อดิศักดิ์ ไกรษร

อดิศักดิ์ ไกรษร

อดิศักดิ์ ไกรษร

อดิศักดิ์ ไกรษร

ความเคลื่อนไหวทัพ “ช้างศึก” ทีมฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในการป้องกันแชมป์ “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018” หลังจากที่ประเดิมสนามสุดหรูด้วยการเปิด ราชมังคลา กีฬาสถาน ถล่มเอาชนะ ติมอร์เลสเต ไปแบบขาดลอย 7-0 ซึ่งในเกมดังกล่าวเป็นการทำสถิติใหม่ในวงการลูก

หนังไทยของ “กอล์ฟ” ดาวยิงทีมชาติไทย ที่ซัดดับเบิลแฮตทริก ยิงคนเดียว 6 ประตู ขึ้นแท่นเป็นนักเตะไทยที่ยิงประตูต่อ 1 เกม ได้มากที่สุด  ส่วนอีกหนึ่งประตูในเกมนี้ได้มาจาก “อาร์ม” ศุภชัย ใจเด็ด กองหน้าดาวรุ่งที่ลงมาเป็นตัวสำรอง

ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน มิโลวาน ราเยวัช หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ได้นำลูกทีมลงฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องที่โรงแรมเลอ เมอริเดียน สุวรรณภูมิ โดยเป็นการฟื้นฟูสภาพร่างกาย

ของนักเตะที่เพิ่งลงสนามไป และทบทวนแท็คติกกับผู้เล่นสำรองเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้ทีมพักไม่มีการฝึกซ้อมในวันที่ 11 พฤศจิกายน

ราเยวัช เปิดเผยว่า ผลงานในเกมกับติมอร์เลสเตนั้นคือการยืนยันในสิ่งที่เคยบอกมาเสมอว่า การเตรียมทีมชาติไทยต้องใช้เวลา ถ้าหากว่ามีเวลาในการเตรียมทีมมากๆ ก็จะไม่ต้องกังวล

อะไร สามารถพัฒนาทีมชาติไทยและสร้างรูปแบบการเล่นที่หลากหลายในแบบที่ตัวเองต้องการได้ ไม่ว่า 11 คนที่ลงสนามจะเป็นใคร เชื่อว่าจะทำผลงานออกมาได้ดีอย่างแน่นอน

“หลังจากวันนี้ก็จะต้องเตรียมตัวสำหรับการลงเล่นนัดต่อไปกับอินโดนีเซีย เพราะเกมที่สำคัญที่สุดสำหรับตัวเองก็คือเกมต่อไป ตอนนี้ต้องโฟกัสในการเจอกับอินโดนีเซีย วางแผนอย่างระมัดระวังและทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด” ราเยวัช กล่าวปิดท้าย

ในขณะที่ “AK9” ฮีโร่ของทีม กล่าวว่า ดีใจกับชัยชนะของทีมตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และเซอร์ไพรส์เหมือนกันที่ทำได้ถึง 6 ประตู เพราะจริงๆ ตั้งเป้าแค่มีส่วนร่วมกับ

เกมให้มากที่สุด

หลังจากก่อนหน้านี้บาดเจ็บไป 8-9 เดือนด้วยกัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมาได้ ต้องขอบคุณโค้ชที่ไว้วางใจ และทุกๆ กำลังใจที่มีให้กัน

“การลงเล่นเกมกับติมอร์เลสเตคิดว่าเหมือนเป็นการเริ่มต้นก้าวแรก ก้าวใหม่ของตัวเอง พยายามตั้งใจเล่นอย่างเต็มที่และทุกคนก็ช่วยกันจนทำให้มีประตูมากมาย หลังจากนี้ก็จะมองไปข้างหน้า พยายามทำประตูให้ได้ต่อเนื่อง”

กล่าวต่อว่า ตัวเองไม่ได้คิดถึงเรื่องของการทำสถิติใดๆ พยายามโฟกัสไปยังเกมต่อไปแล้ว รับมือกับแรงกดดันที่จะมากขึ้น เพราะทุกคนจะคาดหวังประตูจากตนแน่นอน แต่ก็จะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือชัยชนะของทีม

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก “สมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย” ได้บันทึก นักเตะทีมชาติไทยกับสถิติการยิงคนเดียวมากที่สุด 1 เกม โดยก่อนหน้านี้สถิติในเกมอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 4 ประตู ที่มีนักเตะทีมชาติไทย 5 คนทำได้ ประกอบไปด้วย

5 ก.ค. 26 อุ่นเครื่อง ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติสิงคโปร์ 4 -0 ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน (4 ประตู)

2 ธ.ค. 34 ซีเกมส์ ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติฟิลิปปินส์ 6 – 2 รณชัย สยมชัย (4 ประตู)

30 พ.ค. 38 ปรี-โอลิมปิก ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติไต้หวัน 7 – 0 รุ่งเพชร เจริญวงศ์ (4 ประตู)

4 ก.ค. 39 เอเชี่ยนคัพ ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติมัลดีฟส์ 8 – 0 พัฒนพงษ์ ศรีปราโมช (4 ประตู)

30 ก.ค. 42 ซีเกมส์ ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติฟิลิปปินส์ 9 – 0 เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (4 ประตู)

28 พ.ค. 44 ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ทีมชาติไทย ชนะ ทีมชาติปากีสถาน 6 – 0 เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง (4 ประตู)

กองหน้าเท้าคมของบีอีซี เทโรศาสน ย้ำอีกครั้งพวกเขายังต้องตระหนักว่าทุกนัดที่เหลือของศึกโตโยต้า ไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015 คือนัดชิงชนะเลิศ หลังสถานการณ์ล่าสุดยังถือว่าไม่ปลอดภัย

มังกรไฟเพิ่งบุกไปชนะ ทีโอที เอสซี 2-1 ทำให้หยุดสถิติอันเลวร้ายไม่ชนะใครไว้ที่ 12 นัด กระนั้นพวกเขาก็ยังรั้งอันดับ 14 ของตารางห่างจากโซนตกชั้นโควต้าสุดท้ายอย่าง ราชนาวี เพียง 4 แต้ม ก่อนจะเปิดบ้านพบ โอสถสภาฯ วันเสาร์ ที่ 19 กันยายนนี้

“ผมคิดว่าโอสถสภาฯเป็นทีมที่ดี มีอันดับเหนือกว่าเรา และสถานการณ์ตอนนี้ไม่ว่าเราจะเจอใครมันก็ไม่ง่าย” AK9 กล่าว

“แต่ชัยชนะครั้งล่าสุดในรอบ 136 วัน มันก็ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น โดยเฉพาะความกระหาย ซึ่งเราต้องทำงานหนักต่อไป ยังต้องย้ำคิดว่าทุกๆเกมคือนัดชิงชนะเลิศ และต้องเอา 3 คะแนนจากโอสถสภาฯให้ได้”

“ขณะที่สภาพร่างกายของผม ก่อนหน้านี้ยอมรับว่าไม่ค่อยดีนัก ขยับอะไรก็ลำบาก แต่ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ก็พร้อมลงสนามช่วยทีมเต็มที่ครับ”

ชื่อเต็ม : อดิศักดิ์ ไกรษร

วันเกิด : 1 กุมภาพันธ์ 1991 (อายุ 23)

สถานที่เกิด : บุรีรัมย์, ประเทศไทย

สัญชาติ : ไทย

ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร

ตำแหน่ง : กองหน้า

สโมสรปัจจุบัน : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ประวัติการค้าแข้ง
    เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มต้นมีชื่อเสียงกับการเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน และพาทีม “ชงโคสีม่วง” คว้าแชมป์ระดับขาสั้นมากมาย ก่อนที่จะถูก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมยักษ์ใหญ่ของไทยลีก คว้าตัวไปร่วมทีมในฐานะนักเตะเยาวชน
แต่ด้วยวัยเพียง 18 ปี  ไม่สามารถสอดแทรกขึ้นเบียดสู่ทีมชุดใหญ่ของ “กิเลนผยอง” ได้ ทำให้ถูกปล่อยยืมตัวไปอยู่กับ ภูเก็ต เอฟซี ซึ่งตอนนั้นเพิ่งเริ่มสร้างทีมในระดับดิวิชั่น
2 แม้ปีแรกจะยังไม่สามารถพา ภูเก็ต เอฟซี ให้ยิ่งใหญ่ได้ แต่ในปีต่อมาเข้าสามารถพาทีม “กิเลนทะเลใต้” เลื่อนชั้นขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จ
     ต่อมาในปี พ.ศ.2554 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความต้องการที่จะได้  ไปร่วมทีม จึงไปทำเรื่องขอไปยังทีม เอสซีจี เมืองทองฯ จนในที่สุด “เจ้ากอล์ฟ” ก็ได้ย้ายไปร่วมทัพ
“ปราสาทสายฟ้า” นับแต่บัดนั้นเป็นต้นมา และมีส่วนร่วมกับความสำเร็จของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อีกมากมายนับไม่ถ้วน
     ส่วนประวัติในการค้าแข้งกับ ทีมชาติไทย เคยติดทีมชาติในชุดเยาวชน 19 ปี ก่อนจะขยับมาติดชุด ยู23 และเคยไปลุยศึกซีเกมส์มาแล้ว 1 ครั้งเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ประเทศ

อินโดนีเซีย แต่ครั้งนี้ ทีมชาติไทย อกหักตกรอบแรก โดยแมตช์สร้างชื่อของเขาคือเกมที่ ทีมชาติไทย บุกไปเอาชนะ ทีมชาติจีน 5-1 ซึ่ง “เจ้ากอล์ฟ” สามารถยิงได้ 2 ลูกคือประตูที่ 2 และ 3 ของทีมชาติไทย

     ล่าสุด  ซัด 2 ประตูพา ทีมชาติไทย เอาชนะ จีน ในฟุตบอลเอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่ประเทศเกาหลีใต้

รายชื่อนักเตะชุดลุย U23 เอเชีย

รายชื่อนักเตะชุดลุย U23 เอเชีย

รายชื่อนักเตะชุดลุย U23 เอเชีย

รายชื่อนักเตะชุดลุย U23 เอเชีย

วันนี้ (27 ส.ค. 64) ตามที่ สมาคมกีฬาฟุตบอล แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ส่งทีมฟุตบอลชาย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบคัดเลือก ที่ประเทศมองโกเลีย ระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2564 โดย ฟุตบอลชายทีม

ชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ภายใต้การดูแลของ “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีม และมี “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ เป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอน และ โชคทวี พรหมรัตน์ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอน

ขอประกาศรายชื่อ 29 นักฟุตบอลทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เข้าร่วมการคัดเลือก โดยจะเก็บตัวที่ศูนย์ฝึก ยามาโอกะ ฮานาซากะ ฟุตบอล อะคาเดมี่ ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 10 กันยายน 2564

โดยมีรายชื่อดังต่อไป

 

1. นายวรากร ทองใบ สโมสร หนองบัว พิชญ เอฟซี

2. นายกีเดี้ยนชุกุมาร์ เอ็นดูบูบา สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

3. นายธีรภัทร เกษโสภา สโมสร นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี

4. นายพีรพัฒน์ ขมิ้นทอง สโมสร พีที ประจวบ เอฟซี

5. นายธนา อีซอ สโมสร เชียงใหม่ ยูไนเต็ด

6. นายศุภณัฐ ทรวดทรง สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

7. นายสันติภาพ แย้มแสน สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

8. นายณัชชา พรหมสมบูรณ์ สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

9. นายชยธร เทพสุวรรณวร สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

10. นายกฤษณะพล บุญชารี สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

11. นายกัณตภณ คีรีแลง สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

12. นายเฉลิมภัทร์ พลอยแหวนรัตนา สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

13. นายหัสวรรษ นพเนตร สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

14. นายปุรเชษฐ์ ทอดสนิท สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

15. นายสกุลชัย แสงโทโพธิ์ สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

16. นายพิทักษ์ พิมแป้ สโมสร ชลบุรี เอฟซี

17. นายสิทธินันท์ รุ่งเรือง สโมสร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี

18. นายสุรชัย ชาวนา สโมสร สุโขทัย เอฟซี

19. นายอนุศักดิ์ ใจเพชร สโมสร สุโขทัย เอฟซี

20. นายราชัน ประสิทธิทอง สโมสร แกรนด์อันดามัน ระนอง ยูไนเต็ด

21. นายจิระพงศ์ รักสงคราม สโมสร ตราด เอฟซี

22. นายเกียรติศักดิ์ ชาวดร สโมสร อุดรธานี เอฟซี

23. นายปัญญวัฒน์ นิสังรัมย์ สโมสร บางกอก เอฟซี

24. นายธนวรรธน์ เอื้อธนไพศาล สโมสร เอสจีบี กาญจนบุรีเอฟซี

25. นายธีรศักดิ์ เผยพิมาย สโมสร พราม แบงค็อก เอฟซี

26. นายกิตติธัช ประนิธิ สโมสร เอสทีเค เมืองนนท์

27. นายณัฐวุฒิ ชูติวัตร สโมสร สงขลา เอฟซี

28. นายคีรอน อ้อนชัยภูมิ สโมสร นนทบุรี ยูไนเต็ด ส.บุญมีฤทธิ์

29. นายสิทธา บุญหล้า สโมสร อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด

ทั้งนี้ จะมีพิจารณาตามสถานการณ์หากมีการเรียกนักกีฬาเพิ่มเติมก่อนเข้าสู่การแข่งขัน ในเดือนตุลาคม สำหรับ ทีมชาติไทย จะเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก รุ่นอายุ

ไม่เกิน 23 ปี ที่ประเทศมองโกเลีย ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยทัพช้างศึก U23 อยู่ในกลุ่มเจ ร่วมกับ มาเลเซีย, สปป.ลาว และมองโกเลีย (เจ้าภาพ) ซึ่งมีโปรแกรมการแข่งขัน ดังนี้

25 ตุลาคม 2564 ทีมชาติไทย พบ มองโกเลีย

28 ตุลาคม 2564 ทีมชาติไทย พบ สปป.ลาว

31 ตุลาคม 2564 ทีมชาติไทย พบ มาเลเซีย

สโมสร ทีมชาติไทย

สโมสร ทีมชาติไทย

สโมสร ทีมชาติไทย

สโมสร ทีมชาติไทย

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2458 ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม โดยนักฟุตบอลทีมชาติสยาม 11 คนแรก มีรายชื่อดังนี้ อิน สถิตยวณิช (ผู้รักษาประตู) – แถม ประภาสะวัต, ต๋อ ศุกระศร, ภูหิน สถาวรวณิช (กองหลัง) – ตาด เสตะกสิกร, นา

ยกิมฮวด วณิชยจินดา (กองกลาง)  – หม่อมเจ้าสิทธิพร กฤดากร, ชอบ หังสสูต, โชติ ยูปานนท์, ศรีนวล มโนหรทัต, จรูญ รัตโนดม (กองหน้า) และลงเล่นในการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรกพบกับทีมสปอร์ตคลับฝ่ายยุโรปซึ่งใช้นักเตะอังกฤษทั้งหมด โดยแข่งขันกันที่สนาม

ราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ซึ่งทีมชาติสยามเอาชนะไปได้ 2-1 จากชัยชนะดังกล่าวทำให้กระแสความสนใจในกีฬาฟุตบอลในสยามประเทศเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่ง

สยามฯ ขึ้นอย่างเป็นทางการพร้อมทั้งตราข้อบังคับสมาคมฯ และแต่งตั้งคณะสภากรรมการชุดแรก ประกอบด้วยข้าราชกาชั้นผู้ใหญ่ 7 ท่าน โดยมีพระยาประสิทธิ์ศุภการ เป็นนายกสภาฯ และ

พระราชดรุณรักษ์ เป็นเลขาธิการ ในปีเดียวกันได้ริเริ่มจัดการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่ (ถ้วยพระราชทาน ก) และฟุตบอลถ้วยน้อย (ถ้วยพระราชทาน ข) ขึ้นเป็นครั้งแรก

ทีมชาติสยามได้ลงแข่งขันในเกมระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้ และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีน

ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยต่อมาชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ประกาศนโยบาย “รัฐนิยม” ฉบับแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2481 ให้เปลี่ยนชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ จาก

“สยาม” เป็น “ไทย”จึงเป็นสาเหตุให้มีการเปลี่ยนชื่อจากสมาคมฟุตบอลแห่งชาติสยามเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อฟุตบอลทีมชาติสยามเป็นฟุตบอลทีมชาติไทยมาจนถึงปัจจุบัน

การแข่งขันโอลิมปิกและซีเกมส์

ในปี พ.ศ. 2499 พล.ต.เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1956 ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย โดยเป็นครั้งแรกของทีมชาติไทยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในกีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันครั้งนั้นเป็นการ

แข่งขันแบบแพ้คัดออก โดยทีมไทยซึ่งมี บุญชู สมุทรโคจร เป็นผู้จัดการทีมชาติคนแรก จับฉลากพบกับทีมสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 0-9 (นับเป็นความพ่ายแพ้ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์) และตกรอบทันที โดยในรอบที่สอง ทีมสหราช

อาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 1-6 ก่อนที่บัลแกเรียจะคว้าเหรียญทองแดง ส่วนเหรียญเงินและเหรียญทองตกเป็นของทีมชาติยูโกสลาเวีย และสหภาพโซเวียตตามลำดับ ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า “ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 – 0” ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระ

ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งถึงสมาคมฟุตบอลฯ ให้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ หนึ่งในนักฟุตบอลชุดโอลิมปิกไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนีเพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย

จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 ทีมชาติไทยก็สามารถคว้าเหรียญทองแรกในกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันคือกีฬาซีเกมส์) ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ได้สำเร็จ และหากนับจนถึงปัจจุบันทีมชาติไทยสามารถคว้าแชมป์ซีเกมส์ได้รวม 16 สมัย (รวมทั้งทำสถิติ

คว้าแชมป์ติดต่อกัน 8 สมัย ตั้งแต่ พ.ศ. 2536-2550) ทีมชาติไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนเป็นครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2511 ภายใต้การคุมทีมของ พลเอก ประเทียบ เทศวิศาล โดยแพ้ทีมชาติบัลแกเรีย 0-7, แพ้ทีมชาติกัวเตมาลา 1-4 และแพ้ทีมชาติเช็กโกสโลวา

เกีย 0-8 ตกรอบแรกในการแข่งขัน ซึ่งผู้ชนะในรายการนี้ได้แก่ทีมชาติฮังการี ซึ่งคว้าเหรียญทองไปครอง และนั่นเป็นการเข้าร่วมการแข่งขันในโอลิมปิกเป็นครั้งสุดท้ายของทีมชาติไทยจนถึงปัจจุบัน

การแข่งขันเอเชียนคัพ, คิงส์คัพ, เอเชียนเกมส์ และ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน

ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลเอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิง

ลูกโทษตัดสินเอาชนะทีมชาติกัมพูชา ไปได้ 5-3 ภายหลังจากเสมอกัน 2-2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน คว้าตำแหน่งชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับ

ในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพเป็นสมัยแรกโดยเป็นแชมป์ร่วมกับทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพรวมทั้งสิ้น 11 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถคว้าตำแหน่งชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุง

ปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545 และล่าสุดในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้น

ที่ โดฮา ประเทศกาตาร์ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ (รอบ 8 ทีมสุดท้าย) และผ่านเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี พ.ศ. 2537 ทีมชาติไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) ร่วมกับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลกมาแข่งขันในประเทศไทยหลายครั้งด้วยกัน ได้แก่ เอฟซีปอร์โต (2540) อินเตอร์มิลาน (2540)

โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษและสโมสรชั้นนำอื่น ๆ อีกมากมาย

ถัดมาในช่วง พ.ศ. 2539 ทีมชาติไทยภายใต้การคุมทีมของธวัชชัย สัจจกุล ได้มีผู้เล่นชื่อดังในทีมชุดใหญ่หลายคน อาทิ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน, นที ทองสุขแก้ว, และ เนติพงษ์ ศรีทองอินทร์ จนได้รับการขนานนามจากสื่อว่าเป็น “ทีมชาติไทยชุดดรีมทีม

(Dream Team)” โดยมีผลงานโดดเด่นคือการชนะเลิศรายการ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน (ปัจจุบันคือรายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ) ที่ประเทศสิงคโปร์ และคว้าแชมป์รายการดังกล่าวได้รวม 5 สมัยจนถึงปัจจุบันซึ่งเป็นสถิติสูงสุด

 

 

 

บุรีรัมย์เปิดตัว3แข้งไทย

บุรีรัมย์เปิดตัว3แข้งไทย

บุรีรัมย์เปิดตัว 3 แข้งไทย

บุรีรัมย์เปิดตัว3แข้งไทย

ทีม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เสริมทัพอุตลุด เปิดตัวแข้งใหม่ทีเดียว 4 คน ได้แก่ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี, ชุติพนธ์ ทองแท้, นิรันดร์ มีมาก และ เรบิน การิบ สุลากา กอง

หลังโควตาเอเชีย เตรียมทวงบัลลังก์แชมป์ไทยลีก 2021

ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งศึกลูกหนังไทยลีก ประกาศคว้าตัวผู้เล่นใหม่และเปิดตัววันเดียวถึง 4 คน นำโดย

พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี  มิดฟิลด์ทีมชาติไทยจากสมุทรปราการ ซิตี้, ชุติพนธ์ ทองแท้ กองกลางจากพีที ประจวบ, นิรันดร์ มีมาก ปราการหลังลูกครึ่งไทย-สวีเดน จากชลบุรี เอฟซี และ เรบิน การิบ สุลา

กา กองหลังสัญชาติ อิรัก-สวีเดน ซึ่งเข้ามาร่วมทีมในฐานะโควตาเอเชียสำหรับ “นิว” พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี กองกลางตัวคุมเกมวัย 28 ปี เริ่มต้นเส้นทางฟุตบอลจามจุรี ยูไนเต็ด ก่อนจะย้ายไปยัง

เอสซี เมืองทอง ยูไนเต็ด และถูกปล่อยไปให้ พัทยา ยูไนเต็ด ที่เป็นทีมพันธมิตรยืมตัวไปใช้งานต่อมาในปี 2018 พัทยา ยูไนเต็ด ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สมุทรปราการ ซิตี้ เริ่มเจรจาคว้าตัว พีรดนย์

มาร่วมทัพอย่างถาวร และสำเร็จในปี 2019 เจ้าตัวถือว่าเป็นกำลังหลักให้กับทีม “เขี้ยวสมุทร” เรื่อยมาตลอด 3 ฤดูกาล ลงสนามรับใช้ต้นสังกัดไป 94 เกม ยิงไป 23 ประตู ในทุกรายการ ทำให้

ก่อนเริ่มฤดูกาล 2021/22 ปราสาทสายฟ้า คว้าตัวมาร่วมทีม โดยจะใส่เสื้อหมายเลข 5 ลงสนามสู้ศึกไทยลีกที่กำลังจะมาถึง

ขณะที่ ชุติพนธ์ ทองแท้ เป็นอดีตลูกเจี๊ยบสายฟ้ารุ่นแรก ซึ่งเข้าสู่รั้วอะคาเดมีบุรีรัมย์ ในปี 2009 เมื่อขัดเกลาฝีเท้าจนได้ที่ ได้ร่วมทัพบุรีรัมย์ เอฟซี คว้าแชมป์ดิวิชั่น 1 ในปี 2011 โดยเป็น

”นักรบลาวาเพลิง รุ่นสุดท้าย” ก่อนจะรวมทีมเป็นบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดจากนั้น “บอล” ได้ไปร่วมทัพ บีบี ซียู และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี โดยปักหลักเป็นแกนกลางของราชบุรีกว่า 6 ปี ก่อนจะย้ายไป

ยัง สุพรรณบุรี เอฟซี และพีที ประจวบ เอฟซี เป็นทีมล่าสุด ก่อนจะย้ายกลับมายัง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเตรียมสวมเสื้อหมายเลข 11 ลงสนามให้กับทีม

ด้าน นิรันดร์ มีมาก กองหลังวัย 25 ปี ที่ถือ 2 สัญชาติ ไทย-สวีเดน โดยเจ้าตัวเดินทางไปเติบโตและใช้ชีวิตที่สวีเดนตั้งแต่เด็ก และตัวเริ่มฝึกฟุตบอลกับ ไอเอฟ บรอมมาปอจคาร์น่า อีก

หนึ่งทีมดังของประเทศสวีเดน ตั้งแต่เป็นเยาวชน ก่อนที่ปี 2016 จะถูกดันขึ้นสู่ชุดใหญ่ แต่ไม่สามารถแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงของทีมได้

จากนั้น นิรันดร์ กลับมาค้าแข้งในไทยลีกกับ การท่าเรือ เอฟซี, โปลิศ เทโร และ ชลบุรี เอฟซี จนล่าสุดแนวรับเจ้าของความสูง 188 เซนติเมตร ได้ย้ายมายังถิ่นช้าง อารีนา และจะสวมเสื้อหมายเลข 88 ลงสนามให้กับบุรีรัมย์

ส่วนแข้งใหม่รายสุดท้ายคือ เรบิน การิบ สุลากา นักเตะที่ถือ 2 สัญชาติ อิรัก-สวีเดน ซึ่งเคยผ่านการค้าแข้งกับสโมสรในยุโรปอย่าง ลุงสกิล เอสเค (สวีเดน) เอลเวอร์รุม เอฟซี

(นอร์เวย์) เอฟเค ราดนิคกี้ นิส (เซอร์เบีย) ควมถึง เลฟสกี้ โซเฟีย สโมสรดังของบัลแกเรีย นอกจากนี้เจ้าตัวยังเคยลงสนามให้กับทีมชาติอิรักชุดใหญ่มาแล้ว 24 นัดด้วย

นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ (สสจ.บุรีรัมย์) เปิดเผยว่าการที่ คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ อนุญาตให้สนามที่ บุรีรัมย์ จัดแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า

ไทยลีก แบบมีผู้ชมเข้าได้ 25% เป็นแนวทางที่สามารถทำได้ หลัง สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีมาตรการป้องกันโควิด-19 ชัดเจน , ปลอดภัย และ ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่จังหวัดสีแดงเข้ม

จังหวัดบุรีรัมย์ มีสนามแข่งขัน 2 สนาม คือ ช้าง อารีนา และ บุรีรัมย์ ซิตี้ สเตเดียม (เขากระโดง สเตเดียม) ที่ได้รับเลือกจาก บริษัท ไทยลีก ให้เป็นสนามทางเลือกของทีมต่างๆ ที่อยู่ในจังหวัด

โซนสีแดงเข้ม ก่อนที่ล่าสุดจะได้รับการอนุญาตจาก คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบุรีรัมย์ ให้แฟนบอลเข้าชมได้ 25% โดยมีเงื่อนไขต้องเป็นผู้ได้รับวัคซีนแล้ว

ขณะที่ล่าสุด นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ (สสจ.บุรีรัมย์) ให้สัมภาษณ์ผ่านโกล ประเทศไทย ว่า

“ต้องอธิบายก่อนว่าสิ่งที่สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำเรื่องเข้ามา เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ครับ เพราะมาตรการของ กระทรวงสาธารณสุข ตามที่ ศบค. ประกาศออกมา ระบุไว้ว่าในส่วนของ

กีฬา ซึ่งไม่ใช่แค่ฟุตบอล สามารถ ให้คนเข้าชมได้แบบจำกัดจำนวน ขึ้นอยู่กับความปลอดภัย นั่นหมายว่า สามารถเข้าชมได้แต่จำกัดจำนวนและต้องมีมาตรการที่ชัดเจน เช่น เว้นระยะห่าง

เป็นระเบียบ, ใส่หน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัยตลอดเวลา, ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล, ไม่มีการสัมผัสกัน และทุกคนต้องฉีดวัคซีนตามเกณฑ์ที่กำหนด

“อีกส่วนหนึ่งคือ จ.บุรีรัมย์ ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่สีแดงเข้ม หรือพื้นที่ควบคุมสูงสุงและเข้มงวดด้วย ซึ่งพอเป็นแบบนี้ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ก็สามารถยื่นเรื่อง พร้อมกับมาตรการด้าน

สาธารณสุขให้กับคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา โดย คณะกรรมการโรคติดต่อแต่ละจังหวัด ก็จะมีเกณฑ์ และมาตรฐานเพื่อป้องกันการแพร่กระจายโรคซึ่งสามารถอนุญาตได้”

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมฟุตบอลทีมชาติไทยก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2458ในนามคณะฟุตบอลสำหรับชาติสยาม และเล่นการแข่งขันอย่างไม่เป็นทางการครั้งแรก (พบกับทีมฝ่ายยุโรป) ที่สนามราชกรีฑาสโมสร ในวันที่ 20 ธันวาคม ในปีนั้น จนวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อตั้งสมาคมฟุตบอลแห่งสยามฯ โดยลงเล่นในการแข่งขันระหว่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2473 พบกับทีมชาติอินโดจีน ซึ่งประกอบไปด้วยผู้เล่นเวียดนามใต้ และ ฝรั่งเศส เพื่อต้อนรับการเสด็จประพาสอินโดจีนของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยชื่อของทีมชาติและชื่อของสมาคมได้ถูกเปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2482 เมื่อสยามกลายเป็นประเทศไทย

ฟุตบอลทีมชาติไทย

เป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศ และอยู่ภายใต้การบริหารของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยทีมมีประวัติของความสำเร็จในการแข่งขันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือชนะเลิศอาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 5 สมัย และชนะเลิศซีเกมส์ 16 สมัย โดยทีมชาติไทยยังสามารถคว้าอันดับ 3 ในเอเชียในปี พ.ศ. 2499 พล.ต.เผชิญ นิมิบุตร ซึ่งเป็นนายกสมาคม ได้มีการหาผู้เล่นจากหลายสโมสรเพื่อจัดตั้งทีมที่จะลงแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 1956ที่เมลเบิร์น

โดยเป็นครั้งแรกของทางทีมที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมในกีฬาโอลิมปิก ในการแข่งขันนั้นเป็นการแข่งขันแบบแพ้คัดออก ทีมไทยจับฉลากพบกับสหราชอาณาจักร ในวันที่ 26 พฤศจิกายน โดยทีมไทยพ่ายแพ้ไป 0-9 (ความพ่ายแพ้ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์) ตกรอบทันที โดยในรอบที่สอง ทีมสหราชอาณาจักรก็พ่ายแพ้ให้กับทีมชาติบัลแกเรีย 6 ประตูต่อ 1 โดยทีมชาติบัลแกเรียได้เหรียญทองแดง

สมาคมฟุตบอลไทย

ทีมชาติยูโกสลาเวียได้เหรียญเงิน และสหภาพโซเวียตได้เหรียญทองไปครอง ภายหลังจากการแข่งขัน หนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันที่ 28 พฤศจิกายน ได้พาดหัวข่าวหน้ากีฬาว่า “ทีมชาติอังกฤษเฆี่ยนทีมชาติไทย 9 – 0” ซึ่งภายหลังจบการแข่งขัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีรับสั่งถึงสมาคมฟุตบอลฯ ให้ส่ง พล.ต.ดร.สำเริง ไชยยงค์ หนึ่งในนักฟุตบอลชุดโอลิมปิกไปศึกษาพื้นฐานการเล่นฟุตบอลจากประเทศเยอรมนี เพื่อให้กลับมาสอนการเล่นฟุตบอลให้แก่ทีมไทย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2508 ฟุตบอลทีมชาติไทยก็คว้าเหรียญทองในกีฬาแหลมทอง (ปัจจุบันเรียกว่าซีเกมส์) ครั้งที่ 3 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย จนถึง พ.ศ. 2552 ประเทศไทยชนะเลิศการแข่งขันทุก ๆ สองปีรวมทั้งสิ้น 12 ครั้ง

ในปี พ.ศ. 2515 ประเทศไทยได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอล เอเชียนคัพ 1972 ซึ่งเป็นการจัดการแข่งขันเอเชียนคัพครั้งที่ 5 โดยในการแข่งขันนี้ ทีมชาติไทยได้อันดับที่ 3 โดยยิงลูกโทษชนะทีมชาติกัมพูชา 5 ประตูต่อ 3 ภายหลังจากเสมอกัน 2 ต่อ 2 ซึ่งในการแข่งขันนี้ ทีมชาติอิหร่าน ชนะเลิศ และทีมชาติเกาหลีใต้ ได้รางวัลรองชนะเลิศตามลำดับในปี พ.ศ. 2519 ประเทศไทยได้แชมป์คิงส์คัพครั้งแรก โดยเป็นแชมป์ร่วมกับทีมชาติมาเลเซีย ภายหลังจากที่มีการเริ่มมีการจัดคิงส์คัพในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยต่อมาทีมชาติไทยได้เป็นแชมป์คิงส์คัพอีกหลายครั้งรวมทั้งสิ้น 11 ครั้งด้วยกัน

สำหรับการแข่งขันในเอเชียนเกมส์ ทีมชาติไทยยังไม่สามารถที่จะชนะเลิศได้ โดยความสำเร็จสูงสุดคือเข้ารอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นที่ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี พ.ศ. 2533 เช่นเดียวกับ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่จัดขึ้นที่ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2541 และ เอเชียนเกมส์ครั้งที่ 14 ที่จัดขึ้นที่ ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ในปี พ.ศ. 2545และครั้งล่าสุดเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 15 ที่จัดขึ้นที่ โดฮา ในปี พ.ศ. 2549 ทีมชาติไทยก็เป็นทีมเดียวในอาเซียนที่ผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ (8 ทีมสุดท้าย) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเข้ารอบโดยเป็นที่ 1 ของกลุ่มซี

ในปี พ.ศ. 2537 ไทยได้ร่วมก่อตั้งสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (เอเอฟเอฟ) กับอีก 9 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน และนอกจากนี้ ประเทศไทยได้มีการเชิญสโมสรชั้นนำจากทั่วโลก มาแข่งขันกับในประเทศไทยหลายครั้ง ได้แก่ เอฟซีปอร์โต(2540) อินเตอร์มิลาน (2540) โบคาจูเนียร์ (2540) ลิเวอร์พูล (2544) นิวคาสเซิลยูไนเต็ด (2547) เอฟเวอร์ตัน (2548) โบลตันวันเดอร์เรอร์ (2548) แมนเชสเตอร์ซิตี (2548 ที่ไทย และ 2550 ที่อังกฤษ) และสโมสรชั้นนำอื่น ๆ และในปี 2551 ไทยตกรอบฟุตบอลรอบคัดเลือก รอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยได้อยู่สายเดียวกับทีมอย่าง ญี่ปุ่น โอมาน บาห์เรน โดยไทยแข่ง 6 นัด ไม่ชนะใครเลย แพ้ 5 เสมอ 1 ทำให้ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออกจากตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นาน ปีเตอร์ รีดอดีตนักเตะเอฟเวอร์ตันและทีมชาติอังกฤษก็เข้ามารับตำแหน่งแทนแต่ไทย ก็พลาดแชมป์ อาเซียนฟุตบอลแชมเปียนชิพ 2007 โดยการแพ้ทีมชาติเวียดนามรวมผลสองนัด 3-2 และยังพลาดคิงส์คัพอีกรายการหนึ่ง โดยดวลจุดโทษแพ้ ทีมชาติเดนมาร์ก จากเหตุการณ์ดังกล่าว ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2552

ปีเตอร์ รีด จึงถูกปลดออกจากตำแหน่งรวมทั้งอนาคตที่ไม่แน่นอนในการคุมทีมชาติ

เพราะรีดมีข่าวว่าจะไปทำงานที่สโมสรฟุตบอลสโตกซิตี โดยเป็นผู้ช่วยของ โทนี พูลิส ผู้จัดการทีมสโตกซิตีในวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552, ไบรอัน ร็อบสัน ได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมซึ่งเซ็นสัญญาไปจนถึงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014. ต่อมาในวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันสามารถนำทีมชนะนัดแรกในการคุมทีมของในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 รอบคัดเลือก ที่พบกับ ทีมชาตสิงคโปร์ ด้วยสกอร์ 3-1แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, ร็อบสันนำไทยแพ้นัดแรกต่อทีมชาตสิงคโปร์ เช่นกันด้วยสกอร์ 1-0 ด้วยการแพ้ในบ้านที่ประเทศไทย. ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2553 ทีมสามารถยันเสมอกับจอร์แดน และ ทีมชาตอิหร่าน

ด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัดในการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2011 ที่ประเทศกาตาร์ได้ ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันสามารถนำชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 ที่ประเทศไทย ในการแข่งขันกระชับมิตร ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยเอาชนะทีมชาติอินเดีย ได้ด้วยสกอร์ 2-1 ในการแข่งขันกระชับมิตรเช่นกัน แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ร็อบสันนำทีมไทยตกรอบ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 ตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม หลังจากการเสมอ 2 นัดกับ ทีมชาติลาว และ ทีมชาติมาเลเซีย และแพ้ให้กับ ทีมชาติอินโดนีเซีย ซึ่งช่วงนั้นถือเป็นยุคมืดของไทยอย่างแท้จริง ทำให้ร็อบสันยกเลิกสัญญาจากการเป็นผู้จัดการทีมในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554.[6]

ต่อมา วินฟรีด เชเฟอร์ อดีตผู้จัดการทีมเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ท กับอดีตแมวมองสโมสรโบรุสเซียเมินเชนกลัดบัคสโมสรฟุตบอลชื่อดังในบุนเดสลีกาและอดีตผู้จัดการทีมทีมชาติแคเมอรูนวัย 61 ปีได้เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมไทยแทนไบรอัน ร็อบสัน ที่มีปัญหาในเรื่องสุขภาพ โดยงานแรกของเชเฟอร์คือการนำทีมไทยไปแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2014 ในรอบคัดเลือกโซนเอเชีย ซึ่งแฟนบอลทุกคนได้สนับสนุนการทำงานของเชเฟอร์มาตลอดไม่ว่าการแข่งขันในบ้านหรือนอกบ้านจะมีแฟนบอลคอยติดตามอยู่ทุกเมื่อ

โดยนัดแรกทีมชาติไทยได้บุกไปแพ้

ให้แก่ฟุตบอลทีมชาติออสเตรเลีย ด้วยสกอร์ 1-2 ซึ่งออกนำไปก่อนจากประตูของธีรศิลป์ แดงดา แล้วในการแข่งขันต่อมาสามารถเอาชนะฟุตบอลทีมชาติโอมานได้ 3-0 จากประตูของสมปอง สอเหลบ, ธีรศิลป์ แดงดา และการทำเข้าประตูตัวเองของราชิค จูมา อัล-ฟาร์ซี โดยเป็นชัยชนะนัดที่สองของทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ซึ่งนัดแรกคือนัดที่เอาชนะทีมชาติปาเสลสไตน์ได้ 3-2 ในรอบคัดเลือกรอบที่ 2.[8] และสามารถยันเสมอทีมชาติซาอุดีอาระเบียได้ 0-0 ในนัดถัดมาแต่หลังจากนั้นทีมชาติไทยได้แพ้อีกทั้ง 3 นัดในการไปเยือน 2 นัดและเล่นในบ้าน 1 นัดจึงทำให้หยุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ไว้ที่รอบแบ่งกลุ่ม (คัดเลือกรอบที่ 3 โซนเอเชีย) และในการแข่งขัน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2012 ทีมชาติไทยสามารถเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้ซึ่งต้องไปพบกับทีมชาตสิงคโปร์ด้วยการเอาชนะทีมชาติมาเลเซีย ด้วยสกอร์ 3-1 ในรอบก่อนรอบชิงชนะเลิศ ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกทีมชาติไทยบุกไปแพ้ทีมชาติสิงคโปร์แต่ก็ได้ประตูทีมเยือน

(อเวย์โกล์) จากอดุลย์ หละโสะและในนัดที่สองแข่งกันที่กรีฑาสถานแห่งชาติและสามารถเอาชนะทีมชาติสิงคโปร์ด้วยสกอร์ 1-0 จากประตูของกีรติ เขียวสมบัติแต่รวมผลสกอร์ทีมชาติไทยแพ้ 3-2 ต่อมาเชเฟอร์ได้นำไปแข่งในการแข่งขันเอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม) ซึ่งเขานำทีมชาติไทยแพ้ทั้ง 2 นัดและทำให้เขายกเลิกสัญญาระหว่างเขากับทีมชาติไทยในเดือนมิถุนายนพ.ศ. 2556 โดยทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชื่อดังเป็นผู้จัดการทีมชาติคนใหม่ ซึ่งนัดแรกของเกียรติศักดิ์ในการคุมทีมชาติไทยคือในการแข่งขันกระชับมิตรกับทีมชาติจีน โดยเกียรติศักดิ์สามารถนำทีมชาติไทยบุกไปชนะทีมชาติจีนถึงถิ่นด้วยสกอร์ 5-1

ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2556 ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แต่งตั้งให้ สุรชัย จตุรภัทรพงษ์ อดีตนักฟุตบอลชื่อดังชาวไทย เป็นผู้ฝึกสอนและเตรียมทีมชาติไทยไปแข่งกับทีมชาติอิหร่าน ในการแข่งขัน เอเชียนคัพ 2015 รอบคัดเลือก (แบ่งกลุ่ม)ก่อนที่เกียรติศักดิ์จะมาคุมทีมต่อและสร้างประวัติศาสตร์สามารถคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2014 มาครองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี และรองแชมป์คิงส์คัพในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 รวมทั้งในปี พ.ศ. 2559 ก็สามารถพาทีมเป็นแชมป์กลุ่มเอฟในการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบที่ 2 ผ่านเข้าสู่รอบที่ 3 ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี และสามารถผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพ 2019 ทันที ซึ่งเป็นการผ่านเข้าไปเล่นเอเชียนคัพได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปีอีกด้วย

 

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

เชียงรายยูไนเต็ด

สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2552 โดยใช้ชื่อว่า “สโมสรฟุตบอลเชียงราย ยูไนเต็ด” มีนายมิตติ ติยะไพรัชเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานสโมสร ซึ่งนายมิตตินั้นมีความชื่นชอบกีฬาฟุตบอลมาแต่เดิมและต้องการมีสโมสรฟุตบอลเป็นของตนเอง ประจวบกับการเกิดขึ้นของลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ในปีพ.ศ. 2552 นายมิตติจึงตัดสินใจส่งทีมลงแข่งขันในปีนั้นในฐานะทีมฟุตบอลของจังหวัด

เชียงราย และได้เลือกใช้ “กว่างโซ้ง” เป็นสัญลักษณ์ทีม สื่อถึงความเป็นนักสู้ และใช้สีส้มเป็นเสื้อทีมเหย้า ในช่วงแรกนั้นการบริหารทีมเป็นไปอย่างลำบากเนื่องจากคนในจังหวัดยังไม่ตื่นตัวกับฟุตบอลไทยมากนัก แต่การคุมทีมของ ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ได้ช่วยให้สโมสรมีผลงานใน

สนามที่น่าพอใจและเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้น สามารถจบอันดับหนึ่งของตารางลีกภูมิภาค ภาคเหนือ ด้วยสถิติไร้พ่าย ก่อนจะจบอันดับที่ 2 ในรอบเพลย์ออฟ และได้สิทธิ์เลื่อนชั้นสู่ไทยลีกดิวิชั่น 1 ในฤดูกาล พ.ศ. 2553

ในลีกดิวิชั่น 1 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ด เริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างไม่ดีนักเนื่องจากโค้ชธวัชชัยได้ย้ายไปคุมทีมพัทยา ยูไนเต็ด ทำให้ทีมในช่วงแรกนั้นยังไม่สามารถทำผลงานได้ดี อีกทั้งยังมีการเปลี่ยนตัวผู้ฝึกสอนบ่อย อย่างไรก็ตาม นายมิตติได้ตัดสินใจเลือก สเตฟาโน คูกูรา ผู้ฝึกสอนชาว

บราซิลเข้ามาคุมทีมในช่วงกลางฤดูกาล ภายใต้การคุมทีมของคูกูรา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำอันดับได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จากอันดับที่ 13 ของตารางขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ และจบฤดูกาลด้วยอันดับที่สาม ทำให้ได้สิทธิ์เลื่อนชั้นไปเล่นไทยพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2554 เป็นทีมสุดท้ายของปี

แม้จะเป็นทีมใหม่ในลีกสูงสุดของประเทศ

แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะผลงานการเล่นในฐานะทีมเหย้า โดยมีนักฟุตบอลอย่างวสันต์ นาทะสันและลีอังดรู อัสซัมเซาเป็นคู่กองหน้าตัวความหวังของทีม อย่างไรก็ตามในฤดูกาล 2554 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องสนามแข่งขัน ที่ต้องย้ายสนามเหย้าบ่อยครั้งเนื่องจากปัญหาจากความล่าช้า

ในการปรับปรุงสนามกีฬากลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและปัญหาเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บริเวณมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นเหตุให้เชียงราย ยูไนเต็ดไม่สามารถใช้สนามทั้งสองได้ ทำให้สโมสรจำเป็นต้องย้ายไปใช้สนามสมโภชเชียงใหม่ 700 ปีอยู่ระยะหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของสโมสรอย่างหนัก แต่ด้วยการเรียกร้องของชาวเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้า

หลวงจึงอนุญาตให้สโมสรสามารถใช้สนามของมหาวิทยาลัยได้อีกครั้ง หลังประสบปัญหาดังกล่าว นายยงยุทธ ติยะไพรัชผู้เป็นพ่อของนายมิตติได้เข้ามาช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้ทีมมีสนามเป็นของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงได้เริ่มมีการก่อสร้างสนามเหย้าขึ้นบนที่ดินใกล้กันกับสนามบินนานาชาติแม่ฟ้าหลวงเชียงราย แม้จะมีปัญหามากมาย แต่เชียงรายยูไนเต็ดก็สามารถจบฤดูกาลได้ด้วยอันดับที่ 10 ของตารางได้

ในฤดูกาล 2555 สนามยูไนเต็ด สเตเดียม ได้เปิดใช้อย่างเป็นทางการ และได้รับการตอบรับจากแฟนบอลอย่างกว้างขวาง โดยเชียงรายจบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 9 อย่างไรก็ตาม ในฤดูกาล 2556 เชียงราย ยูไนเต็ดกลับประสบปัญหาในเรื่องฟอร์มการแข่งขันที่ย่ำแย่ ทำให้ทีมต้องอยู่อันดับในโซนตกชั้นอยู่เป็นเวลานาน แม้จะมีการปลด สเตฟาโน คูกูรา ออกแล้วแต่การคุมทีม

ของ เฮงค์ วิสมัน ผู้ฝึกสอนชาวฮอลแลนด์ ก็ไม่สามารถพาทีมทำผลงานได้ดีขึ้นได้แต่อย่างใด เมื่อล่วงเข้าสู่ช่วงปลายฤดูกาล เชียงราย ยูไนเต็ดจึงได้ อนุรักษ์ ศรีเกิด เข้ามาช่วยแก้วิกฤตและรอดจากการตกชั้นได้สำเร็จ ในฤดูกาล 2557-2559 อดีตนักเตะของเชียงราย ยูไนเต็ดอย่างธีรศักดิ์ โพธิ์อ้น ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นผู้ฝึกสอน มีแนวทางการทำทีมที่เน้นการพัฒนาเยาวชน ซึ่งหนึ่งในเยาวชนอย่างเอกนิษฐ์ ปัญญา ก็สามารถสร้างสถิติเป็นผู้ทำประตูที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ได้ ณ ขณะนั้น ตลอดช่วงสามปีของการคุมทีมของธีรศักดิ์ เชียงราย ยูไนเต็ดยังคงเกาะอยู่ในกลุ่มกลางตารางได้อย่างต่อเนื่อง

ในฤดูกาล 2559 สิงห์ปาร์ค ของบริษัทสิงห์ ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลักของทีม ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดเริ่มมีเงินทุนในการพัฒนาทีมมากขึ้น โดยสามารถดึงนักเตะชื่อดังอย่างฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์เข้ามาร่วมทีมได้ เมื่อจบฤดูกาล สโมสรได้แยกทางกับธีรศักดิ์ โพธ์อ้น และได้แต่งตั้งอาเลชังดรี กามา อดีตผู้ฝึกสอนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดเข้ามาเป็นผู้ฝึกสอน ในวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560 นาย มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวยืนยันว่าได้ทำการเปลี่ยนชื่อสโมสรเป็น สโมสรฟุตบอลสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด[2] รวมถึงเปลี่ยนชื่อสนามเป็นสิงห์ สเตเดียม เนื่องจากได้ผลิตภัณฑ์สิงห์ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนหลัก โดยในฤดูกาล 2560 เชียงราย ยูไนเต็ดได้ยกระดับทีมขึ้นมาเป็นทีมเจ้าบุญทุ่มอย่างเต็มตัวด้วยงบการทำทีมกว่า 300 ล้านบาท ได้มีซื้อตัวนักฟุตบอลชื่อดังและสามารถดึงตัวผู้เล่นระดับแถวหน้า อาทิ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ เข้าทีมมาด้วยค่าตัว 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นค่าตัวนักเตะไทยที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังได้เซ็นสัญญากับนักฟุตบอลดาวรุ่งจากเมืองทอง ยูไนเต็ดอีกกว่า 5 คน ได้แก่ พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ชัยวัฒน์ บุราณ, สุริยา สิงห์มุ้ย และ ชินภัทร ลีเอาะ ที่ภายหลังได้พัฒนาฝีเท้าจนกลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมไปในที่สุด

ฤดูกาล 2560 ภายใต้การคุมทีมของกามา เชียงราย ยูไนเต็ดสามารถทำผลงานได้ดีกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยสามารถจบฤดูกาลได้ในอันดับที่ 4 ได้ตำแหน่งรองแชมป์ฟุตบอลรายการโตโยต้า ลีกคัพ และคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ มาครองได้สำเร็จเป็นแชมป์แรกในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเอาชนะทีมแบ็งค็อก ยูไนเต็ดไป 4-2 พร้อมได้สิทธิ์ในการเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีก ฤดูกาลถัดไป และแม้ในฤดูกาล 2561 นั้น เชียงราย ยูไนเต็ดจะประสบปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การที่ผู้เล่นตัวหลักทั้ง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ย้ายออกจากทีม การลาออกของรองประธานสโมสรผู้เป็นกำลังหลักในการบริหารอย่าง ธนพล วิระเทพสุภรณ์ หรือแม้แต่การที่ทีมไม่สามารถรักษาฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในฟุตบอลลีกได้ แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็ยังคงรักษาฟอร์มการเล่นในฟุตบอลถ้วยได้อย่างยอดเยี่ยมจนสร้างประวัติศาสตร์คว้า “ทริปเปิลแชมป์” ได้เป็นครั้งแรกของสโมสร (ช้าง เอฟเอคัพ, โตโยต้า ลีกคัพ และ ไทยแลนด์แชมเปียนส์คัพ) ก่อนที่ทางสโมสรจะตัดสินใจแยกทางกับอาเลชังดรี กามาในนัดสุดท้ายของฤดูกาล ซึ่งเป็นนัดที่เชียงราย ยูไนเต็ดเอาชนะบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดไปได้ 3-2 และสามารถป้องกันแชมป์ช้าง เอฟเอคัพ พร้อมรับสิทธิ์ไปเล่นรอบเพลย์ออฟรายการเอเอฟซี แชมป์เปียนลีกได้เป็นปีที่สองติดต่อกัน

ในช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2562 นายมิตติ ติยะไพรัชได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประธานสโมสรให้แก่นางสาวปวิศรัฐฐ์ ติยะไพรัช ผู้เป็นน้องสาว เนื่องจากตนต้องการทำงานด้านการเมืองกับทางพรรคไทยรักษาชาติ อย่างเต็มที่ ก่อนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปีและกลับเข้ามารับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของสโมสรในภายหลัง เมื่อฤดูกาล 2562 เปิดฉากขึ้น เชียงราย ยูไนเต็ดภายใต้การคุมทีมของผู้ฝึกสอนคนใหม่อย่าง ไอล์ตัน ซิลวา ก็สามารถทำผลงานได้ดีและสม่ำเสมอกว่าในฤดูกาลที่ผ่านมา สืบเนื่องจากผู้เล่นชาวไทยที่มีความเข้าใจรูปแบบการเล่นของทีมบวกกับความเด็ดขาดในการทำประตูของคู่กองหน้าอย่าง บิลล์ โรซีมาร์ และ วิลเลียม เอนรีเก แม้ทีมจะตกรอบฟุตบอลถ้วยทุกรายการ แต่ก็ยังคงสามารถรักษาผลงานในลีกได้จนก้าวขึ้นมาเบียดแย่งตำแหน่งจ่าฝูงกับบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงท้ายได้อย่างสูสีจนต้องตัดสินแชมป์กันในนัดสุดท้ายของฤดูกาล โดยก่อนการแข่งขันนั้น เชียงราย ยูไนเต็ดมีคะแนนทั้งหมด 55 แต้ม ในขณะที่ทางบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดมีคะแนนรวม 57 แต้ม นำเป็นจ่าฝูงของลีก แต่เมื่อจบการแข่งขันนัดสุดท้าย ทั้งสองทีมกลับมีเท่ากันที่ 58 แต้ม เนื่องจากเชียงราย ยูไนเต็ดสามารถเอาชนะสุพรรณบุรี เอฟซี ไปได้ 5–2 ส่วนบุรีรัมย์นั้นพลาดท่าเสมอกับสโมสรเชียงใหม่ เอฟซี 1-1 เมื่อคะแนนของทั้งสองทีมเท่ากัน จึงจำเป็นต้องมีการตัดสินด้วยกฏเฮดทูเฮด ซึ่งเชียงรายนั้นมีเฮดทูเฮดที่ดีกว่าบุรีรัมย์ (เสมอ 0-0 ในเกมเยือน และชนะ 4-0 ในเกมเหย้า) ทำให้เชียงราย ยูไนเต็ดพลิกสถานการณ์และคว้าแชมป์ไทยลีกสมัยแรกมาครองได้สำเร็จในที่สุด

แม้สโมสรจะประสบปัญหาเรื่องรายได้จากการระบาดของโรคโควิด-19 ในฤดูกาล 2563-64 แต่เชียงราย ยูไนเต็ดก็สามารถประคับประคองสถานะของทีมให้ไปต่อได้ โดยได้มีการลดงบประมาณการทำทีมและแต่งตั้งให้เอเมอร์สัน ปาไรร่า เป็นผู้ฝึกสอนชั่วคราว ก่อนที่จะจบฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ช้าง เอฟเอคัพมาครองได้เป็นสมัยที่ 3

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศ สโมสรก่อตั้งใน พ.ศ. 2513 ในชื่อ “สโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในยุคของบุรีรัมย์wwww พีอีเอ และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยชนะเลิศไทยลีก 6 สมัย และจบรองชนะเลิศ 2 ครั้ง (กรณีไม่นับรวมช่วงการไฟฟ้าฯ)สีประจำสโมสรคือสีกรมท่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

2553 ในชื่อ “บุรีรัมย์ พีอีเอ” หลังจากที่เนวิน ชิดชอบ ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปลายปี 2552[1] และแข่งขันในลีกสูงสุดครบทุกฤดูกาล โดยเคยคว้าแชมป์ไทยลีกถึงสามฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556–2558 และทำสถิติเก็บคะแนนสูงสุดของไทยลีกในฤดูกาล 2561 ที่ 87 คะแนน[2] นอกจากนี้ ยังเคยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกปี 2556 ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในระดับทวีปของสโมสรปัจจุบัน สโมสรลงเล่นเกมเหย้าที่ช้างอารีนา ซึ่งเปลี่ยนชื่อสนามจากชื่อเดิมอย่าง “ไอ-โมบายสเตเดียม”[3] สนามแห่งนี้มีความจุ 32,600 ที่นั่ง ถือเป็นสนามฟุตบอลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีสโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของ[4] บุรีรัมย์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญคือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โดยทั้งสองสโมสรผลัเดิมชื่อ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นสโมสรที่เปลี่ยนแปลงมาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 โดยดร.วีระ ปิตรชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกกำลังกายและสร้างความสามัคคีร่วมกันในหมู่คณะต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท 

งเล่น 3 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในถ้วย ค. และลงเล่นอยู่ 2 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นถ้วย ข. และอีก 2 ฤดูกาลสโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จหลังจากลงเล่นในดิวิชั่น 1 อยู่นานสโมสรก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อได้รองแชมป์

ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2547 และได้เล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2548 โดยฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดสโมสรสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อได้ตำแหน่งรองแชมป์ และศุภกิจ จินะใจ กองหน้าของทีมก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับศรายุทธ ชัยคำดี กองหน้าของทีมการท่าเรือไทย ที่จำนวน 10 ประตู และยังได้เล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2549 ร่วมกับสโมสรฟุตบอลยาสูบ อีกด้วย แต่ทั้ง 2 สโมสรกลับส่งรายชื่อผู้เล่นให้เอเอฟซีไม่ทันตามที่กำหนด จึงทำให้ทั้ง 2 สโมสรถูกตัดสิทธิและพลาดโอกาสลงเล่นในรายการระดับทวีปในท้ายที่สุด

ฤดูกาล 2551 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552ฤดูกาล 2552 สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิต อดีตผู้จัดการทีม

ชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์

ที่นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2552 จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด[5] ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ [1] นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก[6]แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะ

ย้ายสนามแข่งจากไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์[1] หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็นบุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมดและทีมผู้ฝึกสอนบางส่วนการเข้ามาของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ ส่งผลให้มีการปรับปรุงและพัฒนาทีมอย่างมาก มีการนำระบบ

บริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้ามาใช้กับบริษัท เช่น การทำสัญญาจ้างนักฟุตบอล การเจรจา และทำสัญญาซื้อขายนักฟุตบอลด้วยสัญญามาตรฐาน การสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ตามมาตรฐานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อใช้เป็นสนามเหย้า การจัดทำระบบบัญชี การเงิน กฎหมาย การตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ และ ความน่าเชื่อถือแก่บริษัทผลจากการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการธุรกิจ

และพัฒนาทีมอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรคนใหม่ ส่งผลให้บุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นทีมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทยพรีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็ว มีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือแฟนคลับ มากถึง 65,000 คน [7] มีผู้เข้าชมเกมการแข่งขัน นัดละไม่น้อยกว่า

10,000 คน เมื่อเป็นเจ้าบ้าน และเมื่อเป็นทีมเยือน จะมีแฟนบอลติดตามไปชมไม่น้อยกว่า 1,500 คน อีกทั้งยังเป็นทีมที่สร้างสถิติผู้เข้าชมสูงสุดของไทยพรีเมียร์ลีก คือ 25,000 คน และ สร้างสถิติจำหน่ายของที่ระลึกได้สูงสุด 1,400,000 บาท ภายในวันเดียว คือนัดที่เตะกับเมืองทองยูไนเต็ด เมื่อวันที่ กันยายน ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน

ฝ่ายเจ้าของสิทธิ์ของสโมสรเดิมคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเดิมอยู่ในการกำกับดูแลของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก พรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนมาอยู่ในการกำกับดูแลของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ จาก พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบายที่จะย้ายสโมสรออกจากจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่าฝ่ายนายเนวินจะขายหุ้น 70% [5] ที่ตนถืออยู่ออกไป จะแยกทีมการไฟฟ้าออกจากจังหวัดบุรีรัมย์และย้ายไปอยู่

จังหวัดอื่น ส่วนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่

ทีมบุรีรัมย์-พีอีเอเดิม จะไปรวมกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ เอฟซี ที่ได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 และเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2555 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดนายเนวินกล่าวว่า ในฤดูกาล 2555 สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (บุรีรัมย์ เอฟ

ซีเดิม) จะลงเล่นในไทยพรีเมียร์ลีก และเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ด้วยโควตาชนะเลิศฤดูกาล 2554 ของบุรีรัมย์-พีอีเอฤดูกาล 2551 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552ฤดูกาล 2552 สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์

ลีก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิ

อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ที่

นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2552 จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับ

ขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด[5] ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ [1] นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก[6]แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะ

ฟุตบอลไทยช่วงนี้

ฟุตบอลไทยช่วงนี้

ฟุตบอลไทยช่วงนี้

ฟุตบอลไทยช่วงนี้

ฟุตบอลไทยช่วงนี้ หลังจากที่ทราบผลกันมาดีว่า ฟุตบอลไทย ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายเนื่องจากพ่ายแพ้ทีมอาเซียน

พลตำรวจเอกสมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลขอบคุณความทุ่มเท เสียสละ นักกีฬา สตาฟฟ์โค้ช ขอโทษแฟนบอล ผลงานไม่เป็นไปตามเป้า

ในฐานะนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณนักกีฬาฟุตบอล ทีมงานผู้ฝึกสอน สตาฟฟ์โค้ช ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องที่ทุ่มเท เสียสละ ในการไปทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถในฐานะตัวแทนของคนไทย

เจาะสถิติหลังเกมที่ทาง “ทีมชาติไทย” พ่ายแพ้ให้กับ “ทีมชาติมาเลเซีย” ด้วยสกอร์ 0-1 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก รอบสอง กลุ่มดี นัดที่ 8 ที่เพิ่งจบลงไป

วันที่ 16 มิ.ย. 64 ความเคลื่อนไหวหลังเกมที่ทาง “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอนชาวญี่ปุ่น พ่ายแพ้ให้กับ “แข้งเสือเหลือง” ทีมชาติมาเลเซีย ที่มี ตัน เชง โฮ กุมบังเหียน 0-1 ในศึก ฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่มจี นัดที่ 8 หรือนัดสุดท้ายของรอบนี้

สัปดาห์ที่แล้ว เขาได้มีโอกาสสัมภาษณ์ บิ๊กแป๊ะ ถิรชัย วุฒิธรรม อดีตผู้จัดการทีมลูกหนังชาติไทย และพหูสูตวงการกีฬาที่ทุกคนให้การยอมรับว่ามีความ ตงฉิน และ ให้ทัศนะในเรื่องต่างๆอย่างเป็นกลางที่สุดแล้ว ในรายการไลฟ์สด เม้าส์กีฬา ประสาบีบางปะกง

บิ๊กแป๊ะ บอกว่าจบบอลโลกครั้งนี้ ทีมฟุตบอลชาติไทยคงต้องมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างแน่นอน แต่จะเป็นการเปลี่ยนโค้ชคนใหม่เข้ามาทำทีมแทนอากิระ นิชิโนะ หรือเปล่านั้น เป็นเรื่องของสัญญาที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯได้ทำไว้กับกุนซือซามูไรก่อนหน้านี้

จากผลบอลครั้งล่าสุดที่ ไทยแพ้ให้กับ มาเลเซีย ชาวโซเชียลไทยเป็นที่เดือดมาก อีกทั้งไม่สามารถรับได้กับผลงานทีม ชาติไทยที่เริ่มดิ่งลงเหวมากลงทุกที

อีกทั้งแฟนบอลไทยส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่ามันน่าอายมาก ที่ผลออกมาเป็นแบบนี้ แฟนบอลร้องขอให้ผู้หญ่ของทีมลูกหนังไทย ออกมาแสดงความรับผิดชอบ หรือควรออกจากการบริหารทีมเพื่อเป็นโชคของทีม

มีคนเคยยกประเด็นคำพูดว่า ถ้าไม่มีอะไรดีขึ้น จะขอลาออกเอง แฟนบอลยังบอกอีกว่า ถ้าจ้างโค้ชแพงมากมายขนาดนั้นแต่สร้างผลงานออกมาแบบนี้ ก็ควรกลับไปพิจารณาตัวเองเสียใหม่

จากผลลัพธ์ล่าสุด เป้นการตกรอบของกองทัพ ช้างศึก ทีมชาติไทยชุดใหย่ ภายใต้กาควบคุมทีมของ อากิระ นิชิโนะ ในศึกฟุตบอลโลก 2022

เป็นรอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบสอง ด้วยการเป็นรองบ๊วยของกลุ่ม จี มี 9 แต้ม จาก 8 นัด อีกทั้งเกมนัดสุดท้ายพ่ายแพ้ต่อทีมชาติ เมาเลเซีย 0-1 เป็นการปิดฉากทัวร์นาเม้นด้วยผลงานไม่น่าอภิรมย์เท่าไร

จากล่าสุดคือแฟนบอลชาวไทยก้ต่างพากันสแดงความคิดเห็นบนโลกโซเชียล หรือบนโลกออนไลน์อย่างฝุ่นหนาฝาคั่ง ต่อการบริหารงานของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

พูดถึงความล้มเหลวที่ไม่น่าเป็นพอใจมาสักระยะ และต้องการให้นายกสมาคมฟุตบอลประเทศไทยอย่าง บิ๊กอ๊อด ออกมาแสดงความรับชอบต่อผลงานทีมชาติไทยในครั้งนี้ เพื่อแสดงศํกยภาพทีมชาติล้มเหลวอย่างต่อเนื่อง

 

อดีตผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทย นาย เศรษฐา ทวีสิน ได้แสดงความเห็นอีกครั้ง หลังช้างศึกตกรอบคัดฟุตบอลโลก 2022 บอกเอาไวว่าถึงเวลาที่ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ในขณะเดียวกันนั้นแฟนบอลไทยได้นำคำพูดของประมุขบอลไทย ที่เคยพูดเอาไว้เมื่อตอนที่ได้รับตำแหน่งเป็นประมุขบอลไทยใหม่อีกด้วยว่า

เพื่อความก้าวหน้าของวงการฟุตบอลไทยอย่างแท้จริง ถ้าไม่มีอะไรดีขึ้ร เขาจะขอลาออก ถ้าเป้นนายกสมาคม แล้วทำดีไม่ได้ ก็ควรที่จะให้คนอื่นเข้ามาแทนที่จะดีกว่าให้คนไทยประณามว่าไม่ได้ทำอะไร อีกั้งชาวเน็ตยังไปสรรหาคลิปในตำนานชื่อว่า ใครไม่อายผมอาย ขึ้นมาเต็มโลกโซเชียลมากมาย

ต่อมาแฟนบอลอีกหลายคนยังพูดถึงประเด็นของ อากิระ นิชิโนะ ที่ได้รับค่าจ้างมหาศาล แต่กลับทำผลงานได้ตรงกันข้ามแบบไม่น่าเชื่อสมาคมฟุตบอลไทยควรมีการไตร่ตรองพิจารณากันใหม่ว่า การจ้างโค้ชด้วยเงินที่สูงขนาดนี้แต่เหตุถึงได้พาทีมชาติไทยดิ่งลงเเรื่อย ๆ เช่นนี้ ควรที่จะต้องพิจารณาและวางแผนกันใหม่ทั้งหมด

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมาก มีความเคลืื่อนไหวหลังจากที่ ช้างศึก ทีมชาติไทย ไม่ประสบความสำเร็จ ในการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกโซนเอเชีย

ล่าสุด ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตยอดกองหน้าทีมชาติไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น ผ่านช่องยูทูบ แตงโมลง ปิยะพงษ์ ยิงว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือทีมชาติไทย โดยใช้โค้ชชาวไทยนั้นก็มีอยู่ สามตัวเลือก

ที่น่าสนใจตอนนี้ก้คือ โค้ชเฮง วิทยา เหลาหกุล ประธานเทคนิคชลบุรี เอฟซี ต่อมาเป็น โค้ชแบน อชตวัน ศรีปาน เฮดโค้ชของทรู แบ็งค็อก ยูไนเต็ด และ โค้ชเตี้ย สะสม พบประเสริฐ ของชลบุรี เอฟซี ส่วน เซอร์เด็จ จะเด็จ มีลาภ กับ โค้ชโอ่ง ดุสิต เฉลิมแสน เหมาะกับการคุมระดับเยาวชนและยู23 มากกว่า

หลังจากนั้นมา ปิยะพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า ถ้าจะเลือกโค้ชไทยมาคุม โค้ชแบน เป็นที่สมบูรณ์แบบ เขาเป็นโค้ชฟุตบอลให้ความเกรงใจ ถ้ามีการติดต่อกัน ไลฟ์สไตล์เหมือนกัน ก็มีโอกาสเป็นไปได้ ส่วนโค้ชจเด็จ มีลาภ กับ ดุสิต เฉลิมแสน

น่าจะเหมาะกับการคุมทีมเยาวชนมากที่สุดในความคิดของเขา  เพราะเขาเป็นโค้ชที่มีความรู้เรื่องฟุตบอล รู้ตื้นลึกหนาบาง เป้นนักวิเคราะห์ และนักวิจารณ์ที่ต้องบอกเลยว่าตรงประเด็น เขารู้ว่าทีมชาติกำลังขาดอไร

อีกทั้งยังรู้วิธีบริหารการจัดการ สมองและทัศนคติเป็นเลิศ มีคอนเน็คชั่นกับสมาคมฟุตบอล ดังนั้นคนที่เหมาะสมจะเป็นโค้ช แล้วพามาแทนที่โค้ช นิชิโนะ ก็คือโค้ชเฮง เอาคนใกล้ชิดน่าจะดีที่สุด อีกทั้งยังเห็นอีกว่าโค้ชมีความสามารถ เนืองจากทุกอย่างของโค้ชมันบ่งบอกถึงโปรไฟล์ที่ดี

 

เมื่อพูดถึงเกมดังกล่าวแล้ว ทีมชาติมาเลเซีย ได้ประตูจาก ซาฟาวี ราชิต ในนาทีที่ 52 และเมื่อจบเกมทำให้ทีมขาติจบศึกคัดบอลโลก โซนเอเชีย อันดับที่ 4

ล่าสุด ชนาธิป สงกระสินธฺ์ กองกลางคนสำคัญของทีมชาติไทย จากสโมสร คอนซาโดเล ซัปโปโร ในศึกเจลีก ญี่ปุ่น ที่พลาดโอกาสได้มาช่วยทัพช้างศึก  เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บ ได้ออกมาโพสต์ แสดงความคิดเห็นหลังจบเกมวา ช้างศึกจะต้องกลับมา เขาเชื่อว่าแบบนั้น

หลังจากนั้นก็มีบรรดาแฟนบอลก็ได้เข้ามาตอบคอมเม้นให้กำลังใจ ชนาธิป กันอย่างล้นหลาม

พูดถึงเกมนี้ อากิระ นิชิโนะ วาง ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เป็นกองหน้าตัวเป้า ส่วนตรงกลางมี เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ ,สุภโชค สารชาติ และ ธนวัฒน์ ซึ่งจิตถาวร  ด้าน ตัน เชง โฮ เกมนี้ ใช้ตัวนักเตะลูกครึ่งอย่าง ดิออน คูลส์, แมทธิว เดวีส์ รวมถึง นาซมี ฟาอิซ และ ซยาห์มี ซาฟารี ทั้งหมดทั้งมวล