เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ อย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อ เขาได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมไปถึงคัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ด้วย และได้เผยรายชื่อขุนพลสิงโตคำรามชุดสู้ ศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนนี้

แกเร็ธ เซาธ์เกต กล่าวว่า เจดอน ซานโช่ และเจสซี่ ลินการ์ด พลาดตำแหน่งในทีมชาติอังกฤษเนื่องจากขาดโอกาสในการลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ยังเปิดเผยถึงสาเหตุที่แข้งปีศาจแดงอีกคนอย่าง เมสัน กรีนวู้ด

รวมไปถึงแข้งที่กำลังฟอร์มดีของเชลซี อย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หลุดโผออกไป ในการประกาศรายชื่อ 25 ขุนพลทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ซานโช่ ต้องพบว่า ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่จะสร้างผลกระทบให้กับทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ หลังจากย้ายมาในราคา 73 ล้านปอนด์จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อช่วงฤดูร้อนและได้เล่นรวมทั้งหมด 85 นาทีในการแข่งขันห้านัดหลังสุดของแมนฯ ยูไนเต็ด ทางด้านลินการ์ด ยังประสบปัญหาในการลงเล่นในทัพปีศาจแดง และยังไม่ได้ออกสตาร์ทในพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้เลย

ในขณะเดียวกัน กรีนวู้ด เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล เขายิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 9 นัดในพรีเมียร์ ลีก แต่กลับถูกมองข้ามอีกครั้งจากเซาธ์เกตสำหรับเกมที่อังกฤษจะพบกับแอลเบเนียและซาน มาริโน่ ในเดือนพฤศจิกายนนนี้ โดยเมื่อถูกถามว่ากรีนวู้ดปฏิเสธการเรียกตัวหรือไม่ เซาธ์เกตตอบว่า

“เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในเดือนนี้ เราได้พบกับเขาในเดือนนี้และเข้าใจดีว่าเขาอยู่ตรงไหน” “เราได้คุยกันเมื่อเดือนที่แล้วกับผู้เล่นดาวรุ่ง เส้นทางและภาระของพวกเขาแตกต่างออกไป” “เขาอยู่ที่สโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่ที่มีความคาดหวังสูง เขาตระหนักดีว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่ฟุตบอลระดับทีมชาติ” “เราต้องการทำให้มันถูกต้องกับผู้เล่นอายุน้อยๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้เล่นส่วนใหญ่ในวัยนี้ มันเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยกันดีสำหรับเราในการพัฒนาเยาวชน”

เซาธ์เกต ยังสนับสนุนซานโช่และลินการ์ด ให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอังกฤษในอนาคต “กับเจสซี่และเจดอน พวกเขาไม่ได้เล่นฟุตบอลมากนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในตำแหน่งของพวกเขา” ผู้จัดการทีมทีมชาติอังกฤษกล่าว “หากคุณลงเล่นให้สโมสรเป็นประจำ คุณมีโอกาสที่ดีกว่ามากในการที่เราจะประเมินว่าคุณเล่นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกัน” “กับสองคนนี้ พวกเขาเจอการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในตำแหน่งที่พวกเขาเล่น” “ทั้งสองคนเข้าใจดีว่าพวกเขาต้องลงเล่นให้สโมสรและเล่นให้ดี แล้วจากนั้นการติดทีมชาติอังกฤษจึงเป็นโบนัสสูงสุด พวกเขาทำได้ดีสำหรับเรา ผมแน่ใจว่าพวกเขาจะกลับมาอยู่กับเรา”

เซาธ์เกต ยังเชื่อว่าฮัดสัน-โอดอย ปีกของเชลซีพลาดโอกาสติดทีมชาติครั้งนี้เพราะปฏิเสธการติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 โดยนักเตะวัย 20 ปีอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของโธมัส ทูเคิล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของอังกฤษสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึงกับแอลเบเนียและซานมารีโน โดยฮัดสัน-โอดอย ปฏิเสธโอกาสที่จะไปร่วมทีมชาติอังกฤษรุ่นยู-21 และเซาธ์เกตเปิดเผยว่า ปีกรายนี้ต้องการที่จะเบียดเข้าทีมชุดใหญ่ด้วยการสร้างฟอร์มที่น่าประทับใจในทีมเชลซี

เซาธ์เกต ยังเชื่อว่าฮัดสัน-โอดอย ปีกของเชลซีพลาดโอกาสติดทีมชาติครั้งนี้เพราะปฏิเสธการติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 โดยนักเตะวัย 20 ปีอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของโธมัส ทูเคิล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของอังกฤษสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึงกับแอลเบเนียและซานมารีโน โดยฮัดสัน-โอดอย ปฏิเสธโอกาสที่จะไปร่วมทีมชาติอังกฤษรุ่นยู-21 และเซาธ์เกตเปิดเผยว่า ปีกรายนี้ต้องการที่จะเบียดเข้าทีมชุดใหญ่ด้วยการสร้างฟอร์มที่น่าประทับใจในทีมเชลซี

รายชื่อนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนพฤศจิกายน

ผู้รักษาประตู : แซม จอห์นสตัน (เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน), จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน), อารอน แรมส์เดล (อาร์เซนอล)

กองหลัง : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล), เบน ชิลเวลล์ (เชลซี), คอเนอร์ โคอาดี้ (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส), รีซ เจมส์ (เชลซี), แฮร์รี่ แม็คไกวร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไทโรน มิงส์ (แอสตัน วิลล่า), ลุค ชอว์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), จอห์น สโตนส์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

กองกลาง : จู๊ด เบลลิงแฮม (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ลิเวอร์พูล), เมสัน เม้านท์ (เชลซี), คาลวิน ฟิลลิปส์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), เดแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), เจมส์ วอร์ด-พร้าวส์ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

กองหน้า : แทมมี่ อับราฮัม (อาแอส โรม่า), แจ็ค กรีลิช (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), ฟิล โฟเด้น (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์), มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), บูกาโย่ ซาก้า (อาร์เซนอล), ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

 

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

 

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เจ้าของคำว่า ‘Here We Go’ ระบุว่า อันโตนิโอ คอนเต้ เป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหากมีการยื่นข้อเสนอเข้าไป ซีเนดีน ซีดาน ก็จะไม่ปฏิเสธทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ดเช่นกัน

ประวัติ คอนเต้

อันโตนีโอ คอนเต้ เกิด 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอิตาลี ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2016–17 คอนเต้ ได้เป็นผู้จัดการ ทีมเชลซี โดยได้รับการแต่งตั้ง ตั้งแต่ยังไม่จบ ฤดูกาล 2015–16 โดย ได้เซ็นสัญญาเป็นเวลา 3 ปี โดย คอนเต้ ได้คุมทีมเชลซีจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2018

เกียรติประวัติ

ผู้เล่น

ยูเวนตุส

  • ยูฟ่าคัพ (1): 1992–93
  • เซเรียอา (5): 1994–95, 1996–97, 1997–98, 2001–02, 2002–03
  • โกปปาอีตาเลีย (1): 1994–95, 2001–02 (รองชนะเลิศ), 2003–04 (รองชนะเลิศ)
  • ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา (4): 1995, 1997, 1998 (รองชนะเลิศ), 2002, 2003
  • ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1): 1995–96, 1996–97 (รองชนะเลิศ), 1997–98 (รองชนะเลิศ), 2002–03 (รองชนะเลิศ)
  • ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (1): 1996
  • ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ (1): 1996
  • ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพ (1): 1999

อิตาลี

  • ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป: ยูโร 2000 (รองชนะเลิศ)
  • ฟุตบอลโลก: 1994 (รองชนะเลิศ)

ผู้จัดการทีม

บารี

  • เซเรียเบ (1): 2008-09

ซีเอนา

  • เซเรียบี: 2010-11 (รองชนะเลิศ)

ยูเวนตุส

  • เซเรียอา (1): 2011–12
  • ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา (1): 2012
  • โกปปาอีตาเลีย: 2011–12 (รองชนะเลิศ)

อินเตอร์มิลาน

  • เซเรียอา (1): 2020–21
  • ยูฟ่ายูโรปาลีก: 2019–20 (รองชนะเลิศ)

เกียรติส่วนตัว

  • Albo Panchina d’Argento (1): 2008-09
  • Albo Panchina d’Oro (1): 2011-12
  • ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเซเรียอา (1): 2011-12
  • Trofeo Maestrelli Best Italian Manager (1): 2011-12

ประวัติ ซีดาน

ซีเนดีน ซีดาน เกิดวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1972 อดีตนักฟุตบอลอาชีพและผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส

ซีดานเกิดที่เมือง มาร์แซย์ ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวชาวแอลจีเรียอพยพ มีชื่อเต็มว่า ซีเนดีน ยาซีด ซีดาน (Zinedine Yazid Zidane) มีชื่อเล่นว่า “ซีซู” (Zizou) เริ่มเป็นนักฟุตบอลอาชีพขณะอายุ 17 ปี กับ กาน ของฝรั่งเศส จากนั้นก็มาประสบความสำเร็จกับ บอร์โด ใน ลีกเอิง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป ได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรก โดยเป็นผู้เล่นคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ ทีมชาติฝรั่งเศสใน ฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งช่วยให้ฝรั่งเศสได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยแรก เมื่อเป็นผู้โหม่งทำประตูให้กับฝรั่งเศสนำ บราซิล คู่ชิงในรอบชิงชนะเลิศถึง 2 ประตู และยังช่วยให้ฝรั่งเศสได้ แชมป์ยูโร 2000 ในอีก 2 ปีต่อมา ซึ่งถือได้ว่าฝรั่งเศสนับเป็นชาติแรกที่ได้ทั้งแชมป์โลกและแชมป์ยูโรติดต่อกัน

 

 

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

สื่อเกาหลีอัพเดต ซน ฮึงมิน หลังลือติดโควิดชวดเจอสาลิกา

หลังจากที่ มีข่าวลือ เดทกับ จีซู BLACKPINK ไปได้ไม่นาน ก็มีข่าวเพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว โดยมีรายงานข่าวว่า ‘ซน ฮึงมิน’ เขาคือ 1 ใน 2 นักเตะ ของทีมที่ติดโควิด-19

ซนฮึงมิน นักเตะซุปตาร์ชาวเกาหลีใต้ ได้รับค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์สุดทึ่ง ก่อนถูกสื่อลือ กระหน่ำแอบซุ่มปลูกต้นรักกับ คิมจีซู พี่ใหญ่วง Blackpink

กลายเป็นเรื่อง Talk of the Town กันเลยทีเดียว เมื่อมีกระแสข่าวว่า ซนฮึงมิน กัปตันทีมชาติเกาหลีใต้อาจซุ่มกับ คิมจีซู หนึ่งในสมาชิกวง Blackpink วัย 26 ปี ซึ่งสื่อเกาหลีใต้เคยตีข่าวว่า ซนฮึงมิน บินไปปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่ จีซู พี่ใหญ่วง Blackpink ไปร่วมงาน Paris Fashion Week ในฐานะ Global Brand Ambassador

แม้ว่าความสัมพันธ์ของ 2 ซุปตาร์ยังเป็นเพียงแต่ข่าวลือ แต่ทางด้านต้นสังกัดหรือตัวแทนของทั้ง 2 ฝ่ายเอง ก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

ซนฮึงมิน วัย 29 ปี ถือเป็นแข้งหลักของ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ โดยตลอดปีที่ผ่านมาทำประตูไปได้ 109 ประตู จากการลงเล่น 284 นัดในทุกรายการ และได้รับการยกย่อง ว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน โดยทั้งยิงและแอสซิสต์ทะลุเลขสองหลัก ในช่วงสองฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย

โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ footballinsider247 ระบุว่า ซงฮึงมิน ได้รับค่าเหนื่อย 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ (คิดเป็นเงินไทย 9,188,819 บาท) หากนับเป็นรายเดือนแล้วก็อยู่ที่ราว 275 ล้านบาทเลยทีเดียว

จากข่าวที่ถูกเปิดเผยออกมาเมื่อวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม 2564 ว่าผู้เล่นท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ สองคนมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวก ทำให้มีแนวโน้มว่าทั้งสองจะพลาดการแข่งขันของทีมเป็นจำนวน 3 เกมรวมถึงเกม ในวันนี้ที่ จะเจอกับนิวคาสเซิล งานนี้ก็มีการคาดเดากันอย่างกว้างขวางว่าใครคือผู้เล่นที่ติดเชื้อโควิด และสองชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือซน ฮึงมิน และ ไบรอัน กิล

แต่ล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา สำนักข่าว Yonghap News ของเกาหลีใต้ซึ่งเทียบเท่ากับสำนักข่าว AP ได้รายงานข่าวที่อ้างถึง “แหล่งข่าวในท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับสถานการณ์นี้” ที่กล่าวว่าการทดสอบโควิดของดาวเตะจากแดนกิมจิรายนี้ให้ผลเป็นลบและน่าจะทำให้เขาได้ลงเล่นที่เซนต์เจมส์ พาร์ค ในวันนี้ (อาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564)

แหล่งข่าวในเกาหลีใต้อาจมีการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับซน ฮึงมิน ดังนั้นจึงน่าจะมีความสามารถในการค้นหาข้อมูลนี้ ซึ่งจะทำให้แฟนๆ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มีความหวังอีกครั้งที่จะได้เห็น ‘ซนนี่’ ลงสนามในวันนี้แม้ว่าอาจมีข้อกังขาเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างเหล่านี้ อย่างไรก็ตามแฟนๆ อาจจะอยากได้ยินเรื่องแบบนี้จากอลาสแดร์ โกลด์ หรือแจ็ค พิตต์-บรู๊ค ซึ่งเป็นแหล่งข่าวของท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่น่าเชื่อถือมากกว่า

เกี่ยวกับเรื่องนี้ อลาสแดร์ โกลด์ ทวีตว่า “ผมเข้าใจความต้องการของโซเชียล มีเดีย ที่อยากทราบชื่อของผู้เล่นสเปอร์สสองคนที่มีผลตรวจเป็นบวก อย่างไรก็ตาม นอกจากวันนี้จะมีการทดสอบใหม่เพื่อยืนยันแล้ว มันก็ยังขึ้นอยู่กับพวกเขาที่ว่าต้องการที่จะเปิดเผยปัญหาด้านสุขภาพหรือไม่ พวกเขาอาจทำอย่างนั้นได้ แต่ก็เป็นทางเลือกของพวกเขา”

ทั้งนี้สเปอร์ส จะเดินทางไปเยือนนิวคาสเซิล ยูไนเต็ดในวันนี้ ท่ามกลางความกังวลกันว่า ซน ฮึงมิน อาจไม่ได้ลงสนาม โดย Sky Sports รายงานว่า ทัพไก่เดือยทองมีผู้เล่นสองคนมีผลตรวจโควิด-19 เป็นบวกและไม่สามารถเล่นได้ และ London Evening Standard ตั้งข้อสังเกตว่า ‘ซน ฮึงมิน’ อาจจะไม่ได้ลงเล่นใน เกมเจอทัพสาลิกาดง นั่นก็ทำให้เกิดความกังวลกันว่า ‘ซน’ คือหนึ่ง ในผู้เล่นที่ผลตรวจเป็นบวก แต่หากรายงานของ Yonhap เป็นจริง แข้งทีมชาติเกาหลีใต้ก็จะพร้อมลงสนามและถือเป็นข่าวดีของนูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ และทีมเลยทีเดียว

 

 

 

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา เปิดเผยว่าได้ยกให้นักเตะฝีมือดีของเชลซีคนนึงเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่เขาต้องการซื้อตัวมาร่วมทัพให้ได้ในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคม 2022

นักเตะเซลชีอย่าง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปราการหลังของเชลซี ได้ถูกจับตามองกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรอัล มาดริด ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ หรือในช่วงของตลาดนักเตะนั้นเอง ทั้งนี้ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีกำลังจะหมดสัญญากับทัพสิงห์บลูส์ในช่วงซัมเมอร์หน้า

หลังจากปฏิเสธสัญญาใหม่ที่มีมูลค่าราว 125,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ดังนั้น เรอัล มาดริด จึงวางไว้ให้รูดิเกอร์ เป็น ‘เป้าหมายอันดับ 1’ ในปีหน้า เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าแข้งรายนี้สามารถเติมเต็มช่องว่างที่ของราฟาเอล วาราน และเซร์คิโอ รามอส ทิ้งไว้

 สื่อดังสัญชาติสเปน รายงานว่า เรอัล มาดริด กระตือรือร้นที่จะเซ็นสัญญากับ รูดิเกอร์ ในช่วงฤดูหนาวนี้ โดยเชื่อกันว่ายักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา ลีก้า จะเริ่มเปิดการเจรจากับกองหลังเชลซีในเดือนมกราคม โดยที่คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมหวังว่ารูดิเกอร์ จะสามารถเติมเต็มช่องว่างที่รามอสทิ้งไว้จากการย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง แบบฟรีๆ

ในช่วงชองซัมเมอร์ที่ผ่านมา และวารานซึ่งเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 36 ล้านปอนด์ ทั้งรามอสและวาราน ต่างก็ใช้เวลาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว 16 และ 10 ฤดูกาล ตามลำดับ ช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง 4 สมัย และลา ลีก้า สเปน 3 สมัย

อย่างไรก็ตาม ตัวรูดิเกอร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมามากพอว่าคู่ควรที่จะอยู่ในทีมเรอัล มาดริด โดยนักเตะวัย 28 ปีรายนี้ติดทีมชาติเยอรมัน 47 นัด และมีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเชลซีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ 2 สมัย, ยูโรป้า ลีก 1 สมัย และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีก 1 สมัย นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเชลซีจากโรม่าเมื่อปี  2017

อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด จะต้องต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่างบาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีบุนเดสลีก้า โดยก่อนหน้านี้ รูดิเกอร์ ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือที่บอกว่าเขาอยู่ในสายตาของทัพเสือใต้ และปราการหลังทัพสิงโตน้ำเงินครามก็กล่าวว่าเขา ‘รู้สึกเป็นเกียรติ’ ที่ถูกเชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรีย แต่ยังคงมุ่งมั่นกับเชลซี

“แน่นอนครับว่า (ความสนใจของบาเยิร์น มิวนิก) ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมและพิสูจน์ให้เห็นว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” เขากล่าว “แต่ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองวอกแวก” “ผมมีภาระผูกพันกับสโมสรของผมในการทำงานให้ได้ดี ผมต้องพิสูจน์ตัวเองทุกเกมและอย่าปล่อยให้ตัวเองไขว้เขวไปกับข่าวลือ ผมตัดสินใจด้วยตัวเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร ผมรู้สึกดีกับที่ๆ ผมอยู่ตอนนี้”

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

ทำไมแมนฯ ซิตี้ แฟนบอลไม่เต็มสนาม

“3 เกมล่าสุดที่เล่นที่นี่ พวกเรายิงไปถึง 16 ประตู … ดังนั้นวันเสาร์นี้ ผมต้องการคนมาชมเกมของเรามากกว่านี้ … ได้โปรด เราอยากได้แฟนบอลเข้าสนามเพิ่ม เพราะเราจะต้องเหนื่อยแน่”

นี่คือสิ่ง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พูดเชิงขอร้องแฟนบอลของพวกเขาให้เข้ามาชมเกมในเวลาที่ทัพเรือใบสีฟ้าเล่นเป็นทีมเหย้า และหลังจากประโยคนี้ … ซิตี้ ทำได้แค่เสมอกับ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 … โดยที่ผู้ชมยังไม่เต็มความจุเหมือนเช่นเคย

ว่ากันด้วยตัวเลขเป็นอย่างไร ? 

การหาข้อเท็จจริงที่ดีที่สุดคือการใช้หลักฐานยืนยัน และหลักฐานที่ชัดเจนไม่มีอะไรมากกว่าไปตัวเลขอีกแล้ว สนาม ฟุตบอล “เอติฮัด สเตเดียม” หรือในชื่อเดิม “ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ สเตเดียม” สนามแห่งนี้มีความจุทั้งหมด 55,017 คน และถือเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ในพรีเมียร์ลีก และติดท็อป 10 สนามฟุตบอลทั่วสหราชอาณาจักร

มันเป็นพื้นฐานกับทุกสโมสรคือเมื่อเลือกใช้สนามที่ใหญ่ขึ้น ย่อมมีเหตุผลมาจากพวกเขามีฐานแฟนบอลที่เพิ่มขึ้น แล้ว ซิตี้ ล่ะ ? มีแฟนบอลเพิ่มมากขนาดไหนก่อนจะมาเริ่มใช้สนามแห่งนี้ในปี 2003

แฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ ได้ชื่อว่ามีฐานแฟนบอลท้องถิ่นจากแคว้น Greater Manchester จากการสำรวจของสื่อท้องถิ่นอย่าง Manchester Evening News (MEN) พบว่า แฟนบอลของ แมนฯ ซิตี้ ส่วนใหญ่ที่เป็นคนท้องถิ่นอยู่ค่อนไปทางตะวันออก กินพื้นที่เมือง สต็อกพอร์ต, เทมไซด์, และ โอลด์แฮม

ซึ่งหากวัดกับตัวเลขที่ เอติฮัด สเตเดียม ณ ปัจจุบัน หรือล่าสุดกระทั่งฤดูกาล 2021-22 จากความจุทั้งหมดราว 55,000 คน แฟน ซิตี้ เข้ามาเชียร์เกมเหย้าในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 51,857 คน คิดเป็น 94.3% ของความจุแบบเต็มจำนวน

จากตัวเลขตั้งแต่อดีตราว 30-40 ปีก่อนจนถึงปัจจุบัน พอจะบอกได้ว่าแฟนท้องถิ่นของ ซิตี้ นั้นมีจำนวนที่เยอะอยู่แล้ว แต่การดันยอดมาถึง 94% ของความจุของสนามใหม่ได้ ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาได้ฐานแฟนบอลเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะจากท้องถิ่นหรือฐานแฟนบอลทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งแปลกใจที่ เป๊ป จะต้องการแฟน ๆ มากกว่านี้ในเกมเหย้า และรู้สึกว่ามีคนน้อยเกินไปในช่วงโปรแกรมยุโรป เพราะอันที่จริง ในเกมระดับที่ ยูฟ่า รับรองนั้น จำนวนแฟนบอลในสนามจะลดลงตามปกติ เพราะจะไม่มีการอนุญาตให้ขายตั๋วยืนกับแฟนบอล ดังนั้นตั๋ว 1 ใบ จะเท่ากับ เก้าอี้นั่ง 1 ตัว รวมถึงมีการกันเก้าอี้บางส่วนไว้เป็น “เขตกันชน” ระหว่างแฟนบอลของทั้งสองฝั่ง ซึ่งทำให้ความจุผู้ชมลดลง โดยสำหรับ เอติฮัด สเตเดียม ในเกมยุโรป ความจุสูงสุดจะเหลือเพียง 53,000 คนเท่านั้น

นอกจากนี้ ย้อนกลับไปในเกมกลางสัปดาห์นั้น แฟนบอลของ ซิตี้ ก็จะลดหายไปเป็นปกติอยู่แล้ว และแทบจะไม่มีเกมที่มีแฟนบอลเต็มความจุเลยหากไม่เจอกับทีมใหญ่ โดยในปี 2018 มีแฟนบอลเข้าสนาม เอติฮัด ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก พบ ลียง จำนวน 40,000 คน และปีต่อมากับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค มีแฟนบอลเข้าสนามเพียง 30,270 คนเท่านั้น

มันค่อนข้างชัดเจนเลยว่าจริง ๆ แล้ว แฟน แมนฯ ซิตี้ นั้นไม่ได้มีน้อย หรือเข้าสนามน้อยอย่างที่คิด แม้การเข้าชมเกมพรีเมียร์ลีกในเอติฮัดจะถือว่าเป็นลำดับ 12 หากเทียบกับอีก 19 ทีมในลีก แต่ถ้ามองในแง่ตัวเลขก็มีคนดูหายไปเพียง 6% ของความจุสนามเท่านั้น

ถ้าเทียบกับทีมใหญ่อื่น ๆ เป็นเช่นไร ? 

สิ่งเดียวที่ทำให้ ซิตี้ โดนล้อเลียน ณ เวลานี้ก็คือเรื่องของแฟนบอลนั่นแหละ ในขณะที่แฟนบอล ซิตี้ หายไปเกือบ ๆ 15,000 คน ในเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2021-22 กับ แอร์เบ ไลป์ซิก โดยมีผู้ชมเพียง 38,062 คน เมื่อมองดูทีมในลีกเดียวกันที่ลงเล่นฟุตบอลยุโรปอย่าง ลิเวอร์พูล ก็จะเห็นความต่างได้มาก ๆ อย่างสนาม แอนฟิลด์ ที่จุคนดูได้ 54,000 คน ยังมีคนเข้าสนามถึง 51,445 คนเลยในเกมกับ เอซี มิลาน

คุณอาจจะคิดว่านี่อาจเกิดขึ้นเพราะคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล เป็นทีมใหญ่เหมือนกัน แถมยังมีปูมหลังที่เกี่ยวข้องกันในรายการนี้จึงอาจจะทำให้แฟน ๆ อยากเข้าชม แต่ก็อยากให้ลองมอง เชลซี ที่เปิดรังเหย้า สแตมฟอร์ด บริดจ์ ชนะ ทีมอย่าง เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก 1-0 โดยในเกมนั้นมีกองเชียร์เข้าสนาม 39,252 คน จากความจุทั้งหมด 41,837 คน

จะเห็นได้ว่า เชลซี เจอทีมจากลีกเล็กกว่า (ไลป์ซิก – เยอรมัน, เซนิต – รัสเซีย) ด้วยซ้ำ แต่แฟนบอลของพวกเขาก็ยังเข้าสนามด้วยเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่า แมนฯ ซิตี้ เยอะเลยทีเดียว

จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่าง มันทำให้แฟน แมนฯ ซิตี้ โดนเรียกว่า “พลาสติกแฟน” (Plastic Fan) หรือแฟนบอลตัวปลอม ขยายความอีกขั้นก็คือ แฟนบอลที่เพิ่งเริ่มหันมาเชียร์เมื่อทีมมีตังซื้อนักเตะเก่ง ๆ จ้างกุนซือดี ๆ โดยที่ก่อนหน้านี้พวกเขาอาจจะเชียร์ทีมอื่น ๆ มาก่อน

จริง ๆ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ ทุกคนมีสิทธิ์จะเลือกทีมที่ตัวเองชื่นชอบ และจะเป็นทีมไหนก็ได้บนโลก เพียงแต่ว่าแฟนฟุตบอลนั้นเป็นกลุ่มคนที่ชอบยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องของศักดิ์ศรีอยู่พอสมควร พวกเขาจะมีความภูมิใจมาก ๆ ที่ได้บอกว่า “ผมร่วมหัวจมท้ายมาพร้อม ๆ กับสโมสรนี้” 

พวกเขาเชียร์ตอนทีมตกชั้น เชียร์ตอนที่ทีมยังแข่งไปก็มีแต่แพ้ หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงความลำบาก ซึ่งในวันหนึ่งที่สโมสรประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกเขาคือ Real Fan หรือแฟนตัวจริง ไม่ใช่ พลาสติก หรือของปลอมทำเหมือน ที่หันมาเริ่มเชียร์ตอนทีมชนะ

ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่เขาพูดนั้นเท่จริงหรือไม่ ? มีศักดิ์ศรีมากกว่าคนอื่น ๆ แค่ไหน ? คำตอบนั้นไม่ตายตัว แล้วแต่คนจะคิด ต้องบอกแบบนั้นจึงจะดีที่สุด

คุณอาจจะคิดว่านี่อาจเกิดขึ้นเพราะคู่แข่งของ ลิเวอร์พูล เป็นทีมใหญ่เหมือนกัน แถมยังมีปูมหลังที่เกี่ยวข้องกันในรายการนี้จึงอาจจะทำให้แฟน ๆ อยากเข้าชม แต่ก็อยากให้ลองมอง เชลซี ที่เปิดรังเหย้า สแตมฟอร์ด บริดจ์ ชนะ ทีมอย่าง เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก 1-0 โดยในเกมนั้นมีกองเชียร์เข้าสนาม 39,252 คน จากความจุทั้งหมด 41,837 คน

จะเห็นได้ว่า เชลซี เจอทีมจากลีกเล็กกว่า (ไลป์ซิก – เยอรมัน, เซนิต – รัสเซีย) ด้วยซ้ำ แต่แฟนบอลของพวกเขาก็ยังเข้าสนามด้วยเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่า แมนฯ ซิตี้ เยอะเลยทีเดียว

พวกเขาเชียร์ตอนทีมตกชั้น เชียร์ตอนที่ทีมยังแข่งไปก็มีแต่แพ้ หรืออะไรก็ตามที่บ่งบอกถึงความลำบาก ซึ่งในวันหนึ่งที่สโมสรประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกเขาคือ Real Fan หรือแฟนตัวจริง ไม่ใช่ พลาสติก หรือของปลอมทำเหมือน ที่หันมาเริ่มเชียร์ตอนทีมชนะ

ซึ่งความจริงแล้วสิ่งที่เขาพูดนั้นเท่จริงหรือไม่ ? มีศักดิ์ศรีมากกว่าคนอื่น ๆ แค่ไหน ? คำตอบนั้นไม่ตายตัว แล้วแต่คนจะคิด ต้องบอกแบบนั้นจึงจะดีที่สุด

 

 

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

ส.บอลไทยแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง คุมช้างศึก

เป็นทางการ! ‘ส.บอลไทย’ แต่งตั้ง ‘มาโน โพลกิ้ง’ คุมทัพช้างศึก ‘มาดามแป้ง’ แจงเหตุเฟ้นกุนซือ

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ประกาศแต่งตั้ง มาโน โพลกิ้ง นั่งแท่นหัวหน้าผู้ฝึกสอน ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ อย่างเป็นทางการ เพื่อสู้ศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020

มาโน โพลกิ้ง กุนซือชาวเยอรมัน-บราซิล เข้ามาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2012 โดยเริ่มจากการเป็นผู้ช่วย โค้ช ของ วิลฟรีด เชเฟอร์ กุนซือใหญ่ทีมชาติไทย ก่อนจะผันตัวไปคุมทีมระดับสโมสรในไทยยาวนานถึง 8 ปี ได้แก่ อาร์มี่ ยูไนเต็ด, สุพรรณบุรี เอฟซี และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ก่อนจะย้ายไปคุมทีม โฮจิมินห์ ซิตี้ ในศึกวีลีก ในฤดูกาล 2020/21

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมชาติไทยชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เผยว่า “การแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 เป็นรายการสำคัญที่กำลังใกล้เข้ามา ซึ่งเหลือเวลาการทำงานอีกเพียง 2 เดือน ไม่ใช่เพียงไทยที่อยากเป็นจ้าวอาเซียน แต่ทุกทีมก็มุ่งหวังเช่นกัน ในสถานการณ์รุมเร้ามากมาย ทั้งอันดับโลกที่ตกลง และสถานการณ์โควิด-19 ภายในประเทศที่ทำให้การแข่งขันไทยลีกต้องเดินตามโปรแกรม  การเตรียมทีมของทีมชาติไทยมีน้อยมาก เราจึงมีความจำเป็นต้องเลือกโค้ชที่มีความเข้าใจและรู้จักทรัพยากรนักฟุตบอลไทยดีที่สุด ซึ่งเราก็มีความมั่นใจในศักยภาพของมาโน ว่าจะนำประสบการณ์ทั้งหมดมาช่วยทำให้เป้าหมายของทีมชาติไทยสำเร็จ”

”ทราบถึงความคิดเห็นของแฟนบอลว่าต้องการโค้ชหลายๆ คน แต่ในความจริงแล้วทุกอย่างมีความยาก เพราะต้องดูในรายละเอียดต่างๆ ประกอบด้วย เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วบนพื้นฐานที่สามารถทำได้ ซึ่ง มาโน โพลกิ้ง ตอบโจทย์ทีมชาติไทยทุกข้อในเวลานี้ ที่สำคัญ นี่ยังไม่ใช่มาสเตอร์แพลน และผลการแข่งขันรายการนี้จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถกับอนาคตของทีมชาติไทยของเขาต่อไป”

พร้อมกันนี้ ยังประกาศแต่งตั้ง จเด็จ มีลาภ และ หนึ่งฤทัย สระทองเวียน สองผู้ฝึกสอนระดับโปรไลเซนส์ มากประสบการณ์ทั้งการแข่งขันในประเทศ และระดับนานาชาติ เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนคนไทย เพื่อสอดประสานการทำงานในเชิงเทคนิค การบริหารจัดการภายในของทีมชาติไทยชุดดังกล่าว โดยยังมีทีมงานผู้ฝึกสอนและสตาฟฟ์จากสมาคมฯ ซึ่งมีความพร้อม ร่วมทำงานเพื่อเป้าหมายของทีมชาติไทย

โดย “มาดามแป้ง” ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “ครั้งนี้เป็นงานรวมใจ ต้องใช้ทีมเวิร์คในการทำงาน จึงให้ความสำคัญของทีมผู้ฝึกสอนคนไทย ที่มีความรู้ ความสามารถอยู่ในแถวหน้าของประเทศ ซึ่ง เซอร์จเด็จ, โค้ชหนึ่งฤทัย ต่างก็เรียนหลักสูตรโปรไลเซนส์ร่วมกับมาโน มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”

“โดยเฉพาะโค้ชหนึ่งฤทัยที่แม้จะเป็นผู้หญิง แต่ก็สร้างประวัติศาสตร์พาทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกถึง 2 สมัยติดต่อกันมาแล้ว ความละเอียดอ่อนของผู้หญิงจะเข้ามาช่วยเรื่องการบริหารจัดการงานหลังบ้านของทีมร่วมกับแป้ง ความเป็นครูบาอาจารย์ที่สั่งสมองค์ความรู้ฟุตบอลไทยมากมาย แป้งเชื่อว่าทั้งสองคนจะเป็นส่วนช่วยเติมเต็มการทำงาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อทีมชาติไทยในเวลานี้”

สำหรับ การแข่งขันเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2564 – 1 มกราคม 2565 ซึ่งจะประกาศประเทศเจ้าภาพภายในปลายเดือนกันยายนนี้

โดยคาดว่าจะเป็นการช่วงชิงกันระหว่าง ไทย และ สิงคโปร์ ซึ่งโปรแกรมการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอ ของไทย มีดังนี้

 5 ธันวาคม 2564
–  ผู้ชนะรอบคัดเลือก (บรูไน หรือ ติมอร์ เลสเต) พบ ไทย

 11 ธันวาคม 2564
– ไทย พบ เมียนมาร์

 14 ธันวาคม 2564
– ฟิลิปปินส์ พบ ไทย

18 ธันวาคม 2564
– ไทย พบ สิงค์โปร์

สำหรับ มาโน โพลกิ้ง เพิ่งแยกทางกับ โฮจิมินห์ ซิตี้ เอฟซี หลังหมดสัญญาพอดีระหว่าง วีลีก 2021 ตัดจบการแข่งขัน  โดยก่อนหน้านี้ ผ่านประสบการณ์คุมทีมในไทยลีกมาแล้ว หลายสโมสรทั้ง อาร์มี่ ยูไนเต็ด , สุพรรณบุรี เอฟซี และ ทรู แบงค็อกฯ รวมถึง ยังเคยเป็นมือขวาของ วินฟรีด เชเฟอร์ ในทีมชาติไทยชุดใหญ่ ระหว่างปี 2012-2013

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ผู้เล่นแบ็กซ้ายทีมการท่าเรือชุดปัจจุบันอย่าง “แม็ก” จตุรพัช สัทธรรม ยังคงจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในวันที่เขาได้พบกับ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เป็นครั้งแรก

วันนั้นเด็กชายวัย 12 ปีถูกเพื่อนรุ่นพี่ที่ จ. ระยอง ชักชวนให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปทดสอบฝีเท้าเพื่อเข้าโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ตอนแรกจตุรพัชไม่ตั้งใจจะคัดตัวด้วย คิดแค่มากับเพื่อนเท่านั้น แต่เป็นโค้ชโต่ยที่เห็นแววของเขาขณะเตะบอลเล่นในสนามหญ้า เลยบอกให้ลงไปคัดตัว

จากนั้นตกลงรับจตุรพัชเข้ามาอยู่ในแคมป์ฝึกหัดนักเตะเยาวชนที่ตนดูแล นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตจตุรพัท ทำให้เขาได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ผ่านการขัดเกลาฝีเท้าโดยโค้ชโต่ย กระทั่งกลายเป็น นักฟุตบอล อาชีพที่มีดีกรีทีมชาติอย่างทุกวันนี้

แฟนบอลไทย

อาจรู้จักชื่อเสียงโค้ชโต่ยจากการเป็นเฮดโค้ช ทีมชาติไทย ซึ่งเข้ารับงานแทนที่ มิโลวาน ราเยวัช ที่ถูกปลดออกไป แล้วทำผลงานยอดเยี่ยม สามารถพาทีมชาติไทยเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเอเชียนคัพได้ในรอบ 47 ปี รวมถึงการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลอย่างสโมสรไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ที่ผ่านมาโค้ชโต่ยยังทุ่มเทให้กับการฝึกสอนและทำทีมฟุตบอลเยาวชน สวมบทบาทเป็นทั้ง “ครูและโค้ช” ขัดเกลาและปลุกปั้นเด็กๆ ให้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพมานักต่อนัก

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด (มหาสารคาม) ด้วยความรักกีฬาฟุตบอล ผมเริ่มเล่นตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม แต่ตอนนั้นไม่มีโค้ชที่จะมาสอนเรา จนผมได้เข้ามาอยู่ในทีมฟุตบอลโอสถสภาก็เริ่มคิดตลอดว่า สักวันหนึ่งถ้าเราได้เรียนโค้ช เราต้องสร้างประโยชน์ให้สังคม ด้วยการสอนฟุตบอลกับเด็กๆ ที่ไม่มีโอกาส” โค้ชโต่ยเล่าถึงแรงบันดาลใจของตนเอง

โค้ชโต่ยเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับโอสถสภาเป็นทีมแรกและทีมเดียวจวบจนแขวนสตั๊ด ก่อนผันตัวมาเป็นทีมงานสตาฟโค้ช “ผมอยู่กับโอสถสภาฯ ตั้งแต่ ม.6 ทั้งเล่นฟุตบอลและทำงานด้วยก็ 22 ปี ผมได้เป็นโค้ชเยาวชนของโอสถสภา เขาให้โอกาสผมสร้างเด็ก พัฒนาเยาวชน แล้วพอมีเหตุการณ์ยุบทีม แต่ตัวผมเองต้องเดินต่อ เราจะทิ้งเด็กไม่ได้ ผมเลยคุยกับน้องที่เป็นโค้ชด้วยกันว่าตรงนี้พี่จะทำต่อ จะคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ของโอสถสภาว่าจะขอเช่าสนามของทีมเพื่อทำอะคาเดมีสอนฟุตบอลให้เด็กๆ”

นับเป็นจุดเริ่มต้นที่โค้ชโต่ยได้ใช้สถานที่สนามฟุตบอลของโอสถสภาย่านสายไหม ปรับปรุงให้เป็น “เอส เอส อะคาเดมี” เปิดสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ ที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หรือคนที่มุ่งใช้ทักษะฟุตบอลเบิกทางไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้น

“แนวทางของเราก็คือ พัฒนาเด็กไปสู่ความเป็นเลิศและนักเตะอาชีพ เท่าที่ผ่านมามีเด็กๆ หลายคนจากที่นี่สามารถต่อยอดและเป็นนักเตะอาชีพได้” โค้ชโต่ยเผย

“เด็กที่มาฝึกฟุตบอลกับเรา ส่วนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ อีกส่วนหนึ่งมาจากต่างจังหวัด ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ และอีสาน ย้ายมาเรียนหนังสือและกินนอนอยู่ที่นี่ ชีวิตประจำวันคือ ตื่นเช้ามาซ้อม เสร็จแล้วเราจะส่งไปเรียนหนังสือ ตกเย็นเลิกเรียน กลับมาซ้อมอีกรอบ นอกจากนั้นสิ่งที่เด็กต้องทำคือ อ่านหนังสือและทำการบ้าน ผมและทีมงานเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ จะไม่ปล่อยปละละเลย และกำหนดเวลาเข้านอนไม่ให้ดึก”

โค้ชโต่ยเน้นว่าเขาให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด “ทุกคืนก่อนนอนผมจะมีประชุมกับเด็ก พูดเรื่องฟุตบอลบ้าง หรือพูดให้พวกเขาผ่อนคลาย บางทีก็แซวเหมือนพ่ออยู่กับลูก หยอกล้อ ให้คำแนะนำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเรื่องในสนาม หรือชีวิตนอกสนาม”

“เด็กมาจากต่างจังหวัด ผมจะถามเขาเลยว่า คิดถึงบ้านมั้ย ถ้าเราอยากเดินไปให้ประสบความสำเร็จต้องอดทน ถ้าคิดถึงพ่อแม่ให้โทรศัพท์ไปคุย เวลาเราขับรถไปส่งเด็กที่โรงเรียน จะไม่ปล่อยกลางทาง ต้องเข้าไปถึงรั้วโรงเรียน รอจนเขาขึ้นห้องเรียนเราถึงกลับ ช่วงที่ผ่านมาเคยมีเด็กดื้อเหมือนกัน โดดเรียนบ้าง หรือสูบบุหรี่ เราใช้วิธีตักเตือน ถ้าไม่ฟังก็ให้ออกจากแคมป์ ไม่ให้อยู่ในทีม เพราะถ้ามีคนหนึ่ง เดี๋ยวมันจะชวนเพื่อน คนเป็นนักกีฬาจะมาสูบบุหรี่ หรือทำสิ่งไม่ดี มันไม่ได้”

โค้ชโต่ยอธิบายว่า การฝึกสอนของเขาให้ความสำคัญอันดับแรกเรื่องเทคนิค ทักษะ อันดับสองคือเรื่องวิธีการ หรือแทคติก รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

“ในการฝึกซ้อมแต่ละวัน ผมจะแบ่งออกเป็น การวอร์มหรือบอดี้เวท แล้วมาฝึกการผ่านบอล สมอลไซด์ บอลทรานซิชัน วันทัช ทูทัช บังคับเด็กให้เกิดความเคยชิน แล้วก็ลงเกมสิบ-สิบ ทุกวันจะพยายามจบด้วยการฝึกยิงประตู เพราะเด็กๆ เขาจะมีความสุขเวลาได้ทำประตู”

“เด็กไทยมักไม่ค่อยมีวินัยในเกมรับ เราก็ใช้วิธีการคือ หลังเลิกซ้อมจะมาเทรนให้เขา เหมือนอย่างวันนี้ หลังซ้อมยิงประตูเสร็จ ผมจะแยกกองหลังออกมา จัดตำแหน่งการยืนให้เขาในการป้องกันลูกกลางอากาศ หรือลูกครอสบอลจากข้างสนาม ซึ่งมันสำคัญสำหรับอนาคตของเขาในการเป็นนักเตะอาชีพ”

อะคาเดมีฟุตบอลแห่งนี้รับเด็กตั้งแต่รุ่นอายุ 12-18 ปี แน่นอนว่าหลายคนมุ่งหวังอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สิ่งที่โค้ชโต่ยเน้นย้ำกับพวกเขาก็คือเรื่องวินัย ความมุ่งมั่น การฝึกซ้อมหนัก รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจกับเด็กๆ ด้วยการยกตัวอย่างเล่าถึงรุ่นพี่ที่เคยผ่านการฝึกสอนของโค้ชโต่ย แล้วสามารถก้าวไปเล่นฟุตบอลอาชีพได้สำเร็จ

“ผมจะยกตัวอย่างนักเตะหลายคนที่เคยฝึกสอนว่าทำไมถึงได้เล่นระดับอาชีพ อย่าง อาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด ก็เคยอยู่กับผมที่โอสถสภา ผมเห็นการเล่นบอลเฟิร์สต์ทัชและบอลเท้าสู่เท้าของเขาทำได้ดีมาก สามารถต่อยอดได้ จนทีมบุรีรัมย์มาซื้อตัวตอนอายุ 17 ปี หรือ ธิติ ทุมพร ก็เคยฝึกกับผม แล้วไปเล่นให้ขอนแก่น เอฟซี จนได้พัฒนาตัวเอง ล่าสุดก็ได้เซ็นสัญญากับทีมโคราชสวาทแคท”

รวมถึงลูกศิษย์อย่าง จตุรพัช สัทธรรม ที่โค้ชโต่ยพูดถึงว่า “เจ้าแม็ก ตอนที่ได้พบครั้งแรก เขากับเพื่อนจากระยองมาคัดบอลที่โรงเรียนประเทืองทิพย์ ตัวเขาเองไม่ได้คัด ปรากฏว่าช่วงที่ให้เด็กนั่งพัก เขาเตะบอลเล่นอยู่ในสนาม ผมเรียกเขามาถามว่าทำไมไม่คัด เขาบอกว่าพาเพื่อนมา เขาไม่มีรองเท้า เลยให้ไปยืมรองเท้าคนอื่นมาลองคัด”

“ผมดูแล้วก็บอกว่า โอเค อยู่กับพ่อเลยนะ ผมแทนตัวเองว่าพ่อ ให้ไปบอกพ่อแม่เลยว่ามาอยู่มาเรียนที่นี่ เดี๋ยวจะปั้น ผมบอกอย่างนี้ครับ แล้วก็ส่งเขาเล่นรายการต่างๆ ผมมองว่าเขามีเทคนิคที่ดี เป็นคนที่ตื่นตัวในการเล่น ผมจะสอนเขาตลอดว่า ถ้าอยากเป็นนักเตะอาชีพ ต้องมีความอดทนมุ่งมั่น แล้วก็ใส่ใจดูแลตัวเอง จนปล่อยให้เขาไปเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน แล้วได้เซ็นสัญญากับทีมชัยนาท ต่อมาได้เป็นนักเตะของการท่าเรือ”

“ลูกศิษย์ของผมแต่ละคน ถึงออกจากอะคาเดมีไปแล้ว ผมจะติดตามดูฟอร์มตลอด ดูเขาเล่น ใครผิดพลาดอะไร ส่วนมากผมจะอินบ็อกซ์เขาไปคุย ช่วงที่แม็กติดทีมชาติรุ่น 18-19 ปี ผมจะคุยกับเขาว่า ปัญหาของเราคือเรื่องเกมรับนะ เขาเป็นคนมีพรสวรรค์เรื่องเกมรุกอยู่แล้ว เพราะเซนส์ฟุตบอลเขาดี แต่เรื่องเกมรับเราต้องมี ถ้าจะเล่นตำแหน่งแบ็กหรือวิงแบ็ก”

ขณะที่ฝ่ายลูกศิษย์อย่างจตุรพัชก็พูดถึงครูของตนว่า “โค้ชโต่ยสอนผมทุกอย่าง ทั้งเรื่องในสนาม นอกสนาม มาตอนแรกผมยังไม่ค่อยได้ เล่นฟุตบอลแบบบ้านๆ เตะบอลเป็นเฉยๆ แต่ยังไม่รู้วิธีการ แกใส่ความรู้ให้ผมหลายเรื่อง ทั้งเรื่องวินัย วิธีคิดด้วย เฮ้ยแบบนี้ไม่ถูกต้องนะ ถ้าทำไม่ดีโดนลงโทษด้วย อย่างตอนนั้นผมยังเด็ก นอนดึกบ้าง ก็โดนจับมาวิ่งตอนเที่ยงคืน ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพก็ตอนมาอยู่กับโค้ชโต่ยนี่แหละครับ ศาสตร์ฟุตบอลหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากโค้ชโต่ย ทำให้ผมพัฒนาขึ้นมาก”

จตุรพัชยังบอกอีกว่า “ทุกวันนี้เวลาที่ผมเล่นไม่ดี หรือมีปัญหาเรื่องอะไร ผมจะปรึกษากับโค้ชโต่ยตลอดครับ”

ในสายตาของโค้ชซึ่งเห็นเด็กๆ ที่ผ่านการฝึกสอนอบรมจากตนแล้วก้าวไปประสบความสำเร็จมากมาย โค้ชโต่ยสะท้อนความรู้สึกตรงนี้ว่า “ตัวผมจะคุยกับทีมงานตลอดว่า คนที่จะทำบอลเด็กได้ ต้องมีจิตใจที่รักจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ การทำงานของเราอยู่กับเด็กๆ บางทีดุ บางทีด่า บางทีบ่น แต่สิ่งที่เราให้กับเขาก็คือความจริงใจ แล้วพอเด็กที่ผ่านการพัฒนาของเราไปประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราได้รับกลับมา คือความภูมิใจ และความสุขที่เราเห็นว่า เด็กคนหนึ่ง เราสามารถสร้างเขาให้มีอนาคต และครอบครัวเขาสุขสบาย แค่นี้เราก็มีความสุขกับการพัฒนาเด็กแล้วครับ”

นอกจากนั้นอีกสาเหตุที่ทำให้โค้ชโต่ยมุ่งมั่นพัฒนาฟุตบอลเยาวชน ก็เพราะเขามองว่ามันเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับทีมชาติไทยชุดใหญ่นั่นเอง

“ทีมชาติไทยชุดใหญ่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมาจากทีมชุดเยาวชนที่มีคุณภาพ พูดง่ายๆ ว่าในระดับอาเซียน เราต้องกินขาดทุกทีม ทุกประเทศ เพราะฉะนั้นผมมองว่า ฟุตบอลเยาวชนคือสิ่งที่สำคัญเลยที่จะเป็นรากฐานแข็งแรง เหมือนเสาเข็มที่ปักแน่น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้”

“ผมอยากเชิญชวนให้ทุกอะคาเดมีได้พัฒนาเด็ก ให้มีวิธีการเล่นฟุตบอลที่ถูกหลัก แล้วพยายามให้พวกเขาต่อยอดไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ แล้วทีมชาติไทยจะมีทรัพยากรให้เลือกมากขึ้น ก็ขอให้ทุกคนช่วยกันครับ ถ้าเราเป็นโค้ชและเป็นครู” โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กล่าวทิ้งท้าย

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBAจากลีกบาสเกตบอลไม่มีคนดูสู่ธุรกิจ2ล้านล้าน

NBA ย่อมาจาก National Basketball Association ก่อตั้งขึ้นในปี 1949
โดยเป็นการรวมตัวกัน ระหว่างลีก บาสเกตบอล ของสหรัฐอเมริกา 2 ลีก

คือ Basketball Association of America (BAA) ก่อตั้งในปี 1946 และ National Basketball League (NBL) ก่อตั้งในปี 1937 แม้ในปัจจุบัน NBA จะมีทีมบาสเกตบอลถึง 30 ทีม  แต่ในช่วงเริ่มแรกนั้น NBA มีทีมบาสเกตบอลทั้งหมดเพียง 17 ทีม แถมในช่วงเริ่มต้น NBA ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะในปี 1955 มีทีมบาสเกตบอลแข่งขันกันเพียง 8 ทีมเท่านั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ NBA กลับมาเป็นที่นิยม และกลับมาเติบโตได้ มาจากการปรับโครงสร้างการแข่งขันขึ้นใหม่ เริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาการแข่งขัน
เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างถูกสร้างสรรค์และออกแบบมาอย่างดีแล้ว
ก็ส่งผลให้ความนิยมและรายได้ของ NBA เพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ทีนี้เรามาดูกันว่าการหารายได้ของ NBA เป็นอย่างไร ?
NBA เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของความหลากหลายของช่องทางการหารายได้
ซึ่งก็คือการกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้เพียงไม่กี่ช่องทาง
โดยรายได้หลักของ NBA มาจาก 4 ช่องทางด้วยกันคือ
1. ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด
รายได้ส่วนนี้ ถือเป็นรายได้หลักของ NBA ซึ่งในปี 2016 NBA ได้มีการเซ็นสัญญากับสื่อกีฬายักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง ESPN และ Turner Sports ด้วยสัญญา 9 ปี มูลค่าราว 720,000 ล้านบาท
หรือเฉลี่ยปีละ 80,000 ล้านบาท สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของ NBA
โดยสัญญานี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 180% จากสัญญาเดิมที่ได้ 29,000 ล้านบาทต่อปี
และแต่ละทีมสามารถเซ็นสัญญาถ่ายทอดสดกับสื่อท้องถิ่นได้อีกด้วย
นอกจากนี้ NBA ยังมีระบบสตรีมมิง ชื่อว่า NBA League Pass ที่ให้ผู้ชมสามารถเลือกซื้อได้ทั้งแบบ รายสัปดาห์ รายเดือน และรายปี ทำให้ผู้ชมทั่วโลกสามารถรับชมการแข่งขันได้แบบถูกลิขสิทธิ์
2. ลิขสิทธิ์ทางด้านสินค้าและการสนับสนุนจากสปอนเซอร์
ถึงแม้จะไม่ใช่รายได้ที่มีสัดส่วนที่มาก แต่ก็มีสินค้าหลากหลายแบรนด์ที่พร้อมจะร่วมสนับสนุนกับ NBA
อย่างเช่น การซื้อป้ายโฆษณาบนเสื้อนักกีฬา ซึ่งป้ายดังกล่าวมีขนาดประมาณบัตรประชาชนเท่านั้น แต่กลับมีมูลค่าที่สูงมาก
ในปี 2019 ป้ายแบรนด์เหล่านี้ทำรายได้ให้กับ NBA กว่า 4,500 ล้านบาท
อย่างเช่น Rakuten แบรนด์ E-commerce จากญี่ปุ่น ที่ยอมจ่ายถึง 600 ล้านบาทต่อปี
ให้กับทีม Golden State Warriors เพื่อซื้อโฆษณาบนเสื้อดังกล่าว
หรือจะเป็นสัญญากับ Nike แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาอันดับหนึ่งของโลก
ที่ยอมจ่าย 30,000 ล้านบาทให้กับ NBA เพื่อแลกกับสิทธิ์ในการผลิตและจัดจำหน่ายชุดบาสเกตบอลของ NBA ทั้ง 30 ทีมเป็นระยะเวลา 8 ปี ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 2.5 เท่าของสัญญาเดิมที่เคยทำร่วมกับ Adidas
และ Nike จะต้องจ่ายค่าเครื่องแต่งกายของนักกีฬาใน NBA เป็นมูลค่ากว่า 3,750 ล้านบาทต่อปี ซึ่งคาดว่ามากกว่าที่ Adidas เคยจ่ายให้ถึงเท่าตัว เช่นกัน
3. รายได้จากการจำหน่ายตั๋วเข้าชมในสนาม
น่าแปลกใจที่รายได้ส่วนนี้กลับไม่ใช่รายได้หลักของแต่ละทีม เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ชมสามารถรับชมผ่าน ระบบออนไลน์ได้ทุกที่ แต่มีรายงานว่าในฤดูกาล 2019/2020 ค่าใช้จ่ายในการเข้าชมการแข่งขัน 1 เกมสำหรับครอบครัว 4 คน ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายหลัก ๆ เช่น ค่าตั๋ว ค่าที่จอดรถ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตกเฉลี่ยเกมละ 13,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.5% จากฤดูกาลก่อนหน้า
4. รายได้จากต่างประเทศ
NBA ได้มีการขยายตลาดไปยังต่างประเทศมาหลายปีแล้ว และได้กลายมาเป็นรายได้สำคัญของลีก โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งมีการประเมินว่า NBA มีรายได้จากประเทศจีนปีละกว่า 15,000 ล้านบาท ตัวเลขนี้รวมถึงดีลระหว่าง NBA กับ Tencent บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนด้วยสัญญา 5 ปี 45,000 ล้านบาท
ในการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันจาก NBA เพียงรายเดียวในจีน
และกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันให้ NBA สามารถขยายไปยังต่างประเทศได้
ก็คือการเปิดรับนักกีฬาต่างชาติเข้ามาในลีกมากขึ้น โดยในฤดูกาล 2019/2020 มีจำนวนนักกีฬาที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันกว่า 108 คน จาก 38 ประเทศ ซึ่งคิดเป็น 4 เท่าของฤดูกาล 1994/1995
กลยุทธ์นี้ได้ช่วยเพิ่มฐานคนดูของ NBA ในต่างแดน เพราะสำหรับบางประเทศที่กีฬาบาสเกตบอลยังไม่เป็นที่นิยม และไม่มีทีมที่คุ้นเคยไว้ตามเชียร์ คนดูก็สามารถเริ่มต้นได้ด้วยการเชียร์นักกีฬาของประเทศตัวเอง

เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อขาย 2021

เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อขาย 2021

เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อขาย 2021

เลสเตอร์ ซิตี้ ซื้อขาย 2021

จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ฤดูกาล   ที่แล้ว เรียกว่าตกม้าตายตอนจบเลย เนื่องจาก เลสเตอร์ ติด 1 ใน 4 ของพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปียนลีก มาตลอด มาพลาดท่าแพ้ในนัดสุดท้าย ทำให้หล่นไปที่อันดับ 5 เมื่อจบฤดูกาล

ย้ายเข้า

สำหรับตลาดซื้อขายหน้าร้อน 2021-2022 ทีมเลสเตอร์ ซิตี้ มีการเสริมทัพที่ดีเลยทีเดียว มีการใช้เงินถึง 55 ล้านปอนด์ ดึง 3 ผู้เล่น กับที่เซ็นฟรีและยืมตัว อีกอย่างละคน รวมเป็น 5 ราย โดยแต่ละรายที่เข้ามา จะทำให้เกิดการแข่งขัน เพราะทุกรายพร้อมที่จะเข้ามาแย่งตำแหน่งตัวจริงได้ทันที

  • แพตสัน ดาก้า (เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก, 23 ล้านปอนด์)
  • บูบาการี่ ซูมาเร (ลีลล์, 17 ล้านปอนด์)
  • ไรอัน เบอร์ทรานด์ (เซาธ์แฮมป์ตัน, ฟรี)
  • ยานนิก เวสเตอร์การ์ด (เซาธ์แฮมป์ตัน, 15 ล้านปอนด์)
  • อเดโมลา ลุคแมน (ไลป์ซิก, ยืมตัว)

ย้ายออก

สำหรับผู้เล่นที่ย้ายออก มี 5 ราย เท่ากับผู้เล่นที่ย้ายเข้ามา แต่ส่วนใหญ่ เป็นผู้เล่นที่หมดสัญญาและแขวนสตั๊ต มีเพียงรายเดียวที่เป็นการขาย แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยค่าตัวออกมา

  • เดนนิส แพรต (โตริโน่, ยืมตัว)
  • ราชิด เกซซาล (เบซิคตัส, ไม่เปิดเผยค่าตัว)
  • เวส มอร์แกน (แขวนสตั๊ด)
  • คริสเตียน ฟุคส์ (หมดสัญญา)
  • แมทธิว เจมส์ (หมดสัญญา)
  • ผู้เล่น 5 รายที่เสริมเข้ามาทำให้ มีขุมกำลังเชิงลึกที่ดีขึ้นมามากเลยทีเดียว ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทีมมักมีปัญหาในช่วงท้ายของฤดูกาล เนื่องจากมีนักเตะอยู่น้อยเกินไป การมีนักเตะฝีเท้าดีเข้ามา ทำให้เกิดการแข่งขัน แต่ละคนต้องพัฒนาตังเอง เพื่อไม่ให้อยู่ในม้านั่งสำรอง และจะทำให้ทีมสามารถโรเตชั่น เพื่อเก็บความสดได้มากขึ้น

    ความหวังและความน่าจะเป็น

    เลสเตอร์ ซิตี้ พลาดตั๋ว   ยูฟ่า    แชมเปียนลีก ไปในนัดสุดท้าย ปีนี้เสริมทัพเพิ่มเพื่อตั๋วใบนี้แน่นอน แต่กำแพงที่ขวางอยู่ล้วนเป็นทีมใหญ่ ที่เสริมทัพเพื่อไปสู่แชมป์ เลสเตอร์ เสริมทีมได้ดีก็จริง แต่จะเพียงพอหรือไม่ ช่วงต้นฤดูกาลอาจเบียดกันไปเรื่อย ๆ แต่หากปัญหาช่วงท้ายฤดูกาลกลับมาหลอกหลอน อาจทำให้ความหวังที่ตั้งไว้ เป็นความหวังที่ยังไม่อาจทำได้ในปีนี้

วิเคราะห์ เอลเช่ VS แอธเลติก บิลเบา

วิเคราะห์ เอลเช่ VS แอธเลติก บิลเบา

วิเคราะห์ เอลเช่ VS แอธเลติก บิลเบา

วิเคราะห์ เอลเช่ VS แอธเลติก บิลเบา

คืนวันจันทร์ที่ 16 สิงหาคม 2564 เวลา 03.00 น.(เช้าวันอังคาร) จะเป็นการพบกันระหว่าง เอลเช่ ทีมอันดับ 17 อันดับสุดท้ายที่รอดพ้นการตกชั้นเมื่อฤดูกาลก่อน จะเปิดบ้านต้อนรับการมา

เยือนของ แอธเลติก บิลเบา ทีมที่ได้อันดับ 10 เมื่อฤดูกาลก่อน

สถิติการเจอกัน 5 นัดหลังสุด ถือว่าเท่ากันก็น่าจะได้ เพราะเป็นฝ่ายชนะกันไปทีมละ 2 ครั้ง และเสมอกันในฟุตบอลถ้วย โกปา เดลเรย์ ก่อนที่ทางเจ้าบ้าน เอลเช่ จะแพ้จุดโทษไป

เอลเช่

เทรนเนอร์ชาวสแปนิช ฟราน เอสกริบา เสริมทัพด้วยการคว้าตัว เปโดร บีกาส, เอ็นโซ่ โรโก้, ฮวน โมฮิก้า และยืมตัว กิโก้ กาซิย่า มารวมทั้งเซ็นสัญญาถาวรกับ อิวาน โฮเซ่ มาร์โคเน่ กับ

ลูคัส โบเย่ สองนักเตะที่ยืมตัวมา

ระบบการเล่น 4-4-2 ผู้รักษาประตู เอ็ดการ์ บาเดีย แผงหลัง เฮลิเบลตัน ปาลาซิออส, กอนซาโล่ เบร์ดู, เปโดร บีกาส, โฆเซม่า ซานเชซ กองกลาง โฆซาน เฟร์นานเดซ, ราอูล กูตี, อิวาน โฮ

เซ่ มาร์โคเน่, ฟีเดล เด ลา ตอร์เร่ หน้าคู่เป็น ลูคัส โบเย่, กีโด้ การ์รีโย่

แอธเลติก บิลเบา

เทรนเนอร์ มาร์เซลิโน่ การ์เซีย โตรัล ค่อนข้างมั่นใจในทีมชุดเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงทีม มีเพียงผุ้เล่นดาวรุ่งที่เสริมมาเข้าทีมชุดเล็ก แต่ก็ไม่ได้มีผู้เล่นตัวหลักที่ย้ายออกไป

ระบบการเล่น 4-4-2 ผู้รักษาประตู อูไน ซิโมน แผงหลัง ออสการ์ เด มาร์กอส, เยเรย์ อัลวาเรซ, อินญิโก้ มาร์ติเนซ, มิเกล บาเลนเซียก้า กองกลาง อเล็กซ์ เบเรนเกร์, อูไน วินเซดดอร์, ดานี่ การ์

เซีย, อิเกร์ มูเนียอิน หน้าคู่เป็น ราอูล การ์เซีย, อินญากี้ วิลเลียมส์

วิเคราะห์

ทีมเยือน แอธเลติก บิลเบา ที่ได้แชมป์ สแปนิช ซุปเปอร์คัพ 2020-2021 เมื่อต้นปี เล่นเป็นทีมเยือนไม่ดีเท่าไหร่ แพ้ถึง 9 และชนะได้เพียง 3 นัด เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ต้องออกไปเยือน เอลเช่

ในนัดเปิดสนาม เทียบกับ เอลเช่ ที่เล่นในบ้านได้ค่อนข้างเหนียวแน่น แพ้ยาก ทำให้ทีมเยือนต้องเหนื่อยได้ตลอด

 

ราคาเปิดมาให้ทีมเยือน บิลเบา เป็นต่อ ปป.-10 ขยับลงมา 1 กิกจาก ปป. ขาว ทำให้น่าหันไปทางเจ้าบ้านมากกว่า เพราะคู่นี้ถือว่าเป็นบอล 3 หน้า เลยก็ได้ เมื่อมีราคา ปป. มาค่ำไว้ ทำให้อยู่ทางเจ้าบ้านถือ 2 หางไว้ไม่เสียเปรียบ เสมอมาก็คิดซะว่าเป็นกำไร