เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

เซาธ์เกต เผยสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะแมนเชสเตอร์

ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ อย่าง แกเร็ธ เซาธ์เกต ให้สัมภาษณ์กับทางสื่อ เขาได้ออกมาเผยถึงสาเหตุที่ไร้ 3 นักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวมไปถึงคัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย ด้วย และได้เผยรายชื่อขุนพลสิงโตคำรามชุดสู้ ศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนนี้

แกเร็ธ เซาธ์เกต กล่าวว่า เจดอน ซานโช่ และเจสซี่ ลินการ์ด พลาดตำแหน่งในทีมชาติอังกฤษเนื่องจากขาดโอกาสในการลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ยังเปิดเผยถึงสาเหตุที่แข้งปีศาจแดงอีกคนอย่าง เมสัน กรีนวู้ด

รวมไปถึงแข้งที่กำลังฟอร์มดีของเชลซี อย่าง คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย หลุดโผออกไป ในการประกาศรายชื่อ 25 ขุนพลทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนพฤศจิกายนนี้

ซานโช่ ต้องพบว่า ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่จะสร้างผลกระทบให้กับทีมของโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ หลังจากย้ายมาในราคา 73 ล้านปอนด์จาก โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เมื่อช่วงฤดูร้อนและได้เล่นรวมทั้งหมด 85 นาทีในการแข่งขันห้านัดหลังสุดของแมนฯ ยูไนเต็ด ทางด้านลินการ์ด ยังประสบปัญหาในการลงเล่นในทัพปีศาจแดง และยังไม่ได้ออกสตาร์ทในพรีเมียร์ ลีก ฤดูกาลนี้เลย

ในขณะเดียวกัน กรีนวู้ด เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นของแมนฯ ยูไนเต็ดในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล เขายิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 9 นัดในพรีเมียร์ ลีก แต่กลับถูกมองข้ามอีกครั้งจากเซาธ์เกตสำหรับเกมที่อังกฤษจะพบกับแอลเบเนียและซาน มาริโน่ ในเดือนพฤศจิกายนนนี้ โดยเมื่อถูกถามว่ากรีนวู้ดปฏิเสธการเรียกตัวหรือไม่ เซาธ์เกตตอบว่า

“เราไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ในเดือนนี้ เราได้พบกับเขาในเดือนนี้และเข้าใจดีว่าเขาอยู่ตรงไหน” “เราได้คุยกันเมื่อเดือนที่แล้วกับผู้เล่นดาวรุ่ง เส้นทางและภาระของพวกเขาแตกต่างออกไป” “เขาอยู่ที่สโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่ที่มีความคาดหวังสูง เขาตระหนักดีว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวไปสู่ฟุตบอลระดับทีมชาติ” “เราต้องการทำให้มันถูกต้องกับผู้เล่นอายุน้อยๆ สิ่งนี้เกิดขึ้นกับผู้เล่นส่วนใหญ่ในวัยนี้ มันเป็นเส้นทางที่คุ้นเคยกันดีสำหรับเราในการพัฒนาเยาวชน”

เซาธ์เกต ยังสนับสนุนซานโช่และลินการ์ด ให้เป็นส่วนหนึ่งของทีมอังกฤษในอนาคต “กับเจสซี่และเจดอน พวกเขาไม่ได้เล่นฟุตบอลมากนักเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ ในตำแหน่งของพวกเขา” ผู้จัดการทีมทีมชาติอังกฤษกล่าว “หากคุณลงเล่นให้สโมสรเป็นประจำ คุณมีโอกาสที่ดีกว่ามากในการที่เราจะประเมินว่าคุณเล่นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกัน” “กับสองคนนี้ พวกเขาเจอการแข่งขันที่ยอดเยี่ยมในตำแหน่งที่พวกเขาเล่น” “ทั้งสองคนเข้าใจดีว่าพวกเขาต้องลงเล่นให้สโมสรและเล่นให้ดี แล้วจากนั้นการติดทีมชาติอังกฤษจึงเป็นโบนัสสูงสุด พวกเขาทำได้ดีสำหรับเรา ผมแน่ใจว่าพวกเขาจะกลับมาอยู่กับเรา”

เซาธ์เกต ยังเชื่อว่าฮัดสัน-โอดอย ปีกของเชลซีพลาดโอกาสติดทีมชาติครั้งนี้เพราะปฏิเสธการติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 โดยนักเตะวัย 20 ปีอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของโธมัส ทูเคิล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของอังกฤษสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึงกับแอลเบเนียและซานมารีโน โดยฮัดสัน-โอดอย ปฏิเสธโอกาสที่จะไปร่วมทีมชาติอังกฤษรุ่นยู-21 และเซาธ์เกตเปิดเผยว่า ปีกรายนี้ต้องการที่จะเบียดเข้าทีมชุดใหญ่ด้วยการสร้างฟอร์มที่น่าประทับใจในทีมเชลซี

เซาธ์เกต ยังเชื่อว่าฮัดสัน-โอดอย ปีกของเชลซีพลาดโอกาสติดทีมชาติครั้งนี้เพราะปฏิเสธการติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 โดยนักเตะวัย 20 ปีอยู่ในฟอร์มที่ยอดเยี่ยมสำหรับทีมของโธมัส ทูเคิล ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะรักษาตำแหน่งในทีมชุดใหญ่ของอังกฤษสำหรับรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกที่จะมาถึงกับแอลเบเนียและซานมารีโน โดยฮัดสัน-โอดอย ปฏิเสธโอกาสที่จะไปร่วมทีมชาติอังกฤษรุ่นยู-21 และเซาธ์เกตเปิดเผยว่า ปีกรายนี้ต้องการที่จะเบียดเข้าทีมชุดใหญ่ด้วยการสร้างฟอร์มที่น่าประทับใจในทีมเชลซี

รายชื่อนักเตะทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ในเดือนพฤศจิกายน

ผู้รักษาประตู : แซม จอห์นสตัน (เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน), จอร์แดน พิคฟอร์ด (เอฟเวอร์ตัน), อารอน แรมส์เดล (อาร์เซนอล)

กองหลัง : เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ (ลิเวอร์พูล), เบน ชิลเวลล์ (เชลซี), คอเนอร์ โคอาดี้ (วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส), รีซ เจมส์ (เชลซี), แฮร์รี่ แม็คไกวร์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไทโรน มิงส์ (แอสตัน วิลล่า), ลุค ชอว์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), จอห์น สโตนส์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), ไคล์ วอล์คเกอร์ (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

กองกลาง : จู๊ด เบลลิงแฮม (โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์), จอร์แดน เฮนเดอร์สัน (ลิเวอร์พูล), เมสัน เม้านท์ (เชลซี), คาลวิน ฟิลลิปส์ (ลีดส์ ยูไนเต็ด), เดแคลน ไรซ์ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด), เจมส์ วอร์ด-พร้าวส์ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

กองหน้า : แทมมี่ อับราฮัม (อาแอส โรม่า), แจ็ค กรีลิช (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), ฟิล โฟเด้น (แมนเชสเตอร์ ซิตี้), แฮร์รี่ เคน (ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์), มาร์คัส แรชฟอร์ด (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด), บูกาโย่ ซาก้า (อาร์เซนอล), ราฮีม สเตอร์ลิ่ง (แมนเชสเตอร์ ซิตี้)

 

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย โค้ชและครูของนักฟุตบอล

ผู้เล่นแบ็กซ้ายทีมการท่าเรือชุดปัจจุบันอย่าง “แม็ก” จตุรพัช สัทธรรม ยังคงจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในวันที่เขาได้พบกับ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย เป็นครั้งแรก

วันนั้นเด็กชายวัย 12 ปีถูกเพื่อนรุ่นพี่ที่ จ. ระยอง ชักชวนให้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปทดสอบฝีเท้าเพื่อเข้าโรงเรียนประเทืองทิพย์วิทยา ตอนแรกจตุรพัชไม่ตั้งใจจะคัดตัวด้วย คิดแค่มากับเพื่อนเท่านั้น แต่เป็นโค้ชโต่ยที่เห็นแววของเขาขณะเตะบอลเล่นในสนามหญ้า เลยบอกให้ลงไปคัดตัว

จากนั้นตกลงรับจตุรพัชเข้ามาอยู่ในแคมป์ฝึกหัดนักเตะเยาวชนที่ตนดูแล นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตจตุรพัท ทำให้เขาได้เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ผ่านการขัดเกลาฝีเท้าโดยโค้ชโต่ย กระทั่งกลายเป็น นักฟุตบอล อาชีพที่มีดีกรีทีมชาติอย่างทุกวันนี้

แฟนบอลไทย

อาจรู้จักชื่อเสียงโค้ชโต่ยจากการเป็นเฮดโค้ช ทีมชาติไทย ซึ่งเข้ารับงานแทนที่ มิโลวาน ราเยวัช ที่ถูกปลดออกไป แล้วทำผลงานยอดเยี่ยม สามารถพาทีมชาติไทยเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายเอเชียนคัพได้ในรอบ 47 ปี รวมถึงการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลอย่างสโมสรไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า ที่ผ่านมาโค้ชโต่ยยังทุ่มเทให้กับการฝึกสอนและทำทีมฟุตบอลเยาวชน สวมบทบาทเป็นทั้ง “ครูและโค้ช” ขัดเกลาและปลุกปั้นเด็กๆ ให้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพมานักต่อนัก

“ผมเป็นเด็กต่างจังหวัด (มหาสารคาม) ด้วยความรักกีฬาฟุตบอล ผมเริ่มเล่นตั้งแต่อายุ 9 ขวบ ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม แต่ตอนนั้นไม่มีโค้ชที่จะมาสอนเรา จนผมได้เข้ามาอยู่ในทีมฟุตบอลโอสถสภาก็เริ่มคิดตลอดว่า สักวันหนึ่งถ้าเราได้เรียนโค้ช เราต้องสร้างประโยชน์ให้สังคม ด้วยการสอนฟุตบอลกับเด็กๆ ที่ไม่มีโอกาส” โค้ชโต่ยเล่าถึงแรงบันดาลใจของตนเอง

โค้ชโต่ยเริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับโอสถสภาเป็นทีมแรกและทีมเดียวจวบจนแขวนสตั๊ด ก่อนผันตัวมาเป็นทีมงานสตาฟโค้ช “ผมอยู่กับโอสถสภาฯ ตั้งแต่ ม.6 ทั้งเล่นฟุตบอลและทำงานด้วยก็ 22 ปี ผมได้เป็นโค้ชเยาวชนของโอสถสภา เขาให้โอกาสผมสร้างเด็ก พัฒนาเยาวชน แล้วพอมีเหตุการณ์ยุบทีม แต่ตัวผมเองต้องเดินต่อ เราจะทิ้งเด็กไม่ได้ ผมเลยคุยกับน้องที่เป็นโค้ชด้วยกันว่าตรงนี้พี่จะทำต่อ จะคุยกับผู้หลักผู้ใหญ่ของโอสถสภาว่าจะขอเช่าสนามของทีมเพื่อทำอะคาเดมีสอนฟุตบอลให้เด็กๆ”

นับเป็นจุดเริ่มต้นที่โค้ชโต่ยได้ใช้สถานที่สนามฟุตบอลของโอสถสภาย่านสายไหม ปรับปรุงให้เป็น “เอส เอส อะคาเดมี” เปิดสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ ที่มีความฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ หรือคนที่มุ่งใช้ทักษะฟุตบอลเบิกทางไปสู่การศึกษาที่สูงขึ้น

“แนวทางของเราก็คือ พัฒนาเด็กไปสู่ความเป็นเลิศและนักเตะอาชีพ เท่าที่ผ่านมามีเด็กๆ หลายคนจากที่นี่สามารถต่อยอดและเป็นนักเตะอาชีพได้” โค้ชโต่ยเผย

“เด็กที่มาฝึกฟุตบอลกับเรา ส่วนหนึ่งอยู่กรุงเทพฯ อีกส่วนหนึ่งมาจากต่างจังหวัด ทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ และอีสาน ย้ายมาเรียนหนังสือและกินนอนอยู่ที่นี่ ชีวิตประจำวันคือ ตื่นเช้ามาซ้อม เสร็จแล้วเราจะส่งไปเรียนหนังสือ ตกเย็นเลิกเรียน กลับมาซ้อมอีกรอบ นอกจากนั้นสิ่งที่เด็กต้องทำคือ อ่านหนังสือและทำการบ้าน ผมและทีมงานเห็นความสำคัญกับเรื่องนี้ จะไม่ปล่อยปละละเลย และกำหนดเวลาเข้านอนไม่ให้ดึก”

โค้ชโต่ยเน้นว่าเขาให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด “ทุกคืนก่อนนอนผมจะมีประชุมกับเด็ก พูดเรื่องฟุตบอลบ้าง หรือพูดให้พวกเขาผ่อนคลาย บางทีก็แซวเหมือนพ่ออยู่กับลูก หยอกล้อ ให้คำแนะนำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเรื่องในสนาม หรือชีวิตนอกสนาม”

“เด็กมาจากต่างจังหวัด ผมจะถามเขาเลยว่า คิดถึงบ้านมั้ย ถ้าเราอยากเดินไปให้ประสบความสำเร็จต้องอดทน ถ้าคิดถึงพ่อแม่ให้โทรศัพท์ไปคุย เวลาเราขับรถไปส่งเด็กที่โรงเรียน จะไม่ปล่อยกลางทาง ต้องเข้าไปถึงรั้วโรงเรียน รอจนเขาขึ้นห้องเรียนเราถึงกลับ ช่วงที่ผ่านมาเคยมีเด็กดื้อเหมือนกัน โดดเรียนบ้าง หรือสูบบุหรี่ เราใช้วิธีตักเตือน ถ้าไม่ฟังก็ให้ออกจากแคมป์ ไม่ให้อยู่ในทีม เพราะถ้ามีคนหนึ่ง เดี๋ยวมันจะชวนเพื่อน คนเป็นนักกีฬาจะมาสูบบุหรี่ หรือทำสิ่งไม่ดี มันไม่ได้”

โค้ชโต่ยอธิบายว่า การฝึกสอนของเขาให้ความสำคัญอันดับแรกเรื่องเทคนิค ทักษะ อันดับสองคือเรื่องวิธีการ หรือแทคติก รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย

“ในการฝึกซ้อมแต่ละวัน ผมจะแบ่งออกเป็น การวอร์มหรือบอดี้เวท แล้วมาฝึกการผ่านบอล สมอลไซด์ บอลทรานซิชัน วันทัช ทูทัช บังคับเด็กให้เกิดความเคยชิน แล้วก็ลงเกมสิบ-สิบ ทุกวันจะพยายามจบด้วยการฝึกยิงประตู เพราะเด็กๆ เขาจะมีความสุขเวลาได้ทำประตู”

“เด็กไทยมักไม่ค่อยมีวินัยในเกมรับ เราก็ใช้วิธีการคือ หลังเลิกซ้อมจะมาเทรนให้เขา เหมือนอย่างวันนี้ หลังซ้อมยิงประตูเสร็จ ผมจะแยกกองหลังออกมา จัดตำแหน่งการยืนให้เขาในการป้องกันลูกกลางอากาศ หรือลูกครอสบอลจากข้างสนาม ซึ่งมันสำคัญสำหรับอนาคตของเขาในการเป็นนักเตะอาชีพ”

อะคาเดมีฟุตบอลแห่งนี้รับเด็กตั้งแต่รุ่นอายุ 12-18 ปี แน่นอนว่าหลายคนมุ่งหวังอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ สิ่งที่โค้ชโต่ยเน้นย้ำกับพวกเขาก็คือเรื่องวินัย ความมุ่งมั่น การฝึกซ้อมหนัก รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจกับเด็กๆ ด้วยการยกตัวอย่างเล่าถึงรุ่นพี่ที่เคยผ่านการฝึกสอนของโค้ชโต่ย แล้วสามารถก้าวไปเล่นฟุตบอลอาชีพได้สำเร็จ

“ผมจะยกตัวอย่างนักเตะหลายคนที่เคยฝึกสอนว่าทำไมถึงได้เล่นระดับอาชีพ อย่าง อาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด ก็เคยอยู่กับผมที่โอสถสภา ผมเห็นการเล่นบอลเฟิร์สต์ทัชและบอลเท้าสู่เท้าของเขาทำได้ดีมาก สามารถต่อยอดได้ จนทีมบุรีรัมย์มาซื้อตัวตอนอายุ 17 ปี หรือ ธิติ ทุมพร ก็เคยฝึกกับผม แล้วไปเล่นให้ขอนแก่น เอฟซี จนได้พัฒนาตัวเอง ล่าสุดก็ได้เซ็นสัญญากับทีมโคราชสวาทแคท”

รวมถึงลูกศิษย์อย่าง จตุรพัช สัทธรรม ที่โค้ชโต่ยพูดถึงว่า “เจ้าแม็ก ตอนที่ได้พบครั้งแรก เขากับเพื่อนจากระยองมาคัดบอลที่โรงเรียนประเทืองทิพย์ ตัวเขาเองไม่ได้คัด ปรากฏว่าช่วงที่ให้เด็กนั่งพัก เขาเตะบอลเล่นอยู่ในสนาม ผมเรียกเขามาถามว่าทำไมไม่คัด เขาบอกว่าพาเพื่อนมา เขาไม่มีรองเท้า เลยให้ไปยืมรองเท้าคนอื่นมาลองคัด”

“ผมดูแล้วก็บอกว่า โอเค อยู่กับพ่อเลยนะ ผมแทนตัวเองว่าพ่อ ให้ไปบอกพ่อแม่เลยว่ามาอยู่มาเรียนที่นี่ เดี๋ยวจะปั้น ผมบอกอย่างนี้ครับ แล้วก็ส่งเขาเล่นรายการต่างๆ ผมมองว่าเขามีเทคนิคที่ดี เป็นคนที่ตื่นตัวในการเล่น ผมจะสอนเขาตลอดว่า ถ้าอยากเป็นนักเตะอาชีพ ต้องมีความอดทนมุ่งมั่น แล้วก็ใส่ใจดูแลตัวเอง จนปล่อยให้เขาไปเรียนที่กรุงเทพคริสเตียน แล้วได้เซ็นสัญญากับทีมชัยนาท ต่อมาได้เป็นนักเตะของการท่าเรือ”

“ลูกศิษย์ของผมแต่ละคน ถึงออกจากอะคาเดมีไปแล้ว ผมจะติดตามดูฟอร์มตลอด ดูเขาเล่น ใครผิดพลาดอะไร ส่วนมากผมจะอินบ็อกซ์เขาไปคุย ช่วงที่แม็กติดทีมชาติรุ่น 18-19 ปี ผมจะคุยกับเขาว่า ปัญหาของเราคือเรื่องเกมรับนะ เขาเป็นคนมีพรสวรรค์เรื่องเกมรุกอยู่แล้ว เพราะเซนส์ฟุตบอลเขาดี แต่เรื่องเกมรับเราต้องมี ถ้าจะเล่นตำแหน่งแบ็กหรือวิงแบ็ก”

ขณะที่ฝ่ายลูกศิษย์อย่างจตุรพัชก็พูดถึงครูของตนว่า “โค้ชโต่ยสอนผมทุกอย่าง ทั้งเรื่องในสนาม นอกสนาม มาตอนแรกผมยังไม่ค่อยได้ เล่นฟุตบอลแบบบ้านๆ เตะบอลเป็นเฉยๆ แต่ยังไม่รู้วิธีการ แกใส่ความรู้ให้ผมหลายเรื่อง ทั้งเรื่องวินัย วิธีคิดด้วย เฮ้ยแบบนี้ไม่ถูกต้องนะ ถ้าทำไม่ดีโดนลงโทษด้วย อย่างตอนนั้นผมยังเด็ก นอนดึกบ้าง ก็โดนจับมาวิ่งตอนเที่ยงคืน ผมอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพก็ตอนมาอยู่กับโค้ชโต่ยนี่แหละครับ ศาสตร์ฟุตบอลหลายอย่างที่ได้เรียนรู้จากโค้ชโต่ย ทำให้ผมพัฒนาขึ้นมาก”

จตุรพัชยังบอกอีกว่า “ทุกวันนี้เวลาที่ผมเล่นไม่ดี หรือมีปัญหาเรื่องอะไร ผมจะปรึกษากับโค้ชโต่ยตลอดครับ”

ในสายตาของโค้ชซึ่งเห็นเด็กๆ ที่ผ่านการฝึกสอนอบรมจากตนแล้วก้าวไปประสบความสำเร็จมากมาย โค้ชโต่ยสะท้อนความรู้สึกตรงนี้ว่า “ตัวผมจะคุยกับทีมงานตลอดว่า คนที่จะทำบอลเด็กได้ ต้องมีจิตใจที่รักจริงๆ ไม่ใช่แค่ทำตามหน้าที่ การทำงานของเราอยู่กับเด็กๆ บางทีดุ บางทีด่า บางทีบ่น แต่สิ่งที่เราให้กับเขาก็คือความจริงใจ แล้วพอเด็กที่ผ่านการพัฒนาของเราไปประสบความสำเร็จ สิ่งที่เราได้รับกลับมา คือความภูมิใจ และความสุขที่เราเห็นว่า เด็กคนหนึ่ง เราสามารถสร้างเขาให้มีอนาคต และครอบครัวเขาสุขสบาย แค่นี้เราก็มีความสุขกับการพัฒนาเด็กแล้วครับ”

นอกจากนั้นอีกสาเหตุที่ทำให้โค้ชโต่ยมุ่งมั่นพัฒนาฟุตบอลเยาวชน ก็เพราะเขามองว่ามันเป็นรากฐานที่สำคัญสำหรับทีมชาติไทยชุดใหญ่นั่นเอง

“ทีมชาติไทยชุดใหญ่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องมาจากทีมชุดเยาวชนที่มีคุณภาพ พูดง่ายๆ ว่าในระดับอาเซียน เราต้องกินขาดทุกทีม ทุกประเทศ เพราะฉะนั้นผมมองว่า ฟุตบอลเยาวชนคือสิ่งที่สำคัญเลยที่จะเป็นรากฐานแข็งแรง เหมือนเสาเข็มที่ปักแน่น ทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้”

“ผมอยากเชิญชวนให้ทุกอะคาเดมีได้พัฒนาเด็ก ให้มีวิธีการเล่นฟุตบอลที่ถูกหลัก แล้วพยายามให้พวกเขาต่อยอดไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ แล้วทีมชาติไทยจะมีทรัพยากรให้เลือกมากขึ้น ก็ขอให้ทุกคนช่วยกันครับ ถ้าเราเป็นโค้ชและเป็นครู” โค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย กล่าวทิ้งท้าย

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส

นักฟุตบอลโปรตุเกส บรูนู ฟือร์นังดึช ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและ ทีมชาติโปรตุเกส เกิดเมื่อ 8 กันยายน ค.ศ. 1994 หรือที่รู้จักในหมู่แฟนฟุตบอลชาวไทยว่า “บรูโน่ เฟอร์นานเดส” เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในอาชีพนักฟุตบอลอยู่ที่กัลโชเซเรียอา ประเทศอิตาลี โดยลงเล่นในเซเรียอารวม 119 นัด และทำ 15 ประตูให้กับอูดีเนเซและซัมป์โดเรีย

ใน ค.ศ. 2017 เขาเซ็นสัญญาเล่นให้กับสปอร์ติงลิสบอน ทีมดังในโปรตุเกสประเทศบ้านเกิดและลงเล่นที่นั่นเป็นเวลา 3 ปี ก่อนที่จะย้ายร่วมทีม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 2020 ด้วยค่าตัว 55 ล้านยูโร 47 ล้านปอนด์ และได้สวมเสื้อหมายเลข 18 ซึ่งเคยเป็นหมายเลขของ พอล สโกลส์ ตำนานผู้เล่นตำแหน่งกองกลางของทีมฟือร์นังดึชได้กลายเป็นนักเตะตัวหลักในทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว

และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้เล่นกองกลางตัวรุกที่มีฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งในการแข่งขัน พรีเมียร์ ลีก เขามีจุดเด่นเรื่องการสังหารลูกตั้งเตะโดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงจุดโทษที่เฉียบคมและยังยิงลูกฟรีคิกได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้เขายังมีทักษะการจ่ายบอลอันยอดเยี่ยมและการเคลื่อนที่อย่างชาญฉลาด ฟือร์นังดึชลงสนามในครึ่งฤดูกาลหลังในฤดูกาล 2019–2020 รวม 22 นัด

ทำไป 12 ประตู และในฤดูกาลปัจจุบัน (2020–2021) เขายังคงรักษาฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง โดยลงสนามให้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดครบทุกนัดในลีก และลงเล่นทุกรายการรวม 55 นัด ทำไปทั้งสิ้น 27 ประตู โดยสามารถพาทีมผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศรายการยูโรปาลีกได้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2021ฟือร์นังดึชได้ถูกเรียกเป็นผู้เล่นทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่ตั้งแต่ ค.ศ. 2017

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018

ก่อนหน้านี้เขาเคยลงเล่นระดับเยาวชนในนามทีมชาติและเป็นอดีตกัปตันทีมชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี ซึ่งมีรุย ฌอร์ฌึ เป็นผู้จัดการทีมและเคยพาทีมเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในการแข่งขันฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ค.ศ. 2016 นับตั้งแต่ ค.ศ. 2017 เป็นต้นมาเขาลงเล่นในนามทีมชาติชุดใหญ่ทุกรายการรวม 27 นัด ทำได้ 2 ประตู

และได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวหลักของทีมในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปใน ค.ศ. 2021 รวมถึงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายใน ค.ศ. 2022บรูโน่ เฟอร์นานเดส เริ่มต้นเล่นฟุตบอลครั้งแรกในระดับเยาวชนอาชีพในปี 2002-2004 Infesta  ต่อมาเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเบาวิสต้า เป็นทีมชื่อดังในโปรตุเกสในปี 2004-2012 กว่า 8 ปี

ก่อนที่จะถูกยืมตัวเล่นให้กับสโมสรเยาวชน Pasteleira ในปี 2005-2010 และได้ย้ายเข้าร่วมเล่นกับสโมสร โนวารา ในปี 2012-2013 ต่อมาได้เลื่อนขึ้นมาร่วมค้าแข้งกับ โนวารา ในสโมสรอาชีพชุดใหญ่ในปี 2012-2013 ต่อมาในปั 2013-2016 ได้ย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ อูดิเนเซ่ เป็นสโมสรมีชื่อในอิตาลี่ โดยอยู่ร่วมเล่นให้กับทีมกว่า 3 ปี ก่อนที่จะย้ายมาร่วมค้าแข้งกับ ซามพ์โดเรีย สโมสรในลีกอิตาลี่ในปี 2016-2017

ต่อมาปี 2017 ได้ย้ายกลับมาค้าแข้ง

ใน สปอร์ติ้ง ลิสบอน สโมสรชื่อดังในโปรตุเกส สไตล์การเล่นเป็นนักเตะที่มีความแกร่งและมีทักษะการครองบอลได้เยี่ยม เปิดบอลแม่น พร้อมสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างดี แต่ในต้นปี 2020 ได้ย้ายมาเล่นในอังกฤษ กับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด อย่างเป็นทางการได้เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสครั้งแรกในระดับเยาวชนปี 2012

ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี , ปร 2014 ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี , ปี 2014-2017 ในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี , ปี 2016 ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ต่อมาในปี 2017 ได้รับโอกาสให้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลทีมชาติโปรตุเกสทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรกข้อมูลและประวัติล่าสุดของ บรูโน่ เฟอร์นันเดส กองกลางทีมชาติโปรตุเกส นักเตะที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาเป็นทีมที่เล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เริ่มต้นการเป็นนักฟุตบอล กับสโมสร อินเฟสต้า

โดยเจ้าตัวได้เข้ามาสู่ทีมเยาวชนในปี 2002-2004 จากนั้นเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวก็เริ่มไต่ระดับสูงขึ้น ในปี 2004 เมื่อได้ย้ายมาร่วมทีม เบาวิสต้า ซึ่งถือว่าเป็นสโมสรที่มีชื่อเสียงของลีกโปรตุเกสทว่าการเล่นอยู่ที่นี่ บรูโน่ ก็ยังเป็นเพียงแค่นักเตะเยาวชนของทีมเท่านั้น ยังไม่สามารถแจ้งเกิดในทีมชุดใหญ่ได้ จนกระทั่งปี 2005 เขาได้ถูกปล่อยยืมไปให้กับ ปาสตีไรล่า ในปี 2005

และอยู่ที่นั่นนานถึง 5 ปี เลยทีเดียว ก่อนจะย้ายกลับมายัง เบาวิสต้า อีกครั้งในปี 2010 และอยู่ที่นี่ต่ออีก 2 ปีจนกระทั่งปี 2012 เส้นทางลูกหนังที่แท้จริง บททดสอบของจริงในอาชีพนักฟุตบอลของ บรูโน่ ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ โนวาร่า ทีมลูกหนังในประเทศอิตาลี ได้เห็นแววบางอย่างในตัวเขา เลยตัดสินใจซื้อตัวเข้ามาร่วมทีมจากนั้นเจ้าตัวก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าจนขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ของ โนวาร่า ได้

และในฤดูกาล 2012/2013 บรูโน่ ก็ได้ลงสนามเล่นให้กับทีมไปถึง 23 นัด แถมยังยิงได้อีก 4 ประตู อีกด้วย ซึ่งถือว่ายอดเยี่ยมอย่างมากกับการย้ายมาเล่นในลีกต่างแดนด้วยฝีเท้าที่โดดเด่น และความมุ่งมั่นในการเล่น ทำให้ฟอร์มของเขาไปเข้าตาของแมวมอง อูดิเนเซ่ สโมสรชื่่อดังศึกกัลโช่ เซเรีย อา และเขาก็ได้ย้ายมาร่วมทีมในปี 2013 และกลายเป็นกำลังหลักของทีม และค้าแข้งอยู่ที่นานถึง 3 ปี ลงเล่นไปถึง 86 นัด และยิงได้ 10 ประตูปี 2016 ชีพจรลงเท้า บรูโน่ อีกครั้ง

เมื่อเขาตัดสินใจย้ายไปเล่นให้กับ ซามพ์โดเรีย สโมสรชื่อดังของลีกอิตาลี โดยในฤดูกาล 2016/2017 เขาลงเล่นให้ต้นสังกัดใหม่ไปถึง 33 นัด และยิงได้ 5 ประตู พาทีมจบอันดับ 10 ของตาราง ทว่าเจ้าตัวก็อยู่ค้าแข้งให้กับที่นี่ได้เพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น เมื่อจบฤดูกาลนั้นแล้ว เขาก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการย้ายกลับบ้านเกิด ไปเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน

สโมสรยักษ์ใหญ่ของลีกโปรตุเกส ซึ่งที่นี่เองที่สร้างให้เขากลายเป็นสุดยอดนักเตะของลีกยุโรปย้ายมาค้าแข้งให้กับ สปอร์ติ้ง ในฤดูกาล 2017/2018 และเพียงฤดูกาลแรกเขาก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เมื่อระเบิดตาข่ายคู่แข่งไปถึง 16 ประตู กับทำอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนามทุกรายการ 56 นัด ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สุดยอดอย่างมาก เท่านั้นไม่พอ ในฤดูกาลต่อมา เจ้าตัวยังระเบิดฟอร์มการเล่นได้ดีกว่าเดิมอีก เมื่อยิงได้แบบระเบิดเถิดเทิงถึง 31 ประตู กับทำอีก 15 แอสซิสต์

จากการลงสนามทั้งหมด 55 นัด

และอย่าลืมว่าเขาเล่นในตำแหน่งกองกลาง ไม่ใช่กองหน้าของทีมหลังจบ ฤดูกาล 2018/2019 มีข่าวออกมาว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีก ให้ความสนใจที่จะดึงตัว บรูโน่ ไปร่วมทีม และว่ากันว่าเจ้าตัวเกือบจะได้ย้ายอยู่แล้ว แต่ตกลงเรื่องค่าตัวไม่ได้ทำให้ดีลนี้ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำให้ดาวเตะโปรตุเกส ต้องค้าแข้งกับต้นสังกัดเดิมต่อไป แต่เจ้าตัวก็ยังทำผลงานสุดยอดอย่างต่อเนื่อง โดยเพียงแค่ครึ่งซีซั่นแรก เขาซัดไป 15 ประตู กับอีก 14 แอสซิสต์ จาการลงสนาม 27

นัดให้กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอนและเมื่อถึงเดือนมกราคม ปี 2020 ฝันของสาวก “ปีศาจแดง” ก็เป็นจริง เมื่อ แมนยู ตัดสินใจทุ่มเงินคว้าตัว บรูโน่ มาร่วมทัพ ได้สำเร็จ และเพียงแค่การเข้ามาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ก็ช่วยให้ยอดทีมแห่งโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กลายเป็นคนละทีมกับเมื่อช่วงครึ่งซีซั่นแรก เขาเข้ามาช่วยยกระดับการเล่นของทีม ช่วยปลุกจิตวิญญาณนักสู้ และก้าวเข้ามาเป็นผู้นำของทีม จนเมื่อจบฤดูกาล ทีมก็สามารถจบอันดับที่ 3 คว้าตั๋วไปลุยศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ได้อย่างเหลือเชื่อ พร้อมกับที่เจ้าตัวก็ได้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร อีกด้วย ทั้งๆ ที่เพิ่งย้ายเข้ามาเล่นเพียงครึ่งฤดูกาลเท่านั้นได้เริ่มต้นการเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ครั้งแรก ในระดับเยาวชน เมื่อปี 2012 ในรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี จากนั้นก็ขยับขึ้นไปเล่น ในรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี และรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี รวมทั้งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกด้วจนกระทั่งปี 2017

ที่เจ้าตัวย้ายมาค้าแข้งกับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน ก็ได้รับโอกาสสำคัญ เมื่อเขาถูกดันขึ้นไปเล่นให้กับ ทีมชาติโปรตุเกส ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก และได้ลงสนามเป็นเกมแรก จากการลงมาเป็นตัวสำรอง แทน มานูเอล แฟร์นานเดส ในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายของเกมอุ่นเครื่องที่ โปรตุเกส เอาชนะ ซาอุดิอาระเบีย ไปขาดลอย 3-0 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2017

จากฝีเท้าที่ยอดเยี่ยม ฟอร์มที่ร้อนแรงกับการเล่นให้กับ สปอร์ติ้ง ทำให้ บรูโน่ ถูก เรียกไปติดทีมชาติโปรตุเกส ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้เป็นตัวหลักให้กับทีมชุดนั้น ได้ลงสนามเป็นตัวจริงในแรกของรอบแบ่งกลุ่ม และถูกเปลี่ยนตัวออก และลงมาเป็นสำรองในนัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นก็ไม่ได้ลงสนามอีกเลย จนกระทั่งโปรตุเกส ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย 1-2ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ บรูโน่

ลงเล่นให้กับทีมชาติชุดใหญ่ไปแล้ว 25 นัด ยิงได้ 2 ประตู และเจ้าตัวก็ยังเป็นนักเตะที่อยู่ในชุดคว้าแชมป์ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เมื่อปี 2019 อีกด้วย

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (6 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของลีกโปรตุเกส (7 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของลีกโปรตุเกส ปี 2017/2018 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูโรปา ลีก ปี 2017/18 , 2018/2019

ติดทีมยอดเยี่ยมของศึกยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ปี 2019

นักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก (2 ครั้ง)

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปี 2019/2020

ดาวซัลโวศึกยูโรปา ลีก ปี 2019/2020

 

 

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ทำลายสถิติการว่ายน้ำ

ซุน หยาง นักว่ายน้ำชาย จากประเทศจีน เขาว่ายน้ำให้กับประเทศจีนในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2008 เกิด 1 ธันวาคม 1991 ในหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเอเชียนเกมส์ 2010 เขาชนะในการแข่งขันท่าฟรีสไตล์ 1500 เมตร เขาได้อีก 2 เหรียญสำหรับประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้เขายังได้รางวัลนักแข่งหน้าใหม่ของปี 2010 การแข่งขันชิงแชมป์โลก ในปี 2011 ซันได้ทำลายสถิติการว่ายน้ำฟรีสไตล์ 1500 เมตร ที่แกรนท์ แฮคเก็ต ทำไว้เมื่อปี 2001 เขาได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันท่าฟรีสไตล์ประเภท 400 เมตร และ 1500 เมตร

จากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012และกลายเป็นชาวจีนคนแรกที่ได้รับรางวัลเหรียญทอง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2012 เขามีชื่ออยู่ในหนึ่งในสองของนักว่าน้ำชายที่จะชนะซึ่งอีกคนคือไมเคิล เฟลป์สการว่ายน้ำระดับอาชีพแม้ซุน หยางจะได้รับการฝึกฝนมาหลายปี แต่การพัฒนาการของเขาเกิดขึ้นระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคที่ปักกิ่งเมื่อ 2008 ตอนที่เขา อายุ 16 ปี เขาถูกวางให้อยู่ในอันดับที่ 28 ในการแข่งขันฟรีสไตล์ 400 เมตร ด้วยเวลา 3:50.90 และการแข่งขันฟรีสไตล์ 1500 เมตร

เขาอยู่ในอันดับที่ 8 ด้วยเวลา 15:05.12 นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเขา ในปีต่อมาซุนได้ไปแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ โรม เขาชนะได้เหรียญทองแดง ซึ่งเป็นเหรียญแรกของประเทศ ในการว่าย 1500 เมตร ด้วยเวลา 14:46.84 นอกจากนี้เขายังอยู่ในอันดับที่ 18 ในการแข่งขันฟรีสไตล์ 400 เมตร อีกด้วย เอเชี่ยนเกมส์ 2010 ซุนมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ที่นี่เองซุนได้รับรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันฟรีสไตล์1500 เมตร เหรียญทองฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตร

และเหรียญเงินฟรีสไตล์ 200 และ 400 เมตร ในการว่าย 1500 เมตรเขาทำเวลาได้ 14:35.43ซึ่งเป็นสถิติใหม่ของเอเชียเรคคอร์ดด้วย เขาว่ายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์และเป็นอันดับสอง ต่อจากแกรนท์ แฮ็คเค็ด จากเหตุการณ์นี้หลายคนต่างเชื่อว่าเขาจะเป็นผู้ที่ทำลายสถิติโลกอย่างแน่นอน ชิงแชมป์โลก 2011 ในวันแรกของการแข่งขันซุนถูกวางให้อยู่ในอันดับที่ 2 ในการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร ซึ่งเขาพ่ายให้กับ ปาร์คแทฮวาน ด้วยเวลา 3:43.24 สามวันต่อมาเขาไปชนะการแข่งขันชิงแชมป์โลกในการแข่งฟรีสไตล์ 800 เมตร ด้วยเวลา 7:38.57 หลังจากวันนี้

เขาได้ร่วมกับทีมจีนในการแข่งฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตรและได้รับเหรียญทองแดง และในการแข่งขันครั้งนี้เอง ซุนได้ทำลายสถิติโลกที่ไม่มีใครทำลายได้กว่า 10 ปีด้วยเวลา 14:34.14 โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 ซุนชื่นชอบการแข่งขัน ฟรีสไตล์ 1500 เมตร เขาเป็นวีรบุรุษการแข่งฟรีสไตล์ 200 และ 400 เมตร ในวันแรกซุนชนะการแข่งขันเหรียญทองการแข่งฟรีสไตล์ 400 เมตร ด้วยเวลา 3:40.14 และกลายเป็นนักวาน้ำชายคนแรกของจีนที่ได้เหรียญทองใน โอลิมปิก บันทึกเวลาของเขาอยู่ในอันดับที่ 3 ของประวัติศาสตร์ 0.07 วินาทีของ เวิลเรคคอร์ด และเป็นสถิติใหม่

ของเอเชียเรคคอร์ดด้วย หลังจากวันพักผ่อนของเขา ซุนได้เข้าแข่งฟรีสไตล์ 200 เมตร การแข่งครั้งนี้เขาทำได้เพียงเข้าชิง พัฒนาการของเขาครั้งนี้ทำให้เขาได้รับเหรียญเงินเชือน ปาร์คแทฮวาน ไป 1:44.93 เป็นเรคคอร์ดใหม่ ในวันรุ่งขึ้นจีนก็ได้เหรียญทองแดงจากการแข่งฟรีสไตล์ผลัด 4X200 เมตร ซึ่งเป็นครั้งแรกของพวกเขาในการแข่งขันครั้งนี้ จากการแข่งขันครั้งนั้นเขาก็ไม่ได้กลับมาที่สระว่ายน้ำจนถึงวันที่เขาแข่ง 1500 เมตรซึ่งเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดของเขา เขาว่ายรวดเดียวจบ ด้วยความรวดเร็วราวกับว่าเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไป แต่เหตุการณ์ครั้งนี้

ก็เกือบทำให้ซันไม่ได้เหรียญรางวัล แต่ด้วยคนส่วนใหญ่ไม่พอใจ จึงทำให้ซันกลับมาได้รับเหรียญรางวัล ด้วยเวลา 14:31.02 ซึ่งมากกว่าสถิติโลกใหม่ 3 วินาที และมากกว่า Ryan Cochrane 8 วินาที ผลลัพธ์เหล่านี้ทำให้ ซันหยาง ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเป็นนักว่ายน้ำชายจากประเทศจีน ในประวัตอศาสตร์โอลิมปิก ซันเป็นนักว่ายน้ำคนแรกที่ชนะสองเหรียญทอง 400/1500 เมตร ตั้งแต่ Vladimir Salnikov เคยทำมาในโอลิมปิกปี 1980 ที่มอสโค

ความสำเร็จของ ซุน หยาง

ชิงแชมป์แห่งชาติฤดูหนาว 2006 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 400 ม./1500 ม.

การแข่งขันว่ายน้ำมาราธอนแห่งชาติ 2006 – อันดับที่ 1 10 กม.

การแข่งขันแชมเปียนแห่งชาติ 2007 – อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 400 ม./1500 ม.

ชิงแชมป์แห่งชาติ 2007 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

กีฬาแห่งชาติระหว่างเมือง 2007 – 1st ฟรีสไตล์ 1500 ม.

“Good Luck Beijing” 2008 ว่ายน้ำโอลิมปิกรอบคัดเลือก – 2nd ฟรีสไตล์ 400 ม.

โอลิมปิกฤดูร้อน 2008 อันดับที่ 28 จากการแข่ง 400 เมตร อันดับ 8 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

ชิงแชมป์โลก 2009 – อันดับที่ 3 ฟรีสไตล์ 1500 ม.

เอเชียนเกมส์ 2010 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เอเชียเรคคอร์ด)

ชิงแชมป์โลก – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เวิด์ลเรคคอร์ด), อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 800 ม. อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 400 ม.

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 400 ม. (โอลิมปิก เรคคอร์ด)

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 2 ฟรีสไตล์ 200 ม. ฟรีสไตล์

โอลิมปิกฤดูร้อน 2012 – อันดับที่ 1 ฟรีสไตล์ 1500 ม. (เวิลด์ เรคคอร์ด)

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน VS มึนเซ่นกลัดบัค

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน VS มึนเซ่นกลัดบัค

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน VS มึนเซ่นกลัดบัค

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน VS มึนเซ่นกลัดบัค

เวลา 20.30 น. เจ้าบ้าน ยูเนี่ยน เบอร์ลิน  จะเปิดสนาม  สตาดิโอน อันแดร์ อัลเทน ฟอร์สเตเรย ต้อนรับการมาเยือนของ โบรุสเซีย มึนเซ่นกลัดบัค

สถิติการพบกัน จาก 4 นัดที่พบกันมา เป็นผลงานที่เท่ากัน คือเสมอกัน 2 ครั้ง และชนะแพ้กันไปทีมละ 1 ครั้ง ส่วนเมื่อฤดูกาลก่อน ผลออกมาเสมอกัน 1-1 ทั้ง 2 นัด

ยูเนี่ยน เบอร์ลิน

เจ้าบ้าน  ของเทรนเนอร์  อูร์ส ฟิสเชอร์ พาทีมลงสนามในลีกมาแล้ว 2 นัด ไม่ชนะ แต่ก็ไม่แพ้ เสมอมา 2 นัดรวด มี 2 คะแนน ได้ 3 ประตู และเสีย 3 ประตู จากการ เปิดบ้านเสมอ เลเวอร์คูเซ่น และ บุกไปเสมอ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในนัดนี้จะไม่มี มาร์วิน ฟรีดิรช ที่ติดโทษแบน เพียงคนเดียว นอกนั้นพร้อมลงสนาม

มึนเซ่นกลัดบัค

ทีมเยือน ของเทรนเนอร์ อาดี้ ฮุตเตอร์ พาทีมลงสนามในลีกมาแล้ว 2 นัด มี 1คะแนน ยิงได้ 1 ประตู เสีย 5 ประตู จากการเปิดบ้านเสมอแชมป์เก่า บาเยิร์น ต่อด้วยบุกไปแพ้ เลเวอร์คูเซ่น ในนัดนี้จะไม่มี ชเตฟาน ไลเนอร์, มามาดู ดูกูเร่, มาร์คุส ตูราม และ คูอาดิโอ โกเน่ ที่บาดเจ็บทั้งหมด ส่วน เดนิส ซากาเรีย กับ บรีล เอ็มโบโล่ ต้องทดสอบความฟิต

ราคาเปิดมา ให้เจ้าบ้าน ยูเนียน เป็นต่อ ปป.-5 คู่นี้เป็นคู่ที่มองเหมือนจะมีโอกาสเสมอกันสูง แต่ดูจากฟอร์มการเล่นแล้ว ยูเนี่ยน ดูจะคงเส้นคงวากว่า ยิ่งทีมเยือนเล่นนอกบ้านได้ไม่ดีนัก เป็นโอกาสที่ดีของเจ้าบ้านที่จะเก็บ 3 คะแนนเต็ม หรือหากใครมีราคาแค่ เสมอเจ้าบ้าน หรือ บวกสิบ ให้จิ้มทางเจ้าบ้านไว้ได้เลย

สกอร์ที่คาด 2-1

  • ยูเนียนกินนิ่ม

โวล์ฟบวร์ก VS ไลป์ซิก

เวลา 22.30 น. คู่สุดท้าย เป็นการพบกันระหว่าง เจ้าบ้าน โวล์ฟบวร์ก จะเปิดสนาม โฟล์คสวาเก้น อารีน่า ต้อนรับการมาเยือนของ รองแชมป์เก่า ไลป์ซิก

สถิติการพบกัน จาก 16 นัดที่เคยเจอกันมา เป็นทางทีมเยือน ไลป์ซิก ที่ดีกว่า เอาชนะได้ 7 ครั้ง เสมอ 6 ครั้ง แพ้ 3 ครั้ง แต่ 5 นัดหลังเสมอกันไปถึง 4 ครั้ง และ ไลป์ซิก ชนะได้ 1 ครั้ง ฤดูกาลก่อนเป็น การเสมอกันในลีกทั้ง 2 นัด และอีกนัดเป็น ไลป์ซิก ชนะได้ในบอลถ้วย เดเอฟเบโพคาล

โวล์ฟบวร์ก

เจ้าบ้าน ของเทรนเนอร์ มาร์ก ฟาน บอมเมล พาทีมลงสนามในลีกมาแล้ว 2 นัด ชนะรวด เก็บ 6 แต้มเต็ม ยิงได้ นัดแรกเอาชนะ โบคุ่ม นัดที่ 2 บุกไปชนะ แฮธ่า ยิงได้ 3 ประตู เสียเพียงประตูเดียว ในนัดนี้จะไม่มี เปาโล โอตาวิโอ กับ วิลเลียม บาดเจ็บ ส่วน วูท เวกฮอร์สท์ กับ ฟีลิกซ์ เอ็นเมชา ต้องเช็คฟิต

ไลป์ซิก

ทีมเยือน ของเทรนเนอร์ เจสเซ่ มาร์สช์ พาทีมลงสนามในลีกมาแล้ว 2 นัด มี 3 คะแนน ยิงได้ 4 ประตู เสีย 1 ประตู จากการบุกไปแพ้ ไมนซ์ ต่อด้วยการเปิดบ้านเอาชนะ สตุ๊ตการ์ท ในนัดนี้จะไม่มี มาร์เซล ฮัลส์เทนแบร์ก กับ มาร์เซโล่ ซารัชชี่ ที่บาดเจ็บ ส่วน อังเคลินโญ่ กับ เบนยามิน เฮนริคส์ ต้องเช็คฟิต

ราคาเปิดมา ให้ทีมเยือน ไลป์ซิก เป็นต่อ ปป.-10 ราคาเปิดมาแค่นี้เนื่องจากเจ้าบ้าน โวล์ฟบวร์ก ฟอร์มดีมาก และทีมเยือนเองก็ยังไม่แน่นอน แต่ถ้าราคาเปิดมาแค่นี้ยังน่าอยู่ทีมเยือนมากว่า เชื่อว่านัดนี้ ไลป์ซิก จะไม่แพ้ เลือกเสียหูกับกินเต็มไปดีกว่า

สกอร์ที่คาด 1-2

 

เนย์มาร์

เนย์มาร์

เนย์มาร์

เนย์มาร์

หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็มีประวัติของเนย์มาร์ มาฝากกัน

เนย์มาร์ มีชื่อเต็มคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อเนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอล คอยเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เนย์มาร์มีน้องสาว 1 คน เขาสูง 175 เซนติเมตร

ในปี พ.ศ. 2542 เนย์มาร์ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง เซา วิเซนเต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีม Portuguesa Santista จากนั้นเนย์มาร์จึงย้ายไปเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมที่ใหญ่กว่าอย่างทีมซานโตส (Santos) โดยเขาเริ่มเซ็นสัญญากับทีมซานโตสในปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลในทีมเยาวชน ซึ่งทีมนี้เคยเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชื่อดังมากมายอย่าง คูติญโญ่, เปเล่, โรบินโญ่ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

เมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสเปนเพื่อเล่นฟุตบอลกับทีมเรอัล มาดริด ที่ในตอนนั้นมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่าง ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส  ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี เนย์มาร์ก็มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลถึงเดือนละ 10,000 รีล (ประมาณ 1.4 แสนบาท) และเมื่ออายุ 16 ปี เงินเดือนของเนย์มาร์ก็ขยับมาที่ 125,000 รีล (1.8 แสนบาท)

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็มีประวัติของเนย์มาร์ มาฝากกันค่ะ

ประวัติชีวิตของเนย์มาร์
มีชื่อเต็มคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อเนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอล คอยเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เนย์มาร์มีน้องสาว 1 คน เขาสูง 175 เซนติเมตร

ในปี พ.ศ. 2542 เ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง เซา วิเซนเต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีม Portuguesa Santista จากนั้นเนย์มาร์จึงย้ายไปเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมที่ใหญ่กว่าอย่างทีมซานโตส (Santos) โดยเขาเริ่มเซ็นสัญญากับทีม

ซานโตสในปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลในทีมเยาวชน ซึ่งทีมนี้เคยเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชื่อดังมากมายอย่าง คูติญโญ่, เปเล่, โรบินโญ่ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

เมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสเปนเพื่อเล่นฟุตบอลกับทีมเรอัล มาดริด ที่ในตอนนั้นมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่าง ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส  ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี

ก็มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลถึงเดือนละ 10,000 รีล (ประมาณ 1.4 แสนบาท) และเมื่ออายุ 16 ปี เงินเดือนของเนย์มาร์ก็ขยับมาที่ 125,000 รีล (1.8 แสนบาท)

 เนย์มาร์ บนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2552  ได้ลงประเดิมสนามเป็นครั้งแรกในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับทีมซานโตส ทั้งที่เขาเพิ่งจะมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งเนย์มาร์ก็สามารถสร้างความ

ประทับใจได้เป็นอย่างมากในฤดูกาลแรก เขาสามารถพังประตูได้ถึง 14 ประตูจากการลงสนาม 48 นัด และในฤดูกาลต่อมา เนย์มาร์ก็สามารถพาทีมซานโตสเถลิงชัยคว้าฟุตบอลลีกในประเทศ

ได้สำเร็จ และเขาก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอีกด้วย ซึ่งจากผลงานทำประตู 42 ประตูใน 60 เกม ในช่วง 2 ฤดูกาลแรก จึงทำให้ทีมหลาย ๆ ทีมในอังกฤษ ทั้งเวสต์แฮม

ยูไนเต็ด และทีมเชลซี ต่างสนใจในตัวของเนย์มาร์ และเสนอเงินก้อนโตให้เขาไปร่วมทีม แต่เนย์มาร์ก็ยังยืนยันที่จะอยู่กับทีมซานโตสต่อไป

ในปี พ.ศ. 2554 สามารถพาทีมซานโตส คว้าถ้วยแชมป์ Copa Libertadores เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2506 จนทำให้มีข่าวว่า ทีมเรอัล มาดริด สนใจที่จะดึงตัวเนย์มาร์ไปอยู่ด้วย

และพร้อมที่จะเซ็นสัญญาล่วงหน้าทันที จนทำให้ประธานสโมสรซานโตส ตัดสินใจขยายสัญญากับร์ออกไป ในปีเดียวกันนี้ เนย์มาร์ยังได้รับรางวัล FIFA Puskas Award ซึ่งเป็นรางวัล

ที่มอบให้กับลูกยิงสุดสวยในแต่ละฤดูกาล และเขายังได้รับรางวัล นักฟุตบอลดีเด่นของทวีปอเมริกาใต้ ประจำปี พ.ศ. 2554 อีกด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2555 เนย์มาร์สามารถพาทีม ซานโตส คว้าถ้วยแชมป์ฟุตบอลลีกได้อีกครั้ง เขาพังประตูไปได้ถึง 20 ประตูและได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำ

ฤดูกาลและกองหน้ายอดเยี่ยม อีกครั้งยังมีชื่อเข้าชิงรางวัล  2012 FIFA Puskas Award และได้รับรางวัล นักฟุตบอลดีเด่นของทวีปอเมริกาใต้ ประจำปี พ.ศ. 2555 ซึ่งในปีนี้ ก็มีข่าวออกมา

ว่า ทางสโมสรซานโตส ได้ตัดสินใจที่จะขายเนย์มาร์ ให้กับยอดทีมจากสเปนอย่างทีม บาร์เซโลน่า แล้ว แต่เนย์มาร์ก็ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 25 เมษายน 2556 ที่คุณพ่อ

และตัวแทนของได้ออกมาเผยว่า เนย์มาร์ได้ย้ายไปอยู่กับทีมบาร์เซโลน่า และสุดท้าย ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 เนย์มาร์ก็ได้กล่าวอำลาทีมซานโตสทั้งน้ำตา เพื่อที่จะไปตามล่าฝันที่ประเทศสเปน

ในวันที่ 3 มิถุนายน 2556 สโมสรบาร์เซโลน่า ได้ออกมาเปิดเผยว่า เนย์มาร์ได้ผ่านการทดสอบร่างกายและได้เซ็นสัญญากับสโมสรเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสัญญานั้นจะอยู่ยาวถึงเดือนมิถุนายน 2561 โดยเชื่อกันว่า สัญญาซื้อขายตัวของเนย์มาร์อยู่ที่ 87.2 ล้านยูโร (3.8 พันล้านบาท) ถือ

เป็นสถิติการย้ายตัวที่สูงที่สุดตลอดกาล 10 อันดับ มีสัญญาปล่อยตัวที่ 190 ล้านยูโร (8.3 พันล้านบาท) เนย์มาร์พังประตูแรกให้กับทีมบาร์เซโลน่า ในแมตช์ที่ชนะกับทีมชาติไทยด้วยสกอร์

7-1 โดยที่ ได้ลงสนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้กับทีมบาร์เซโลนาในนัดที่บาร์เซโลน่าสามารถเอาชนะเลบันเต้ 7-0 และยิงลูกแรกในลาลีก้าในแมตช์ที่บาร์เซโลน่าชนะเรอัล โซเซียดัด 4-1

เนย์มาร์เริ่มติดทีมชาติบราซิลตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี จนกระทั่งตอนที่เขาอายุ 18 ปี เนย์มาร์ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ เขาลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ครั้งแรกในนัดกระชับมิตรกับ

ทีมชาติสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเองก็สามารถพังประตูได้ และทำให้บราซิลเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ 2-0 นอกจากนี้ ในทัวร์นาเมนต์ 2011 South American Youth

Championship เยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำประตูได้สูงที่สุด ด้วยการทำประตูถึง 11 ประตู รวมทั้ง 2 ประตูในรอบชิงชนะเลิศ จนทำให้บราซิลคว้าชัยในถ้วยนี้ไปครอง นั่นจึงทำให้ในปี พ.ศ. 2556 หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ได้ตัดสินใจใส่ชื่อของเนย์มาร์ เข้าร่วมในศึกฟุตบอล คอน

เฟเดอเรชันส์ คัพ  (Confederations Cup) ที่จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล และ ยังสามารถพังประตูทีมชาติสเปนได้ จนทำให้บราซิลสามารถเอาชนะสเปนไปด้วยสกอร์ 3-0 และคว้า

แชมป์ในบ้านตัวเอง พร้อมกับที่ ได้รับรางวัลลูกบอลทองคำ สำหรับนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์อีกด้วย

 

ราฮีม สเตอร์ลิง

ราฮีม สเตอร์ลิง

ราฮีม สเตอร์ลิง

ราฮีม สเตอร์ลิง

 

 ประวัติ Raheem Sterling ( ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ) ชื่อเต็ม Raheem Shaquille Sterling  นักฟุตบอลชาวอังกฤษ เกิดวันที่ 8  ธันวาคม  ค.ศ. 1994  ส่วนสูง 1.70 เมตร หรือ 5 ฟุต 6.9 นิ้ว ตำแหน่งที่เล่นคือ กองกลาง / ปีกซ้าย/กองหน้า ปัจจุบันเล่นให้กับทีม แมนเชสเตอร์ซิตี้ ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ สวมเสื้อเบอร์ 7

 ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เป็นนักเตะ  ที่เริ่มต้นการเล่นฟุตบอลในสโมสรระดับเยาวชนครั้งแรกเมื่อ  200-2010 เล่นกับทีม ควีนส์พาร์กเรนเจอส์ เป็นระยะเวลา 10 ปี และได้เข้าร่วมเล่นกับทีมลิเวอร์พูล เมื่อปี 2010-2012 เป็นระยะเวลาสองปี  หลังจากนั้นได้ก้าวเข้าสู่การเป็นนักเตะระดับสโมสรมืออาชีพในการเล่นกับสโมสรในลีกอังกฤษ กับสโมสรลิเวอร์พูล เมื่อปี 2012-2015  โดยลงเล่นทั้งหมด 95 นัด จากนั้นไม่นานได้ย้ายทีมมาเล่นกับ แมนเชสเตอร์ซิตี้ เมื่อปี 2015และมีข้อกำหนดสัญญา 5 ปี  ซึ่งลงเล่นทั้งหมด 90 นัด เป็นนักเตะที่สร้างชื่อเสียงให้กับทีมและทักษะการเล่นเป็นที่ยอมรับและเป็นกลไกสำคัญของแมนเชสเตอร์ซิตี้

  Raheem Sterling เริ่มต้นเข้าสู่การเล่นให้กับระดับชาติ เริ่มต้นเมื่อปี 2009-2010 ในรุ่นเยาวชนทีมชาติอังกฤษไม่เกิน 16 ปี ลงเล่น 9 นัด ปี 2010-2011 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี ลงเล่น 13 นัด ปี 2012 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี เล่นเพียงนัดเดียว ปี 2012 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี และก้าวเข้าสู่ทีมอังกฤษชุดใหญ่ในปี 2012 โดยลงเล่นทั้งหมด 35 นัด จึงเป็นนักเตะทีมชาติอังกฤษที่หลายคนจับตามองในเวลานี้เพราะว่ามีความรวดเร็วสูง

มากทักษะ รวดเร็ว และแข็งแกร่ง ราฮีม สเตอร์ลิง ถือเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ

ด้วยวัย 20 ปี เขาย้ายมาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้จากลิเวอร์พูลเมื่อเดือนกรกฎาคม 2015 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติสโมสร นั่นยังทำให้เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษที่มีค่าตัวแพงที่สุดตลอดกาลด้วย

มิดฟิลด์ตัวรุกรายนี้เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส เขาเกิดที่จาไมก้า ก่อนที่จะย้ายมาอยู่ในอังกฤษด้วยอายุ 7 ขวบ และก็ได้ฝึกฝนทักษะลูกหนังที่ลอฟตัส โร้ดอยู่ 7 ปี ซึ่งในช่วงนั้นเขาก็ได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดยู-16 ด้วย

ปี 2010 เขาย้ายมายังเมอร์ซี่ยไซด์ ที่ซึ่งเขาได้สร้างชื่อขึ้นมาในระดับประเทศ จากนั้นด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมก็ทำให้เขาได้รับรางวัลโกลเด้น บอย ในปี 2014 ซึ่งเป็นรางวัลที่สื่อมวลชนจะมอบให้กับนักเตะอายุต่ำกว่า 21 ปีทั่วทั้งทวีปยุโรป

ที่แอนฟิลด์นั้นสเตอร์ลิงกลายเป็นนักเตะลิเวอร์พูลอายุน้อยที่สุดที่ติดทีมชาติ เขาประเดิมสนามกับทีมหงส์แดงในฐานะตัวสำรองในเกมกับวีแกน เมื่อเดือนมีนาคม 2012 ด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น

เกมแรกในระดับชุดใหญ่ที่เขาลงเป็นตัวจริงคือเกมเจอกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในเดือนสิงหาคม และเขาก็ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี จนกระทั่งแย่งตำแหน่งจากนักเตะในทีมที่มีประสบการณ์มากกว่าได้

เขาเป็นนักเตะคนสำคัญที่เกือบทำให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้พลาดแชมป์ในฤดูกาล 2013/14 โดยสเตอร์ลิงทำประตูได้ในเกมพบกับทีมของ มานูเอล เปเญกรินี่ ซึ่งเกมนั้นลิเวอร์พูลชนะไป 3-2

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็พัฒนาฝีเท้าตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งกลายเป็นดาวดังทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ และการย้ายมายังแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในครั้งนี้ เขาก็มาพร้อมกับความหวังในการไล่ล่าถ้วยแชมป์กับสโมสร

 

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

พาไปเช็กประวัติของ แจ็ค กรีลิช กองกลางตัวเก่งชาวอังกฤษป้ายแดงของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ย้ายจากวิลล่า ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ชื่อเต็ม : แจ็ค ปีเตอร์ กรีลิช

เกิด : 10 กันยายน 1995

อายุ : 25 ปี

ตำแหน่ง : ปีก, มิดฟิลด์ตัวรุก

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

ทุกคนในครอบครัว “กรีลิช” ต่างมี แอสตัน วิลล่า เป็นสโมสรโปรดกันทุกคน นั่นทำให้เจ้าหนู แจ็ค กรีลิช เป็นสาวกสิงห์ผยองไปโดยปริยาย และได้รับโอกาสเข้าสู่อคาเดมี่ของ แอสตัน วิลล่า

ตั้งแต่อายุแค่ 6 ขวบ เมื่อได้เข้าสู่อะคาเดมี่ กรีลิชค่อยๆพัฒนาฝีเท้า และยกระดับตัวเองขึ้นมาตามรุ่นอายุอย่างต่อเนื่อง จนได้มีชื่อในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น โดยเป็น

ตัวสำรองในเกมที่พ่าย เชลซี 2-4 เมื่อเดือนมี.ค. 2012 แต่ไม่ได้ลงสนาม ต่อมา กรีลิชมีผลงานโดดเด่นกับทีมเยาวชน ในรายการ NextGen Series ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ลูกหนังรุ่นยู-19 ที่มี

สโมสรดังจากทั่วยุโรป 24 ทีม มาร่วมวงฟาดแข้ง ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส, เชลซี, บาร์เซโลน่า, ดอร์ทมุนด์, ยูเวนตุส, เปแอสเช, อินเตอร์ มิลาน ฯลฯ ซึ่ง กรีลิช ช่วยให้ แอ

สตัน วิลล่า ผงาดครองแชมป์ได้อย่างเซอร์ไพรส์ในซีซั่น 2012-2013 เมื่อฝีเท้าเริ่มแกร่งกล้าในระดับหนึ่งแล้ว วิลล่าปล่อยให้ กรีลิช ไปเสริมกระดูกกับ นอตต์ เคาน์ตี้ ทีมในระดับลีกวัน ด้วย

สัญญายืมตัว ในฤดูกาล 2013-2014 ซึ่ง กรีลิช ได้ลงเล่นถึง 37 นัด ยิงได้ 5 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ไม่เลวเลยสำหรับแข้งดาวรุ่งวัย 19 ปีอย่างเขา

หลังกลับมาจาก น็อตต์ เคาน์ตี้ กรีลิชได้ลงสนามให้กับ แอสตัน วิลล่า อยู่เป็นระยะ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวหลักของทีม จนกระทั่งในซีซั่น 2016-2017 วิลล่าตกชั้นลงไปเล่นลีกแชมเปี้ยนชิพ

ทำให้สโมสรต้องปล่อยผู้เล่นซีเนียร์ออกจากทีมหลายรายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของทีม นั่นเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งอย่าง กรีลิช ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ จนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ

ของทีมสิงห์ผยองในเวลาต่อมา แอสตัน วิลล่า วนเวียนในลีกแชมเปี้ยนชิพ 3 ฤดูกาล ในที่สุด กรีลิช ก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยพาทีมคัมแบ็กกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ในฤดูกาล 2019-

2020 และ กรีลิช ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของทีม โดยทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยให้วิลล่ารอดตกชั้นได้สำเร็จ พร้อมกับมีข่าวออกมาเป็นระยะว่า บรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ต่างพร้อม

ทุ่มเงินเพื่อกระชากตัว กรีลิช ไปร่วมทีมตาเป็นมัน แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงอยู่สวมปลอกแขนกัปตันทีมของวิลล่าต่อไป ยิ่งทำให้แฟนบอลวิลล่าต่างปลาบปลื้มในตัวของกรีลิชมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิถีฟุตบอลและกราฟผลงานของกรีลิชที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สโมสรอย่าง แอสตัน วิลลา ดูจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับเขา และในที่สุด เดือนมิ.ย. 2021 “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ เศรษฐีแห่งพรีเมียร์ลีก ก็ทุ่มเงิน 100 ล้านปอนด์กระชากตัว กรีลิช ไปร่วมทีม

พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในลีกอังกฤษ ทำลายสถิติของ ปอล ป็อกบา ซึ่งย้ายจากยูเวนตุส มายังแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2016

ผลงานทีมชาติ

กรีลิช เกิดที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ แต่ก็มีเชื้อสายไอริชจากฝั่งคุณพ่อ นั่นทำให้เขาสามารถเลือกเล่นให้ได้ ทั้งทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติไอร์แลนด์ ในระดับเยาวชน กรีลิช ลงรับ

ใช้ทีมชาติไอร์แลนด์ ไล่ตั้งแต่ชุดยู-17 ยู-18 และยู-21 ซึ่ง มาร์ติน โอนีล กุนซือทีม “ยักษ์เขียว” ในเวลานั้น เล็งที่จะดัน กรีลิช ให้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่โดยเร็ว เพื่อกันท่าสมาคมฟุตบอล

อังกฤษที่จับตาดูฟอร์มของ กรีลิช อย่างใกล้ชิดอยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ค. 2015 กุนซือมาร์ติน โอนีล เผยว่า กรีลิช ปฏิเสธการถูกเรียกตัวติดทีมชาติไอร์แลนด์ชุดใหญ่ ซึ่งต่อมา

รอย ฮอดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นก็ได้พูดคุยกรีลิช จนในที่สุด ดาวรุ่งจากแอสตัน วิลล่า ก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาสวมยูนิฟอร์มทีม “สิงโตคำราม” แทน

กรีลิชเริ่มเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ในชุดยู-21 เมื่อเดือนพ.ค. 2016 ก่อนจะช่วยพาทีมคว้าแชมป์ “ตูลง ทัวร์นาเมนต์ 2016” ด้วยการปราบเจ้าภาพ ฝรั่งเศส 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่ง

เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีที่อังกฤษได้แชมป์รายการนี้ โดยแข้งอังกฤษชุดนั้นที่กลายเป็นแข้งดัง

ในเวลาต่อมา ได้แก่ จอร์แดน พิคฟอร์ด, ร็อบ โฮลดิ้ง, เจมส์ วอร์ด พราวส์, รูเบน ลอฟตัส ชีค, นาธาน เรดมอนด์ และเบน ชิลเวลล์

กระทั่งเดือนส.ค. 2020 กรีลิชก็มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ก่อนจะได้ลงประเดิมสนามให้กับทัพสิงโตคำราม ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ที่เสมอกับ เดนมาร์ก 0-0 เมื่อวันที่

8 ก.ย. 2020 ซึ่งหลังจากนั้น กรีลิช ก็มีชื่อติดโผทีมชาติอังกฤษมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในขุนพลสิงโตคำราม ชุดรองแชมป์ยูโร 2020

 

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค

กองหลังที่ดีที่สุดของโลกเวลานี้ต้องยกให้ ปราการหลังชาวดัตช์ Virgil Van Dijk เจ้าของรางวัล PFA หรือ Player of the Year “นักเตะยอดเยี่ยมประจำพรีเมียร์ลีก” ประจำฤดูกาล 2018-2019 พร้อมกับครองสถิติกองหลังค่าตัวแพงสุดในโลกขณะนี้

เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค เกิดเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 1991 ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมือง เบรด้า  ทำให้เขาเป็นคนเนเธอร์แลนด์ตั้งแต่เกิด  โดยพ่อของเขาเป็นคนดัตช์ ส่วนคุณแม่เป็นคนจากประเทศซูรินาม ประเทศบริเวณทวีป อเมริกาใต้ ทำให้เขามีเชื้อสาย ซูรินาม จากคุณแม่

ฟาน ไดจ์ค เป็นคนที่ต้องการจะเป็นนักฟุตบอลระดับอาชีพมากๆ นอกจากจะทำงานเสริมในช่วงที่ยังไม่เป็นนักบอลอาชีพ แต่หลังเลิกงานเสริม ฟาน ไดจ์ค จะไปฝึกเล่นบอลทุกวัน ก่อนที่จะได้

เข้าสู่ศูนย์ฝึกของทางสโมสร  วิลเลี่ยม ทเว ทู ในปี 2009-2010 ก่อนที่จะเข้าสู่เส้นทางนักเตะอาชีพ กับสโมสรแรกในชีวิต

หลังจากปราการหลังชาวดัตช์ลายนี้เข้าสู่ศูนย์เยาวชน วิลเลี่ยม ทเว ทู เพียงปีเดียวก็ได้ย้ายมาเซ็นสัญญานักเตะอาชีพ กับทางสโมสร โกรนิงเก้น (Groningen) ปี 2010 ก่อนที่จะมีโอกาส

2011 ลงเล่นในฐานะนักเตะตัวสำรอง   นาทีที่ 72 ของเกมการแข่งขัน

เวอร์จิล ลงเล่นกับ โกรนิงเก้น เพียง 2 ฤดูกาล ก่อนที่จะถูก กลาสโกว์ เซลติก กระชากตัวไปบัญชาแนวหลัง ด้วยค่าตัวเพียง 2.6 ล้านปอนด์ ในวันที่ 21 มิถุนายน 2013 พร้อมเซ็นสัญญานานถึง 4 ปี

ลงประเดิมเกมแรกให้กับทางสโมสร

วันที่ 17 สิงหาคม 2013 และอีกครั้งที่ได้ประเดิมสนามกับสังกัดใหม่ด้วยฐานะตัวสำรอง โดยเขาได้ลงเล่น 13 นาทีสุดท้าย กับเกมที่ เซลติก เอาชนะ อ

เบอร์ดีน ไป 2-0 ก่อนที่เกมถัดมา ฟาน ไดจ์ค ได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงกับเกมที่ เซลติก ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของ อินเวอร์เนสส์ ก่อนที่ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยผลเสมอ 2-2

ประตูแรกของ ฟาน ไดจ์ค กับ เซลติก เกิดขึ้นวันที่ 9 พฤศจิกายน 2013 ภายในสีเสื้อของ เซลติก เขาโหม่งทำประตู ช่วยให้ต้นสังกัดเอาชนะ รอสส์ เคาน์ตี้ ไปด้วยจำนวนประตู 4-1 ก่อนที่จะ

ฟอร์มเข้าฟัก มาทำประตูสุดสวยได้อีกครั้งในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นโซโล่ลากบอลขึ้นไปเดี่ยวๆ ก่อนที่จะทำประตูได้สำเร็จ ก่อนที่จะพาทีมเอาชนะ เซนต์ จอห์นสโตน ไปได้ เพียงฤดูกาลเดียว

เท่านั้น ปราการหลังชาวดัตช์ รายนี้ก็ก้าวขึ้นไปติดทีมยอดเยี่ยมของ ลีก สก็อตแลนด์ ทันที

ต่อมาในฤดูกาลที่สองกับ กลาส โกว์ เซลติก ฟาน ไดจ์ค กลายเป็นตัวหลักของทีมอย่างเต็มตัวในฤดูกาลนี้ ในฤดูกาลนี้เขาได้มีโอกาสพบเจอกับยอดทีมของยุโรปมากมาย โดยเฉพาะในศึก

ยูโรป้า ลีก ในเกมที่เขาพบกับอินเตอร์ มิลาน เขาถูกไล่ออกตั้งแต่นาทีที่ 36 ของเกมนั้น จนทำให้ทีมพ่ายแพ้ไป ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

เขาลงเล่นให้กับทาง เซลติก ถึง 2 ฤดูกาล คือ ฤดูกาล 2013-2014 และฤดูกาล 2014-2015 เล่นไปด้วยกัน 115 รวมทุกรายการกับ เซลติก พร้อมกับคว้าแชมป์และประสบความสำเร็จกับเซลติก ดังนี้

– สกอตติชพรีเมียร์ชิป (Scottish Premiership) : ฤดูกาล 2013-14, 2014-15

– สกอตติช ลีก คัพ (Scottish League Cup) : ฤดูกาล 2014-15

หลังจาก ฟาน ไดจ์ค ประสบความสำเร็จอย่างมากมายกับ กลาสโกว์ เซลติก แต่ในปีต่อมาฤดูกาล 2015-2016 หลังจาก เซลติก พ่ายแพ้และตกรอบคัดเลือก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ทาง

นักเตะได้ออกมาพูดถึงอนาคตของตัวเอง และเปิดโอกาสที่จะไปลงเล่นสโมสรอื่นบนทวีปยุโรป เพื่อหาประสบการณ์และพัฒนาฝีเท้าให้ดียิ่งขึ้น

และแล้ววันแห่งการเปลี่ยนแปลงในเส้นทางชีวิต รวมถึงการเดินทางใหม่ๆ บนเส้นทางนักฟุตบอลของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค ก็เดินทางมาถึง วันที่ 1 กันยายน 2015 ยอดกองหลังรายนี้

ตัดสินใจเซ็นสัญญา 5 ปี กับเจ้านักบุญ เซาแธมป์ตัน ภายใต้การคุมทีมของ โรนัลด์ คูมัน ด้วยค่าตัวกว่า 13 ล้านปอนด์

ฟาน ไดจ์ค ได้ออกสตาร์ทลงเป็นตัวจริงครั้งแรกวันที่ 12 กันยายน 2015 โดยพบกับ เวสต์บรอมวิช อัลเบียน ผลสกอร์เสมอ 0-0 แต่เพียงสองสัปดาห์ต่อมาเท่านั้น เขาก็สามารถทำประตูแรกบนเวทีพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ด้วยการโหม่งทำประตูจากลูกตั้งเตะ ช่วยให้ทีมเอาชนะ สวอนซี ซิตี้

ไปได้ 3-1     ต่อมาได้รับตำแหน่งตัวจริงจาก เซาท์แธมป์ตัน พร้อมกับสัญญาใหม่ในเดือน พฤษภาคม ปี 2016 จาก “นักบุญ” ยาวกว่า 6 ปีเลยทีเดียว

รับบทบาทกัปตันทีมของทัพนักบุญ

ฤดูกาลที่สอง 2016-2017 กับเซาแธมป์ตัน ทาง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค  ได้รับบทบาทสำคัญมากขึ้นบนเวทีพรีเมียร์ลีก ด้วยการสวมปลอกแขนกัปตันทีม หลังจากการย้ายไปของกัปตันทีมคนเก่า

โชเซ่ ฟอนเต้ และนับว่าเป็นฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จมากๆ จนทำให้ทีมยักษ์ทั่วยุโรปต้องการดึงตัวไปร่วมทัพมากมาย โดยเฉพาะคู่แข่งร่วมลีกอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล

แต่ด้วยการที่ลิเวอร์พูลประการความสนใจมากจนเกินไป ทำให้ถูกทาง เซาแธมป์ตัน เกิดความ

ไม่พอใจสุดๆ จนลิเวอร์พูล ต้องออกมาขอโทษทางสโมสรเซาแธมป์ตัน และสัญญาว่าจะไม่ดึง ฟาน ไดจ์ค ในฤดูกาลนี้ แต่ทาง ฟาน ไดจ์ค เองก็ยังคงแสดงความปรารถนา ที่จะย้ายสโมสรอยู่เช่นเดิม

 

 

 

ณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์

ณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์

รามณรงค์ เสวกวิหารี

ณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์

ประวัติ ณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์

ณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์ ได้เหรียญเงินจากการแข่งขันซีเกมส์ 2003 ที่ประเทศเวียดนาม และได้อันดับ 15 จาก การแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2010 ที่กว่างโจว ประเทศจีน และวันที่

19 มกราคม พ.ศ. 2555 เธอได้เข้าแข่งขันรายการเอเชียนแชมเปี้ยนชิพครั้งที่ 12 ณ กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ที่ซึ่งเธอทำคะแนนได้ 784.3 คะแนนโดยเป็นอันดับ 5 ถัดจากคิม จัง-มี และได้รับ

โควตาเข้าแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012

ณภัสวรรณเป็นหนึ่งในนัก กีฬาทีมชาติ ไทยเพียงไม่กี่รายที่เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน 2012 โดยเธอเริ่มฝึกซ้อมในสนามจริงตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งเป็นสนามที่ทำ

การยิงได้ค่อนข้างยากเนื่องด้วยเป็นสนามเต็นท์ ที่อาจมีลมเข้ามา และมีอากาศหนาว โดยณภัสวรรณได้เข้าแข่งขันในประเภทปืนสั้นอัดลมระยะ 10 เมตรหญิงในวันที่ 29 กรกฎาคม

ที่ซึ่งเธอทำคะแนนรวมได้ 370 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 41 [15][16] จากผู้เข้าแข่งขันที่มีอยู่ทั้งหมด 49 คน รวมถึงในรายการปืนสั้นระยะ 25 เมตรหญิงที่มีการแข่ง ณ วันที่ 1 สิงหาคม

โดยเธอทำคะแนนได้ 566 คะแนน และอยู่ในอันดับที่ 36

ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 สมาคมกีฬายิงปืนแห่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการ ไอเอสเอสเอฟเวิลด์คัพไฟนอล ซึ่งณภัสวรรณ หย่างไพบูลย์ เป็นนักกีฬา

ได้รับโควตาเข้าแข่งขันปืนสั้นมาตรฐานสตรีในฐานะเจ้าภาพ วันที่ 9 ธันวาคม ณภัสวรรณเข้าแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 41 ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในประเภทปืนสั้นสตรี บุคคลหญิง

โดยเธอเป็นผู้รับรางวัลเหรียญทอง ด้วยคะแนน 776.6 คะแนน

นักกีฬายิงปืนสาวไทยยอมรับการทำหน้าที่ถือธงชาติไทยเดินนำขบวนพาเหรดนักกีฬาไทยเข้าพิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ทำให้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าลงสนามแข่ง เพราะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้

“เอิน”นักกีฬายิงปืนทีมชาติไทยชุดโอลิมปิกเกมส์โตเกียว 2020 เปิดเผยความรู้สึกหลังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ถือธงชาติไทยนำขบวนพาเหรดทัพนักกีฬาไทยเข้าสู่พิธีเปิดการแข่งขัน ร่วมกับ “แซม” เศวต เศรษฐาภรณ์ นักกีฬายิงเป้าบินชายทีมชาติไทย วัย 58 ปี ในช่วงค่ำวันที่ 23 กรกฎาคมนี้

ทันทีที่ได้รับการแจ้งว่าหัวหน้านักกีฬา คุณธนา ไชยประสิทธิ์ ได้พิจารณาเห็นชอบให้ตนได้ทำหน้าที่ถือธงชาติไทยเข้าสู่พิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ยอมรับว่าตกใจและอึ้งๆอยู่เหมือนกัน ไม่คิดฝันมาก่อนว่าตนจะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่อันทรงเกียรตินี้ เพราะคิดว่ายังมีนักกีฬาที่มีความสามารถและมีคุณสมบัติที่ดีเหมาะสมกับหน้าที่นี้มากกว่า แต่เนื่องจากนักกีฬาหลายคนมีภารกิจในการแข่งขันในวันที่ 24 กรกฎาคมทำให้การเข้าร่วมพิธีเปิดอาจจะกระทบกับการแข่งขัน ในขณะที่ตนไม่มีโปรแกรมแข่งขันในวันที่ 24 กรกฎาคม จึงได้รับการพิจารณาให้ทำหน้าที่ดังกล่าว

ณภัสวรรณ กล่าวว่า “ดีใจและภูมิใจมากที่ได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ถือธงชาติเดินนำขบวนพาเหรดนักกีฬาไทยเข้าสู่พิธีเปิดโอลิมปิกเกมส์ที่เป็นมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ของโลกซึ่งจัดแข่งขัน 1 ครั้งใน 4 ปี ยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่พอในช่วงต้องทำหน้าที่คิดว่าคงจะตื่นเต้นไม่น้อยแน่ๆ และคงตื่นเต้นยิ่งกว่าลงสนามแข่งขันเสียอีก เพราะนี่เป็นครั้งแรกในชีวิตนับตั้งแต่เป็นนักกีฬาก็เพิ่งจะเคยทำหน้าที่ถือธงเดินนำขบวนพาเหรด สมัยเด็กๆ กีฬาสีหรือกีฬาอะไรก็ไม่เคยทำหน้าที่นี้เลย ตอนโอลิมปิกเกมส์ 2012 ที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ แค่ได้เข้าร่วมเดินในขบวนพาเหรดของนักกีฬาไทยยังรู้สึกตื่นเต้นกับความยิ่งใหญ่และบรรยากาศต่างๆ แต่ครั้งนี้ต้องถือธงนำหน้าขบวนก็ยิ่งตื่นเต้นมากแน่ๆ แต่เอินก็จะทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด เพื่อเกียรติยศศักดิ์ศรีของทีมนักกีฬาไทยและประเทศไทย และวันนั้นพ่อแม่และครอบครัวก็จะได้เห็นภาพพิธีเปิดการแข่งขันผ่านการถ่ายทอดสดด้วย”

ส่วนความพร้อมและเป้าหมายในการแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ณภัสวรรณ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้พยายามฝึกซ้อมและปรับแก้ไขเสริมจุดแข็งด้านเทคนิคต่างๆให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น มาถึงวันนี้ก็ค่อนข้างพร้อมมากกับการแข่งขัน ไม่มีความกังวลอะไร โดยเป้าหมายอยู่ที่การพยายามเข้ารอบชิงชนะเลิศ 8 คนสุดท้ายให้ได้ในการยิงปืนสั้นสตรี ระยะ 25 เมตร ซึ่งเป็นรายการที่ถนัด ส่วนการคว้าเหรียญรางวัลแน่นอนว่าลึกๆ ก็อยากได้แต่ก็ยอมรับว่านักกีฬายิงปืนในโอลิมปิกเกมส์มือระดับโลกเก่งๆมากันเยอะ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็จะพยายามทำให้ดีที่สุด

สำหรับ มีโปรแกรมจะลงแข่งขันยิงปืนสั้น 2 รายการ เริ่มจาก ปืนสั้นอัดลมหญิง ระยะ 10 เมตร รอบคัดเลือกจะแข่งขันวันที่ 25 กรกฎาคม เริ่มเวลา 09.00 น. จากนั้นจะลงแข่งขันปืนสั้นสตรี ระยะ 25 เมตร ในวันที่ 29 กรกฎาคม ซึ่งจะเป็นรอบคัดเลือก เริ่มเวลา 09.00 น. และรอบชิงชนะเลิศจะมีขึ้นวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.