ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ชูเอา กันเซโล่ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

ถูกจัดให้เป็นดาวรุ่งพรสวรรค์ของ  วงการฟุตบอล  โปรตุเกสตั้งแต่อายุยังน้อย ฌูเวา กังเซลู จากฝีเท้าที่แสดงออกมาอย่างเฉิดฉายในระดับเยาวชน โดยตัวเขาเกิดวันที่ 27 มีนาคม 1994 มีความสูง 182 เซนติเมตร เล่นได้ทั้งแบ็คขวากับปีกขวา อายุเพียง 8 ขวบ ได้เข้าไปอยู่กับ

Barreirense ในฐานะเด็กฝึกหัด จนทางเบนฟิก้ามีเห็นแววดึงปั้นต่อในปี 2007 จนกระทั่งเข้าสู่ชุดสำรองของสโมสรได้ในฤดูกาล 2012-2013 ในชุดบีของทีม กังเซลู ได้รับโอกาสลงเล่น

เยอะมากๆ แต่ผ่านไป 2 ปีก็ไม่สามารถขึ้นสู่ชุดใหญ่ได้ จึงถูกปล่อยให้  บาเลนเซีย  ยืมตัวไปใช้งาน 1 ปี 2014-2015 จนถูกซื้อขาดในปีถัดมาจากทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยค่าตัว 15 ล้านยูโร

การย้ายมาเล่นในสเปน ทำให้ กังเซลู ได้ลงสนามอย่างที่ตัวเองต้องการ เป็นตัวหลักทางฝั่งขวาของไอ้ค้างคาวโดยตลอดตั้งแต่ย้ายมา ไม่ว่าจะเป็นแบ็คหรือปีกทำได้ดีไม่แตกต่างกัน พอเข้าสู่ฤดูกาล 2017-2018 อินเตอร์ มิลาน มาขอยืมตัวไปเพื่อช่วยแก้ปัญหานักเตะที่เจ็บกันเยอะ พอย้ายไปอิตาลี ฝีเท้าของเขาก็ไม่ตกหล่น ยังคงมีระดับสูงเหมือนอย่างเคย จนไปเขาตา ยูเวนตุส และเข้าไปซื้อตัวร่วมทีมด้วยค่าตัวสูงถึง 40.4 ล้านยูโร วันที่ 27 มิถุนายน 2018 การย้ายมาอยู่

กับยอดทีมแห่งตูริน กังเซลู ก็ยังคงพิสูจน์ตัวเองได้ดี ยึดตัวจริงของทีมไปครองหลังจากย้ายมา แกร่งทั้งรุกทั้งรับ แต่แล้วก็มีอันต้องย้ายทีมอีกครั้งในฤดูกาลถัดมา เมื่อทาง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยื่นข้อเสนอ 27.4 ล้านปอนด์+ดานิโล่ ไปให้กับ ยูเว่ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2019

25 สิงหาคม คือแมตย์แรกที่ตัวเขาลงเล่นให้กับเรือใบสีฟ้า แต่ซีซั่นแรกในภาพรวมถือว่าผิดหวังพอสมควร เมื่อตัวเขาตกเป็นตัวสำรองซะส่วนใหญ่และมีอาการบาดเจ็บรบกวนบ่อยๆ สำหรับทีมชาติโปรตุเกส กังเซลู ลงเล่นมาเพียบตั้งแต่ยู-16 ไล่มาเรื่อยๆจนขึ้นสู่ชุดใหญ่ปี 2016

ชูเอา กันเซโล ( แบ็คขวา ) ฟลูแบ็คฝั่งขวาจอมลุย ของทัพ “ เรือใบสีฟ้า ” แมนเชสเตอร์ ซิตี ยอดทีมแห่ง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ถูกขนานนามว่า เป็นนักเตะที่สามารถเล่นได้ดีทั้งเกมรุก

และเกมรับ โดยเฉพาะในฝั่งริมเส้นที่เขาถนัด คือด้านขวา และ กันเซโล ก็ยังเป็นตัวหลักให้กับทีมชาติ โปรตุเกส ในยุคปัจจุบันนี้ ซึ่งถือว่าเป็นของดี ที่ล้ำค่าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี หลังจากที่สามารถคว้าตัว คันเซโล มาได้จากสโมสร ยูเวนตุส เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

กันเซโล ในวัย 26 ปี ซึ่งสวมเสื้อหมายเลข 27 ให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี ที่ถือว่าเป็นนักเตะที่มีอายุยังน้อย แต่สามารถผ่านเวทีในยุโรปมาอย่างโชกโชน โดยที่ คันเซโล เริ่มเติบโตมาจาก

สโมสร เบนฟิกา ซึ่งเขาเข้ามาในครั้งที่ยังเป็นชุดเยาวชน และสามารถไต่เต้าขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ได้อย่างที่เขาปรารถนา

กันเซโล สามารถยกระดับการเล่นของตัวเขาเอง และมีทีมใหญ่ให้ความสนใจ คันเซโล หลายทีม จนถึงเมื่อฤดูกาล 2014      ไอ้ “ ค้างคาว ” บาเลนเซีย ยอดทีมแห่งลีก สเปน ก็ได้จับตามองฝีเท้าของ คันเซโล เป็นอย่างมาก

และพวกเขาก็ได้เดินทางเข้ามาเจรจา เพื่อขอซื้อตัว คันเซโล ไปร่วมทัพใน สเปน แต่ต้นสังกัด เบนฟิกา ปล่อยให้เพียงแค่เป็นการยืมตัวเท่านั้น

หลังจากที่อยู่ภายใต้ยูนิฟอร์มให้ “ ค้างคาว ” บาเลนเซีย ได้ 1 ฤดูกาล บอร์ดบริหารยอดทีมแห่งเมือง สเปน ก็ทนไม่ไหว จนยอมทุ่มงบประมาณมากถึง 13.50 ล้านปอนด์ เพื่อขอซื้อขาดกับ

เบนฟิกา และนับตั้งแต่ตอนนั้น คันเซโล ก็ย้ายเข้ามาอยู่กับสโมสร บาเลนเซีย อย่างถาวร

นับตั้งแต่ที่ กันเซโล เข้ามาวาดลวดลายในเมืองกระทิง ตั้งแต่ฤดูกาล 2015 ซึ่งฝีเท้าของ คันเซโล ก็ถูกยกย่องเป็นอย่างมากถึงขั้นที่สื่อใน สเปน ได้ตั้งคำถามไว้ว่า กันเซโล เล่นในตำแหน่ง

ปีก หรือเล่นในตำแหน่งแบ็ค ซึ่งเขาสามารถทำได้ดีทั้งเกมรุกและเกมรับ แต่สำหรับในฤดูกาลถัดมา ถือว่าเป็นปีที่โชคร้ายของ กันเซโล

เนื่องจากเขาได้รับอาการบาดเจ็บ และโอกาสการลงสนามช่วยทีม บาเลนเซีย ก็ไม่ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ “ งูใหญ่ ” อินเตอร์ มิลาน ตัดสินใจยื่นข้อเสนอยืมตัว คันเซโล เข้าไป

ร่วมทีม ซึ่งในตอนนั้น กันเซโล ก็เป็นผู้เล่นที่นั่งอยู่ข้างสนาม เนื่องจากมีผลงานไม่ต่อเนื่อง แต่ปัญหาบาดเจ็บของเขาก็ก็หายขาดตั้งนานแล้ว

ก็อย่างที่ว่า คันเซโล ไม่ใช่นักเตะที่ฟอร์มตก แต่ กันเซโล ได้รับอาการบาดเจ็บ และการลงสนามที่ไม่มากพอ จึงทำให้ คันเซโล ได้นั่งเป็นตัวสำรอง และการเดินทางมาโชว์ฟอร์มให้กับ “

งูใหญ่ ” อินเตอร์ มิลาน ก็อยู่ในระดับสูงเช่นเดิม จนทำให้     “ ม้าลาย ” ยูเวนตุส คู่ปรับร่วมลีกของ อินเตอร์ มิลาน เฝ้ามองสถานการณ์ของ กันเซโล อยู่ตลอด จน คันเซโล หมดสัญญายืมตัว

จาก งูใหญ่ แล้วย้ายกลับไปร่วมทีม บาเลนเซีย และ ยูเวนตุส ได้ยื่นข้อเสนอเข้าไปสอย คันเซโล เข้ามาร่วมทัพทันที พร้อมกับค่าฉีกสัญญามหาศาลถึง 36.36 ล้านปอนด์

แต่ในช่วงซัมเมอร์ 2019 ไม่รู้ว่าเป็นความต้องการของสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี หรือการเรียกกำไรของสโมสร ยูเวนตุ การย้ายทีมของ กันเซโล ก็เกิดขึ้น หลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ตัดสินใจคว้า กันเซโล เข้ามาร่วมถิ่น เอติฮัด สเตเดียม ด้วยค่าตัว 58.50 ล้านปอนด์ ซึ่ง

ถือว่าเป็นค่าตัวที่มัน แมน ฯ ซิตี ใช้งบประมาณในการซื้อผู้เล่นในตำแหน่งแบ็คเข้ามาเสริมทีมแพงเป๊นอย่างมาก

แต่ความคุ้มค่า คงมีมากกว่าที่นักวิจารณ์ได้พูดไว้ เนื่องจาก เป๊ป กวาร์ดิโอลา มอง กันเซโล คือนักเตะที่เล่นทั้งเกมรุกและเกมรับ หรือแม้กระทั่งบางนัด หาก เป๊ป ใช้แผนกองกลาง 5 ตัว กัน

เซโล ก็ถูกดันขึ้นไปเล่นในตำแหน่งปีกขาวทันที นี่คือเหตุผลที่ เป๊ป ตัดสินใจใช้งบประมาณมากถึงขนาดนั้น ในการจ่ายค่าฉีกสัญญาให้กับ กันเซโล เพื่อมาร่วมทีม

บรูโน แฟร์นันด์ส (แมนฯ ยูไนเต็ด)

บรูโน แฟร์นันด์ส (แมนฯ ยูไนเต็ด)

บรูโน แฟร์นันด์ส (แมนฯ ยูไนเต็ด)

บรูโน แฟร์นันด์ส (แมนฯ ยูไนเต็ด)

มันจะเป็นไปได้หรือ ที่นักเตะคนเดียว เข้ามาเปลี่ยนแปลงทีม ๆ หนึ่งที่ทำให้กองเชียร์ของพวกเขาผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

ทีมที่เคยยิ่งใหญ่แต่ตอนนี้กลับถูกทุกฝ่ายมองข้าม ไม่ใช่แค่กับคู่อริอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ ลิเวอร์พูล เพราะแม้แต่ คริสตัล พาเลซ หรือ เบิร์นลี่ย์ ก็สามารถบุกมาชนะพวกเขาได้ถึง โอลด์ แทรฟฟอร์ด มาแล้ว 

สิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน คือการเข้ามาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีหวังอีกครั้ง แต่นักเตะคนนี้ทำได้อย่างไร กับการใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งปี เปลี่ยนทุก ๆ คนในทีมได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ 

ยูไนเต็ด ในเงามืด 

ย้อนกลับไปก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะรีเทิร์นกลับมาเตะอีกครั้งหลังการระบาดของ COVID-19 ระลอกแรก … มันคือเกม แมนเชสเตอร์ ดาร์บี้ ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านพบกับ แมนฯ ซิตี้ ในวันที่ 8 มีนาคม คือวันที่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส พิสูจน์ตัวเองว่าเขาเป็นของจริง และคือคนที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไป

มีแต่เสียงชื่นชมผ่านมาทั่วทุกสารทิศ ไม่ว่าจะกับกุนซืออย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา และนักเตะอีกหลายคนในทีมที่ได้พยายามอธิบายถึง อิมแพกต์ จากเพื่อนใหม่ของพวกเขา ที่สโมสรซื้อตัวมาด้วยราคา 55 ล้านปอนด์ 

อาจจะเป็นเพราะ 7 ปีที่ผ่านมา สโมสรแห่งนี้ไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะต้องประสบพบเจอกับสถานการณ์ที่เลวร้ายถึงขั้นนี้ หลังจากที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ประกาศวางมือ แมนฯ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่แย่ลงอย่างเห็นได้ชัด 

การตกเป็นรองอริตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล และเสียความยิ่งใหญ่ในเมืองแมนเชสเตอร์ ให้กับ แมนฯ ซิตี้ การเป็นทีมที่พลาดไปเล่นถ้วยใหญ่ที่สุดอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ถึง 3 ครั้งในรอบ 6 ปี กลายเป็นทีมที่กล้าแพ้คาบ้านให้กับทีมระดับล่างของตารางอย่าง เบิร์นลี่ย์ และ คริสตัล พาเลซ รวมถึงผลการแข่งขันที่น่าผิดหวังอีกมากมายเกินกว่าจะนับนิ้วได้ 

ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็น หลายคนบอกว่ามันผิดตั้งแต่โครงสร้างการบริหารของสโมสร พวกเขาไม่มีทีมบริหารที่เข้าใจเรื่องฟุตบอล ซีอีโออย่าง เอ็ด วู้ดเวิร์ด กลายเป็นเป้าของแฟน ๆ เพราะทุกคนเชื่อว่าเขายังทำได้ไม่ดีพอในการเสริมทัพ

แต่ความจริงที่ยืนยันได้คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคที่มี วู้ดเวิร์ด เป็นซีอีโอ พวกเขาใช้เงินเกือบ 400 ล้านปอนด์ ด้วยนักเตะที่มีชื่อเสียงมากมาย อเล็กซิส ซานเชซ, ปอล ป็อกบา, โรเมลู ลูกากู, อังเคิล ดิ มาเรีย, ราดาเมล ฟัลเกา และอื่นๆ อีกมากหมายหลายคน ไม่ใช่รายชื่อที่แย่เลย ทุกคนที่กล่าวมามีผลงานดีได้รับการยกย่องก่อนย้ายทีม แต่ปัญหาคือเมื่อพวกเขามาที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด แล้ว หลายคนไม่สามารถรักษาฟอร์มเก่งได้ และหนักยิ่งกว่านั้น พวกเขากลายเป็นปัญหาที่ทีมต้องมาสะสางไม่รู้จบ 

อย่างไรก็ตามการมาของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส นั้นแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง นักเตะที่ดีที่สุดจากลีกโปรตุเกส ย้ายมาด้วยเครื่องหมายคำถามว่า เมื่อต้องเล่นในลีกที่ดีที่สุดในลีกหนึ่งในยุโรปอย่าง พรีเมียร์ลีก เขาจะดีได้แค่ไหน จะล้มเหลวเหมือนอีกหลาย 10 ดีลที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาหรือไม่? 

แต่สิ่งที่เราเห็นคือ บรูโน่ เข้ามาและใช้เวลาปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว จนถึงตอนนี้มีไม่กี่เกมเท่านั้นที่เขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับการยิงประตูของทีม ที่เหลือ ไม่ยิงก็แอสซิสต์ ชื่อของเขาปรากฎบนสกอร์บอร์ดเสมอมา 

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้เราสามารถพอจะบอกได้ว่าเขาเป็นนักเตะที่ดี … แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมกว่านั้นคือการเป็นนักเตะที่เปลี่ยนบรรยากาศของทีมไปอย่างสิ้นเชิง จากทีมที่กลัวแม้กระทั่งการเจอกับ วูล์ฟส์ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาไม่กี่ปี ยูไนเต็ด กลับเป็นคนละทีมจนมีสถิติยืนยันว่า ยูไนเต็ด คือทีมที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดของพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่เข้าปฎิทินของปี 2020 เป็นต้นมา แค่คน ๆ เดียวเปลี่ยนทีมได้จริงหรือ ?

การซื้อตัวที่ดีที่สุด

“ผมเริ่มหลงรัก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างจริงจังเมื่อตอนที่เห็น คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เล่นที่นี่ และผมก็กลายเป็นแฟนตัวยงของสโมสรแห่งนี้ตั้งแต่นั้นมา” บรูโน่ ว่าเช่นนั้นในวันที่เขาย้ายทีม 

มันไม่แปลกอะไรที่นักเตะใหม่ผู้เพิ่งย้ายเข้ามาจะพูดแบบนี้ การพูดจาหวาน ๆ ทำให้การเริ่มต้นใหม่นั้นง่ายกว่าเดิมแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการประกาศตัว คือเขาไม่ได้แค่พูดเท่านั้น เขาแสดงให้เห็นว่าเขาอยากจะทำให้ทีม ๆ นี้ดีขึ้นจริง ๆ 

บรูโน่ แฟร์นันด์ส เข้าพบกับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทันทีหลังจากการเปิดตัวจบลง และสิ่งที่เขาต้องการคือการลงซ้อมร่วมกับทีมทันที การแสดงถึงความมุ่งมั่น แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดูเหมือนจะเป็นการเริ่มต้นที่มีแววว่าจะไปได้สวยจริง ๆ

สิ่งที่เกิดขึ้นในการซ้อมครั้งแรกของ บรูโน่ กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่เว็บไซต์ของสโมสรสรุปความคร่าว ๆ ไว้ก็คือ

“เรื่องแมตช์ฟิต ไม่ใช่ปัญหาของเขาเลย เขาลงซ้อมทันทีในวันศุกร์ และหมายเลข 18 ของเราทำให้ทุกอย่างราบรื่น เขายิ้มและหัวเราะกับเพื่อนร่วมทีมใหม่ของเขา ดูเหมือนว่านักเตะในทีมจะประทับใจกับฝีเท้าของ บรูโน่ เป็นอย่างมาก”

“อองโตนี่ มาร์กซิยาล คือคนที่มาให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า เขารอคอยที่จะเล่นร่วมกับนักเตะที่มีทักษะการสร้างสรรค์เกมแบบนี้มานานแล้ว” นี่คือสิ่งที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรอย่าง manutd.com กล่าวถึง และถ้าหากคุณได้เห็นประตูที่ บรูโน่ ยกบอลข้ามกำแพงให้ มาร์กซิยาล เข้าไปยิงประตู แมนฯ ซิตี้ คุณจะเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจากการซ้อมของ บรูโน่ ไม่ใช่เรื่องโกหก

สิ่งที่แตกต่างจากดีลอื่น ๆ คือ การที่ ยูไนเต็ด ได้นักเตะอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส คือพวกเขาได้นักเตะที่อยากจะเล่นให้กับทีม ๆ นี้จริง ๆ แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเงินนั้นก็เป็นปัจจัยสำคัญ แต่การได้นักเตะที่ “มีความกระหายที่จะลงเล่นให้สโมสร” คือสิ่งที่ ยูไนเต็ด สามารถใช้คำว่า “วิน” ได้มากที่สุดกับดีลนี้ นับตั้งแต่การเซ็นสัญญากับ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช เมื่อปี 2016 

สำนักข่าวอย่าง เดอะ ไทม์ส เขียนเกี่ยวกับการซ้อมวันแรกของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ว่านอกจากเรื่องของรอยยิ้มแล้ว เขายังวางตัวให้คนอื่น ๆ เห็นว่า เป็นคนที่เพื่อนร่วมทีมสามารถเชื่อใจได้ 

ในการซ้อมเต็มรูปแบบครั้งแรก เพื่อนร่วมทีมจะได้ยินเสียงตะโกนของเขาว่า “เอาบอลมาให้ฉัน” ตลอดทั้งการฝึก ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าเขาตั้งใจที่จะเข้ามาเป็นตัวละครหลักของทีม ๆ นี้   

การจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของทีมในระยะเวลาอันสั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน เขาซื้อใจเพื่อนร่วมทีมได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทุกอย่างมันสะท้อนออกมาในแต่ละเกม นักเตะของ ยูไนเต็ด เมื่อไม่รู้จะเอาบอลไปไว้ที่ไหน พวกเขามักจะมองหา บรูโน่ เป็นทางเลือกแรก และจากนั้นเพลย์เมคเกอร์ที่พวกเขาไว้ใจจะเป็นคนเลือกเองว่า “ควรจะทำอะไรต่อจากนี้”  

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

วิกฤตตก วูล์ฟแฮมป์ตัน

การสร้างใหม่มูลค่าหลายล้านปอนด์ของ Molineux Street Stand ในปีพ. ศ. 2522 จะเป็นตัวเร่งให้  เกิดความพินาศ  ทางการเงินของสโมสรในช่วงทศวรรษหน้า การเข้าร่วมการแข่งขันที่พรวดพราดในช่วงต้นทศวรรษ 1980อย่างน้อยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาวะถดถอยทั้งในเศรษฐกิจในประเทศและในระดับท้องถิ่นและผลที่ตามมาคือความยากลำบากในการชำระคืนเงินกู้ที่นำไปให้กองทุนใหม่ของจอห์นไอร์แลนด์สแตนด์นำ สโมสรไปสู่การพิทักษ์  ทรัพย์และการเนรเทศ ในปี 1982 สโมสรถูกบันทึกไว้จากการชำระบัญชีในนาทีสุดท้ายเมื่อมันถูกซื้อโดยสมาคมหน้าโดยอดีตผู้เล่นเดเร็คโดแกน เริ่มแรกการเทคโอเวอร์ครั้งนี้ได้รับทุนจากสองพี่น้องชาวซาอุดีอาระเบีย Mahmud และ Mohammad Bhatti แห่ง บริษัท Allied Properties [30]นำการเลื่อนตำแหน่งกลับไปที่แผนกแรกโดยทันทีภายใต้ผู้จัดการGraham Hawkinsแต่

ความล้มเหลวของ Bhattis ในการลงทุนอย่างเพียงพอในสโมสร ในไม่ช้าสิ่งต่าง ๆ ก็คลี่คลายเมื่อทีมประสบกับการตกชั้นติดต่อกันสามครั้งผ่านดิวิชั่นฟุตบอลภายใต้ผู้จัดการทีมที่แตกต่างกันเช่นเดียวกับการคุกคามของสโมสรที่แทบจะคงอยู่ตลอดเวลา

ในปี 1986 กับสโมสรในตำแหน่งเจ้ากรมอีกครั้งข้อตกลงครั้งหนึ่งทำให้สภาเมืองวูล์ฟแฮมป์ตันซื้อสนามกีฬาและที่ดินโดยรอบในขณะที่นักพัฒนาท้องถิ่นจ่ายหนี้ที่ค้างอยู่ของสโมสรเพื่อตอบแทนการวางแผนอนุญาตให้พัฒนาที่ดินที่อยู่ติดกับสนาม ฤดูกาล 1986–87 ถือเป็นการหาเสียงครั้งแรกของวูล์ฟส์ในดิวิชั่นสี่โดยคำแนะนำของผู้จัดการคนใหม่เกรแฮมเทอร์เนอร์และ

เป้าหมายของสตีฟบูลซึ่งท้ายที่สุดจะทำสถิติสโมสรได้ 306 ประตูทีมงานมาถึงรอบสุดท้ายของการเปิดเล่นเพลย์ออฟแต่ถูกปฏิเสธโดยการส่งเสริมการขายชอท อาคารที่ทีมประสบความสำเร็จทั้งสี่และส่วนที่สามประชันในสองฤดูกาลถัดไปและได้รับรางวัล1988 ถ้วยรางวัลฟุตบอลลีกรอบชิงชนะเลิศที่เวมบลี

ปีเฮย์เวิร์ด (1990–2007)

ฉลองตำแหน่งแชมป์ในปี 2009

แจ็คเฮย์เวิร์ดแฟนคลับตลอดชีวิตซื้อสโมสรในปี 1990 และให้ทุนทันทีในการพัฒนาปรับปรุงใหม่อย่างกว้างขวางจากนั้นโมลีนิลักซ์ที่ทรุดโทรมให้กลายเป็นสนามกีฬาทุกที่นั่งที่ทันสมัย [36]ด้วยการทำงานเสร็จสมบูรณ์ในปี 1993 เฮย์เวิร์ดเปลี่ยนเส้นทางการลงทุนของเขาลง

บนด้านข้างเล่นในความพยายามที่จะชนะการส่งเสริมให้จัดตั้งขึ้นใหม่พรีเมียร์ลีก แม้จะมีการใช้จ่ายจำนวนมากทั้งเกรแฮมเทย์เลอร์และมาร์คแม็คกีก็ไม่สามารถทำตามนี้ได้ผู้จัดการทั้งสองนำทีมเอาชนะรอบรองชนะเลิศในรอบรองชนะเลิศในปี 1995และ1997ตามลำดับ จนกระทั่งปี 2546 วูล์ฟส์ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเมื่อพวกเขาเอาชนะเชฟฟิลด์ยูไนเต็ด 3-0 ในรอบเพลย์

ออฟภายใต้เดฟโจนส์เพื่อยุติการห่างหายไป 19 ปีจากระดับสูงสุด [37] การพักของพวกเขาพิสูจน์แล้วว่าอยู่ในช่วงสั้น ๆ อย่างไรก็ตามในขณะที่พวกเขาถูกผลักไสกลับไปยังEFL Championship ที่เพิ่งตั้งชื่อใหม่ในทันที

การส่งเสริมการตกชั้นและช่วงเวลาที่วุ่นวาย (2550-2559)

หลังจากที่อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษเกล็นฮอดเดิลล้มเหลวที่จะนำผลตอบแทนที่รวดเร็วในพรีเมียร์ลีกของทีมบูรณะโดยที่มิคแมคคาร์พลังวังชาสโมสรด้วยที่ไม่คาดคิดออกจากการเล่นเสร็จ สโมสรถูกซื้อจากเซอร์แจ็คเฮย์เวิร์ดโดยสตีฟมอร์แกนในปี 2550 และอีกสองปีต่อมาทีมก็

กลับสู่พรีเมียร์ลีกในฐานะผู้ชนะการแข่งขันฟุตบอลลีก 2008–09 วูล์ฟส์ประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับการเนรเทศเป็นเวลาสองฤดูกาลก่อนที่แม็คคาร์ธีจะถูกไล่ออกในฤดูกาล 2554–12 ซึ่งทำให้เกิดการตกชั้นภายใต้ผู้ช่วยคนเก่าของเขาเทอร์รีคอนเนอร์ซึ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้มาแทนที่แม็คคาร์ธี

หลังจากการตกชั้นชาวนอร์เวย์Ståle Solbakkenกลายเป็นผู้จัดการทีมต่างชาติคนแรกของสโมสร[43]แต่การดำรงตำแหน่งของเขาใช้เวลาเพียงหกเดือนก่อนที่ผลการแข่งขันจะไม่ดีทำให้เขาถูกแทนที่โดยDean Saundersในเดือนมกราคม 2013 [44] [45]แซนเดอร์ล้มเหลวในการ

พลิกขึ้นมา ทำให้ทั้งสองสโมสรตกชั้นไปสู่EFL League Oneซึ่งเป็นระดับที่สโมสรไม่เคยเล่นมาตั้งแต่ปี 1989 และการเลิกจ้างของแซนเดอร์สเอง [46] [47]ต่อจากนี้เคนนีแจ็คเก็ตต์ได้รับการแต่งตั้งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556 ในตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอน[48]และนำทีมกลับไปสู่

การแข่งขันชิงแชมป์อีเอฟแอลในฤดูกาลแรกสร้างสถิติใหม่ของสโมสรรวม 103 คะแนน ซึ่งเป็นสถิติตลอดกาลสำหรับคะแนนสะสมมากที่สุดโดยทีมใดก็ได้ในช่วงฤดูกาลระดับ 3

Fosun: กลับสู่พรีเมียร์ลีกและฟุตบอลยุโรป (2016 – ปัจจุบัน)

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2559 มีการยืนยันว่ากลุ่มการลงทุนของจีนFosun Internationalได้ซื้อ บริษัท แม่ของสโมสร WW (1990) Ltd จากSteve Morganและ บริษัท Bridgemere Group ของเขาเองด้วยจำนวนที่ไม่เปิดเผยโดยJez Moxeyก้าวลงจากตำแหน่ง บทบาทใน

ฐานะซีอีโอ (แทนที่ด้วยกรรมการผู้จัดการลอรีดัลรีมเพิล) วันต่อมารัฐบาลใหม่ประกาศว่าสัญญาของเคนนีแจ็คเก็ตต์กับสโมสรสิ้นสุดลงแล้วและอดีตวอลเตอร์เซงกาของอิตาลีได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าโค้ช Zenga ถูกไล่ออกหลังจากเกมลีกเพียง 14 เกมและPaul Lambertได้รับการ

แต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดในเดือนพฤศจิกายน 2016 แต่ในตอนท้ายของฤดูกาลแลมเบิร์ตก็ถูกไล่ออกเช่นกันโดยมีนูโน่เอสปิริโตซานโตอดีตนายใหญ่ของสโมสรฟุตบอลปอร์โต้เข้ามาแทนที่เขา ภายใต้นูโน่วูล์ฟส์คว้าตำแหน่งแชมป์ปี 2017–18เพื่อกลับสู่พรีเมียร์ลีกหลังจากห่างหายไป 6 ปี

แฮมป์ตันวันเดอเรอร์กลับไปพรีเมียร์ลีกส่งผลให้จบเจ็ดสถานที่ในการกลับมาในฤดูกาลแรกของพวกเขาวางสูงสุดของพวกเขาในส่วนบนตั้งแต่หกจบใน1979-80 ตำแหน่งนี้ยังทำให้พวกเขาได้รับตำแหน่งในยูโรป้าลีกและแคมเปญยุโรปครั้งแรกตั้งแต่ปีพ . ศ. พวกเขาชนะ 5-3 รวมกับ

โตริโน่ในการเล่นนอกรอบในสิงหาคม 2019 และก้าวเข้าสู่กลุ่มเวทีที่พวกเขาเล่นสโลวานบราติสลาวา , บรากาและBeşiktaşบ้านและออกไประหว่างเดือนกันยายนและธันวาคม 2019 หลังจากวิ่งเสร็จ – ขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มและเอาชนะเอสปันญ่อลในรอบ 32 ทีม (รวม 6–3 คะแนน),

วูล์ฟส์เอาชนะโอลิมเปียกอสของกรีซในรอบ 16 ทีมสองเลก (12 มีนาคม 2020 และ 6 สิงหาคม 2020) ดังนั้น ถึงขั้นตอนสุดท้ายของไตรมาส ในรอบก่อนรองชนะเลิศเล่นโดยเสมอกันเพียงนัดเดียวในสถานที่ที่เป็นกลางในเยอรมนีวูล์ฟส์แพ้เซบีย่า 0–1 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563 วูล์ฟส์จำลองการจบอันดับที่ 7 ของพวกเขาในพรีเมียร์ลีกใน 2018–19 ด้วยอันดับเดียวกันใน

พรีเมียร์ลีกปี2019–20แม้ว่าพวกเขาจะเก็บแต้มเพิ่มอีกสองแต้มในปี 2019–20 จากฤดูกาลที่แล้วและพลาดเพียงอันดับหกจากผลต่างประตูในโอกาสหลังนี้

หมาป่าได้รับความเดือดร้อนฤดูกาลที่ยากลำบากใน2020-21ฤดูกาลเล่นเกือบทั้งหมดโดยไม่ต้องฝูงชนเนื่องจากการCOVID-19 การแพร่ระบาด สโมสรสูญเสียราอูลฆิเมเนซกองหน้าตัวเก่งของพวกเขาไปจากอาการบาดเจ็บในช่วงจบฤดูกาล (กะโหลกร้าว) ในเกมที่อาร์เซนอลเมื่อ

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 และต่อมาก็ต้องดิ้นรนเพื่อเป้าหมายในช่วงเวลาที่เหลือของการรณรงค์ Wolves จบฤดูกาลในอันดับที่ 13 โดยมี 45 คะแนน สโมสรประกาศเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 ว่าหัวหน้าผู้ฝึกสอนนูโนเอสปิริโตซานโตจะออกจากสโมสร “โดยความ

ยินยอมร่วมกัน” หลังจากเกมสุดท้ายของฤดูกาลกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 สีเดิม

สีทองและสีดำแบบดั้งเดิมของสโมสรสื่อถึงคำขวัญของสภาเมืองที่ว่า ” ออกจากความมืดมาพร้อมกับแสงสว่าง ” โดยทั้งสองสีแสดงถึงความสว่างและความมืดตามลำดับ แม้ว่าสีดั้งเดิมของทีมจะเป็นสีแดงและสีขาวซึ่งนำมาจากสีประจำโรงเรียนของ St Lukes สำหรับประวัติความเป็นมาของพวกเขาคือเสื้อเชิ้ตสีทองเก่า ๆ ที่โดดเด่นและกางเกงขาสั้นสีดำในช่วงต้นทศวรรษของสโมสรได้มีการสร้างแบบเสื้อที่หลากหลายโดยใช้สีเหล่านี้รวมทั้งลายทางและเส้นทแยงมุมจนกระทั่งมีการใช้ดีไซน์เสื้อเชิ้ตธรรมดาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 ก่อนทศวรรษที่ 1960 จะมีการใช้สีทองเข้มขึ้น[66]เรียกว่า ” ทองเก่า ” ซึ่งมักอ้างถึงในสื่อว่าเป็นสีของสโมสร

ตราแผ่นดิน.

เช่นเดียวกับทีมอังกฤษส่วนใหญ่เสื้อที่เก่าแก่ที่สุดของพวกเขามักจะมีตราเฉพาะในโอกาสพิเศษเช่นรอบชิงชนะเลิศถ้วย ครั้งแรกที่ป้ายดังกล่าวที่จะสวมใส่บนเสื้อหมาป่าเป็นเสื้อคลุมแขนของแฮมป์ตันสภาเทศบาลเมือง [65]ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 Wolves ได้แนะนำตรา

สโมสรของตัวเองที่ปรากฏบนเสื้อของพวกเขาซึ่งประกอบด้วยหมาป่ากระโจนตัวเดียวซึ่งต่อมาได้กลายเป็นหมาป่าสามตัวในช่วงกลางทศวรรษ 1970 ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2522 ตรานี้ประกอบด้วยการออกแบบ “หัวหมาป่า” แบบเดี่ยว ตราปัจจุบันได้รับการออกแบบใหม่ล่าสุดในปี 2545

ในเดือนพฤษภาคม 2019 สโมสรได้รับการท้าทายทางกฎหมายโดย Peter Davies ผู้จัดการอุตสาหกรรมอาคารที่เกษียณอายุแล้ววัย 71 ปีซึ่งอ้างว่าเขาวาดลวดลายหัวหมาป่าในฐานะเด็ก

นักเรียนในปี 1960 และเข้าร่วมการแข่งขันศิลปะ Mr Davies กล่าวว่าเขาได้ออกแบบเชิงมุมหลังจากที่ครูขอให้เขาแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับ Hexagrammum Mysticum Theorem ของ Blaise Pascal และเข้าร่วมการแข่งขันทางศิลปะที่โฆษณาในหนังสือพิมพ์ Express

and Star นายเดวีส์ได้ทำการร้องเรียนการละเมิดลิขสิทธิ์และต้องการค่าชดเชย นายเดวีส์สูญเสียการอ้างสิทธิ์ในการละเมิดลิขสิทธิ์และตอนนี้ต้องเผชิญกับค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 450,000 ปอนด์ [70]

สีเหย้าแบบดั้งเดิมของ Wolves เป็นสีขาวล้วน แต่หลายทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้สีที่หลากหลายเช่นดำน้ำเงินนกเป็ดน้ำสีม่วงและสีแดงเข้ม

เมื่อแรกก่อตั้งสโมสรใช้สนามบน Goldthorn Hill ในพื้นที่Blakenhallเป็นบ้านซึ่งสามารถรองรับผู้ชมได้ 2,000 คนในปีพ. ศ. 2422 พวกเขาย้ายไปที่สนามของจอห์นฮาร์เปอร์บนถนนวิลเลียร์สตอนล่างซึ่งพวกเขายังคงอยู่เป็นเวลาสองปีก่อนที่จะย้ายไปที่ถนนดัดลีย์สั้น ๆโดยมีพื้น

ใหม่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับ Fighting Cocks Inn ที่นี่พวกเขาเล่นเอฟเอคัพครั้งแรกในปี 2426 และฟุตบอลลีกนัดแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2431 แม้ว่าไซต์นี้สามารถจุผู้ชมได้เพียง 2,500 คนในตอนแรก แต่ในที่สุดก็ได้รับการพัฒนาให้มีความจุ 10,000 คน

ในฤดูร้อนปี 2432 สโมสรได้ย้ายไปอยู่ที่บ้านถาวรนับตั้งแต่นั้นมาMolineuxในพื้นที่Whitmore Reansของเมือง ชื่อสนามกีฬามาจากบ้าน Molineux ที่สร้างขึ้นในพื้นที่โดย Benjamin Molineux พ่อค้าท้องถิ่นในศตวรรษที่ 18 และต่อมาได้รับการพัฒนาพื้นที่

เพื่อรวมสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการพักผ่อนสาธารณะจำนวนมาก เมื่อ บริษัท Northampton Brewery ซื้อพื้นที่เหล่านี้ในปี 2432 พวกเขาเช่าการใช้งานของพวกเขาให้กับสโมสรฟุตบอลของเมืองซึ่งกำลังมองหาบ้านที่เหมาะสมกับสมาชิกฟุตบอลลีกมาก

ขึ้น [5]หลังจากปรับปรุงเว็บไซต์เกมอย่างเป็นทางการครั้งแรกได้ถูกจัดฉากขึ้นในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2432 ก่อนที่จะมีผู้ชม 4,000 คน [5]พื้นดินสามารถรองรับผู้ชมได้ 20,000 คนแม้ว่าฝูงชนฟุตบอลอังกฤษแทบจะไม่ถึงจำนวนนั้นในศตวรรษที่ 19 [5]

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

วูล์ฟแฮมป์ตันวันเดอเรอร์สเอฟซี

สโมสรเป็นหนึ่งในสมาชิกผู้ก่อตั้งของ ฟุตบอลลีก ใน1888 ระหว่างวันที่ 26 ฤดูกาลติดต่อกันใช้เวลาในการบินชั้นนำระหว่างปี 1932 และ 1965 มันเป็นลีกอังกฤษแชมป์สามครั้ง (ใน1953-54 , 1957-58และ1958-59 ) ทั้งหมดภายใต้การบริหารของสแตน Cullis หมาป่าก็จบลีกอังกฤษวิ่งขึ้นในห้าฤดูกาลอื่น ๆ ระหว่าง1937-1938และ1959-1960

วูล์ฟส์คว้าแชมป์เอฟเอคัพ 4 ครั้งล่าสุดในปี 2503และจบอันดับรองชนะเลิศอีก 4 ครั้ง สโมสรยังได้รับรางวัลลีกคัพสองครั้งในปี 1974และ1980และจบอันดับสูงสุดจากทั้งสี่ดิวิชั่นในเกมอาชีพของอังกฤษ

หลังจากกลายเป็นหนึ่งใน  สโมสรอังกฤษ  แห่งแรกที่ติดตั้งไฟสปอตไลท์ Wolves ได้จัดรายการโทรทัศน์ “เพื่อนที่มีไฟส่องสว่าง” ถ่ายทอดสดกับสโมสรชั้นนำในต่างประเทศระหว่างปี 2496 ถึง 2499 ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปิดตัวถ้วยยุโรป (ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก)ในปี พ.ศ. 2498 . วูล์ฟส์เข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศของการแข่งขันในปี 2502–60เช่นเดียวกับรอบรองชนะเลิศของยูโรเปี้ยนคัพวินเนอร์สคัพปี 1960–61และยูฟ่าคัพรอบชิงชนะเลิศในปี 1972 หลังจากห่างหายไป 39 ปีจากการแข่งขันในยุโรป พวกเขามาถึงยูฟ่ายูโรป้าลีกรอบรองชนะเลิศในปี 2020

ชุดแบบดั้งเดิมของ Wolves ประกอบด้วยเสื้อเชิ้ตสีทองเก่าและถุงเท้าและกางเกงขาสั้นสีดำ ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2522 ชุดนี้ยังมีตราสัญลักษณ์ “หัวหมาป่า” ของสโมสรอีกด้วย ยาวนานแข่งขันอยู่กับคนอื่น ๆ สโมสรเวสต์มิดแลนด์หนึ่งหลักเป็นสีดำประเทศดาร์บี้เข้าร่วมประกวดกับเวสต์บรอมวิชอัลเบียน ทั้งสองสโมสรเล่นกันเองในช่วงฤดูกาล 2020–21 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2554–12เกมพรีเมียร์ลีกในวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2564 ซึ่งกำลังจะมาถึงเกือบเก้าปีนับตั้งแต่การประชุมครั้งก่อนเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2555

การก่อตัวและฟุตบอลลีก (พ.ศ. 2422-2436)

ใน “The Rough Guide to English Football” ฉบับปี 2000 ส่วนประวัติในหน้า Wolves เริ่มต้น: “ชื่อ Wolves ดังสนั่นจากหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ”เช่นเดียวกับอีกหลายสโมสร, เอฟเวอร์ตันเช่นหมาป่ามีจุดเริ่มต้นต่ำต้อยรูปโดยอิทธิพลฝาแฝดของคริกเก็ตและคริสตจักร สโมสรก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2420 ในฐานะสโมสรฟุตบอลเซนต์ลุคโดยจอห์นเบย์นตันและจอห์นโบรดีนักเรียนสองคนของโรงเรียนคริสตจักรเซนต์ลุคในเบลเคนฮอลล์ซึ่งได้รับการนำเสนอฟุตบอลโดยอาจารย์ใหญ่แฮร์รี่บาร์ครอฟต์ [5]ทีมลงเล่นเกมแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2420 กับทีมสำรองจากถนนสแตฟฟอร์ดต่อมาได้รวมเข้ากับส่วนฟุตบอลของสโมสรคริกเก็ตท้องถิ่นชื่อ Blakenhall Wanderers เพื่อก่อตั้งWolverhampton Wanderersในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2422 การเล่นครั้งแรกบนพื้นดินสองแถบในเมืองพวกเขาย้ายไปยังสถานที่ที่มีความสำคัญมากขึ้นบนถนนดัดลีย์ในปีพ. ศ. 2424 ก่อนที่จะยกถ้วยรางวัลแรกในปีพ. ศ. 2427 เมื่อพวกเขาได้รับรางวัล Wrekin Cup ในฤดูกาลที่พวกเขาเล่นครั้งแรก – เคยฟเอคัพผูก [5]จะกลายเป็นมืออาชีพของสโมสรที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงที่จะกลายเป็นหนึ่งในสิบสองสมาชิกผู้ก่อตั้งของฟุตบอลลีกในปี 1888 ในที่ที่พวกเขาเล่นในรอบแรกของการแข่งขันฟุตบอลลีกที่เคยจัดฉากกับแอสตันวิลล่าที่ 8 กันยายน 1888 [7]พวกเขาจบฤดูกาลในอันดับที่สามเช่นเดียวกับการเข้าถึงของพวกเขาครั้งแรกที่เอฟเอคัพรอบชิงชนะเลิศแพ้ 0-3 กับครั้งแรก”คู่”ผู้ชนะเปรสตัน ในตอนท้ายของการรณรงค์สโมสรได้ย้ายที่ตั้งเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อพวกเขาย้ายไปที่Molineuxจากนั้นก็เป็นสวนสนุกที่รู้จักกันในชื่อ Molineux Grounds

ความสำเร็จของเอฟเอคัพและปีสงครามโลก (พ.ศ. 2436-2503)

ทีมที่ชนะเอฟเอคัพของ Wolves ‘1893

วูล์ฟแฮมยกฟเอคัพเป็นครั้งแรกใน1893เมื่อพวกเขาชนะเอฟเวอร์ตัน 1-0 และทำให้หนึ่งในสามลักษณะเอฟเอคัพรอบสุดท้ายในปี 1896 สโมสรเพิ่มชัยชนะนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพครั้งที่สอง (ชนะ 3–1 กับนิวคาสเซิลยูไนเต็ด ) ต่อความสำเร็จในปีพ. ศ. 2436 ในปี 2451สองปีหลังจากตกชั้นสู่ดิวิชั่นสองเป็นครั้งแรก หลังจากต่อสู้ดิ้นรนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพื่อกลับมาครองตำแหน่งในดิวิชั่นสูงสุด (ช่วงเวลาที่ถูกคั่นด้วยการปรากฏตัวรอบชิงชนะเลิศเอฟเอคัพอีกครั้งในปีพ. ศ. 2464 ) สโมสรต้องตกชั้นอีกในปีพ. ศ. 2466เข้าสู่ดิวิชั่นสาม ( ภาคเหนือ)ซึ่งพวกเขาได้รับรางวัลที่ความพยายามครั้งแรก แปดปีหลังจากกลับสู่ดิวิชั่นสองวูล์ฟส์ได้รับสถานะการบินสูงสุดในฐานะแชมเปี้ยนดิวิชั่นสองภายใต้พันตรีแฟรงค์บัคลี่ย์หลังจากห่างออกไปยี่สิบหกปี โดยบัคลี่ย์เป็นผู้ควบคุมทีมจึงได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำในอังกฤษในช่วงหลายปีที่ผ่านมาซึ่งนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สองเมื่อพวกเขาจบการแข่งขันในลีกสองครั้งติดต่อกัน (พ.ศ. 2480–38และ พ.ศ. 2481–39 ) เช่นเดียวกับการเข้าถึงรอบสุดท้ายก่อนสงครามเอฟเอคัพรอบสุดท้ายซึ่งพวกเขาพ่ายแพ้ต่อพอร์ทสมั ธอย่างน่าตกใจ [8] [9] [10]ในปีพ. ศ. 2480-38วูล์ฟส์เข้ามามีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์ลีกอังกฤษครั้งแรกของสโมสร: การชนะในเกมสุดท้ายที่ทีมเยือนซันเดอร์แลนด์จะทำให้สิ่งต่าง ๆ ได้รับ แต่ในกรณีที่วูล์ฟส์แพ้ 0– 1 และทำให้แคมเปญสิ้นสุดลงหนึ่งคะแนนตามหลังแชมป์อาร์เซนอลในที่สุด หนึ่งในสิ่งที่ Major Buckley และทีม Wolves ของเขาดึงดูดความสนใจอย่างมากในช่วงสองฤดูกาลเต็มก่อนที่จะมีการระงับการแข่งขันฟุตบอลลีกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองคือ Buckley ยืนยันว่าผู้เล่นของเขาถูกฉีดสารสกัดจากต่อมลิงเพื่อ เพิ่มความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่ฟุตบอลลีกไม่อนุมัติ แต่ไม่ได้ห้าม

เมื่อฟุตบอลลีกกลับมาเล่นอีกครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่สองวูล์ฟส์ประสบความล้มเหลวในวันสุดท้ายอีกครั้งในดิวิชั่นหนึ่ง เช่นเดียวกับในปี 1938 ชัยชนะในนัดสุดท้ายของพวกเขาจะได้รับตำแหน่ง แต่การแพ้ 2–1 ต่อคู่แข่งอย่างลิเวอร์พูลหมายความว่าลิเวอร์พูลได้ครองตำแหน่งแชมป์แทน เกมนี้เป็นเกมสุดท้ายในเสื้อของ Wolves สำหรับStan Cullisและอีกหนึ่งปีต่อมาเขาก็กลายเป็นผู้จัดการสโมสร ในฤดูกาลแรก Cullis ในค่าใช้จ่ายเขานำหมาป่าเพื่อเป็นเกียรติครั้งใหญ่ครั้งแรกใน 41 ปีในฐานะที่พวกเขาเอาชนะเลสเตอร์ซิตี้ที่จะยกถ้วยเอฟเอและในปีต่อมาหมาป่าเพียงเป้าหมายเฉลี่ยป้องกันไม่ชนะในลีก

ยุคสแตนคัลลิส (2493-2503)

ช่วงปี 1950 ถือเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร  ไลท์เวทโดยบิลลี่ไรท์ในที่สุดวูล์ฟส์ก็อ้างสิทธิ์ในการเป็นแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในปีพ. ศ. 2496-54โดยยกเครื่องเวสต์บรอมมิชอัลเบียนคู่แข่งในท้องถิ่นใน ช่วงปลายฤดูกาล อีกสองรายการที่ได้รับรางวัลในไม่ช้าในปีต่อ ๆ มา ( พ.ศ. 2500–58และ2501-59 ) ขณะที่วูล์ฟส์ลงสนามแข่งขันกับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเพื่อเป็นที่ยอมรับในทีมชั้นนำในฟุตบอลอังกฤษในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนั้น วูล์ฟส์มีชื่อเสียงทั้งในด้านความสำเร็จในประเทศของสโมสรและการจัดแสดง “มิตรไมตรีที่มีไฟส่องสว่าง” ที่มีชื่อเสียงระดับสูงกับสโมสรชั้นนำอื่น ๆ จากทั่วโลก วูล์ฟส์กลายเป็นหนึ่งในสโมสรแรก ๆ ในสหราชอาณาจักรที่ลงทุนในการเล่นสปอตไลท์ในปี 1953 ด้วยราคา 10,000 ปอนด์ (281,308.64 ปอนด์ที่ราคา 2019 ) บางทีคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มเพื่อนเหล่านี้เห็นว่า Wolves เอาชนะทีมHonvédรวมถึงสมาชิกหลายคนของทีมชาติฮังการีที่เพิ่งทำให้อังกฤษต่ำต้อยไปสองครั้งทำให้สื่อระดับชาติประกาศให้ Wolves เป็น “Champions of the World” สิ่งนี้กลายเป็นแรงกระตุ้นขั้นสุดท้ายสำหรับกาเบรียลฮาโนต์บรรณาธิการของL’Équipeเพื่อเสนอการสร้างถ้วยยุโรป (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ) Wolves เป็นหนึ่งในสโมสรอังกฤษแห่งแรกที่เข้าร่วมในฤดูกาล 2500-58 วูล์ฟส์เอาชนะเรอัลมาดริด 5–4 (3–2 ในวูล์ฟแฮมป์ตันและ 2–2 ในมาดริด) ทั้งในบ้านและนอกบ้าน

ความสำเร็จของถ้วยในยุค 60 

ผังการปฏิบัติงานประจำปีของหมาป่าใน ระบบฟุตบอลลีกอังกฤษ

ทศวรรษที่ 1960 เริ่มต้นด้วยชัยชนะเอฟเอคัพครั้งที่สี่และวูล์ฟส์เกือบจะคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกและเอฟเอคัพ ‘สองเท่า’ ของศตวรรษที่ 20ในฟุตบอลอังกฤษ พวกเขาได้รับการ pipped ชื่อลีกโดยจุดในวันสุดท้ายของฤดูกาลโดยลีย์ แม้จะเริ่มต้นทศวรรษที่สดใส แต่ทศวรรษ 1960 หมาป่าก็เริ่มลดลง หลังจากเสร็จสิ้นการเป็นลีกวิ่งขึ้น 1959-60และเชื่อถือสามสถานที่เสร็จสิ้นในลีกท็อตแนมฮอตสเปอร์ ‘s ‘ double’ ชนะเลิศฤดูกาลทีมจางหายไปและ Cullis ตัวเองถูกไล่ออกหลังจากที่สิบหกปีในโพสต์ในกันยายน 1964 หลังจากหายนะ เริ่มต้นกับฤดูกาล 1964-65 การไล่ออกของคัลลิสไม่ได้ป้องกันฤดูกาลที่จบลงด้วยการเนรเทศ (ครั้งแรกที่หมาป่ารู้จักการตกชั้นตั้งแต่ พ.ศ. 2465-2553 ) และการสะกดครั้งแรกของสโมสรนอกส่วนบนสุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 การเนรเทศออกจากการบินสูงสุดกินเวลาเพียงสองฤดูกาลอย่างไรก็ตามในขณะที่ หมาป่าได้รับการเลื่อนตำแหน่งในปีพ. ศ. 2510 ในตำแหน่งรองแชมป์ดิวิชั่นสอง

ในช่วงปิดฤดูกาลในปี 1967 Wolves ได้เล่นมินิซีซั่นในอเมริกาเหนือซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของลีก United Soccer Associationที่ยังมีชื่อเสียงซึ่งนำเข้าสโมสรจากยุโรปและอเมริกาใต้ เมื่อเล่นเป็น ” Los Angeles Wolves ” พวกเขาได้รับรางวัล Western Division และในที่สุดก็เป็นแชมป์ด้วยการเอาชนะWashington Whipsในการตัดสินรอบชิงชนะเลิศ

การกลับมาของสโมสรขึ้นไปบนเครื่องบินภาษาอังกฤษในปี 1967 การประกาศระยะเวลาของความสำเร็จภายใต้อีกบิลแมคแกร์รี่มีสี่สถานที่ลีกเสร็จสิ้นในปี 1971หมาป่าที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับการสร้างขึ้นใหม่ยูฟ่าคัพระหว่างทางไปยังยูฟ่าคัพรอบสุดท้ายพวกเขาพ่ายแพ้ยูเวนตุสและFerencvárosก่อนจะแพ้ท็อตแนมฮอตสเปอร์ 3-2 รวม; การพ่ายแพ้คาบ้าน 2–1 ในเลกแรกเป็นการพิสูจน์ความเด็ดขาด [25]หมาป่ายกเครื่องเงินสองปีต่อมาเมื่อพวกเขาชนะลีกคัพเป็นครั้งแรกโดยตีแมนเชสเตอร์ซิตี 2-1 ในรอบสุดท้าย แม้จะตกชั้นอีกครั้งในปี 1976 , หมาป่ากลับมาที่ความพยายามครั้งแรกในฐานะแชมป์สองฝ่ายภายใต้ผู้จัดการแซมมี่ชุง , แล้วภายใต้ผู้จัดการจอห์นบาร์นเวล , เปิดของเลื่อยทศวรรษพวกเขาเสร็จสิ้นในหกบนในลีกและชนะ1980 ลีกคัพเมื่อนั้นการลงนามบันทึกแอนดี้เกรย์คะแนนเป้าหมายเฉพาะของสุดท้ายเพื่อเอาชนะแชมป์ยุโรปครองราชย์และผู้ถือถ้วยลีกน็อตติงแฮมฟอเรส

 

 

 

 

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่

 เปิดประวัติศูนย์หน้าดาวรุ่งคนใหม่ของอาร์เซนอล : ข่าวฟุตบอลอาร์เซนอล

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อาร์เซนอล แถลงอย่างเป็นทางการคว้าตัว กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ศูนย์หน้าวัย 18 ปี จากสโมสรอิตูเอโน ในลีกบราซิล

มาร์ติเนลลี่ จะเซ็นสัญญาระยะยาวกับอาร์เซนอล โดยสื่อคาดการณ์ว่าค่าตัวของดาวรุ่งคนดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านปอนด์

หลังจากเปิดตัวกับ ‘ไอ้ปืนใหญ่’ เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า ‘คริสเตียโน่ โรนัลโด้’ ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสคือต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของเขา

“โรนัลโด้คือผู้เล่นที่ทำงานอย่างหนัก ผลักดันตัวเองไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เล่นเพื่อถ้วยแชมป์และรางวัลส่วนตัว”

“นี่เป็นความฝันของผมและครอบครัวด้วยที่ได้มาเล่นในยุโรป รวมไปถึงการเล่นฟุตบอลให้กับทีมชั้นนำอย่างอาร์เซนอล ผมจะคว้าโอกาสนี้ไว้”

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ เติบโตมาในอคาเดมี่ของโครินเธียนส์ เขาทำไปได้ 202 ประตูใน 248 นัดในลีกเยาวชน เคยไปทดสอบฝีเท้ากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่ง ‘ปีศาจแดง’ สนใจอยากได้เจ้าหนูรายนี้เข้ามาร่วมทีม แต่มาร์ติเนลลี่อยากเล่นในบราซิลมากกว่าในขณะนั้น นอกจากนี้เขายังเคยเป็นเด็กฝึกของลามาเซีย อคาเดมี่ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของบาร์เซโลนา

หลังจากย้ายไปร่วมทีม อิตูเอโน เจ้าตัวคว้ารางวัลผู้เล่นหน้าใหมยอดเยี่ยม รวมถึงยังติดอยู่ทีมยอดเยี่ยมของแคมเปียนาโต เปาลิสต้า (ลีกเซาเปาโล) ปี 2019 โดยทำไปได้ 10 ประตูจากการลงสนาม 34 นัดในทีมชุดใหญ่

ประวัติ Gabriel Martinelli ( กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ ) เกิดวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ. 2001 นักฟุตบอลชาวบราซิล ความสูง 1.80 เมตร หรือ 5 ฟุต 11 นิ้ว ตำแหน่ง กองหน้า ปัจจุบันร่วมเล่นกับสโมสรอาร์เซน่อ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ สวมเสื้อหมายเลข 35. … Gabriel Martinelli ยังไม่มีประวัติการติดทีมชาติบราซิล

กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ – เปิดประวัติศูนย์หน้าดาวรุ่งคนใหม่ของอาร์เซนอล : ข่าวฟุตบอลอาร์เซนอล

เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา อาร์เซนอล แถลงอย่างเป็นทางการคว้าตัว กาเบรียล  ศูนย์หน้าวัย 18 ปี จากสโมสรอิตูเอโน ในลีกบราซิล

มาร์ติเนลลี่ จะเซ็นสัญญาระยะยาวกับอาร์เซนอล โดยสื่อคาดการณ์ว่าค่าตัวของดาวรุ่งคนดังกล่าวจะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านปอนด์

หลังจากเปิดตัวกับ ‘ไอ้ปืนใหญ่’ เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่า ‘คริสเตียโน่ โรนัลโด้’ ซูเปอร์สตาร์ชาวโปรตุเกสคือต้นแบบในการเล่นฟุตบอลของเขา

“โรนัลโด้คือผู้เล่นที่ทำงานอย่างหนัก ผลักดันตัวเองไปสู่ระดับที่สูงขึ้น เล่นเพื่อถ้วยแชมป์และรางวัลส่วนตัว”

“นี่เป็นความฝันของผมและครอบครัวด้วยที่ได้มาเล่นในยุโรป รวมไปถึงการเล่นฟุตบอลให้กับทีมชั้นนำอย่างอาร์เซนอล ผมจะคว้าโอกาสนี้ไว้”

กาเบรียลติบโตมาในอคาเดมี่ของโครินเธียนส์ เขาทำไปได้ 202 ประตูใน 248 นัดในลีกเยาวชน เคยไปทดสอบฝีเท้ากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่ง ‘ปีศาจแดง’ สนใจอยากได้เจ้า

หนูรายนี้เข้ามาร่วมทีม แต่มาร์ติเนลลี่อยากเล่นในบราซิลมากกว่าในขณะนั้น นอกจากนี้เขายังเคยเป็นเด็กฝึกของลามาเซีย อคาเดมี่ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกของบาร์เซโลนา

หลังจากย้ายไปร่วมทีม อิตูเอโน เจ้าตัวคว้ารางวัลผู้เล่นหน้าใหมยอดเยี่ยม รวมถึงยังติดอยู่ทีมยอดเยี่ยมของแคมเปียนาโต เปาลิสต้า (ลีกเซาเปาโล) ปี 2019 โดยทำไปได้ 10 ประตูจากการลงสนาม 34 นัดในทีมชุดใหญ่

จุดเด่นของมาร์ติเนลลี่คือ ความเร็วชนิดหาตัวจับยาก ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล และการจบสกอร์ ด้วยวัยเพียง 18 ปี กองหน้ารายนี้มีโอกาสได้ลงสนามดวลกับทีมระดับพระกาฬของบราซิลทั้ง โครินเธียนส์ ซานโตส พัลไมรัส และเซาเปาโลมาแล้ว

เจ้าตัวถือว่ามีสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งมาก เล่นฟุตบอลด้วยความห้าวเกินวัย เมื่ออยู่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากก็มักจะตัดสินใจได้ดี ซึ่งถือว่าโตเกินอายุมาก เมื่อเทียบกับดาวรุ่งทั่วๆ ไป

ขณะนี้กาเบรียล มาร์ติเนลลี่เริ่มลงเรียนภาษาอังกฤษเพื่อฝึกการสื่อสารแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าดาวรุ่งรายนี้มีความมุ่งมั่นมากแค่ไหนในการเล่นให้กับอาร์เซนอล

ส่วนแฟนปืนก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่า มาร์ติเนลลี่จะถูกดองในชุดยู-23 เพราะเจ้าตัวได้รับข้อเสนอมากมายจากทั่วทั้งยุโรป สามารถคาดเดาได้เลยว่า เหตุผลที่เลือกอาร์เซนอลอาจเป็นเพราะอูไน เอเมรี่รับปากว่าจะให้โอกาสในทีมชุดใหญ่

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงตลาดนักเตะช่วงซัมเมอร์ 2019 ของ อาร์เซน่อล นักเตะรายแรกที่พวกเขาปิดดีลคว้าตัวมาร่วมทีมนั้นก็คือ กาเบรียล  แข้งโนเนม เด็กหนุ่มวัย 18 ปี นักเตะ บราซิล

แต่แล้วมันยิ่งทำให้แฟนบอลสงสัย นักเตะ บราซิล คนนี้ทำไม ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ถึงยอมควักเงินถึง 6 ล้านปอนด์ในการจ่ายเป็นค่าตัว ว่าแล้ววันนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักกับแข้งดาวรุ่ง อาร์เซน่อล คนนี้ให้มากขึ้น …

เตะ บราซิล ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2001 และเริ่มต้นสาย นักฟุตบอล บราซิล จากการเข้าสู่ทีมอคาเดมี่ของ โครินเธียนส์ ตั้งแต่อายุเพียง 9 ขวบเท่านั้น

ซึ่งเจ้าตัวฝึกปรือฝีเท้ากับสโมสร บราซิล แห่งนี้นานถึง 4 ปีเต็ม ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสร อิทัวโน่ เอฟซี ซึ่งเป็นทีมในระดับล่างของ ลีกบราซิล (ปัจจุบันอยู่ลีก เซเรีย ดี) ซึ่งในขณะนั้นเจ้าตัวมีอายุ 14 ปีเท่านั้น

ก่อนที่เมื่อเดือนมีนาคม 2018 นักเตะ บราซิล รายนี้จะได้ประเดิมสนามนัดแรก ซึ่งขณะนั้น มาร์ติเนลลี่ พึ่งมีอายุเพียง 16 ปี 9 เดือนเท่านั้น ก่อนที่ประตูจะเกิดในเดือนกันยายน 2018 ก่อนที่จะกลายเป็น ดาวซัลโว ของสโมสรในฤดูกาลนั้นที่จำนวน 6 ประตู

ผลงานของ กาเบรียล มาร์ติเนลลี่ นักเตะ บราซิล กับต้นสังกัดเก่าอย่าง อิทัวโน่ เอฟซี นับตั้งแต่ปี 2018-2019 เจ้าตัวลงสนามในทุกรายการไปทั้งสิ้น 34 นัด ซัดไป 10 ประตู ซึ่งด้วยจำนวนดังกล่าวมันก็ทำให้เจ้าตัวกลายเป็น ดาวซัลโว สูงสุดของสโมสรในซีซั่นนั้นไปทันที

และด้วยผลงานแบบนี้ มาร์ติเนลลี่ ได้กลายเป็นตัวหลักของสโมสรและสามารถพาทีมผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศในรายการ คัมปิโอนาโต เปาลิสตา ก่อนที่จะตกรอบเพราะน้ำมือของ เซา เปาโล

ตำแหน่งที่ถนัดที่สุดของ มาร์ติเนลลี่ ก็คือตัวรุก แต่ที่ถนัดที่สุดคือริมเส้นทางฝั่งซ้าย ซึ่งเจ้าตัวก็ใช้ใช้จุดเด่นในเรื่องของความเร็วในการปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งได้อยู่บ่อยครั้ง

แต่ทว่าถ้าถูกปรับไปเล่นหน้าเป้า หรือฝั่งขวาเจ้าตัวก็เล่นได้แบบไม่ขัดเขินอะไร ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าตัวก็ถูกปรับมาเล่นอยู่บ่อยครั้งแล้วแต่สถานการณ์ และคำสั่งของผู้เป็นกุนซือ

รางวัลส่วนตัว

– นักเตะ บราซิล หน้าใหม่ยอดเยี่ยมแห่ง คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2019
– นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของ คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2019
– ติดทีมยอดเยี่ยมของ คัมปิโอนาโต เปาลิสตา 2019

ประตูแรกกับ อาร์เซน่อล

เจ้าตัวใช้เวลาในสนามไปทั้งสิ้น 61 นาที ก็สามารถพังประตูในสีเสื้อ อาร์เซน่อล ได้แล้ว ซึ่งเป็นการใช้หน้าอกในการทำประตู ซึ่งเกิดขึ้นในเกมอุ่นเครื่องนัดแรกของ ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ในช่วง ปรี-ซีซั่น ที่พบกับ โคโลราโด ราปิดส์


แม้การย้ายมาของ กาเบรียล แข้งโนเนม อาร์เซน่อล รายนี้จะเป็นการย้ายมาพร้อมกับคำถามมากมาย แต่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีดีพอที่จะลงเล่นให้กับทีม ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล

เราจะมีข่าวมาลงในเว็ปให้ได้รับรู้ข่าวสารเรื่อยๆฝากติดตามข่าวทางช่องเราแล้วจะไม่พลาดข่าวสารใหม่ๆ

 

 

ผู้รักษาประตู เชลซี

ผู้รักษาประตู เชลซี

ผู้รักษาประตู เชลซี

ผู้รักษาประตู เชลซี

เชลซี ประกาศเสริมทัพคว้าตัว มารืคัส เบ็ตติเนลลี่ เข้ามาเสริมแกร่งกับขุมกำลังผู้รักษาประตู

ทางเว็บไซด์สโมสรระบุว่า เบ็ตติเนลลี่ จะเข้ามาเติมเต็มการขาดหายไปของ วิลลี่ กาบาเยโร่ ที่อำลาทีมหลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา

นั่นหมายถึงว่าจอมหนึบวัย 29 ปีจะเข้ามาเป็นมือสามของ “สิงโตน้ำเงินคราม” ในฤดูกาลที่จะถึงนี้

โดยเชลซีให้ความสำคัญกับผู้รักษาประตูอย่างมาก คนเก่าออกไป คือต้องรีบหาคนใหม่เข้ามาแทนทันที แม้จะมีผู้รักษาประตูมือดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะหานายทวารคนใหม่เพิ่ม

โดย เบตติเนลลี่ โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลที่แล้ว โดยมีหลายทีมใหญ่สนใจ แต่เป็น เชลซี ได้ที่ตัวเขาไปร่วมทัพ

มาร์คัส เบตติเนลลี่ นักเตะตำแหน่งผู้รักษาประตูได้ย้ายเข้าร่วมสโมสรฟุตบอลเชลซี

เบตติเนลลี่ หมดสัญญากับฟูแล่มและย้ายมาค้าแข้งกับพวกเรา โดยเขาจะสมทบตำแหน่งนายทวารหลังจาก วิลลี่ กาบาเยโร่ อำลาสโมสรไป

ผู้รักษาประตูที่มีส่วนสูง 193 เซนติเมตร ใช้เวลาในถิ่นคราเวน ค็อตเทจกว่าหนึ่งทศวรรษ ลงเฝ้าเสาให้ “เจ้าสัวน้อย” 120 นัด และเคยติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีสมัยเริ่มต้นเส้นทางลูกหนัง

หลังจากเซ็นสัญญา 2 ปีเข้ามาเฝ้าเสาที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ เบตติเนลลี่ กล่าวว่า: ‘เชลซีเป็นสโมสรที่มีความพิเศษมาเสมอ ผมรู้จักพื้นที่บริเวณนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นมันเหมือนกับความฝันที่กลายเป็นจริงในการได้ย้ายมาที่นี่ และสุดท้ายมันก็เกิดขึ้น เคยมีการเจรจาเมื่อไม่กี่ปีก่อนตอนที่ผมอายุน้อยกว่านี้นิดหน่อย และไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามที่มันไม่เกิดขึ้น แต่ตอนนี้ผมอยู่ที่นี่แล้ว

‘ผมตื่นเต้นจริง ๆ ที่จะได้มีส่วนร่วม และก็เฝ้ารอการพยายามสร้างความประทับใจ และช่วยเหลือทีมให้มากที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้’

เบตติเนลลี่ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับฟูแล่มในวัย 14 ปี ก่อนไต่เต้าขึ้นมาทุกระดับชั้น และประเดิมสนามให้สโมสรของเขาในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล 2014/15 หลังจากที่พวกเขาตกชั้นลงสู่แชมเปี้ยนชิพ

ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เขาเคยย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมนอกลีกอย่าง ดาร์ตฟอร์ด รวมทั้งแอคคริงตั้น สแตนลี่ย์ สโมสรในลีก ทู จนได้รับประสบการณ์การเล่นทีมชุดใหญ่ และพัฒนาฝีมือในการเฝ้าเสา อีกทั้งยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในถิ่นเดอะ คราวน์ กราวด์อีกด้วย

หลังจากที่ เดวิด สต็อคเดล ย้ายออกจากสโมสรในซัมเมอร์ ปี 2014 เบตติเนลลี่ กลับมาที่ค็อตเทจ พร้อมสถาปนาตัวเองกลายเป็นมือหนึ่งของฟูแล่ม เขาลงสนาม 45 นัดในทุกรายการ พร้อมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ U-21 เป็นครั้งแรก

แม้จะเริ่มต้นฤดูกาล 2015/16 ในฐานะมือหนึ่งของสโมสร ดาวเตะผู้ที่เกิดและโตในลอนดอน ประสบอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าในการแข่งขันนัดที่ 3 ของซีซั่นจนต้องพักยาวถึง 7 เดือนด้วยกัน เขากลับมาลงสนามในเดือนมีนาคม และเฝ้าเสาใน 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ฟูแล่มยังไม่สามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา หลังจบในอันดับ 20 ของตาราง

ซีซั่นถัดมาเขาได้ลงสนามน้อยลง แต่ เบตติเนลลี่ ได้เฝ้าเสาในการแข่งขันเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศทั้ง 2 นัดกับเรดดิ้ง ซึ่งแม้ “เจ้าสัวน้อย” จะล้มเหลว แต่พวกเขาแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 12 เดือนถัดมาเมื่อทีมของ สลาวิซ่า โยคาโนวิช คว้าตั๋วเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีกด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลล่า ผลงานของ เบตติเนลลี่ ถือว่าโดดเด่นในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล โดยฟูแล่มเก็บคลีนชีต 3 นัดในรอบเพลย์ออฟทั้ง 3 นัด

เมื่อกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก เบตติเนลลี่ ได้เดบิวต์บนลีกสูงสุดจากแมตช์ที่ต้นสังกัดเอาชนะเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลงตัวจริง 7 นัดติดต่อกันในลีก ผลงานของผู้รักษาประตูรายนี้ ทำให้เขาถูก แกเร็ธ เซาท์เกต เรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษในโปรแกรมเบรคทีมชาติครั้งแรกของฤดูกาล และถูกเรียกอีกครั้งในเดือนตุลาคม แต่เขาไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้กับทรี ไลอ้อนส์

ถึงแม้จะโชว์ฟอร์มได้ดีในช่วงเริ่มต้นซีซั่น แต่ผลงาน 6 เกมที่ไร้ชัยชนะทำให้ เซร์คิโอ ริโก้ แย่งบทบาทมือหนึ่งในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล ฟูแล่ม คว้าชัยชนะในลีกได้เพียง 7 นัด ทำให้พวกเขาตกชั้นกลับสู่แชมเปี้ยนชิพทันที

ฤดูกาล 2019/20 เบตติเนลลี่ ได้ลงสนามอีก 14 นัด ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาอีกครั้ง และซีซั่นที่แล้ว เขาได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวให้กับมิดเดิลสโบรห์ โดยเฝ้าเสา 42 นัด เก็บ 13 คลีนชีตพา “สิงห์แดง” จบอันดับที่ 10 ในลีกรองของอังกฤษ

มาร์คัส เบตติเนลลี่ ย้ายร่วมทีมเชลซีในเดือนกรกฎาคม 2021

เบตติเนลลี่ หมดสัญญากับฟูแล่มและย้ายมาค้าแข้งกับพวกเรา โดยเขาจะสมทบตำแหน่งนายทวารหลังจาก วิลลี่ กาบาเยโร่ อำลาสโมสรไป

ผู้รักษาประตูที่มีส่วนสูง 193 เซนติเมตร ใช้เวลาในถิ่นคราเวน ค็อตเทจกว่าหนึ่งทศวรรษ ลงเฝ้าเสาให้ “เจ้าสัวน้อย” 120 นัด และเคยติดทีมชาติอังกฤษ รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีสมัยเริ่มต้นเส้นทางลูกหนัง

เบตติเนลลี่ เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับฟูแล่มในวัย 14 ปี ก่อนไต่เต้าขึ้นมาทุกระดับชั้น และประเดิมสนามให้สโมสรของเขาในช่วงออกสตาร์ตฤดูกาล 2014/15 หลังจากที่พวกเขาตกชั้นลงสู่แชมเปี้ยนชิพ

ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เขาเคยย้ายไปเล่นแบบยืมตัวกับทีมนอกลีกอย่าง ดาร์ตฟอร์ด รวมทั้งแอคคริงตั้น สแตนลี่ย์ สโมสรในลีก ทู จนได้รับประสบการณ์การเล่นทีมชุดใหญ่ และพัฒนาฝีมือในการเฝ้าเสา อีกทั้งยังคว้ารางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในถิ่นเดอะ คราวน์ กราวด์อีกด้วย

หลังจากที่ เดวิด สต็อคเดล ย้ายออกจากสโมสรในซัมเมอร์ ปี 2014 เบตติเนลลี่ กลับมาที่ค็อตเทจ พร้อมสถาปนาตัวเองกลายเป็นมือหนึ่งของฟูแล่ม เขาลงสนาม 45 นัดในทุกรายการ พร้อมถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ U-21 เป็นครั้งแรก

แม้จะเริ่มต้นฤดูกาล 2015/16 ในฐานะมือหนึ่งของสโมสร ดาวเตะผู้ที่เกิดและโตในลอนดอน ประสบอาการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าในการแข่งขันนัดที่ 3 ของซีซั่นจนต้องพักยาวถึง 7 เดือนด้วยกัน เขากลับมาลงสนามในเดือนมีนาคม และเฝ้าเสาใน 9 นัดสุดท้ายของฤดูกาล แต่ฟูแล่มยังไม่สามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมา หลังจบในอันดับ 20 ของตาราง

ซีซั่นถัดมาเขาได้ลงสนามน้อยลง แต่ เบตติเนลลี่ ได้เฝ้าเสาในการแข่งขันเพลย์ออฟ รอบรองชนะเลิศทั้ง 2 นัดกับเรดดิ้ง ซึ่งแม้ “เจ้าสัวน้อย” จะล้มเหลว แต่พวกเขาแก้ตัวได้สำเร็จในอีก 12 เดือนถัดมาเมื่อทีมของ สลาวิซ่า โยคาโนวิช คว้าตั๋วเลื่อนชั้นกลับสู่พรีเมียร์ ลีกด้วยการเอาชนะแอสตัน วิลล่า ผลงานของ เบตติเนลลี่ ถือว่าโดดเด่นในช่วงเวลาสำคัญของฤดูกาล โดยฟูแล่มเก็บคลีนชีต 3 นัดในรอบเพลย์ออฟทั้ง 3 นัด

เมื่อกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ ลีก เบตติเนลลี่ ได้เดบิวต์บนลีกสูงสุดจากแมตช์ที่ต้นสังกัดเอาชนะเบิร์นลี่ย์ 4-2 ในเดือนสิงหาคม ปี 2018 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการลงตัวจริง 7 นัดติดต่อกันในลีก ผลงานของผู้รักษาประตูรายนี้ ทำให้เขาถูก แกเร็ธ เซาท์เกต เรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษในโปรแกรมเบรคทีมชาติครั้งแรกของฤดูกาล และถูกเรียกอีกครั้งในเดือนตุลาคม แต่เขาไม่ได้ลงเฝ้าเสาให้กับทรี ไลอ้อนส์

ถึงแม้จะโชว์ฟอร์มได้ดีในช่วงเริ่มต้นซีซั่น แต่ผลงาน 6 เกมที่ไร้ชัยชนะทำให้ เซร์คิโอ ริโก้ แย่งบทบาทมือหนึ่งในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล ฟูแล่ม คว้าชัยชนะในลีกได้เพียง 7 นัด ทำให้พวกเขาตกชั้นกลับสู่แชมเปี้ยนชิพทันที

ฤดูกาล 2019/20 เบตติเนลลี่ ได้ลงสนามอีก 14 นัด ก่อนที่อาการบาดเจ็บจะรบกวนเขาอีกครั้ง และซีซั่นที่แล้ว เขาได้ย้ายไปเล่นแบบยืมตัวให้กับมิดเดิลสโบรห์ โดยเฝ้าเสา 42 นัด เก็บ 13 คลีนชีตพา “สิงห์แดง” จบอันดับที่ 10 ในลีกรองของอังกฤษ

 

แทมมี อับราฮัม

แทมมี อับราฮัม

แทมมี อับราฮัม

แทมมี อับราฮัม

แทมมี่ อับราฮัม ย้ายร่วมทีมเชลซีในระดับ U-8 ก่อนไต่เต้าจากระดับเยาวชนมาเป็นกองหน้าตัวหลักของทีมในฤดูกาล 2019/20 ซึ่งเขาจบซีซั่นด้วยตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของสโมสร

ดาวยิงรายนี้มีรูปร่างสูงและมาพร้อมกับทักษะ เขาเป็นคนที่จบสกอร์ได้ดีและมีความเร็วในการวิ่งสอดแนวรับคู่แข่งเช่นเดียวกับ ความแข็งแกร่ง ในการเล่นลูกกลางอากาศ พร้อมความสามารถในการดึงเพื่อนร่วมทีมให้เข้ามามีส่วนร่วมกับเกมได้ด้วย

ผลงานกับทีมอคาเดมี่

แทมมี่ลงเล่นในตำแหน่ง ปีกซ้าย, ปีกขวา และกองหน้าตัวกลาง มาทุกระดับชั้นกับทีมเยาวชน เขาลงเดบิวต์ให้ทีมรุ่นเยาว์ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2013/14 ทำประตูแรกในรุ่น U-18 ได้ในเกมที่ชนะเวสต์ แฮม 2-1 ฤดูกาลดังกล่าวเขาลงสนามไป 17 นัด ยิงได้ 5 ประตู

ฤดูกาล 2014/15 เขาสร้างผลงานได้อย่างดีเยี่ยมโดยเป็นปีแรกในฐานะนักเรียนทุน ทำประตูไปทั้งหมด 32 ลูกจากการลงสนาม 26 นัดให้กับทีมรุ่นเยาว์ นั่นรวมถึงการทำ 9 ประตูในช่วงการป้องกันแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ซึ่งเป็นรายการที่เขาทำประตูได้ทั้งนัดเหย้าและเยือนในรอบชิงชนะเลิศที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้

อับราฮัมลงเดบิวต์ให้ทีม U-21 ในเดือนกุมภาพันธ์ และทำประตูได้อีกครั้ง เขาซัดไปสองลูกในเกมที่เราชนะ 5-3 นอกจากนั้นเขายังทำได้อีก 4 ประตูในรายการยูฟ่า ยูธ ลีก ที่เชลซีคว้าแชมป์ยุโรป รุ่น U-19 ได้สำเร็จอีกด้วย

ในฤดูกาล 2015/16 สไตรค์เกอร์รายนี้ทำประตูไป 8 ลูกจากการลงสนาม 9 นัด โดยหนึ่งในนั้นคือลูกยิงใส่อันเดอร์เลชท์ในรอบรองชนะเลิศ มีส่วนช่วยให้ทีม U-19 ของเราคว้าแชมป์ยุโรปเป็นฤดูกาลที่สองติดต่อกัน นอกจากนี้เขายังยิงไป 6 ประตูจากการลงเล่น 6 นัดระหว่างเส้นทางที่พวกเราคว้าแชมป์ยูธ คัพเป็นสมัยที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมกับโหม่งประตูที่ 26 ในฤดูกาลของเขาจากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนัดที่สองอีกด้วย

ฤดูกาล 2015/16

เขาต่อสัญญาฉบับใหม่ในเดือนตุลาคม ปี 2015 ฝากฝังอนาคตไว้กับสโมสรจนถึงช่วงสิ้นสุดฤดูกาล 2018/19 เป็นอย่างน้อย พัฒนาการของเขาเข้าไปเตะตากุ๊ส ฮิดดิงค์ ที่ได้เชิญให้อับราฮัมมาร่วมฝึกซ้อมกับทีมชุดใหญ่ในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

เจ้าตัวได้รับโอกาสประเดิมสนามให้ทีมชุดใหญ่ด้วยบทบาทตัวสำรองในเกมที่เราบุกเสมอกับลิเวอร์พูลที่สนามแอนฟิลด์ 1-1 ในเดือนพฤษภาคม ปี 2016 จากนั้น 4 วันถัดมา เขาปรากฎตัวครั้งแรกให้ทีมรุ่นใหญ่ในสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ โดยครั้งนี้เป็นการโม่แข้งกับเลสเตอร์ ซิตี้ที่เพิ่งคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีกไปครอบครอง

ฤดูกาล 2019/20

อับราฮัม เริ่มต้นฤดูกาล 2019/20 ด้วยบทบาทกองหน้าตัวเลือกแรกของแฟรงค์ แลมพาร์ด เขาเกือบทำประตูในการประเดิมลงสนามเป็นตัวจริงให้กับเชลซีโดยยิงไปชนเสาในการแข่งขันนัดเปิดสนามกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะเรียกจุดโทษให้ทีมในศึกซูเปอร์ คัพ แต่ในช่วงการดวลจุดโทษตัดสินกับลิเวอร์พูล การยิงของหัวหอกรายนี้โดนเซฟเอาไว้ได้

ไม่นานหลังจากนั้นช่วงเวลาที่ดีก็เกิดขึ้น แทมมี่ใช้เวลาแค่ 3 นาทียิงประตูให้พวกเราออกนำนอริชในวันที่ 24 สิงหาคม โดยถือเป็นตุงแรกของเขากับสโมสร ประตูที่สองเกิดขึ้นตามมาก่อนหมดเวลาการแข่งขัน 20 นาที ทำให้พวกเราเฉือนชนะนกขมิ้นในเกมที่มีประตูเกิดขึ้นถึง 5 ลูก

สัปดาห์ถัดมา อับราฮัม ยิงได้อีกครั้งในการแข่งขันกับเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด – โดยถือเป็นประตูแรกของเขาในสนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ – ก่อนที่จะกลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดของเราที่ทำแฮตทริคในพรีเมียร์ ลีก ในการแข่งขันกับวูล์ฟส์ 7 ประตูใน 3 นัด ทำให้เขาขยับขึ้นไปนำเป็นดาวซัลโวของลีก

เดือนพฤศจิกายน ปี 2019 เขากลายเป็นนักเตะเชลซีอายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ที่ยิงประตูในพรีเมียร์ ลีกครบ 10 ลูก ตามหลังเพียงแค่อาร์เยน ร็อบเบน โดยเป็นการซัดใส่คริสตัล พาเลซ ซึ่งช่วยให้สิงห์บลูส์เก็บชัยชนะในลีกได้ 6 นัดติดต่อกัน

ช่วงสิ้นปี 2019 อับราฮัมปืนฝืดลงไป แต่เขายังส่งท้ายปีอย่างมีสไตล์โดยยิงประตูสำคัญให้กับเชลซี พลิกกลับมาเอาชนะอาร์เซนอลได้ถึงถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมของพวกเขา

สามสัปดาห์ถัดมา อาการบาดเจ็บข้อเท้าที่ได้รับในการแข่งขันกับ “ปืนใหญ่” รบกวนผลงานของเขา อับราฮัมได้ลงเล่นแค่ 3 นัดจาก 8 เกมก่อนที่ฤดูกาลหยุดชะงัก พร้อมต้องใจเย็นเฝ้ารอโอกาสหลังจากที่โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม อย่างไรก็แล้วแต่ แทมมี่ยังคงมีส่วนร่วมในระหว่างนั้น โดยยิงประตูสำคัญในการแข่งขันกับคริสตัล พาเลซหลังลุกจากม้านั่งสำรองเพียง 6 นาที ช่วยให้พวกเราเฉือนชนะ 3-2 ขณะที่กำลังลุ้นจบท็อปโฟร์ ประตูดังกล่าวยังทำให้เขายิงรวม 18 ลูกในทุกรายการ กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรประจำซีซั่น

การเล่นแบบยืมตัว

ช่วงก่อนเริ่มต้นฤดูกาล 2016/17 อับราฮัมถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้บริสตอล ซิตี้ เขาทำประตูได้ในเกมนัดที่สองที่ลงสนาม และทำประตูแตะตัวเลขสองหลักก่อนหมดเดือนกันยายน แม้ผลงานของต้นสังกัดจะตกลงไปแต่แทมมี่ยิงได้ 16 ประตูในลีกช่วงต้นปี 2017 ซึ่งสิ่งดังกล่าวทำให้เขากลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่ทำประตูได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของแชมเปี้ยนชิพ

หลังจบฤดูกาลเขายิงไปทั้งหมด 26 ประตูจากการลงสนาม 48 นัดช่วยให้ทีมรอดตกชั้นได้ เขาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีและรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสรบริสตอล ซิตี้

วันที่ 4 กรกฎาคม ปี 2017 อับราฮัมได้ต่อสัญญากับเชลซีออกไปอีก 5 ปีและถูกปล่อยยืมตัวไปเล่นให้สวอนซี ซิตี้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งคุมทีมโดยพอล คลีเมนท์ อดีตโค้ชเชลซี

เขาปิดฉากฤดูกาลด้วยการยิงไป 8 ประตูจาก 39 นัดที่ลงเล่นในทุกรายการให้กับสวอนซี แต่ต้นสังกัดตกชั้นลงสู่แชมเปี้ยนชิพ

หลังทำประตูได้ 5 ครั้งในช่วงสามเดือนแรกของฤดูกาลที่อยู่กับสวอนซี อับราฮัมก็ได้ลงเดบิวต์ให้ทีมชาติในเกมกระชับมิตรที่เจอกับเยอรมนีที่เวมบลีย์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2017

วันที่ 31 สิงหาคม ปี 2018 อับราฮัมถูกปล่อยให้แอสตัน วิลล่ายืมไปใช้งาน เขากลายเป็นกองหน้าตัวหลักของทีมตลอดฤดูกาล 2018/19 และเป็นนักเตะวิลล่าคนแรกที่ยิงได้ 20 ประตู นับตั้งแต่ฤดูกาล 1980/81 ที่พวกเขาคว้าแชมป์ลีก

โดยรวมแล้วอับราฮัมยิงไป 26 ประตูจากการลงเล่น 40 นัด โดยประตูล่าสุดได้มาในเกมพบดาร์บี้ที่เวมบลีย์ ซึ่งทำให้วิลล่ากลับมาเล่นในพรีเมียร์ ลีกได้อีกครั้ง ผลงานอันยอดเยี่ยมทำให้เขามีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเอในศึกแชมเปี้ยนชิพ

ผลงานกับทีมชาติ

อับราฮัม ยิงสองประตูในการประเดิมสนามให้ทีมชาติอังกฤษรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีในเดือนสิงหาคม ปี 2016 โดยช่วยให้สิงโตคำรามไล่ถล่มบอสเนีย & เฮอร์เซโกวิน่าด้วยสกอร์ 5-0 ในการแข่งขันฟุตบอลยูโรรอบคัดเลือก เขายืนเป็นกองหน้าตัวเป้าในทัวร์นาเม้นต์ชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีที่ประเทศโปแลนด์ในเดือนมิถุนายน ปี 2017 และได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลาม ดาวเตะรายนี้ทำประตูในรอบรองชนะเลิศในการแข่งขันกับเยอรมนี แต่โชคร้ายที่เขาเป็น 1 ใน 2 นักเตะของอังกฤษที่ยิงพลาดเป้าระหว่างการดวลจุดโทษตัดสินจนต้องตกรอบ

หลังจากที่ยิงไป 5 ประตูใน 3 เดือนแรกที่ย้ายไปเล่นให้สวอนซีด้วยสัญญายืมตัวในพรีเมียร์ ลีก อับราฮัมลงประเดิมสนามแบบเต็ม ๆ ให้กับทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ในการแข่งขันนัดกระชับมิตรกับทีมชาติเยอรมนีที่สนามเวมบลีย์ช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2017

ผลงานของอับราฮัมนับตั้งแต่กลับมาอยู่กับเชลซีในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2019/20 รวมทั้งประตูแรกในศึกแชมเปี้ยนส์ ลีกกับลีลล์ ทำให้เขาได้รับการเรียกติดทีมชาติอังกฤษระหว่างโปรแกรมเบรคทีมชาติเดือนตุลาคม การมีส่วนร่วมช่วงท้ายเกมในการแข่งขันรอบคัดเลือกที่ปรากถือเป็นการยืนยันสถานะการลงเล่นกับทีมชาติอังกฤษของเขา โดยก่อนหน้านี้เจ้าตัวสามารถเปลี่ยนไปรับใช้ทีมชาติไนจีเรียได้

ประตูแรกของแทมมี่กับทีมชาติอังกฤษเกิดขึ้นในโปรแกรมเบรคทีมชาติครั้งถัดมา โดยเขายิงประตูช่วยสิงโตคำรามไล่ถล่มมอนเตเนโกร 7-0 ในศึกยูโร 2020 รอบคัดเลือก

อับราฮัมมายิงสองประตูได้ในเกมพบเชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดสัปดาห์ตต่อมา เป็นประตูแรกของเขาในสแตมฟอร์ด บริดจ์ด้วย ก่อนจะกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในพรีเมียร์ลีกที่ทำแฮตทริกได้ในเกมพบวูล์ฟ การทำ 7 ประตูจากการเล่น 3 นัดทำให้เขาทะยานขึ้นเป็นดาวซัลโวสูงสุดของลีก

ฟอร์มของอับราฮัมทำให้เขาติดทีมชาติในเดือนตุลาคม และการมีส่วนร่วมในช่วงท้ายเกมที่ปราก ทำให้เขารั้งตำแหน่งในทีมชาติได้อย่างต่อเนื่อง

เดือนพฤศจิกายน 2019 เขากลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดอันดับสองของเชลซีที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกครบ 10 ประตู รองจากอาร์เย่น ร็อบเบน จากการยิงประตูคริสตัล พาเลซ ช่วยให้เชลซีเก็บชัยชนะในลีกได้ติดต่อกันเป็นนัดที่หก

 

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ความเป็นมาของฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก หรือ ฟีฟ่าเวิร์ดคัพ เป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศมีทีมชาติชายเข้าร่วมการแข่งขันในกลุ่มสมาชิก เป็นการจัดการแข่งขันขึ้นทุกๆ 4 ปี เริ่มครั้งแรกปี คริสต์ศักราช 1930 แต่มีการยกเว้น ในปี คริสต์ศักราช 1942 และ1946 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 รูปแบบการแข่งในปัจจุบันประกอบด้วย 32 ทีม

เพื่อเข้าร่วมแข่งในประเทศที่เป็นเจ้าภาพการแข่ง21ครั้ง มีชาติที่ ชนะเลิศการแข่ง ทั้งสิ้นได้แก่ ทีมชาติบราซิล 5ครั้งทีมชาติเดียวที่ลงแข่งทุกครั้งทีอืนก็มี ทีมชาติอิตาลีและทีมชาติเยอรมนี 4ครั้ง ทีมชาติอาร์เจนตินา ทีมชาติอุรุกวัย และทีมชาติฝรั่งเศส 2ครั้ง และทีมชาติอังกฤษกับทีมชาติสเปน 1 ครั้ง

การแข่งขันฟุตบอลโลกถือได้ว่าเป็นการแข่งที่มีจำนวนผู้ชมมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ราว 715.1ล้านคนแล้วเคยมีประเทศที่เป็นเจ้าภาพมาแล้ว 17 ชาติตั้งแต่ คริสต์ศักราช 1930 ส่วนการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปคือประเทศกาตาร์ในปี2022 และในปี2026 จัดขึ้นที่ประเทศแคนนาดา สหรัฐอเมริกา และแม็กซิโกในฐานะเจ้าภาพร่วม การแข่งขันฟุตบอลนานาชาติชุดก่อนจัดขึ้นครั้งแรกที่กลาสโกว์ระหว่างสก็อตแลนด์กับอังกฤษและในการแข่งขันชิงชนะเลิศระหว่างประเทศครั้งแรกที่ชื่อ บริติชโฮมแชมเปียนชิป ซึ่งเกิดขึ้นในปี 1884 กีฬาฟุตบอลเติบโตในส่วนอื่นของโลก

นอกเหนือจากอังกฤษในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ มีการแนะนำกีฬาและแข่งขันประเภทนี้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 1900 และ 1904 และที่กีฬาโอลิมปิกซ้อน 1906 หลังจากที่สหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ ฟีฟ่า ก่อตั้งขึ้นในปี 1904 ได้มีการพยายามจัดการแข่งขันฟุตบอลชิงชนะเลิศระหว่างประเทศ นอกเหนือจากประเทศที่เข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก ปี 1906 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นการแข่งขันฟุตบอลระหว่างประเทศในยุคแรก ๆ แต่ประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ

ของฟีฟ่าอธิบายว่าการแข่งขันนั้นล้มเหลวไป

โอลิมปิกฤดูร้อน 1908 ในกรุงลอนดอน ฟุตบอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่แข่งขันอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นโดยสมาคมฟุตบอล อังกฤษได้ดูแลในการจัดการแข่งขัน โดยผู้แข่งขันเป็นมือสมัครเล่นเท่านั้นและดูเป็นการแสดงมากกว่าการแข่งขัน โดยบริเตนใหญ่ แข่งขันโดยทีมฟุตบอลสมัครเล่นทีมชาติอังกฤษ ได้รับเหรียญทองในการแข่งขัน ต่อมาในโอลิมปิกฤดูร้อน 1912 ที่สต็อกโฮล์มก็มีจัดขึ้นอีก โดยการแข่งขันจัดการโดยสมาคมฟุตบอลสวีเดนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกซึ่งแข่งขันฟุตบอล

เฉพาะในทีมสมัครเล่น เซอร์โทมัส ลิปตัน

ได้จัดการการแข่งขันที่ชื่อ การแข่งขันชิงถ้วยรางวัลเซอร์โทมัสลิปตัน จัดขึ้นในตูรินในปี 1909 เป็นการแข่งขันระหว่างสโมสร ไม่ใช่ทีมชาติ จากหลาย ๆ ประเทศ บางทีมเป็นตัวแทนของแต่ละประเทศ การแข่งขันครั้งนี้บางครั้งอาจเรียกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก มีทีมอาชีพเข้าแข่งขันจากทั้งในอิตาลี เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์ แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษปฏิเสธที่จะร่วมในการแข่งขันและไม่ส่งทีมนักฟุตบอลอาชีพมาแข่ง ลิปตันเชิญสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์ จากมณฑลเดอแรม เป็นตัวแทนของอังกฤษแทน

ซึ่งสโมสรเวสต์อ็อกแลนด์ทาวน์

ชนะการแข่งขันและกลับมารักษาแชมป์ในปี 1911 ได้สำเร็จฟีฟ่าได้จำแนกการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกว่าเป็น “การแข่งขันชิงแชมป์สำหรับมือสมัครเล่น” และลงรับผิดชอบในการจัดการการแข่ง และนี่เป็นการปูทางให้กับการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทวีปเป็นครั้งแรก โดยในโอลิมปิกฤดูร้อน 1920 ที่มีทีมแข่งขันอย่างอียิปต์และทีมจากยุโรปอีก 13 ทีม มีผู้ชนะคือทีมเบลเยี่ยม ต่อมาทีมอุรุกวัย ชนะในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิกในอีก 2 ครั้งถัดไปคือในปี 1924 และ 1928 และในปี 1924 ถือเป็นยุคที่ฟีฟ่าก้าวสู่ระดับมืออาชีพ

สนามกีฬาเอสตาเดียวเซนเตนาเรียว

สถานที่การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ที่เมืองมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัยจากความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลในโอลิมปิก ฟีฟ่าพร้อมด้วยประธานที่ชื่อ ชูล รีเม ได้ผลักดันอีกครั้งโดยเริ่มมองหาหนทางในการจัดการแข่งขันนอกเหนือการแข่งขันโอลิมปิก ในวันที่ 28 พฤษภาคม 1928 ที่ประชุมฟีฟ่าในอัมสเตอร์ดัมตัดสินใจที่จะจัดการแข่งขันด้วยตัวเอง กับอุรุกวัย ที่เป็นแชมเปียนโลกอย่างเป็นทางการ 2 ครั้งและเพื่อเฉลิมฉลอง 1 ศตวรรษแห่งอิสรภาพของอุรุกวัยในปี 1930 ฟีฟ่าได้ประกาศว่าอุรุกวัยเป็นประเทศเจ้าภาพ

ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก

สมาคมฟุตบอลได้ส่งหนังสือเชิญเข้าร่วมการแข่งขันแต่ยังไม่มีประเทศใดในยุโรปตอบตกลงเพราะค่าใช้จ่ายการเดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกมาก่อนการแข่งขัน 2 เดือนก็สามารถเชิญทีมจากเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส โรมาเนีย และยูโกสลาเวียร่วมทั้งหมด13 ทีม 2 นัดแรกของการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งแรก จัดขึ้นในวันเดียวกันเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1930 ผู้ชนะคือทีมฝรั่งเศส และทีมสหรัฐอเมริกา ชนะเม็กซิโก 4–1 และเบลเยี่ยม 3–0 ตามลำดับ โดยผู้ทำประตูแรกในฟุตบอลโลกมาจากลุกแซง โลร็องต์ จากฝรั่งเศส

ในนัดตัดสินทีมชาติอุรุกวัย

ชนะทีมชาติอาร์เจนตินา 4–2 ต่อหน้าผู้ชม 93,000 คนที่เมืองมอนเตวิเดโอ ทีมอุรุกวัยจึงเป็นชาติแรกที่ชนะการแข่งขันฟุตบอลโลกหลังสงครามโลกครั้งที่2 ซึ่งสหราชอณาจักรได้เข้าร่วมแข่งขันเป็นครั้งแรกที่ประเทศบราซิล และสหราชอณาจักรถอนตัวจากฟีฟ่าในปี1920 ด้วยสาเหตุที่ไม่พอใจกับการเล่นกับประเทศที่เคยทำสงครามด้วยและเป็นการประท้วงด้านอิทธิพลและการบังคับจากต่างชาติและเมื่อในปี 1946 หลังจากได้หนังสือเชื้อเชิญจาก ฟีฟ่าทางสหราชอาณาจักรก็ได้กลับมาลงแข่งารแข่งขัน

ทีมแชมเปียนอย่างอุรุกวัยก็กลับเข้ามาร่วม

หลังจากที่คว่ำบาตรฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้ 2 ครั้ง โดยทีมอุรุกวัยชนะในการแข่งขันอีกครั้ง หลังจากที่ชนะประเทศเจ้าภาพบราซิล นัดการแข่งขันนี้เรียกว่า มารากานาซู ระหว่างปี 1934และ1978 มีทีมที่ลงแข่ง 16 ทีมเว้นแต่ปี1938ที่เหลือ15 ทีมพอปี 1950 อินเดีย สก็อตแลนด์ และตุรกี ถอนตัวจากการแข่งขัน ทำให้มีทีมร่วมแข่งขันเพียง 13 ทีมที่เข้าร่วมแข่งขันส่วนใหญ่เป็นทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้

 ความเป็นมาของฟุตบอลโลก
Artists perform before the group A match between Russia and Saudi Arabia which opens the 2018 soccer World Cup at the Luzhniki stadium in Moscow, Russia, Thursday, June 14, 2018. (AP Photo/Darko Bandic)

มีส่วนน้อยจากอเมริกาเหนือ แอฟริกา เอเชียและโอเชียเนีย

ทีมเหล่านี้มักจะแพ้อย่างง่ายดายกับทีมจากยุโรปและอเมริกาใต้ จนกระทั่งในปี 1982 มีทีมนอกเหนือจากยุโรปและอเมริกาใต้ที่เข้าสอบรอบสุดท้าย คือ ทีมสหรัฐอเมริกา เข้ารอบรองชนะเลิศในปี 1930 ทีมคิวบาเข้ารอบรองชนะเลิศใน ปี 1938 ทีมเกาหลีเหนือ เข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1966 และทีมเม็กซิโกเข้าสู่รอบรองชนะเลิศในปี 1970 พอปี 1982 ได้มีการขยายเป็น 24 ทีมจากนั้นในปี 1998 เพิ่มเป็น 32 ทีม ผลจากการเพิ่มทีมทำให้มีทีมในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือเข้ารอบมากขึ้นและปีหลังๆทีมในภูมิภาคเหล่านี้ก็ได้ประสบผลสำเร็จมากขึ้น

การแข่งขันของฟุตบอลสำหรับผู้หญิง

คือฟุตบอลโลกหญิง จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1991 ที่ประเทศจีนฟุตบอลโลกหญิงจะมีการแข่งขันที่เล็กกว่าฟุตบอลของผู้ชาย แต่กำลังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ มีทีมเข้าร่วมแข่งขันในปี  2007 อยู่ 120 ทีม มากกว่า 2 เท่าของในปี1991 กีฬาฟุตบอลนั้นได้มีอยู่ในการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อนทุก ๆ ครั้ง ยกเว้นในปี 1896 และ 1932 แตกต่างจากกีฬาประเภทอื่นซึ่งในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลในโอลิมปิก ทีมที่ร่วมแข่งจะไม่ใช่ทีมระดับสูงสุด จนกระทั่งในปี 1992 ที่แต่เดิมให้ผู้แข่งขันอายุ 23 ปีเข้าแข่งขัน

แต่ก็อนุญาตให้มีผู้เล่นที่อายุมากกว่า 23 ปี

จำนวน 3 คนของแต่ละทีม ลงแข่งขันได้ส่วนฟุตบอลหญิงในโอลิมปิก แข่งขันครั้งแรกในปี 1996 เป็นการแข่งขันทีมชาติเต็มทีม ไม่มีจำกัดอายุคอนเฟเดอเรชันส์คัพ เป็นการแข่งขันที่จัดขึ้นก่อน 1 ปี

ที่จะมีการแข่งขันฟุตบอลโลก

ในประเทศเจ้าภาพที่จะแข่งขัน เหมือนเป็นการอุ่นเครื่องฟุตบอลโลกที่จะมาถึง เป็นการแข่งขันระหว่างผู้ชนะเลิศจากแต่ละภูมิภาคทั่วโลก เอเชียนคัพ แอฟริกันคัพ โกลด์คัพ โกปาอาเมริกา เนชันส์คัพ และ ฟุตบอลยูโร พร้อมทั้งทีมที่ชนะฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดและทีมเจ้าภาพ

ชาติผู้ชนะไม่ได้กรรมสิทธิ์การครอบครองถ้วยถาวร

แต่ผู้ชนะฟุตบอลโลกจะเก็บถ้วยไว้จนกว่าจะถึงการแข่งขันครั้งต่อไป และจะได้ถ้วยจำลองจากทองผสมไปแทนในปัจจุบัน สมาชิกทุก ของทีมใน 3 อันดับแรกจะได้รับเหรียญตรารูปถ้วยฟุตบอลโลก ผู้ชนะได้เหรียญทอง รองชนะเลิศได้เหรียญเงิน และที่ 3 ได้เหรียญทองแดง นอกจากนั้นในปี 2002 มีการมอบเหรียญที่ 4 ให้ประเทศเจ้าภาพคือเกาหลีใต้ ก่อนหน้าการแข่งขันปี 1978 จะมอบเหรียญให้กับ ผู้เล่นเพียง 11 คน ในนัดสุดท้ายของการแข่งขันรวมถึงนัดการแข่งขันชิงที่ 3 ในเดือนพฤศจิกายน 2007 ฟีฟ่าประกาศว่าสมาชิกทุกคนของทีมผู้ชนะในการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่างปี 1930 และ 1974 จะได้รับรางวัลย้อนหลังเป็นเหรียญตรา

 

 

ประวัติของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ประวัติของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

ประวัติ พรีเมียร์ลีกอังกฤษ
พรีเมียร์ลีก เป็นการแข่งขันฟุตบอลในนระดับลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ

ประวัติของพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

พรีเมียร์ลีก เป็นการแข่งขันฟุตบอลในนระดับลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ โดยแข่งขันกัน 20 สโมสร มีระบบการตกชั้นไปสู่ อีเอฟแอลแชมเปียนชิป

ฤดูกาลการแข่งขันเริ่มต้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงพฤษภาคม แต่ละทีมลงเล่นทั้งหมด 38 นัดจากการพบกันเหย้าและเยือน  โดยนัดการแข่งขันส่วนใหญ่มักจะแข่งขันในช่วงบ่ายวันเสาร์และวันอาทิตย์

เดิมฟุตบอลลีกแห่งนี้ ใช้ชื่อว่า ฟุตบอลลีกดิวิชันหนึ่ง ซึ่งมีจัดการแข่งขันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2431 (ค.ศ. 1888) และถือว่าเคยเป็นลีกฟุตบอลที่ยาวนานที่สุดในโลก โดยในปี พ.ศ. 2535 ในฤดูกาล 1992-93

ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นจากรูเพิร์ธ เมอร์ด็อก (Rupert Murdoch) นักธุรกิจสื่อสารรายใหญ่เจ้าของเครือข่ายสถานีโทรทัศน์สกาย (BSkyB) พยายามผลักดันให้สโมสรฟุตบอลที่จะลงแข่งขันในดิวิชันหนึ่งประจำฤดูกาล 1992-93 ถอนตัวออกมาจัดตั้งเป็นพรีเมียร์ลีก ทำให้ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษที่มีอายุ 104 ปี ต้องยุติลง ขณะเดียวกันทางฟุตบอลลีกเดิมได้เปลี่ยนชื่อจาก ดิวิชันสอง มาเป็น ดิวิชันหนึ่ง และดิวิชันอื่นได้เปลี่ยนตามกันไป

ในช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่วงการฟุตบอลอาชีพของอังกฤษตกต่ำอย่างมาก เกิดเหตุการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าเรื่องของสนามกีฬาที่มีปัญหา เหตุการณ์อันธพาลลูกหนัง หรือที่เรียกว่าฮูลิแกน ทำลายภาพลักษณ์ของฟุตบอลอังกฤษ ไฟไหม้อัฒจันทร์ วันที่ 11 พฤษภาคม 2528 ที่สนามฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลแบรดฟอร์ดซิตี ในระหว่างการแข่งขัน มีผู้เสียชีวิต 56 คน เหตุการณ์วันที่ 15 เมษายน 2532 ที่สนามฟุตบอลฮิลส์เบอโรของสโมสรฟุตบอลเชฟฟิลด์เวนส์เดย์ มีผู้คนเหยียบกันเสียชีวิตกว่า 96 คน นอกจากนี้โศกนาฏกรรมเฮย์เซลที่มีผู้เสียชีวิต 39 คน ทำให้ยูฟ่าสั่งห้ามไม่ให้สโมสรจากอังกฤษเข้าร่วมการแข่งขันชิง ถ้วยสโมสรในยุโรปเป็นเวลา 5 ปี

อันธพาลลูกหนังที่ตามไปเชียร์ทีมที่ชื่นชอบ หลังจากการแข่งขันจะเกะกะระราน เข้าผับดื่มกินจนเมามาย บ้างก็วิวาทกับแฟนฟุตบอลเจ้าถิ่นเกิดเหตุการณ์วุ่นวายบางครั้งรุนแรงถึงขั้นจลาจลหรือไม่ก็มีคนเสียชีวิต โดยโศกนาฏกรรมเฮย์เซล์ส่วนหนึ่งมาจากคนกลุ่มนี้เช่นกัน

รัฐบาลอังกฤษในขณะนั้นต้องเข้าช่วยเหลือโดยลดค่าธรรมเนียมหรือภาษีธุรกิจพนันฟุตบอล นำเงินส่วนนี้มาตั้งกองทุนฟุตบอลจำนวน 100 ล้านปอนด์ ให้ฟุตบอลลีกเป็นคนจัดสรรให้สโมสรฟุตบอลซึ่งเป็นภาคีสมาชิกทั้ง 96 สโมสร นำไปพัฒนาปรับปรุงสนามแข่งขันของตนเอง แต่งบประมาณเท่านี้ต้องนับว่าน้อยมาก

หากนำมาเฉลี่ยอย่างเท่ากันแล้วจะได้รับเงินเพียงสโมสรละ 1.08 ล้านปอนด์เท่านั้น ขณะที่สโมสรฟุตบอลชั้นแนวหน้าของลีกต้องใช้เงินในการณ์นี้สูงถึงกว่าสิบล้านปอนด์ สโมสรใหญ่ในดิวิชันหนึ่งจึงกดดันฟุตบอลลีกจัดสรรเงินให้มากกว่าสโมสรเล็ก เพราะหากไม่เสร็จทันตามกำหนดอาจจะถูกถอนใบอนุญาตได้

การจัดตั้ง

17 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 มีการลงนามข้อตกลงภาคีสมาชิกก่อตั้ง (Founder Members Agreement) เพื่อวางหลักการสำคัญในการจัดตั้งพรีเมียร์ลีก ได้แก่ ระบบลีกสูงสุดใหม่นี้จะดำเนินการทางธุรกิจด้วยตนเอง ทำให้พรีเมียร์ลีกมีอิสระที่จะเจรจาผลประโยชน์กับผู้สนับสนุน รวมทั้งสิทธิในการขายสิทธิถ่ายทอดโทรทัศน์ของตนเอง แยกขาดจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษและฟุตบอลลีก จากนั้นในปี พ.ศ. 2535 ทั้ง 20 สโมสรได้ยื่นขอถอนตัวจากฟุตบอลลีกอย่างเป็นทางการ

ต่อมา 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2535 เอฟเอพรีเมียร์ลีกจึงก่อตั้งโดยจดทะเบียนในรูปบริษัทจำกด มีสโมสรฟุตบอลสมาชิกทั้ง 20 แห่งเป็นหุ้นส่วน ความเป็นหุ้นส่วนจึงขึ้นอยู่กับผลการแข่งขันทางสโมสร หากทีมใดยังคงอยู่ในพรีเมียร์ลีกก็จะถือเป็นหุ้นส่วนของพรีเมียร์ลีกต่อไป ในช่วงปิดฤดูกาลสโมสรที่ตกชั้นจะต้องมอบสิทธิความเป็นหุ้นส่วนให้กับสโมสรที่เลื่อนชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ที่เปลี่ยนชื่อเป็นดิวิชั่น 1 (ลีกแชมเปียนชิปในปัจจุบัน)

โดยมีสมาคมฟุตบอลอังกฤษถือสิทธิเป็นหุ้นส่วนหลัก มีอำนาจที่จะคัดค้านในประเด็นสำคัญ เช่น การแต่งตั้งประธานกรรมการและผู้บริหารระดับสูง หลักการเลื่อนชั้นหรือตกชั้นของสโมสรเท่านั้น แต่ไม่อาจล่วงไปถึงกิจการเฉพาะของพรีเมียร์ลีก ซึ่งได้แก่เงื่อนไขและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ต่าง ๆ

ด้วยค่าตอบแทนจากการถ่ายทอดโทรทัศน์และประโยชน์ที่ได้รับจากผู้สนับสนุนการแข่งขัน ทำให้พรีเมียร์ลีกพัฒนาเป็นลีกฟุตบอลภายในประเทศที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

การซื้อตัวผู้เล่นต่างชาติ

จารีตอันยาวนานของสโมสรฟุตบอลอังกฤษในเรื่องนักฟุตบอลของทีมคือ แต่ละสโมสรจะส่งตัวแทนค้นหาเยาวชนที่มีความสามารถทางการเล่นฟุตบอลเพื่อนำมาฝึกหัดพัฒนาทักษะ โดยให้ลงเล่นตั้งแต่ในทีมระดับเยาวชน สมัครเล่น หรือทีมสำรอง ผู้ที่มีความโดดเด่นจะได้รับคัดเลือกให้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่ซึ่งลงแข่งในฟุตบอลลีก หากจะมีการซื้อตัวผู้เล่น ก็มักจะมาจากสโมสรในดิวิชันหนึ่ง (เดิม) ซื้อตัวผู้เล่น ดาวรุ่ง

จากดิวิชันที่ต่ำกว่าหรือจากสโมสรสมัครเล่นนอกลีก มีน้อยมากที่ซื้อนักฟุตบอลต่างชาติ (ไม่นับรวม สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์) ต่างจากสโมสรฟุตบอลอาชีพทางยุโรปตอนใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสโมสรฟุตบอลในอิตาลีและสเปน ซึ่งมักจะได้รับฉายาว่า เจ้าบุญทุ่ม บ่อยครั้งที่สโมสรฟุตบอลจากสองประเทศนี้จ่ายเงินมหาศาล จนถึงขั้นสร้างสถิติโลกในการซื้อตัวนักฟุตบอลต่างชาติเพียงหนึ่งคน

แต่เมื่อพรีเมียร์ลีกก่อกำเนิด ธรรมเนียมการกว้านซื้อตัวนักฟุตบอลต่างชาติของสโมสรฟุตบอลอังกฤษจึงเริ่มมีมากขึ้น จารีตการสร้างนักฟุตบอลของตัวเองแม้จะยังคงอยู่แต่ก็ลดความสำคัญลงไปทุกขณะ เพราะต้องใช้เวลายาวนานอาจไม่ทันการณ์

สู้ใช้เงินซื้อนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกมาร่วมสังกัดไม่ได้ ที่สามารถดึงดูดแฟนฟุตบอลให้ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันมากขึ้นในเวลาอันสั้น ลีลาการเล่นที่ตื่นเต้นเร้าใจย่อมขยายฐานแฟนคลับให้กว้างขวางออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อสโมสรชั้นนำในพรีเมียร์ลีกต่างมีสถานะทางการเงินที่มั่นคงกว่าเดิม จึงพร้อมที่จะทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์

รูปโฉมใหม่ของฟุตบอลอาชีพอังกฤษเปิดฉากขึ้น ในฤดูกาล 1994-95 เมื่อท็อตนัมฮอตสเปอร์ซี่ซื้อตัวเยือร์เกิน คลินส์มันน์ นักฟุตบอลทีมชาติเยอรมันจากโมนาโกในลีกฝรั่งเศส ทักษะและลีลาการเล่นฟุตบอลของคลินส์มันน์สร้างความตื่นตาตื่นใจต่อผู้ชม ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจของกองเชียร์ในเวลาไม่นาน สร้างความพึงพอใจต่อสโมสรต้นสังกัดเป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จของทอตนัมฮอตสเปอร์กระตุ้นให้สโมสรอื่น กล้าลงทุนซื้อตัวนักฟุตบอลระดับโลกมากขึ้น เพราะรายรับที่ได้กลับคืนมาคุ้มค่ากับการลงทุน

ในฤดูกาลถัดมานักฟุตบอลต่างชาติได้มาเล่นในฟุตบอลอังกฤษมากขึ้น ในฤดูกาล 1995-96 มิดเดิลสโบรห์ซื้อจูนินโญ่และเอเมอร์สัน (บราซิล) นิวคาสเซิลยูไนเต็ดซื้อฟาอุสติโน อัสปริญา (โคลอมเบีย) อาร์เซนอลซื้อแด็นนิส แบร์คกัมป์ (ฮอลแลนด์) เชลซีซื้อรืด คึลลิต (ฮอลแลนด์) เป็นต้น ฤดูกาล 1996-97 มิดเดิลสโบรห์ซื้อฟาบรีซีโอ ราวาเนลลี (อิตาลี) เชลซีซื้อจันลูกา วีอัลลี และจันฟรังโก โซลา (อิตาลี) สโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลซื้อแพทริก แบเกอร์ (สาธารณรัฐเช็ก) และอาร์เซนอลซื้อปาทริค วิเอร่า (ฝรั่งเศส) เป็นต้น โดยในฤดูกาล 1999-2000 เชลซีได้ส่งผู้เล่น 11 ตัวจริงลงเล่นโดยที่ไม่มีผู้เล่นของอังกฤษหรือประเทศในสหราชอาณาจักรปนอยู่เลยเป็นทีมแรก

นอกจากนักฟุตบอลแล้ว ผู้จัดการทีมต่างชาติก็เข้ามามีบทบาทในพรีเมียร์ลีกจวบจนปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาร์แซน แวงแกร์, รืด คึลลิต, เฌราร์ อูลีเย, ราฟาเอล เบนีเตซ, โชเซ มูรีนโย ฯลฯ แม้แต่สโมสรฟุตบอลที่มีลักษณะอนุรักษนิยมสูง ดังเช่น ลิเวอร์พูล ที่ปรับตัวให้เข้ากับระบบใหม่ช้ากว่าคู่แข่งหลายทีม จนทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จในระดับแชมป์พรีเมียร์ลีก (ต่างจากยุคฟุตบอลลีก) และยังต้องปรับตัวต่อกระแสการซื้อตัวนักฟุตบอลและผู้จัดการทีมต่างชาติ เพื่อหวังจะครองแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกให้ได้

อาจกล่าวได้ว่าในขณะนี้ พรีเมียร์ลีกเป็นลีกฟุตบอลภายในประเทศที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง ดึงดูดนักฟุตบอลชั้นดีให้มาประกอบวิชาชีพไม่ต่างจากเซเรียอาของประเทศอิตาลี หรือลาลิกาของประเทศสเปน ตัวชี้วัดคุณภาพที่ดีที่สุดคือนักฟุตบอลที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลก 2002 ซึ่งเกาหลีใต้-ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ มีจำนวน 101 คนที่เล่นฟุตบอลในอังกฤษ และปัจจุบันมีนักฟุตบอลต่างชาติในพรีเมียร์ลีกมากกว่า 290 คน

การแข่งขัน

มีสโมสรร่วมกันแข่งขันในพรีเมียร์ลีก 20 ทีม ในช่วงระหว่างฤดูกาล (ตั้งแต่สิงหาคมถึงพฤษภาคม) โดยแต่ละทีมจะพบกันหมด เหย้าและเยือน ทีมชนะได้ 3 คะแนน ทีมเสมอได้ 1 คะแนน และทีมแพ้ไม่ได้คะแนน ตลอดฤดูกาลทุกทีมจะต้องแข่งขันทั้งสิ้น 38 นัด ทีมจะถูกจัดอันดับโดยเรียงจาก คะแนน, ผลประตูได้เสียและผลประตูรวม

หากยังคงเท่ากันทีมจะถือว่าครองตำแหน่งเดียวกัน หากมีการเสมอกันในการตกชั้นสู่การแข่งขันลีกแชมเปียนชิป หรือ การคัดเลือกไปยังการแข่งขันอื่น ๆ จำเป็นต้องมีการแข่งขันเพลย์ออฟที่สนามกลางเพื่อตัดสินอันดับ

การเลื่อนชั้นและการตกชั้น

มีระบบการเลื่อนชั้นและการตกชั้น ระหว่าง พรีเมียร์ลีก และ อีเอฟแอลแชมเปียนชิป โดยสามทีมที่ได้อันดับต่ำสุดในพรีเมียร์ลีก จะต้องตกชั้นไปเล่นใน แชมเปียนชิป และ ทีมที่อันดับสูงที่สุดสองทีมในแชมเปียนชิปจะเลื่อนชั้นไป พรีเมียร์ลีก พร้อมกับอีกหนึ่งทีมที่มาจากการชนะเลิศในการแข่งขันเพลย์-ออฟระหว่างอันดับที่ 3, 4, 5 และ 6 แต่เดิมพรีเมียร์ลีกมี 22 ทีมตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 1992 แต่ลดลงเหลือ 20 ทีม เมื่อปี ค.ศ. 1995

 

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 
ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล

ราคาเต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล ในฤดูกาล 2021-2022 ได้มีการเปิดราคาเต็งแชมป์ มาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยมีทีมแชมป์เก่าอย่าง แมนเชสเติร์ ซิตี้ เป็นเต็ง 1 และเป็นทีมเดียวที่ราคาจ่ายน้อยกว่าทุน คือ แทง 1 ได้ 0.6 มาที่เต็ง 2-3 มีราคาเท่ากันที่ แทง 1 จ่าย 6 คือทีมแชมป์    ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกอย่าง เชลซี และแชมป์เมื่อ 2 ปีก่อนอย่าง ลิเวอร์พูล ส่วนเต็ง 4 ที่ตามมาด้วยราคา แทง 1 ได้ 8 คือรองแชมป์เก่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถัดมาที่เต็ง 5 คือทีมที่มีเจ้าของเป็นคนไทย เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ราคา  1-33 ส่วนเต็ง 6 และ 7 คือ สเปร์อส และ อาเซน่อล ที่ราคา 1-40 และ 1-80 ตามลำดับ

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

เต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ ด้วยผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าช่วงต้นจะทำผลงานได้ไม่ค่อยดี แต่การได้ รูเบน ดิอาส มาเสริมหลัง ก็ทำให้ทีมเก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำ ทำคะแนนขึ้นจ่าฝูง และไม่ลงไปอีกเลย จนได้แชมป์ในที่สุด

ส่วนการเสริมทีมในปีนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แทบไม่ต้องเสริมเลยก็ได้ หรือที่ต้องการก็เพียงแค่ กองหน้าที่จะมากดดัน กาเบรียล เชซุส เพียงตำแหน่งเดียวก็เพียงพอ หรืออาจจะได้เห็น กองหน้าชั้นยอด ที่จะเข้ามายืนแทนเลยก็เป็นได้

เชลซี

เต็ง 2-3 ร่วม อย่างแชมป์ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ปีล่าสุด เชลซี แน่นทุกขุมกำลังอยู่แล้ว โดยปีที่แล้วมีการเสริมทัพเข้ามามากมาย และเชื่อว่าปีนี้นักเตะเหล่านั้น จะเล่นร่วมกันได้ดีขึ้นไปอีก ซึ่งจะทำให้สมดุลของทีมดีขึ้น

แต่จะสามารถไปต่อกร กับแชมป์เก่าได้หรือไม่นั้น คงต้องอยู่ที่ความสม่ำเสมอของ เชลซี เองมากกว่า เพราะว่าในปีที่แล้ว เชลซีเองนั้นก็มีผลงาน เฮดทูเฮด ที่ดีกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อยู่แล้ว

ลิเวอร์พูล

เต็ง 2-3 ร่วม อีกทีมอย่าง ลิเวอร์พูล แชมป์เก่าเมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงออกสตาร์ทปีที่ผ่านมา ถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว แต่อาการบาดเจ็บของ เวอร์จิล ฟานไดค์ , โจ โกเมซ , โจเอล มาติป 3 กองหลังตัวหลัก และ กัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทำให้ผลงานตกลงไปอย่างมาก

แต่ในปีนี้นักเตะเหล่านั้น จะกลับมาทั้งหมด ทำให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสที่จะไปต่อกรกับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชลซี หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้อย่างแน่นอน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เต็ง 4 ทีมรองแชมป์ พลีเมียร์ลีก และ ยูฟ่าคัพ ในฤดูกาลที่แล้วอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด  ที่ฤดูกาลนี้มีการเสริมทัพที่ตรงจุด คือการได้ จาดอน ซานโซ่  และ ราฟาเอล วาราน (ถ้าไม่พลิกโผ) มาเสริมในตำแหน่ง ปีกขวา และ เซ็นเตอร์

โดยจะทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นแข็งแกร่งขึ้นอย่างแน่นอน แต่จะเพียงพอที่จะไปเบียดแย่งแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชลซี และ ลิเวอร์พูล ได้หรือป่าวนั้น ต้องติดตามดูกันยาว ๆ

เลสเตอร์ ซิตี้

เต็ง 5 เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมที่มีเจ้าของเป็นคนไทย ทีมที่เคยสร้างเทพนิยาย ในปีนี้ถูกยกให้เป็นเต็ง 5 เหนือทีมอย่าง สเปอร์ส และ อาเซน่อล เนื่องจากขุมกำลังที่มีอยู่ ยังไม่มีข่าวย้ายทีม และได้ผู้เล่นมาเสริมทัพแล้ว อย่างน้อย 3 ตัว ที่จะมาเสริมทั้ง กองหน้า กองกลาง และกองหลัง

แต่ยังเชื่อว่าไม่น่าจะพอ ที่จะสร้างเทพนิยายได้อีกครั้ง โดยความหวังของ เลสเตอร์ ซิตี้ คงจะยังอยู่ที่ ทำอันดับให้ติด 1 ใน 4 เพื่อให้ได้ พื้นที่ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกนั่นเอง

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ส

เต็ง 6 สเปอร์ส ทีมที่ต้องดูก่อนว่า ตัวความหวังของทีมอย่าง แฮรี่ เคน จะอยู่หรือไป โดยเจ้าตัวนั้นประกาศชัดเจนว่า ต้องการย้ายออกเพื่อการเป็นแชมป์ แต่ด้วยราคาที่ทาง สเปอร์ส ตั้งไว้นั้นสูงมาก จึงอาจทำให้ไม่มีทีมไหนกล้าทุ่มเงิน เพื่อดึงตัวไปร่วมทีม

แต่ด้วยขุมกำลังที่มีอยู่ ถ้ายังไม่มีการเสริมทัพเพิ่ม แม้ว่าจะรวม แฮรี่ เคน ไว้ด้วย ก็ไม่น่าจะเพียพอที่จะติด 1 ใน 4 ทำให้ความหวังคงมีแค่เพียง ได้โควต้าไป ยูฟ่าคัพ เหมือนในปีที่ผ่านมา

อาเซน่อล

เต็ง 7 อาเซน่อล สำหรับทีมอย่าง อาเซน่อล ที่ผลงานในปีที่แล้ว น่าผิดหวังเป็นอย่างมาก คือไม่สามารถทำอันดับ เพื่อไปเตะบอลถ้วยของยุโรปได้เลย ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งในส่วนของการปล่อยตัวผู้เล่น และซื้อผู้เล่นเข้ามาใหม่

นั่นอาจทำให้ อาเซน่อล ต้องรอความสำเร็จต่อไปอีกหลายปี โดยในปีนี้ความหวังที่ดีที่สุดคือ การติดอันดับไปเตะบอลยุโรปสักถ้วย เพื่อให้สถานะการทางการเงินของสโมสรดีขึ้น และสามารถดึงตัวนักเตะดี ๆ ได้ในอนาคต

เต็งแชมป์พรีเมียร์ลีก

เต็งแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ คงหนีไม่พ้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่วนทีมที่จะมาเบียดแย่ง นั้นคือ เชลซี , ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนทีมที่จะมาขอเบียดแย่งพื้นที่ ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก คงจะเป็น เลสเตอร์ ซิตี้ หรืออาจจะมี สเปอร์ส (ถ้ารั้ง แฮรี่ เคน ได้)

ส่วน อาเซน่อล คงหวังได้แค่พื้นที่ ยูฟ่าคัพ ซึ่งจะมีทีมอย่าง เอฟเวอร์ตัน , เวสต์แฮม หรือ ม้ามืด ทีมอื่น ๆ ที่จะเสริมทีมขึ้มมาสู้ อย่างเช่น ลีดส์ , วูลฟ์ , นิวคาสเซิ่ล หรือ คริสตัน พาเลส ที่เพิ่งได้ ผู้จัดการทีมอย่าง ปาทริก วิเอร่า เข้ามา ทำให้การแข่งขันของทีมที่เรียกว่า ทีมกลางตาราง นั้นน่าดูยิ่งขึ้นไปอีก