วีรภัฎ ปิฏกานนท์

วีรภัฎ ปิฏกานนท์

วีรภัฎ ปิฏกานนท์

วีรภัฎ ปิฏกานนท์

นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติไทย ละอ่อนเชียงใหม่ “เจ้าบอม วีรภัฎ” เฮ ฝรั่งเศสเปิดสนามแข่งขี่ม้าอีเว้นติ้งสัปดาห์หน้า สองนักขี่ม้าทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก”โตเกียวเกมส์” บอม-วีรภัฎ ปีฏกานนท์

และกรธวัช สำราญ เตรียมลงสนามแข่งรายการที่ฝรั่งเศส หลังจากที่ติดโควิดทุกอีเว้นต์ยกเลิกการแข่งขัน ”บอม” เผย เป็นการควอลิฟายม้าสำรองรายการแรกของตน ในขณะที่ ”นัท-กรธวัช” นั้นควอลิฟายม้าสำรองแล้วตั้งแต่ปีที่แล้ว

“บอม” วีรภัฎ ปีฏกานนท์ นักกีฬาขี่ม้าทีมชาติชุดโอลิมปิก ” โตเกียวเกมส์”  ที่เดินทางไปฝึกซ้อมและแข่งขันควอลิฟายม้าสำรอง ”โตเกียวเกมส์” พร้อมกับรุ่นน้องร่วมทีม ”นัท” กรธวัช

สำราญ ที่ประเทศฝรั่งเศส ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา เปิดเผยว่า หลังจากที่เดินทางมาถึงประเทศฝรั่งเศส เพื่อเตรียมแข่ง แต่ปรากฏว่าเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผล

ให้การแข่งขันทุกรายการถูกยกเลิก ตนและกรธวัชจึงได้แต่ฝึกซ้อมอยู่ที่คอก ไม่สามารถออกไปไหนได้

จนกระทั่งสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ที่ฝรั่งเศสสามารถควบคุมการแพร่ระบาดมากขึ้น เริ่มมีการปลดล็อกให้กลับมาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ รวมถึงการแข่งขันตามที่สหพันธ์ขี่ม้านานาชาติประกาศไว้

ว่าจะให้กลับมาแข่งได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม แต่เป็นการแข่งขันที่ไม่มีการค้างคืน นักกีฬาแข่งเสร็จต้องเดินทางกลับทันที ไม่มีการรับรางวัล ประเทศฝรั่งเศสจึงเริ่มจัดการแข่งขันรายการแรก

ในสัปดาห์หน้า เป็นการแข่งขันอีเวนติ้ง cci 3 star shot โดยแข่งที่ jardy ใกล้กับปารีส ซึ่งใช้เวลาเดินทางจากคอกที่ตนอยู่ประมาณ 2-3 ชม. จึงสามารถขนม้าไปกลับได้โดยไม่ต้องนำม้าไปพักไว้ที่คอกของสนามแข่งขัน

”รายการนี้เป็นแมตช์อินเตอร์รายการแรกในรอบปีของฝรั่งเศส ค่อนข้างตื่นเต้น เพราะห่างหายจากการแข่งขันมานานเกือบ 4 เดือน ที่เราต้องซ้อมเพียงอย่างเดียว พอกลับมาแข่งตื่นเต้นเล็ก

น้อย แต่ต้องแข่งอย่างรอบคอบ ประมาทไม่ได้ เพราะเป็นการแข่งควอลิฟายม้าสำรองรายการแรกของผม ส่วนนัทนั้นควอลิฟายม้าสำรองเรียบร้อยแล้ว เหลือผมกับมิ้นที่ยังไม่ควอลิฟาย และ

ต้องมาควอลิฟายให้จบภายในปีนี้ หรือต้นปีหน้าตามรายการที่จัดให้มีการแข่งขัน โดยผมกับนัทจะขี่ม้า 2 ตามระเบียบที่กำหนดไว้ว่า จะแข่งได้คนละไม่เกิน 2 ตัว เราก็ต้องแข่งให้ครบเพื่อเอาม้าที่ทำผลงานดีที่สุด เพื่อเป็นม้าสำรองในโอลิมปิก” วีรภัฎ กล่าว

โดยนักกีฬาไทย ที่ได้โควตาด่านแรก ในประเภททีมอีเว้นติ้ง ประกอบด้วย “มิ้น” อาริย์ณัฏฐา ชวตานนท์ (ม้าโบลีนบาว์น ปรินซ์), “นัท” กรธวัช สำราญ (ม้าลูมมินอส), “บอมบ์” วีรภัฎ ปิฏก

านนท์ (ม้าชาโต เดอ แวร์ซาย) และ “กั๊ม” ศุภณัฐ วรรณกุล (ม้าซาร์ ออฟ เฮอร์ ดรีมส์) มีนักกีฬาขี่ม้าลูกหลานคนเมืองจาก เชียงใหม่ 2 คน ที่ติดเป็นทีมชาติมี น้องบอมบ์-วีรภัฏ และ น้องกั้ม-ศุภณัฐ

กระทั่งการรวมตัวกันของ 4 นักกีฬาขี่ม้าต่างคน ต่างที่มา แต่มีความฝันเดียวกัน คือ จะขอพาธงชาติไทยไปโบกสะบัดในสนามแข่งขันโตเกียว เกมส์ ให้ได้ 

แม้จะต้องเสียสละชีวิตส่วนตัว หน้าที่การงาน ออกเดินทางจากบ้านเกิดประเทศไทย ไปเก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ในฝรั่งเศส ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อทำผลงานเก็บคะแนน จนในที่สุด ผลแห่งความทุ่มเท การต่อสู้ที่ไม่เคยย่อท้อ ก็สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ ทีมขี่ม้าอีเวนท์ติ้งไทย ได้สิทธิ์ไปลุยโอลิมปิก เกมส์ เป็นครั้งแรก 

หากเขียนถึง “ขี่ม้าระดับนานาชาติ” หลายคนพอคุ้นหูอยู่บ้างจากยุคหนึ่งที่ “ปูไข่” พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ กวาดความสำเร็จในระดับอาเซียนและเอเชีย ก่อนสร้างชื่อเป็น จ๊อกกี้คนแรกของไทย ที่คว้าโควต้าไปลุยโอลิมปิก ได้สำเร็จ ในปี 2004

8 ปีต่อมา “รุจิราภรณ์ ลิเกิ้น ล่ำซำ” นักกีฬาขี่ม้าหญิงลูกครึ่งไทย-อเมริกัน เจ้าของเหรียญเงินเอเชียน เกมส์ 2010 เดินตามรอย “ปูไข่” ได้สิทธิ์ไปลุย ลอนดอน เกมส์ 2012  

อย่างไรก็ดี ทั้ง พงษ์สิรี และรุจิราภรณ์ ต่างลงแข่งในประเภทบุคคล เท่ากับว่าใน “ประเภททีม” ไทย ยังไม่เคยไปถึง โอลิมปิก เกมส์ แม้ที่ผ่านมา ทีมขี่ม้าอีเวนท์ติ้งไทย จะมีผลงานที่จับได้ในระดับเอเชียอยู่บ้าง ผ่านการเปลี่ยนแปลงไลน์อัพมาหลายครั้ง แต่ยังไม่บรรลุความฝันสักที

จนเมื่อเข้าสู่ฤดูกาลคัดเลือก โตเกียว เกมส์ “สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทยฯ” ภายใต้การบริหารของ มิสเตอร์ฮาราลด์ ลิงค์ นายกสมาคมฯ ชาวเยอรมันหัวใจไทยแท้ จึงได้ฟอร์มทีมอีเวนท์ติ้งใหม่ ประกอบด้วย 4 นักกีฬา 4 สไตล์ ที่มีเป้าหมายและแพชชั่นเดียวกัน คือ อยากไปสัมผัส “โอลิมปิก เกมส์”

คนแรก “บอมบ์” วีรภัฎ ปิฏกานนท์ จ๊อกกี้มือเก๋าที่ติดทีมชาติไทยมาเกือบ 20 ปี อยู่ในชุดเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ 2010 แม้ปัจจุบันจะมีครอบครัว มีกิจการธุรกิจต้องดูแล แต่เขาก็ยังไม่คิดที่จะรีไทร์ เพราะอยากทำฝันให้เป็นจริง 

 

ณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์

ณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์

ณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์

ณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์

โอ๊ต-ณัฐพงษ์ โพธิ์นพรัตน์ คือ นักวินด์เซิร์ฟทีมชาติไทย ที่ตั๋วผ่าน เข้าสู่รอบ มหกีฬาที่ยิ่งใหญ่สุดของโลก ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน

 

หลังจากเมื่อปี 2016 ณัฐพงษ์ เคยมีโอกาสไปโต้คลื่นในโอลิมปิก เกมส์ ที่บราซิล มาแล้ว แม้ต้องพบกับความผิดหวัง ไม่เป็นดั่งใจ แต่เขาก็พร้อมที่ไปพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งในโตเกียว เกมส์ โดยมีท้องฟ้าและผืนน้ำเป็นพยาน 

ย้อนกลับไปในช่วงวัยเด็ก ณัฐพงษ์ เติบโตมากับชายทะเลของเมืองพัทยา ชลบุรี โชคชะตาดลใจให้เขามีโอกาสเห็น นักกีฬา วินด์เซิร์ฟทีมชาติไทย เก็บตัวฝึกซ้อมบริเวณหาดจอมเทียนซึ่งอยู่ใกล้บ้าน 

ภาพการเล่นเรือของยอดฝีมือชาวไทย ถูกฉายให้ณัฐพงษ์เห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดความคิดขึ้นในหัวว่า ทำไมไม่ลองเล่นวินด์เซิร์ฟดูบ้าง

ในวัย 12 ปี ณัฐพงษ์เริ่มต้นไปยืนอยู่บนกระดาน จับที่บังคับใบเรือเพื่อโต้คลื่นตามความฝัน แต่สิ่งเดียวที่เขาได้รับจากการเล่นวินด์เซิร์ฟ คือร่วงตกน้ำ 

ณัฐพงษ์ ไม่ได้ย่อท้อต่ออุปสรรค เขายอมรับว่าร่างกายของเด็ก กล้ามเนื้อที่ยังไม่แข็งแรง ไม่มีทางจะเล่นกีฬานี้ให้เก่งในพริบตา หนุ่มน้อยคนนี้ทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง ถึงจะใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ในที่สุดเขาก็สามารถล่องวินด์เซิร์ฟเหนือผืนน้ำได้สำเร็จ

ตอนแรก ณัฐพงษ์ ตั้งใจว่าจะเล่นวินด์เซิร์ฟเพื่อความสนุก แต่ภายในเวลาไม่ถึงปี เขาเกิดความคิดอยากลงแข่งขันเพื่อวัดศักยภาพของตัวเอง

ด้วยความเป็นเด็ก ณัฐพงษ์ ไม่ชนะการแข่งขันบ่อยนัก แต่ยิ่งแพ้มากเท่าไหร่ เขาต้องการชัยชนะมากเท่านั้น ณัฐพงษ์ในวัยที่ชื่อนำหน้าเป็นเด็กชาย จึงทุ่มเทอย่างหนัก กับการฝึกซ้อม จนเขาได้รับรางวัลที่คู่ควร คือการเป็นนักกีฬาวินด์เซิร์ฟทีมชาติไทย ด้วยวัยเพียง 15 ปี

อย่างไรก็ตาม เพราะต้องโฟกัสให้กับการเรียนหนังสือ กว่าณัฐพงษ์จะเริ่มแข่งขันจริงจัง ในฐานะนักกีฬาทีมชาติ เขาต้องรอจนตัวเองจบการศึกษาระดับมัธยม  เมื่อเข้าระดับมหาวิทยาลัย สามารถจัดการตารางเวลาชีวิตได้ง่ายขึ้น ทำให้เขามีเวลาไปฝึกซ้อม และแข่งขัน เพื่อพัฒนาฝีมือ เก็บประสบการณ์ 

ภายในเวลาอันสั้น ณัฐพงษ์กลายเป็นนักวินด์เซิร์ฟที่มีฝีมือ เดินทางไปแข่งขันรายการทั่วโลก และมีผลงานโดดเด่นในนามทีมชาติ จากการคว้าเหรียญทองซีเกมส์หลายสมัย (ปัจจุบันรวม 4 สมัย) และเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ จากการแข่งขัน เมื่อปี 2014 ที่ ประเทศเกาหลีใต้

ความสำเร็จเหล่านั้น เป็นใบเบิกทางให้ณัฐพงษ์ เป็นตัวแทนประเทศไทย ลงแข่งขันในรอบคัดเลือกเพื่อไปโอลิมปิก 2016 และเขาสามารถคว้าตั๋วไปแข่งขันที่ประเทศบราซิลได้สำเร็จ

ณัฐพงษ์ต้องเจอบททดสอบของจริงในเวทีโลก เพราะโอลิมปิกจัดสถานที่แข่งขันวินด์เซิร์ฟให้ล่องเรือในอ่าว ซึ่งเป็นทะเลแบบปิด แตกต่างจากทะเลเปิดปกติ อันเป็นสังเวียนที่ณัฐพงษ์คุ้นเคยเป็นอย่างดี

บวกกับความอ่อนประสบการณ์ในสนามแบบนี้ ผลงานของเขาจึงไม่เป็นไปตามที่หวัง จบอันดับที่ 29 ของการแข่งขันเท่านั้น

ความพ่ายแพ้ในโอลิมปิก เป็นบทเรียน และแรงผลักดันสำคัญให้กับนักแล่นเรือรายนี้ เขาตั้งใจว่าจะต้องกลับไปโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแก้มือจากความล้มเหลวในอดีต

หากแต่หลังจากโอลิมปิก 2016 เป็นต้นมา กราฟต์การเป็นนักกีฬาของณัฐพงศ์กลับพุ่งตกลง เขาไปแข่งเอเชียนเกมส์ 2018 จบได้เพียงอันดับ 6 กลับมาโดยไม่มีรางวัลติดมือ ขณะที่ซีเกมส์อันเป็นรายการของตาย เจ้าตัวได้กลับมาแค่เหรียญเงินเท่านั้น

สิ่งเดียวที่ยึดมั่นชายหนุ่มคนนี้เอาไว้คือความหวัง เขาเชื่อตลอดว่าจะต้องมีวันของตัวเอง ดังนั้นณัฐพงศ์จึงไม่เคยหยุดฝึกซ้อม และรอให้โอกาสมาถึง เพื่อพิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

จนกระทั่งการแข่งขัน มุซซานาห์ แชมเปียนชิพ 2021 ที่มีรางวัลสำหรับผู้เป็นแชมป์ คือ สิทธิ์ไปแข่งวินด์เซิร์ฟในโอลิมปิก 2020 โอกาสของณัฐพงษ์ก็มาถึง เขาจบอันดับ 1 ในรายการนี้ คว้าตั๋วไปลุยกรุงโตเกียวได้ในที่สุด

ณัฐพงษ์ ก้าวผ่านช่วงที่ย่ำแย่กลับมาผงาดอีกครั้ง โดยในโอลิมปิก ครั้งนี้เขาตั้งเป้า ขอจบใน 10 อันดับแรก ส่วนจะทำสำเร็จหรือไหมนั้น คงต้องให้เวลาเป็นผู้ให้คำตอบ 

แต่สิ่งที่เราบอกได้คือ ณัฐพงษ์ใช้ทุกช่วงเวลา ก่อนโอลิมปิก เกมส์ จะมาถึงทุ่มเทไปกับการฝึกซ้อม เพื่อทำผลงานให้ดีที่สุด กับโอกาสครั้งที่สองในมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

 

สุธิยา จิวเฉลิมมิตร

สุธิยา จิวเฉลิมมิตร

สุธิยา จิวเฉลิมมิตร

สุธิยา จิวเฉลิมมิตร

ณี-สุธิยา จิวเฉลิมมิตร นักกีฬาโอลิมปิก  ทีมชาติไทย ที่ผ่านการแข่งขันมาแล้ว 3 ครั้งและกำลังจะก้าวลงแข่งขันสมัยที่ 4 ที่โตเกียวโอลิมปิก 2021

 

ด้วยผลงานและความสำเร็จต่างๆ ในอดีตทั้งเหรียญทองซีเกมส์ 3 สมัย เหรียญทองเอเชียนเกมส์ปี 2018 เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลก 2 สนาม และก้าวขึ้นเป็นนักกีฬายิงเป้าบินอันดับหนึ่งของโลกเมื่อปี 2016 ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักกีฬาความหวังเหรียญทองในการแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวปีนี้

 

ซึ่งเป็นปีแรกที่เราได้มีโอกาสพบเจอกับเธอที่ริโอเกมส์ 2016 โอลิมปิกที่ประเทศบราซิล

 

ในวันที่เราเดินทางไปทำข่าว  การแข่งขัน  โอลิมปิกในปีนั้น นอกเหนือจากความสนุกตื่นเต้นและความวุ่นวายของเจ้าภาพรีโอเด​จาเนโร เรามีภาพจำอย่างหนึ่งจาก 5 สัปดาห์ที่อยู่ที่บราซิลคือ ณี-สุธิยา จิวเฉลิมมิตร เป็นหนึ่งในนักกีฬาที่เราไม่มีโอกาสได้พูดคุย หรือสัมภาษณ์ด้วยเท่าไรนัก

 

เนื่องจากการพบเจอนักกีฬาทีมชาติไทยที่ไทยเฮาส์ ซึ่งเป็นสถานีบริการนักกีฬาทีมชาติไทยทั้งในด้านอาหาร และความช่วยเหลือในด้านๆ ต่างทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เราจะเห็นณีเข้ามาพร้อมกับโค้ชของเธอบนสกูตเตอร์คู่ใจ แต่แทบจะไม่มีโอกาสได้พูดคุยด้วยเนื่องจากเธออยู่ในโหมดของการรักษาสมาธิระหว่างการแข่งขัน

 

ทำให้เราคาดเดาไปว่าการที่จะเดินทางไปสัมภาษณ์ณี ในเรื่องของการเตรียมพร้อมไปโอลิมปิกครั้งนี้ น่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายพอสมควรที่จะเปิดใจกับนักกีฬาที่เราไม่เคยได้สัมภาษณ์มาก่อนหน้านี้

 

แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นที่สมาคมกีฬายิงเป้าบินแห่งประเทศไทย ที่การกีฬาแห่งประเทศไทย เมื่อณีนั่งลงตรงหน้าของทีมงาน พร้อมกับการเตรียมตัวที่เป็นมืออาชีพอย่างสูง เธอมาพร้อมกับคำตอบสำหรับหลายๆ คำถามที่เราเตรียมมา และทำให้เราได้เข้าใจมากขึ้นถึงตัวตนของเธอ และกีฬายิงเป้าบินเป็นครั้งแรก

 

ณีเริ่มต้นด้วยการเล่าให้ฟังถึงช่วงอายุ 15 ปี ที่เธอตัดสินใจจะเป็นนักกีฬายิงเป้าบิน

 

“ตอนนั้นเด็กมากอายุ 15 ปี ก็ไม่ได้มี Firm Decision ขนาดนั้น แต่เราก็อยากลองพอเราเห็นรุ่นพี่ คือไม่ได้เอาชนะเขานะ แต่เราเห็นว่าก็มีสเตปนี้ที่แข่งได้ ข้อที่หนึ่ง เราแข่งได้เราจะได้แข่ง ถ้าเราแข่งได้แล้วเราได้แข่งเราก็ชนะได้ ก็แค่มองเป็นเป้าหมายระยะใกล้ไป

 

“เหมือนทำไปเรื่อยๆ ทีนี้พอพ่อแม่รู้ เขาไม่อยากให้เรามาจับปืน แล้วพ่อแม่เราก็อยู่ต่างจังหวัด เราอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว ด้วยความที่พ่อแม่เป็นนักธุรกิจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปืนผาหน้าไม้เลย เขารู้สึกว่ามันจะอันตรายหรือเปล่า กลัวเราไปทำอันตรายคนอื่นหรือเปล่า อะไรมันเกิดขึ้นได้เขาก็กลัว”

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ณีตัดสินใจเดินหน้าในเส้นทางนี้ต่อ แม้ว่าพ่อแม่จะไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก แต่สุดท้ายด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปในทางของนักกีฬา บวกกับผลงานของเธอ ก็ทำให้พ่อตัดสินใจสร้างสนามฝึกซ้อมให้ที่บ้าน

 

“ตอนนั้นยืมกระสุนคุณอา ยืมปืนผู้ใหญ่ในสมาคม ก็ยืมๆ เขามา แล้วเราแอบมาแข่ง แล้วเราก็เก็บถ้วยไว้ พอเราได้ถ้วยมาเยอะๆ เราก็เอาไปอวดแม่ ซึ่งเหมือนกับมัดมือชก พ่อเลยโอเค ถ้าอยากทำจริงๆ กีฬานี้มันลงทุนสูงด้วย สุดท้ายพ่อกับญาติก็รวมเงินกัน พ่อพาไปซื้อปืนเลยได้มีปืนเป็นของตัวเอง

 

“เราไม่ยอมกลับบ้าน ปิดเทอมแล้วก็ไม่ยอมกลับเพราะต้องซ้อม พ่อก็เลยบอกถ้าอย่างนั้นกลับมาซ้อมที่บ้านเขาก็สร้างสนามให้ เขาคิดอีกอย่างหนึ่งนะ ใครก็อยากให้ลูกกลับบ้านตอนปิดเทอม ไม่อย่างนั้นพ่อแม่จะไม่ได้เจอลูกเลย ลูกอยู่กรุงเทพฯ อย่างเดียวค่ะ

 

“เป้าหมายเราไม่ได้ต้องการทำให้พ่อแม่มายอมรับในจุดที่เราตัดสินใจ เราอาจจะอยากให้เขายอมรับว่าเราประสบความสำเร็จ คือถ้าคิดย้อนกลับไป ตอนนั้นเด็กก็ไม่ได้คิดกลั่นกรองอะไร เราก็ทำไปเรื่อยๆ แต่ถ้าย้อนกลับไป…เราก็อยากทำให้มันสำเร็จ แต่อย่างที่บอกว่าเป็นคนชอบการแข่งขันอยู่แล้ว ประเด็นหลักมันไม่ได้ที่จะพิสูจน์อะไรบางอย่าง”

 

แต่สิ่งที่เธอค้นพบเกี่ยวกับกีฬาชนิดนี้คือความแม่นยำของกีฬายิงเป้าบิน คือความพยายามตามหาความเพอร์เฟกต์มันไม่มีวันสิ้นสุด แต่สิ่งที่เราต้องทำคือเดินหน้าไล่ล่ามันให้ได้ใกล้เคียงที่สุด

 

“มันเป็นกีฬาที่ Chasing Perfection ที่มันไม่มีทางจะเจอ แต่เราต้องไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะใกล้จุดนั้น”

 

อีกหนึ่งสิ่งที่ควบคู่ไปกับความพยายามฝึกฝนให้เกิดความแม่นยำ คือการรักษาสมาธิระหว่างการแข่งขัน เพราะสำหรับกีฬายิงเป้าบินจังหวะในการทำงานของร่างกาย ต้องเดินไปพร้อมกับจังหวะของความคิด

 

“ณ เวลานั้นไม่มีใครสามารถช่วยเราได้ต่อให้ฝึกกับโค้ชมา ณ เวลาแข่งต่อให้โค้ชมาพูดอาจจะเป็นผลเสียด้วยซ้ำ มันอยู่ที่การควบคุมตัวเอง

 

“เราต้องอยู่กับงาน กับโปรเซส เราต้องอยู่กับเป้าที่เราจะยิง เราต้องอยู่ตรงนั้น แต่ความที่เราเป็นมนุษย์มันก็จะมีความโลภ ความกลัว ความโกรธ ทำไม่ได้ ทำได้ กลัวจะแพ้ นึกออกใช่ไหม มีแต้มเดียวนะ เป้าบินพอมันไประดับโลก ยังคุยกับโค้ช ตอนนี้จ้างโค้ชชาวนอร์เวย์ ก็คุยกันว่าเราไปเขียนหนังสือเกี่ยวกับเป้าเป้าหนึ่งได้เลยนะ

 

“แบบ One Target เพราะว่าเป้าหนึ่งก็แพ้ เสมอกัน ไปอีกหนึ่งก็แพ้ เป้าหนึ่งก็ชนะ มันอยู่ที่เป้า เดี๋ยวเป้านั้นมันก็เลยเวลาที่เราขึ้นไป ภายใต้ความกดดันหลักความคิดมันก็แล้วแต่จะพุ่งเข้ามา ทีนี้เราก็ต้องฝึกว่าเราจะรู้ทันมันอย่างไร ทำอย่างไรให้เราโฟกัสกับงานที่เราต้องทำ

 

“จริงๆ ความคิดคนเรา ถึงต่อให้ไม่ใช่นักกีฬานะคะ ความคิดเรามันเกิดขึ้นตลอดอยู่แล้ว บางทีเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมเรานั่งทำงานอยู่ มือก็เขียนอะไรไป แต่ฉันกลับไปคิดถึงร้านหมูย่างเกาหลี คือเรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่ว่าในกีฬาทำให้มันดูชัดเจนขึ้น ถ้าเราอยู่ดีๆ เราต้องทำอันนี้แล้วใจเราไปไหนต่อไหน ก็คือคุณแพ้กับคุณชนะ คุณเตรียมตัวมาทั้งหมดคุณพลาด ณ เวลานั้น ซึ่งมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ด้วยนะ ทีนี้เราก็ต้องไปฝึกให้เราพัฒนาของเราตรงนี้”

 

ในช่วงท้ายเรามีโอกาสได้ถามคำถามคาใจถึงโอลิมปิกปี 2016 ว่าด้วยเหตุใดเธอจึงไม่ได้พูดคุยกับสื่อมวลชนระหว่างที่ทำการแข่งขันเลย ซึ่งณียอมรับว่าตอนนั้นเธออยู่ในช่วงของการรักษาสมาธิเพื่อการแข่งขัน

 

“ตอนนั้นอย่างที่บอกว่าพิ่งได้เริ่มทำงานกับอาจารย์จิตวิทยา พิชิต เมืองนาโพธิ์ เทคนิคด้านจิตใจความคิดก็ยังไม่ Set in ด้วยแหละ มันเหมือนเพิ่งเริ่มทำแล้วมันเป็นอะไรที่แปลกใหม่ เป็นอะไรที่เราเห็นด้วยอย่างมาก แต่ว่าการที่จะฝึกจิตใจของคนคนหนึ่งมันทำไม่ได้หรอกในหนึ่งปี ต่อให้เราฝึกฝนเข้มข้นขนาดไหน

 

“เราเข้าใจปรัชญาของเขาทั้งหมด คือเขาเป็นคนที่เน้นปรัชญาโอลิมปิก คือ Olympicsm เราเข้าใจทั้งหมดแต่ว่าก็ยังไม่เป็นเรา เพราะฉะนั้นเวลาไปแข่งโอลิมปิก อย่างที่บอกเวลามีอะไรมากดดันเยอะ คือเราก็เลือกที่จะตัดแล้วเขาอาจจะมองว่าเราเก็บตัว แต่ว่าในมุมมองของนักกีฬาเรามีงานที่ต้องทำ แล้วเราก็ต้องพยายาม อย่างคนเป็นหวัด คุณจะยังไปเดินตากฝนอยู่ไหมล่ะ คุณก็ต้องอาบน้ำอุ่น กินวิตามินซี มันก็เป็นวิธีการจัดการของตัวเอง ณ เวลานั้น”

 

สุดท้ายเราได้สอบถามณีว่า กีฬาเป้าบินนี้สอนอะไรกับเราบ้างที่ผ่านมา ทั้งการฝึกซ้อม และการแข่งขันของกีฬาที่ต้องมีสมาธิ และอยู่กับตัวเองค่อนข้างมาก

 

“สอนเยอะเลยนะ ให้เราเป็นเราทุกวันนี้เลยแหละ เพราะว่ากับอาจารย์พิชิต สิ่งแรกที่เขาเข้ามาเริ่มทำงานด้วยกันเขาอธิบายว่า กีฬาคือสนามจำลองชีวิต เจอกันเหมือนชีวิตจริงที่ถูกบีบอัด มาอยู่ในช่วงนี้แล้วก็เข้มข้น พอเราผ่านสนามจำลองเรื่อยๆ แล้วเราพัฒนาไปในทางที่ถูก ตัวเองก็พัฒนาไปเรื่อยๆ เราก็เห็นว่า โห! มันมีอีกเยอะที่เราต้องพัฒนา ต่อให้เราเคยเป็นที่หนึ่งของโลกวันหนึ่งมันก็ไม่เป็น แล้วทำอย่างไรจะให้ไปเป็นอีก พอเราพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ มันก็เชฟความคิดเชฟความเป็นตัวเรา เช่น ความไม่ประมาท ยิงปืนประมาทไม่ได้ ถ้าประมาทปุ๊บไม่มีสมาธิ ไม่มีสติ ไม่มีสติก็เลยประมาทถูกไหม มันชาเลนจ์มากเลยนะในทุกวินาทีที่ซ้อมในทุกๆ การแข่งขัน”

 

ก่อนที่เราจะแยกจากกัน ณีเดินออกมาจากห้องพักนักกีฬาพร้อมกับปืนลูกซองขนาด 12 เกจ และอุปกรณ์กีฬาของเธอ พร้อมกับถามเราสั้นๆ ว่า “ลองไหม”

 

ซึ่งเราก็ไม่ปฏิเสธที่จะทดลองความรู้สึกนั้น เพราะว่าในชีวิตของคนคนหนึ่งจะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสเรียนยิงเป้าบินจากนักกีฬาทีมชาติไทย ที่สนามที่เธอลงฝึกซ้อมเพื่อไล่ล่าความเพอร์เฟกต์ในทุกๆ วัน

 

ซึ่งเมื่อเธอให้คำแนะนำต่างๆ ในการยิง พอเราเหนี่ยวไกแรกสิ่งที่รู้สึกคือคำอธิบายที่ ณีบอกว่า “ร่างกายเราก็ต้องแข็งแรงเพราะว่าปืนมันหนัก แล้วแรงถีบมันแรงมาก แรงถีบประมาณ 200 กว่า PSI ยางรถยนตร์ 30 PSI ใช่ไหมเวลายางระเบิด อันนี้คือทุกครั้งที่เรายิง 200 กว่า PSI”

 

และสิ่งสำคัญต่อจากนั้นคือการเล็งไปที่เป้าที่บินไปอย่างรวดเร็วในแต่ละครั้ง ไม่ว่าเราจะเล็งเผื่อหรือเล็งไปก่อนเป้า อย่างไรก็ตามมันคือการไล่ล่าจุดนัดพบที่เราต้องการ แต่สุดท้ายเราก็ไม่เคยไปถึงมันเลย

 

สุดท้ายเราคืนอุปกรณ์ให้กับณี นักกีฬาที่เราพบเจอแต่ไม่ได้พูดด้วยตลอดการแข่งขัน โอลิมปิกเกมส์ในปี 2016 มาวันนี้เธอหันมาพร้อมกับรอยยิ้ม และบอกเราสั้นๆ ว่า “วันนี้เข้าใจแล้วหรือยัง”

จงกลพรรณ กิติธรากุล

จงกลพรรณ กิติธรากุล

จงกลพรรณ กิติธรากุล

จงกลพรรณ กิติธรากุล

‘กิ๊ฟ’ จงกลพรรณ กิติธรากุล  นักแบดมินตัน  ประเภทหญิงคู่เป็นอีกหนึ่งนักกีฬาไทยที่น่าจับตามองในการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2020 ที่จะถึงนี้ เธอคือนักกีฬาที่นำพาแบดมินตัน

ประเภทหญิงคู่ขึ้นเทียบชั้นระดับโลก ผลงานมากมายที่การันตีความสามารถของเธอไม่ว่าจะเป็นแชมป์มาเลเซีย มาสเตอร์ 2017 แชมป์อินเดีย โอเพ่น 2018 ถัดมาในปี 2019 กิ๊ฟขึ้นแท่นคว้าแชมป์ไชนิส ไทเป โอเพ่น

นอกจากนี้ เธอยังได้รับรางวัลในระดั กีฬาเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ของปี 2015, 2017 และ 2019 ที่แข่งขันในประเทศสิงคโปร์, มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ด้วยการจบอันดับสูงสุดของ

ทีมหญิงและคว้ารางวัลเหรียญทองกลับมาได้สำเร็จ

จงกลพรรณหรือกิ๊ฟ เด็กหญิงจากเชียงใหม่สู่นักกีฬาแบดมินตันทีมชาติ สิ่งที่ทำให้เธอก้าวขึ้นมาถึงจุดสูงสุดในชีวิตคือความมุ่งมั่นและความฝันที่จะยกระดับแบดมินตันประเภทคู่ในเทียบชั้นสู้

กับนานาประเทศ อะไรคือแรงเหนี่ยวนำที่ทำให้เธอกล้าฝัน เราจะพาท่านผู้อ่านไปพบกับเส้นทางชีวิตของเธอ

จงกลพรรณหรือกิ๊ฟ เป็นที่รู้จักกันในวงการแบดมินตันมาตั้งแต่ที่เธอยังเป็นเด็กด้วยความที่เธอมีเชื้อสายจากนักกีฬาแบดมินตันและมีคุณลุงเป็นถึงประธานแบดมินตันที่จังหวัดเชียงใหม่ทำให้กิ๊ฟตบเท้าเข้าสู่วงการลูกขนไก่ตั้งแต่วัยเยาว์

“หนูเป็นคนเชียงใหม่เกิดที่นั่นแต่ย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพตอนอายุได้หนึ่งขวบ แต่มีพี่สาวที่เป็นนักกีฬาแบดมินตันอยู่แล้วและมีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่น พวกเขาตีแบดมินตันกันทุกคนพอดีพ่อสนิทกับลุงก็เลยฝากหนูให้ไปร่วมซ้อมกับพวกเขาด้วย ตอนนั้นหนูยังไม่รู้ว่าชอบอะไรรู้แค่ว่าชอบ

ความรู้สึกเวลาได้ลงแข่ง เวลาที่ได้รางวัลมารู้สึกว่ามันสะใจดีจะบอกว่าหนูเสพติดชัยชนะก็ได้เพราะเวลาแข่งแล้วแพ้จะเฟลมาก”

ครั้งหนึ่งกิ๊ฟ เคยปะมือกับ ‘เมย์’ รัชนก อินทนนท์ ในช่วงที่ยังเป็นเยาวชนการแข่งขันที่เธอยอมรับในฝีมือของเมย์ว่าเหนือชั้น แม้จะเริ่มต้นด้วยการแข่งขันแบดมินตันประเภทเดี่ยวแต่เมื่อ

เธอรู้ด้วยสัญชาตญาณแล้วว่า “ไม่น่ารอด” กิ๊ฟจึงตั้งเป้าหมายไปที่การแข่งขันประเภทคู่เป็นหลัก

“ตอนอายุ 9 ขวบหนูแข่งขันในประเภทเดี่ยวมาก่อนจะบอกว่าแข่งเป็นประเภทหลักก็ได้และเคยได้แข่งกับเมย์ในประเภทเดี่ยวตอนนั้นขึ้นแท่นชิงกับเมย์บ่อยมากแต่ก็เป็นเขาที่ชนะมากกว่า

ส่วนในประเภทคู่ที่ทำการแข่งขันก็มีได้แชมป์บ้างซึ่งมันมากกว่าประเภทเดี่ยวเสียอีก”

รวินดา ประจงใจ : ความพ่ายแพ้คือการเรียนรู้ บทเรียนล้ำค่าสู่โอลิมปิกคุยกับ รัชนก อินทนนท์ ในวัย 26 ปีพร้อมหรือยังกับการคว้าเหรียญโอลิมปิก?จงกลพรรณ กิติธรากุล : ชีวิตนี้เพื่อ

แบดมินตันกับความท้าทายที่ต้องพิสูจน์5 ตัวเต็งแชมป์แบดมินตันชายเดี่ยวโอลิมปิกเกมส์ 20205 เต็งแชมป์แบดมินตันหญิงเดี่ยวโอลิมปิกเกมส์ 2020เธท ฮทาร์ ธูซาร์ ความภูมิใจของเมียนมา นักแบดที่ฝ่าอุปสรรคเพื่อโอลิมปิก

พัฒนาการที่ดีขึ้นตามช่วงวัยส่งผลให้กิ๊ฟไปได้สวยบนเส้นทางนักแบดมินตัน กระทั่งเอสซีจี อะเคเดมีเห็นแววรุ่งจึงเปิดโอกาสให้กิ๊ฟได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมป์ฝึกซ้อมและเริ่มจริงจัง

กับการแข่งขันประเภทคู่มากขึ้น ด้วยฟอร์มโดดเด่นในท้ายที่สุดสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทยจึงหาคู่ใหม่ให้เธอได้ลงแข่งร่วมกับ ‘วิว’ รวินดา ประจงใจ นั่นจึงทำให้เส้นทางนักแบดมินตันใสสดกว่าที่เคย

“หนูได้โควต้าเข้าร่วมฝึกแบดมินตันในโครงการของเอสซีจี อะเคเดมี ในปีที่ 2 ตอนนั้นมีเด็กประมาณ 6-7 คนที่ได้เข้าแคมป์ฝึกซ้อม หนูใช้เวลาอยู่ที่เอสซีจีประมาณ 5-6 ปีก็ย้ายมาซ้อมที่

สมาคมฯ ตอนนั้นเริ่มจริงจังกับประเภทคู่มากขึ้น ตอนอยู่ที่เอสซีจีเขาจับคู่ให้หนูไปเล่นกับเมล (พัชรกมล อากรสกุล) พอมาอยู่กับสมาคมก็เปลี่ยนคู่ให้อีกจนสุดท้ายก็ได้มาจับคู่กับวิว (รวินดา ประจงใจ) จนถึงตอนนี้

กิ๊ฟยังบอกด้วยว่า เหตุผลเดียวที่ทำให้เธอหันมาเอาดีในประเภทหญิงคู่คือ การแข่งขันที่ไม่ยืดเยื้อและยอมรับว่าเรี่ยวแรงเธอยังไม่ถึงที่จะยืนระยะในการแข่งขันที่ยาวนาน

“หนูรู้สึกเองว่าชอบตีคู่มากกว่า ประเภทเดี่ยวจะยื้อนานและใช้แรงเยอะ สไตล์หนูเหนื่อยง่ายและไม่ได้เป็นพวกสายขยันตี จำได้ว่าตอนอายุ 11-12 ปี ฟอร์มการเล่นตกลงลงไปเยอะ จากเมื่อก่อนขึ้นโพเดี้ยมประเภทเดี่ยวมาตลอด แม่ก็ส่งหนูไปฝึกในประเภทเดี่ยวเยอะขึ้น อัดพื้นฐานให้

แน่นแต่ก็รู้สึกว่าทำไมทำผลงานได้ไม่ดีเหมือนเดิม แต่สำหรับประเภทคู่ยังคงได้แชมป์ตลอด เดี่ยวติดบ้างไม่บ้าง มันเป็นช่วงที่หนูรู้แล้วว่าตัวเองไม่เหมาะกับประเภทเดี่ยว”

ด้วยจังหวะเวลาที่ลงตัวพร้อมกับผลงานที่ดีต่อเนื่องเมื่อกิ๊ฟลงแข่งขันพร้อมกับวิว นั่นจึงทำให้สาวน้อยอย่างกิ๊ฟยกให้วิวคือคู่ขาที่เข้าอกเข้าใจกันดีที่สุดสำหรับเธอ

ความสามารถและพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับของกิ๊ฟ ส่งผลให้เธอก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทยได้สำเร็จ ซึ่งการได้สวมชุดที่ประดับธงไตรรงณ์ไว้ที่อกซ้ายเป็นสิ่งที่นักกีฬาทุกคนใฝ่ฝัน แต่การยกระดับตัวเองให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อสถานะตัวตนเปลี่ยนไปความยากง่ายก็แตกต่างเช่นกัน นั่นจึงเป็นช่วงที่กิ๊ฟพยายามค้นหาคำตอบให้กับตัวเองว่า “แท้จริงแล้วเธอหลงใหลในกีฬาแบดมินตันจริงหรือ?”

“โดยส่วนตัวหนูไม่ชอบเจอคนเยอะ จะชอบอยู่กับครอบครัวมากกว่า กับแบดมินตันค่อนข้างเซนซิทีฟ ค่อนข้างตั้งใจในการซ้อม เป็นคนที่ถ้าชอบอะไร จะชอบอย่างเดียวจริงจังไม่ไขว้เขว เคย

ถามตัวเองมาแล้วว่าชอบอย่างอื่นไหมพยายามค้นหาตัวตนตลอดเวลา บางช่วงจังหวะของช่วงชีวิตไม่ได้ดีตลอด เรื่องแบดมินตันก็เหมือนกัน บางทีก็มีแย่บ้าง ก็มีตั้งคำถามกับตัวเองบ้างว่า

ชอบแบดมินตันจริงไหม ที่เลือกเล่นเพราะเงินหรือเพราะเรามีเป้าหมายในชีวิต จริงๆ มันให้คำตอบหนูชัดเจนแล้วว่าอย่างอื่นไม่มีไม่ชอบ”

“แล้วคำตอบก็ชัดเจนขึ้นตอนที่หนูติดทีมชาติครั้งแรก ช่วงนั้นเป็นช่วงเก็บคะแนนโอลิมปิก เหมือนเราดูรุ่นพี่คนอื่นๆ ลงแข่งในแมตช์ใหญ่ รู้สึกว่าหนูติดทีมชาติแรกเป็นจังหวะที่หนูได้ใกล้แข่งซูเปอร์ซีรีส์ อารมณ์มันต่างจากการแข่งชาลเลนจ์ แต่พอครั้งแรกได้ไปอยู่ตรงจุดนั้น หนูรู้สึก

ว่าตัวเองเหมือนเป็นมดให้เขาเหยียบมาก ๆ เจอนักกีฬาเก่งๆ เรารู้สึกตัวเล็กไปเลย ใจไม่สู้ รู้สึกเหมือนเป็นบันไดให้เขาก้าวข้ามต่อไปได้ตลอด พอแพ้บ่อยๆ ก็เริ่มไม่มั่นใจในตัวเอง ได้แต่เก็บ

เอามาคิดว่าสักวันหนึ่งถ้าหนูได้เข้าชิงแมตช์ใหญ่ๆ มันเท่ หนูเลยตั้งเป้าหมายในชีวิตให้มันชัดขึ้นว่าจะต้องไม่มีอารมณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก อารมณ์ที่แบบว่าจะมานั่งดูถูกตัวเอง”

แม้จะเป็นโจทย์ที่โหดและหิน แต่กิ๊ฟสามารถค้นใจตัวเองจนพาเธอไปพบกับตัวตนที่แท้จริงของเธอได้สำเร็จ เป้าหมายที่เคยปักธงไว้ยังปลิวไสวและย้ำกับตัวเองอีกครั้งว่าจะต้องทำให้สำเร็จในเส้นทางที่เธอเลือกเอาไว้แล้ว

“แบดมินตันถ้าคนที่รักจริงจะไม่เข้าใจ มันไม่ใช่แค่เราซ้อมหนักแล้วจะเอาชนะเขาได้ มันไม่เคยมีบทไหนที่บอกว่าถ้าเราซ้อมหนักแล้วจะได้แชมป์ แต่มันคือการใส่ใจในทุกๆ การซ้อม ซ้อมยัง

ไงถึงไม่เปลืองแรง ต้องใส่ใจในรายละเอียด มันจะได้ผลลัพธ์กลับมาในแต่ละวัน แต่เรื่องยากที่สุดคือจะทำไงให้ได้ประโยชน์จากการซ้อมให้ได้มากที่สุด มันจึงยากเพราะการแข่งขันประเภท

คู่ทุกอย่างมันต้องไปพร้อมกัน ถ้าหากคนหนึ่งเล่นไม่ดีมันมีโอกาสพังทั้งคู่ ทีมเวิร์คต้องดี ถ้าเราซ้อมให้ดีที่สุดแล้ว มันก็จะออกมาดีในสนามแข่ง”

ถึงแม้ว่ากิ๊ฟจะยอมรับในฝีมือของคู่หูอย่าง ‘วิว’ รวินดา ว่าเป็นคู่ขาที่เข้าใจกันที่สุด แต่ด้วยความกดดันไม่ว่าทั้งภายในหรือภายนอกคอร์ดการแข่งขันส่งผลให้กิ๊ฟแอบคิดนอกใจเพราะนั่นทำให้เธอพลาดโอกาสได้สัมผัสกับมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่บราซิล

 

หนูกับวิวมีช่วงเวลาที่ไม่เข้าใจกันบ้าง บางช่วงเพื่อนฟอร์มตกไปบ้าง อาจจะเกิดจากความไม่มั่นใจในการลงแข่งขัน อาจจะมาจากปัญหาอย่างอื่นที่ส่งผลกระทบต่อฟอร์มการเล่นจึงทำให้ฝีมือตกลงไป ซึ่งหนูเป็นคนที่คาดหวังไว้เยอะเลยโทษเพื่อนไปหมดในวันที่แพ้ แต่ถ้าหนูไม่หันมามองตัวเองจะไม่รู้เลยว่ามันเป็นการเห็นแก่ตัวขนาดไหน มันไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนั้น เพื่อนมือแข็งตีไม่ได้ ไม่มั่นใจ กลายเป็นว่าเราส่งผลกระทบกับเพื่อนมากๆ ทำให้เพื่อนยิ่งไม่มั่นใจ เมื่อเราไม่ซัพพอร์ทกัน เขาก็จะยิ่งแย่ลงไป ความสัมพันธ์ในทีมก็จะแย่ลงไปด้วย”

 

กิ๊ฟย้อนถึงช่วงเวลาที่เธอขาดความเชื่อมั่นในตัวของเพื่อนร่วมทีมและเพิ่มเติมว่า

 

“เป้าหมายของเราคืออยากไปเล่นโอลิมปิก แต่ความชัดเจนในรายละเอียดยังไม่ชัดว่าต้องทำยังไง จะทำได้ไหม มันเหมือนเป็นแค่ความฝัน แต่พอสเตปเราขยับสูงขึ้นแล้วเราคิดว่ามันมีทางที่เราก้าวไปได้ คือมันเริ่มมองเห็นหนทางค่ะว่าแบดมินตันมันเป็นทางของเราจริง ๆ ตอนปี 2016 เราต่อสู้เก็บคะแนนกันจนถึงแมตช์สุดท้าย แต่ครั้งนั้นเราพลาดไปโอลิมปิก รู้สึกผิดหวังมาก กลับมาจากแข่งเจอหน้าพ่อที่สนามบินจะวูบไม่รู้จะอธิบายยังไง เหมือนใจไม่กล้าที่จะทิ้งความเศร้าไว้กับคนอื่น”

 

“หนูบอกกับตัวเองว่า จะมาคิดว่าเราพลาดเพราะแมตช์สุดท้ายแมตช์เดียวก็ไม่ได้เพราะเก็บคะแนนตลอดทั้งปีถ้าทำได้ดีตอนนั้นก็อาจจะทำได้ แต่หนูก็ไม่คิดจะเลิกเล่นเพราะอายุยังน้อยยังมีโอกาส ตรงนั้นเราโอเคกับผลงานถ้าเทียบกับที่เคยตีมา แต่ที่มันเฟลเพราะว่าเราต้องรออีกตั้ง 4 ปี ไม่รุ้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ตอนนี้เรามีโอกาสที่จะได้ไปโอลิมปิกอีกครั้ง แต่ถ้าเกิดมันไม่ได้จริงๆ หนูก็จะถอยออกมาก้าวหนึ่งเพื่อขอพักก่อนแล้วค่อยเดินต่อ”

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธุ์

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ (ชื่อเล่น: ครีม; 22  มีนาคม  พ.ศ. 2539 – ) เป็นนักกีฬาแบดมินตันชาวไทยผู้เข้าแข่งขันรายการโยเน็กซ์โอเพนเจแปน 2012 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 13 ของโลก และอันดับ 3 ของโลกในรุ่นเยาวชน

พ.ศ. 2555 บุศนันทน์ ได้รับ การพิจารณา ชื่อเข้าชิงรางวัลนักแบดมินตันยอดเยี่ยมแห่งปี 2012 จากสหพันธ์แบดมินตันโลก และในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556 เธอได้ครองแชมป์การแข่งขันประเภทหญิงเดี่ยวรายการ โยเน็กซ์ดัตช์โอเพน 2013 โดยเป็นฝ่ายชนะกู จวน ซึ่งเป็นนักแบดมินตันจากประเทศสิงคโปร์ ที่ 2-0 เกม ด้วยผลการแข่ง 21-12, 21-12

บุศนันทน์ สำเร็จการศึกษา นิเทศศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รุ่น 50)

บุศนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ เป็นลูกสาวของบุญลือ กับจีรนันทน์ อึ๊งบำรุงพันธ์ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2555 บุศนันทน์เข้าแข่งขันรายการโยเน็กซ์ซันไรท์มาเลเซียโอเพนกรังด์ปรีซ์โกลด์ 2012 เธอได้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันสำคัญระดับนานาชาติเป็นครั้งแรกจากนั้น ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกันนี้ บุศนันทน์ได้เข้าแข่งขันแบดมินตันชิงแชมป์เยาวชนโลก 2012 ประเภทหญิงเดี่ยวและสามารถเข้าสู่รอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จและช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2555 เธอเข้าแข่งขันรายการมาเก๊าโอเพน 2012

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2556 บุศนันทน์เข้าแข่งขันศึกสวิสโอเพน 2013 และในเดือนมิถุนายนของปีเดียวกันนี้ บุศนันทน์เข้าแข่งขันเอสซีจี ไทยแลนด์ โอเพ่น แบดมินตัน แชมเปี้ยนชิพ 2013 ประเภทหญิงเดี่ยวในฐานะมือวางอันดับ 7 ของรายการและได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ โดยเป็นฝ่ายแพ้ต่อรัชนก อินทนนท์ ที่ 2-1 เกม ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2020 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เธอสามารถทำได้ถึงรอบ 16 คนสุดท้าย ในการแข่งขันประเภทหญิงเดี่ยว โดยพ่ายแพ้ให้อันเซยัง มือวางอันดับ 8 ของโลก 0-2 เกม เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 

  • พ.ศ. 2554 – ชนะเลิศหญิงเดี่ยว, หญิงคู่ รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี การแข่งขันแบดมินตันยุวชนโลก ครั้งที่ 45 ประเทศสกอตแลนด์
  • พ.ศ. 2554 – ชนะเลิศหญิงเดี่ยวทั่วไป แบดมินตันอาชีพประเทศไทย 2554 สนามที่ 2 จังหวัดนครปฐม
  • พ.ศ. 2554 – ชนะเลิศหญิงเดี่ยว, หญิงคู่ รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี การแข่งขันแบดมินตันเอสซีจีจูเนียร์
  • พ.ศ. 2555 – อันดับ 3 เยาวชนเอเชีย 2013 ที่เมืองกิมซอน ประเทศเกาหลีใต้
  • พ.ศ. 2555 – อันดับ 3 หญิงเดี่ยว, หญิงคู่ ศึกเวียดนามโอเพ่น กรังด์ปรีซ์ โกลด์ 2012 ณ โฮจิมินห์ซิตี ประเทศเวียดนาม
  • พ.ศ. 2555 – ชนะเลิศหญิงเดี่ยว โยเน็กซ์ซันไรท์ มาเลเซีย โอเพ่น กรังด์ปรีซ์ โกลด์ 2012 ณ โจโฮร์บะฮ์รู ประเทศมาเลเซีย
  • พ.ศ. 2555 – รองชนะเลิศ มาเก๊า กรังด์ปรีซ์ โกลด์ 2012
  • พ.ศ. 2556 – รองชนะเลิศหญิงเดี่ยว แบดมินตันไทยแลนด์ โอเพ่น กรังด์ปรีซ์ โกลด์ 2017
  • พ.ศ. 2560 – ชนะเลิศหญิงเดี่ยว แบดมินตันไทยแลนด์ มาสเตอร์ส กรังด์ปรีซ์ โกลด์ 2017
  • พ.ศ. 2560 – รองชนะเลิศหญิงเดี่ยว แบดมินตันไทยแลนด์ โอเพ่น กรังด์ปรีซ์ โกลด์ 2016
  • พ.ศ. 2564 – ชนะเลิศหญิงเดี่ยว แบดมินตันออร์เลอ็องมาสเตอร์ส 2021 บีดับเบิลยูเอฟ เวิลด์ทัวร์ ระดับซูเปอร์ 100 ณ ประเทศฝรั่งเศส

 

อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์

อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์

อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์

อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์

ก้านเหล็กไทย ในศึก โอลิมปิกเกมส์  “โปรแจ๊ส” ผลงานวันที่ 2 สะดุด อันดับจากรองจ่าฝูงตกลงไปที่อันดับ 7 ส่วนผู้นำจากโปรออสเตรียตกไปอยู่ในมือ นักกีฬาจากสหรัฐ กอล์ฟ ประเภทบุคคลชาย กีฬาโอลิมปิกเกมส์  “โตเกียว 2020”รอบที่ 2   ประจำวันศุกร์

ที่ 30 ก.ค.  มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในตำแหน่งผู้นำและอันดับ 2   โดย  “โปรแจ๊ส” อติวิชญ์ หล่นจากอันดับดับ 2 ในวันแรก  ไปอยู่ที่อันดับ  7

การแข่งขันกอล์ฟบุคคลชายชิง 1  เหรียญทอง  ในกีฬาโอลิมปิกเกมส์  “ โตเกียว 202”   แข่งขันระหว่างวันที่ 29 ก.ค. – 1 ส.ค. ที่สนามกอล์ฟ คาซูมิกาเซกิ คันทรี่ คลับ แบบพาร์ 71   นักกีฬาชาย ประกอบด้วย “โปรแจ๊ส”  และ “โปรกัญ”กัญจน์ เจริญกุล

โดยเมื่อจบการแข่งขันประเภทบุคคลชายวันที่ 2    ซึ่งระหว่างการแข่งขัน   ต้องหยุดถึง 2 ครั้ง เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนตกหนัก และประจุไฟฟ้า จนไม่สามารถทำการแข่งขัน

ได้  ซึ่งนักกอล์ฟที่ยังแข่งไม่จบต้องมาหวดในหลุมที่เหลือในช่วงเช้าวันเสาร์ 31 ก.ค. ก่อนเริ่มการแข่งในรอบที่ 3 ในวันเดียวกันต่อไป  ด้านสวิงชาวไทย “โปรแจ๊ส” 

นนท์  วัย 25 ปี   สกอร์อีเวนพาร์ 71 จากผลงาน 1 เบอร์ดี้ ที่หลุม 6 และ 1 โบกี้ ที่หลุม 11 ทำสกอร์รวม 7 อันเดอร์พาร์ 135 รั้งอันดับ 7 ร่วมกับ 2 สวิงจากไอร์แลนด์อย่าง รอรี่ย์ แม็คอิลรอย กับ แชน ลอว์รี่จากเดิมที่ออกสตาร์ทวันแรก    ก้านเหล็กไทย รั้งอันดับ 2

ส่วนผู้นำหลังจบวันที่ 2   ได้แก่   ซานเดอร์ ชาฟเฟล  ก้านเหล็กจากสหรัฐ จบการแข่งขันด้วยการทำเพิ่มเข้ามาอีก 8 อันเดอร์พาร์ 63 จากผลงาน 2 อีเกิ้ล 6 เบอร์ดี้ 2 โบกี้ ทำสกอร์รวม 11

อันเดอร์พาร์ 131 โดยมี การ์ลอส ออร์ติซ สวิงชาวเม็กซิกัน ที่รอบนี้ทำเพิ่มเข้ามา 4 อันเดอร์พาร์ 67 ทำสกอร์ตาม 10 อันเดอร์พาร์ 132 ตามหลังแต้มเดียว โดยมี มิโต้ เปเรร่า จากชิลี, อเล็กซ์

โนเรน จากสวีเดน และ เซปป์ สตราก้า ผู้นำในรอบแรกจากออสเตรีย ตามหลังเข้ามาที่สกอร์รวม 8 อันเดอร์พาร์ 134

ด้านก้านเหล็กไทย   “โปรกัญ”กัญจน์ เจริญกุล ที่จัดอยู่ในกลุ่มสุดท้ายของวัน ยังเล่นอยู่ที่หลุม 14  และต้องมาหวดต่ออีก 4 หลุมที่เหลือในเช้าวันเสาร์ต่อไป

สรุปผลการแข่งขัน (เฉพาะนักกอล์ฟที่แข่งจบแล้ว)

(-11) 131 ซานเดอร์ ชาฟเฟล (สหรัฐ) 68-63

(-10) 132 การ์ลอส ออร์ติซ (เม็กซิโก) 65-67

(-8) 134 มิโต้ เปเรร่า (ชิลี) 69-65, อเล็กซ์ โนแรน (สวีเดน) 67-67, เซปป์ สตราก้า (ออสเตรีย) 63-71

(-7) 135  (ไทย) 64-71, รอรี่ย์ แม็คอิลรอย (ไอร์แลนด์) 69-66, แชน ลอว์รี่ (ไอร์แลนด์) 70-65

นวพรรษ วงค์เจริญ

นวพรรษ วงค์เจริญ

นวพรรษ วงค์เจริญ

นวพรรษ วงค์เจริญ

สู้ไปให้สุดอย่าหยุดกับที่ … ประโยคปลุก เร้าอารมณ์ นี้ดูเหมือนจะใช้ได้ดีกับ ‘ไวน์  ฉลามหนุ่มวัย 23 ปีผู้ที่กวาดเหรียญรางวัลจากการแข่งขันภายในประเทศมานักต่อนัก ทั้งยังทุบสถิติของประเทศไทยเกือบจะทุกรายการที่เจ้าตัวลงแข่งขัน โดยเฉพาะในปี 2019 ปีเดียว

เจ้าตัวทำลายสถิติประเทศไทยได้มากถึง 4 ครั้งฟอร์มโดดเด่นที่สุดในชั่วโมงนี้แล้วของนักว่ายน้ำไทย

แต่เชื่อหรือไม่ว่าในระดับภูมิภาค ‘ไวน์ไม่เคย  แม้แต่จะได้สัมผัสกับคำว่าแชมป์เปี้ยน’ นั่นคือจุดที่เขาไม่เคยก้าวข้ามผ่านได้เลยสักครั้งและอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่ไวน์กำลังควานหา แม้ว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยาก แต่เด็กหนุ่มวัย 23 ปีคนนี้ก็พร้อมที่จะเดินหน้าสู้อย่างไม่ยอมถอดใจ ในท้ายที่สุด

ไวน์ก็สามารถทะลุเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ 2020 ได้เป็นผลสำเร็จ และโอลิมปิกครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งบททดสอบครั้งสำคัญในชีวิต

ชีวิตช่วงวัยเด็กของไวน์นั้นไม่ได้มีช่วงชีวิตเหมือนเด็กอื่นทั่วไปเพราะเขาต้องประสบปัญหาด้านสุขภาพที่ค่อนข้างรุนแรง ‘โรคปอดอักเสบ’ เล่นงานเขาตั้งแต่เด็กนั่นทำให้สภาพร่างกายของเขาดูอ่อนแอกว่าเด็กวัยเดียวกัน

มันเป็นปัญหาของผมครับ” ไวน์เริ่มต้นการสนทนาด้วยการยอมรับว่าโรคปอดอักเสบคือกระดูกชิ้นโตที่ขวางทางเดินชีวิตในช่วงนั้น

ทั้งที่ผมก็ออกกำลังกายและเล่นฟุตบอลกับเพื่อนมาตั้งแต่เด็กแต่ก็เหมือนว่าร่างกายผมมันอ่อนแอ อาการมันจะเหนื่อยหอบ หายใจไม่ค่อยจะทัน บางทีก็เป็นปอดบวม มันเป็นแบบนี้มานาน

มากจนพ่อกับแม่ผมเขาพาไปปรึกษาหมอเขาก็แนะนำว่าให้ไปเล่นกีฬาว่ายน้ำแทนซึ่งหมอก็ให้เหตุผลว่ามันจะช่วยเรื่องปอดโดยตรง ด้วยความที่เป็นเด็กผมก็เลยได้แค่สงสัยว่าแล้วที่เล่น

ฟุตบอลมามันไม่ช่วยอะไรเลย แต่ผมก็ไม่ได้คิดอะไรก็ทำตามที่หมอบอก ซึ่งแม่ผมก็เห็นด้วยเลยเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาว่ายน้ำตั้งแต่ตอนนั้นเลยครับ”

เช็ครายชื่อนักกีฬาไทยในโอลิมปิกเกมส์ 2020เศวต เศรษฐาภรณ์ : โอลิมปิกบนวัย 56 ความสำเร็จที่บอกว่าชีวิตอย่าหยุดฝันโอลิมปิก” ความฝันที่เป็นจริง กมลวรรณ จันทร์ยิ้มศิริพร แก้ว

ดวงงาม : โอลิมปิก เวทีพลิกชีวิตให้กลับมาสัมผัสแชมป์อีกครั้งจุฑาธิป มณีพันธุ์ : 130 กม. ในโตเกียวโอลิมปิก บทพิสูจน์แห่งความฝันอิสรานุอุดม ภูริหิรัญพัชร์  เด็กไทยอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิก

ไวน์ ย้อนวันวานให้ฟังก่อนจะบอกเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่เส้นทางนักว่ายน้ำ ร่างกายของเขาก็เริ่มแข็งแรงขึ้นอาการเหนื่อยหอบเกือบจะหายเป็นปกติ เขาใช้เวลาปรับ

สภาพร่างกายในสระน้ำอยู่ประมาณ 2 เดือนสุขภาพของเขาก็กลับมาเป็นปกติ และเมื่อร่างกายพร้อมจิตใจพร้อม ไวน์ ฝึกฝีมือจนกระทั่งมีโอกาสได้เข้าสัมผัสกับการแข่งขันกีฬาสาธิตระดับเยาวชน ซึ่งนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มนักว่ายน้ำจอมทุบสถิติ

“ตอนนั้นผมก็ไม่คิดหรอกว่าจะชนะ เพราะผมเพิ่งเริ่มฝึกว่ายน้ำตอนอายุ 7 ขวบ เอาจริง ๆ ผมว่ายน้ำไม่เป็นด้วยซ้ำ แต่พอมาได้ฝึกมันก็ไม่ถึงกับเริ่มต้นช้าเท่าไหร่ บางคนเริ่มฝึกตอน 3-4

ขวบเขาก็อาจจะเป็นเร็วกว่าเรา แต่สุดท้ายมันก็ขึ้นอยู่ที่การฝึกซ้อมอยู่ดี พอผมได้ลงแข่งในตอนนั้นความรู้สึกมันก็มีตื่นเต้นบาง แต่ในใจลึก ๆ ก็อยากชนะอยากได้เหรียญ อารมณ์ประมาณว่าถ้าเราชนะเราก็จะเดินแอ็คในโรงเรียนได้อะไรแบบนั้น”

แม้ว่าผลการแข่งขันจะไม่เป็นไปดั่งใจหวัง แต่นั้นก็เสมือนใบเบิกทางสู่สุดยอดนักกีฬาว่ายน้ำที่พร้อมจะทุบทุกสถิติในประเทศ

มันคงจะเป็นปมในใจของไวน์มาโดยตลอด เมื่อทุกครั้งที่หลับตาตัวเลขเวลายังคงตามหลอกหลอน เมื่อสถิติที่เขาเคยทำได้ดีระดับเป็นสถิติที่ดีที่สุดของประเทศแต่เขาไม่สามารถกลับไปสัมผัสมันได้อีกเลย

“ช่วงก่อนที่จะขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ประมาณ ม.5-6 ผมซ้อมหนักมาก ๆ ความเข้มข้นในการฝึกซ้อมมันเพิ่มขึ้นกว่าเก่า เริ่มมีการเข้าเวทเทรนนิ่งเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ โฟกัสไปที่การว่ายท่า

ผีเสื้อมากกว่าเดิมซึ่งจริงๆ มันเป็นท่าที่ผมถนัดอยู่แล้ว เริ่มมีการเจาะลึกลงไปที่ท่านี้จริงจังมากขึ้น ผมยอมรับว่ามันเหนื่อยมากๆ เหนื่อยจนคิดที่จะเลิกว่าย แบบไม่ไหวแล้วจะอะไรหนักหนา”

ไวน์เล่าย้อนไปถึงช่วงเวลาที่สาหัสสากรรณ์และบอกต่อด้วยว่า “ตอนนั้นผมงงกับตัวเองมาก มันท้อแท้ไปเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ผมทำเวลาได้ดีมาก ระยะห่างของเวลาเพียงแค่วินาทีเดียวมันยัง

พอไหวแต่กลายเป็นว่ามันห่างกันถึง 4 วินาที จากที่ผมเคยทำสถิติไว้ที่ 2.03 นาทีกลาย

เป็น 2.07 นาทีซึ่งมันเยอะมากและมันก็เป็นแบบนั้นมา 3-4 ปีที่ผมทำเวลาน้อยกว่านั้นไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่ผมก็ซ้อมหนักทุกวันแต่มันทำไม่ได้เหมือนว่าผมแพ้ตัวเองมาตลอด”

ธิติสรรณ์ ปั้นโหมด นักมวยวัย 20 ปีที่แจ้งเกิดด้วยการล้มแชมป์โอลิมปิก’ใบสน มณีก้อน’ ก้าวข้ามกรอบเดิมสู่โอลิมปิกแรกด้วยวัย 18 ปีฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี : หลังพิงฝา โอลิมปิก ยกสุดท้ายที่

ถอยหลังไม่ได้สุดาพร สีสอนดี : โอลิมปิก ประตูแห่งความฝันผลักดันชีวิตสู่ความสำเร็จเส้นทางมหัศจรรย์ของ คีริน ตันติเวทย์ นักวิ่งลูกครึ่งอเมริกันหัวใจไทยสุธาสินี เสวตรบุตร : ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 12 เพื่อล่าความฝันโอลิมปิก

พงค์ชัย ญาณฤดี

พงค์ชัย ญาณฤดี

พงค์ชัย ญาณฤดี

พงค์ชัย ญาณฤดี

นักกีฬาจักรยาน ของไทย ในโตเกียวพาราเกมส์คราวนี้ จะมีไปปั่นเพียงหนึ่งเดียว คือ “พงค์ชัย ญาณฤดี” ในประเภท จักรยานถนนคลาส H2 ในระยะทางประมาณ 30 กม. ซึ่งที่ผ่านมาซุ่มเก็บตัวฝึกซ้อมอย่างหนักอยู่ที่ ศูนย์ฝึกกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย จังหวัดสุพรรณบุรี

โดยเจ้าตัว ตั้งความหวังจะขอติด “ท็อปไฟว์” ให้ได้ และถ้าโชคดีอาจ มีลุ้นเหรียญสีใดสีหนึ่ง ติดไม้ติดมือกลับมาฝากคนไทยด้วย ทั้งนี้ พงค์ชัยพร้อมสตาฟฟ์โค้ช จะออกเดินทางสู่แดนซามูไร ในวันจันทร์นี้ (23 สิงหาคม 64)

สุขภาพดี ไม่มีขาย อยากได้ ต้องออกกำลัง

โอลิมปิก โตเกียว 2020 ผ่านพ้นไป สถานีต่อไปที่คอกีฬาต้องติดตามคือ มหกรรมกีฬา “พาราลิมปิกเกมส์ 2020” ที่กำลังจะระเบิดการชิงชัยกันแล้ว ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม ถึง 5 กันยายน 2564 นี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น

โดยมี  นักกีฬาคนพิการทีมชาติไทย  ได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด  74  คน

จาก  14 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย เทควันโด,  ยิงธนู,  แบดมินตัน,  วีลแชร์ฟันดาบ, ยกน้ำหนัก,  ว่ายน้ำ,  เทเบิลเทนนิส, กรีฑา (ลู่-ลาน, วีลแชร์เรซซิ่ง),  จักรยาน,  ยิงปืน  วีลแชร์เทนนิส,

บอคเซีย,  ฟุตบอลคนตาบอด   และ  ยูโด  ซึ่งถือเป็นการแข่งขันพาราลิมปิกที่มีนักกีฬาไทยแลนด์ผ่านเข้าไปร่วมแข่งมากกว่าทุกครั้งที่เคยผ่านมา

ซึ่งในส่วนของ  ทัพนักกรีฑาคนพิการไทย  มีทั้งสิ้น  13  คน แบ่งเป็น  กรีฑา ลู่-ลาน 5 คน ได้แก่ จิราพร ก๋ากัน, อังคาร ชะนะบุญ,  อรวรรณ ไกรสิงห์,  สุนีย์ภรณ์ ถนอมวงค์

(ปัจจัย ศรีคำพันธ์-ไกด์รันเนอร์), เจนจิรา  ปัญญาทิพย์  ส่วน วีลแชร์เรซซิ่ง ที่ถือเป็นกีฬาพระเอก (ตัวจริง เสียงจริง)  ของทัพไทยในการแข่งขันพาราลิมปิกหลายสมัยที่ผ่านมา  มีทั้งหมด 8 คน

ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ รัตนะ, พงศกร แปยอ, พิเชษฐ์ กรุงเกตุ,  มะสบือรีอาแซ, สายชล คนเจน, ภูธเรศ คง

รักษ์, อภิวัฒน์  แพงเหนือ และ ประวัติ วะโฮรัมย์ ฮีโร่เจ้าของ 4 เหรียญทอง ที่ริโอฯ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ที่จะลงแข่งใน คลาส T54 ทั้ง 800 ม./1,500 ม./5,000 ม./มาราธอน

 

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

ตำแหน่ง กองหลัง, เซ็นเตอร์แบ็ค
วันเกิด 3 มกราคม 1988 (33 ปี)
สถานที่เกิด เบลฟาสต์, ไอร์แลนด์ เหนือ
น้ำหนัก 77
ส่วนสูง 188

ทีมชาติ ไอร์แลนด์ เหนือ
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2006

จอนนี่ อีแวนส์ เด็กหนุ่มจากเบลฟาสต์ เซ็นเตอร์แบ็ครูปร่างสูง และปราดเปรียว เขาเป็นกองหลังคนหนึ่งที่มีความฉลาด มีร่างกายที่แข็งแรง และมีความสามารถในการจ่ายบอลที่ดี ซึ่งนั่น

ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาได้ขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ เขาก็ยังมีชื่อติดทีมชาติไอร์แลนด์ เหนือ ตั้งแต่ก่อนที่จะได้ลงสนามให้กับทีมปีศาจแดงแดงนัดแรกเสียอีก

ในฤดูกาล 2005/06 อีแวนส์ ซึ่งมีอายุเพียง 17 ปีมีชื่อในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชุดแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่อีแวนส์ก็มีโอกาสไม่มากในทีมชุดใหญ่ จนกระทั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ขาย เชราร์ด ปิเก้ ออกไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2008 ทำให้ในฤดูกาล 2008/09 เขาได้มีโอกาสลงสนามให้ทีมปีศาจแดงมากขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่เรียกใช้จอนนี่ อีแวนส์ เขาจะปรากฏตัวพร้อมความสงบนิ่งเสมอ ไม่ว่าจะลงเล่นในเกมใหญ่อย่างที่ซานซิโร่ หรือที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ความสามารถในการรับมือกับความ

กดดันของเขานั้นเหลือเชื่อมากจริงๆ

ฮีโร่ในดวงใจของเขาตั้งแต่เด็กคือ รอย คีน และทั้งคู่ก็เคยร่วมงานกันในช่วงที่คีน รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ และตอนนั้นอีแวนส์ก็เล่นให้ทีมแมวดำด้วยสัญญายืมตัว เขา

เป็นนักเตะตัวสำคัญของทีม และช่วยให้ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก

อีแวนส์ กลับมาลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นัดแรกในช่วงกลางฤดูกาลปี 2007/08 ในเกมที่พบกับโคเวนทรี และหลังจากนั้นคีน ก็ขอยืมตัวเขากลับไปเล่นให้ซันเดอร์แลนด์อีก 6 เดือน

หลังจากกลับมาจากซันเดอร์แลนด์ เขาก็ได้ลงสนามทุกนัดในเกมปรีซีซั่น 2008/09 ถือว่าเขาเป็นนักเตะที่มีพัฒนาอย่างโดดเด่นมากคนหนึ่ง และเขาก็เริ่มกลายเป็นนักเตะตัวหลักใน

ทีมชุดใหญ่ คอยเติมเต็มทีมในแนวรับ เมื่อใดก็ตามที่ขาดนักเตะหลักอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือ เนมานย่า วิดิช เขาก็ถูกเรียกใช้เสมอในทุกรายการ ทั้งนัดชิงถ้วยสโมสรโลก และ

ลีกคัพนัดชิงชนะเลิศ เขาได้ลงสนามในพรีเมียร์ ลีก 16 นัดในปีนี้ และในปี 2009/10 เขาก็ได้ลงสนามอีก 18 นัด จากนั้นก็ถูกเรียกใช้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ริโอ เฟอร์ดินานด์มี

อาการบาดเจ็บในปี 2010/11 แต่เขาก็ต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งกองหลังตัวกลางกับ คริส สมอลลิ่ง ที่เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทีมในซัมเมอร์ปี 2010 แต่เขาก็ได้ลงสนามช่วยทีมถึง 13 นัด

และเป็นอีกปีหนึ่งที่เขาได้เหรียญแชมป์พรีเมียร์ ลีก กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 2011/12 เป็นฤดูกาลหนึ่งที่เขาโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดตั้งแต่สวมเสื้อปีศาจแดง ด้วยการบาดเจ็บยาวของเนมานย่า วิดิช เปิดโอกาสให้เขาได้ลงสนาม 28 นัด และมีฟอร์มการเล่น

ที่ยอดเยี่ยมหลายนัด และเขาก็ยังทำประตูแรกให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในวันที่ 18 มีนาคม 2012 ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ได้ 5-0

เกียรติประวัติกับทีม

พรีเมียร์ ลีก 2008- 2009 , 2010- 2011, 2012 -2013
ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2008

ลีก คัพ 2008 -2009,  2009-2010
คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2008 , 2010,  2011,  2013

เกียรติประวัติกับทีมสำรอง และเยาวชน

พรีเมียร์  ลีก  สำรอง  นอร์ท 2005-2006
เซ็นทรัล ลีก นอร์ท 2005

พรีเมียร์ ลีก สำรอง เนชั่นแนล เพลย์ออฟ 2006
แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ 2006

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

เริ่มต้นจากการเล่นให้กับสองชั้น สโมสรนานาชาติ พันธมิตรในประเทศกานาที่เขาเป็นด่างเป็นสิบหกปีโดยแมกนัส Pehrssonที่อยู่ในการเดินทางหัวเราะเยาะในแอฟริกาในระหว่างการเตรียม

ของเขาที่จะนำไปเป็นผู้จัดการของDjurgårdens IF เมื่อ Pehrsson เป็นผู้จัดการ เขาได้รับสิทธิ์ในการโอน Amartey ตั้งแต่วันที่เขาอายุ 18 ปีเพื่อช่วยเตรียม Amartey ให้พร้อมสำหรับ

การย้ายไปสวีเดนอย่างถาวร ในอนาคต ในปี 2013 สโมสรได้นำเขามาในช่วงเวลาที่สั้นลงทั้งในปี 2011 และ 2012 ที่เขาได้ลงเล่นให้กับทีม U21 ของสโมสร

Amartey ทำของเขาSvenska เพนเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2013 กับUmeåเอฟซี [7]จากนั้นเขาก็เปิดตัวในลีกของเขาในเกมเปิดออลสเวนสคาน 2013 ที่พบกับเฮลซิงบอร์กส์

ไอเอฟเมื่อวันที่ 31 มีนาคม Amartey ได้รับการยกย่องจากสื่อสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาล 2013 ที่แข็งแกร่งของเขาและสโมสรต่างประเทศเช่นFC Schalke 04และ1 FC

Kaiserslauternเริ่มสอดแนมเขาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เขาทำประตูแรกให้กับสโมสรเมื่อเขามุ่งหน้ากลับบ้านด้วยอีควอไลเซอร์ 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศสเวนสกา คูเปน ปี 2013ซึ่งใน

ที่สุด เยอร์การ์เดน ก็พ่ายแพ้ต่อIFK โกเตบอร์กด้วยจุดโทษหลังจากที่ของเขาในฤดูกาลแรกในลีกสวีเดนเป็นสิบแปดปี Amartey ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 10 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีกโดย

หนังสือพิมพ์ Expressenและ 18 ที่ดีที่สุดโดยAftonbladetในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 อมาร์ตีย์ยืนยันว่าเขากำลังเจรจากับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะย้ายไปสโมสรอังกฤษ

โคเปนเฮเกน

ในเดือนกรกฎาคม 2014 Amartey ย้ายไปเอฟซีโคเปนเฮเกนด้วยค่าตัว 2.5 ล้าน€บวก add-on และทำให้เขาซุปเปอร์ -debut 20 กรกฏาคมในการแข่งขันกับSilkeborg IF

เลสเตอร์ ซิตี้

อมาร์ตีย์กับเลสเตอร์ ซิตี้ในเดือนตุลาคม 2016

ที่ 22 มกราคม 2016 Amartey เข้าร่วมพรีเมียร์ลีกด้านเลสเตอร์ซิตี้ในการทำสัญญาสี่และครึ่งปีสำหรับค่าบริการทั่วภูมิภาคของขึ้นไป£ 6 ล้าน ในฤดูกาลแรกของเขาในประเทศใหม่ของเขา

Amartey ให้ความสำคัญห้าครั้งในขณะที่ทีมของเขาเลสเตอร์ซิตี้ชนะตำแหน่งพรีเมียร์ลีก เขาเปิดตัวกับสโมสรที่ 27 กุมภาพันธ์ 2016, 1-0 ในลีกบ้านชนะเหนือนอริชซิตี้

ในฤดูกาล 2016-17 Amartey กลายเป็นปกติทีมแรกหลังจากการตายของนโกโลแคนต์ [18]ร่วมทีมแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ในตำแหน่งกองกลางในขณะที่อัตราจ้างของเขาพอๆ กับก็อง

เต้ เขาไม่สามารถจับคู่สกัดกั้นและสกัดกั้นได้ที่ 14 กันยายน 2016 Amartey เริ่มต้นของเขาในแชมเปี้ยนส์ลีกเปิดตัวในเลสเตอร์ 3-0 ชนะไปคลับบรูซในเวทีกลุ่ม ตีย์ทำประตูแรกให้กับเลส

เตอร์ในเกมตีเสมอในนาทีที่ 88 ที่สโต๊ค ซิตี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559 โดยเสมอกัน 2–2 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2017 เพียง 12 ชั่วโมงหลังจากที่กลับไปเลสเตอร์จากการปฏิบัติหน้าที่

ระหว่างประเทศ Amartey เล่น 120 นาที (รวมถึงทดเวลา ) 3-1 ในเอฟเอคัพชนะรีเพลย์รอบที่สี่กว่าดาร์บี้เคาน์ตี้ [23]

ในเดือนตุลาคม 2018 อมาร์ตีย์ข้อเท้าหักในเกมกับเวสต์แฮมยูไนเต็ดทำให้เขาต้องพักรักษาตัวในฤดูกาล 2018–19 ที่เหลือ

หลังจากลงเล่นมาเกือบปี Amartey ที่ใกล้เคียงที่สุดได้กลับมาเล่นในทีมชุดใหญ่ก็คือนั่งสำรองสำหรับเกมEFL CupกับLuton Townในเดือนกันยายน 2019 เขาทำให้ทีมชุดใหญ่

กลับมาได้เกือบสองปีหลังจากได้รับบาดเจ็บที่การแข่งขัน EFL CupกับArsenalเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2020 ซึ่งเลสเตอร์แพ้ 2-0 สี่วันต่อมาเขากลับมาในพรีเมียร์ลีกเมื่อเขาเริ่มเกมที่แมน

เชสเตอร์ซิตี้ด้วยชัยชนะ 5–2 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 อมาร์ตีย์ลงเป็นตัวจริงในเกมยูโรป้าลีกของเขากับเลสเตอร์ โดยเสมอ 0-0 กับสลาเวีย ปรากในเลกแรกของยูโรป้า ลีก รอบ

32 ทีม ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564 อมาร์ตีย์ทำประตูแรกให้กับจิ้งจอกสยามในรอบสี่ปี โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ชนะในช่วงท้ายเพื่อเก็บชัยชนะ 2-1 ในเกมเยือนไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

อาชีพระหว่างประเทศ

พฤษภาคม 2012 Amartey เปิดตัวของเขาสำหรับชาติภายใต้ 20 ทีมฟุตบอลกานาในเกมกับไนจีเรีย [31]เขายังได้รับเลือกให้เล่นในFIFA U-20 World Cup

2013แต่Djurgårdenต้องการให้เขาอยู่ในสวีเดนเนื่องจากการแข่งขันกับฤดูกาล2013 Allsvenskan ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 อมาร์ตีย์ลงเล่นให้ทีมชาติกานาในการแข่งขันแอฟ

ริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ พ.ศ. 2558 ซึ่งแบล็กสตาร์จบการแข่งขันในฐานะรองแชมป์

เขาลงเล่น 6 นัดในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปี 2017โดยกินเวลา 90 นาทีทุกนัดเพื่อช่วยให้กานาจบอันดับที่สี่ในทัวร์นาเมนต์ [33]การแสดงของเขาเห็นเขามีชื่ออยู่ในทีม CAF ของการแข่งขัน