลียดแห่งประเทศไทย ที่ให้ความไว้วางใจ จ.พังงา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน สนุกเกอร์ไทยแลนด์ แร็งกิ้ง เซอร์กิต

รายการที่ 2 ซึ่งยอมรับว่าเป็นครั้งแรกที่เราได้จัดการแข่งขัน ถึงแม้จะไม่มีชมในสนามแข่งขัน แต่มีการถ่ายทอดสดผ่านเพจของสมาคมทุกคู้ และมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ในรอบ 8 คนสุดท้าย จนถึงรอชิงชนะเลิศ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดพังงา ซึ่งเรามีสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกหลายแห่ง และเชื่อว่าการแข่งขันรายการที่ 2 จะประสบความสำเร็จอย่างสูง

 

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

โปรเม เอรียา นักกอล์ฟสาวผู้สร้างประวัติศาสตร์

 “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล กล่าวภายหลังคว้าแชมป์ ที่ถือว่าเหนือความคาดหมาย เนื่องเพราะ 3 วันแรก อันดับ 1 และ 2 ที่คั่วแชมป์กันมาคือสอง นักหวดวงสวิง รุ่นน้อง “โปรเหมียว” หรือ แพตตี้ ปภังกร ธวัชธนกิจ และ “โปรจีน” อาฒยา ฐิติกุล ที่นำอยู่ 5 และ 4 อันเดอร์พาร์ ตามลำดับ

 แต่ในวันสุดท้าย “โปรเหมียว-ปภังกร” ตีหลุดฟอร์ม ในขณะที่ “โปรจีน-อาฒยา” พัตต์เบอร์ดี้พลาดในหลุมสุดท้าย  ส่งผลให้ “โปรเม-เอรียา” ที่ทำสกอร์ในวันสุดท้าย 9 อันเดอร์พาร์ 63 สกอร์รวม 22 อันเดอร์พาร์ 266 ปาดหน้าคว้าแชมป์ไปครอง และเป็นแชมป์ที่ 11 ในการเล่นอาชีพแอลพีจีเอ ทัวร์

 “โปรเม-เอรียา” รับแชมป์พร้อมเงินรางวัล 240,000 เหรียญสหรัฐ หรือราว 7.68 ล้านบาท และรับ 500 แต้ม ขยับจากอันดับ 56 ขึ้นมาอันดับ 14

 นับเป็นแชมป์แรกของ เอรียา นับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2018 หรือ 1,015 วัน ถือเป็นแชมป์ที่ 11 ในการเล่น แอลพีจีเอ ทัวร์ และเป็นอันดับที่ 45 ร่วมในทำเนียบแชมป์ตลอดกาลของทัวร์ ความสำเร็จครั้งนี้เชื่อแน่ว่าจะสร้างความมั่นใจให้ “โปรเม-เอรียา” กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง

 ตั้งแต่เริ่มเล่นกอล์ฟอาชีพในปี 2012 โดยแชมป์อาชีพแรกของเธอเป็นรายการ ลัลย่า เมอร์เยม คัพ ในปี 2013

 นักกอล์ฟขวัญใจคนไทยรายนี้ชนะเลิศอาชีพมาแล้ว 13 รายการ แบ่งเป็นแอลพีจีเอ ทัวร์ 11 รายการ, เลดี้ส์ ยูโรเปี้ยน ทัวร์ 3 รายการ และแชมป์ เมเจอร์ 2 รายการ คือ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น 2016 และ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น 2018

 ด้วยชัยชนะในรายการ วีเมนส์ บริติช โอเพ่น 2016 ทำให้ เป็นนักกอล์ฟหญิงไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ เมเจอร์ ก่อนที่จะขึ้นเป็นมือ 1 โลก ในเดือน มิ.ย. 2017 

 ความสำเร็จในช่วงปี 2016-18 “โปรเม-เอรียา” กวาดรางวัลมาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่น แอลพีจีเอ ยอดเยี่ยมแห่งปี (2016, 2018), แชมป์เงินรางวัลสะสม แอลพีจีเอ ทัวร์ (2016, 2018), แชมป์ เรซ ทู ซีเอ็มอี โกลบ (2016, 2018), แอลพีจีเอ วาเร่ โทรฟี่ (2018), รางวัล จีดับบลิวเอเอ นักกอล์ฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี (2016, 2018), รางวัล อีธเตอร์ ฟาร์ เพลเยอร์ อวอร์ด (2016)

 รางวัลผู้หญิงแห่งปีของ ฟอกซ์ สปอร์ตส เอเชีย (2016), นักกอล์ฟหญิงยอดเยี่ยมแห่งปีของ อีเอสพีวาย (2017), รางวัล โรเล็กซ์ แอนนิก้า เมเจอร์ อวอร์ด (2018) และ นักกีฬาอาชีพยอดเยี่ยมแห่งปีของไทย (2016, 2018)

 แต่สิ่งหนึ่งที่คาใจคือความสำเร็จใน โอลิมปิก

 ทุกสถิติในฐานะนักกอล์ฟหญิงของประเทศไทย “คนแรก” เอรียา สร้างมาหมดแล้ว แต่อีกสิ่งที่ถือปราถนาและมุ่งมั่นมากที่สุดอีกประการคือการคว้าเหรียญโอลิมปิก

 ใน “ริโอเกมส์” การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 หรือ พ.ศ.2559 ที่ประเทศบราซิล “โปรเม-เอรียา” เทิร์นโปรมา 3 ปี และฟอร์มกำลังแรงขึ้นถึงมือ 2 ของโลกในเวลานั้น หลังคว้าแชมป์เมเจอร์ใบแรกได้สำเร็จในรายการ บริติช โอเพ่น ที่อังกฤษ  

 ก่อนการแข่งขัน “โปรเม-เอรียา” ถูกวางเป็นเต็งหนึ่งในการคว้าเหรียญทองโอลิมปิก ร่วมกับ “ลิเดีย โค” มือ 1 โลกจากนิวซีแลนด์

  และในวันแรก “โปรเม” ประเดิมได้สวยเมื่อขึ้นเป็นผู้นำจากผลงาน 6 อันเดอร์พาร์ แต่หลังแข่งขันเข้าวันที่สาม “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล ต้องขอถอนตัวจากการแข่งขัน เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่หัวเข่าขณะแข่งขันในหลุมที่ 13 ทำให้สาวน้อยวัย 20 ผิดหวังไม่น้อย ส่วนแชมป์ตกเป็นของ “พาร์ค อิน บี” นักกอล์ฟเกาหลีใต้

 ความผิดหวังของ “โปรเม” ในการถอนตัว เธอต้องโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัวเพื่อขอโทษ พร้อมยืนยันว่า จำเป็นต้องยุติการแข่งขันกลางคันเพราะอาการเจ็บที่เข่าซ้าย หลังการเล่นรอบที่สอง ฝืนเล่นจนไม่ไหวจึงปรึกษากับทางแคดดี้และผู้จัดการทีม จึงตัดสินใจถอนตัว 

 “เป้าหมายของเมก็ไม่ต่างกัน นั่นคือการคว้าเหรียญรางวัลเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ และสร้างรอยยิ้มกับความสุขให้แฟนกีฬาชาวไทย”

 “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล กล่าวถึงอีกหนึ่งความฝันและความมุ่งมั่นตั้งใจ อย่าลืมให้กำลังใจนักกอล์ฟสาวไทยลุ้นทำอันดับในศึก “เพียวร์ ซิงค์ แชมเปี้ยนชิพ” ในอีกสิบวันข้างหน้า เพื่อติดเป็น 1 ใน 15 อันดับนักกีฬาที่เข้าชิงชัยในโอลิมปิก

 เพื่อความหวังการคว้าเหรียญโอลิมปิกจากกอล์ฟ ครั้งแรกของชาติไทย !!

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

หมู ปากน้ำ วางไม้คิวหันไปขายกุนเซียง

สถานการณ์โรคระบาด ” โควิด-19 ” ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ความเดือดร้อนเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ในทุกวงการ หลายประเทศ ” ล็อกดาวน์ ” ปิดการเดินทางเข้าออก โลกแทบหยุดหมุน การ กีฬา ทุกประเภทได้รับผลกระทบถ้วนหน้า รวมถึงการแข่งขันสนุ้กเกอร์

 ศึกสอยคิว ชิงเงินล้านยกเลิกไปหลายรายการ แถมรายการที่เข้มขลังอย่างสนุ้กเกอร์ชิงแชมป์โลก ที่ครูซิเบิลเธียเตอร์ เมืองเชฟฟิลด์ ประเทศอังกฤษ เดิมทีจะออกสตาร์ตในวันที่ 18 เม.ย. ถูกเลื่อนออกไป โดยกำหนดการแข่งขันอีกครั้งนั้นในเดือนกรกฎาคม หรือ สิงหาคม

 แต่ทั้งนี้ฝ่ายจัดไม่มีการการันตีใดๆ ว่าจะเป็นไปตามนั้นเพราะต้องมีการประเมินสถานการณ์กันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ปลอดภัยทั้งนักกีฬา, ผู้ชม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

 เนื่องเพราะประเทศอังกฤษ ติดอันดับการระบาดต้นๆ ของโลก ยอดผู้เสียชีวิตล่าสุดเมื่อ 9 เมษายน พบผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 วันเดียวถึง 938 ศพ ทำให้ผู้เสียชีวิตในประเทศพุ่งไปอยู่ที่ 7,111 ศพ และมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็น 61,474 ราย

ด้วยเหตุดังกล่าว 4 นักสอยคิวไทย ที่มีลุ้นเข้าแข่งขันในโรงละคร “ครูซิเบิ้ล” ประกอบด้วย “เอฟ นครนายก” เทพไชยา อุ่นหนู, “ซันนี่ อาร์แบค” อรรนิธิ์ ส่งเสริมสวัสดิ์, “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” รัชพล ภู่โอบอ้อม และ “หมู ปากน้ำ” นพพล แสงคำ มือ 42 ของโลก ยังต้องรอคอยอย่างไร้กำหนด

 หลังสนุ้กเกอร์โลก ประกาศยกเลิกรายการที่เหลือและเลื่อนศึกชิงแชมป์โลกเมื่อปลายเดือนมีนาคม ทำให้นักสอยคิวไทยที่พำนักและเก็บตัวที่ประเทศอังกฤษต้องเดินทางกลับบ้าน พร้อมเข้าระบบการกักตัว 14 วัน

 “ช่วงกักตัวอยู่ที่บ้าน วันสองวันแรกว่างมาก เล่นแต่โทรศัพท์ วันที่สามเริ่มเครียดไม่มีอะไรทำเลยออกมาขายกุนเซียง”

 ยอดนักสอยคิวอนาคตไกล “หมู ปากน้ำ” ลำดับความคิดให้ฟังหลังต้องวางคิวด้วยสถานการณ์บังคับ เลยต้องมาจับขายกุนเซียงหาเลี้ยงชีพ

 “หมู ปากน้ำ” กล่าวว่า ไม่รู้ว่าสถานการณ์โควิดจะจบลงเมื่อไหร่ ในขณะที่รายได้ที่เคยรับจากการแข่งขันสนุ้กเกอร์หายไปจึงคิดหารายได้ โชคดีที่ข้างบ้านมีโรงงานกุนเซียงเลยไปคุยกับทางเจ้าของโรงงานและเขายินดีให้ความช่วยเหลือ จึงรับมาขายตั้งแบรนด์ตัวเองเป็น “หมูน้อย ร้อยร้าน” ขายทางเพจเป็นหลัก แบ่งเป็นถุงราคา 99 บาท บรรจุ 500 กรัม มียอดขายที่ดีจนต้องทำขายเองโดยมีพ่อกับแม่มาช่วยกันทำ

 ถึงตอนนี้ยอดนักสอยคิวโลก ยอมรับว่าผลตอบรับดีเกินคาด ภายหลังออกสื่อทางโทรทัศน์ “แฉ” กระทั่งมีออร์เดอร์มากกว่า 500 ต่อวัน ทั้งมีการแสดงตัวขอเป็นตัวแทนจำหน่าย ทำให้คิดถึงการขยายกิจการจนเป็นโรงงาน   สำหรับ “นพดล แสงคำ” ในวัย 28 ปี เกิดเมื่อ 15 กรกฎาคม 2535 ที่บ้านเกิด จ.สมุทรปราการ จนเป็นที่มาฉายา “หมู ปากน้ำ”

 จากเด็กน้อยย่านปากน้ำที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็น “นักร้อง” แต่กลับต้องเข้าสู่สังเวียนนักแม่นรูเนื่องเพราะที่บ้านมีกิจการโต๊ะสนุ้กเกอร์ และเริ่มจับไม้คิวตั้งแต่อายุ 11 ปี ก่อนที่จะมาจริงจังในวัย 14

 ด้วยพรสวรรค์การฝึกซ้อมจริงจังแค่ปีเดียวก็พา “หมู ปากน้ำ” เข้าเส้นทางสนุ้กเกอร์อย่างราบหรู เข้าชิงและคว้าแชมป์รายการสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรองแชมป์สนุกเกอร์นักเรียน ภาคกลาง 1 จ. นครปฐม และรองแชมป์สนุกเกอร์นักเรียน ชิงแชมป์ประเทศไทย ปี 2551 เมื่อวัยเพียง 15 ย่าง 16

 ก่อนเปรี้ยงปร้างในรายการสมัครเล่นคว้าเหรียญทอง สนุ้กเกอร์ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ 2 สมัยซ้อน ปี 2551-2552 และทำ 3 เหรียญทอง กีฬานักเรียน ที่ จ.สุโขทัย

 ในปีเดียวกันขณะวัยแค่ 17 ปี “หมู ปากน้ำ” ขึ้นทำเนียบยอดสนุ้กเกอร์ดาวรุ่งของโลกทันที หลังเดินทางไปคว้าแชมป์เยาวชนโลก ที่ประเทศอิหร่าน และเข้าชิงอีกครั้งในปี 2554 ที่ประเทศแคนาดาแต่คราวนี้ได้แค่รองแชมป์ เพราะไปพ่าย “แมน นครปฐม” ธนวัฒน์ ถิรพงศ์ไพบูลย์

 ก่อนกลับมาคว้าแชมป์เยาวชนเอเซีย ปี 2556 ที่ประเทศอินเดีย ชนะ มูฮัมหมัด มาจิด อาลี จากปากีสถาน 6-5 เฟรม

 หลังโกยแชมป์ระดับสมัครเล่นมากมายทั้งในและต่างประเทศ “หมู ปากน้ำ” จึงมุ่งมั่นลุยศึกสอยคิวในระดับอาชีพ
ผลงานกระฉ่อนโลกให้เป็นที่จดจำเกิดขึ้นในปีที่แล้ว

 เมื่อพบกับอดีตแชมป์โลกหลายสมัยและมือ 1 โลกเวลานั้น “มาร์ค เซลบี้” ในรายการเวลล์ โอเพ่น 2019 มีการถ่ายทอดสดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยปรากฏว่า “หมู ปากน้ำ” ทำแม็กซิมั่มเบรก 147 แต้มไม้เดียว แม้จะแพ้ตกรอบ แต่ทำให้โลกรู้จัก ก่อนอันดับจะขยับสูงอยู่ที่ 29 หลังรายการนี้

 ในปีนี้ “หมู ปากน้ำ” มุ่งหวังเข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้ายสนุ้กเกอร์ศึกแชมป์โลกที่ “ครูซิเบิ้ล” แต่กำหนดการรอบคัดเลือกที่ต้องเริ่ม 18 เมษายน เลื่อนออกไป และรายการอื่นยกเลิก ทำให้ยอดนักสอยคิวอนาคตไกลต้องวางคิวชั่วคราว เพื่อหันไปขายกุนเซียงสร้างรายได้

 แต่ยืนยันจะไม่ทิ้งฝันในอาชีพนักสนุ้กเกอร์อย่างแน่นอน

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

ฮีโร่ผู้เป็นตำนาน บอริส เบคเกอร์

วิมเบิลดัน

การแข่งขันเทนนิสที่ยิ่งใหญ่มีมนต์ขลังที่สุดในโลก ต้องยกให้ “วิมเบิลดัน” โดยในปีนี้กำหนดแข่งขันระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน -11 กรกฎาคม

 เทนนิส วิมเบิลดัน รายการ แข่งขัน ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เป็นศึกแกรนด์สแลมที่ 3 ของปี ถัดจากออสเตรเลียนโอเพน และเฟรนช์โอเพน ก่อนจะปิดท้ายปีด้วยรายการ ยูเอสโอเพน

เสน่ห์ของ “วิมเบิลดัน” ที่ยังคงเอกลักษณ์ คือเป็นการแข่งขันแกรนด์สแลมรายการเดียวในปัจจุบันที่แข่งขันบนคอร์ทหญ้า และผู้เล่นต่างต้องสวมชุดขาว

ตำนานความยิ่งใหญ่และเรื่องราวของศึกเทนนิสรายการนี้มีมากมาย แต่หากจะนับถึงความสุดยอดและเหลือเชื่อที่สุด เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1985 หรือเมื่อ 35 ปีก่อน

เมื่อไอ้หนูวัย 17 จากเยอรมัน “บอริส เบ็คเกอร์” ที่เทิร์นโปรเล่นอาชีพมาแค่ปีเดียวกลับผงานคว้าแชมป์ยิ่งใหญ่ ด้วยวัยที่น้อยที่สุด 17 ปี 227 วัน จนกลายเป็นบันทึกประวัติศาสตร์กีฬาโลกของวงการเทนนิสวิมเบิลดันที่ไม่มีใครทำได้

บอริส เบคเกอร์

แทบทุกปีเมื่อการแข่งขันเทนนิสรายการสำคัญนี้กลับมาบรรจบ หลายคนต้องพูดถึงปรากฏการณ์ “บอริส เบคเกอร์” แต่ถึงวันนี้ยังไม่มีทำได้ใกล้เคียง และไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีประวัติศาสตร์ซ้ำรอยได้หรือไม่

เป็นบันได 3 ขั้น สู่ความสำเร็จใน 3 ปีที่เกิดขึ้นได้ยาก นับจากแข่งขันสมัครเล่นในวัย 15 ต่อมาอายุ 16 เทิร์นโปรเป็นนักเทนนิสอาชีพ ก่อนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการเทนนิสโลกด้วยแชมป์แกรนด์สแลมรายการยิ่งใหญ่ “วิมเบิลดัน” ในอายุ 17 หลังเล่นอาชีพในปีเดียว

 ก่อนพิสูจน์ตัวเองว่าเก่งจิง ด้วยการสานต่อความยิ่งใหญ่โดยการรักษาแชมป์ “วิมเบิลดัน” สำเร็จในปีต่อมาด้วยวัย 18 ในปี 1986 และคว้าแชมป์สมัยที่สามในอีก 3 ปีต่อมา

 นอกจากนี้ยังสามารถคว้าแชมป์รายการแกรนด์สแลมจาก ออสเตรเลียน โอเพ่น อีก 2 สมัย และแชมป์ ยูเอส โอเพ่น 1 สมัย  มีเพียงแกรนด์สแลมคอร์ตดินรายการเดียวคือ “เฟรนช์ โอเพ่น” ที่ไม่สามารถหยิบแชมป์ได้ ทำดีที่สุดคือการเข้ารอบรองชนะเลิศ 3 ครั้ง

 นอกเหนือประสบความสำเร็จส่วนตัว ในฐานะชาวเยอรมัน “บอริส เบคเกอร์” ยังทำผลงานในนามทีมชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทอง กีฬาโอลิมปิก 1992 ที่บาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ในการแข่งขันประเภทชายคู่ โดยคู่กับ มิชาเอล สติช

และที่สำคัญคือการพาทีมชาติเยอรมันคว้าแชมป์เดวิส คัพ การเทนนิสประเภททีมชิงแชมป์โลก ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แถมเป็นแชมป์สองสมัยติดต่อกันในปี 1988-1989

 จุดขายอันเป็นเครื่องหมายการค้าของ “เบคเกอร์” คือการตีลูกที่หนัก จนได้ฉายา “ไอ้ปืนใหญ่” เป็นนักเทนนิสถนัดขวาและตีแบ็คแฮนด์ด้วยมือเดียว ถือเป็นการเล่นด้วยพรรสวรรค์ เป็นที่ตั้ง

 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะซึมซับการเล่นเทนนิสมาตั้งแต่เด็ก เนื่องจาก “คาร์ล ไฮซ์ เบคเกอร์” พ่อของ “บอริส เบคเกอร์” มีอาชีพเป็นสถาปนิก เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์เทนนิสในเมืองไลเมน ประเทศเยอรมันบ้านเกิดทำให้ “เบคเกอร์” เรียนรู้การเล่นเทนนิส ตั้งแต่จำความได้

 ในวัย 7 ขวบ “เบคเกอร์” เข้าไปเป็นสมาชิกของทีม “บาเดน เทนนิส เอสโซซิเอชั่น” เพื่อร่วมฝึกซ้อมและเรียนรู้อย่างจริงจัง ร่วมแข่งขันเทนนิสเยาวชนเยอรมันครั้งแรกเป็นสามารถคว้าแชมป์มาครอบได้

 เมื่อวัยเพียง 11 ขวบ ในปี 1978 “เบคเกอร์” ลาออกจากโรงเรียนในระดับประถม เพื่อเข้าเรียนเทนนิสเป็นหลักกับสหพันธ์เทนนิสเยอรมัน โดยมีโค้ชคู่ใจคือ “กินเธอร์ บอส” ชาวเยอรมันที่เกิดในโรมาเนีย เมื่อฝีมือแกร่งกล้าจึงเริ่มออกตระเวณแข่งขัน โดยในช่วงแรก “เบคเกอร์” ถนัดในการเล่นประเภทชายคู่ ร่วมกับทีมกวาดแชมป์ระดับเยาวชนหลายรายการ

 กระทั่งเมื่อโตขึ้นจึงหันมาเล่นในประเภทเดี่ยว และลุยในระดับสมัครเล่นเพียงปีเดียว ก็เข้าสู่นักเทนนิสอาชีพในวัย 16 ปี

 ปีต่อมาแทบไม่มีใครคาดคิดว่า “บอริส เบคเกอร์” จะสร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นเยอรมันคนแรกผงาดคว้าแชมป์ชายเดี่ยววิมเบิลดัน ด้วยเอาชนะ “เควิน เคอร์เรน” 3-1 เซต พร้อมสร้างสถิติเป็นแชมป์ชายเดี่ยวแกรนด์สแลมชายที่อายุน้อยที่สุดที่อายุ 17 ปี 227 วัน

 ก่อนที่จะตอกย้ำความยิ่งใหญ่ด้วยการป้องกันแชมป์ในปีต่อมาโดยการปราบมือ 1 โลกเวลานั้น “อีวาน เลนเดิ้ล” นักเทนนิสเช็ก หลังจากสู้กันมาธารอนถึง 5 เซต

 แต่น่าเสียดายในปี 1987 “เบคเกอร์” ตกรอบสองหลังพ่ายพลิกให้ “ปีเตอร์ ดูฮาน” มือรองบ่อนของออสเตรเลีย

 แต่แล้วในปีต่อมา “เบ็คเกอร์” กลับมาเล่นชิงชนะเลิศอีกครั้ง แต่ทำได้แค่รองแชมป์หลังพ่ายให้กับ “สเตฟาน เอ็ดเบิร์ก” มือ 2 โลกจากสวีเดน

 เก็บความแค้นมาปีเต็ม “เบคเกอร์” เข้าชิงชนะเลิศกับ “เอ็ดเบิร์ก” อีกครั้งในปี 1989 และสามารถล้างแค้นสำเร็จ พร้อมคว้าแชมป์ “วิมเบิลดัน” เป็นสมัยที่สามอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่จะไปกระชากรายการแกรนด์สแลม “ยูเอส โอเพ่น” อีกรายการด้วยการชนะ “อีวาน เลนเดิ้ล”

 ในปี 1990 เบคเกอร์ พบกับ เอ็ดเบิร์ก เป็นปีที่สามติดต่อกันในการแข่งขันวิมเบิลดันรอบชิงชนะเลิศ การแข่งขันดุเดือดและสูสีสู้กันถึง 5 เชต ก่อน “เอ็ดเบิร์ก” ชนะไปในที่สุด

 หลังจากนั้น “เบ็คเกอร์” แทบไม่ได้เข้าใกล้แชมป์ “วิมเบิล” สมัยที่ 4 จนกระทั่งในปี 1997 เบ็คเกอร์ แพ้ พีต แซมปราส นักเทนนิสอเมริกันในรอบก่อนรองชนะเลิศที่วิมเบิล 8 คนสุดท้าย หลังจากการแข่งขันครั้งนั้น ประกาศเลิกเล่น ก่อนจะคืนคำกลับมาอีกครั้งหลังหายไปสองปี ในปี 1999 แต่ก็ตกรอบ 4 เมื่อพ่ายให้กับ “แพทริค ราฟเตอร์” นักเทนนิสออสซี่จึงประกาศเลิกเลินอีกครั้งขณะวัย 32 ปี

 ตลอดอาชีพ “เบคเกอร์” คว้าแชมป์ชายเดี่ยว 49 รายการ และอีก 15 รายการจากประเภทชายคู่ ทำเงินรางวัลกว่า 25 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบพันล้านบาท เป็นอันดับ 13 ของนักเทนนิสที่ทำเงินรายได้สูงสุดตลอดกาล

 หลังวางมือจากวงการเทนนิสอาชีพ “บอริส เบคเกอร์” ทำงานเป็นผู้บรรยายรายการโทรทัศน์ พร้อมก่อนหันไปเป็นโค้ชสอนให้กับ “โนวัค โจโควิช” มือ 1 โลกคนปัจจุบันนานถึง 3 ปี ก่อนใช้ชีวิตเสเพล ดื่มสุราอย่างหนักทำให้ชีวิตตำต่ำ กระทั่งหย่าร้างกับภรรยานางแบบคนดังชาวดัตซ์ “บาร์บาร่า ลิลลี่”

 กระทั่งถูกศาลในกรุงลอนดอนสั่งเป็นบุคคลล้มละลาย เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวที่ลงทุนในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และสเปน ทำให้มีหนี้สินมูลค่าสูงถึง 44 ล้านปอนด์ หรือราวเกือบ 2 พันล้านบาท

 ล่าสุด “เบคเกอร์” ตกเป็นข่าวดังอีกครั้งเมื่อประกาศขายถ้วยแชมป์วิมเบิลดันออกมาขายในราคาสูงถึง 1 ล้านปอนด์ เพื่อหาเงินมาใช้จ่าย

 ปัจจุบันตำนานวิมเบิลดัน พักอาศัยอยู่ที่ลอนดอนและยังรับงานผู้บรรยายกีฬาโดยเฉพาะเทนนิส เพราะแม้ว่าชีวิตจะตกต่ำเพียงใด

 แต่ความเป็น “ตำนาน” ยังขายได้เสมอ

                       

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

แซมมิส เรเยส สู่รุกกี้ NFL

โบกมือลาบ้านเกิดและครอบครัวตั้งแต่อายุ 14 ปี, ใช้ชีวิตลำพังในสหรัฐอเมริกาด้วยเงินไม่ถึง 2,000 บาทต่อเดือน, กินโดนัทลดราคาชิ้นละ 8 บาท ประทังชีวิต, เข้าเรียนร่วมกับลูกหลานซีอีโอ, ตระเวนเล่น บาสเกตบอล กับ 4 มหาวิทยาลัย, ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร และเซ็นสัญญามูลค่ามากกว่า 80 ล้านบาท ในฐานะนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลอาชีพ

นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับ แซมมิส เรเยส ผู้เล่นตำแหน่งปีกในชาวชิลีของ วอชิงตัน ฟุตบอล ทีม อดีตนักบาสเกตบอลมหาวิทยาลัยที่ไปไม่รอดบนเส้นทางเก่า แต่กลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง เพราะความสู้ไม่ถอยของตัวเอง

หากไม่ใช่เพราะ “ความฝัน” ที่อยากประสบความสำเร็จบนเวทีบาสเกตบอล เรเยสคงไม่ยอมโบกมือลาบ้านเกิด เพื่อมาเผชิญชะตาชีวิตเพียงลำพังในต่างแดน แม้จะเป็นประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา แต่ชีวิตของนักเรียนทุนนักกีฬาคนนี้ไม่ง่ายเลย

เรเยสต้องใช้ชีวิตเพียงลำพังในหอพักนักเรียน โดยมีเพียงโค้ชประจำทีมบาสเกตบอลที่จะแวะมาดูแลความเป็นอยู่ของเขาสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งในส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัว โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแห่งนี้ไม่ได้ออกทุนให้ เรเยสจึงต้องเอาตัวรอดในแต่ละเดือนด้วยเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 1,600 บาท ที่ครอบครัวส่งมาในแต่ละเดือน

พนักงานส่งอาหาร สู่ นักกีฬา NFL

ความจริงแล้ว แซมมิส เรเยส ยังรักกีฬาบาสเกตบอลเต็มหัวใจ และอยากใช้เวลากับมันให้นานที่สุด เขาเริ่มเปิดคอร์สสอนกีฬาบาสเกตบอลแก่ผู้ที่สนใจ โดยขณะเดียวกัน เขาเริ่มกลับมาฝึกฝนกีฬาอเมริกันฟุตบอลอีกครั้ง ตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2020 ในแคมป์ฝึกซ้อมที่เมืองแอชเบิร์น รัฐเวอร์จิเนีย

ทุกอย่างกำลังไปได้สวย กระทั่งการมาถึงของวิกฤติโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้คอร์สสอนบาสเกตบอลของเขาต้องหยุดชะงักลง เรเยสที่ค่าใช้จ่ายรัดตัว ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหางานประจำทำเพื่อเอาตัวรอด ขณะที่เขายังฝึกซ้อมอเมริกันฟุตบอลต่อไป

เรเยสจึงสมัครเป็นพนักงานขับรถแก่บริษัท DoorDash แพลต์ฟอร์มรับส่งอาหารในสหรัฐอเมริกา ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา เขากำลังใช้ชีวิตหลังพวงมาลัย เพื่อตระเวนขับรถส่งอาหารทั่วเขตนอร์ท เวอร์จิเนีย ในช่วงเวลาว่างที่เขาไม่ได้ลงเล่นบนสนามฝึกซ้อม

“เมื่อคุณทำงานบริการ ผู้คนมากมายจะกลับมาช่วยเหลือคุณ” เรเยสพูดสิ่งที่ได้รับจากประสบการณ์พนักงานส่งอาหาร

“ผมได้รับคำแนะนำดี ๆ จำนวนมาก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยม ผมพยายามตอบข้อความลูกค้า และนายจ้างทุกคนที่ผมรู้จัก ผมพยายามยิ้มกว้างและจริงใจกับทุกคน ซึ่งสุดท้าย การกระทำตรงนี้มันกลับมาตอบแทนผม”

เมื่อสถานการณ์โควิดในสหรัฐอเมริกาเริ่มดีขึ้น เรเยสเดินหน้าเต็มตัวบนเส้นทางอเมริกันฟุตบอล เขาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม NFL’s International Player Pathway Program หรือโปรแกรมที่ช่วยฝึกฝนนักกีฬาต่างชาติผู้มีพื้นฐานกีฬาอื่นสู่อเมริกันฟุตบอล โดยเขาเลือกเล่นในตำแหน่งปีกใน (Tight End) นอกจากนี้ เรเยสยังเข้าฝึกซ้อมเป็นเวลา 10 สัปดาห์ ที่ IMG Academy ในรัฐฟลอริด้า

ความทุ่มเททุกอย่างที่ผ่านมาในชีวิตของเรเยสจะมีค่าหรือไม่ ถูกตัดสินในวันที่ 31 มีนาคม 2021 หรือวันแข่งขัน Pro Day ที่มหาวิทยาลัยฟลอริด้า ซึ่งจะเป็นวันที่ผู้เล่นหน้าใหม่นอกเหนือการดราฟต์ จะได้แสดงสมรรถภาพร่างกายต่อหน้าแมวมองจากบรรดาทีมในลีก NFL

เรเยสแสดงให้เห็นทุกอย่างที่เขามีในตัว ด้วยผลงาน 4.65 วินาที ในการวิ่งระยะ 40 หลา และยกน้ำหนัก 102 กิโลกรัม ด้วยท่า Bench-press ได้ถึง 31 ครั้ง เมื่อบวกกับผลการทดสอบด้านอื่นที่โดดเด่นไม่แพ้กัน เรเยสถูกยกให้เป็นหนึ่งใน 11 ผู้เล่นน่าจับตาจาก Pro Day ที่ฟลอริด้า และได้รับความสนใจจากหลายทีมใน NFL

ท้ายที่สุด เรเยส เลือกเซ็นสัญญากับ วอชิงตัน ฟุตบอลทีม ที่กล้ายื่นสัญญายาว 3 ปี มูลค่า 2.45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 81.5 ล้านบาทให้กับเขา ถือเป็นจำนวนเงินที่น่าเหลือเชื่อสำหรับชายหนุ่มชาวชิลี ที่ต้องกินโดนัทลดราคาเมื่อ 10 ปีก่อน และเพิ่งทำงานเป็นพนักงานขับรถส่งอาหารเมื่อปีที่แล้ว

“มันคือช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง ผมนั่งลงและร้องไห้อยู่ราวครึ่งชั่วโมง เพราะผมไม่เชื่อว่าชีวิตของตัวเองจะบ้าคลั่งได้ขนาดนี้” เรเยสให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่น หลังเซ็นสัญญาเป็นนักอเมริกันฟุตบอลอาชีพ

“นี่คือการเดินทางอันยาวนาน เป็นช่วงเวลา 10 ปีที่ผมเสียสละทุกอย่างในชีวิตและทำงานหนักมาตลอด ซึ่งมันไม่ใช่แค่ผมที่เสียสละ แต่รวมถึงครอบครัวของผมด้วย”

ขณะนี้ วอชิงตัน ฟุตบอลทีม ลงเล่นในฤดูกาล 2021 ไปแล้ว 2 เกม แซมมิส เรเยส ยังคงไม่ได้ลงสนามให้กับต้นสังกัด เนื่องจากปัญหาอาการบาดเจ็บ นี่จึงเป็นบททดสอบอีกครั้งในชีวิตของเขา ถึงความไม่ง่ายบนเวทีอเมริกันฟุตบอล

แต่ถ้าคุณอ่านเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เรเยสจะลุกขึ้นสู้กับอุปสรรค และท้าทายโชคชะตาของตัวเองอีกครั้ง น่าสนใจเหลือเกินว่า นักสู้ชาวชิลีคนนี้จะเดินไปได้ไกลแค่ไหนบนเส้นทางความฝันครั้งใหม่ของเขา

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

ริกะ โพสต์ฉะเกรียนหื่นคอมเมนต์คุกคามทางโซเชียล

นางฟ้า MMA แห่ง วัน แชมเปียนชิพ “ริเกะ อิชิเกะ” ออกอาการหัวร้อนจนต้องลุกขึ้นมาประณามเกรียนคีย์บอร์ดที่เข้าไปคอมเมนต์คุกคามทางเพศบนเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว

สำหรับ ริกะ อิชิเกะ นักสู้สายเลือดบูชิโด ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เธอมีจุดเด่นในเรื่องเชื้อชาติที่แตกต่างและหน้าตาที่น่ารักตามสไตล์สาวเลือดผสม จนได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนนักเรียนในการทำกิจกรรมต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งแทนที่มันจะเป็นเรื่องดี เธอกลับตกเป็นเป้าหมายของนักเรียนบางกลุ่มบางคนที่ไม่พอใจ ถึงขั้นลงไม้ลงมือกลั่นแกล้งเธอในรั้วโรงเรียน

จากคำพูดล้อเลียน กลายเป็นการเข้าถึงเนื้อถึงตัว หนักสุดคือการทำร้ายร่างกาย ริกะ ตัดสินใจหันหน้าไปพึ่งศิลปะการต่อสู้ตั้งแต่ช่วงวัยรุ่น โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากคุณพ่อ เธอหวังแค่ใช้ป้องกันตัวจากการถูกกลั่นแกล้ง และลดทอนปัญหาการใช้ชีวิตที่โรงเรียนเท่านั้น แต่ผลลัพธ์จากการฝึกศิลปะการต่อสู้มันมากเกินกว่าที่เธอคาดหมายไว้

นักสู้หญิงลูกครึ่งญี่ปุ่น-ไทย ร่ายยาวสั่งสอนมารยาทสังคมชาวโซเชียล โดยมีแฟนคลับแห่เข้าไปร่วมวงสวดยับชาวเกรียนพร้อมให้กำลังใจ ริกะ อย่างล้นหลาม

โดยต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ เริ่มจากที่ ริกะ โพสต์ภาพของตนที่กำลังฟิตซ้อมในชุดออกกำลังกายตามปกติ แต่มีเกรียนคีย์บอร์ดจำนวนหนึ่งเข้าไปคอมเมนต์เกี่ยวกับรูปร่างของเธอแบบเสียๆหายๆ เข้าค่ายล่วงละเมิดและคุกคามทางเพศ ทำให้จอมบู๊สาววัย 32 ปี ทนไม่ไหวต้องออกมาป้องสิทธิสตรี โดยได้โพสต์ข้อความยาวเหยียดประณามพฤติกรรมดังกล่าว

“จากโพสต์ก่อนหน้านี้ โพสต์นี้ใครอ่านจบบ้างรายงานตัวหน่อยน้า! ขออนุญาต อธิบายทั้งหมดเพิ่มเติมนะคะ

1. แฟนเพจ และ IG Rika นี้เป็นพื้นที่เอาไว้ใช้ อัปเดตชีวิตประจำวัน ทั้งการซ้อม ไลฟ์สไตล์ และไว้ใช้พูดคุยกับแฟนๆของริกะ

2. หลายๆครั้งรูปที่เราลง มีคนชอบมา Comment ทั้งเรื่องของ รูปร่าง หน้าตา หรือแม้กระทั่ง ออกแนวหื่นกาม (แต่น้อยมากๆนะเอาจริง! เพราะคนส่วนใหญ่ มีมารยาท และรู้ว่าเราไม่โอเคกับสิ่งนี้ ซึ่งต้องขอบคุณแฟนๆที่น่ารักนะคะ)

3. ส่วนใหญ่เราก็จะบล็อกๆไปอะแหละ ขี้เกียจให้ค่า หรือตอบอะไร

4. แต่มันก็คือการปัดปัญหา หรือซุกปัญหาไว้ใต้พรม สุดท้ายก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆอยู่ดี

5. เราจึงออกมาพูด ปกป้องสิทธิ ด้วยสเตตัสที่สั้นมาก 555 หลายคน Get แต่อีกหลายคนกลับคิดว่า ทำไมจะพิมพ์ไม่ได้อะ? มันคือสิทธิและเสรีภาพของกูนะเว้ย! เป็นคนของสาธารณะต้องยอมรับให้ได้สิ! ต้องปล่อยชิลล์สิ! คิดซะว่าสีสัน!

6. ถึงตรงนี้อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจกับคำว่าสิทธิและเสรีภาพก่อนเลย มันแปลแบบย่อๆว่า เรามี “สิทธิและเสรีภาพ ” ที่จะพูดหรือจะทำอะไรต่างๆในสิ่งที่ “ไม่เดือดร้อน” หรือ “ก้าวล่วง” สิทธิคนอื่น **ไม่ว่าเค้าจะเป็น “คนทั่วไป” หรือ “คนสาธารณะ” ก็ตาม

7. อีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องมารยาททางสังคม ทั้งในโลกความจริงและบนโซเชียล คนไทยเคยชินกับการทักทายหรือล้อเลียนด้วยคำว่า อ้วน ผอม ดำ แก่ สิว ฯลฯ ซึ่งเป็นการเหยียดรูปลักษณ์ภายนอก จนรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่เอาจริงๆ เวลาที่คุณโดนคนทักแบบนี้ ไม่มีใครรู้สึกดีหรอกจริงมั้ยคะ แล้วทำไมยังต้องทำแบบนี้กับคนอื่นด้วย?

7.1 รอบๆตัวของริกะ สังคมที่ริกะอยู่มีคนต่างชาติหลากหลายประเทศ ไม่มีใครเค้ายึดติดกับรูปลักษณ์หรือเอามาทักกันให้เสียความรู้สึกเลยด้วยนะ
***ที่สำคัญ คือเราชอบรูปร่างหน้าตาในแบบที่เป็นอยู่มากนะ ถ้าไม่เราไม่โอเค เดี๋ยวเราก็เปลี่ยนแปลงจัดการเองแหละ

**เอาไว้เรื่องเกี่ยวกับการเหยียดนี้จะเขียนแยกให้อ่านกันนะคะ

8. และเรื่องที่ต้องให้เราออกมาพิมพ์อะไรยาวๆครั้งนี้ ก็คือเรื่อง Sex Harassment หรือ คำพูดเชิงหื่นกาม ที่มันไม่ควรเกิดขึ้นกับใครทั้งนั้น ทั้งชายและหญิง ทั้งต่อหน้า และบนโซเชียล มันไม่ใช่เรื่องที่ควรยอมรับหรือปล่อยผ่านเลยสักนิด มันเป็นการ “ละเมิดสิทธิ” คนอื่น ซึ่งเราโดนมาเยอะมากๆ ทั้งที่เป็นแค่นัก กีฬา ไม่ได้เป็นสายไอดอลสายเซ็กซี่อย่างใด (ถึงเป็นอดซซ ก็ไม่ควรโดนนะ)

9. การที่เราออกมาพูด ก็เพราะอยากเตือนสติใครหลายๆคนว่า ก่อนจะพิมพ์อะไร ลองคิดง่ายๆว่าถ้าคำพูดแบบนี้ มันเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวคุณ แม่ พี่สาว น้องสาว แฟนของคุณ หรือตัวคุณเอง คุณจะรู้สึกยังไง แล้วคุณจะยัง React (ตอบสนอง) แบบที่มันเกิดขึ้นกับริกะรึเปล่า มันไม่ใช่แค่ทำให้คนรู้สึกแย่ แต่ยังผิดกฎหมายด้วยนะ!

10. สุดท้ายนี้อยากจะฝากคำคมให้คิดนิดนึง

If you don’t have anything nice to say, don’t say anything at all.
ถ้าคุณไม่มีอะไรดีๆจะพูด
ก็อย่าพูดเลยจะดีกว่า

**ที่พิมพ์มาทั้งหมดก็อยากให้สังคมของเราดีขึ้น และอยากให้แฟนๆหลายคนของริกะได้เข้าใจ และไม่ไปทำแบบนี้กะคนอื่นอีก เพราะห่วง เพราะแคร์ เลยออกมาพูดนะ #mybodymychoice #RikaTinyDoll”

 

กีฬาวิ่งมาราธอน

กีฬาวิ่งมาราธอน

กีฬาวิ่งมาราธอน

กีฬาวิ่งมาราธอน

ในปัจจุบันการ วิ่ง ออกกำลังกายได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก รวมถึงกิจกรรมการวิ่งให้เลือกสมัครเข้าร่วมก็มีมากมายเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งในกิจกรรมใด ระยะทางเท่าใด สิ่งสำคัญที่ต้องทำคือการประเมินศักยภาพร่างกายของตัวเองและเตรียมตัวให้พร้อมทุกครั้งก่อนออกสตาร์ท

กิจกรรมการวิ่งในทุกวันนี้มีหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นการเดิน-วิ่งระยะสั้นประมาณ 2-3 กิโลเมตรหรือ 5K (5 กิโลเมตร) ที่เรียกว่า Fun Run การวิ่งมินิมาราธอน (10.5 กิโลเมตร) ฮาล์ฟมาราธอน (21 กิโลเมตร) หรือการวิ่งมาราธอนซึ่งเป็นระยะมาตรฐานที่มักใช้ในการแข่งขันระดับนานาชาติ (มีระยะทางอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 42.195 กิโลเมตร)
ทั้งนี้การวิ่ง มาราธอน จัดเป็นประเภทหนึ่งของ endurance sports ซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องใช้ความแข็งแรงและความทนทานของกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวในลักษณะเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน มีความต้องการในการใช้พลังงานอย่างมากและต่อเนื่อง ซึ่งแตกต่างจากการวิ่งทั่วไปหรือการวิ่งด้วยอัตราเร่ง (sprinter) จึงเหมาะสำหรับนักวิ่งที่มีการเตรียมตัวมาโดยเฉพาะ

การวิ่งมาราธอนเป็นการวิ่งที่ใช้เวลานาน พลังงานที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่ใช้ออกซิเจนจึงต้องมีความฟิตของปอดและหัวใจที่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายและแลกเปลี่ยนก๊าซ สามารถหายใจเพื่อเอาออกซิเจนเข้าไปยังปอด และนำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้ดี การวัดความฟิตของนักวิ่งมาราธอนวิธีหนึ่งคือ การวัดความสามารถของปอดและหัวใจ โดยมีค่าที่ใช้วัดคือ VO2 max เป็นการวัดประสิทธิภาพสูงสุดในการนำออกซิเจนส่งไปยังกล้ามเนื้อ เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ คนที่มีค่า VO2 max มาก แสดงว่ามีความสามารถในการออกกำลังกายแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Exercise) มาก บอกถึงระดับความฟิตของร่างกายได้ นอกจากนี้การออกกำลังกายจะส่งผลให้มีการสร้างกรดแลคติกมากขึ้น ถ้าร่างกายกำจัดกรดแลคติกได้น้อย จะทำให้กล้ามเนื้อมีอาการเมื่อยล้า โดยสามารถวัดความสามารถในการกำจัดกรดแลคติกได้จากการตรวจ Lactate Threshold

นอกจากความฟิตเรื่องปอด หัวใจ และความสามารถในการกำจัดกรดแลคติกแล้ว นักกีฬาควรต้องมีความฟิตด้านอื่นร่วมด้วย คือ กล้ามเนื้อต้องมีความแข็งแรง ทนทาน ร่างกายมีความยืดหยุ่น และสุดท้ายคือ สัดส่วนของร่างกายต้องมีความเหมาะสมระหว่างไขมันและกล้ามเนื้อ

คนที่เริ่มวิ่ง

การเริ่มต้นที่ดีสำหรับคนที่ไม่เคยวิ่งมาก่อน ไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือเพื่อวิ่งมาราธอน ต้องเริ่มต้นจากการออกกำลังกายเบา ๆ ก่อน เช่น เดินก่อน เพื่อให้ร่างกายคุ้นชิน แล้วจึงเริ่มเดินเร็วขึ้น  เมื่อเดินได้ดีมากขึ้นจึงเริ่มวิ่ง ในช่วงแรกของการออกกำลังกายอาจมีอาการปวดน่องหรือเข่าได้ เมื่อมีอาการปวดให้หยุดวิ่งสลับเดิน ทำอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะสามารถวิ่งต่อไปได้ แล้วค่อย ๆ เพิ่มระยะอย่างค่อยเป็นค่อยไป

เริ่มต้นเตรียมความพร้อมด้วยการตรวจสุขภาพ

โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักประมาทกับการวิ่ง เพราะคิดว่าวิ่งต่อไม่ไหวก็หยุดหรือน่าจะฝืนร่างกายต่อไปได้ แต่แท้จริงแล้วหากร่างกายไม่พร้อมหรือไม่มีการเตรียมตัวเป็นอย่างดี การวิ่งที่เกินศักยภาพตัวเองก็ทำให้เกิดอันตรายโดยอาจเสี่ยงกับภาวะหัวใจวายได้

ดังนั้น การเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไม่ว่าเป็นระยะทางเท่าใดควรมีการประเมินศักยภาพของตัวเองก่อน ซึ่งโดยทั่วไปแพทย์มักแนะนำให้ตรวจสุขภาพประจำปีอยู่แล้ว แต่หากไม่ได้ตรวจอย่างสม่ำเสมอ ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายหรือขอคำแนะนำเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคประจำตัวหรือสาเหตุที่อาจมีอุปสรรคต่อการวิ่ง เช่น โรคเกี่ยวกับกระดูกและข้อ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืด โรคหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ และโรคกล้ามเนื้อหัวใจโต

การประเมินระดับการวิ่งและระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมตัว

หากตรวจร่างกายแล้วไม่มีข้อห้ามในการวิ่ง สิ่งต่อไปที่ควรทำคือการประเมินว่าตนเองเป็นนักวิ่งระดับใด ซึ่งโดยปกติจะแบ่งออกเป็นระดับ beginner, intermediate, advanced และ competitive เพื่อเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมตามระดับที่ตัวเองเป็นและไม่หักโหมจนเกินไป

อย่างไรก็ดี ในทางทฤษฎีแล้ว อย่างน้อยที่สุดหนึ่งสัปดาห์ก่อนการแข่งขัน นักวิ่งควรซ้อมวิ่งให้ได้ระยะทางที่ต้องการ รวมถึงมีความมั่นใจและความพร้อมในการลงแข่งขัน ทั้งนี้ในช่วงการเตรียมตัวควรฝึกซ้อมในสภาวะที่ใกล้เคียงกับสภาพอากาศ ความชื้น ระยะทาง และเส้นทางจริงให้มากที่สุด เพื่อให้ร่างกายได้มีการปรับตัว

อยากเริ่มวิ่ง…เตรียมตัวอย่างไรดี

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้น ควรตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ของตนเองและค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรหักโหมมากนัก ในกรณีที่ไม่ได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อาจเริ่มต้นด้วยการเดินหรือเดินสลับวิ่งประมาณ 30 นาทีต่อวัน เป็นเวลา 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เมื่อทำได้อย่างต่อเนื่องก็อาจเริ่มตั้งเป้าหมายที่ Fun Run หรือ 5K ก่อน ซึ่งโดยมากมักใช้เวลาเตรียมตัวประมาณ 2-3 เดือน โดยมีหลักการคือค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาวิ่งและระยะทางทีละน้อย ดังตัวอย่างการฝึกซ้อมเพื่อลงแข่ง 5K ตามตารางด้านล่าง

หมายเหตุ: ตารางการฝึกซ้อมนี้เป็นเพียงตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น ควรมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล

คนที่อยากวิ่งในระยะที่ยาวขึ้น

คนที่วิ่งแล้วต้องการวิ่งในระยะที่ยาวขึ้นควรฝึกซ้อมมากขึ้น นานขึ้น  แต่การเพิ่มระยะหรือความหนักของการออกกำลังกายยังคงอยู่บนพื้นฐานค่อยเป็นค่อยไป ส่วนใหญ่แนะนำไม่เกิน 10% ต่อสัปดาห์  นอกจากนี้การพักผ่อน การรับประทานอาหารเพื่อเตรียมพลังงานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน

คนมีโรคประจำตัวแล้ววิ่งมาราธอน

ถึงแม้เป็นคนที่มีโรคประจำตัว การออกกำลังกายก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ต้องไม่เป็นโรคที่ห้ามออกกำลังกาย หรือต้องไม่มีการบาดเจ็บอยู่ คนที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ที่รักษาก่อนวางแผนการออกกำลังกาย โดยควรเริ่มต้นการออกกำลังกายในความหนักระดับต่ำ คือ ให้ชีพจรขึ้นเพียง 50 – 60% ของชีพจรปกติ เมื่อดีขึ้นจึงค่อยเพิ่มเป็นระดับที่ได้ผลคือปานกลาง อย่างไรก็ตามคนที่มีโรคประจำตัวต้องตระหนักถึงข้อจำกัดของตัวเองว่าสามารถออกกำลังกายระดับไหน ไม่ควรฝืนร่างกายและหักโหมจนเกินไป

คนที่วิ่งโดยไม่ฝึกซ้อม

การวิ่งมาราธอนโดยไม่ฝึกซ้อมอาจเป็นอันตรายได้มาก การพยายามฝืนร่างกายอาจทำให้บาดเจ็บได้มาก ถึงแม้บางคนสามารถเข้าถึงเส้นชัย แต่อาจบาดเจ็บและต้องพักฟื้นนาน ไม่สามารถกลับมาวิ่งได้อีก การเตรียมตัวสำหรับการวิ่งมาราธอนต้องรับประทานอาหารและดื่มน้ำให้พอเพื่อให้มีพลังงาน

นอกจากนี้อุณหภูมิก็มีผลต่อการวิ่ง การสวมใส่เสื้อผ้าควรเป็นเสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดีเพื่อป้องกันการเป็นลมแดด (Heat Stroke) ถึงแม้ว่าอุณหภูมิจะต่ำ อากาศเย็นสบาย หากไม่มีการฝึกซ้อมที่ดีพอก็มีผลให้เป็นลมแดดได้ การฝึกซ้อมจะช่วยให้ร่างกายสามารถขับเหงื่อระบายความร้อนได้ดีขึ้น ระหว่างวิ่งต้องสังเกตตัวเอง ถ้ามีอาการบาดเจ็บไม่ควรฝืน และหากมีอาการอ่อนเพลียมาก คลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกมึนงง แขนขาอ่อนแรง เดินไม่ตรงทาง บ่งบอกว่าเริ่มอันตรายมากขึ้น ต้องได้รับการดูแลรักษาโดยทันที

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

เป็นทางการ! ‘ส.บอลไทย’ แต่งตั้ง ‘มาโน โพลกิ้ง’ คุมทัพช้างศึก ‘มาดามแป้ง’ แจงเหตุเฟ้นกุนซือ

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ประกาศแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง นั่งแท่นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ อย่างเป็นทางการ เพื่อสู้ศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020

มาโน โพลกิ้ง กุนซือชาวเยอรมัน-บราซิล เข้ามาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2012 โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วย โค้ช ของ วิลฟรีด เชเฟอร์ กุนซือใหญ่ทีมชาติไทย ก่อนจะผันตัวไปคุมทีมระดับสโมสรในไทยยาวนานถึง 8 ปี ได้แก่ อาร์มี่ ยูไนเต็ด, สุพรรณบุรี เอฟซี และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ก่อนจะย้ายไปคุมทีม โฮจิมินห์ ซิตี้ ในศึกวีลีก ในฤดูกาล 2020/21

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมชาติไทยชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เผยว่า “การแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 เป็นรายการสำคัญที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งเหลือเวลาการทำงานอีกเพียง 2 เดือน ไม่ใช่เพียงไทยที่อยากเป็นจ้าวอาเซียน แต่ทุกทีมก็มุ่งหวังเช่นกัน ในสถานการณ์รุมเร้ามากมาย ทั้งอันดับโลกที่ตกลง และสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศที่ทำให้การแข่งขันไทยลีกต้องเดินตามโปรแกรม  การเตรียมทีมของทีมชาติไทยมีน้อยมาก เราจึงมีความจำเป็นต้องเลือกโค้ชที่มีความเข้าใจและรู้จักทรัพยากรนักฟุตบอลไทยดีที่สุด ซึ่งเราก็มีความมั่นใจในศักยภาพของมาโน ว่าจะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาช่วยทำให้เป้าหมายของทีมชาติไทยสำเร็จ”

”ทราบถึงความคิดเห็นของแฟนบอลว่าต้องการโค้ชหลายๆ คน แต่ในความจริงแล้วทุกอย่างมีความยาก เพราะต้องดูในรายละเอียดต่างๆ ประกอบด้วย เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วบนพื้นฐานที่สามารถทำได้ ซึ่ง มาโน โพลกิ้ง ตอบโจทย์ทีมชาติไทยทุกข้อในเวลานี้ ที่สำคัญ นี่ยังไม่ใช่มาสเตอร์แพลน และผลการแข่งขันรายการนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถกับอนาคตของทีมชาติไทยของเขาต่อไป”

พร้อมกันนี้ ยังประกาศแต่งตั้ง จเด็จ มีลาภ และ หนึ่งฤทัย สระทองเวียน สองผู้ฝึกสอนระดับโปรไลเซนส์ มากประสบการณ์ทั้งการแข่งขันในประเทศ และระดับนานาชาติ เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนคนไทย เพื่อสอดประสานการทำงานในเชิงเทคนิค การบริหารจัดการภายในของทีมชาติไทยชุดดังกล่าว โดยยังมีทีมงานผู้ฝึกสอนและสตาฟฟ์จากสมาคมฯ ซึ่งมีความพร้อม ร่วมทำงานเพื่อเป้าหมายของทีมชาติไทย

โดย “มาดามแป้ง” ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ครั้งนี้เป็นงานรวมใจ ต้องใช้ทีมเวิร์คในการทำงาน จึงให้ความสำคัญของทีมผู้ฝึกสอนคนไทย ที่มีความรู้ ความสามารถอยู่ในแถวหน้าของประเทศ ซึ่ง เซอร์จเด็จ, โค้ชหนึ่งฤทัย ต่างก็เรียนหลักสูตรโปรไลเซนส์ร่วมกับมาโน มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”

“โดยเฉพาะโค้ชหนึ่งฤทัยที่แม้จะเป็นผู้หญิง แต่ก็สร้างประวัติศาสตร์พาทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 2 สมัยติดต่อกันมาแล้ว ความละเอียดอ่อนของผู้หญิงจะเข้ามาช่วยเรื่องการบริหารจัดการงานหลังบ้านของทีมร่วมกับแป้ง ความเป็นครูบาอาจารย์ที่สั่งสมองค์ความรู้ฟุตบอลไทยมากมาย แป้งเชื่อว่าทั้งสองคนจะเป็นส่วนช่วยเติมเต็มการทำงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อทีมชาติไทยในเวลานี้”

สำหรับ การแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2564 – 1 มกราคม 2565 ซึ่งจะประกาศประเทศเจ้าภาพภายในปลายเดือนกันยายนนี้

โดยคาดว่าจะเป็นการช่วงชิงกันระหว่าง ไทย และ สิงคโปร์ ซึ่งโปรแกรมการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ ของไทย มีดังนี้

 5 ธันวาคม 2564
–  ผู้ชนะรอบคัดเลือก (บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต) พบ ไทย

 11 ธันวาคม 2564
– ไทย พบ เมียนมาร์

 14 ธันวาคม 2564
– ฟิลิปปินส์ พบ ไทย

18 ธันวาคม 2564
– ไทย พบ สิงค์โปร์

สำหรับ มาโน โพลกิ้ง เพิ่งแยกทางกับ โฮจิมินห์ ซิตี้ เอฟซี หลังหมดสัญญาพอดีระหว่าง วีลีก 2021 ตัดจบการแข่งขัน  โดยก่อนหน้านี้ ผ่านประสบการณ์คุมทีมในไทยลีกมาแล้ว หลายสโมสรทั้ง อาร์มี่ ยูไนเต็ด , สุพรรณบุรี เอฟซี และ ทรู แบงค็อกฯ รวมถึง ยังเคยเป็นมือขวาของ วินฟรีด เชเฟอร์ ในทีมชาติไทยชุดใหญ่ ระหว่างปี 2012-2013

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬา

คาราเต้ อีกหนึ่งมนต์เสน่ห์กีฬาใหม่ในโอลิมปิกเกมส์

มี 4 ชนิด กีฬา ใหม่ที่เพิ่งถูกจัดให้มีการแข่งขันใน  โอลิมปิกเกมส์  โตเกียว 2020 เป็นครั้งแรก โดย 3 ใน 4 ได้แก่ สเกตบอร์ด, โต้คลื่น และ ปีนเขา ล้วนผ่านตาแฟนกีฬาทั่วโลกกันไปแล้ว เหลือก็แต่ คาราเต้ ซึ่งจะมีการแข่งขันกันวันแรกในวันนี้ (5 สิงหาคม) โดยจะมีการชิงชัยกันทั้งสิ้น 8 เหรียญทอง

คาราเต้ เป็นกีฬาอีกชนิดที่ถูกจับตามองโดยแฟนกีฬาเจ้าภาพ เนื่องจากเป็นกีฬาที่ถูกคิดค้นขึ้นในญี่ปุ่น ผ่านศิลปะป้องกันตัวและสืบทอดกันมากกว่า 100 ปี นั่นทำให้การชิงชัยเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาครั้งนี้ของคาราเต้เป็นที่น่าสนใจ และนี่คือสิ่งที่น่ารู้ก่อนไปดูคาราเต้กันในวันนี้ ที่ THE STANDARD เอามาฝากกัน

กีฬาที่มีประวัติศาสตร์

หากนับประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการแล้ว คาราเต้คือศิลปะการป้องกันตัวที่มีอายุไม่ยาวนานนัก เพราะหากนับตั้งแต่มีการจดบันทึกและมีหลักฐานอย่างชัดเจน คาราเต้เพิ่งมามีชื่ออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นในช่วงร้อยกว่าปีก่อนนี้เอง และอย่างมากก็ไม่มีทางที่จะมีอายุถึง 200 ปีไปได้

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานอย่างไม่เป็นทางการหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้มีอายุนับพันปี รากของมันสามารถสืบย้อนไปถึงอินเดียโบราณ จีน และหมู่เกาะโอกินาวาของญี่ปุ่น แม้ว่าจะไม่มีใครสามารถมั่นใจว่าคาราเต้ถูกฝึกครั้งแรกเมื่อใด แต่หลักฐานต่างๆ ก็ทำให้เชื่อกันว่าศิลปะชนิดนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากศิลปะการป้องกันตัวแบบจีนโบราณอย่างแน่นอน

โด่งดังไปทั่วโลก

เมื่อออกจากเกาะฤดูร้อนอย่างโอกินาวา คาราเต้ก็เป็นที่โด่งดังถึงขีดสุดจากการไปปรากฏอยู่ในภาพยนตร์มากมายหลายเรื่องในฮอลลีวูด และบางเรื่องก็มีคำว่า ‘คาราเต้’ อยู่ในชื่อเรื่องด้วยซ้ำอย่าง ‘The Karate Kid’ และอีกหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วนที่มีศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้เป็นส่วนหนึ่งในฉากแอ็กชัน

นั่นเองที่ทำให้คาราเต้เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง แต่หากพูดถึงในแง่ของกีฬา คาราเต้ถือเป็นกีฬาที่ไม่ได้มีคนเล่นมากมายนักถ้าเทียบกับกีฬาชนิดอื่น และเมื่อเทียบกับกีฬาประเภทศิลปะการต่อสู้เหมือนกัน ชื่อชั้นของคาราเต้อาจจะยังเป็นรองเทควันโดอยู่เล็กน้อยในแง่การถูกยอมรับให้แข่งขันกันในสากล ซึ่งในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้นี่เองที่ญี่ปุ่นจะใช้เป็นโอกาสในการผลักดันคาราเต้ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น

3 หัวใจหลักรวมเป็น 1

คาราเต้ ต้องประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก 3 อย่างอย่าง คือ คิฮง (基本) คือท่าพื้นฐาน, คาตะ (型) ท่ารำ และ คุมิเตะ (組手) ท่าต่อสู้ โดยผู้ฝึกจะเริ่มทำการฝึกพื้นฐานตั้งแต่ท่ายืน, ท่าชก, ท่าปัดป้อง, ท่าเตะ และอื่นๆ ซึ่งท่าเหล่านี้คือ คิฮง และเมื่อนำท่าพื้นฐานมาเข้าคู่กันโดยให้มีฝ่ายที่รุก และฝ่ายที่รับก็จะกลายเป็นการต่อสู้เพื่อฝึกฝนทักษะคุมิเตะ ก่อนที่สุดท้ายจะการรวมท่าพื้นฐานต่างๆ มาร้อยเรียงเป็นเพลงมวยไว้รำเพื่อฝึกสมาธิกลายเป็น คาตะ

ทั้ง 3 องค์ประกอบที่ว่ามารวมเป็นหนึ่งจึงกายเป็นศิลปะการต่อสู้อย่างคาราเต้ โดยที่ปัจจุบันการแข่งขันของคาราเต้ก็จะเป็นการแข่งขันจากทักษะ 2 ใน 3 หัวใจหลักที่ว่ามาอย่างการแข่งขันที่มาต่อสู้กันอย่าง คุมิเตะ และการแข่งขันรายรำอย่าง คาตะ

การแข่งทั้ง 2 รูปแบบ

การแข่งขันคาราเต้ในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ก็จะแบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นกัน คือแบบ คุมิเตะ เป็นการจับคู่สู้โดยแบ่งรุ่นจากเพศและน้ำหนัก ซึ่งฝ่ายชายจะมี 3 รุ่น ได้แก่ ไม่เกิน 67 กิโลกรัม, ไม่เกิน 75 กิโลกรัม และ 75 กิโลกรัมขึ้นไป ส่วนฝ่ายหญิงก็จะมีรุ่น ไม่เกิน 55 กิโลกรัม, ไม่เกิน 61 กิโลกรัม และ 61 กิโลกรัมขึ้นไป

ซึ่งการแข่งขันก็คล้ายๆ เทควันโด ที่จะแข่งขันในพื้นที่จำกัด และแข่งขันกันทำคะแนน โดยคาราเต้ จะแข่งขันกันในพื้นที่ 8 x 8 เมตร เป็นระยะเวลา 3 นาที ใครทำได้ถึง 8 คะแนนก่อนจะชนะไป โดยเกณฑ์การทำคะแนนจะมี 3 ระดับคือ อิปปง (เตะใบหน้า, ศีรษะ, ช่วงบอล หรือซ้ำคู่แข่งที่ล้ม) ได้ 3 คะแนน, วาซาอาริ (เตะลำตัวคู่ต่อสู้) ได้ 2 คะแนน และ ยูโกะ (ต่อยหัวหรือลำตัว) ได้ 1 คะแนน

ขณะที่การแข่งขันอีกประเภทคือแบบ คาตะ โดยนักกีฬาจะร่ายรำเพลงมวยโดยลำพัง แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเชิงรุกและการป้องกัน โดยเลือกจาก 102 คาตะ หรือเทคนิคที่ผ่านการรับรองจากสหพันธ์คาราเต้โลก โดยผู้ตัดสินทั้ง 7 คนจะให้คะแนน 70 เปอร์เซ็นต์จากความสามารถทางเทคนิค ซึ่งรวมถึงสมาธิ การหายใจ จังหวะ และความถูกต้องของท่าท่าง ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับความสามารถของนักกีฬาในแง่ของความแข็งแกร่งและความเร็ว

ความภาคภูมิใจแห่งญี่ปุ่น

เรียว คิยูนะ แชมป์โลก 3 สมัยจากโอกินาวา จะแข่งขันในส่วนของคาตะชายในกีฬาโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ ซึ่งเขาอาจจะกลายเป็นชาวโอกินาวาคนแรกที่ได้เหรียญทองโอลิมปิก ซึ่งแน่นอนว่ากีฬาดังกล่าวจะได้รับความสนใจอย่างมากในโตเกียวในสัปดาห์นี้อย่างไม่ต้องสงสัย

นี่เป็นครั้งแรกที่คาราเต้จะได้มีการชิงชัยเหรียญทองโอลิมปิกกัน แม้ว่าจะมีการผลักดันกีฬาชนิดนี้กันมาอย่างยาวนาน โดยคาราเต้ชิงแชมป์โลก ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกที่โตเกียวในปี 1970 ปัจจุบันการชิงแชมป์โลกจะถูกจัดทุก 2 ปี แน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผลงานดีที่สุดในการแข่งขันรายการดังกล่าว และพวกเขาก็คงรอไม่ไหวแล้วที่จะประกาศศักดาเหนือกีฬาชนิดนี้ในโอลิมปิกครั้งนี้

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป”

นี่คือประโยคจากปากของ เจียง ยูหยาน นักว่ายน้ำเหรียญทองชาวจีน ซึ่งเรื่องราวของเธอคงไม่พิเศษกว่านัก กีฬา รายอื่นเท่าไหร่นัก หากเด็กที่พูดประโยคข้างต้น ไม่เคยถูกผู้คนเรียกว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” 

เจียง ยูหยาน เคยเป็นเด็กโชคร้ายที่สูญเสียแขนและขาด้านขวา เนื่องจากอุบัติเหตุในวัยเด็ก แต่วันนี้เธอยืนหยัดในฐานะเจ้าของสถิติโลก และคว้าเหรียญทอง พาราลิมปิก เกมส์ ด้วยอายุเพียง 16 ปี … เธอก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

เจียง ยูหยาน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 2004 เธอเติบโตขึ้นมาในจังหวัดเช่าซิง ทางตะวันออกของประเทศจีน ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยพบเห็นยูหยานในวัยเด็ก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอเป็นเด็กร่าเริง สนุกสนาน และชอบออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนน

เมื่ออายุ 4 ขวบ ยูหยานซึ่งกำลังอยู่ในวัยซุกซนได้ที่ ออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนนอย่างเคย แต่เรื่องราวไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้น เมื่อรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความประมาท คนขับรถมองไม่เห็นเด็กตัวน้อยที่กำลังเดินเล่นอยู่บนท้องถนน ยูหยานถูกชนเข้าอย่างจัง ซ้ำราย แขนและขาด้านขวาของเธอ ถูกบดทับจนแหลกละเอียดโดยล้อรถคันดังกล่าว

หวัง ฉีฟาง คุณแม่ของยูหยานหัวใจแตกสลายทันทีที่เห็นลูกน้อยครวญครางด้วยความเจ็บปวด เคราะห์ดีที่เธอยังมีสติมากพอจึงรีบนำตัวยูหยานไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่ถึงแม้จะช่วยชีวิตลูกสาวสุดที่รักไว้ได้ คุณหมอจำเป็นต้องแจ้งข่าวร้ายให้ครอบครัวทราบว่า ทีมแพทย์จำเป็นจะต้องตัดแขนและขาข้างขวาของยูหยาน เพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้

“ลูกสาวสุดที่รักของฉันต้องกลายเป็นคนพิการ มันรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังถล่มลงมา ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ?” คุณแม่ของยูหยานเปิดใจถึงอุบัติเหตุที่เกือบทำลายชีวิตลูกสาวของเธอ

นับจากอุบัติเหตุในวันนั้น ชีวิตของยูหยานต้องเจอกับความยากลำบากกว่าที่เด็กวัย 4 ขวบคนหนึ่งจะรับไหว เธอเดินเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง เพื่อทำการผ่าตัดรักษากระดูกส่วนเกินที่ยังเหลือในแขนและขาด้านขวา ยิ่งกว่านั้น ร่างกายของเธออ่อนแอลงมาก ความร่าเริงที่เธอเคยมี ดูเหมือนจะหายไปจากตัวของยูหยาน

เนื่องจากความเป็นกังวลของผู้เป็นแม่ที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน คุณหมอที่ทำการรักษายูหยานจึงแนะนำให้ฉีฟางพาลูกสาวของเธอไปเข้าคอร์สฝึกฝนกีฬาว่ายน้ำ โดยคุณหมอแนะนำว่า กีฬาว่ายน้ำจะช่วยให้จิตใจของยูหยานฟื้นฟู และเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย

ฉีฟางทำตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอพายูหยานในวัย 8 ขวบลงสระว่ายน้ำเป็นครั้งแรก แม้จะมีแขนและขาเพียงข้างเดียว ในใจของเธอจินตนาการถึงภาพลูกสาวที่จะกลับมาเป็นเด็กร่าเริงอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า ลูกสาวของเธอจะสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักว่ายน้ำเจ้าของเวลาสถิติโลกในเวลาต่อมา

จากตัวประหลาด สู่เจ้าของเวลาสถิติโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กหญิงผู้มีแขนขาเพียงข้างเดียว จะแหวกว่ายบนพื้นน้ำเหมือนคนปกติทั่วไป แต่โลกในศตวรรษที่ 21 ก้าวไปไกลเกินกว่าที่ข้อจำกัดของร่างกายจะขัดขวางศักยภาพของมนุษย์ มีครูสอนว่ายน้ำมากมายบนโลกที่รู้วิธีฝึกฝนผู้พิการให้เป็นสุดยอดนักกีฬา ยูหยานจึงเริ่มต้นว่ายน้ำ และหวนคืนความสนุกแก่ชีวิตอีกครั้ง

อุปสรรคร้ายกาจที่สุดซึ่งขัดขวางยูหยานและความสำเร็จที่รอเธออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่พื้นน้ำหรือธรรมชาติ แต่เป็นจิตใจของมนุษย์ที่คับแคบ และไม่เห็นว่าผู้คนที่แตกต่างไปจากปกติเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ยูหยานต้องทนฟังคำดูถูกจากคำพูดของเด็กร่วมสระว่ายน้ำที่เรียกเธอว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” และไล่เธอออกจากสระว่ายน้ำด้วยความรังเกียจ

ยูหยานแสดงให้เห็นว่าคนเราไม่สามารถตัดสินกันได้ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก จิตใจของเธอแข็งแกร่งกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่านัก เธอนำแรงดูถูกที่ได้รับมาเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน ยูหยานฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน ไม่นานนัก ยูหยานจึงกลายเป็นเด็กที่ว่ายน้ำเก่งที่สุดในสระแห่งนั้น แม้เธอจะมีแขนและขาน้อยกว่าคนอื่นอย่างละหนึ่งข้างก็ตาม

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป” เจียง ยูหยาน กล่าวถึงแรงผลักดันที่ทำให้เธอเป็นสุดยอดนักกีฬา

เมื่อเห็นความตั้งใจของลูกสาว ฉีฟางจึงเริ่มพายูหยานตระเวนแข่งขันว่ายน้ำในประเทศจีน จนสามารถคว้าแชมป์แห่งชาติมาครองได้สำเร็จในปี 2011 ก่อนก้าวไปประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนพาราเกมส์ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2018 ส่งผลให้ชื่อของยูหยานเริ่มถูกพูดถึงในวงการว่ายน้ำระดับโลก

ยูหยานไม่เสียเวลามากในการสร้างชื่อเสียงของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยวัยเพียง 14 ปี นักว่ายน้ำชาวจีนรายนี้สามารถกวาด 3 เหรียญทองจากการแข่งขันประเภทฟรีสไตล์ 100 เมตร, ฟรีสไตล์ 400 เมตร, ผีเสื้อ 50 เมตร และ 2 เหรียญทองแดงจากประเภทฟรีสไตล์ 50 เมตร และกรรเชียง 100 เมตร

แค่การคว้าแชมป์โลก 3 ประเภทด้วยวัย 14 ปี ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว แต่ยูหยานยังทำให้โลกหันมามองด้วยการจารึกสองเวลาสถิติโลกในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร และผีเสื้อ 50 เมตร ด้วยเวลา 5 นาที 13.32 วินาที และ 34.86 วินาที ตามลำดับ

ความมหัศจรรย์ที่สุดของเธออยู่ที่เวลาสถิติโลกในประเภทผีเสื้อ ซึ่งเป็นรองเวลาสถิติโลกของบุคคลทั่วไปเพียง 10 วินาที เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก หากพิจารณาจากสรีระร่างกายของยูหยาน ที่ว่ายน้ำด้วยแขนขาเพียงข้างเดียว แต่กลับทำเวลาได้ไม่แพ้คนปกติเลย

ชีวิตอีกด้านในสระน้ำ

เมื่อพูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จของยูหยาน ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นการฝึกซ้อมอย่างหนัก เธอเปิดเผยว่า ตัวเองใช้เวลาในสระว่ายน้ำเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง และต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่าวันละ 10 กิโลเมตร ด้วยการว่ายน้ำที่หนักขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ยูหยานผลักดันตัวเองจนเป็นนักว่ายน้ำฝีมือดีได้ ที่แม้แต่คนปกติทั่วไปยังให้การยอมรับในความสามารถ คือความรู้สึกเป็นอิสระที่เธอได้สัมผัสยามแหวกว่ายบนพื้นน้ำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยูหยานไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย นับตั้งแต่วันที่เธอสูญเสียแขนและขาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น

“คุณไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือขาเทียมในน้ำ ฉันสามารถใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ฉันอยากเดินทางไปได้ด้วยตัวเอง” ยูหยาน เปิดใจถึงความรู้สึกยามใช้ชีวิตบนพื้นน้ำ

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยูหยานได้รับฉายาว่า “Flying Fish” เพราะความสวยงามยามเธอแหวกว่ายในสระว่ายน้ำ ไม่ต่างจากปลาที่ปราศจากแขนขา แต่กลับโบยบินอย่างสวยงามไม่ต่างจากนกบนท้องฟ้า แสดงให้เห็นถึงอิสรภาพของยูหยาน ที่สามารถเคลื่อนไหวตามใจต้องการ ตราบใดก็ตามที่เธออยู่บนพื้นน้ำ

ในวันที่ยูหยานเดินทางสู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2020 หญิงสาววัย 16 ปี ยอมรับถึงความประหม่าที่จะได้กลับลงสู่การแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี แต่อีกใจหนึ่ง เธอก็มีความสุขมากที่จะได้กลับไปสู่โลกของเธออีกครั้ง

เมื่อการแข่งขันจบลง ยูหยาน สามารถคว้าเหรียญทองในประเภทผีเสื้อ 50 เมตรมาครอง พร้อมกับทำลายสถิติโลกของตัวเองลงได้ด้วยเวลา 34.56 วินาที ในการแข่งขันรอบคัดเลือก ซึ่งยูหยานได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งอาจหมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเธอในอนาคต

“นี่คือประสบการณ์พาราลิมปิกครั้งแรกของฉัน และในแง่ของเป้าหมายส่วนตัว มันคือการเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง แน่นอนว่า มันน่าตื่นเต้นมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฉันคิดว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ในชีวิตของฉัน”

ยูหยานกำลังบอกใบ้ถึงการวางมือของเธอหรือไม่ ? แม้จะมีการยืนยันจากสื่อในประเทศจีนว่า ยูหยานถือเป็นเด็กเรียนดีและทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 แต้ม ในวิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นประจำ ไม่แน่ว่าความสำเร็จในพาราลิมปิกเกมส์ อาจเป็นจุดสูงสุดของเธอในฐานะนักกีฬาคนพิการ ก่อนจะหันหลังกลับไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงร่วมกับคนปกติทั่วไปอีกครั้ง

“สำหรับคุณมันอาจดูเหมือนเป็นเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับฉันมันคือตลอดกาล” ประโยคที่ยูหยานบอกกับผู้สื่อข่าวหลังคว้าเหรียญทองพาราลิมปิก บอกอะไรเราได้หลายอย่าง…

แต่ไม่ว่าเธอจะหมายความมันว่าอะไร ยูหยานแสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้พิการทางร่างกายสามารถประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตของตัวเองได้หากมีจิตใจที่เข็มแข็ง และพร้อมที่จะพุ่งไปยังเป้าหมายที่ตั้งมั่นไว้ด้วยความตั้งใจที่แท้จริง