ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

ปรากฏการณ์ความสวยงามบนพื้นน้ำในพาราลิมปิก

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป”

นี่คือประโยคจากปากของ เจียง ยูหยาน นักว่ายน้ำเหรียญทองชาวจีน ซึ่งเรื่องราวของเธอคงไม่พิเศษกว่านัก กีฬา รายอื่นเท่าไหร่นัก หากเด็กที่พูดประโยคข้างต้น ไม่เคยถูกผู้คนเรียกว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” 

เจียง ยูหยาน เคยเป็นเด็กโชคร้ายที่สูญเสียแขนและขาด้านขวา เนื่องจากอุบัติเหตุในวัยเด็ก แต่วันนี้เธอยืนหยัดในฐานะเจ้าของสถิติโลก และคว้าเหรียญทอง พาราลิมปิก เกมส์ ด้วยอายุเพียง 16 ปี … เธอก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

อุบัติเหตุเปลี่ยนชีวิต

เจียง ยูหยาน เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ปี 2004 เธอเติบโตขึ้นมาในจังหวัดเช่าซิง ทางตะวันออกของประเทศจีน ตามคำบอกเล่าของผู้คนที่เคยพบเห็นยูหยานในวัยเด็ก ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เธอเป็นเด็กร่าเริง สนุกสนาน และชอบออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนน

เมื่ออายุ 4 ขวบ ยูหยานซึ่งกำลังอยู่ในวัยซุกซนได้ที่ ออกไปวิ่งเล่นตามท้องถนนอย่างเคย แต่เรื่องราวไม่คาดฝันกลับเกิดขึ้น เมื่อรถบรรทุกคันหนึ่งวิ่งมาด้วยความประมาท คนขับรถมองไม่เห็นเด็กตัวน้อยที่กำลังเดินเล่นอยู่บนท้องถนน ยูหยานถูกชนเข้าอย่างจัง ซ้ำราย แขนและขาด้านขวาของเธอ ถูกบดทับจนแหลกละเอียดโดยล้อรถคันดังกล่าว

หวัง ฉีฟาง คุณแม่ของยูหยานหัวใจแตกสลายทันทีที่เห็นลูกน้อยครวญครางด้วยความเจ็บปวด เคราะห์ดีที่เธอยังมีสติมากพอจึงรีบนำตัวยูหยานไปส่งโรงพยาบาลได้ทัน แต่ถึงแม้จะช่วยชีวิตลูกสาวสุดที่รักไว้ได้ คุณหมอจำเป็นต้องแจ้งข่าวร้ายให้ครอบครัวทราบว่า ทีมแพทย์จำเป็นจะต้องตัดแขนและขาข้างขวาของยูหยาน เพื่อรักษาชีวิตของเธอไว้

“ลูกสาวสุดที่รักของฉันต้องกลายเป็นคนพิการ มันรู้สึกเหมือนฟ้ากำลังถล่มลงมา ตอนนั้นฉันไม่รู้เลยว่าเธอจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร ?” คุณแม่ของยูหยานเปิดใจถึงอุบัติเหตุที่เกือบทำลายชีวิตลูกสาวของเธอ

นับจากอุบัติเหตุในวันนั้น ชีวิตของยูหยานต้องเจอกับความยากลำบากกว่าที่เด็กวัย 4 ขวบคนหนึ่งจะรับไหว เธอเดินเข้าออกโรงพยาบาลอีกหลายครั้ง เพื่อทำการผ่าตัดรักษากระดูกส่วนเกินที่ยังเหลือในแขนและขาด้านขวา ยิ่งกว่านั้น ร่างกายของเธออ่อนแอลงมาก ความร่าเริงที่เธอเคยมี ดูเหมือนจะหายไปจากตัวของยูหยาน

เนื่องจากความเป็นกังวลของผู้เป็นแม่ที่แสดงออกมาให้เห็นชัดเจน คุณหมอที่ทำการรักษายูหยานจึงแนะนำให้ฉีฟางพาลูกสาวของเธอไปเข้าคอร์สฝึกฝนกีฬาว่ายน้ำ โดยคุณหมอแนะนำว่า กีฬาว่ายน้ำจะช่วยให้จิตใจของยูหยานฟื้นฟู และเร่งการเจริญเติบโตของร่างกาย

ฉีฟางทำตามคำแนะนำของคุณหมอ เธอพายูหยานในวัย 8 ขวบลงสระว่ายน้ำเป็นครั้งแรก แม้จะมีแขนและขาเพียงข้างเดียว ในใจของเธอจินตนาการถึงภาพลูกสาวที่จะกลับมาเป็นเด็กร่าเริงอีกครั้ง โดยไม่รู้เลยว่า ลูกสาวของเธอจะสร้างประวัติศาสตร์ กลายเป็นนักว่ายน้ำเจ้าของเวลาสถิติโลกในเวลาต่อมา

จากตัวประหลาด สู่เจ้าของเวลาสถิติโลก

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เด็กหญิงผู้มีแขนขาเพียงข้างเดียว จะแหวกว่ายบนพื้นน้ำเหมือนคนปกติทั่วไป แต่โลกในศตวรรษที่ 21 ก้าวไปไกลเกินกว่าที่ข้อจำกัดของร่างกายจะขัดขวางศักยภาพของมนุษย์ มีครูสอนว่ายน้ำมากมายบนโลกที่รู้วิธีฝึกฝนผู้พิการให้เป็นสุดยอดนักกีฬา ยูหยานจึงเริ่มต้นว่ายน้ำ และหวนคืนความสนุกแก่ชีวิตอีกครั้ง

อุปสรรคร้ายกาจที่สุดซึ่งขัดขวางยูหยานและความสำเร็จที่รอเธออยู่ข้างหน้า ไม่ใช่พื้นน้ำหรือธรรมชาติ แต่เป็นจิตใจของมนุษย์ที่คับแคบ และไม่เห็นว่าผู้คนที่แตกต่างไปจากปกติเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ยูหยานต้องทนฟังคำดูถูกจากคำพูดของเด็กร่วมสระว่ายน้ำที่เรียกเธอว่า “ตัวประหลาดครึ่งคน” และไล่เธอออกจากสระว่ายน้ำด้วยความรังเกียจ

ยูหยานแสดงให้เห็นว่าคนเราไม่สามารถตัดสินกันได้ด้วยรูปลักษณ์ภายนอก จิตใจของเธอแข็งแกร่งกว่าคนปกติทั่วไปหลายเท่านัก เธอนำแรงดูถูกที่ได้รับมาเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน ยูหยานฝึกฝน ฝึกฝน และฝึกฝน ไม่นานนัก ยูหยานจึงกลายเป็นเด็กที่ว่ายน้ำเก่งที่สุดในสระแห่งนั้น แม้เธอจะมีแขนและขาน้อยกว่าคนอื่นอย่างละหนึ่งข้างก็ตาม

“เด็กบางคนร้องไห้เพราะสำลักน้ำ และไม่ต้องการจะว่ายน้ำอีกต่อไป แต่หนูไม่เคยเป็นแบบนั้น เพราะหนูแค่พยายามพัฒนาตัวเอง แล้วเดินหน้าต่อไป” เจียง ยูหยาน กล่าวถึงแรงผลักดันที่ทำให้เธอเป็นสุดยอดนักกีฬา

เมื่อเห็นความตั้งใจของลูกสาว ฉีฟางจึงเริ่มพายูหยานตระเวนแข่งขันว่ายน้ำในประเทศจีน จนสามารถคว้าแชมป์แห่งชาติมาครองได้สำเร็จในปี 2011 ก่อนก้าวไปประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ด้วยการคว้าเหรียญทองจากมหกรรมกีฬาเอเชี่ยนพาราเกมส์ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2018 ส่งผลให้ชื่อของยูหยานเริ่มถูกพูดถึงในวงการว่ายน้ำระดับโลก

ยูหยานไม่เสียเวลามากในการสร้างชื่อเสียงของตนให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยวัยเพียง 14 ปี นักว่ายน้ำชาวจีนรายนี้สามารถกวาด 3 เหรียญทองจากการแข่งขันประเภทฟรีสไตล์ 100 เมตร, ฟรีสไตล์ 400 เมตร, ผีเสื้อ 50 เมตร และ 2 เหรียญทองแดงจากประเภทฟรีสไตล์ 50 เมตร และกรรเชียง 100 เมตร

แค่การคว้าแชมป์โลก 3 ประเภทด้วยวัย 14 ปี ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว แต่ยูหยานยังทำให้โลกหันมามองด้วยการจารึกสองเวลาสถิติโลกในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร และผีเสื้อ 50 เมตร ด้วยเวลา 5 นาที 13.32 วินาที และ 34.86 วินาที ตามลำดับ

ความมหัศจรรย์ที่สุดของเธออยู่ที่เวลาสถิติโลกในประเภทผีเสื้อ ซึ่งเป็นรองเวลาสถิติโลกของบุคคลทั่วไปเพียง 10 วินาที เท่านั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก หากพิจารณาจากสรีระร่างกายของยูหยาน ที่ว่ายน้ำด้วยแขนขาเพียงข้างเดียว แต่กลับทำเวลาได้ไม่แพ้คนปกติเลย

ชีวิตอีกด้านในสระน้ำ

เมื่อพูดถึงเคล็ดลับความสำเร็จของยูหยาน ส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นการฝึกซ้อมอย่างหนัก เธอเปิดเผยว่า ตัวเองใช้เวลาในสระว่ายน้ำเฉลี่ยวันละ 5 ชั่วโมง และต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่าวันละ 10 กิโลเมตร ด้วยการว่ายน้ำที่หนักขนาดนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอจะประสบความสำเร็จตั้งแต่วัยเยาว์

เคล็ดลับสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ยูหยานผลักดันตัวเองจนเป็นนักว่ายน้ำฝีมือดีได้ ที่แม้แต่คนปกติทั่วไปยังให้การยอมรับในความสามารถ คือความรู้สึกเป็นอิสระที่เธอได้สัมผัสยามแหวกว่ายบนพื้นน้ำ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ยูหยานไม่เคยรู้สึกมาก่อนเลย นับตั้งแต่วันที่เธอสูญเสียแขนและขาจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น

“คุณไม่จำเป็นต้องใช้ไม้ค้ำยันหรือขาเทียมในน้ำ ฉันสามารถใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายกำหนดทิศทางและเป้าหมายที่ฉันอยากเดินทางไปได้ด้วยตัวเอง” ยูหยาน เปิดใจถึงความรู้สึกยามใช้ชีวิตบนพื้นน้ำ

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยูหยานได้รับฉายาว่า “Flying Fish” เพราะความสวยงามยามเธอแหวกว่ายในสระว่ายน้ำ ไม่ต่างจากปลาที่ปราศจากแขนขา แต่กลับโบยบินอย่างสวยงามไม่ต่างจากนกบนท้องฟ้า แสดงให้เห็นถึงอิสรภาพของยูหยาน ที่สามารถเคลื่อนไหวตามใจต้องการ ตราบใดก็ตามที่เธออยู่บนพื้นน้ำ

ในวันที่ยูหยานเดินทางสู่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแข่งขันพาราลิมปิกเกมส์ 2020 หญิงสาววัย 16 ปี ยอมรับถึงความประหม่าที่จะได้กลับลงสู่การแข่งขันเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี แต่อีกใจหนึ่ง เธอก็มีความสุขมากที่จะได้กลับไปสู่โลกของเธออีกครั้ง

เมื่อการแข่งขันจบลง ยูหยาน สามารถคว้าเหรียญทองในประเภทผีเสื้อ 50 เมตรมาครอง พร้อมกับทำลายสถิติโลกของตัวเองลงได้ด้วยเวลา 34.56 วินาที ในการแข่งขันรอบคัดเลือก ซึ่งยูหยานได้เปิดใจถึงความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งอาจหมายถึงจุดเปลี่ยนสำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเธอในอนาคต

“นี่คือประสบการณ์พาราลิมปิกครั้งแรกของฉัน และในแง่ของเป้าหมายส่วนตัว มันคือการเสริมสร้างความมั่นใจในตัวเอง แน่นอนว่า มันน่าตื่นเต้นมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฉันคิดว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ในชีวิตของฉัน”

ยูหยานกำลังบอกใบ้ถึงการวางมือของเธอหรือไม่ ? แม้จะมีการยืนยันจากสื่อในประเทศจีนว่า ยูหยานถือเป็นเด็กเรียนดีและทำข้อสอบได้คะแนนเต็ม 100 แต้ม ในวิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นประจำ ไม่แน่ว่าความสำเร็จในพาราลิมปิกเกมส์ อาจเป็นจุดสูงสุดของเธอในฐานะนักกีฬาคนพิการ ก่อนจะหันหลังกลับไปใช้ชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงร่วมกับคนปกติทั่วไปอีกครั้ง

“สำหรับคุณมันอาจดูเหมือนเป็นเวลาสั้น ๆ แต่สำหรับฉันมันคือตลอดกาล” ประโยคที่ยูหยานบอกกับผู้สื่อข่าวหลังคว้าเหรียญทองพาราลิมปิก บอกอะไรเราได้หลายอย่าง…

แต่ไม่ว่าเธอจะหมายความมันว่าอะไร ยูหยานแสดงให้เห็นแล้วว่า ผู้พิการทางร่างกายสามารถประสบความสำเร็จและมีความสุขกับชีวิตของตัวเองได้หากมีจิตใจที่เข็มแข็ง และพร้อมที่จะพุ่งไปยังเป้าหมายที่ตั้งมั่นไว้ด้วยความตั้งใจที่แท้จริง

ดาร์เรน แคมป์เบลล์ นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก

ดาร์เรน แคมป์เบลล์ นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก

ดาร์เรน แคมป์เบลล์ นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก

ดาร์เรน แคมป์เบลล์ นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก

“มันเหมือนกับผมใช้ชีวิตอยู่ในโลกสองใบที่แตกต่างกัน” ดาร์เรน แคมป์เบลล์ กล่าว

“ผมมีโลกนี้ที่เป็นนักกรีฑา และมีอีกโลกกับเพื่อนของผม กับคนที่โตมาด้วยกัน พวกเขาปกป้องผม ผมจึงต้องปกป้องพวกเขา” 

เขาคือนักวิ่งประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร ด้วยดีกรีเหรียญทองระดับยุโรปและระดับโลก รวมทั้งเหรียญทองใน โอลิมปิก จนได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษชั้น MBE

เติบโตจากย่านเสื่อมโทรม

มีคนเคยบอกไว้ว่า “คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกเส้นทางของตัวเองได้” และชีวิตของ ดาร์เรน แคมป์เบลล์ ก็ดูเหมือนจะเป็นแบบนั้น เขาเกิดในย่านเซล เมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ และเติบโตขึ้นมาในแฟลตเอื้ออาทร ด้วยการเลี้ยงดูของ มาร์วา ซึ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว

อันที่จริง เขามีชื่อตอนเกิดว่า ดาร์เรน แกรนท์ ตามนามสกุลของพ่อ แต่การที่พ่อจากไปตั้งแต่เขายังไม่รู้ความ แถมกว่าจะได้พบกันครั้งแรกก็ปาเข้าไปตอนเขาอายุ 13 ปีแล้ว ทำให้ ดาร์เรน เอาคืนด้วยการเปลี่ยนมาใช้ แคมป์เบลล์ ซึ่งเป็นนามสกุลของแม่

โลกสองใบที่ต่างกัน 

แม้ว่า แคมป์เบลล์ จะมีชีวิตในวัยเด็กที่อัตคัด แต่เขาก็มีพรสวรรค์ในการเล่นกีฬาเป็นสิ่งทดแทน ด้วยรูปร่างที่กำยำ ทำให้เขาโดดเด่นทั้ง ฟุตบอล และกรีฑา และมีความฝันว่าวันหนึ่งเขาจะไปโชว์ฝีไม้ลายมือในโอลิมปิกให้ได้

จุดเริ่มต้นของความฝันเกิดขึ้นในปี 1984 เมื่อ แคมป์เบลล์ ได้เห็น คาร์ล ลูอิส นักกรีฑาผิวดำชาวอเมริกัน กวาด 4 เหรียญทองจากการแข่งขัน วิ่ง 100 เมตร วิ่ง 200 เมตร วิ่งผลัด 4×100 เมตร และกระโดดไกล ในโอลิมปิก ที่ลอสแอนเจลิส

อันที่จริงในตอนนั้น เขาก็เป็นนักวิ่งอนาคตไกล เมื่อถูกแม่ส่งมาเรียนที่ Sale Harriers ซึ่งเป็นสถาบันฝึกนักกรีฑาโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1980 หลังได้เห็นผลงานอันน่าทึ่งของ ดาร์เรน ในกีฬาสีของโรงเรียน

หวิดสิ้นชื่อ 

แคมป์เบลล์ ยังใช้ชีวิตแบบโลกสองใบต่อไปเรื่อย ๆ ด้านกรีฑาเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จนก้าวขึ้นไปติดทีมเยาวชนของสหราชอาณาจักร ก่อนจะคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้ถึง 2 เหรียญ ในกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ที่กรีซ ในปี 1991

ส่วนชีวิตชาวแก๊ง ก็ยังดำเนินไปอย่างที่เคยเป็นมา เขามักจะใช้เวลาว่างหลังการฝึกซ้อมไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนชาวแก๊งที่ตอนนี้ขยายใหญ่ขึ้น หลังไปจับมือกับแก๊งอื่น หรือบางครั้งก็ยกพวกต่อยตีกับแก๊งฝั่งตรงข้ามอยู่เป็นประจำ

แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เขาเกือบเหลือแค่ชื่อ เมื่อครั้งหนึ่งเขาดันไปเจอกับแก๊งคู่อริ ที่อาร์นเดล เซ็นเตอร์ ห้างสรรพสินค้าในเมืองแมนเชสเตอร์ แต่อีกฝั่งหนึ่งมีอาวุธ สิ่งที่เขาไม่มีติดตัวในขณะนั้น และกลายเป็นหนึ่งในประสบการณ์เฉียดตายที่สุดครั้งหนึ่งของเขา

การเสียชีวิตของคนใกล้ตัว ทำให้ แคมป์เบลล์ กลับมาทบทวนอนาคตของตัวเองอีกครั้ง แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากที่ต้องเอาตัวเองออกไปจากมิตรสหายที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก แต่เขาก็ต้องทำ เพราะไม่อย่างนั้น วันหนึ่งอาจจะเป็นตัวเขาเองที่เป็นคนนอนอยู่ในโลง

ชีวิตใหม่ที่ไม่มีชาวแก๊ง 

นี่อาจจะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ แคมป์เบลล์ ต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีเพื่อนร่วมแก๊ง แต่มันอาจจะเป็นเรื่องดี เมื่อมันทำให้เขามีเวลาฝึกซ้อมมากขึ้น ก่อนจะเฉิดฉายในศึกกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์โลก 1992 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ด้วยการคว้าเหรียญทองในรายการวิ่งผลัด 4×100 เมตร รวมถึงอีก 2 เหรียญเงิน ในรายการวิ่ง 100 และ 200 เมตร

ผลงานที่โดดเด่น ทำให้ แคมป์เบลล์ ได้รับข้อเสนอมากมาย และตัดสินใจเลือกไปอยู่กับ มัลคอล์ม อาร์โนลด์ ที่เป็นโค้ชของ โคลิน แจ็คสัน นักกระโดดข้ามรั้วเหรียญเงินโอลิมปิก 1988 ซึ่งทำให้เขาต้องย้ายไปอยู่เมืองนิวพอร์ต ทางตอนใต้ของเวลส์

เขามากินอยู่หลับนอนกับครอบครัวของโค้ชอาร์โนลด์ ที่เปลี่ยนเขาจากดาวเด่นสมัยเยาวชนมาเป็นนักกรีฑาอย่างเต็มตัว และได้รับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรก หลังถูกเลือกติดทีม 4×100 เมตร สหราชอาณาจักร ในศึกชิงแชมป์โลก ที่เมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมัน ในปี 1993

แคมป์เบลล์ บอกว่าในตอนนั้นเขาจิตใจย่ำแย่อย่างหนัก จนถึงขนาดต้องพึ่งพายาเสพติดในช่วง 2 ปีนั้น แต่สุดท้ายเขาก็รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุด จึงตัดสินใจเลิกยา และหวนกลับมาซ้อมกรีฑาอีกครั้งในปี 1995 จนติดทีม 4×100 เมตร ผ่านเข้าไปเล่นในโอลิมปิก 1996 ที่แอตแลนตา ประเทศสหรัฐอเมริกา

ทว่า ไม่มีปาฏิหาริย์สำหรับตัวเขา เมื่อทีมสหราชอาณาจักรทำไม้ตกในรอบรองชนะเลิศ หมดสิทธิ์เข้าไปชิงเหรียญทองอย่างน่าเสียดาย แต่ครั้งนี้ แคมป์เบลล์ ไม่เหมือนคราวก่อนแล้ว เขาใช้ความผิดหวังเป็นแรงผลักดันเพื่อก้าวต่อไป

อันที่จริง แคมป์เบลล์ ถือเป็นนักล่าเหรียญตัวยง เพราะนอกจากเหรียญทองในโอลิมปิกแล้ว เขายังเป็นเจ้าของเหรียญทองแดงวิ่ง 100 เมตร ในการแข่งขันชิงแชมป์โลก 2003 เหรียญทองวิ่งผลัด 4×100 เมตร ในกรีฑาชิงแชมป์ยุโรป 2006 และเหรียญเงินในรายการวิ่ง 100 เมตรของปี 2002

เขาคือหนึ่งในนักวิ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของสหราชอาณาจักร และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งจักรวรรดิอังกฤษชั้น MBE ในปี 2005 แต่ภายใต้ความสำเร็จนี้ สิ่งที่เขาให้เครดิตมากที่สุดคือชีวิตในวัยเด็ก ที่เป็นเสมือนพลังพิเศษสำหรับเขา

 

 

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้าในโอลิมปิก

แฟนกีฬาจะได้เห็นดอกไม้งามแห่งวงการ กรีฑา โลก อย่าง อลิก้า ชมิดท์ นางฟ้านักกรีฑาชาวเยอรมัน วัย 22 ปี ใน โอลิมปิก โตเกียว 2020 นี้อย่างแน่นอน ในฐานะนักวิ่ง 4X400 ม.หญิง ของทีมชาติเยอรมัน หลังเจ้าตัวยืนยันเตรียมลุยโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกในชีวิต

สำหรับ อลิก้า ชมิดท์ สาวสวยเซ็กซี่ นัยน์ตาคม ถือเป็นหนึ่งในนักกีฬาสาวสวยอีกหนึ่งราย ที่มีแฟนๆติดตามอย่างล้นหลามโดยในอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ มีผู้ติดตามมากถึง 1.7 ล้านคน

ส่วนเวลาว่างนอกเหนือจากการฝึกซ้อม เธอยังรับงานในวงการบันเทิง โดยเป็นทั้งนางแบบ พรีเซนเตอร์สินค้า อีกทั้งยังเคยถูกทาบทาบมาร่วมงานโฆษณากับบรรดานักเตะ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังในบุนเดสลีกา ในฐานะที่มีสปอนเซอร์เป็นสินค้าค่ายเดียวกัน

เชื่อว่าแฟนกีฬาหนุ่มๆหลายคน น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาเธอไม่น้อย สำหรับ อลิกา ชมิดท์ นักวิ่งสาวดาวรุ่งชาวเยอรมนี  ยกให้เป็นนักกรีฑาที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกมาแล้ว หลังเธอชอบถ่ายรูปอวดเรือนร่างสุดเอ็กซ์ให้แฟนๆได้ฮือฮาอยู่เสมอ

สำหรับลมกรดสาววัย 22 ปี เริ่มเป็นที่รู้จักหลังสามารถคว้าเหรียญเงิน รายการวิ่งผลัด 4×400 เมตร ในศึกกรีฑาชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี เมื่อช่วงซัมเมอร์ปี 2017 ก่อนที่ในเดือนกรกฎาคม 2019 เธอกับเพื่อนลมกรดหญิงเมืองเบียร์ จะคว้าเหรียญทองแดง วิ่งผลัด 4×400 เมตร กรีฑาชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุต่ำกว่า 23 ปี มาครองได้สำเร็จ

ทั้งนี้ ชมิดท์ เป็นดาวรุ่งที่น่าจับตามองของแดนอินทรีเหล็ก ระยะที่เธอถนัดได้แก่ 200, 400 เมตร ทั้งทางตรงและข้ามรั้ว รวมถึงระยะ 800 เมตร ซึ่งเตรียมเข้าร่วมแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่จะมีขึ้นในอีกราวสองเดือนข้างหน้า นอกจากนี้ เธอยังเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์กีฬายี่ห้อดังอย่าง พูม่า อีกด้วย

แน่นอนว่าด้วยหน้าตาสะสวยระดับดารา ประกอบกับหุ่นนักกีฬาที่เป็นนางแบบได้สบายของเธอ ทำให้ เพลย์บอย (Playboy) นิตยสารเซ็กซี่ชื่อดังระดับโลก ได้ลองพยายามติดต่อทาบทาม พร้อมทุ่มไม่อั้น จีบสาวชมิดท์มาร่วมงานให้ได้ แต่อย่างไรก็ดี ชมิดท์ก็ยืนยันเสียงแข็ง ตอบปฏิเสธไปทุกรอบ

“มีผู้หญิงคนอื่นที่น่าดึงดูดกว่ามากมาย โดยเฉพาะในอินสตาแกรม ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงโดนพวกเขา (Playboy) ติดต่อหลายครั้งขนาดนี้ แต่ส่วนตัวแล้ว ฉันขอทุ่มเทให้อาชีพนักกีฬาเหนือสิ่งอื่นใด” ชมิดท์ กล่าว

สำหรับหนุ่มๆ หรือสาวกวงการรันนิ่ง สามารถติดตามเธอได้ทางอินสตาแกรมส่วนตัว  alicasmd  ซึ่งตอนนี้มีคนติดตามมากกว่า 1.6 ล้านคนเลยทีเดียว

ปัจจุบัน เอลิก้า อายุ 22 ปี เธอทำงานเป็นโค้ชฟิตเนส ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ทีมดังแห่ง บุนเดสลีกา เยอรมัน ส่วนผลงานกรีฑา เธอโด่งดังมาตั้งแต่ยังเป็นนักกีฬาเยาวชน เมื่อสามารถคว้าเหรียญเงินจากการแข่งกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ในประเภทวิ่งผลัด 4X400 เมตรหญิง เมื่อปี 2017

แม้เป็นแค่เหรียญเงิน และเป็นการวิ่งผลัด แต่ความสวยและเซ็กซี่ทะลุเกินพิกัด กระทั่งสื่อเยอรมันนำไปเผยแพร่จนเป็นที่รู้จักและถูกใครต่อใครพากันชื่นชมถึงความสวย จนสื่อของออสเตรเลียอย่าง “Busted Coverage” ให้สมญานามต่อท้ายชื่อของเธอว่า “The Sexiest Athlete in the World”

ด้วยฉายาที่ได้รับในฐานะนักกรีฑาที่สวยเซ็กซี่ที่สุดในโลก แน่นอนว่าจากความโด่งดังจึงมีวงการมายาที่เข้ามาทาบทามทั้งการแสดง นางแบบหรือภาพยนตร์ แต่ดูเหมือน “เอลิก้า ชมิดท์” ไม่ให้ความสำคัญมากนัก เธอยังมุ่งมั่นในเรื่องการวิ่ง และอีก 2 ปีต่อมา “ชมิดท์” สร้างฝันต่อเนื่อง เมื่อได้เหรียญทองแดงจากการแข่งกรีฑาเยาวชนชิงแชมป์ยุโรป ในประเภทวิ่งผลัด 4X400 เมตรหญิง ตามด้วยเหรียญเงิน วิ่งผลัด 4X400 เมตรหญิง ในรายการแข่งขันกรีฑาชิงแชมป์ยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ได้อีกด้วย

 

หลังพ้นวัยทีนด้วยรูปร่างหน้าตาที่สะสวยราวกับนางแบบ นิตยสารชื่อดังสำหรับท่านชาย “เพลย์บอย” มองเห็นแววถึงกับอดทนไม่ไหวจึงส่งเทียบเชิญให้เธอมาร่วมงานด้วย ทว่า ชมิดต์ ตอบปฏิเสธ เพราะเธอมีจุดยืนและแน่วแน่ในเส้นทางของตัวเอง คือการวิ่งที่เธอมุ่งมั่นจนติดทีมชาตเยอรมัน พร้อมให้สัมภาษณ์ออกสื่อถึงการทาบทามของ “เพลย์บอย” ว่า “ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้รับเลือก มีผู้หญิงเป็นพันๆ คนบนอินสตาแกรมที่ดูดีและน่าสนใจ” พร้อมทิ้งท้ายอย่างคมกริบ “สำหรับฉัน กีฬาต้องมาก่อนเสมอ”

เชื่อว่าในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2020 หนนี้ ชมิดต์ จะเป็นเป้าสายตาของหนุ่มๆในลู่วิ่งอย่างแน่นอน โดยการแข่งขันกรีฑา จะเริ่มในวันที่ 30 ก.ค. 64 นี้

 

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬา ONE Championship

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬาONEChampionship

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬาONEChampionship

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ผู้ก่อตั้งรายการกีฬาONEChampionship

ชื่อของ “ชาตรี ศิษย์ยอดธง” นักธุรกิจลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่นอาจไม่เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยมากนัก เนื่องจากหากย้อนกลับไปหลังพิษเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในช่วงปี 2540 เขาต้องระหกระเหินไปใช้ชีวิตที่อเมริกาพร้อมกับคุณแม่ชาวญี่ปุ่นและน้องชายเนื่องจากคุณพ่อทอดทิ้งไปแบบไม่ใยดี ความหวังเรื่องอนาคตใหม่ที่อเมริกายากเย็นแสนเข็ญ บ่อยครั้งเขา แม่และน้องชายกอดคอกันร้องไห้เพราะมองไม่เห็นฝั่งฝัน

แต่เพราะหัวใจนักสู้ที่เขาบอกว่าซึมซับจากการหัดเล่น “ มวยไทย ” ที่เมืองไทยตั้งแต่เด็ก ทำให้เขาฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ จนปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจ อีโวลฟ์ MMA* (Evolve Mixed Martial Arts) และผู้ก่อตั้งรายการ กีฬา  ONE Championship* ที่มีคนดูการถ่ายทอดสดเยอะที่สุดของเอเชีย

นี่คือชีวิตจริงของคนสู้ชีวิตที่ Sanook! Men อยากให้ทุกคนรู้จักเขามากยิ่งขึ้น และเพราะสาเหตุใดเขาจึงก้าวผ่านความลำบากต่างๆ มากมาย และก้าวขึ้นสู่การเป็นนักธุรกิจหมื่นล้านได้ทั้งๆ ที่ต้นทุนชีวิตติดลบ

ยกที่ 1 ครอบครัวแตกแยก อดมื้อกินมื้อ ไร้อนาคต
สมัยก่อนพ่อเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์อยู่แถบภาคตะวันออกของประเทศไทย ตอนนั้นผมอายุประมาณ 13-14 จำได้ว่าบ้านเราเป็นครอบครัวที่มีกิน สุขสบาย มีคนขับรถ มีทุกอย่าง แต่พอเจอพิษเศรษฐกิจปี 2535และปี 2540 ก็เลยล้มหมดทุกอย่าง ชีวิตเริ่มลำบาก แม่เลยบอกว่าผมต้องไปอเมริกาจะได้มีอนาคต เราก็เลยตัดสินใจไปอเมริกา ชีวิตที่นั่นไม่ได้สบาย ลำบากมากได้กินข้าววันละมื้อ ใช้เงินแค่ 4 เหรียญต่อวัน ปั่นจักรยานส่งอาหาร ทำงาน ได้นอนวันละ 3-4 ชั่วโมง และก็สอนมวยชาวต่างชาติที่เขาชอบมวยไทย

เพราะตอนอยู่เมืองไทยผมชอบไปเล่นๆ กับเพื่อนๆ ที่ค่ายศิษย์ยอดธงเลยทำให้ได้วิชามวยติดตัวมาเลยเอาความรู้ตรงนี้มาหาเงินด้วย ผมอยากช่วยครอบครัวด้วย น้องชายก็ไม่มีเงินและก็ต้องดูแลแม่เราลำบากมาก บางครั้งแอบเห็นคุณแม่อดแม่บอกไม่หิวเพื่อให้เราได้กินอิ่ม ช่วงนั้นผมร้องไห้บ่อยมาก ภาพนั้นยังติดตา ร้องไห้เพราะไม่มีอนาคต บ้านไม่มี ไม่มีทางออก มันเหนื่อยมากแต่ก็บอกตัวเองว่าต้องสู้เราโดนทิ้งจากพ่อและถูกผลักให้กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวแบบไม่ได้ตั้งตัวช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตยากลำบากมาก

ยกที่ 2 ความดื้อรั้นกอบกู้ชีวิต
ผมเรียนจบปริญญาตรี B.A. in Economic เศรษฐศาสตร์ จาก Tufts University และก็มาต่อปริญญาโท MBA ที่ Harvard Business School ที่ผมมีเงินเรียนเพราะไปขอทุนที่อเมริกา ใครที่สอบติด Harvard ก็ไปยื่นขอทุน และที่เรียนต่อโทเพราะคนอเมริกาเขารู้ว่าใครเรียน MBA Harvard นั้นเป็นอันดับหนึ่งของโลกคุณจะทำงานที่ไหนก็ได้ทุกบริษัทอยากได้ไปร่วมงาน เราจะมีโอกาสมากขึ้น และหลังจากเรียนที่ Harvard สองปีแม่บอกว่าอยากให้ทำงานปกติกับบริษัท

แต่ผมรู้สึกอยากสร้างบริษัทของเองมากกว่า โดนแม่ห้ามไม่ให้ทำเพราะเราเคยล้มมาแล้วเคยมีบทเรียนกับมันแล้ว และเราจนเราไม่มีเงินด้วยแม่กลัวมากๆ แต่ผมก็เลือกทำเลยไปยืมเงินและหาเงินมาประมาณ 1000- 2000 เหรียญและสร้างบริษัท Internet Software ทำไปซักระยะก็ขายหุ้นให้พาร์ทเนอร์ไป ได้เงินมา 300- 400 ล้านบาท และก็มาทำงานด้านการลงทุนธุรกิจการเงินการลงทุนแห่ง Wall Street ใช้เวลากว่า 10 ปีกว่าจะตั้งตัวได้

ยกที่ 3 กลับสู่วงการหมัดมวย
สำหรับผมคุณแม่เป็นแรงผลักดันให้เสมอ ท่านมักจะพูดบ่อยๆ ว่า “ชาตรีเป็นคนพิเศษ ยูทำได้ และหากมีโอกาสต้องช่วยโลกให้โอกาสกับทุกคน” ตอนอายุ 19 ผมเขียนฝันในกระดาษ ค่ายมวยคือสิ่งที่ 3 ที่ผมอยากทำ ผมอยากมีค่ายที่ดูแลนักมวยจริงๆ เพราะว่าเจอสิ่งที่ไม่ค่อยโอเคเยอะ อย่างบางคนเป็นแชมป์มีเงินมาก มีศักดิ์ศรีพอเลิกกลายเป็นคนจนทันที มักจะโดนคนในวงการโกง ผมเคยถามตัวเองว่าเราอายุ 35-36 แล้วมีเงินหลายพันล้านจากการทำธุรกิจ

เรามีเงินมากขึ้น แต่ทำไมรู้สึกไม่มีความสุข เรามีบ้าน เรามีรถหลายคันเหมือนคนอื่นแต่ชีวิตไม่ค่อยมีความหมาย เลยกลับมาเอเชียแล้วก่อสร้าง Evolve MMA ที่สิงคโปร์ เป็นองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดและมีแชมป์โลกในสังกัดมากที่สุดในโลก ครูสอนได้รับการรับรองจากหลายสถาบันแนวหน้า ผมก็เริ่มสร้าง ONE Championship เป็นสปอร์ตเอ็นเตอร์เทนเมนท์ บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ถ่ายทอดสดไป 70 ประเทศประมาณ 1 พันล้านครัวเรือนทั่วโลก ผมมาคิดว่าทำไมเอเชียเราถึงไม่มี อย่างอเมริกา มี NFL NBA เอเชียไม่ค่อยมีอะไรทั้งๆ ที่เอเชียมีศิลปะการป้องกันตัวที่มีประวัติมากมาย มีคาราเต้ เทควันโด กังฟู มวยไทย ทุกประเทศมีศิลปะป้องกันตัว ตรงนี้นอกจากเป็นโอกาสธุรกิจแล้วมวยไทยช่วยผมจากคนจนให้เป็นนักธุรกิจได้จนถึงทุกวันนี้

ยกที่ 4 บทเรียน ข้อคิด กับชีวิตชนะน๊อค
การทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จของผมมี 5 อย่าง อย่างที่ 1 คุณต้องทำสิ่งที่คุณรักอยู่ในใจเพราะไม่ว่าคุณจะลำบากแค่ไหนถ้าจะตายก็ยังได้ทำในสิ่งที่คุณรักและชอบ อย่างที่ 2 คุณต้องมีต้นแบบชีวิตให้ตัวเองถ้าคุณอยากรวย อยากเป็นแชมป์มวย ต้องทำยังไงคุณต้องทำอย่างไรต้องศึกษาต้นแบบชีวิตที่คุณอยากเป็นเหมือนเขาหามาซัก 4-5 คนแล้วค้นหาชีวิตของเขาแต่ถ้าเกิดมีโอกาสคุณต้องลองคุยกับเขาด้วย อย่างที่ 3 ในทุกวันที่คุณตื่นเช้าคุณต้องคิดว่าชีวิตเราต้องพยายามโตขึ้น ดีขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ ต้องมีความคิดอย่างนั้นในทุกๆ อย่างของชีวิตเราจะเป็นอะไรก็ตาม ธุรกิจ ครอบครัว อะไรก็ได้พัฒนาและพึ่งตัวเอง อย่างที่ 4 คือให้ตัวเองอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีคุณก็จะเป็นคนแบบนั้น

ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มคนกินเหล้าเสพยาเสพติดคุณก็จะเป็นแบบคนพวกนั้น ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มคนที่ดี ขยัน อดทน คุณก็จะเป็นแบบนั้นด้วย อย่างสุดท้ายอย่ายอมแพ้เด็ดขาดคุณต้องใจสู้ถ้าอยากทำความฝันสำเร็จและต้องเข้าใจในชีวิต คนเรามันต้องมีทุกช่วงทั้งความลำบาก ผิดพลาด ร้องไห้ เสียใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นขอแค่ใจคุณสู้นี่คือ 5 อย่างสู่ความสำเร็จ

ปัญหา อุปสรรค และความยากเข็ญต่างๆ ในชีวิต หากใจเราสู้ ชีวิตย่อมไม่มีอะไรยาก เพราะหลังผ่านพ้นขวากหนามเหล่านั้น ความสำเร็จคือฝั่งฝันที่เราจะมีโอกาสได้ชื่นชมกับมันอย่างภาคภูมิเสมอ

* MMA ย่อมาจาก Mix Martial Art คือกีฬาที่รวมศิลปะป้องกันตัวของหลายๆ ประเทศเข้าด้วยกันเช่นมวยไทย มวยสากล ยูโด มวยปล้ำ คาราเต้ แซมโบ มวยปล้ำ ฯลฯ โดยเริ่มต้นราวๆ 20 ปีก่อน

*ONE Championship คือรายการถ่ายทอดสดกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียมีคนดูมากกว่า 1 พันล้านครัวเรือน รอบโลก รวมถึงบริษัท Evolve MMA ซึ่งมีเขาเป็นเจ้าของได้รับขนานนามจาก CNN ว่าเป็นองค์กรสอนศิลปะการป้องกันตัวอันดับ 1 ในเอเชีย

 

ขอเริ่มชีวิตใหม่ ฮัลค์ แจงสาเหตุหย่าเมียเก่าเลือกแต่งงานกับหลานสาว

ขอเริ่มชีวิตใหม่ ฮัลค์ แจงสาเหตุหย่าเมียเก่าเลือกแต่งงานกับหลานสาว

ขอเริ่มชีวิตใหม่ ฮัลค์ แจงสาเหตุหย่าเมียเก่าเลือกแต่งงานกับหลานสาว

ขอเริ่มชีวิตใหม่ ฮัลค์ แจงสาเหตุหย่าเมียเก่าเลือกแต่งงานกับหลานสาว

โดยล่าสุดสื่อแดน บราซิล ได้เผยว่า อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาได้ทำการฟ้องร้อง ดาวเตะวัย 33 ปี เพื่อขอแบ่งสินสมรสจำนวน 72 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 422 ล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งท้ายสุดการเจรจาจบลงที่ ฮัลค์ จะจ่ายเงินเพิ่มให้เป็น 100 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 570 ล้านบาท) เพื่อยุติปัญหาและเป็นค่าเลี้ยงดูลูกทั้งสามคนด้วย

สำหรับเรื่องราวความรักของทั้งคู่นั้นซับซ้อนจนกลายเป็นข่าวใหญ่ในบ้านเกิด เมื่อแข้งวัย 33 ปี ได้ตัดสินใจขอหย่ากับ อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาที่อยู่กินกันมานานกว่า 12 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ออกมาเปิดใจว่ากำลังคบหากับ คามิล่า หลานสาวสุดสวยของอดีตแฟนเก่า

พร้อมกันนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศูนย์หน้าร่างยักษ์ได้ประกาศแต่งงานอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับ คามิล่า อย่างเป็นทางการ ทั้งที่คบหากันได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น เพื่อต้องการที่จะขอวีซ่าเข้าไปอยู่ในประเทศจีน

ซึ่งปัจจุบันทั้ง ฮัลค์ และ คามิล่า แฟนสาวคนใหม่ได้ตัดสินใจไปใช้ชีวิตคู่ด้วยกันที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยมีภาพความรักสุดชื่นมื่นโพสต์ลงในโลกโซเชียลให้แฟนๆ ได้ชมกันอยู่บ่อยครั้ง

ถือเป็นการเปิดใจครั้งแรกของ ฮัลค์ กองหน้าร่างยักษ์ทีมชาติบราซิล สังกัด เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ทีมในศึกซูเปอร์ลีก จีน ที่ออกมาเผยเรื่องราวความรักครั้งใหม่ของเจ้าตัวกับ คามิล่า แฟนสาวคนใหม่ที่มีศักดิ์เป็นหลานสาวของอดีตภรรยาตัวเองให้ทั่วโลกได้หายคาใจ

โดย ดาวยิงวัย 34 ปี ได้ไลฟ์สดผ่านอินสตาแกรม อธิบายเรื่องราวด้วยการพูดถึง อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาสาวที่อยู่กินกันมานานกว่า 12 ปี ว่า “ผมขอชี้แจงเกี่ยวกับภรรยาเก่า เธอรู้ดีว่าผมเจอเธอที่ไหน และทำงานอะไร ผมขอไม่ลงรายละเอียดเพราะมันจะส่งผลกระทบต่อลูกๆ ของผม”

“ผมเริ่มออกเดทกับเธอได้ไม่ถึงเดือนแต่เธอกลับท้องทันที แน่นอนลูกๆ ของผมเกิดจากพรของพระเจ้า แต่ผมขอยืนยันว่าการแต่งงานของผมไม่ได้เกิดจากความรัก มันไม่มีอะไรเลย มันเป็นเพียงอุบัติเหตุที่ผมต้องรับผิดชอบ”

จากนั้น ดาวยิงแซมบ้า ก็เริ่มพูดถึงความรักที่เกิดกับ คามิล่า แฟนสาวคนใหม่ “ผมไม่เคยมีอะไรกับ คามิล่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้หย่ากับภรรยาคนก่อน ผมเป็นลูกผู้ชายพอ ผมยอมรับว่าที่ผ่านมาผมไม่มีความสุขกับชีวิตคู่ ตอนผมเจอเธอครั้งแรก ผมอายุ 21 ปี และเธออายุ 19 ปี แน่นอนอายุเราไม่ได้ห่างกันมาก”

“อิราน (แฟนเก่า) ก็ต้องการสถานะเป็นเพียงแค่ภรรยาของผมเท่านั้น เราทั้งคู่ต่างใช้ชีวิตโสด ก่อนที่ผมจะเริ่มรู้สึกดีกับ คามิล่า หลานสาวของเธอ เราทั้งคู่มาเที่ยวเมืองจีน จากนั้นก็ตกลงที่จะคบกัน ซึ่งเราก็กลับไปบราซิล เพื่อบอกเรื่องนี้กับครอบครัวของเธอ ผมชัดเจนในเรื่องนี้นะ และก็บอกกับสื่อทุกอย่าง ผมต้องการอยู่แบบสงบ แต่ถ้าพวกคุณจะมาสาปแช่งผม หรือปฏิบัติกับผมแย่ๆ ก็เป็นเรื่องของคุณ” ดาวยิงร่างยักษ์ กล่าว

สำหรับเรื่องราวความรักของทั้งคู่นั้นซับซ้อนจนกลายเป็นข่าวใหญ่ในบ้านเกิด เมื่อช่วงปลายปีทีผ่านมา หลังแข้งวัย 34 ปี ได้ตัดสินใจขอหย่ากับ อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาที่อยู่กินกันมานานกว่า 12 ปี ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับ คามิล่า หลานสาวสุดสวยของอดีตแฟนเก่าที่คบหากันได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น

ซึ่ง อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาได้ทำการฟ้องร้องเพื่อขอแบ่งสินสมรสจำนวน 72 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 422 ล้านบาท) โดยการเจรจาจบลงที่ ฮัลค์ จะจ่ายเงินเพิ่มให้เป็น 100 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 570 ล้านบาท) เพื่อยุติปัญหาและเป็นค่าเลี้ยงดูลูกทั้งสามคนด้วย

ยังเป็นข่าวต่อเนื่องสำหรับเรื่องราวความรักครั้งใหม่ของ ฮัลค์ กองหน้าร่างยักษ์ทีมชาติบราซิล สังกัด เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี กับ คามิล่า แฟนสาวคนใหม่ที่มีศักดิ์เป็นหลานสาวของอดีตภรรยาตัวเอง

โดยล่าสุดสื่อแดนบราซิลได้เผยว่า อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาได้ทำการฟ้องร้อง ดาวเตะวัย 33 ปี เพื่อขอแบ่งสินสมรสจำนวน 72 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 422 ล้านบาท) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งท้ายสุดการเจรจาจบลงที่ ฮัลค์ จะจ่ายเงินเพิ่มให้เป็น 100 ล้านเรียลบราซิล (ประมาณ 570 ล้านบาท) เพื่อยุติปัญหาและเป็นค่าเลี้ยงดูลูกทั้งสามคนด้วย

สำหรับเรื่องราวความรักของทั้งคู่นั้นซับซ้อนจนกลายเป็นข่าวใหญ่ในบ้านเกิด เมื่อแข้งวัย 33 ปี ได้ตัดสินใจขอหย่ากับ อิราน แอนเจโล่ เดอ ซูซ่า อดีตภรรยาที่อยู่กินกันมานานกว่า 12 ปี เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีที่ผ่านมา ก่อนที่ในเวลาต่อมาเจ้าตัวก็ออกมาเปิดใจว่ากำลังคบหากับ คามิล่า หลานสาวสุดสวยของอดีตแฟนเก่า

พร้อมกันนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ศูนย์หน้าร่างยักษ์ได้ประกาศแต่งงานอย่างกะทันหัน พร้อมทั้งตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับ คามิล่า อย่างเป็นทางการ ทั้งที่คบหากันได้เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น เพื่อต้องการที่จะขอวีซ่าเข้าไปอยู่ในประเทศจีน

ซึ่งปัจจุบันทั้ง ฮัลค์ และ คามิล่า แฟนสาวคนใหม่ได้ตัดสินใจไปใช้ชีวิตคู่ด้วยกันที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยมีภาพความรักสุดชื่นมื่นโพสต์ลงในโลกโซเชียลให้แฟนๆ ได้ชมกันอยู่บ่อยครั้ง

 

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

อาดริเน่ ลิปสกี้ ผู้นิยามมวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ

เปิดใจนักสู้สวยสังหาร! “อาดริเน่ ลิปสกี้” ผู้นิยาม “มวยไทยก็เหมือนงานศิลปะ”

อาดริเน่ ลิปสกี้ นักสู้สวยสังหารเจ้าของฉายา “Queen Of Violence” ในรุ่นฟลายเวตหญิง ชาวบราซิลเชื้อสายโปแลนด์ จากการที่คุณปู่ที่เป็นชาวโปแลนด์อพยพมายังทวีปอเมริกาใต้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยลิปสกี้เริ่มฝึกฝนทักษะมวยไทยตั้งแต่ยังเด็ก และยังเคยคว้าแชมป์มวยไทยในบราซิลมาแล้ว เมื่อตอนแรกเริ่มสัมผัสกีฬาการต่อสู้

หลังจากนั้น ลิปสกี้ ก็เปลี่ยนแนวไปเอาดีทาง MMA และเข้าสู่อาชีพนักสู้อย่างเต็มตัว ทั้งในโปแลนด์และในบราซิล โดยเธอเคยคว้าเข็มขัดแชมป์รุ่นฟลายเวตในรายการ KSW มาแล้วถึง 3 สมัย

UFC : คุณเริ่มต้นอย่างไรกับการฝึกพื้นฐานมวยไทย ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันเริ่มชกมวยไทยสมัครเล่นเมื่ออายุ 16 ปี ที่ประเทศบราซิล เพราะที่นั่นมีการแข่งขันชิงแชมป์ทุกสุดสัปดาห์ กูรีตีบา เป็นสถานที่สำหรับนักสู้อย่างแท้จริง ฉันเริ่มแข่งขันเพราะความสนุกสนาน ฉันไม่ได้คิดจริงๆ ว่าฉันจะเป็นนักสู้ แต่หลังที่ฉันก็เริ่มฝึกกับหัวหน้าโค้ช เรนาโต “ราสต้า” ดา ซิลวา ฉันก็ตัดสินใจเลือกเส้นทางการเป็นนักสู้ ฉันตระเวนต่อสู้ไปทั่วประเทศ และบางวันฉันอาจต้องขึ้นสังเวียน 2 ไฟต์ในหนึ่งวัน ก่อนที่ฉันจะกลายเป็นแชมป์มวยไทย ที่เป็นชาวบราซิล

UFC : ทำไมคุณถึงใส่เสื้อ Wonder Woman ล่ะ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : มันคือพลังของผู้หญิง นั่นคือสิ่งที่ฉันต้องการแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคน นั่นคือสิ่งที่ฉันชอบทำ ฉันรู้สึกว่ามีคนดูฉัน เพราะฉันต่อสู้เพื่อสิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ และบางครั้งเมื่อคุณทำผิดพลาด  คุณก็ต้องปรับปรุง คุณต้องเชื่อว่า ถ้าคุณทำงานหนัก สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นกับคุณ

สุดสัปดาห์นี้ นักสู้สาววัย 27 ปีเจ้าของสถิติชนะ 13 แพ้ 7 มีคิวขึ้นสังเวียนในรุ่นฟลายเวตหญิง ภายใต้ศึก UFC FIGHT NIGHT: Smith VS Spann ณ สังเวียน ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา ในวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายนนี้ โดยจะพบกับ แมนดี โบฮ์ม นักสู้ไร้พ่ายชาวเยอรมนี ที่คว้าชัยชนะมาแล้ว 7 ไฟต์ติดต่อกัน

UFC : คุณคาดหวังอะไรในการต่อสู้กับ แมนดี้ โบฮ์ม สุดสัปดาห์นี้ ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันคือจอมทำลายล้าง ดังนั้นสิ่งที่ฉันต้องการแสดงออกมา ก็คือความโดดเด่นของฉัน แต่นี่คือ MMA คุณจำเป็นต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างดังนั้นถ้าฉันต้องใช้วิชามวยปล้ำในการต่อสู้ภาคพิ้นดิน ฉันก็ไม่ได้กังวลอะไร ผู้ชมจะต้องแปลกใจกับพัฒนาการของฉัน

UFC : มวยไทย มีความหมายกับ อาดริเน่ ลิปสกี้ อย่างไร?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันรู้สึกว่าฉันสามารถแสดงตัวตนที่แท้จริงของฉันได้ ฉันต่อสู้ในรูปแบบ MMA มาเป็นเวลานานและฉันหลงรักการพัฒนาฝีมืออยู่ตลอดเวลา

“มวยไทยสำหรับฉันก็เหมือนงานศิลปะ ที่ฉันสามารถแสดงออก ฉันสามารถใส่ความก้าวร้าวและดุดันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเทคนิคอันสวยงาม แม้ว่าคุณจะฝึกฝนมากแค่ไหน แต่มันก็ยังมีอะไรให้เรียนรู้อีกมาก ฉันรักมวยไทย”

UFC : คุณเคยมาประเทศไทยไหม
อาดริเน่ ลิปสกี้ : ฉันเคยไปเมืองไทยมาแล้วหนึ่งครั้ง ฉันอยากกลับไปที่นั่นมาก ฉันไปหลังจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของฉันใน KSW แต่ฉันไม่สามารถฝึกซ้อมได้เพราะฉันกำลังพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บ

UFC : ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรที่มวยไทยกำลังจะไป โอลิมปิก ?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : มันน่าอัศจรรย์มากๆ ถ้ามีโอกาส ฉันจะลงแข่งขันมวยไทย ไม่ใช่คิกบ็อกซิ่งนะ แต่เป็นมวยไทยแท้ๆเลย ตอนที่ฉันไปที่ประเทศไทย ฉันเห็นการแข่งขัน มีผู้คนหลากหลายวัยที่ให้ความสนใจ ทั้งเด็กหญิง เด็กชาย ฉันอยากจะมีโอกาสได้ไปต่อสู้ที่ประเทศไทย แต่ตอนนี้ฉันมีโอกาสได้แสดงวิชามวยไทยใน MMA ฉันชอบศอก เข่า เตะ ฉันชอบการจัดการคู่แข่งด้วยการเตะแบบมวยไทย
 
UFC :คุณคิดว่าเราจะได้ดูมวยไทยของคุณในสุดสัปดาห์นี้หรือไม่?
อาดริเน่ ลิปสกี้ : แน่นอน ฉันฝึกฝนมามากและหวังว่าฉันจะสามารถเป็นตัวแทนของมวยไทยได้ใน MMA

สำหรับรายการต่อไปของศึก UFC จะเป็นการต่อสู้ในรายการ UFC FIGHT NIGHT: Smith VS Spann คู่เอกเป็นการต่อสู้ในรุ่นไลต์เฮฟวี่เวต ระหว่าง แอนโธนีย์ สมิธ นักสู้ชาวอเมริกัน จะพบกับเพื่อนร่วมชาติอย่าง ไรอัน สปันน์ ณ สังเวียน ลาส เวกัส สหรัฐอเมริกา วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายนนี้

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์

คนไทยในประวัติศาสตร์ สุธิยา จิวเฉลิมมิตรเป็น นักกีฬายิงเป้าบิน ชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าแข่งขันกีฬาโอลิมปิกชื่อเล่น ณี เกิดวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2529 ที่จังหวัดสระแก้ว โดยเธอเข้าร่วมแข่งขันใน กีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ในกีฬายิงเป้าบินซึ่งเธอได้ที่ 5 จากการแข่งขันดังกล่าว และมีโอกาสแข่งขันในรายการเวิลด์แชมเปียนชิป 2009 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองมารีบอร์ ประเทศสโลวีเนีย เธอได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของรายการเวิลด์คัพ

และในขณะเดียวกัน เธออยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียในประเภทเป้าบินบุคคลหญิง จากนั้น ทางสหพันธ์กีฬายิงปืนนานาชาติ ได้ประกาศให้เธออยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในประเภทเป้าบินเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 สุธิยาได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันรายการเวิลด์คัพ ที่ประเทศสเปนประวัติ เป็นลูกสาวของ สวัสดิ์ จิวเฉลิมมิตร กับ อัมพร ปิยะทัศน์ศรี และเธอมีพี่ชาย 2 คน คือ อภิรักษ์ และ ณัฐวุฒิ เธอเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ในช่วงมัธยมปลายได้ย้ายโรงเรียนและได้สำเร็จการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังจากที่เธอได้รับเหรียญทองจากซีเกมส์ 2003 พ่อของเธอได้ลงทุนสร้างสนามซ้อมยิงปืนโดยใช้งบกว่า 1 ล้านบาท รวมถึงจ้างโค้ชชาวเยอรมันที่เดือนละ 3 แสนบาท เมื่อเธอเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ก็สามารถครองอันดับที่ 5 ของการแข่งขัน และเธอได้เข้าแข่งขันในรายการ “ไอเอสเอสเอฟ” เวิลด์แชมเปียนชิพ มิวนิก 2010 ใน พ.ศ. 2553 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเธอสามารถเข้าสู่รอบไฟนอลได้สำเร็จ และได้อันดับที่ 4 จากการแข่งขันดังกล่าว รวมถึงอยู่ในอันดับ 5 ของการแข่งขันเวิลด์แชมเปียนชิป ที่ประเทศเซอร์เบียได้รับโควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอได้ทำการฝีกซ้อมอย่างหนักที่ประเทศเยอรมนี

โดยมีโค้ชชาวเยอรมันเป็นผู้ดูแล และในช่วงก่อนการแข่งขัน เธอยังมีโอกาสซ้อมที่สนามแข่งจริงในกรุงลอนดอน โดยเธอเข้าแข่งขันในประเภทเป้าบิน บุคคลหญิง ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งเธออยู่ในอันดับที่ 11 และตกรอบคัดเลือก โดยมีคะแนนห่างจากอันดับที่ 6 ที่เป็นอันดับสุดท้ายที่ได้เข้ารอบเพียง 2 คะแนนภายหลังจากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 สุธิยา ได้เดินทางกลับมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555 และทราบข่าวเกี่ยวกับพ่อของเธอที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งอยู่ในอาการโคม่า

ก่อนที่จะเสียชีวิตในเช้าวันที่ 11 สิงหาคม โดยทางญาติได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ณ วัดถ้ำเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และก่อนที่จะทำการรดน้ำศพ สุธิยาได้ยิงปืนจำนวน 65 นัด ซึ่งเท่ากับอายุพ่อของเธอเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 สุธิยา เข้าแข่งขันยิงเป้าบินในรายการ อินเตอร์เนชันแนลกรังด์ปรีซ์ 2014 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศคูเวต โดยเธอได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการแข่งขันครั้งดังกล่าว และในปีเดียวกันนี้ เธอได้รับ 2 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน

กีฬายิงปืนในเอเชียนเกมส์ 2014 ทั้งในประเภทบุคคลหญิงและประเภททีมความฝันของนักกีฬาทุกคน คือ เหรียญทอง โดยเฉพาะการแข่งขันที่ถือได้ว่า เป็นสุดยอดของนักกีฬา “โอลิมปิกเกมส์” จุดมุ่งหมายสูงสุดที่หลายๆ ชนิดกีฬาใฝ่ฝันจะคว้าตั๋วไปแข่งขันแต่ไม่สามารถทำได้     แต่ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักแม่นเป้าสาวทีมชาติไทย ในวัย 35 ปี ที่สามารถคว้าโควตาไปแข่งขันยิงเป้าบิน “โอลิมปิกเกมส์” ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างวันที่ 23 ก.ค.-8 ส.ค.นี้ ในประเภทสกีตหญิง เป็นครั้งที่ 4 คว้าเหรียญทองมาหมดแล้วทั้งซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, ชิงแชมป์เอเชีย และเวิลด์คัพ ส่วนโอลิมปิก ได้อันดับ 5 ในปี 2008 ที่จีน“เนื่องจาก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายการการแข่งขันต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงไป ไม่สามารถจัดการแข่งขันและเดินทางไปแข่งขันได้เหมือนปรกติ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนมาถึงปีนี้อาจจะมีบางรายการที่จัดการแข่งขันได้แต่ไม่สามารถเดินทางไปแข่งได้ เพราะ  ณี

รอฉีดวัคซีนให้ครบ 2 เข็ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าพอไม่มีการแข่งขันเลย ก็รู้สึกเป็นช่วงที่แปลกๆ ไปบ้าง แต่ทุกคนบนโลกใบนี้ก็อยู่ใน สถานการณ์เช่นนี้ เช่นเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปด้วย อย่าง โอลิมปิก 2020” ก็เลื่อนมาแข่งในปี 2021 สำหรับ “ณี” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ชั่วโมงนี้ปรับตัวตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เหลือเวลาเตรียมตัวอีกเดือนกว่าๆ “ณี” จะพยายามตั้งใจฝึกซ้อมซึ่งจะโฟกัสอยู่ที่เพื่อการเตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน “โอลิมปิกเกมส์” รายการเดียวเท่านั้น”

“การฝึกซ้อม เน้นการซ้อมโดยรวมๆ ทั้งเรื่องของเทคนิค ทางด้านร่างกาย และสภาพจิตใจให้พัฒนาควบคู่กันไปค่ะ มีการฝึกซ้อมยิงเป้า และเวทเทรนนิ่ง แล้วก็ฝึกในเรื่องของจิตวิทยาการกีฬา ซึ่งเรื่องนี้ทำควบคู่กันมานานแล้วค่ะทั้ง 3 ด้าน ปรับไปตามสภาพของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

“ความพร้อมตอนนี้ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บ คงต้องคอยดูว่าโอลิมปิกจะจัดการแข่งขันออกมาในรูปแบบไหน ก็ต้องเตรียมความพร้อมไปตามการจัดการแข่งขัน “ณี” แข่งมา 20 ปีแล้ว พบมาทุกรูปแบบทั้งความผิดหวังและความสมหวัง ครั้งนี้ “ณี” พร้อมปรับตัวรับทุกสถานการณ์ ขอวางเป้าหมายจะพยายามทผลงานให้ดีที่สุด โดยไม่กดดันตัวเอง”

เธอได้รับการจัดอันดับที่ 7 ของรายการเวิลด์คัพ

ในขณะเดียวกัน เธออยู่ในอันดับที่ 1 ของเอเชียในประเภทเป้าบินบุคคลหญิง จากนั้น ทางสหพันธ์กีฬายิงปืนนานาชาติ ได้ประกาศให้เธออยู่ในอันดับที่ 3 ของโลกในประเภทเป้าบินเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2556 สุธิยาได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการแข่งขันรายการเวิลด์คัพ ที่ประเทศสเปนประวัติ เป็นลูกสาวของ สวัสดิ์ จิวเฉลิมมิตร กับ อัมพร ปิยะทัศน์ศรี และเธอมีพี่ชาย 2 คน คือ อภิรักษ์ และ ณัฐวุฒิ เธอเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ในช่วงมัธยมปลายได้ย้ายโรงเรียนและได้สำเร็จการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) และคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังจากที่เธอได้รับเหรียญทองจากซีเกมส์ 2003 พ่อของเธอได้ลงทุนสร้างสนามซ้อมยิงปืนโดยใช้งบกว่า 1 ล้านบาท รวมถึงจ้างโค้ชชาวเยอรมันที่เดือนละ 3 แสนบาท เมื่อเธอเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

ก็สามารถครองอันดับที่ 5 ของการแข่งขัน และเธอได้เข้าแข่งขันในรายการ “ไอเอสเอสเอฟ” เวิลด์แชมเปียนชิพ มิวนิก 2010 ใน พ.ศ. 2553 ที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเธอสามารถเข้าสู่รอบไฟนอลได้สำเร็จ และได้อันดับที่ 4 จากการแข่งขันดังกล่าว รวมถึงอยู่ในอันดับ 5 ของการแข่งขันเวิลด์แชมเปียนชิป ที่ประเทศเซอร์เบียได้รับโควตาเข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซึ่งก่อนหน้านั้นเธอได้ทำการฝีกซ้อมอย่างหนักที่ประเทศเยอรมนี

โดยมีโค้ชชาวเยอรมันเป็นผู้ดูแล และในช่วงก่อนการแข่งขัน เธอยังมีโอกาสซ้อมที่สนามแข่งจริงในกรุงลอนดอน โดยเธอเข้าแข่งขันในประเภทเป้าบิน บุคคลหญิง ณ วันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ซึ่งเธออยู่ในอันดับที่ 11 และตกรอบคัดเลือก โดยมีคะแนนห่างจากอันดับที่ 6 ที่เป็นอันดับสุดท้ายที่ได้เข้ารอบเพียง 2 คะแนนภายหลังจากการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 สุธิยา ได้เดินทางกลับมาในวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555 และทราบข่าวเกี่ยวกับพ่อของเธอที่ได้รับอุบัติเหตุซึ่งอยู่ในอาการโคม่า

ก่อนที่จะเสียชีวิตในเช้าวันที่ 11 สิงหาคม โดยทางญาติได้จัดงานบำเพ็ญกุศล ณ วัดถ้ำเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว และก่อนที่จะทำการรดน้ำศพ สุธิยาได้ยิงปืนจำนวน 65 นัด ซึ่งเท่ากับอายุพ่อของเธอเดือนมีนาคม พ.ศ. 2557 สุธิยา เข้าแข่งขันยิงเป้าบินในรายการ อินเตอร์เนชันแนลกรังด์ปรีซ์ 2014 ที่จัดขึ้น ณ ประเทศคูเวต โดยเธอได้รับรางวัลเหรียญเงินจากการแข่งขันครั้งดังกล่าว และในปีเดียวกันนี้ เธอได้รับ 2 เหรียญทองแดง จากการแข่งขัน

กีฬายิงปืนในเอเชียนเกมส์ 2014 ทั้งในประเภทบุคคลหญิงและประเภททีมความฝันของนักกีฬาทุกคน คือ เหรียญทอง โดยเฉพาะการแข่งขันที่ถือได้ว่า เป็นสุดยอดของนักกีฬา “โอลิมปิกเกมส์” จุดมุ่งหมายสูงสุดที่หลายๆ ชนิดกีฬาใฝ่ฝันจะคว้าตั๋วไปแข่งขันแต่ไม่สามารถทำได้     แต่ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักแม่นเป้าสาวทีมชาติไทย ในวัย 35 ปี ที่สามารถคว้าโควตาไปแข่งขันยิงเป้าบิน “โอลิมปิกเกมส์” ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างวันที่ 23 ก.ค.-8 ส.ค.นี้ ในประเภทสกีตหญิง เป็นครั้งที่ 4 คว้าเหรียญทองมาหมดแล้วทั้งซีเกมส์, เอเชียนเกมส์, ชิงแชมป์เอเชีย และเวิลด์คัพ ส่วนโอลิมปิก ได้อันดับ 5 ในปี 2008 ที่จีน“เนื่องจาก จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายการการแข่งขันต่างๆ ต้องหยุดชะงักลงไป ไม่สามารถจัดการแข่งขันและเดินทางไปแข่งขันได้เหมือนปรกติ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว จนมาถึงปีนี้อาจจะมีบางรายการที่จัดการแข่งขันได้แต่ไม่สามารถเดินทางไปแข่งได้ เพราะ  ณี

รอฉีดวัคซีนให้ครบ 2 เข็ม แต่ก็ต้องยอมรับว่าพอไม่มีการแข่งขันเลย ก็รู้สึกเป็นช่วงที่แปลกๆ ไปบ้าง แต่ทุกคนบนโลกใบนี้ก็อยู่ใน สถานการณ์เช่นนี้ เช่นเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้และเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดหลายๆ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปด้วย อย่าง โอลิมปิก 2020” ก็เลื่อนมาแข่งในปี 2021 สำหรับ “ณี” อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ชั่วโมงนี้ปรับตัวตามสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็เหลือเวลาเตรียมตัวอีกเดือนกว่าๆ “ณี” จะพยายามตั้งใจฝึกซ้อมซึ่งจะโฟกัสอยู่ที่เพื่อการเตรียมพร้อมเข้าร่วมการแข่งขัน “โอลิมปิกเกมส์” รายการเดียวเท่านั้น”

“การฝึกซ้อม เน้นการซ้อมโดยรวมๆ ทั้งเรื่องของเทคนิค ทางด้านร่างกาย และสภาพจิตใจให้พัฒนาควบคู่กันไปค่ะ มีการฝึกซ้อมยิงเป้า และเวทเทรนนิ่ง แล้วก็ฝึกในเรื่องของจิตวิทยาการกีฬา ซึ่งเรื่องนี้ทำควบคู่กันมานานแล้วค่ะทั้ง 3 ด้าน ปรับไปตามสภาพของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวัง”

“ความพร้อมตอนนี้ก็ไม่มีอาการบาดเจ็บ คงต้องคอยดูว่าโอลิมปิกจะจัดการแข่งขันออกมาในรูปแบบไหน ก็ต้องเตรียมความพร้อมไปตามการจัดการแข่งขัน “ณี” แข่งมา 20 ปีแล้ว พบมาทุกรูปแบบทั้งความผิดหวังและความสมหวัง ครั้งนี้ “ณี” พร้อมปรับตัวรับทุกสถานการณ์ ขอวางเป้าหมายจะพยายามทผลงานให้ดีที่สุด โดยไม่กดดันตัวเอง”

นี่คือ โอลิมปิกสมัยที่ 4 ของ “น้องณี” สุธิยา จิวเฉลิมมิตร ที่จะทำหน้าที่รับใช้ทีมชาติให้ดีที่สุด

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

NBA จัดกีฬาแบบBubbleใช้งบประมาณเท่าไหร่

นับตั้งแต่โลกของเราเผชิญหน้ากับวิกฤตโควิด-19 วงการ กีฬา จำเป็นต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือให้ธุรกิจมูลค่ามหาศาลดำเนินต่อไปได้

หนึ่งในวิธีการที่เข้ามาช่วยเหลือและพยุงให้การแข่งขันกีฬาหลายกีฬาสามารถทำการ แข่งขัน จนจบลงด้วยดี ตลอดขวบปีที่ผ่านมา คือวิธีการจัดกีฬาแบบ Bubble หรือการแข่งขันกีฬาภายใต้สภาพแวดล้อมปิด เพื่อสร้างความปลอดภัยทางชีวภาพ ภายใต้กฎการกักตัวที่เข้มงวด และโปรโตคอลความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แก่นักกีฬารวมถึงผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน

ลีกกีฬาที่นำวิธีการแบบ Bubble มาใช้ และประสบความสำเร็จจนกลายเป็นต้นแบบแก่ผู้จัดกีฬาทั่วโลก คือการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2019-20 ที่ใช้จัดใน 8 เกมสุดท้ายของฤดูกาลปกติ รวมถึงเกมเพลย์ออฟ และนัดชิงชนะเลิศ ในพื้นที่ปิดซึ่งเรียกว่า NBA Bubble ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

Main Stand หยิบความสำเร็จของ NBA Bubble 2020 มาเป็นตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า การจัดภายใต้สิ่งแวดล้อมปิดในแต่ละครั้ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง และผลตอบแทนหลังจากทุ่มเงินมหาศาลเพื่อให้ธุรกิจเดินหน้า คุ้มค่าหรือไม่กับเม็ดเงินที่หว่านลงไปในการสร้าง Bubble

ทุ่มงบมหาศาล เพื่อการแข่งขันที่ดีที่สุด

ย้อนกลับไปยังเดือนมีนาคม ปี 2020 เมื่อ NBA ประกาศยุติลีกชั่วคราว มีการคาดการณ์จากเว็บไซต์การเงินชื่อดังอย่าง Forbes ว่า NBA จะขาดทุนถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 หมื่นล้านบาท หากไม่จัดการแข่งขันต่อจนจบ นำมาสู่มติเอกฉันท์ 29-1 เสียง ที่จะดำเนินการแข่งขันต่อภายใต้การจัดแบบ Bubble

แน่นอนว่า การจัดเกมกีฬาใน Bubble คือการแข่งแบบปิด และจะไม่มีผู้ชมเข้าสู่การแข่งขัน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงไม่น้อยสำหรับ NBA เพราะ 40 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในแต่ละฤดูกาล มาจากค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขัน และการใช้จ่ายในแมตช์เดย์ ซึ่งทั้งหมดกลายเป็น 0 เมื่อเลือกจัดการแข่งขันใน Bubble

แต่เพื่อสร้างการแข่งขันที่ดีที่สุด NBA ประกาศทุ่มเงินขั้นต่ำ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 5 พันล้านบาท เพื่อเป็นงบประมาณสร้าง NBA Bubble โดยงบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นค่าเช่าสถานที่จัดเกมการแข่งขันและที่พักนักกีฬา ซึ่ง NBA เลือกใช้ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ที่มีพร้อมทั้งสนามกีฬาและโรงแรมหรูไว้รองรับซูเปอร์สตาร์บาสเกตบอล

NBA เช่า 3 สนามแข่งขันใน ESPN Wide World of Sports Complex ซึ่งตั้งอยู่ในเขต วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต ได้แก่ แอดเวนต์เฮลท์ อารีนา, เอชพี ฟิลด์ เฮาส์ และ วีซ่า แอธเลติก เซ็นเตอร์ ส่วนที่พักนักกีฬา NBA เช่า 3 รีสอร์ตที่ตั้งอยู่ในเขตดิสนีย์ โดยสองรีสอร์ต ได้แก่ Disney’s Grand Floridian Resort & Spa และ Disney’s Yacht Club Resort ที่เป็นรีสอร์ตแบบ Deluxe ส่วน Disney’s Coronado Springs Resort ซึ่งเป็นรีสอร์ตระดับกลาง ใช้รับรองนักกีฬาบางส่วนและสตาฟทั้งหมด

การเช่าสนามแข่งขันและที่พักแบบเหมาลำเช่นนี้ ช่วยให้ NBA สามารถคำนวณงบประมาณเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ทีเดียว นั่นคือ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้จะเป็นเงินมหาศาล โดยเฉพาะในแง่ของการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าวันละ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แต่เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ชมทางบ้าน และนักกีฬาที่กักตัวในพื้นที่จำกัด การสร้าง Bubble ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งในการแข่งขันและชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

งบอาจสูงเกิดคาด แต่ผลตอบแทนต้องคุ้มค่า

ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการแข่งขันบาสเกตบอล NBA ฤดูกาล 2019-20 สิ้นสุดลง มีรายงานออกมาว่า NBA ใช้จ่ายเงินจากการสร้าง NBA Bubble 2020 ไปทั้งหมด 190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเพิ่มจากการประเมินเบื้องต้นถึง 40 ล้าน นั่นเป็นเพราะมีค่าใช้จ่ายอีกหลายด้านในการจัด Bubble แต่ละครั้ง

นอกจากค่าเช่าสนามแข่งขันและค่าเช่าที่พัก ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักของงบประมาณ NBA ยังต้องรับผิดชอบค่าอาหาร, ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 รายวัน, ค่าสนับสนุนการรักษาพยาบาล, ค่ารักษาความปลอดภัย, ค่าขนส่งสาธารณะภายใน และค่าอุปกรณ์เพื่อความบันเทิง

หากไม่นับค่าตรวจเชื้อโควิด-19 ซึ่งต้องทำตามโปรโตคอลความปลอดภัยอยู่แล้ว NBA ใช้จ่ายไปกับการอำนวยความสะดวกแก่นักกีฬา (ซึ่งพร้อมจะส่งเสียงต่อต้านลีกตลอดเวลา) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการจัด Bubble โดยลีกเสียเงินไปกับการสร้าง เลาจ์สำหรับนักกีฬา ที่มีโทรทัศน์จำนวนมาก, ตู้เกมอาร์เคด, เกม NBA2K และโต๊ะปิงปอง

NBA ยังว่าจ้างเจ้าหน้าที่มาเข้าเวรตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาแบบ VIP ซึ่งรวมถึงการว่าจ้างบุคคลภายนอกมาสร้างความบันเทิงพื้นฐานแก่นักกีฬา เช่น ดีเจ หรือ คนฉายหนัง ทั้งนี้ นักกีฬายังสามารถออกไปพายเรือ, ตกปลา, เล่นโบว์ลิ่ง หรือตีกอล์ฟตามอัธยาศัย

สำหรับค่าอาหารที่นักบาสเกตบอลหลายคนบ่นออกสื่อ แท้จริงแล้ว NBA เปิดโอกาสให้แต่ละทีมสามารถออกแบบเมนูอาหารตามต้องการ โดยพ่อครัวของ วอลต์ ดิสนีย์ เวิลด์ รีสอร์ต จะเป็นคนจัดหาให้ ยิ่งไปกว่านั้น อาหารทั้งสามมื้อในแต่ละวันจะถูกปรุงสดใหม่ และจะเพิ่มเป็น 4 มื้อ ในวันที่มีการแข่งขัน

ส่วนของการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาล NBA เข้ามาช่วยเหลือด้วยการจัดหาคอร์สโยคะและสมาธิ เพื่อรักษาสุขภาพจิตของนักกีฬา ซึ่งรวมไปถึงการประกอบพิธีทางศาสนาแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้จิตใจของนักกีฬาสงบมากขึ้น ระหว่างถูกกักตัวในพื้นที่จำกัดของ NBA Bubble

งบประมาณที่พุ่งสูงเกินกว่าที่คาดในการดำเนินงาน NBA Bubble 2020 จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกสนามมากพอ ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม เพราะท้ายที่สุดแล้ว การจัด Bubble ก็ไม่ต่างจากการบริหารรัฐขนาดเล็ก ที่ประชาชน (ในที่นี่คือนักกีฬาและสตาฟ) ต้องมีความสุขขณะถูกกักตัว

NBA จึงไม่เพียงได้เงินจำนวน 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากยกเลิกลีกกลับคืนมา แต่ยังสร้างแม่แบบในการจัดแข่งขันเกมกีฬาภายใต้ Bubble ที่ครอบคลุมทุกแง่มุม และใช้เงินทุกดอลลาร์อย่างคุ้มค่าที่สุด

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

สุนัขบริการมีบทบาทอย่างไรในการแข่งขันพาราลิมปิก

คำกล่าวที่ว่า “สุนัขคือเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” นั้นเป็นจริงหรือไม่ ? หากเราได้ทราบว่าสุนัขสามารถช่วยเหลือเราในเรื่องอะไรได้บ้าง นอกจากการอยู่เป็นเพื่อน

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่การส่งเสียงเตือน การนำทาง ไปจนถึงการเปิดประตู หรือแม้กระทั่งการช่วยหยิบของ สุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อการช่วยเหลือสามารถสร้างประโยชน์ให้แก่เราได้มากกว่าที่เรารู้

สุนัขที่ถูกฝึกมาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้พิการโดยเฉพาะ จะถูกเรียกว่า “สุนัขบริการ” ซึ่งจะมีความเชี่ยวชาญและความสามารถที่ต่างกันออกไป เพราะจะถูกฝึกมาให้สามารถช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพทางร่างกายได้อย่างหลากหลาย มีทั้งสุนัขนำทาง สุนัขช่วยคนหูหนวก และสุนัขบริการสำหรับผู้ที่สูญเสียอวัยวะ

และสำหรับ นักกีฬา ในการแข่งขัน พาราลิมปิก น้องหมาก็เตรียมตัวมาพร้อมให้การช่วยเหลือ ไม่ต่างจากนักกีฬาที่เตรียมตัวมาแข่งเลย

สุนัขมีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพอย่างไร ? การฝึกสุนัขเพื่อให้การช่วยเหลือแก่ผู้ทุพพลภาพเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อไหร่ ? ฝึกฝนกันอย่างไร ?

GOOD COMPANY 

สุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อให้การช่วยเหลือแก่ผู้ทุพพลภาพ มักจะถูกเรียกว่า “สุนัขบริการ” (Service Dog) ซึ่งเป็นสุนัขที่ผ่านการอบรมขั้นสูงมาแล้ว แม้จะไม่มีปรากฏหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าเริ่มมีการฝึกสุนัขบริการกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็เชื่อกันว่าการฝึกสุนัขบริการนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ

ประวัติศาสต์ของสุนัขบริการฉบับสังเขป สามารถทำความเข้าใจได้จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย อาทิ ภาพจิตกรรมฝาผนังในเมืองโบราณเฮอร์คิวเลเนียม ประเทศอิตาลี ที่มีรูปของสุนัขกำลังนำทางเจ้านายตาบอด โดยมือหนึ่งกำลังจูงสุนัขของตน ส่วนอีกมือถือไม้เท้านำทาง ต่อมาในราวศตวรรษที่ 16 ได้มีการค้นพบภาพในลักษณะเดียวกันในม้วนกระดาษจากประเทศจีน จึงสันนิษฐานได้ว่า สุนัขถูกฝึกให้ทำการช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพมาตั้งแต่ครั้งอดีตแล้ว

สุนัขบริการ เริ่มมีบทบาทอย่างจริงจังมากขึ้นหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง เมื่อนายแพทย์ชาวเยอรมันที่ชื่อ “เกอร์ฮาร์ด สตอลลิ่ง” ได้เริ่มฝึกสุนัขบริการ เพื่อนำไปช่วยเหลือนายทหารผ่านศึกที่สูญเสียการมองเห็นไปจากการรบโดยแก๊สมัสตาร์ด แก๊สพิษที่มีสารประกอบทางเคมีเป็นกำมะถัน สุนัขที่ถูกฝึกมาจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่นายทหารเหล่านี้ในการช่วยเดินนำทาง เพราะเหตุนี้ ประเทศเยอรมนีจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ฝึกสุนัขบริหารอย่างจริงจังเป็นชาติแรกของโลก

ความตั้งใจของเกอร์ฮาร์ดได้ถูกต่อยอดกลายมาเป็นโรงเรียนฝึกอบรมสุนัขบริการโดยเฉพาะในปี 1916 ที่เมืองโอลเดนเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ในโรงเรียนของเกอร์ฮาร์ดมีการฝึกสุนัขกว่า 4,000 กว่าตัว ทั้งสำหรับนายทหารผ่านศึกและผู้พิการที่เป็นพลเรือนทั่วไป

เมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ ในทศวรรษ 1990s จึงได้มีการฝึกสุนัขบริการอย่างเป็นทางการ จากคำนิยามของกฎหมายสิทธิพลเมืองที่ห้ามเลือกปฏิบัติแก่ผู้ทุพพลภาพของสหรัฐอเมริกา (Americans with Disabilities Act) ในปี 1990 ได้มีการระบุคำนิยามของสุนัขบริการเอาไว้ว่า เป็นสุนัขที่ถูกฝึกมาเพื่อช่วยงานและช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ โดยการฝึกสุนัขบริการ ไม่จำเป็นต้องฝึกโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ แต่เจ้าของสุนัขก็สามารถฝึกได้เองเช่นกัน

สุนัขบริการได้อยู่ช่วยเหลือมนุษย์และผู้ทุพพลภาพมาตั้งแต่อดีต แต่รู้หรือไม่ว่า สุนัขบริการยังมีบทบาทสำคัญในวงการกีฬา โดยในการแข่งขัน พาราลิมปิกเกมส์ ครั้งนี้ สุนัขบริการ ก็เป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะช่วยให้นักกีฬาใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น

DOGGO ON DUTY

ปัจจุบัน สุนัขบริการสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ สุนัขนำทาง (Guide Dog), สุนัขช่วยเหลือผู้พิการทางการได้ยิน (Hearing Dog) และสุนัขผู้ช่วยเหลือผู้พิการทางร่างกาย (Service Dog) สุนัขบริการจะถูกฝึกมาให้เจอกับภาพ กลิ่น เสียง ที่สับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เกิดความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ผู้ฝึกจึงจะสามารถฝึกให้สุนัขมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้

ในวงการกีฬาอย่างการแข่งขันพาราลิมปิก สุนัขที่นิยมนำมาใช้ช่วยเหลือนักกีฬาคือสุนัขประเภทนำทาง โดยทั่วไปสุนัขนำทางจะเริ่มฝึกจากการกระชับความสัมพันธ์กับผู้ฝึกก่อน เมื่อคุ้นชินแล้ว จะเริ่มฝึกการรับคำสั่งง่าย ๆ เช่น ลุก นั่ง เดิน รอ การฝึกจะไม่ใช้สายจูง เพราะเป้าหมายของการใช้สุนัขนำทางคือจะต้องให้เขาเดินนำหน้าเรา ตรงข้ามกันกับเวลาที่เราพาน้องหมาออกไปเดินเล่น แล้วต้องคอยรั้งสายจูงไว้

สุนัขบริการส่วนมากมักจะมีนิสัยร่าเริงและเป็นมิตรกับทุกคน เพราะเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถเข้ากับใครก็ได้ และจะคอยช่วยเหลืออย่างไม่อิดออด ดูตัวอย่างได้จากเรื่องราวของ อนาสตาเซีย พาโกนิส นักว่ายน้ำทีมชาติสหรัฐอเมริกา

A MATCH MADE IN HEAVEN  

“การมีเรดาร์อยู่ด้วยทำให้ฉันมีอิสระมากขึ้น ฉันรักเขามาก ๆ เขาดีที่สุด เราเป็นคู่ชะตาฟ้าลิขิต” 

อนาสตาเซีย พูดถึงเรดาร์

คำกล่าวนี้ก็คงไม่เวอร์จนเกินไป หากเราย้อนไปดูอีกหนึ่งคู่หูที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของวงการพาราลิมปิกอย่าง มารีเกอร์ เฟอร์ฟอร์ท นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งหญิงชาวเบลเยี่ยม อดีตแชมป์เหรียญทองและเหรียญเงินจากการแข่งขันพาราลิมปิก ลอนดอน 2012 เหรียญเงินและเหรียญทองแดงจากพาราลิมปิก ริโอ 2016 ที่เสียชีวิตลงเมื่อปี 2019

มารีเกอร์ เฟอร์ฟอร์ท เป็นนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง ที่หลายคนมักจะเห็นภาพเธออยู่คู่กับสุนัขคู่ใจพันธุ์ลาบราดอร์ที่มีชื่อว่า เซ็นน์ เสมอ

หน้าที่ของเซ็นน์จะต่างจากเรดาร์และทรอนที่กล่าวมาก่อนหน้า เซ็นน์เป็นสุนัขบริการประเภทช่วยเหลือผู้ทุพพลภาพ เพราะมารีเกอร์ไม่สามารถเดินได้ หน้าที่ของเซ็นน์โดยทั่วไป มีตั้งแต่การช่วยคาบเสื้อผ้าและสิ่งของมาให้ การช่วยคาบถุงจากร้านสะดวกซื้อตลอดจนทำหน้าที่เตือนมารีเกอร์ก่อนที่จะมีอาการชัก

“ทุกอย่างที่ฉันทำตก เซ็นน์จะเป็นคนไปเก็บให้เสมอ ตอนที่ฉันหมดสติ เธอจะเห่าเสียงดังเพื่อเรียกนางพยาบาลให้เข้ามาดูฉัน เธอจะคอยอยู่ข้าง ๆ ฉัน และเลียหน้าเรียกสติฉันอยู่ตลอด” 

“เธอจะคอยงับถุงเท้าออกจากเท้าของฉัน คอยคาบแจ็คเก็ตมาให้ คอยเปิดปิดประตูให้ เธออยู่กับฉันตลอดเวลา ฉันนึกไม่ออกเลยถ้าต้องให้เธอไปอยู่ที่อื่น” 

มารีเกอร์ เฟอร์ฟอร์ท เป็นอดีตนักกีฬาพาราลิมปิก ที่มีอาการป่วยรุมเร้ามากมาย เธอป่วยเป็นโรคลมชัก ในขณะที่เป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์ อีกทั้งยังป่วยเป็นโรคกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยความทรมานทางร่างกาย ทำให้เธอตัดสินใจทำการุณยฆาตตนเองในวันที่ 22 ตุลาคมปี 2019

จากคำบอกกล่าวของ ลินด์ซีย์ แอดดาริโอ ช่างภาพสงครามที่เป็นเพื่อนของเธอ ในวันสุดท้ายของมารีเกอร์ เซ็นน์ก็อยู่กับเธอตลอดเวลา ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือนักกีฬาพาราลิมปิกคนนี้ยันวินาทีสุดท้าย

สุนัขบริการ ไม่ได้มีหน้าที่แค่การบริการอำนวยความสะดวกต่อการเดิน การหาลิฟต์ หรือคาบของมาให้เท่านั้น สิ่งที่พิเศษยิ่งกว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคลและสัตว์ ที่เป็นสายใยพิเศษเหมือนที่คิม ครอสบี้ได้บอกไว้

สุนัขสามารถเป็นได้ทั้งผู้ช่วยและเพื่อนในเวลาเดียวกัน คำกล่าวที่ว่า “สุนัขเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์” ก็อาจจะเป็นจริงสำหรับใครหลาย ๆ คนก็เป็นได้

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

5เรื่องต้องรู้ ทาอิกิ นาอิโตะ

“Silent Sniper” ทาอิกิ นาอิโตะ นักสู้จอมอึดเลือด ซามูไร คือว่าที่คู่แข่งตัวอันตรายในแรงกิง ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต ที่จะลงฟาดปากกับ “เพชรดำ เพชรยินดีอะคาเดมี” ในศึก ONE: REVOLUTION ที่จะถ่ายทอดสดในวันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2564

ก่อนที่ทั้งคู่จะประมือกัน เราจะพาไปทำความรู้จักกับนักสู้ชาวอาทิตย์อุทัยวัย 25 ปี ให้ดียิ่งขึ้นใน 5 เรื่องต่อไปนี้

1. แม่บังคับเรียนคาราเต้

ทาอิกิ เป็นลูกชายคนกลางในบรรดาพี่น้อง 3 คน เกิดและเติบโตในเมืองโตโยยาชิ ประเทศญี่ปุ่น โดยคุณแม่ส่งเขาและพี่น้องเข้าเรียนคาราเต้ตั้งแต่วัยอนุบาลโดยหวังจะให้ศิลปะการต่อสู้สอนให้ลูกๆมีระเบียบวินัยและเรียนรู้มารยาทสังคม แม้ ทาอิกิ จะไม่ได้อยากเรียนสักเท่าไหร่ แต่ก็เข้าเรียนไม่เคยขาดเพราะอยากเล่นกับเพื่อนเท่านั้น

2. คิกบ็อกซิ่งพลิกชีวิต

เมื่อ ทาอิกิ อายุได้ 8 ขวบ เขาได้เห็นนักชกฮีโร่ชาวญี่ปุ่นลงแข่งในรายการ K-1 ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขามุ่งมั่นที่จะเป็นคิกบ็อกเซอร์มืออาชีพตั้งแต่นั้นมา แม้แม่ของเขาไม่เห็นด้วย แต่ยังเปิดทางให้ ทาอิกิ พิสูจน์ตนเองโดยยื่นเงื่อนไขว่าเขาต้องคว้าแชมป์คาราเต้ระดับชาติให้ได้ก่อนจึงจะอนุญาตให้เดินตามฝันของตนเอง หนึ่งปีต่อมา ทาอิกิ คว้าแชมป์คาราเต้สำเร็จและตัดสินใจเข้าร่วมทีมคิกบ็อกซิ่งในเมืองบ้านเกิดเมื่ออายุ 14 ปี โดยเริ่มต้นชกอาชีพครั้งแรกเมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยม

3. แชมป์เวทีระดับชาติ

หลังจากสั่งสมประสบการณ์มาพอสมควร ทาอิกิ คว้าแชมป์ Shoot Boxing เวทีชั้นนำระดับชาติของญี่ปุ่นในปี 2557 เมื่ออายุ 18 ปี ต่อมา เขามีโอกาสได้ลงแข่งขันในรายการ RISE ซึ่งเป็นเวทีคิกบ็อกซิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงในญี่ปุ่น โดยได้เผชิญหน้ากับ เทนชิน นาสึกาวา อริเก่าของ “รถถัง จิตรเมืองนนท์” ถึงสองครั้ง และก็พลาดท่าพ่ายไปทั้งสองครั้ง ทาอิกิ กลับมาสู้ต่อในรายการนี้จนกระทั่งสามารถคว้าแชมป์ RISE ในรุ่น 57 กก. ได้ในที่สุด ซึ่งเป็นรางวัลที่เขาภาคภูมิใจมาก

4. ศิษย์น้องของ “ราชากระสอบทราย”
ทาอิกิ เป็นศิษย์น้องคนสนิทของ “ฮิโรอากิ ซูซูกิ” นักสู้จอมอึดที่เคยท้าชิงแชมป์กับ “น้องโอ๋ ไก่ย่างห้าดาว” มาแล้ว โดยทั้งคู่พบกันเมื่อครั้ง ทาอิกิ เพิ่งเริ่มชกคิกบ็อกซิ่งตอนอยู่ชั้นมัธยม ทาอิกิ นับถือ ซูซูกิ ในฐานะรุ่นพี่และผู้ฝึกสอนที่คอยให้คำแนะนำในการพัฒนาทักษะการต่อสู้ของเขาตลอดมา โดยปัจจุบันทั้งคู่ฝึกซ้อมอยู่ในทีมเดียวกันที่ Bell Wood Fight Team ประเทศญี่ปุ่น
5. ชนะมวยไทย 3 ไฟต์รวด
ทาอิกิ เปิดตัวใน วัน แชมเปียนชิพ เมื่อเดือนตุลาคม 2562 และภายในระยะเวลาเพียง 4 เดือนเขาปราบคู่แข่ง 3 รายในรุ่นฟลายเวต ได้แก่ “อเล็กซี เซเรพิซอส”, “รุย โบเทลโฮ” รวมถึง “ซาวาส ไมเคิล (เพชรยินดีอะคาเดมี)” โดยชัยชนะทั้งหมดเป็นการแข่งขันในกติกามวยไทย ปัจจุบัน ทาอิกิ ครองสถิติชนะ 4 ครั้งจาก 5 ไฟต์ใน ONE โดยพ่ายแพ้ให้แก่อดีตแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวต “โจนาธาน แฮ็กเกอร์ตี” เพียงคนเดียวเท่านั้น

ศึกนี้ ทาอิกิ หวนคืนสังเวียนมวยไทยอีกครั้ง โดยหวังเอาชนะ “เพชรดำ” เพื่อทำคะแนนขยับอันดับขึ้นสู่ระดับท็อปไฟว์ของแรงกิงรุ่นนี้ พร้อมมุ่งสู่การคว้าแชมป์โลก ONE มวยไทย รุ่นฟลายเวตในอนาคต

รับชมการประชันฝีมือระหว่าง “ทาอิกิ” และ “เพชรดำ” ศึก ONE: REVOTION 24 ก.ย.นี้ ผ่านทาง แอปมือถือ ONE Super App, ยูทูบ ONE Championship, AIS Play (เฉพาะลูกค้า AIS) เวลา 17.30 น. ส่วนไทยรัฐทีวี ช่อง 32 รับสัญญาณสดเวลา 21.30 น.