ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป”

นี่คือประโยคจากปากของ เจียง ยูหยาน นักว่ายน้ำเหรียญทองชาวจีน ซึ่งเรื่องราวของเธอคงไม่พิเศษกว่านัก กีฬา รายอื่นเท่าไหร่นัก หากเด็กที่พูดประโยคข้างต้น ไม่เคยถูกผู้คนเรียกว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” 

เจียง ยูหยาน เคยเป็นเด็กโชคร้ายที่สูญเสียแขนและขาด้านขวา เนื่องจากอุบัติเหตุในวัยเด็ก แต่วันนี้เธอยืนหยัดในฐานะเจ้าของสถิติโลก และคว้าเหรียญทอง พาราลิมปิก เกมส์ ด้วยอายุเพียง 16 ปี … เธอก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

เจียง ยูหยาน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 2004 เธอเติบโตขึ้นมาในจังหวัดเช่าซิง ทางตะวันออกของประเทศจีน ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยพบเห็นยูหยานในวัยเด็ก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอเป็นเด็กร่าเริง สนุกสนาน และชอบออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนน

เมื่ออายุ 4 ขวบ ยูหยานซึ่งกำลังอยู่ในวัยซุกซนได้ที่ ออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนนอย่างเคย แต่เรื่องราวไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้น เมื่อรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความประมาท คนขับรถมองไม่เห็นเด็กตัวน้อยที่กำลังเดินเล่นอยู่บนท้องถนน ยูหยานถูกชนเข้าอย่างจัง ซ้ำราย แขนและขาด้านขวาของเธอ ถูกบดทับจนแหลกละเอียดโดยล้อรถคันดังกล่าว

หวัง ฉีฟาง คุณแม่ของยูหยานหัวใจแตกสลายทันทีที่เห็นลูกน้อยครวญครางด้วยความเจ็บปวด เคราะห์ดีที่เธอยังมีสติมากพอจึงรีบนำตัวยูหยานไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่ถึงแม้จะช่วยชีวิตลูกสาวสุดที่รักไว้ได้ คุณหมอจำเป็นต้องแจ้งข่าวร้ายให้ครอบครัวทราบว่า ทีมแพทย์จำเป็นจะต้องตัดแขนและขาข้างขวาของยูหยาน เพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้

“ลูกสาวสุดที่รักของฉันต้องกลายเป็นคนพิการ มันรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังถล่มลงมา ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ?” คุณแม่ของยูหยานเปิดใจถึงอุบัติเหตุที่เกือบทำลายชีวิตลูกสาวของเธอ

นับจากอุบัติเหตุในวันนั้น ชีวิตของยูหยานต้องเจอกับความยากลำบากกว่าที่เด็กวัย 4 ขวบคนหนึ่งจะรับไหว เธอเดินเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง เพื่อทำการผ่าตัดรักษากระดูกส่วนเกินที่ยังเหลือในแขนและขาด้านขวา ยิ่งกว่านั้น ร่างกายของเธออ่อนแอลงมาก ความร่าเริงที่เธอเคยมี ดูเหมือนจะหายไปจากตัวของยูหยาน

เนื่องจากความเป็นกังวลของผู้เป็นแม่ที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน คุณหมอที่ทำการรักษายูหยานจึงแนะนำให้ฉีฟางพาลูกสาวของเธอไปเข้าคอร์สฝึกฝนกีฬาว่ายน้ำ โดยคุณหมอแนะนำว่า กีฬาว่ายน้ำจะช่วยให้จิตใจของยูหยานฟื้นฟู และเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย

ฉีฟางทำตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอพายูหยานในวัย 8 ขวบลงสระว่ายน้ำเป็นครั้งแรก แม้จะมีแขนและขาเพียงข้างเดียว ในใจของเธอจินตนาการถึงภาพลูกสาวที่จะกลับมาเป็นเด็กร่าเริงอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า ลูกสาวของเธอจะสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักว่ายน้ำเจ้าของเวลาสถิติโลกในเวลาต่อมา

จากตัวประหลาด สู่เจ้าของเวลาสถิติโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กหญิงผู้มีแขนขาเพียงข้างเดียว จะแหวกว่ายบนพื้นน้ำเหมือนคนปกติทั่วไป แต่โลกในศตวรรษที่ 21 ก้าวไปไกลเกินกว่าที่ข้อจำกัดของร่างกายจะขัดขวางศักยภาพของมนุษย์ มีครูสอนว่ายน้ำมากมายบนโลกที่รู้วิธีฝึกฝนผู้พิการให้เป็นสุดยอดนักกีฬา ยูหยานจึงเริ่มต้นว่ายน้ำ และหวนคืนความสนุกแก่ชีวิตอีกครั้ง

อุปสรรคร้ายกาจที่สุดซึ่งขัดขวางยูหยานและความสำเร็จที่รอเธออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่พื้นน้ำหรือธรรมชาติ แต่เป็นจิตใจของมนุษย์ที่คับแคบ และไม่เห็นว่าผู้คนที่แตกต่างไปจากปกติเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ยูหยานต้องทนฟังคำดูถูกจากคำพูดของเด็กร่วมสระว่ายน้ำที่เรียกเธอว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” และไล่เธอออกจากสระว่ายน้ำด้วยความรังเกียจ

ยูหยานแสดงให้เห็นว่าคนเราไม่สามารถตัดสินกันได้ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก จิตใจของเธอแข็งแกร่งกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่านัก เธอนำแรงดูถูกที่ได้รับมาเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน ยูหยานฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน ไม่นานนัก ยูหยานจึงกลายเป็นเด็กที่ว่ายน้ำเก่งที่สุดในสระแห่งนั้น แม้เธอจะมีแขนและขาน้อยกว่าคนอื่นอย่างละหนึ่งข้างก็ตาม

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป” เจียง ยูหยาน กล่าวถึงแรงผลักดันที่ทำให้เธอเป็นสุดยอดนักกีฬา

เมื่อเห็นความตั้งใจของลูกสาว ฉีฟางจึงเริ่มพายูหยานตระเวนแข่งขันว่ายน้ำในประเทศจีน จนสามารถคว้าแชมป์แห่งชาติมาครองได้สำเร็จในปี 2011 ก่อนก้าวไปประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนพาราเกมส์ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2018 ส่งผลให้ชื่อของยูหยานเริ่มถูกพูดถึงในวงการว่ายน้ำระดับโลก

ยูหยานไม่เสียเวลามากในการสร้างชื่อเสียงของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยวัยเพียง 14 ปี นักว่ายน้ำชาวจีนรายนี้สามารถกวาด 3 เหรียญทองจากการแข่งขันประเภทฟรีสไตล์ 100 เมตร, ฟรีสไตล์ 400 เมตร, ผีเสื้อ 50 เมตร และ 2 เหรียญทองแดงจากประเภทฟรีสไตล์ 50 เมตร และกรรเชียง 100 เมตร

แค่การคว้าแชมป์โลก 3 ประเภทด้วยวัย 14 ปี ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว แต่ยูหยานยังทำให้โลกหันมามองด้วยการจารึกสองเวลาสถิติโลกในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร และผีเสื้อ 50 เมตร ด้วยเวลา 5 นาที 13.32 วินาที และ 34.86 วินาที ตามลำดับ

ความมหัศจรรย์ที่สุดของเธออยู่ที่เวลาสถิติโลกในประเภทผีเสื้อ ซึ่งเป็นรองเวลาสถิติโลกของบุคคลทั่วไปเพียง 10 วินาที เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก หากพิจารณาจากสรีระร่างกายของยูหยาน ที่ว่ายน้ำด้วยแขนขาเพียงข้างเดียว แต่กลับทำเวลาได้ไม่แพ้คนปกติเลย

ชีวิตอีกด้านในสระน้ำ

เมื่อพูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จของยูหยาน ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นการฝึกซ้อมอย่างหนัก เธอเปิดเผยว่า ตัวเองใช้เวลาในสระว่ายน้ำเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง และต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่าวันละ 10 กิโลเมตร ด้วยการว่ายน้ำที่หนักขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ยูหยานผลักดันตัวเองจนเป็นนักว่ายน้ำฝีมือดีได้ ที่แม้แต่คนปกติทั่วไปยังให้การยอมรับในความสามารถ คือความรู้สึกเป็นอิสระที่เธอได้สัมผัสยามแหวกว่ายบนพื้นน้ำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยูหยานไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย นับตั้งแต่วันที่เธอสูญเสียแขนและขาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น

“คุณไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือขาเทียมในน้ำ ฉันสามารถใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ฉันอยากเดินทางไปได้ด้วยตัวเอง” ยูหยาน เปิดใจถึงความรู้สึกยามใช้ชีวิตบนพื้นน้ำ

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยูหยานได้รับฉายาว่า “Flying Fish” เพราะความสวยงามยามเธอแหวกว่ายในสระว่ายน้ำ ไม่ต่างจากปลาที่ปราศจากแขนขา แต่กลับโบยบินอย่างสวยงามไม่ต่างจากนกบนท้องฟ้า แสดงให้เห็นถึงอิสรภาพของยูหยาน ที่สามารถเคลื่อนไหวตามใจต้องการ ตราบใดก็ตามที่เธออยู่บนพื้นน้ำ

ในวันที่ยูหยานเดินทางสู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2020 หญิงสาววัย 16 ปี ยอมรับถึงความประหม่าที่จะได้กลับลงสู่การแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี แต่อีกใจหนึ่ง เธอก็มีความสุขมากที่จะได้กลับไปสู่โลกของเธออีกครั้ง

เมื่อการแข่งขันจบลง ยูหยาน สามารถคว้าเหรียญทองในประเภทผีเสื้อ 50 เมตรมาครอง พร้อมกับทำลายสถิติโลกของตัวเองลงได้ด้วยเวลา 34.56 วินาที ในการแข่งขันรอบคัดเลือก ซึ่งยูหยานได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งอาจหมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเธอในอนาคต

“นี่คือประสบการณ์พาราลิมปิกครั้งแรกของฉัน และในแง่ของเป้าหมายส่วนตัว มันคือการเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง แน่นอนว่า มันน่าตื่นเต้นมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฉันคิดว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ในชีวิตของฉัน”

ยูหยานกำลังบอกใบ้ถึงการวางมือของเธอหรือไม่ ? แม้จะมีการยืนยันจากสื่อในประเทศจีนว่า ยูหยานถือเป็นเด็กเรียนดีและทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 แต้ม ในวิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นประจำ ไม่แน่ว่าความสำเร็จในพาราลิมปิกเกมส์ อาจเป็นจุดสูงสุดของเธอในฐานะนักกีฬาคนพิการ ก่อนจะหันหลังกลับไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงร่วมกับคนปกติทั่วไปอีกครั้ง

“สำหรับคุณมันอาจดูเหมือนเป็นเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับฉันมันคือตลอดกาล” ประโยคที่ยูหยานบอกกับผู้สื่อข่าวหลังคว้าเหรียญทองพาราลิมปิก บอกอะไรเราได้หลายอย่าง…

แต่ไม่ว่าเธอจะหมายความมันว่าอะไร ยูหยานแสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้พิการทางร่างกายสามารถประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตของตัวเองได้หากมีจิตใจที่เข็มแข็ง และพร้อมที่จะพุ่งไปยังเป้าหมายที่ตั้งมั่นไว้ด้วยความตั้งใจที่แท้จริง

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

แฟนกีฬาจะได้เห็นดอกไม้งามแห่งวงการ กรีฑา โลก อย่าง อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้านักกรีฑาชาวเยอรมัน วัย 22 ปี ใน โอลิมปิก โตเกียว 2020 นี้อย่างแน่นอน ในฐานะนักวิ่ง 4X400 ม.หญิง ของทีมชาติเยอรมัน หลังเจ้าตัวยืนยันเตรียมลุยโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกในชีวิต

สำหรับ อลิก้า ชมิดท์ สาวสวยเซ็กซี่ นัยน์ตาคม ถือเป็นหนึ่งในนักกีฬาสาวสวยอีกหนึ่งราย ที่มีแฟนๆติดตามอย่างล้นหลามโดยในอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ มีผู้ติดตามมากถึง 1.7 ล้านคน

ส่วนเวลาว่างนอกเหนือจากการฝึกซ้อม เธอยังรับงานในวงการบันเทิง โดยเป็นทั้งนางแบบ พรีเซนเตอร์สินค้า อีกทั้งยังเคยถูกทาบทาบมาร่วมงานโฆษณากับบรรดานักเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังในบุนเดสลีกา ในฐานะที่มีสปอนเซอร์เป็นสินค้าค่ายเดียวกัน

เชื่อว่าแฟนกีฬาหนุ่มๆหลายคน น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอไม่น้อย สำหรับ อลิกา ชมิดท์ นักวิ่งสาวดาวรุ่งชาวเยอรมนี  ยกให้เป็นนักกรีฑาที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกมาแล้ว หลังเธอชอบถ่ายรูปอวดเรือนร่างสุดเอ็กซ์ให้แฟนๆได้ฮือฮาอยู่เสมอ

สำหรับลมกรดสาววัย 22 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักหลังสามารถคว้าเหรียญเงิน รายการวิ่งผลัด 4×400 เมตร ในศึกกรีฑาชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ก่อนที่ในเดือนกรกฎาคม 2019 เธอกับเพื่อนลมกรดหญิงเมืองเบียร์ จะคว้าเหรียญทองแดง วิ่งผลัด 4×400 เมตร กรีฑาชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 23 ปี มาครองได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ชมิดท์ เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของแดนอินทรีเหล็ก ระยะที่เธอถนัดได้แก่ 200, 400 เมตร ทั้งทางตรงและข้ามรั้ว รวมถึงระยะ 800 เมตร ซึ่งเตรียมเข้าร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่จะมีขึ้นในอีกราวสองเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ เธอยังเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์กีฬายี่ห้อดังอย่าง พูม่า อีกด้วย

แน่นอนว่าด้วยหน้าตาสะสวยระดับดารา ประกอบกับหุ่นนักกีฬาที่เป็นนางแบบได้สบายของเธอ ทำให้ เพลย์บอย (Playboy) นิตยสารเซ็กซี่ชื่อดังระดับโลก ได้ลองพยายามติดต่อทาบทาม พร้อมทุ่มไม่อั้น จีบสาวชมิดท์มาร่วมงานให้ได้ แต่อย่างไรก็ดี ชมิดท์ก็ยืนยันเสียงแข็ง ตอบปฏิเสธไปทุกรอบ

“มีผู้หญิงคนอื่นที่น่าดึงดูดกว่ามากมาย โดยเฉพาะในอินสตาแกรม ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงโดนพวกเขา (Playboy) ติดต่อหลายครั้งขนาดนี้ แต่ส่วนตัวแล้ว ฉันขอทุ่มเทให้อาชีพนักกีฬาเหนือสิ่งอื่นใด” ชมิดท์ กล่าว

สำหรับหนุ่มๆ หรือสาวกวงการรันนิ่ง สามารถติดตามเธอได้ทางอินสตาแกรมส่วนตัว  alicasmd  ซึ่งตอนนี้มีคนติดตามมากกว่า 1.6 ล้านคนเลยทีเดียว

ปัจจุบัน เอลิก้า อายุ 22 ปี เธอทำงานเป็นโค้ชฟิตเนส ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังแห่ง บุนเดสลีกา เยอรมัน ส่วนผลงานกรีฑา เธอโด่งดังมาตั้งแต่ยังเป็นนักกีฬาเยาวชน เมื่อสามารถคว้าเหรียญเงินจากการแข่งกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ในประเภทวิ่งผลัด 4X400 เมตรหญิง เมื่อปี 2017

แม้เป็นแค่เหรียญเงิน และเป็นการวิ่งผลัด แต่ความสวยและเซ็กซี่ทะลุเกินพิกัด กระทั่งสื่อเยอรมันนำไปเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักและถูกใครต่อใครพากันชื่นชมถึงความสวย จนสื่อของออสเตรเลียอย่าง “Busted Coverage” ให้สมญานามต่อท้ายชื่อของเธอว่า “The Sexiest Athlete in the World”

ด้วยฉายาที่ได้รับในฐานะนักกรีฑาที่สวยเซ็กซี่ที่สุดในโลก แน่นอนว่าจากความโด่งดังจึงมีวงการมายาที่เข้ามาทาบทามทั้งการแสดง นางแบบหรือภาพยนตร์ แต่ดูเหมือน “เอลิก้า ชมิดท์” ไม่ให้ความสำคัญมากนัก เธอยังมุ่งมั่นในเรื่องการวิ่ง และอีก 2 ปีต่อมา “ชมิดท์” สร้างฝันต่อเนื่อง เมื่อได้เหรียญทองแดงจากการแข่งกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ในประเภทวิ่งผลัด 4X400 เมตรหญิง ตามด้วยเหรียญเงิน วิ่งผลัด 4X400 เมตรหญิง ในรายการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้อีกด้วย

 

หลังพ้นวัยทีนด้วยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยราวกับนางแบบ นิตยสารชื่อดังสำหรับท่านชาย “เพลย์บอย” มองเห็นแววถึงกับอดทนไม่ไหวจึงส่งเทียบเชิญให้เธอมาร่วมงานด้วย ทว่า ชมิดต์ ตอบปฏิเสธ เพราะเธอมีจุดยืนและแน่วแน่ในเส้นทางของตัวเอง คือการวิ่งที่เธอมุ่งมั่นจนติดทีมชาตเยอรมัน พร้อมให้สัมภาษณ์ออกสื่อถึงการทาบทามของ “เพลย์บอย” ว่า “ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รับเลือก มีผู้หญิงเป็นพันๆ คนบนอินสตาแกรมที่ดูดีและน่าสนใจ” พร้อมทิ้งท้ายอย่างคมกริบ “สำหรับฉัน กีฬาต้องมาก่อนเสมอ”

เชื่อว่าในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 หนนี้ ชมิดต์ จะเป็นเป้าสายตาของหนุ่มๆในลู่วิ่งอย่างแน่นอน โดยการแข่งขันกรีฑา จะเริ่มในวันที่ 30 ก.ค. 64 นี้

 

ปารีส โอลิมปิก 2024

ปารีส โอลิมปิก 2024

ปารีส โอลิมปิก 2024

ปารีส โอลิมปิก 2024

เมื่อ โอลิมปิก โตเกียว 2020 ปิดฉากลงในวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ. 2021 ปารีสจะเป็นเมืองที่รับไม้ต่อในการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งที่ 33 หรือที่เรียกว่า โอลิมปิก ปารีส 2024  หรือ Paris 2024 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม-11 สิงหาคม ค.ศ. 2024 โดยเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพในมหกรรมกีฬาโลกของเมืองหลวงแห่งฝรั่งเศสอีกครั้งในรอบ 100 ปี

ปารีสเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกฤดูร้อนครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1900 และครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ.1924 จึงนับเป็นมหานครลำดับที่ 2 ต่อจากลอนดอนที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่ 3 (ลอนดอนเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี ค.ศ.1908, 1948 และ 2012) โดยการจัดงานในปี ค.ศ.2024 จะเน้นเรื่องการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและจำกัด โดยมีนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 10,500 คน (จาก 11,092 คนในโอลิมปิกโตเกียว 2020) และมี 32 ชนิดกีฬา 329 ประเภทการแข่งขัน (จาก 33 ชนิดกีฬา และ 339 ประเภทการแข่งขันในโตเกียว)

นอกจาก สเกตบอร์ด ปีนหน้าผา และกระดานโต้คลื่น 3 ชนิดกีฬาใหม่ที่บรรจุเพิ่มเข้ามาครั้งแรกในโอลิมปิกโตเกียว 2020 ที่ยังคงอยู่ในรายการแข่งขันของ โอลิมปิก ปารีส 2024 อีก 1 ชนิดกีฬาใหม่ที่ผู้ชมจะได้เห็นเป็นครั้งแรกในโอลิมปิกอีก 3 ปีข้างหน้าคือ การแข่งขัน เบรกแดนซ์

“เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” ซึ่งเป็นปรัชญาหลักแห่งชาติของฝรั่งเศสได้มีการสอดแทรกผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่นตราสัญลักษณ์ เหรียญรางวัล และจำนวนตัวเลขนักกีฬาหญิงที่เข้าร่วมแข่งขันซึ่งจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่จำนวนนักกีฬาหญิงและชายมีสัดส่วนเท่ากันคือ 50:50 ทั้งนี้ทางเจ้าภาพยังพยายามลดการสร้างอาคารใหม่แบบถาวร และให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานหมุนเวียน รวมทั้งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อันเป็นสาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ดังเช่นที่โอลิมปิก โตเกียว 2020 ประสบความสำเร็จมาแล้วเรื่องการสร้างนวัตกรรมสังคมสีเขียว

Sarakadee Lite รวบรวมไฮไลต์ที่จะเกิดขึ้นในโอลิมปิกฤดูร้อนอีก 3 ปีข้างหน้าที่ปารีสซึ่งทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันยืนยันว่าพร้อมสุด ๆ

ตราสัญลักษณ์โอลิมปิก ปารีส 2024 : เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

คอนเซ็ปต์เรื่องความเสมอภาคฉายชัดในตราสัญลักษณ์ประจำการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่การแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิกจะใช้ตราสัญลักษณ์เดียวกันโดยไม่แบ่งแยก องค์ประกอบหลักในการออกแบบประกอบด้วย 3 สิ่งคือ เหรียญทอง คบเพลิง และ มารีอานน์ (Marianne) สตรีผู้เป็นตัวแทนแห่งเสรีภาพและเสมอภาคของฝรั่งเศส

เหรียญรางวัลโดย ฟิลิปป์ สตาร์ค : ชัยชนะเพื่อการแบ่งปัน

ขึ้นชื่อว่าเป็นผลงานการออกแบบของดีไซเนอร์ไอเดียสุดล้ำชาวฝรั่งเศส ฟิลิปป์ สตาร์ค (Philippe Starck) เหรียญรางวัลโอลิมปิก ปารีส 2024 ย่อมไม่ธรรมดา นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกอีกเช่นกันที่เหรียญรางวัล 1 เหรียญสามารถแยกได้อิสระออกจากกันเป็น 4 เหรียญ โดยสตาร์คให้เหตุผลว่าเบื้องหลังความสำเร็จของนักกีฬามีมือที่มองไม่เห็นมากมายที่ช่วยผลักดันพวกเขาจนประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นเหรียญรางวัลจึงออกแบบมาเพื่อ “แบ่งปัน” โดยนักกีฬาสามารถส่งต่อความภูมิใจแห่งชัยชนะให้คนที่เขารักได้

“โดยปกติแล้วเหรียญรางวัลมักเป็นประจักษ์พยานบอกว่า ฉันทำได้ ฉันชนะแล้ว แต่ความจริงคือชัยชนะนั้นไม่ได้ได้มาโดยลำพังแต่เป็นเรื่องของทีมสปิริต ผมจึงอยากให้เหรียญรางวัลนี้สะท้อนเรื่องนี้ ถ้าผู้ชนะต้องการแบ่งปันช่วงเวลาสำคัญนี้เขาสามารถแบ่งเหรียญอีก 3 เหรียญให้คนอื่น ๆ ได้” สตาร์ค ผู้ซึ่งเคยออกแบบคบเพลิงสำหรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว 1992 ที่ฝรั่งเศสและเก้าอี้สุดฮิต Louis Ghost ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารออกแบบ Dezeen

สนามกีฬาที่เชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์

สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ของกรุงปารีส เช่น หอไอเฟล (La Tour Eiffel) พระราชวังแวร์ซาย (Château de Versailles) ปลาส เดอ ลา กงกอร์ด (Place de la Concorde) ถนนช็องเซลีเซ (Avenue des Champs-Élysées) และแม่น้ำแซน (La Seine) จะเป็นฉากหลังของสนามแข่งขันของโอลิมปิกและพาราลิมปิกที่จะถ่ายทอดไปทั่วโลกโดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศได้อย่างดี

ตามมาสเตอร์แพลนของโอลิมปิก ปารีส 2024 ที่ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก Populous ร่วมกับบริษัทวิศวกรรม Egis สนามแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดซึ่งคาดว่าจะรองรับผู้ชมได้ถึง 12,000 คน จะสร้างขึ้นชั่วคราวบริเวณ ช็อง เดอ มาร์ส (Champ de Mars) สวนสาธารณะบริเวณฐานของหอไอเฟล ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นที่สังหารหมู่เมื่อค.ศ.1791 สืบเนื่องจากภายหลังการปฏิวัติฝรั่งเศสและพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ทรงหลบหนีจากการจองจำที่พระราชวังตุยเลอรี และทรงถูกจับอีกครั้งระหว่างหลบหนีไปถึงเมืองวาแรน (Varennes) ประชาชนหลายหมื่นคนได้มาชุมนุมกันที่ ช็อง เดอ มาร์ส เพื่อเรียกร้องให้มีการลงโทษพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แต่กองกำลังติดอาวุธฝ่ายนิยมเจ้าได้นำกำลังทหารเข้าปราบปราม มีการยิงปืนเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 50 คน

อารยสถาปัตย์และสัดส่วน 50:50 ของนักกีฬาชาย-หญิง

ทางคณะกรรมการจัดการแข่งขันโอลิมปิก ปารีส 2024 กล่าวว่าหมู่บ้านนักกีฬาซึ่งตั้งอยู่บริเวณแซน-แซ็ง-เดอนี (Seine-Saint-Denis) ได้รับการออกแบบให้เป็นอารยสถาปัตย์ 100% โดยการปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ อาคารสถานที่ รวมถึงการคมนาคมขนส่ง สารสนเทศและการสื่อสาร และบริการต่าง ๆ ให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยหวังให้โครงการนี้เป็นตัวอย่างการดีไซน์แบบอารยสถาปัตย์ครบวงจรให้แก่โครงการอื่น ๆ ในฝรั่งเศส

 

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬา ONE Championship

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬาONEChampionship

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬาONEChampionship

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬาONEChampionship

ชื่อของ “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” นักธุรกิจลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นอาจไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยมากนัก เนื่องจากหากย้อนกลับไปหลังพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในช่วงปี 2540 เขาต้องระหกระเหินไปใช้ชีวิตที่อเมริกาพร้อมกับคุณแม่ชาวญี่ปุ่นและน้องชายเนื่องจากคุณพ่อทอดทิ้งไปแบบไม่ใยดี ความหวังเรื่องอนาคตใหม่ที่อเมริกายากเย็นแสนเข็ญ บ่อยครั้งเขา แม่และน้องชายกอดคอกันร้องไห้เพราะมองไม่เห็นฝั่งฝัน

แต่เพราะหัวใจนักสู้ที่เขาบอกว่าซึมซับจากการหัดเล่น “ มวยไทย ” ที่เมืองไทยตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจ อีโวลฟ์ MMA* (Evolve Mixed Martial Arts) และผู้ก่อตั้งรายการ กีฬา  ONE Championship* ที่มีคนดูการถ่ายทอดสดเยอะที่สุดของเอเชีย

นี่คือชีวิตจริงของคนสู้ชีวิตที่ Sanook! Men อยากให้ทุกคนรู้จักเขามากยิ่งขึ้น และเพราะสาเหตุใดเขาจึงก้าวผ่านความลำบากต่างๆ มากมาย และก้าวขึ้นสู่การเป็นนักธุรกิจหมื่นล้านได้ทั้งๆ ที่ต้นทุนชีวิตติดลบ

ยกที่ 1 ครอบครัวแตกแยก อดมื้อกินมื้อ ไร้อนาคต
สมัยก่อนพ่อเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่แถบภาคตะวันออกของประเทศไทย ตอนนั้นผมอายุประมาณ 13-14 จำได้ว่าบ้านเราเป็นครอบครัวที่มีกิน สุขสบาย มีคนขับรถ มีทุกอย่าง แต่พอเจอพิษเศรษฐกิจปี 2535และปี 2540 ก็เลยล้มหมดทุกอย่าง ชีวิตเริ่มลำบาก แม่เลยบอกว่าผมต้องไปอเมริกาจะได้มีอนาคต เราก็เลยตัดสินใจไปอเมริกา ชีวิตที่นั่นไม่ได้สบาย ลำบากมากได้กินข้าววันละมื้อ ใช้เงินแค่ 4 เหรียญต่อวัน ปั่นจักรยานส่งอาหาร ทำงาน ได้นอนวันละ 3-4 ชั่วโมง และก็สอนมวยชาวต่างชาติที่เขาชอบมวยไทย

เพราะตอนอยู่เมืองไทยผมชอบไปเล่นๆ กับเพื่อนๆ ที่ค่ายศิษย์ยอดธงเลยทำให้ได้วิชามวยติดตัวมาเลยเอาความรู้ตรงนี้มาหาเงินด้วย ผมอยากช่วยครอบครัวด้วย น้องชายก็ไม่มีเงินและก็ต้องดูแลแม่เราลำบากมาก บางครั้งแอบเห็นคุณแม่อดแม่บอกไม่หิวเพื่อให้เราได้กินอิ่ม ช่วงนั้นผมร้องไห้บ่อยมาก ภาพนั้นยังติดตา ร้องไห้เพราะไม่มีอนาคต บ้านไม่มี ไม่มีทางออก มันเหนื่อยมากแต่ก็บอกตัวเองว่าต้องสู้เราโดนทิ้งจากพ่อและถูกผลักให้กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวแบบไม่ได้ตั้งตัวช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตยากลำบากมาก

ยกที่ 2 ความดื้อรั้นกอบกู้ชีวิต
ผมเรียนจบปริญญาตรี B.A. in Economic เศรษฐศาสตร์ จาก Tufts University และก็มาต่อปริญญาโท MBA ที่ Harvard Business School ที่ผมมีเงินเรียนเพราะไปขอทุนที่อเมริกา ใครที่สอบติด Harvard ก็ไปยื่นขอทุน และที่เรียนต่อโทเพราะคนอเมริกาเขารู้ว่าใครเรียน MBA Harvard นั้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกคุณจะทำงานที่ไหนก็ได้ทุกบริษัทอยากได้ไปร่วมงาน เราจะมีโอกาสมากขึ้น และหลังจากเรียนที่ Harvard สองปีแม่บอกว่าอยากให้ทำงานปกติกับบริษัท

แต่ผมรู้สึกอยากสร้างบริษัทของเองมากกว่า โดนแม่ห้ามไม่ให้ทำเพราะเราเคยล้มมาแล้วเคยมีบทเรียนกับมันแล้ว และเราจนเราไม่มีเงินด้วยแม่กลัวมากๆ แต่ผมก็เลือกทำเลยไปยืมเงินและหาเงินมาประมาณ 1000- 2000 เหรียญและสร้างบริษัท Internet Software ทำไปซักระยะก็ขายหุ้นให้พาร์ทเนอร์ไป ได้เงินมา 300- 400 ล้านบาท และก็มาทำงานด้านการลงทุนธุรกิจการเงินการลงทุนแห่ง Wall Street ใช้เวลากว่า 10 ปีกว่าจะตั้งตัวได้

ยกที่ 3 กลับสู่วงการหมัดมวย
สำหรับผมคุณแม่เป็นแรงผลักดันให้เสมอ ท่านมักจะพูดบ่อยๆ ว่า “ชาตรีเป็นคนพิเศษ ยูทำได้ และหากมีโอกาสต้องช่วยโลกให้โอกาสกับทุกคน” ตอนอายุ 19 ผมเขียนฝันในกระดาษ ค่ายมวยคือสิ่งที่ 3 ที่ผมอยากทำ ผมอยากมีค่ายที่ดูแลนักมวยจริงๆ เพราะว่าเจอสิ่งที่ไม่ค่อยโอเคเยอะ อย่างบางคนเป็นแชมป์มีเงินมาก มีศักดิ์ศรีพอเลิกกลายเป็นคนจนทันที มักจะโดนคนในวงการโกง ผมเคยถามตัวเองว่าเราอายุ 35-36 แล้วมีเงินหลายพันล้านจากการทำธุรกิจ

เรามีเงินมากขึ้น แต่ทำไมรู้สึกไม่มีความสุข เรามีบ้าน เรามีรถหลายคันเหมือนคนอื่นแต่ชีวิตไม่ค่อยมีความหมาย เลยกลับมาเอเชียแล้วก่อสร้าง Evolve MMA ที่สิงคโปร์ เป็นองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดและมีแชมป์โลกในสังกัดมากที่สุดในโลก ครูสอนได้รับการรับรองจากหลายสถาบันแนวหน้า ผมก็เริ่มสร้าง ONE Championship เป็นสปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนท์ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ถ่ายทอดสดไป 70 ประเทศประมาณ 1 พันล้านครัวเรือนทั่วโลก ผมมาคิดว่าทำไมเอเชียเราถึงไม่มี อย่างอเมริกา มี NFL NBA เอเชียไม่ค่อยมีอะไรทั้งๆ ที่เอเชียมีศิลปะการป้องกันตัวที่มีประวัติมากมาย มีคาราเต้ เทควันโด กังฟู มวยไทย ทุกประเทศมีศิลปะป้องกันตัว ตรงนี้นอกจากเป็นโอกาสธุรกิจแล้วมวยไทยช่วยผมจากคนจนให้เป็นนักธุรกิจได้จนถึงทุกวันนี้

ยกที่ 4 บทเรียน ข้อคิด กับชีวิตชนะน๊อค
การทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จของผมมี 5 อย่าง อย่างที่ 1 คุณต้องทำสิ่งที่คุณรักอยู่ในใจเพราะไม่ว่าคุณจะลำบากแค่ไหนถ้าจะตายก็ยังได้ทำในสิ่งที่คุณรักและชอบ อย่างที่ 2 คุณต้องมีต้นแบบชีวิตให้ตัวเองถ้าคุณอยากรวย อยากเป็นแชมป์มวย ต้องทำยังไงคุณต้องทำอย่างไรต้องศึกษาต้นแบบชีวิตที่คุณอยากเป็นเหมือนเขาหามาซัก 4-5 คนแล้วค้นหาชีวิตของเขาแต่ถ้าเกิดมีโอกาสคุณต้องลองคุยกับเขาด้วย อย่างที่ 3 ในทุกวันที่คุณตื่นเช้าคุณต้องคิดว่าชีวิตเราต้องพยายามโตขึ้น ดีขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีความคิดอย่างนั้นในทุกๆ อย่างของชีวิตเราจะเป็นอะไรก็ตาม ธุรกิจ ครอบครัว อะไรก็ได้พัฒนาและพึ่งตัวเอง อย่างที่ 4 คือให้ตัวเองอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีคุณก็จะเป็นคนแบบนั้น

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มคนกินเหล้าเสพยาเสพติดคุณก็จะเป็นแบบคนพวกนั้น ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มคนที่ดี ขยัน อดทน คุณก็จะเป็นแบบนั้นด้วย อย่างสุดท้ายอย่ายอมแพ้เด็ดขาดคุณต้องใจสู้ถ้าอยากทำความฝันสำเร็จและต้องเข้าใจในชีวิต คนเรามันต้องมีทุกช่วงทั้งความลำบาก ผิดพลาด ร้องไห้ เสียใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอแค่ใจคุณสู้นี่คือ 5 อย่างสู่ความสำเร็จ

ปัญหา อุปสรรค และความยากเข็ญต่างๆ ในชีวิต หากใจเราสู้ ชีวิตย่อมไม่มีอะไรยาก เพราะหลังผ่านพ้นขวากหนามเหล่านั้น ความสำเร็จคือฝั่งฝันที่เราจะมีโอกาสได้ชื่นชมกับมันอย่างภาคภูมิเสมอ

* MMA ย่อมาจาก Mix Martial Art คือกีฬาที่รวมศิลปะป้องกันตัวของหลายๆ ประเทศเข้าด้วยกันเช่นมวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แซมโบ มวยปล้ำ ฯลฯ โดยเริ่มต้นราวๆ 20 ปีก่อน

*ONE Championship คือรายการถ่ายทอดสดกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียมีคนดูมากกว่า 1 พันล้านครัวเรือน รอบโลก รวมถึงบริษัท Evolve MMA ซึ่งมีเขาเป็นเจ้าของได้รับขนานนามจาก CNN ว่าเป็นองค์กรสอนศิลปะการป้องกันตัวอันดับ 1 ในเอเชีย

 

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBA ย่อมาจาก National Basketball Association ก่อตั้งขึ้นในปี 1949
โดยเป็นการรวมตัวกัน ระหว่างลีก บาสเกตบอล ของสหรัฐอเมริกา 2 ลีก

คือ Basketball Association of America (BAA) ก่อตั้งในปี 1946 และ National Basketball League (NBL) ก่อตั้งในปี 1937 แม้ในปัจจุบัน NBA จะมีทีมบาสเกตบอลถึง 30 ทีม  แต่ในช่วงเริ่มแรกนั้น NBA มีทีมบาสเกตบอลทั้งหมดเพียง 17 ทีม แถมในช่วงเริ่มต้น NBA ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะในปี 1955 มีทีมบาสเกตบอลแข่งขันกันเพียง 8 ทีมเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ NBA กลับมาเป็นที่นิยม และกลับมาเติบโตได้ มาจากการปรับโครงสร้างการแข่งขันขึ้นใหม่ เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาการแข่งขัน
เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างถูกสร้างสรรค์และออกแบบมาอย่างดีแล้ว
ก็ส่งผลให้ความนิยมและรายได้ของ NBA เพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ทีนี้เรามาดูกันว่าการหารายได้ของ NBA เป็นอย่างไร ?
NBA เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของความหลากหลายของช่องทางการหารายได้
ซึ่งก็คือการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้เพียงไม่กี่ช่องทาง
โดยรายได้หลักของ NBA มาจาก 4 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
รายได้ส่วนนี้ ถือเป็นรายได้หลักของ NBA ซึ่งในปี 2016 NBA ได้มีการเซ็นสัญญากับสื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง ESPN และ Turner Sports ด้วยสัญญา 9 ปี มูลค่าราว 720,000 ล้านบาท
หรือเฉลี่ยปีละ 80,000 ล้านบาท สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของ NBA
โดยสัญญานี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 180% จากสัญญาเดิมที่ได้ 29,000 ล้านบาทต่อปี
และแต่ละทีมสามารถเซ็นสัญญาถ่ายทอดสดกับสื่อท้องถิ่นได้อีกด้วย
นอกจากนี้ NBA ยังมีระบบสตรีมมิง ชื่อว่า NBA League Pass ที่ให้ผู้ชมสามารถเลือกซื้อได้ทั้งแบบ รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ทำให้ผู้ชมทั่วโลกสามารถรับชมการแข่งขันได้แบบถูกลิขสิทธิ์
2. ลิขสิทธิ์ทางด้านสินค้าและการสนับสนุนจากสปอนเซอร์
ถึงแม้จะไม่ใช่รายได้ที่มีสัดส่วนที่มาก แต่ก็มีสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่พร้อมจะร่วมสนับสนุนกับ NBA
อย่างเช่น การซื้อป้ายโฆษณาบนเสื้อนักกีฬา ซึ่งป้ายดังกล่าวมีขนาดประมาณบัตรประชาชนเท่านั้น แต่กลับมีมูลค่าที่สูงมาก
ในปี 2019 ป้ายแบรนด์เหล่านี้ทำรายได้ให้กับ NBA กว่า 4,500 ล้านบาท
อย่างเช่น Rakuten แบรนด์ E-commerce จากญี่ปุ่น ที่ยอมจ่ายถึง 600 ล้านบาทต่อปี
ให้กับทีม Golden State Warriors เพื่อซื้อโฆษณาบนเสื้อดังกล่าว
หรือจะเป็นสัญญากับ Nike แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอันดับหนึ่งของโลก
ที่ยอมจ่าย 30,000 ล้านบาทให้กับ NBA เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการผลิตและจัดจำหน่ายชุดบาสเกตบอลของ NBA ทั้ง 30 ทีมเป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าของสัญญาเดิมที่เคยทำร่วมกับ Adidas
และ Nike จะต้องจ่ายค่าเครื่องแต่งกายของนักกีฬาใน NBA เป็นมูลค่ากว่า 3,750 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคาดว่ามากกว่าที่ Adidas เคยจ่ายให้ถึงเท่าตัว เช่นกัน
3. รายได้จากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมในสนาม
น่าแปลกใจที่รายได้ส่วนนี้กลับไม่ใช่รายได้หลักของแต่ละทีม เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ชมสามารถรับชมผ่าน ระบบออนไลน์ได้ทุกที่ แต่มีรายงานว่าในฤดูกาล 2019/2020 ค่าใช้จ่ายในการเข้าชมการแข่งขัน 1 เกมสำหรับครอบครัว 4 คน ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายหลัก ๆ เช่น ค่าตั๋ว ค่าที่จอดรถ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตกเฉลี่ยเกมละ 13,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.5% จากฤดูกาลก่อนหน้า
4. รายได้จากต่างประเทศ
NBA ได้มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศมาหลายปีแล้ว และได้กลายมาเป็นรายได้สำคัญของลีก โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งมีการประเมินว่า NBA มีรายได้จากประเทศจีนปีละกว่า 15,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้รวมถึงดีลระหว่าง NBA กับ Tencent บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนด้วยสัญญา 5 ปี 45,000 ล้านบาท
ในการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันจาก NBA เพียงรายเดียวในจีน
และกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันให้ NBA สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้
ก็คือการเปิดรับนักกีฬาต่างชาติเข้ามาในลีกมากขึ้น โดยในฤดูกาล 2019/2020 มีจำนวนนักกีฬาที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันกว่า 108 คน จาก 38 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 4 เท่าของฤดูกาล 1994/1995
กลยุทธ์นี้ได้ช่วยเพิ่มฐานคนดูของ NBA ในต่างแดน เพราะสำหรับบางประเทศที่กีฬาบาสเกตบอลยังไม่เป็นที่นิยม และไม่มีทีมที่คุ้นเคยไว้ตามเชียร์ คนดูก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเชียร์นักกีฬาของประเทศตัวเอง

กีฬายิมนาสติก

กีฬายิมนาสติก

กีฬายิมนาสติก

กีฬายิมนาสติก

ยิมนาสติก (Gymnastics) 

เป็น กีฬาสากล ประเภทหนึ่งที่จัดเข้าแข่งขันในกีฬา โอลิมปิก ยิมนาสติกมาจากภาษากรีกว่า Gymnos แปลว่า Nude ตามความหมายแปลว่า Necket Art แปลเป็นไทยว่า “ศิลปะแห่งการเปลือยเปล่า” ซึ่งหมายถึงวิธีการทำให้ร่างกายสวยงามมีทรวดทรงดีด้วยวิธีเปลือยกายเล่นกีฬา และมีการประกวดทรวดทรง พร้อมกับมีการแข่งขันกีฬากลางแจ้งต่อหน้าประชาชน

ผู้ที่มีร่างกายสง่างาม มีความสามารถทางการกีฬาก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะเลิศ ได้รับการต้อนรับจากประชาชน โดยช่างแกะสลักรูปหินอ่อนตั้งไว้บริเวณรั้วสนามกีฬา

การทำให้ร่างกายงามสง่านี้ ชาวกรีกเป็นผู้เริ่มและนิยมกันมากในสมัยโบราณ นักกีฬาจะบริหารกายด้วยวิธีต่างๆ ทั้งมือเปล่า และใช้เครื่องมือประกอบ สถานที่ซึ่งใช้ฝึกหัดโดยเฉพาะนี้เรียกว่า โรงฝึกพลศึกษา กิจกรรมใดที่นำมาบริหารร่างกายทำให้ร่างการยแข็งแรงสมบูรณ์และสง่างาม ก็เรียกกิจกรรมนั้นว่าการเล่นยิมนาสติก เช่น การวิ่ง การเล่น ผาดโผน ยกน้ำหนัก ไต่เชือก กายบริหาร และศิลปะการต่อสู้หลายประเภท ตลอดจนการกีฬาอื่นๆ แต่ระยะต่อมาความหมายของคำว่ายิมนาสติกได้เปลี่ยนไป

เนื่องจากกิจกรรมต่างๆ ได้เจริญก้าวหน้าขึ้นจนมีความสมบูรณ์ในตัวของมันเอง จึงถูกตั้งชื่อใหม่และแยกตัวออกจากคำเดิมอย่างเด็ดขาด คงเหลือไว้เฉพาะบางประเภท เช่น การฝึกหัดท่าผาดโผนบนเบาะ และบนเครื่องมือซึ่งติดตั้งอยู่กับที่ภายในห้องยิมฯ (Apparatus) ส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมชั้นสูงที่ส่งเสริมความแคล่วคล่องว่องไว และทดสอบความสามารถของตนเอง เช่น บริหารกาย (Calisthenics) ยืดหยุ่น (Tumbling) การทรงตัว (Balance) ม้าหูและม้าหมุน (Side-horse, Long horse) ราวทรงตัว (Balance beam) ไต่เชือก (Rope activities) ต่อตัว (Pyramid) ราวเดี่ยว (High bar) ราวคู่ (Parallelbars) และห่วง เป็นต้น

กีฬาประเภทนี้เริ่มต้นเมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานระบุ แน่ชัด แต่มาปรากฏก่อนคริสต์ศักราช 2,600 ปี ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ชาวจีนได้มีการฝึกฝนท่ากายบริหารและคิดประดิษฐ์ท่า บริหารกายขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการบำบัดทางแพทย์แบบจีนจากหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์ระบุว่า ชาวจีนได้มีการคิดท่ากายบริหารขึ้นมาเพื่อบริหารร่างกายให้เกิดความแข็งแรง และถือว่าเป็นการป้องกันและรักษาโรคได้ด้วยเรียกว่า ยิมนาสติกเพื่อการบริหารร่างกายและการฟื้นฟู นอกจากนั้นชาวจีนยังมีการละเล่นกายกรรมในลักษณะของการต่อตัว ไต่เชือก และการตีลังกาต่างๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนยิมนาสติกอย่างหนึ่งในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราเชื่อกันว่าการเริ่มต้นของกีฬายิมนาสติกอย่างแท้จริงนั้นคือ สมัยเริ่มต้นของประวัติศาสตร์แห่งชาวกรีกและโรมัน โดยเฉพาะกรีกโบราณเป็นประเทศแรกที่สนใจและมีบทบาทอันสำคัญต่อกีฬายิมนาสติก แม้กระทั่งคำว่ายิมนาสติกก็เป็นภาษากรีก แบบหรือระบบของท่าบริหารร่างกายท่าต่างๆ ที่ใช้กันในสมัยโรมันก็คิดและประดิษฐ์ขึ้นโดยนักศึกษาสมัยโบราณของกรีก และพลเมืองทั่วทั้งประเทศได้ยึดถือเป็นแบบฉบับหรือระบบของท่าบริหารกาย มาตรฐาน โดยฝึกสอนให้แก่เยาวชนตามสถาบันทุกแห่ง ยิมนาสติกในประเทศกรีกเริ่มต้นและพัฒนาไปพร้อมๆ กับวิทยาการด้านศิลปะและดนตรี ชาวสปาร์ต้ามีความศรัทธาเรื่องยิมนาสติกมากที่สุดโดยรัฐได้ตั้งขอ้กำหนดให้ มีการฝึกหัดยิมนาสติกแก่เยาวชนของชาติทุกคนตลอดจนเด็กหญิง กิจกรรมประกอบด้วย ยืดหยุ่น เต้นรำ วิ่ง กระโดด ไต่เชือก และการเคลื่อนไหวทรงตัว

ประวัติความเป็นมากีฬายิมนาสติกในประเทศไทย

หลักฐานความเป็นมาของยิมนาสติกในเมืองไทยสมัยเริ่มแรกนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยใด และผู้ที่นำเข้ามาเผยแพร่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน ซึ่งจะปรากฎแต่เป็นเพียง ข้อสันนิษฐานและเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงสมัยที่มีการเขียนจดบันทึกจนสามารถยึดถือเป็นหลักฐาน จากการตั้งข้อสันนิษฐานว่าในสมัยโบราณนั้นชาติไทยของเราได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศตั้งเเต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งสมัยนั้นจะติดต่อกันในเรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเป็นส่วนใหญ่

ประวัติความเป็นมากีฬายิมนาสติกในประเทศไทย

หลักฐานความเป็นมาของยิมนาสติกในเมืองไทยสมัยเริ่มแรกนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าได้เริ่มมาตั้งแต่สมัยใด และผู้ที่นำเข้ามาเผยแพร่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอน ซึ่งจะปรากฎแต่เป็นเพียง ข้อสันนิษฐานและเรื่องเล่าที่สืบทอดต่อกันมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งถึงสมัยที่มีการเขียนจดบันทึกจนสามารถยึดถือเป็นหลักฐาน จากการตั้งข้อสันนิษฐานว่าในสมัยโบราณนั้นชาติไทยของเราได้มีการติดต่อกับชาวต่างประเทศตั้งเเต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งสมัยนั้นจะติดต่อกันในเรื่องการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าเป็นส่วนใหญ่

ต่อมาจนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ของไทยได้มีความสัมพันธิ์กับชาวต่างประเทศอย่างแน่นเฟ้น และได้มีการส่งข้าราชการไทยไปศึกษาในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในแถบยุโรป ซึ่งนิยมการออกกำลังกายประกอบอุปกรณ์ ราวคู่ ราวเดี่ยว ม้ากระโดด เมื่อ ข้าราชการไทยสำเร็จการศึกษากลับมาก็ได้นำเอาวิธีการออกกำลังกายเข้ามาเผยแพร่ในประเทศ ซึ่งรูปแบบของการออกกำลังกายประกอบอุปกรณ์ต่างมักนิยมเรียกกันว่า “ยิมนาสติก” โดยเริ่มแรกเข้ามาเผยแพร่ในหน่วยงานของตน จากนั้นก็นำมาฝึกเพื่อเป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพร่างกายในเหล่าทหารของกองทัพไทย จนหน่วยงานราชการอื่น ๆ เห็นดีด้วย จึงส่งเสริมและฝึกหัด จนเป็นที่นิยมแพร่หลาย

การสาธิตกีฬายิมนาสติกสากลหรือการจัดการแข่งขันกีฬายิมนาสติกกีฬาสากล ได้ถูกจัดขึ้นในการแข่งขันกรีฑานักเรียนประจำปี พ.ศ. 2477 ที่สนามโรงเรียนราษฎร์บูรณะ ( มัธยม ) ปัจจุบันคือโรงเรียนสวนกุหลาบ โดยกิจกรรมในครั้งนั้นประกอบด้วย

  • การแสดงกายบริหาร โหนราว การไต่บันไดโค้ง หกคะเมนหน้า หกคะเมนหลัง ม้าเดี่ยว เล่นห่วง เล่นชิงช้า และหัดแถว
  • การแข่งขันด้วยกำลังกาย มีการชักเยอ กระโดดสูง วิ่งข้ามรั้ว วิ่งเก็บของ กระโดดไกล วิ่งทาง 2 เส้น วิ่งสวมกระสอบ วิ่งทน 10 เส้น ปิดตาหาของ ซึ่งในสมัยนั้นการเรียกชื่อยิมนาสติกยังไม่ปรากฎ ให้เห็นเด่นชัด แต่มักจะใช้ชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นมากกว่า เช่น ดัดตน ห้อยโหน โหนราว หกคะเมนหน้า หก คะเมนหลัง เป็นต้น ซึ่งพอจะจินตนาการได้ว่าการเคลื่อไหวในลักษณะดังกล่าว เป็นการเคลื่อนไหวในยิมนาสติกแทบทั้งสิ้น

จากนั้นกรมพลศึกษาได้ส่ง นายสวัสดิ์ เลขะยานนท์ จากแผนกกีฬาโรงเรียนไปดูการดำเนินการจัดการแข่งขันกีฬาและการสร้างกรีฑาสถานแห่งชาติในประเทศฟิลิปปินส์ จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เพื่อมาปรับปรุงการกีฬา ให้เหมาะสมกับสมัย ญูญิตสู ตะกร้อ ฟุตบอล ดัดตนส่วนห้อยโหน เนตบอล หมากรุก ดัดตนท่ามือเปล่า บาสเกตบอล วอลเลย์บอล และกรีฑา

ปี พ.ศ. 2476 หลักสูตรโรงเรียนครูพลศึกษา กองกายบริหารได้มีการสอน วิชากระบี่กระบอง กระโดดน้ำ ว่ายน้ำ ญูญิตสู ( ยูโด ) ดัดตนส่วนห้อยโหน ดัดตนท่ามือเปล่า มวยไทย และมวยผร่ง ( มวยสากล )

ในปีเดียวกันนี้ก็มีหลักสูตรพลศึกษาสำหรับนักเรียน ครูประถม กิจกรรมกำหนดให้เรียนวิชาพลศึกษาและลูกเสือ กำหนดให้เรียนพลศึกษาโดย ให้สามารถสอนกายบริหาร และดัดตน ท่าต่าง ๆ กับส่วนห้อยโหนท่าง่าย ๆ ได้

 

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

เปิดใจนักสู้สวยสังหาร! “อาดริเน่ ลิปสกี้” ผู้นิยาม “มวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ”

อาดริเน่ ลิปสกี้ นักสู้สวยสังหารเจ้าของฉายา “Queen Of Violence” ในรุ่นฟลายเวตหญิง ชาวบราซิลเชื้อสายโปแลนด์ จากการที่คุณปู่ที่เป็นชาวโปแลนด์อพยพมายังทวีปอเมริกาใต้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยลิปสกี้เริ่มฝึกฝนทักษะมวยไทยตั้งแต่ยังเด็ก และยังเคยคว้าแชมป์มวยไทยในบราซิลมาแล้ว เมื่อตอนแรกเริ่มสัมผัสกีฬาการต่อสู้

หลังจากนั้น ลิปสกี้ ก็เปลี่ยนแนวไปเอาดีทาง MMA และเข้าสู่อาชีพนักสู้อย่างเต็มตัว ทั้งในโปแลนด์และในบราซิล โดยเธอเคยคว้าเข็มขัดแชมป์รุ่นฟลายเวตในรายการ KSW มาแล้วถึง 3 สมัย

UFC : คุณเริ่มต้นอย่างไรกับการฝึกพื้นฐานมวยไทย ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันเริ่มชกมวยไทยสมัครเล่นเมื่ออายุ 16 ปี ที่ประเทศบราซิล เพราะที่นั่นมีการแข่งขันชิงแชมป์ทุกสุดสัปดาห์ กูรีตีบา เป็นสถานที่สำหรับนักสู้อย่างแท้จริง ฉันเริ่มแข่งขันเพราะความสนุกสนาน ฉันไม่ได้คิดจริงๆ ว่าฉันจะเป็นนักสู้ แต่หลังที่ฉันก็เริ่มฝึกกับหัวหน้าโค้ช เรนาโต “ราสต้า” ดา ซิลวา ฉันก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางการเป็นนักสู้ ฉันตระเวนต่อสู้ไปทั่วประเทศ และบางวันฉันอาจต้องขึ้นสังเวียน 2 ไฟต์ในหนึ่งวัน ก่อนที่ฉันจะกลายเป็นแชมป์มวยไทย ที่เป็นชาวบราซิล

UFC : ทำไมคุณถึงใส่เสื้อ Wonder Woman ล่ะ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : มันคือพลังของผู้หญิง นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน นั่นคือสิ่งที่ฉันชอบทำ ฉันรู้สึกว่ามีคนดูฉัน เพราะฉันต่อสู้เพื่อสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ และบางครั้งเมื่อคุณทำผิดพลาด  คุณก็ต้องปรับปรุง คุณต้องเชื่อว่า ถ้าคุณทำงานหนัก สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นกับคุณ

สุดสัปดาห์นี้ นักสู้สาววัย 27 ปีเจ้าของสถิติชนะ 13 แพ้ 7 มีคิวขึ้นสังเวียนในรุ่นฟลายเวตหญิง ภายใต้ศึก UFC FIGHT NIGHT: Smith VS Spann ณ สังเวียน ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา ในวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายนนี้ โดยจะพบกับ แมนดี โบฮ์ม นักสู้ไร้พ่ายชาวเยอรมนี ที่คว้าชัยชนะมาแล้ว 7 ไฟต์ติดต่อกัน

UFC : คุณคาดหวังอะไรในการต่อสู้กับ แมนดี้ โบฮ์ม สุดสัปดาห์นี้ ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันคือจอมทำลายล้าง ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องการแสดงออกมา ก็คือความโดดเด่นของฉัน แต่นี่คือ MMA คุณจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างดังนั้นถ้าฉันต้องใช้วิชามวยปล้ำในการต่อสู้ภาคพิ้นดิน ฉันก็ไม่ได้กังวลอะไร ผู้ชมจะต้องแปลกใจกับพัฒนาการของฉัน

UFC : มวยไทย มีความหมายกับ อาดริเน่ ลิปสกี้ อย่างไร?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงของฉันได้ ฉันต่อสู้ในรูปแบบ MMA มาเป็นเวลานานและฉันหลงรักการพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลา

“มวยไทยสำหรับฉันก็เหมือนงานศิลปะ ที่ฉันสามารถแสดงออก ฉันสามารถใส่ความก้าวร้าวและดุดันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเทคนิคอันสวยงาม แม้ว่าคุณจะฝึกฝนมากแค่ไหน แต่มันก็ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ฉันรักมวยไทย”

UFC : คุณเคยมาประเทศไทยไหม
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันเคยไปเมืองไทยมาแล้วหนึ่งครั้ง ฉันอยากกลับไปที่นั่นมาก ฉันไปหลังจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของฉันใน KSW แต่ฉันไม่สามารถฝึกซ้อมได้เพราะฉันกำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ

UFC : ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรที่มวยไทยกำลังจะไป โอลิมปิก ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : มันน่าอัศจรรย์มากๆ ถ้ามีโอกาส ฉันจะลงแข่งขันมวยไทย ไม่ใช่คิกบ็อกซิ่งนะ แต่เป็นมวยไทยแท้ๆเลย ตอนที่ฉันไปที่ประเทศไทย ฉันเห็นการแข่งขัน มีผู้คนหลากหลายวัยที่ให้ความสนใจ ทั้งเด็กหญิง เด็กชาย ฉันอยากจะมีโอกาสได้ไปต่อสู้ที่ประเทศไทย แต่ตอนนี้ฉันมีโอกาสได้แสดงวิชามวยไทยใน MMA ฉันชอบศอก เข่า เตะ ฉันชอบการจัดการคู่แข่งด้วยการเตะแบบมวยไทย
 
UFC :คุณคิดว่าเราจะได้ดูมวยไทยของคุณในสุดสัปดาห์นี้หรือไม่?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : แน่นอน ฉันฝึกฝนมามากและหวังว่าฉันจะสามารถเป็นตัวแทนของมวยไทยได้ใน MMA

สำหรับรายการต่อไปของศึก UFC จะเป็นการต่อสู้ในรายการ UFC FIGHT NIGHT: Smith VS Spann คู่เอกเป็นการต่อสู้ในรุ่นไลต์เฮฟวี่เวต ระหว่าง แอนโธนีย์ สมิธ นักสู้ชาวอเมริกัน จะพบกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง ไรอัน สปันน์ ณ สังเวียน ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนนี้

นักเทนนิสหญิงของไทย

นักเทนนิสหญิงของไทย

นักเทนนิสหญิงของไทย

นักเทนนิสหญิงของไทย

ร้อยตำรวจเอกหญิง แทมมารีน ธนสุกาญจน์เกิด: 24 พฤษภาคม 2520 เป็นอดีตนักเทนนิสหญิงมือ 1 ของไทย และเคยมีอันดับโลกสูงสุดอันดับ 19 เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 และประเภทคู่อันดับโลกสูงสุด อันดับ 15 เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2547 ประวัติเกิดเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ที่ลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา เป็นบุตรของคุณวีระชัย และคุณสุเนตรา ธนสุกาญจน์ มีพี่สาวสองคนและน้องชายหนึ่งคน แทมมารีนเล่นเทนนิสตั้งแต่วัยเด็ก

เพราะเล่นเทนนิสกันทั้งครอบครัว สำเร็จการศึกษาปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ รุ่น 33 / ปีที่สำเร็จการศึกษา 2542 เริ่มเล่นอาชีพเมื่อ พ.ศ. 2537 โดยมีบิดาเป็นผู้ฝึกสอนซึ่งได้ลาออกจากงานประจำและพาแทมมารีนออกตระเวนแข่งขันในต่างประเทศด้วยทุนส่วนตัว ต่อมาแทมมารีนได้รองชนะเลิศประเภทเยาวชนในรายการ เทนนิสวิมเบิลดัน เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยแพ้ Aleksandra Olsza จากโปแลนด์ 7-5, 7-6 (6) ในรอบชิงชนะเลิศ

เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการแข่งขันนัดแรกของ สนามอาร์เธอร์ แอช เซ็นเตอร์คอร์ตที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาร์เธอร์ แอช นักเทนนิสผิวดำชาวอเมริกันผู้เคยเป็นมือหนึ่งของโลกช่วงทศวรรษ 1970 ในการแข่งขันยูเอสโอเพ่น 1997 นัดเปิดสนามเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 ก่อนการแข่งขันมีการแสดงดนตรีโดยวิตนีย์ ฮิวสตัน เป็นที่คาดหมายกันว่า ผู้เล่นในนัดแรกควรจะเป็นนักเทนนิสผิวดำ คือ วีนัส วิลเลียมส์ และชานดา รูบิน (Chanda Rubin)

นักเทนนิสดาวรุ่งสหรัฐ แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตารางผู้เล่นจากวิลเลียมส์เป็นแทมมารีนแทน ผลการแข่งขันปรากฏว่าแทมมารีนเอาชนะรูบินได้ 6-4, 6-0 อย่างพลิกความคาดหมายและกลายเป็นข่าวใหญ่ การแข่งขันครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่แทมมารีนได้เล่นในเซ็นเตอร์คอร์ตของรายการใหญ่และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเป็นนักเทนนิสที่แม้จะเคลื่อนที่ได้ไม่ว่องไวและเสิร์ฟไม่แรง แต่เธอควบคุมลูกได้แม่นยำโดยเฉพาะในสนามคอร์ตหญ้า

เธอเคยทำผลงานได้ดีในรายการเทนนิสวิมเบิลดัน ผ่านเข้ารอบ 4 ได้เข้าไปเล่นในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันถึง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2545 เว้นปี 2546 ซึ่งตกรอบแรกและทำได้อีกครั้งในปี 2547 ซึ่งเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมากเธอเคยจับคู่เล่นเทนนิสประเภทคู่กับมาเรีย ชาราโปวา และได้แชมป์ประเภทคู่ 2 รายการ ที่โตเกียว และลักเซมเบิร์ก เมื่อ พ.ศ. 2546 ในปีนั้น มาเรีย ชาราโปวา ได้แชมป์ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ ในรายการเจแปนโอเพ่น ที่โตเกียว

และเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอแรกในการเล่นอาชีพของชาราโปวา หลังต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าในช่วงปี พ.ศ. 2549-2550 จนทำท่าว่าจะแขวนแร็กเก็ต แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2551 แทมมารีนก็กลับมาสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูกาลแข่งขัน เมื่อตัดสินใจปรับโปรแกรมการแข่งขัน ลดรายการบนคอร์ตดินและลดระดับตัวเองลงไปแข่งในรายการระดับชาลเลนเจอร์บนคอร์ตหญ้า แทนรายการระดับดับเบิลยูทีเอทัวร์ในช่วงฤดูกาลบนคอร์ตดิน

และก็สามารถคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวมาครองได้ ในรายการที่จิฟู ประเทศญี่ปุ่น ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551กล่าวถึงสาเหตุที่กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง ส่วนหนึ่งคงจะมาจากการที่ตัดสินใจจ้าง นายฐิติพันธุ์ ทรัพย์กล้า อดีตนักกีฬาวิ่งข้ามรั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม มาเป็น เทรนเนอร์ส่วนตัว ตั้งแต่ช่วงการแข่งขันเทนนิสในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา ทำให้สภาพร่างกายกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ความคล่องตัวมีสูงขึ้นกว่าเดิมจากนั้นแม้ว่า

เธอจะตกรอบแรกในรายการคอร์ตดิน ที่โรลังด์ การ์รอส ประเทศฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจของเธอสูญเสียไป แทมมี่วางโปรแกรมแข่งขันเทนนิสบนคอร์ตหญ้า ก่อนถึงรายการวิมเบิลดันในปีนี้ไว้ 3 รายการ และ 2 รายการแรก ที่เซอร์บิตัน และเบอร์มิงแฮม สามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ก่อนการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนคว้าแชมป์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเอาชนะ ดินารา ซาฟินา มือวางอันดับ 3 ของรายการ มืออันดับ 9 ของโลก

และรองแชมป์เฟรนช์โอเพ่น 2008 ด้วยคะแนน 7-5, 6-3 ซึ่งแทมมารีนเข้าไปเล่นเมนดรอว์ในฐานะผู้เล่นจากรอบคัดเลือก นับเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอรายการที่สองและเป็นแชมป์แรกบนคอร์ตหญ้าในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักเทนนิสชาวไทยคนแรกที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในรายการแกรนด์แสลม ด้วยการเอาชนะเยเลนา แยนโควิช มือวางอันดับ 2 ของรายการ ก่อนไปแพ้ให้กับวีนัส วิลเลียมส์

หลังจากนั้นแทมมารีนได้รับเชิญไปแข่งโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ซึ่งจัดขึ้นที่ปักกิ่ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะได้รับการปฏิเสธและไม่มีชื่อของแทมมารีนในรายชื่อตัวสำรอง นับเป็นการเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 4 ของแทมมารีนแทมมารีนเคยเขียนบทความชื่อ แทมมี่ค่ะ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ เล่าถึงประสบการณ์ในการเล่นเทนนิสอาชีพในต่างประเทศหลังเลิกเล่น แทมมารีนได้รับการประดับยศเป็น ร้อยตำรวจตรีหญิง ร.ต.ต.หญิง

สังกัดกองการเงิน สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผ่านหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 40 ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 โดยใช้โควต้านักกีฬาในการสมัคร

รายการเทนนิสวิมเบิลดัน

เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยแพ้ Aleksandra Olsza จากโปแลนด์ 7-5, 7-6 (6) ในรอบชิงชนะเลิศเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในการแข่งขันนัดแรกของ สนามอาร์เธอร์ แอช เซ็นเตอร์คอร์ตที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่อาร์เธอร์ แอช นักเทนนิสผิวดำชาวอเมริกันผู้เคยเป็นมือหนึ่งของโลกช่วงทศวรรษ 1970 ในการแข่งขันยูเอสโอเพ่น 1997 นัดเปิดสนามเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2540 ก่อนการแข่งขันมีการแสดงดนตรีโดยวิตนีย์ ฮิวสตัน เป็นที่คาดหมายกันว่า ผู้เล่นในนัดแรกควรจะเป็นนักเทนนิสผิวดำ คือ วีนัส วิลเลียมส์ และชานดา รูบิน (Chanda Rubin)

นักเทนนิสดาวรุ่งสหรัฐ แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตารางผู้เล่นจากวิลเลียมส์เป็นแทมมารีนแทน ผลการแข่งขันปรากฏว่าแทมมารีนเอาชนะรูบินได้ 6-4, 6-0 อย่างพลิกความคาดหมายและกลายเป็นข่าวใหญ่ การแข่งขันครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่แทมมารีนได้เล่นในเซ็นเตอร์คอร์ตของรายการใหญ่และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเป็นนักเทนนิสที่แม้จะเคลื่อนที่ได้ไม่ว่องไวและเสิร์ฟไม่แรง แต่เธอควบคุมลูกได้แม่นยำโดยเฉพาะในสนามคอร์ตหญ้า

เธอเคยทำผลงานได้ดีในรายการเทนนิสวิมเบิลดัน ผ่านเข้ารอบ 4 ได้เข้าไปเล่นในสัปดาห์ที่สองติดต่อกันถึง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2541 ถึง 2545 เว้นปี 2546 ซึ่งตกรอบแรกและทำได้อีกครั้งในปี 2547 ซึ่งเป็นผลงานที่เธอภาคภูมิใจมากเธอเคยจับคู่เล่นเทนนิสประเภทคู่กับมาเรีย ชาราโปวา และได้แชมป์ประเภทคู่ 2 รายการ ที่โตเกียว และลักเซมเบิร์ก เมื่อ พ.ศ. 2546 ในปีนั้น มาเรีย ชาราโปวา ได้แชมป์ทั้งประเภทเดี่ยวและประเภทคู่ ในรายการเจแปนโอเพ่น ที่โตเกียว

และเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอแรกในการเล่นอาชีพของชาราโปวา หลังต้องเผชิญกับปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าในช่วงปี พ.ศ. 2549-2550 จนทำท่าว่าจะแขวนแร็กเก็ต แต่ทว่าในปี พ.ศ. 2551 แทมมารีนก็กลับมาสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงกลางฤดูกาลแข่งขัน เมื่อตัดสินใจปรับโปรแกรมการแข่งขัน ลดรายการบนคอร์ตดินและลดระดับตัวเองลงไปแข่งในรายการระดับชาลเลนเจอร์บนคอร์ตหญ้า แทนรายการระดับดับเบิลยูทีเอทัวร์ในช่วงฤดูกาลบนคอร์ตดิน

และก็สามารถคว้าแชมป์หญิงเดี่ยวมาครองได้ ในรายการที่จิฟู ประเทศญี่ปุ่น ต้นเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551กล่าวถึงสาเหตุที่กลับมาเล่นได้ดีอีกครั้ง ส่วนหนึ่งคงจะมาจากการที่ตัดสินใจจ้าง นายฐิติพันธุ์ ทรัพย์กล้า อดีตนักกีฬาวิ่งข้ามรั้วมหาวิทยาลัยศรีปทุม มาเป็น เทรนเนอร์ส่วนตัว ตั้งแต่ช่วงการแข่งขันเทนนิสในกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 24 ที่ จ.นครราชสีมา ทำให้สภาพร่างกายกลับมาแข็งแกร่งมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลง ความคล่องตัวมีสูงขึ้นกว่าเดิมจากนั้นแม้ว่า

เธอจะตกรอบแรกในรายการคอร์ตดิน ที่โรลังด์ การ์รอส ประเทศฝรั่งเศส แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความมั่นใจของเธอสูญเสียไป แทมมี่วางโปรแกรมแข่งขันเทนนิสบนคอร์ตหญ้า ก่อนถึงรายการวิมเบิลดันในปีนี้ไว้ 3 รายการ และ 2 รายการแรก ที่เซอร์บิตัน และเบอร์มิงแฮม สามารถเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551 ก่อนการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนคว้าแชมป์ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเอาชนะ ดินารา ซาฟินา มือวางอันดับ 3 ของรายการ มืออันดับ 9 ของโลก

และรองแชมป์เฟรนช์โอเพ่น 2008 ด้วยคะแนน 7-5, 6-3 ซึ่งแทมมารีนเข้าไปเล่นเมนดรอว์ในฐานะผู้เล่นจากรอบคัดเลือก นับเป็นแชมป์ดับเบิลยูทีเอรายการที่สองและเป็นแชมป์แรกบนคอร์ตหญ้าในการแข่งขันเทนนิสวิมเบิลดัน แทมมารีนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักเทนนิสชาวไทยคนแรกที่เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในรายการแกรนด์แสลม ด้วยการเอาชนะเยเลนา แยนโควิช มือวางอันดับ 2 ของรายการ ก่อนไปแพ้ให้กับวีนัส วิลเลียมส์

หลังจากนั้นแทมมารีนได้รับเชิญไปแข่งโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ซึ่งจัดขึ้นที่ปักกิ่ง แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะได้รับการปฏิเสธและไม่มีชื่อของแทมมารีนในรายชื่อตัวสำรอง นับเป็นการเข้าร่วมกีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 4 ของแทมมารีนแทมมารีนเคยเขียนบทความชื่อ แทมมี่ค่ะ ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอาทิตย์ เล่าถึงประสบการณ์ในการเล่นเทนนิสอาชีพในต่างประเทศหลังเลิกเล่น แทมมารีนได้รับการประดับยศเป็น ร้อยตำรวจตรีหญิง ร.ต.ต.หญิง

สังกัดกองการเงิน สำนักงานงบประมาณและการเงิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยผ่านหลักสูตรฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร รุ่นที่ 40 ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2558 โดยใช้โควต้านักกีฬาในการสมัคร

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์ สุธิยา จิวเฉลิมมิตรเป็น นักกีฬายิงเป้าบิน ชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกชื่อเล่น ณี เกิดวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 ที่จังหวัดสระแก้ว โดยเธอเข้าร่วมแข่งขันใน กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ในกีฬายิงเป้าบินซึ่งเธอได้ที่ 5 จากการแข่งขันดังกล่าว และมีโอกาสแข่งขันในรายการเวิลด์แชมเปียนชิป 2009 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมารีบอร์ ประเทศสโลวีเนีย เธอได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของรายการเวิลด์คัพ

และในขณะเดียวกัน เธออยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียในประเภทเป้าบินบุคคลหญิง จากนั้น ทางสหพันธ์กีฬายิงปืนนานาชาติ ได้ประกาศให้เธออยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในประเภทเป้าบินเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 สุธิยาได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันรายการเวิลด์คัพ ที่ประเทศสเปนประวัติ เป็นลูกสาวของ สวัสดิ์ จิวเฉลิมมิตร กับ อัมพร ปิยะทัศน์ศรี และเธอมีพี่ชาย 2 คน คือ อภิรักษ์ และ ณัฐวุฒิ เธอเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ในช่วงมัธยมปลายได้ย้ายโรงเรียนและได้สำเร็จการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังจากที่เธอได้รับเหรียญทองจากซีเกมส์ 2003 พ่อของเธอได้ลงทุนสร้างสนามซ้อมยิงปืนโดยใช้งบกว่า 1 ล้านบาท รวมถึงจ้างโค้ชชาวเยอรมันที่เดือนละ 3 แสนบาท เมื่อเธอเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ก็สามารถครองอันดับที่ 5 ของการแข่งขัน และเธอได้เข้าแข่งขันในรายการ “ไอเอสเอสเอฟ” เวิลด์แชมเปียนชิพ มิวนิก 2010 ใน พ.ศ. 2553 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเธอสามารถเข้าสู่รอบไฟนอลได้สำเร็จ และได้อันดับที่ 4 จากการแข่งขันดังกล่าว รวมถึงอยู่ในอันดับ 5 ของการแข่งขันเวิลด์แชมเปียนชิป ที่ประเทศเซอร์เบียได้รับโควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอได้ทำการฝีกซ้อมอย่างหนักที่ประเทศเยอรมนี

โดยมีโค้ชชาวเยอรมันเป็นผู้ดูแล และในช่วงก่อนการแข่งขัน เธอยังมีโอกาสซ้อมที่สนามแข่งจริงในกรุงลอนดอน โดยเธอเข้าแข่งขันในประเภทเป้าบิน บุคคลหญิง ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งเธออยู่ในอันดับที่ 11 และตกรอบคัดเลือก โดยมีคะแนนห่างจากอันดับที่ 6 ที่เป็นอันดับสุดท้ายที่ได้เข้ารอบเพียง 2 คะแนนภายหลังจากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 สุธิยา ได้เดินทางกลับมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555 และทราบข่าวเกี่ยวกับพ่อของเธอที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งอยู่ในอาการโคม่า

ก่อนที่จะเสียชีวิตในเช้าวันที่ 11 สิงหาคม โดยทางญาติได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ณ วัดถ้ำเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และก่อนที่จะทำการรดน้ำศพ สุธิยาได้ยิงปืนจำนวน 65 นัด ซึ่งเท่ากับอายุพ่อของเธอเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 สุธิยา เข้าแข่งขันยิงเป้าบินในรายการ อินเตอร์เนชันแนลกรังด์ปรีซ์ 2014 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศคูเวต โดยเธอได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการแข่งขันครั้งดังกล่าว และในปีเดียวกันนี้ เธอได้รับ 2 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน

กีฬายิงปืนในเอเชียนเกมส์ 2014 ทั้งในประเภทบุคคลหญิงและประเภททีมความฝันของนักกีฬาทุกคน คือ เหรียญทอง โดยเฉพาะการแข่งขันที่ถือได้ว่า เป็นสุดยอดของนักกีฬา “โอลิมปิกเกมส์” จุดมุ่งหมายสูงสุดที่หลายๆ ชนิดกีฬาใฝ่ฝันจะคว้าตั๋วไปแข่งขันแต่ไม่สามารถทำได้     แต่ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักแม่นเป้าสาวทีมชาติไทย ในวัย 35 ปี ที่สามารถคว้าโควตาไปแข่งขันยิงเป้าบิน “โอลิมปิกเกมส์” ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างวันที่ 23 ก.ค.-8 ส.ค.นี้ ในประเภทสกีตหญิง เป็นครั้งที่ 4 คว้าเหรียญทองมาหมดแล้วทั้งซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, ชิงแชมป์เอเชีย และเวิลด์คัพ ส่วนโอลิมปิก ได้อันดับ 5 ในปี 2008 ที่จีน“เนื่องจาก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายการการแข่งขันต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงไป ไม่สามารถจัดการแข่งขันและเดินทางไปแข่งขันได้เหมือนปรกติ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนมาถึงปีนี้อาจจะมีบางรายการที่จัดการแข่งขันได้แต่ไม่สามารถเดินทางไปแข่งได้ เพราะ  ณี

รอฉีดวัคซีนให้ครบ 2 เข็ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าพอไม่มีการแข่งขันเลย ก็รู้สึกเป็นช่วงที่แปลกๆ ไปบ้าง แต่ทุกคนบนโลกใบนี้ก็อยู่ใน สถานการณ์เช่นนี้ เช่นเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปด้วย อย่าง โอลิมปิก 2020” ก็เลื่อนมาแข่งในปี 2021 สำหรับ “ณี” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ชั่วโมงนี้ปรับตัวตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เหลือเวลาเตรียมตัวอีกเดือนกว่าๆ “ณี” จะพยายามตั้งใจฝึกซ้อมซึ่งจะโฟกัสอยู่ที่เพื่อการเตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน “โอลิมปิกเกมส์” รายการเดียวเท่านั้น”

“การฝึกซ้อม เน้นการซ้อมโดยรวมๆ ทั้งเรื่องของเทคนิค ทางด้านร่างกาย และสภาพจิตใจให้พัฒนาควบคู่กันไปค่ะ มีการฝึกซ้อมยิงเป้า และเวทเทรนนิ่ง แล้วก็ฝึกในเรื่องของจิตวิทยาการกีฬา ซึ่งเรื่องนี้ทำควบคู่กันมานานแล้วค่ะทั้ง 3 ด้าน ปรับไปตามสภาพของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

“ความพร้อมตอนนี้ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บ คงต้องคอยดูว่าโอลิมปิกจะจัดการแข่งขันออกมาในรูปแบบไหน ก็ต้องเตรียมความพร้อมไปตามการจัดการแข่งขัน “ณี” แข่งมา 20 ปีแล้ว พบมาทุกรูปแบบทั้งความผิดหวังและความสมหวัง ครั้งนี้ “ณี” พร้อมปรับตัวรับทุกสถานการณ์ ขอวางเป้าหมายจะพยายามทผลงานให้ดีที่สุด โดยไม่กดดันตัวเอง”

เธอได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของรายการเวิลด์คัพ

ในขณะเดียวกัน เธออยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียในประเภทเป้าบินบุคคลหญิง จากนั้น ทางสหพันธ์กีฬายิงปืนนานาชาติ ได้ประกาศให้เธออยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในประเภทเป้าบินเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 สุธิยาได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันรายการเวิลด์คัพ ที่ประเทศสเปนประวัติ เป็นลูกสาวของ สวัสดิ์ จิวเฉลิมมิตร กับ อัมพร ปิยะทัศน์ศรี และเธอมีพี่ชาย 2 คน คือ อภิรักษ์ และ ณัฐวุฒิ เธอเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ในช่วงมัธยมปลายได้ย้ายโรงเรียนและได้สำเร็จการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังจากที่เธอได้รับเหรียญทองจากซีเกมส์ 2003 พ่อของเธอได้ลงทุนสร้างสนามซ้อมยิงปืนโดยใช้งบกว่า 1 ล้านบาท รวมถึงจ้างโค้ชชาวเยอรมันที่เดือนละ 3 แสนบาท เมื่อเธอเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ก็สามารถครองอันดับที่ 5 ของการแข่งขัน และเธอได้เข้าแข่งขันในรายการ “ไอเอสเอสเอฟ” เวิลด์แชมเปียนชิพ มิวนิก 2010 ใน พ.ศ. 2553 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเธอสามารถเข้าสู่รอบไฟนอลได้สำเร็จ และได้อันดับที่ 4 จากการแข่งขันดังกล่าว รวมถึงอยู่ในอันดับ 5 ของการแข่งขันเวิลด์แชมเปียนชิป ที่ประเทศเซอร์เบียได้รับโควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอได้ทำการฝีกซ้อมอย่างหนักที่ประเทศเยอรมนี

โดยมีโค้ชชาวเยอรมันเป็นผู้ดูแล และในช่วงก่อนการแข่งขัน เธอยังมีโอกาสซ้อมที่สนามแข่งจริงในกรุงลอนดอน โดยเธอเข้าแข่งขันในประเภทเป้าบิน บุคคลหญิง ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งเธออยู่ในอันดับที่ 11 และตกรอบคัดเลือก โดยมีคะแนนห่างจากอันดับที่ 6 ที่เป็นอันดับสุดท้ายที่ได้เข้ารอบเพียง 2 คะแนนภายหลังจากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 สุธิยา ได้เดินทางกลับมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555 และทราบข่าวเกี่ยวกับพ่อของเธอที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งอยู่ในอาการโคม่า

ก่อนที่จะเสียชีวิตในเช้าวันที่ 11 สิงหาคม โดยทางญาติได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ณ วัดถ้ำเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และก่อนที่จะทำการรดน้ำศพ สุธิยาได้ยิงปืนจำนวน 65 นัด ซึ่งเท่ากับอายุพ่อของเธอเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 สุธิยา เข้าแข่งขันยิงเป้าบินในรายการ อินเตอร์เนชันแนลกรังด์ปรีซ์ 2014 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศคูเวต โดยเธอได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการแข่งขันครั้งดังกล่าว และในปีเดียวกันนี้ เธอได้รับ 2 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน

กีฬายิงปืนในเอเชียนเกมส์ 2014 ทั้งในประเภทบุคคลหญิงและประเภททีมความฝันของนักกีฬาทุกคน คือ เหรียญทอง โดยเฉพาะการแข่งขันที่ถือได้ว่า เป็นสุดยอดของนักกีฬา “โอลิมปิกเกมส์” จุดมุ่งหมายสูงสุดที่หลายๆ ชนิดกีฬาใฝ่ฝันจะคว้าตั๋วไปแข่งขันแต่ไม่สามารถทำได้     แต่ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักแม่นเป้าสาวทีมชาติไทย ในวัย 35 ปี ที่สามารถคว้าโควตาไปแข่งขันยิงเป้าบิน “โอลิมปิกเกมส์” ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างวันที่ 23 ก.ค.-8 ส.ค.นี้ ในประเภทสกีตหญิง เป็นครั้งที่ 4 คว้าเหรียญทองมาหมดแล้วทั้งซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, ชิงแชมป์เอเชีย และเวิลด์คัพ ส่วนโอลิมปิก ได้อันดับ 5 ในปี 2008 ที่จีน“เนื่องจาก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายการการแข่งขันต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงไป ไม่สามารถจัดการแข่งขันและเดินทางไปแข่งขันได้เหมือนปรกติ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนมาถึงปีนี้อาจจะมีบางรายการที่จัดการแข่งขันได้แต่ไม่สามารถเดินทางไปแข่งได้ เพราะ  ณี

รอฉีดวัคซีนให้ครบ 2 เข็ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าพอไม่มีการแข่งขันเลย ก็รู้สึกเป็นช่วงที่แปลกๆ ไปบ้าง แต่ทุกคนบนโลกใบนี้ก็อยู่ใน สถานการณ์เช่นนี้ เช่นเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปด้วย อย่าง โอลิมปิก 2020” ก็เลื่อนมาแข่งในปี 2021 สำหรับ “ณี” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ชั่วโมงนี้ปรับตัวตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เหลือเวลาเตรียมตัวอีกเดือนกว่าๆ “ณี” จะพยายามตั้งใจฝึกซ้อมซึ่งจะโฟกัสอยู่ที่เพื่อการเตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน “โอลิมปิกเกมส์” รายการเดียวเท่านั้น”

“การฝึกซ้อม เน้นการซ้อมโดยรวมๆ ทั้งเรื่องของเทคนิค ทางด้านร่างกาย และสภาพจิตใจให้พัฒนาควบคู่กันไปค่ะ มีการฝึกซ้อมยิงเป้า และเวทเทรนนิ่ง แล้วก็ฝึกในเรื่องของจิตวิทยาการกีฬา ซึ่งเรื่องนี้ทำควบคู่กันมานานแล้วค่ะทั้ง 3 ด้าน ปรับไปตามสภาพของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

“ความพร้อมตอนนี้ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บ คงต้องคอยดูว่าโอลิมปิกจะจัดการแข่งขันออกมาในรูปแบบไหน ก็ต้องเตรียมความพร้อมไปตามการจัดการแข่งขัน “ณี” แข่งมา 20 ปีแล้ว พบมาทุกรูปแบบทั้งความผิดหวังและความสมหวัง ครั้งนี้ “ณี” พร้อมปรับตัวรับทุกสถานการณ์ ขอวางเป้าหมายจะพยายามทผลงานให้ดีที่สุด โดยไม่กดดันตัวเอง”

นี่คือ โอลิมปิกสมัยที่ 4 ของ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร ที่จะทำหน้าที่รับใช้ทีมชาติให้ดีที่สุด

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

นับตั้งแต่โลกของเราเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 วงการ กีฬา จำเป็นต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือให้ธุรกิจมูลค่ามหาศาลดำเนินต่อไปได้

หนึ่งในวิธีการที่เข้ามาช่วยเหลือและพยุงให้การแข่งขันกีฬาหลายกีฬาสามารถทำการ แข่งขัน จนจบลงด้วยดี ตลอดขวบปีที่ผ่านมา คือวิธีการจัดกีฬาแบบ Bubble หรือการแข่งขันกีฬาภายใต้สภาพแวดล้อมปิด เพื่อสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้กฎการกักตัวที่เข้มงวด และโปรโตคอลความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แก่นักกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

ลีกกีฬาที่นำวิธีการแบบ Bubble มาใช้ และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นต้นแบบแก่ผู้จัดกีฬาทั่วโลก คือการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2019-20 ที่ใช้จัดใน 8 เกมสุดท้ายของฤดูกาลปกติ รวมถึงเกมเพลย์ออฟ และนัดชิงชนะเลิศ ในพื้นที่ปิดซึ่งเรียกว่า NBA Bubble ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

Main Stand หยิบความสำเร็จของ NBA Bubble 2020 มาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า การจัดภายใต้สิ่งแวดล้อมปิดในแต่ละครั้ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และผลตอบแทนหลังจากทุ่มเงินมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้า คุ้มค่าหรือไม่กับเม็ดเงินที่หว่านลงไปในการสร้าง Bubble

ทุ่มงบมหาศาล เพื่อการแข่งขันที่ดีที่สุด

ย้อนกลับไปยังเดือนมีนาคม ปี 2020 เมื่อ NBA ประกาศยุติลีกชั่วคราว มีการคาดการณ์จากเว็บไซต์การเงินชื่อดังอย่าง Forbes ว่า NBA จะขาดทุนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หากไม่จัดการแข่งขันต่อจนจบ นำมาสู่มติเอกฉันท์ 29-1 เสียง ที่จะดำเนินการแข่งขันต่อภายใต้การจัดแบบ Bubble

แน่นอนว่า การจัดเกมกีฬาใน Bubble คือการแข่งแบบปิด และจะไม่มีผู้ชมเข้าสู่การแข่งขัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงไม่น้อยสำหรับ NBA เพราะ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในแต่ละฤดูกาล มาจากค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขัน และการใช้จ่ายในแมตช์เดย์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็น 0 เมื่อเลือกจัดการแข่งขันใน Bubble

แต่เพื่อสร้างการแข่งขันที่ดีที่สุด NBA ประกาศทุ่มเงินขั้นต่ำ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 พันล้านบาท เพื่อเป็นงบประมาณสร้าง NBA Bubble โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นค่าเช่าสถานที่จัดเกมการแข่งขันและที่พักนักกีฬา ซึ่ง NBA เลือกใช้ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ที่มีพร้อมทั้งสนามกีฬาและโรงแรมหรูไว้รองรับซูเปอร์สตาร์บาสเกตบอล

NBA เช่า 3 สนามแข่งขันใน ESPN Wide World of Sports Complex ซึ่งตั้งอยู่ในเขต วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ได้แก่ แอดเวนต์เฮลท์ อารีนา, เอชพี ฟิลด์ เฮาส์ และ วีซ่า แอธเลติก เซ็นเตอร์ ส่วนที่พักนักกีฬา NBA เช่า 3 รีสอร์ตที่ตั้งอยู่ในเขตดิสนีย์ โดยสองรีสอร์ต ได้แก่ Disney’s Grand Floridian Resort & Spa และ Disney’s Yacht Club Resort ที่เป็นรีสอร์ตแบบ Deluxe ส่วน Disney’s Coronado Springs Resort ซึ่งเป็นรีสอร์ตระดับกลาง ใช้รับรองนักกีฬาบางส่วนและสตาฟทั้งหมด

การเช่าสนามแข่งขันและที่พักแบบเหมาลำเช่นนี้ ช่วยให้ NBA สามารถคำนวณงบประมาณเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ทีเดียว นั่นคือ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นเงินมหาศาล โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ชมทางบ้าน และนักกีฬาที่กักตัวในพื้นที่จำกัด การสร้าง Bubble ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งในการแข่งขันและชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

งบอาจสูงเกิดคาด แต่ผลตอบแทนต้องคุ้มค่า

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2019-20 สิ้นสุดลง มีรายงานออกมาว่า NBA ใช้จ่ายเงินจากการสร้าง NBA Bubble 2020 ไปทั้งหมด 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มจากการประเมินเบื้องต้นถึง 40 ล้าน นั่นเป็นเพราะมีค่าใช้จ่ายอีกหลายด้านในการจัด Bubble แต่ละครั้ง

นอกจากค่าเช่าสนามแข่งขันและค่าเช่าที่พัก ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักของงบประมาณ NBA ยังต้องรับผิดชอบค่าอาหาร, ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 รายวัน, ค่าสนับสนุนการรักษาพยาบาล, ค่ารักษาความปลอดภัย, ค่าขนส่งสาธารณะภายใน และค่าอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง

หากไม่นับค่าตรวจเชื้อโควิด-19 ซึ่งต้องทำตามโปรโตคอลความปลอดภัยอยู่แล้ว NBA ใช้จ่ายไปกับการอำนวยความสะดวกแก่นักกีฬา (ซึ่งพร้อมจะส่งเสียงต่อต้านลีกตลอดเวลา) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการจัด Bubble โดยลีกเสียเงินไปกับการสร้าง เลาจ์สำหรับนักกีฬา ที่มีโทรทัศน์จำนวนมาก, ตู้เกมอาร์เคด, เกม NBA2K และโต๊ะปิงปอง

NBA ยังว่าจ้างเจ้าหน้าที่มาเข้าเวรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาแบบ VIP ซึ่งรวมถึงการว่าจ้างบุคคลภายนอกมาสร้างความบันเทิงพื้นฐานแก่นักกีฬา เช่น ดีเจ หรือ คนฉายหนัง ทั้งนี้ นักกีฬายังสามารถออกไปพายเรือ, ตกปลา, เล่นโบว์ลิ่ง หรือตีกอล์ฟตามอัธยาศัย

สำหรับค่าอาหารที่นักบาสเกตบอลหลายคนบ่นออกสื่อ แท้จริงแล้ว NBA เปิดโอกาสให้แต่ละทีมสามารถออกแบบเมนูอาหารตามต้องการ โดยพ่อครัวของ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต จะเป็นคนจัดหาให้ ยิ่งไปกว่านั้น อาหารทั้งสามมื้อในแต่ละวันจะถูกปรุงสดใหม่ และจะเพิ่มเป็น 4 มื้อ ในวันที่มีการแข่งขัน

ส่วนของการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล NBA เข้ามาช่วยเหลือด้วยการจัดหาคอร์สโยคะและสมาธิ เพื่อรักษาสุขภาพจิตของนักกีฬา ซึ่งรวมไปถึงการประกอบพิธีทางศาสนาแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้จิตใจของนักกีฬาสงบมากขึ้น ระหว่างถูกกักตัวในพื้นที่จำกัดของ NBA Bubble

งบประมาณที่พุ่งสูงเกินกว่าที่คาดในการดำเนินงาน NBA Bubble 2020 จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามมากพอ ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัด Bubble ก็ไม่ต่างจากการบริหารรัฐขนาดเล็ก ที่ประชาชน (ในที่นี่คือนักกีฬาและสตาฟ) ต้องมีความสุขขณะถูกกักตัว

NBA จึงไม่เพียงได้เงินจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากยกเลิกลีกกลับคืนมา แต่ยังสร้างแม่แบบในการจัดแข่งขันเกมกีฬาภายใต้ Bubble ที่ครอบคลุมทุกแง่มุม และใช้เงินทุกดอลลาร์อย่างคุ้มค่าที่สุด