นักธนูสาวเกาหลีใต้ คว้า 3 เหรียญทอง แต่กลับดราม่าเพราะไว้ผมสั้น

นักธนูสาวเกาหลีใต้ คว้า 3 เหรียญทอง แต่กลับดราม่าเพราะไว้ผมสั้น

นักธนูสาวเกาหลีใต้ คว้า 3 เหรียญทอง แต่กลับดราม่าเพราะไว้ผมสั้น

นักธนูสาวเกาหลีใต้ คว้า 3 เหรียญทอง แต่กลับดราม่าเพราะไว้ผมสั้น

อัน ซาน (An San) วัย 20 ปี นักยิงธนูทีมชาติเกาหลีใต้ ได้สร้างประวัติศาสตร์ที่ Tokyo 2020 โดยเธอมาแข่งขันโอลิมปิกเป็นครั้งแรก แต่สามารถคว้าไปได้ถึง 3 เหรียญทอง
และยังทำคะแนนได้ถึง 680 แต้ม ซึ่งมากที่สุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิก แถมยังเป็นการทุบสถิติการแข่งขันครั้งแรกในรอบ 25 ปีอีกด้วย

มันคือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่และสำคัญมากสำหรับเธอ ผู้อายยังน้อยและทุ่มเทอย่างหนักเพื่อชาติ แต่สิ่งที่น่าตกใจและน่าเศร้ามากได้เกิดขึ้น เพราะเธอตกเป็นเหยื่อการบูลลี่อย่างรุนแรงมากในกลุ่มชาวเน็ตชาย โดยเฉพาะชายหนุ่มและวัยรุ่น แม้เธอเพิ่งสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติอย่างสมภาคภูมิ

จากการรายงานของสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ระบุว่า กลุ่มชาวเน็ตผู้ชายจำนวนมากได้แสดงคอมเมนต์หยาบคายและบูลลี่ อัน ซาน ทั้งในแพลตฟอร์มโซเชียลต่าง ๆ รวมถึงอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ

พวกเขาเรียกร้องให้ อัน ซาน ออกมาแสดงความขอโทษ คืนเหรียญทอง ทั้ง 3 เหรียญ และการเป็นนักกีฬาโอลิมปิก เพราะเธอไม่คู่ควรกับการได้รับมัน เนื่องจากเธอตัดผมสั้นมาก ซึ่งพวกเขาเชื่อว่านี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าเธอเป็นเฟมินิสต์

ชาวเน็ตผู้ชายเหล่านี้ยังบอกอีกว่า พวกเขาจ่ายเงินภาษีเป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนของเธอ การกินอยู่ของเธอ ดังนั้นเธอไม่มีสิทธิที่จะทำตัวอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ โดยเฉพาะการเป็นเฟมินิสต์

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เฟมินิสม์ หรือ เฟมินิสต์ หรือ คตินิยมสิทธิสตรี (Feminism / Feminist) กลายเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างมากในสังคมเกาหลีซึ่งผู้ชายเป็นใหญ่ ไม่มีความเท่าเทียมทางเพศและผู้หญิงแทบไม่มีสิทธิ์มีเสียง

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยออกมาประท้วงเรียกร้องสิทธิสตรี ต่อต้านมาตรฐานความงามที่เกินจริง และเรียกร้องว่าพวกเธอมีสิทธิ์ที่จะไว้ผมอย่างไรก็ได้ จะแต่งหน้าอย่างไรก็ได้ และแต่งกายอย่างไรก็ได้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ชายกลับต่อต้านประเด็นนี้อย่างรุนแรงมาก เกิดเป็นกลุ่ม Anti Feminist ขึ้นมา โดยผู้ชายกลุ่มนี้จะร่วมกันแบนสินค้า หรือบริษัทห้างร้านที่แสดงจุดยืนสนับสนุนสตรีนิยม พร้อมกดดันให้ออกมาขอโทษสังคม พวกเขายังมีแนวคิดว่าเฟมินิสต์คือความเห็นแก่ตัวของผู้หญิง และเป็นการต่อต้านผู้ชาย

ครั้งนี้ อันซานไม่ได้นิ่งเฉยต่อความคิดเห็นด้านลบของชาวเน็ต เธอเขียนข้อความบนอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อตอบกลับกลุ่มคนที่เกลียดชังว่า “ขณะที่คุณอยู่ในห้องส่วนตัว กำลังส่งข้อความซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยปมด้อยของตัวเอง ฉันได้เหรียญทองโอลิมปิกมาแล้ว 2 เหรียญนะ” พร้อมโพสต์รูปบันทึกหน้าจอที่แสดงความคิดเห็นเกลียดชังที่กล่าวถึงเธอ อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอ กลับไม่พบโพสต์ดังกล่าวแล้ว

ถึงแม้อันซานจะได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และมีผู้แสดงความคิดเห็นเชิงเกลียดชังต่อเธอจำนวนมาก แต่ชาวเกาหลีใต้ส่วนหนึ่งได้ส่งคำร้องออนไลน์เข้าไปยังสมาคมกีฬายิงธนูแห่งชาติเกาหลีใต้ เพื่อขอร้องให้ทางสมาคมช่วยปกป้องฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกผู้นี้จากความคิดเห็นที่แสดงความเกลียดชัง และขอให้ดำเนินการอย่างถึงที่สุดต่อผู้ที่เขียนข้อความเหล่านั้น โดยโคเรียจุงอังเดลีรายงานว่าช่วงเช้าของวันที่ 29 ก.ค. ที่ผ่านมา มีผู้เขียนคำร้องออนไลน์ที่หน้าเว็บไซต์ของสมาคมมากกว่า 300 คำร้อง นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องทรงผมของอันซานยังทำให้ชาวเน็ตเกาหลีใต้ตั้งข้อถกเถียงว่าเหตุใดผู้หญิงผมสั้นจึงตกเป็นเป้าโจมตีของกลุ่มคนในสังคมนัก

“การถกเถียงเรื่องผมสั้นหรือผมยาวเป็นสิ่งที่ไร้สาระ ความคิดที่ว่าคุณสามารถแยกแยะความเชื่อหรือคตินิยมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยใช้ความสั้นยาวของผมเป็นเกณฑ์นั้นช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ปัญหาที่ใหญ่กว่าในเรื่องนี้ คือ การแบ่งแยกคนโดยมองจากทรงผมนั้นนำไปสู่การโจมตีทางวาจาต่อใครก็ตามที่ถูกมองว่าเป็นเฟมินิสต์ มีตัวอย่างมากมายในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่กรณีของอันซานหรอกค่ะ” รยูฮย็องริมกล่าว พร้อมบอกว่าประเด็นเรื่องเฟมินิสต์ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสังคมเกาหลีใต้  ซึ่งเธอเชื่อว่าสมาคมกีฬายิงธนูแห่งชาติไม่ควรยอมแพ้ต่อเรื่องนี้ และไม่ควรออกแถลงการณ์ขอโทษใดๆ ทั้งสิ้น

สำนักข่าวยอนฮับของเกาหลีใต้รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา กระทรวงครอบครัวและความเท่าเทียมทางเพศได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำที่แสดงออกถึงความเปลี่ยนชังเพศหญิง นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม ส.ส.หัวก้าวหน้าจากหลายพรรคการเมืองของเกาหลีใต้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว พร้อมเขียนข้อความให้กำลังใจอันซานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“การนิยามความคิดของคนอื่นด้วยความคิดเห็นข้างเดียวของตัวเอง แถมยังใช้รูปลักษณ์ภายนอกและถิ่นกำเนิดของบุคคลเหล่านั้นมาเป็นตัวตัดสิน พุ่งเป้าโจมตีความคิดเหล่านั้น และวิจารณ์โดยไม่พิจารณาไตร่ตรอง ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการขาดวิจารณญาณอย่างสุดขั้ว และอาจจัดได้ว่า[การกระทำเช่นนี้]เป็นอาชญากรรมที่เกิดจากความเกลียดชัง” อูวอนชิก ส.ส.จากพรรคประชาธิปไตยแห่งเกาหลีใต้ (DP) ซึ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย

แต่ อัน ซัน เผยความรู้สึกต่อเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เธอไม่พยายามไม่สนใจกระแสที่เกิดขึ้น และจะตั้งใจฝึกซ้อมให้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม อัน ซัน ถือว่ามีฝีมือและสงบกว่าคู่ต่อสู้อยู่มาก เธอมีอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 119 ครั้งต่อนาที ซึ่งต่ำกว่า 167 ครั้งต่อนาทีของเอเลนา โอซิโปวา คู่แข่งชาวรัสเซีย บ่งบอกได้ถึงความสุขุมและสติที่แน่วแน่ของเธอ

นอกจากนี้ มุนแจอิน ประธานาธิบดีของเกาหลีใต้ยังแถลงการณ์ชื่นชมและให้กำลังใจอันซาน ฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิกของประเทศ พร้อมยืนยันว่าเขาจะส่งเสริมวงการกีฬายิงธนูของเขาหลีใต้อย่างแน่นอน

 

นักกีฬาไทยในกีฬาโอลิมปิก ในอดีต

นักกีฬาไทยในกีฬาโอลิมปิก ในอดีต

นักกีฬาไทยในกีฬาโอลิมปิก ในอดีต

นักกีฬาไทยในกีฬาโอลิมปิก ในอดีต

โหมโรงก่อน โอลิมปิก 2020 หรือ ที่จัดขึ้นแบบเวอร์ชั่น  โอลิมปิก 2021 เพราะโดนพิษโควิด-19 เล่นงาน…ครั้งนี้ไทยยังมีความหวังเหรียญทองเช่นเดิม และในอดีต เคยมีนักกีฬาไทย

ไปถึงจุดสูงสุด คว้าเหรียญทองโอลิมปิก มาแล้วถึง 9 คน ลองไปทำความรู้จัก และทบทวนความจำกันว่ามีใครบ้างประเทศไทย ส่งนักกีฬา เข้าร่วมมหกรรมกีฬา โอลิมปิกเกมส์ เป็นครั้งแรก

ในปี 1952 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์  และกว่าที่ประเทศไทย จะได้เหรียญรางวัลแรก จากโอลิมปิกเกมส์ ต้องรอยาวนาน ถึง ปี 1976 ซึ่งโอลิมปิกเกมส์ จัดขึ้นที่มอนเท

รอัล ประเทศแคนาดา ซึ่ง วันนั้นในอดีต เหรียญแรกของประเทศไทย เป็น “เหรียญทองแดง” จาก การโชว์ฝีไม้ลายมือเชิงมวยของ พเยาว์ พูนธรัตน์ ในกีฬามวยสากลสมัครเล่น รุ่นไลท์ฟลายเวท

เหรียญทองแรกในปี 1996

และกว่าประเทศไทย จะได้ “เหรียญทอง” แรก เหรียญทองโอลิมปิกประวัติศาสตร์ของชาติ ต้องรอถึง ปี 1996 ซึ่งเป็นการจัดโอลิมปิกที่แอตแลนต้า สหรัฐ , ซึ่งผู้ที่เขียนประวัตศาสตร์หน้า

ใหม่ ให้กับประเทศไทย และวงการกีฬาไทย  ก็คือ เจ้าของวลี “ไม่ได้โม้…” เรือโท สมรักษ์ คำสิงห์ ที่คว้าเหรียญทองจาก มวยสากลสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวท ด้วยการชนะคะแนน เซฟาริน

โทโดรอฟ นักชกบัลแกเรีย   ซึ่งในรอบรองฯ  โทโดรอฟ เอาชนะฟลอยด์ เมเวอเธอร์ จูเนียร์ ซึ่งปัจจุบัน ฟลอยด์ได้กลายเป็นนักมวยระดับโลกมาด้วย…

วันนั้น เปรียบเสมือน การปักหมุดหมายใหม่ของวงการกีฬาไทยลงบนแผนที่กีฬาโลก  เพราะนับตั้งแต่โอลิมปิกเกมส์ เมื่อปี 1996 เป็นต้นมา ประเทศไทย นักกีฬาไทย ก็มีเหรียญทอง กลับมา

ฝาก แฟนกีฬาชาวไทยได้ทุกครั้ง ไล่ตั้งแต่ 1996,2000,2004,2008 แต่จะมีว่างเว้นจากเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ไป 1 ครั้ง นั่นคือ 2012 ที่ลอนดอน อังกฤษ , แต่สุดท้าย โอลิมปิก

เกมส์ 2016 ที่ริโอ บราซิล ประเทศไทยก็กลับมา มีเหรียญทองโอลิมปิกติดมือข่าวที่เกี่ยวข้องส่องธุรกิจกีฬา รับมหกรรม ‘โอลิมปิก’ มองโอกาสหลังโควิด-19 ซาโปรแกรมกีฬาโอลิมปิก

2020 ตารางถ่ายทอดสด เริ่ม 21 ก.ค. 2564ตารางฟุตบอลโอลิมปิก 2020 โปรแกรมถ่ายทอดสด Olympics ดูบอลสดทุกวันเหรียญทองแรก ของนักกีฬาหญิง

สำหรับ นักกีฬาเพศหญิงของประเทศไทย ถือว่า สร้างชื่อเสียงให้ประเทศได้ไม่น้อย และเหรียญทองแรกของนักกีฬาหญิงไทย มาจาก โอลิมปิกปี 2004 ที่เอเธนส์ ประเทศกรีซ  โดยผู้หญิง

ไทย คนแรก ที่ได้สัมผัสเหรียญทอง โอลิมปิกเกมส์ คือ  อุดมพร พลศักดิ์ ยกน้ำหนักหญิง 53 กก. หรือ “น้องอร” ซึ่งคนไทย รู้จักเธอดี จากวลีเด็ด …เพราะน้องอรจะตะโกนคำว่า “สู้

โว้ย” ก่อนยกเหล็กเสมอๆ ณ เวลานั้นและในโอลิมปิกครั้งนั้น หลังจาก “น้องอรสู้โว้ย” ได้เหรียญทองไม่กี่วัน ปวีณา ทองสุก หญิงไทยคนที่ 2 ก็ได้รับเหรียญทองโอลิมปิกต่อทันที ใน

การแข่งขัน ยกน้ำหนักหญิง 75 กก.สรุปทำเนียบเหรียญทองโอลิมปิกไทยทั้งนี้ รายชื่อ ฮีโร่ นักกีฬาไทย ที่เคยสัมผัสจุดสูงสุดเหรียญทองโอลิมปิกเกมส์ มีดังนี้

1.  ปี 1996 : สมรักษ์ คำสิงห์ มวยสากลสมัครเล่น รุ่นเฟเธอร์เวท
2. ปี 2000 : วิจารณ์ พลฤทธิ์ มวยสากลสมัครเล่น รุ่นฟลายเวท

3. ปี 2004  : อุดมพร พลศักดิ์ ยกน้ำหนักหญิง 53 กก.
4. ปี 2004  : ปวีณา ทองสุก ยกน้ำหนักหญิง 75 กก.

5. ปี 2004  : มนัส บุญจำนงค์ มวยสากลสมัครเล่น รุ่นไลท์เวลเธอร์เวท
6. ปี 2008 : ประภาวดี เจริญรัตนธารากูล ยกน้ำหนักหญิง 53 กก.

7. ปี 2008 : สมจิตร จงจอหอ มวยสากลสมัครเล่น รุ่นฟลายเวท
8. ปี 2016 : โสภิตา ธนสาร ยกน้ำหนักหญิง รุ่น 48 กก.

9. ปี 2016 : สุกัญญา ศรีสุราช ยกน้ำหนักหญิง รุ่น 58 กก.

ทั้งนี้ นักกีฬาไทยสามารถคว้าเหรียญโอลิมปิกมาแล้วทั้งหมด 33 เหรียญ  แบ่งเป็น 9 ทอง 8 เงิน 16 ทองแดง

โดย นับตั้งแต่เข้าร่วมโอลิมปิกเกมส์ เป็นต้นมา  โดยกีฬาที่ได้มากที่สุด คือ มวยสากลสมัครเล่น 14 เหรียญ ,  ยกน้ำหนัก 14 เหรียญ และ เทควันโด 5 เหรียญ

และในโอลิมปิกเกมส์ 2020 ซึ่งจัดขึ้นที่โตเกียวครั้งนี้ บนเลขปฏิทิน โอลิมปิก 2021  ความหวังของนักกีฬาไทย ที่จะได้เหรียญทอง อยู่ที่ความหวังสูงสุด  คือ “น้องเทนนิส” พาณิภัค วงศ์

พัฒนกิจ ในกีฬาเทควันโด รุ่น 49 กก.หญิง ซึ่งกวาดมาหมดแล้วทุกแชมป์ ขาดเพียงเหรียญทองโอลิมปิก และเธอคือเต็งแชมป์ในการแข่งขันปีนี้…คงต้องติดตามลุ้นและเชียร์ทั้ง 41 ชีวิต

นักกีฬาไทย ที่ไปลุยโอลิมปิก 2020 ในครั้งนี้การได้เหรียญทองโอลิมปิก ณ เวลานี้คงจะเป็นการปลอบประโลมจิตใจให้กับผู้คนได้ ในยามที่ต้องทุกข์อยู่กับโรคโควิด-19มนัส บุญจำนงค์ เหรียญทองโอลิมปิก 2004 มวยสากลสมัครเล่น รุ่นไลท์เวลเธอร์เวท โสภิตา ธนสาร และ สุกัญญา ศรีสุราช

เดชาพล พัววรานุเคราะห์ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

เดชาพล พัววรานุเคราะห์ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

เดชาพล พัววรานุเคราะห์ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

เดชาพล พัววรานุเคราะห์ – ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

จุดเริ่มต้นเส้นทางแบดมินตันเดชาพล พัววรานุเคราะห์ หรือ บาส ลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย บาสชื่นชอบในการเล่นกีฬามา

ตั้งแต่เด็ก โดยเคยเล่นทั้ง  ฟุตบอล , กรีฑา และ เทนนิส ก่อนที่เขาจะเริ่มมาค้นพบว่า ตนเองหลงใหลใน แบดมินตัน มากที่สุด ทำให้บาสเริ่มต้นเล่นกีฬาชนิดนี้อย่างจริงจัง

โดยในวัยเด็ก บาสมี “แมน” บุญศักดิ์ พลสนะ  อดีตนักแบด มินตันชายเดี่ยวของไทย ซึ่งเคยเป็นมือ 4 ของโลก เป็นไอดอล ทำให้เขาเริ่มต้นเล่นแบดในประเภทชายเดี่ยว โดยสังกัด สโมสร

แบดมินตันศรีราชา บาสฝึกฝนทักษะ และพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง โดยเขามีความฟิตและพละกำลัง เป็นจุดเด่น จนบาสประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในเวลานั้น โดยเขาสามารถคว้า

แชมป์ในระดับเยาวชน ทุกรุ่นอายุ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นยุวชน 11 ปี, 13 ปี และ 15 ปี ส่งผลให้เขากลายเป็นที่จับตามองจากสโมสรใหญ่ๆ ในประเทศ

จากนั้น บาสก็สร้างชื่อให้ตัวเองอีกครั้ง หลังคว้าแชมป์ระดับประเทศในเขตภาคกลางได้ ทั้งรุ่น 14 ปี และ 16 ปี ในการแข่งขัน เยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย (SCG Junior Badminton

Championships) ทำให้บาสมีโอกาสได้เซ็นสัญญาเข้าร่วมในโครงการ เอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี่ ในปี 2553 ซึ่งกลายเป็นเหมือนก้าวแรก ในเส้นทางอาชีพนักตบลูกขนไก่ของเขา

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ เดชาพล เข้าร่วมสโมสรเอสซีจี ได้ไม่นาน เขาก็ได้พบกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ “โค้ชโอม” เทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของโครงการ เอสซีจี

แบดมินตัน อคาเดมี มองเห็นแววว่า บาสเหมาะที่จะเล่นในประเภทคู่ และน่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้มากกว่า โดยตอนแรกที่บาสได้ยินสิ่งที่โค้ชแนะนำ บาสเองก็ยังไม่ได้เชื่อในคำ

พูดของโค้ชเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ยอมทำตาม โดยเขาได้ลองจับคู่กับเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง “สกาย” กิตตินุพงษ์ เกตุเรน ในปี 2012

“พี่โอมบอกว่า ความสามารถของผม เหมาะกับการเล่นคู่มากกว่า มีโอกาสไปได้ไกลกว่าเล่นประเภทเดี่ยวครับ ซึ่งจริงๆ ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่พอได้ลองเล่นแล้วก็เป็นจริงอย่างที่โค้ชบอก”

หลังจากลงเล่นในประเภท ชายคู่ เพียงแค่ 2 ปี เดชาพล ก็ประสบความสำเร็จตามที่โค้ชบอกจริงๆ โดยในปี 2014 “บาส-สกาย” ประกาศศักดา พากันคว้าแชมป์ เยาวชนชิงแชมป์

โลก 2014 ที่ประเทศมาเลเซีย ได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นแชมป์ในประเภทที่ 3 ของนักแบดมินตันไทย ต่อจาก รัชนก อินทนนท์ (หญิงเดี่ยว) ในปี 2009, 2010, 2011 และคู่ของ มณีพงศ์ จงจิตร

กับ รจนา จุฑาบัณฑิตกุล (คู่ผสม) ในปี 2009 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาสก็ไม่เคยคิดที่จะกลับไปเล่นประเภทเดี่ยวอีกเลย

ประเภทคู่ มันเล่นง่ายกว่าประเภทเดี่ยวครับ เล่นด้วยกัน 2 คน ไม่ได้ใช้พละกำลังเยอะมากเหมือนเล่นคนเดียว แถมบางครั้งเราแก้ไขปัญหาคนเดียว มันก็อาจจะไม่ดีเท่าสองคนช่วยกัน

และอีกอย่างคือรูปร่างผมไม่ได้สูงด้วยครับ เลยเหมาะกับการเล่นคู่มากกว่า”ทว่าหลังจากนั้นมา เดชาพล ก็ได้ลองจับคู่กับนักแบดชายอีก 8 คน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คิด โดยเขาไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดๆ ได้เลย จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 2015 บาสได้เดินไปขอโค้ช

โอมว่า อยากลองจับคู่กับ “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย รุ่นพี่คนสนิท ที่กำลังเล่นในประเภทหญิงคู่ และคู่ผสมอยู่ ณ ขณะนั้น

จุดเริ่มต้นเส้นทางแบดมินตัน

ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย หรือ ปอป้อ เกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2535 ที่จังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย ปอป้อมีคุณพ่อคุณแม่ที่เคยเป็นนักแบดมินตัน ในสมัยที่ยังเรียนในมหาวิทยาลัย

ด้วยกันทั้งคู่ ทำให้เธอรู้จักและเริ่มเล่นกีฬาแบดมินตัน ที่สนามแบดแถวบ้านตั้งแต่ยังเด็ก โดยในทีแรก ปอป้อยังไม่ได้คิดจะจริงจังอะไรมากกับแบดมินตัน ทว่าหลังจากที่เธอเล่นลงแข่งขัน แล้ว

พบกับความพ่ายแพ้ จึงกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เธอเริ่มมุ่งมั่นตั้งใจ ฝึกซ้อมอย่างเอาจริงเอาจัง จนฝีไม้ลายมือของเธอพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

โดยในตอนที่ ปอป้ออายุ 14 ปี เธอก็สามารถข้ามรุ่นไปคว้าแชมป์ในรุ่น 15 ปี และพออายุ 15 ปี เธอก็ขยับไปคว้าแชมป์ในรุ่น 18 ปีได้อีก โดยนอกจากการเล่นในประเภทหญิงเดี่ยวแล้ว ปอป้อ

ยังสามารถเล่นในประเภทคู่ได้อีกด้วย ในปี 2009 ปอป้อในวัย 17 ปี จับคู่กับ รจนา จุฑาบัณฑิตกุล ไปคว้าอันดับ 3 ในประเภทหญิงคู่ จากการแข่งขัน เยาวชนชิงแชมป์โลก 2009 และเยาวชนชิงแชมป์เอเชีย 2009 ที่ประเทศมาเลเซีย ทั้ง 2 รายการ

และในปีเดียวกันนั้น ปอป้อก็ยังคงเล่นในประเภทเดี่ยว และสามารถเอาชนะ “เมย์” รัชนก อินทนนท์ แชมป์หญิงเดี่ยวเยาวชนชิงแชมป์โลก 2009 ทำให้คว้าแชมป์รายการ มาเลเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล ชาเลนจ์ 2009 ไปครองได้สำเร็จอีกด้วย

จากนั้นในปี 2010 ทรัพย์สิรี สามารถคว้าแชมป์ ยูธ โอลิมปิก 2010 ที่ประเทศสิงคโปร์ ในประเภทหญิงเดี่ยว โดยไม่เสียเลยแม้แต่เกมเดียวตลอดทั้งทัวร์นาเม้นต์ ในขณะที่ คาโรลิน่า มา

ริน นักตบชาวสเปน ที่กลายมาเป็นแชมป์โลก 3 สมัยในปัจจุบัน ไปได้ไกลถึงแค่รอบ 8 คนสุดท้ายเท่านั้น จากนั้นในปี 2013 เธอก็คว้าแชมป์ ยูเอส โอเพ่น 2013 พร้อมรั้งมือวางอันดับ 14 ของโลก

ปอป้อกลายเป็นนักแบดมินตันเพียงไม่กี่คน ที่ประสบความสำเร็จในการเล่นถึง 3 ประเภท ทั้ง หญิงเดี่ยวหญิงคู่ และ คู่ผสม โดยในประเภทหญิงคู่ เธอจับคู่กับ พรทิพย์ บูรณ

ประเสริฐสุข คว้าแชมป์ สมายลิ่ง ฟิช อินเตอร์เนชั่นแนล ซีรีส์ 2009 ก่อนที่จะมาจับคู่กับ สาวิตรี อามิตรพ่าย คว้าแชมป์ ไซเอ็ด โมดิ อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนชิพส์ อินเดีย

2012 ก่อนที่เธอจะเปลี่ยนมาเล่นคู่กับ “เอิร์ธ” พุธิตา สุภจิรกุล โดยคว้าแชมป์ได้ 3 รายการ และยังคงเล่นด้วยกันมาจนถึงปัจจุบัน

 เดชาพล พัววรานุเคราะห์ 

 เดชาพล พัววรานุเคราะห์

 เดชาพล พัววรานุเคราะห์ 

เดชาพล พัววรานุเคราะห์

ในรอบหลายปีมานี้ไม่มีนัก แบดมินตัน ชายไทยคนไหน ประสบความสำเร็จมากกว่า “บาส”  อีกแล้ว เขาจับคู่กับพี่สาวสุดซี้อย่าง “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย คว้า 9 แชมป์จาก 17 รายการที่เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ

ในสมัยเป็นดาวรุ่ง เขาคว้า แชมป์ประเภท เดี่ยวเกือบทุกรุ่นอายุ และมีแววจะไปได้ดีในระดับอาชีพ แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับต้องเจอเรื่องท้าทายที่สุดในชีวิต เมื่อโค้ชบอกว่าถ้าอยากจะประสบความสำเร็จในระดับอาชีพให้หันไปเล่นประเภทคู่จะดีกว่า ซึ่งเขาก็ยอมทำตาม หลังจากนั้นเป็นต้นมาเขาประสบความสำเร็จตามที่โค้ชบอก ทำให้ไม่เคยคิดที่จะกลับไปเล่นประเภทเดี่ยวอีกเลยรักการเล่นกีฬา

เด็กหนุ่มจากอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ที่มีใจรักในการเล่นกีฬาเหมือนเด็กผู้ชายทั่วไป เริ่มต้นจากการเล่นฟุตบอล กรีฑา เทนนิส ก่อนจะมาค้นพบว่าตัวเองนั้นชอบแบดมินตัน จึงได้เริ่มเอาจริงเอาจังกับกีฬาชนิดนี้มากขึ้น

“ผมเป็นคนที่ชอบเล่นกีฬาตั้งแต่เด็กๆครับ จริงก็เล่นได้ทุกกีฬาทั้ง ฟุตบอล เทนนิส แต่ตอนนั้นสะดวกที่จะเล่นแบดมินตันมากที่สุด เพราะว่ามันใกล้บ้าน พ่อแม่สะดวกที่จะไปรับไปส่งครับ ก็เลยตีมาเรื่อยๆ แล้วก็ไปแข่งได้รางวัลตั้งแต่เด็กๆ เหมือนเรารู้สึกว่าทางนี้มันไปได้ด้วย”

“จริงๆก็เริ่มจากการเล่นฟุตบอลก่อน แต่ว่ามันเป็นกีฬาที่ต้องปะทะกันค่อนข้างหนัก คุณแม่เองก็กลัวผมบาดเจ็บเลยอยากให้เปลี่ยนกีฬาด้วย เลยลองมาเล่นกรีฑา แต่ก็คิดว่ามันเป็นกีฬาไม่แน่นอน เลยลองมาเล่นเทนนิสซึ่งเป็นกีฬาที่เล่นกลางแจ้งทำให้หันมาเล่นแบดมินตันที่มีวิธีการเล่นคล้ายๆกันแต่อยู่ในร่ม และผมเองก็ชอบที่แบบ มันไม่ต้องเจ็บตัวด้วยครับ”

บาส เริ่มต้นสังกัดสโมสรแบดมินตันศรีราชา โดยมี “แมน” บุญศักดิ์ พลสนะ นักแบดมินตันชายเดี่ยว เป็นไอดอล เขาพัฒนาขึ้นในทุกวันและมีโอกาสได้แข่งขันรายการต่างๆ และประสบความ

สำเร็จคว้าแชมป์ทุกรุ่นอายุ ทั้งรุ่นยุวชน 11 ปี 13 ปี 15 ปี ทำให้ได้รับการจับตามองจากบรรดาสโมสรใหญ่ จนกระทั่งในปี 2010 บาส มีโอกาสได้เซ็นสัญญาเข้าไปอยู่ในโครงการ เอสซีจี แบดมินตัน อคาเดมี่ ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นนักกีฬาแบดมินตันอาชีพของเขา

เกิดมาเพื่อเล่นคู่จุดเด่นอย่างหนึ่งของบาสที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ ก็คือความฟิต เขาโดดเด่นมากในเรื่องของพละกำลัง สามารถร่อนไปได้ทั่วคอร์ดแบบไม่มีหมด หลังจากเข้าไปอยู่ที่เอสซีจีได้ไม่นานเขาก็ต้องเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

เมื่อ“โค้ชโอม” เทศนา พันธ์วิศวาส หัวหน้าผู้ฝึกสอนของโครงการฯ มองเห็นแววแล้วว่าเด็กคนนี้เหมาะจะเล่นคู่มากกว่า พอฟังแล้วบาสเองก็ไม่ได้เชื่อในคำพูดของโค้ชเท่าไหร่นัก แต่ก็ยอม

ทำตามแต่โดยดี จึงได้ลองจับคู่กับ “สกาย” กิตตินุพงษ์ เกตุเรน ในปี 2012 ใช้เวลาจับคู่กันเพียงแค่ 2 ปี ก็พากันคว้าแชมป์เยาวชนโลกได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นประเภทที่ 3 ของนักแบดมินตันไทยต่อจาก รัชนก อินทนนท์ หญิงเดี่ยว , มณีพงศ์ จงจิตร กับ รจนา จุฑาบัณฑิตกุล คู่ผสม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บาส ก็เปลี่ยนความคิดไม่ลงแข่งประเภทเดี่ยวอีกเลย มุ่งมั่นกับการเล่นในประเภทคู่อย่างเดียว “โค้ชบอกว่าความสามารถของผม เหมาะกับการเล่นคู่มากกว่า มีโอกาสไปได้ไกลกว่าเล่นประเภทเดี่ยวครับ ซึ่งตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่พอลองเล่นดูแล้วก็เริ่มรู้สึกว่าเห็นด้วย”

ประเภทคู่มันเล่นง่ายกว่าประเภทเดี่ยวครับ เล่นด้วยกัน 2 คน ไม่ได้ใช้พละกำลังเยอะมากเหมือนเล่นคนเดียว แถมบางครั้งเราแก้ไขปัญหาคนเดียว มันก็อาจจะไม่ดีเท่าสองคนช่วยกัน และอีกอย่างคือรูปร่างผมไม่ได้สูงด้วยครับ เลยเหมาะกับการเล่นคู่มากกว่า”

คู่หูที่ลงตัว

นับจากนั้นมา บาส มีโอกาสได้เล่นจับคู่ทั้งหมด 8 คน แต่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ จนกระทั่งปลายปี 2015 อยู่ๆบาสได้เดินไปขอโค้ชโอมว่าอยากลองจับคู่กับปอป้อดูบ้าง

“ตอนแรกผมกับพี่ป้อ ต่างคนต่างตีประเภทคู่กันอยู่แล้ว ผมเล่นชายคู่ พี่ป้อกับเล่นหญิงคู่ของตัวเองครับ แต่มีอยู่วันนึงเหมือนผมไปขอโค้ชว่าอยากตีคู่ผสมกับพี่ป้อ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดจริงจังนะครับ ขอแค่ตีเล่นๆ แต่ว่าพอตีไปตีมา โค้ชก็มองว่าพอไปด้วยกันได้ ก็เลยได้จับคู่กันยาวๆ”

“ช่วงนั้นสภาพร่างกายผมฟิตครับ สามารถตีได้ 2 ประเภท ก่อนหน้านี้ผมก็เคยตีคู่ผสมาแล้วด้วย ก็เลยอยากกลับมาตีใหม่ ผมกับพี่ป้อก็สนิทกันพอสมควร ตอนนั้นก็น่าจะเป็นคนที่จับคู่แล้วสบายใจที่สุด เพราะซ้อมอยู่ด้วยกันตลอดก็เลยลองดู”

หลังจับคู่กันไม่นานดูเหมือนทั้งคู่จะเป็นส่วนผสมที่ลงตัว เพราะใช้เวลาเพียงแค่ครึ่งปีก็ไต่ขึ้นอยู่อันดับ 20 ของโลก จากการได้รองแชมป์รายการอาชีพ 2 รายการ ซึ่งน่าเสียดายที่การจับคู่ของทั้งสองคนมาช้าไปเล็กน้อย ทำให้เก็บคะแนนไม่ทันสำหรับโอลิมปิก 2016 ที่บราซิล

หลังจากนั้นอีกแค่ 6 เดือน ทั้งคู่ก็ขยับขึ้นติด 1 ใน 10 ของโลก เป็นผลงานที่ก้าวกระโดดมากๆ จุดเด่นของบาสคือความแข็งแรงตามเก็บทุกลูกไปทั่วคอร์ด ส่วน ปอป้อ ก็รับลูกตบผู้ชายได้ดี แต่คอยซัพพอร์ทส่วนที่บาสขาดไปได้อย่างลงตัว

ผมจะเป็นคนที่ชอบกระโดดตบซ้ายตบขวา สมมติบางครั้งลูกมันไกลจริง ๆ ผมก็ออกไปกระโดดตบ ตัวก็จะหลุดออกนอกสนาม ซึ่งถ้าคู่แข่งเปลี่ยนทางได้เราก็จะเสียแต้ม แต่พี่ป้อก็ยังมาช่วยผมได้ทันครับ เพราะเขาเป็นคนที่รับแรงตบจากคู่แข่งได้ดี”

“เวลาโดนนักแบดผู้ชายตบใส่ พี่ป้อก็รับได้ดี หรือเวลาที่ผู้หญิงต้องออกข้างหลัง พี่ป้อเขาก็จะออกมาตีได้โดยที่ไม่เสียเปรียบ อีกอย่างคือเราคุยกันตลอด ทั้งแผนการ รวมถึงจุดที่เราต้องแก้ไข ลูกไหนที่โดยแล้วเราเสียแต้มตลอด ก็จะกลับไปแก้ไข”

ถึงตอนนี้ บาสและป้อ ถือเป็นคู่ผสมที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีของแบดมินตันไทย คว้าแชมป์ร่วมกัน 5 รายการ ได้รองแชมป์โลก กับ รองแชมป์ออลอิงแลนด์อีกอย่างละสมัย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็น

ความสำเร็จที่เกินความตั้งใจ “กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ยอมรับว่าเหนื่อยมากครับ เพราะต้องเต็มที่ตลอดทั้งตอนแข่งและตอนซ้อม แต่ผลที่ออกมาก็ประสบความสำเร็จมากกว่าที่ฝันเอาไว้”

คลิกเพื่ออ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

บาส-ปอป้อ : เคล็ดลับการเล่นคู่ที่ทำให้ผลงานดีวันดีคืน จนกลายเป็นนักแบดมินตันคู่ผสมไทยที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษบาส-ปอป้อ : คู่หูแร็คทอง ถึงเวลาแบดมินตันไทยแจ้งเกิดในโอลิมปิก

ย้อนตำนาน แบดมินตันไทย ในศึกออล อิงแลนด์ โอเพ่น แชมป์เปี้ยนชิพเมย์ กันต์ บาส-ป้อ วิว-กิ๊ฟ และ ทัพแบดไทยพร้อม l 5 ประเด็นน่าจับตาศึกออลอิงแลนด์ 2020ย้อนรอย 6 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์แบดมินตันไทยในชิงแชมป์โลก

ผลงานหมายเหตุ ทั้งหมดเล่นคู่กับ ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย

พ.ศ. 2564ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ BWF World Tour Finals 2020 ประเทศไทยชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Toyota Thailand Open 2020 ประเทศไทยชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Yonex Thailand Open 2020 ประเทศไทย
พ.ศ. 2563รองชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ All England Open 2020 ประเทศอังกฤษ
พ.ศ. 2562ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Macau Open 2019 ประเทศมาเก๊าชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Korea Open 2019 ประเทศเกาหลีใต้ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Singapore Open 2019 ประเทศสิงคโปร์
พ.ศ. 2560ชนะเลิศ ประเภทคู่ผสม รายการ Swiss Open 2017 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

 

 

 

 

เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

เศวต เศรษฐาภรณ์

ชีวิตมันต้อง  เดินตาม  หาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง”  ผมนั่งเขียนบทความชิ้นนี้โดยเปิดเพลงความเชื่อของวงบอดี้แสลมฟังไปด้วย

ฮุคเพลงข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่า ความฝันของคนเรา เปรียบน้ำหล่อง เลี้ยงที่ทำให้หัวใจเราชุ่มช่ำ การที่ชีวิตมีจุดหมายปลายทางให้ไขว่คว้าบ่งบอกให้รู้ว่าชีวิตนั้นคุณค่าเพียงใด

และเป็นความจริงที่ว่าความฝันนั้นไม่ได้จำกัดแค่เด็กวัยรุ่น แต่เป็นของคนทุกเพศทุกวัย เช่นเดียวกับ “แซม” เศวต เศรษฐาภรณ์ นักกีฬายิงเป้าบินทีมชาติไทยวัย 5ุ6 ปี ที่มีท่าทางสุขุม

ใจเย็น แต่ไม่เคยหยุดค้นหาตัวตนและความฝัน เขาตัดสินใจหาความท้าทายใหม่ในชีวิตตอนอายุ 41 ปี และทำความฝันเป็นจริงในอีก 15 ปีต่อมา

จากนักบินสู่นักแม่นปืน

เศวต หรือ แซม เริ่มต้นเป็นนักกีฬายิงเป้าบินตอนอายุ 41 ปี ในวัยที่ใครหลายคนกำลังมองหาความมั่นคงให้ชีวิตแต่เข้ากลับเลือกหาควาท้าทายใหม่ให้กับตัวเอง ยุติการเป็นนักบินและ

เบนเข็มมาจับปืนเป็นนักกีฬายิงเป้าบิน ไม่เพียงแค่นั้นด้วยอายุที่เลข 4 นำหน้ายังเป็นการเริ่มต้นที่ถือว่าช้ามาก ๆ หากเทียบกับนักกีฬาทั่วไปที่เริ่มต้นตั้งแต่ 7-8 ขวบ

“การเป็นนักบินมันให้อิสระผมมาก ๆ นะ แตชีวิตผมมันก็เสี่ยงอันตรายในทุกวัน”  เศวตร เริ่มเล่าจากจุดเริ่มต้นเมื่อ 15 ปีก่อน

“ผมเคยมีเพื่อนเป็นนักบินแล้วเขาประสบอุบัติเหตุ ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ครอบครัวเราไม่สบายใจ คุณแม่ผมท่านเป็นห่วง กลัวว่าวันนึงอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นกับเรา เขาก็ขอให้เราเลิกเป็นนักบิน ช่วงนั้นผมก็ลำบากใจมาก ๆ เพราะมันสิ่งที่เรารักและอยู่กับมันมาทั้งชีวิต”

แม้จะใช้เวลาตัดสินใจอยู่นานแต่ท้ายที่สุด แซม ก็ทำตามคำขอของคุณแม่ แต่หลังจากเลิกเป็นนักบินได้ไม่นาน ชีวิตที่เว้นว่างในแต่ละวันจนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาตลอดเวลาว่าจะทำอะไรเพื่อให้ชีวิตดูมีคุณค่าและท้าทายตัวเองอีกครั้ง จนกระทั่งมีคนแนะนำให้ลองมาเล่นกีฬายิงเป้าบิน

“เป้าบินมี 2 ประเภท คือแทร็บกับสกีต ที่ผมชอบคือแทร็บ ตอนเริ่มต้นมันยากมากนะ เพราะต้องใช้สมาธิ ร่างกาย ทักษะพื้นฐานต่าง ๆ แต่พอเราตัดสินใจแล้วว่าจะไปให้สุดกับเส้นทาง ก็เริ่ม

ศึกษาทุกอย่างเริ่มจากพื้นฐาน หลังจากก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ใช้เวลาอยู่ประมาณ 1 ปี ก็ผ่านการคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติ ”

เช็ครายชื่อนักกีฬาไทยในโอลิมปิกเกมส์ 2020″โอลิมปิก” ความฝันที่เป็นจริง กมลวรรณ จันทร์ยิ้มศิริพร แก้วดวงงาม : โอลิมปิก เวทีพลิกชีวิตให้กลับมาสัมผัสแชมป์อีกครั้งจุฑาธิป มณี

พันธุ์ : 130 กม. ในโตเกียวโอลิมปิก บทพิสูจน์แห่งความฝันอิสรานุอุดม ภูริหิรัญพัชร์ : เด็กไทยอายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์โอลิมปิกพลังของหลักจิตวิทยา สูตรลับสู่ความสำเร็จ “สุธิยา จิวเฉลิมมิตร”อิศราภา อิ่มประเสริฐสุข ความมุ่งมั่นที่เปลี่ยนเรื่องเพ้อฝันให้เป็นจริง

ชีวิตต้องเดินตามหาความฝัน

หลังจากก้าวเข้าสู่รั้วทีมชาติครั้งแรกในวัย 42 ปี เขาก็มีโอกาสได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันในระดับนานาชาติเป็นประจำ แม้ประสบการณ์ชีวิตจะผ่านร้อนผ่านหนาวมามากกว่านักกีฬาหลายคน แต่ประสบการณ์บนสนามแข่งเขานั้นเป็นรองทุกคน ซึ่งนี่ก็คือความท้าทายใหม่ที่ภูมิใจกับการตัดสินใจในวันนั้น

“การเป็นนักกีฬาทีมชาติมันทำใหผมภูมิใจ การที่เราไปแข่งในต่างประเทศทุกคนเห็นจะมองมาที่ธงชาติตรงหน้าออกก่อนเสมอ แมตช์แรกที่ไปแข่งยอมรับว่ารู้สึกว่าประหม่ามาก ทั้ง ๆ ที่เป็น

แมตช์ไม่ใหญ่เหมือนเขาส่งเราไปเพื่อหาประสบการณ์ แต่ความรู้สึกแรกคือมันต่างกันโดยสิ้นเชิงกับการฝึกซ้อมในประเทศ มันไม่เหมือนกับการคัดตัวในประเทศ ซึ่งเราต้องเจอคู่แข่งต่าง

ชาติในเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย แม้จะล้มเหลวไม่ได้เหรียญรางวัลแต่มันทำให้เรารู้แล้วว่าการเป็นนักกีฬาทีมชาติมันรู้สึกอย่างไร”

นับตั้งแต่นั้นมาตลอดเวลา 15 ปี ชีวิตนักกีฬาของ แซม นั้นเจอแต่ความผิดหวังมาตลอด ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียวที่เท้าของเขาได้สัมผัสกับการยืนบนโพเดี้ยม คอของเขาไม่เคยมีเหรียญรางวัล

มาคล้อง จนใครหลายคนนั้นมองว่าเขาล้มเหลวทำไมไม่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน แต่ในทางกลับกัน แซม ไม่เคยมีความคิดแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย ทุกครั้งที่แพ้เขาจะเก็บข้อผิดพลาดของตัวเองมาปรับปรุงแก้ไข และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นในทุก ๆ วัน

“15 ปี ผมล้มลุกคลุกคลานมาตลอดครับ แต่ว่าหลังจากออกไปแข่ง ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์และเวิลด์คัพ มันทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น ยิ่งแข่งเราก็ยิ่งรู้ว่าจุดด้อยของเราคืออะไร เราก็พยายามเรียนรู้จากนักกีฬาเก่งๆและพัฒนาตัวเองมาตลอด”

“ผมมีเพื่อนเป็นนักกีฬายิงปืนดกรีแชมป์อยู่ทุกมุมโลก หลายคนเป็นนักยิงปืนมืออาชีพยิงแบบ full time แต่ผมไม่ใช่ ผมใช้เวลาฝึกซ้อมแค่ เสาร์ อาทิตย์ กับวันหยุด แต่เวลามาแข่งต่าง

ประเทศแล้วได้เพื่อน แล้วผมเป็นนักกีฬายิงเป้าบินที่อายุมากที่สุดของทุกรายการที่ไปแข่ง ทุกคนก็ให้คำแนะนำเราตลอดเพราะเขาคิดว่าเราไม่ใช่คู่แข่งของเขา”

“ฉันท้อแท้สักกี่ทียังมีหวัง แม้พลาดพลั้งสักกี่ครั้งยังฝันไกล แม้ฉันล้มฉันก็คงไม่ตาย ฉันยังไม่ตายฉันยังคงหายใจ” เสียงร้องของพี่ตูนมาหยุดอยู่ตรงท่อนนี้ ฟังดูแล้วก็รู้สึกว่าเป็นท่อนที่ตรงกับชีวิตของ แซม มากที่สุดแล้ว

อารีย์ณัฎฐา ชวตานนท์ : มีแต่คนไม่ยอมแพ้เท่านั้นจะได้สัมผัสกับโอลิมปิกพาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ : “โอลิมปิกคือเป้าหมายที่สำคัญสุดในชีวิต”ธิติสรรณ์ ปั้นโหมด นักมวยวัย 20 ปีที่แจ้งเกิด

ด้วยการล้มแชมป์โอลิมปิก’ใบสน มณีก้อน’ ก้าวข้ามกรอบเดิมสู่โอลิมปิกแรกด้วยวัย 18 ปีฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี : หลังพิงฝา โอลิมปิก ยกสุดท้ายที่ถอยหลังไม่ได้เส้นทางมหัศจรรย์ของ คีริน

ตันติเวทย์ นักวิ่งลูกครึ่งอเมริกันหัวใจไทยสุธาสินี เสวตรบุตร : ออกจากโรงเรียนตอนอายุ 12 เพื่อล่าความฝันโอลิมปิก

พิชิตความฝันในวัย 56

ถึงจะแพ้จนเป็นเรื่องปกติ แต่เพราะความมุ่งมั่นที่จะพิสูจน์ตัวเองให้กับคนอื่นๆได้เห็น ในที่สุด แซม ก็ได้ลิ้มรสชาติของความประสบความสำเร็จเป็นครั้งแรก

ในศึกเวิลด์คัพ 2019 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รายการควอลิฟายโอลิมปิกเกมส์ 2020 ม้ามืดคนเดิมที่ผิดหวังมาตลอด 15 ปี กลับยิงทำคะแนนเข้ามาเป็น 2 สร้างเซอร์ไพร์สแก่คนดูทั้งสนาม นี่

คือครั้งแรกที่เขาได้ขึ้นโพเดี้ยมรับเหรียญรางวัล แต่สำคัญกว่านั้นคือโควตาโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกในชีวิต และเป็นนักกีฬาไทยคนแรกของโอลิมปิก 2020 นี้คือรางวัลตอบแทนของคนไม่ยอมแพ้และทำงานหนักอย่างสม่ำเสมอ

“เวลาจะทำอะไรผมจะตั้งเป้าหมายไว้เสมอ ตั้งแต่เป็นนักบิน พอมาเป็นนักกีฬายิงเป้าบิน ซึ่งเป้าหมายสูงสุดของผมก็คือการไปโอลิมปิก คือมันเป็นความหวังลึก ๆ ที่เราอยากจะทำให้ได้สักครั้ง

ก่อนเลิกเล่นกีฬา นักกีฬาทุกคนบ่อมฝันถึงโอลิมปิกเกมส์กันสักครั้ง ในขณะที่คนอื่นเค้าอาจจะมองว่าเราไม่มีวันทำได้หรอก เพราะเราแก่มากแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยเก็บมาคิดมากเลยนะ”

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ออกไปแข่งที่ประเทศมาเลเซียจนถึงวันนี้ เราก็พยายามเรียนรู้อยู่ตลอด ก่อนจะไปแข่งก็เตรียมตัวเองให้พร้อมที่สุดเสมอ เป็นมืออาชีพให้มากที่สุด มีการฝึกฝนที่ดี เอาใจใส่กับสุขภาพร่างกายและต้องตั้งเป้าหมายไว้ ผมเชื่อว่าเราตั้งใจจริง ๆ ไม่มีอะไรที่เราจะทำไม่สำเร็จ”

หลังจากได้ตั๋วโอลิมปิกมาแล้ว แซม รู้ดีว่าเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยหลงระเริงไปกับชื่อเสียงแต่อย่างใด ในทางกลับกันยิ่งกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาต้อทำงานให้หนักขึ้น โฟกัสกับการฝึกซ้อมและต่อยอดความสำเร็จให้มากที่สุด หลังจากได้ตั๋วโอลิมปิกเกมส์มาครองแล้ว เขาก็ยังประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง คว้า 1 เหรียญทอง 1 เหรียญทองแดงในซีเกมส์ 2019

“ไม่ใช่ทุกครั้งที่เราออกไปแข่งแล้วจะชนะ เราต้องรู้จักเตรียมตัวให้พร้อมมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นโอลิมปิกหรือซีเกมส์ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือความรับผิดชอบที่เราต้องทำเพื่อประเทศของเรา เมื่อทำสำเร็จก็จะเกิดเป็นความภาคภูมิใจ และประสบความสำเร็จเราก็อย่าไปจมอยู่กับมันนานเกินไป เพราะความสำเร็จที่เกิดขึ้นพรุ่งนี้มันก็กลายเป็นเพียงอดีต เราต้องอยู่กับมันให้สั้นที่สุด แล้วก็เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับแมตช์ถัดไป”

“แต่ถ้าผิดหวังแข่งแล้วไม่ได้เหรียญ ก็อย่าไปต้องเสียใจมากเกินไป เก็บเป็นบทเรียน ศึกษาข้อผิดพลาดแล้วก็ฝึกฝนต่อไปและห้ามยอมแพ้เป็นอันขาด”

ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งนึงเคยก้าวไป แค่คนที่เชื่อในความฝัน จะเหน็ดจะเหนื่อยก็ยังต้องเดินต่อไป” เสียงเพลงความเชื่อวนกลับมาที่ท่อนนี้อีกครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง เพราะอันที่จริงแล้วต่อให้ความฝันของคนเราไม่เกิดขึ้นจริง แต่มันคงจะดีกว่าไม่ใช่หรือ ถ้าเราหากเรากล้าที่จะลงมือทำอย่างน้อยก็ไม่ต้องมานั่งรู้สึกเสียดายทีหลัง

“เมื่อ 2 ปีที่แล้วที่ผมได้โควตา เหมือนเป็นการทำเพื่อตัวเอง แต่ว่าพอมาโอลิมปิกแล้ว ถือว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อประเทศ ก็อยากฝากขอบคุณแฟนกีฬาชาวไทยที่คอยเป็นกำลังใจให้เสมอมา สำหรับตนเชื่อว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราอยากจะทำ ขอให้วางแผน ตั้งใจทำ ก็เชื่อว่าสักวันจะได้ในสิ่งที่เราตั้งใจ ขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เป็นแรงใจที่ทำให้ผมสามารถทำผลงานให้ได้อย่างดีที่สุด ถือว่าทำเต็มที่แล้วครับ”

สุพรรณ ทองสงค์

สุพรรณ ทองสงค์

สุพรรณ ทองสงค์

ราวกับภาพยนตร์ที่เขียนบทไว้แล้วให้ เข้มข้นเร้าใจ เกมฟุตบอล ไทยลีกนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2020-21 เมื่อสองทีมหนีตกชั้นอย่าง สุพรรณบุรี เอฟซี และ สุโขทัย เอฟซี ต้องโคจรมาพบกันเอง เพื่อทำศึกชี้ชะตาว่าใครจะอยู่รอดในลีกสูงสุด แล้วเมื่อ สุพรรณ ทองสงค์ กองหลังตัว

หลักของทีมเจ้าบ้าน สุพรรณบุรี ถูกเปลี่ยนตัวลงไปในช่วงครึ่งหลัง ครั้งนี้จึงนับเป็นเกมวัดใจที่หนักหน่วงของเขาอย่างแท้จริง เพราะสุพรรณหรือ “เชน” ไม่เพียงเป็นกัปตันทีมช้างศึกยุทธหัตถีชุดนี้เท่านั้น เขายังเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคนสุพรรณบุรี และกำลังลงเล่นต่อหน้ากองเชียร์ชาวสุพรรณ ที่เข้ามาลุ้นระทึกไม่ให้ทีมบ้านเกิดตกชั้นในนัดสุดท้ายอีกด้วย…

ชื่อของสุพรรณนั้น เจ้าตัวเล่าให้ฟังว่ามาจากชื่อพ่อที่มีคำว่า “สุ” และชื่อแม่ที่มีคำว่า “พรรณ” นำมารวมกันกลายเป็นชื่อเขา นอกจากนั้นแม่ของเขายังเป็นคนสุพรรณบุรี แล้ววันหนึ่งเมื่อสุพรรณได้รับโอกาสย้ายกลับมาเป็นนักเตะของทีมสุพรรณบุรี เอฟซี แถมได้สวมปลอกแขนกัปตันทีม มันจึงทำให้เขารู้สึกภูมิใจและเต็มที่ทุกครั้งเมื่อได้ลงเล่นให้ทีมบ้านเกิด

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก สุพรรณต้องย้ายตามพ่อแม่ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และพักที่แฟลตย่านดินแดง ตอนนั้นสุขภาพของเขาไม่ค่อยดี มักป่วยเป็นไข้หวัดบ่อยๆ จนพ่อแม่อยากให้เขาเล่นกีฬาเพิ่มความแข็งแรง โดยจะส่งไปฝึกเต้นลีลาศ

            “เพื่อนแม่คนหนึ่งเป็นนักเต้นลีลาศหญิงทีมชาติ

แล้วเหมือนเขาหาคู่เต้นอยู่ แต่ผมไม่เอา เราไม่ชอบ พ่อให้เลือกระหว่างบอลกับลีลาศ เราเลือกบอลดีกว่า”

สุพรรณหัวเราะขำกับความคิดที่ว่าหากตอนนั้นเลือกอีกทาง วันนี้เขาอาจเป็นนักเต้นลีลาศลีลาพลิ้วไหว แทนที่จะเป็นกองหลังจอมแกร่งแห่งไทยลีก

หรือไม่ก็อาจติดยาเสพติด เพราะตอนเด็กเขาต้องเดินจากแฟลตไปเล่นฟุตบอลที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่นฯ ทุกวัน ระหว่างทางผ่านกลุ่มวัยรุ่นมั่วสุมเสพยา แต่ด้วยจิตใจมุ่งมั่นกับฟุตบอล เขาจึงผ่านดงอบายมุขมาได้โดยไม่เข้าไปข้องแวะ

“พ่อเห็นว่าผมชักชอบฟุตบอล แกบอกมาทางนี้เลยดีกว่า สมัยก่อนไม่มียูทูป ไม่มีเฟซบุ๊ก พ่อก็เปิดหนังสือพิมพ์หาอะคาเดมีที่สอนฟุตบอล ทุกวันเสาร์อาทิตย์แกจะพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์จากดินแดงไปถึงมีนบุรี ให้ผมได้เรียนฟุตบอล ตอนนั้นอะคาเดมีไม่ต้องจ่ายเงิน ถ้าฝีเท้าเราดีจริง เขาให้ไปฝึกซ้อมได้เลย”

จากการสนับสนุนของพ่อ เด็กชายเชนจึงได้เข้าไปเป็นเด็กฝึกของอะคาเดมีย่านรามอินทรา ได้พัฒนาฝีเท้าจนสามารถผ่านการคัดเลือกเข้าสู่สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงด้านฟุตบอลอย่าง โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ร่วมกับเพื่อนรุ่นเดียวกัน เช่น นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, ปฏิวัติ คำไหม, กิตติศักดิ์ โฮชิน ฯลฯ

เส้นทางนักฟุตบอลอาชีพเริ่มชัดเจนขึ้น เมื่อสโมสรเมืองทอง ยูไนเต็ดเข้ามาคัดตัวแข้งหัวกะทิของโรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี เข้าสู่ทีมจำนวนหนึ่ง โดยสุพรรณเป็นหนึ่งในนั้น เขาได้เซ็นสัญญากับทีมกิเลนผยองในปี 2013 ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

“ไปเมืองทองวันแรกก็ไม่อยากอยู่แล้ว อยากกลับบ้าน รู้สึกกดดัน เพราะตอนเล่นให้ที่โรงเรียน ส่วนมากเราเป็นคนสั่งคนอื่น แต่พอมาที่เมืองทอง เราโดนด่าตลอด รุ่นพี่ดุ เสียบอลก็โดนด่า โดนทุกวันจนท้อ แต่ที่ผมฝ่าฟันตรงนั้นมาได้ เพราะผมเกิดความคิดประมาณว่า ถ้าเกิดเราไปบอกพ่อ หรือบอกผู้บริหารของทีมว่าผมอยู่ไม่ได้ ขอย้าย สมมุติผมย้ายไปทีมใหม่แล้วโดนด่าโดนกดดันอีก เราต้องย้ายอีกเหรอ ผมเลยบอกกับตัวเองว่า งั้นเราต้องสู้ว่ะ ให้เขายอมรับเรา ไม่งั้นเราต้องหนีไปเรื่อยๆ เราต้องชนะใจตัวเอง เพราะมันเหมือนมีเส้นบางๆ กั้นอยู่ว่า ถ้าเราผ่านตรงนี้ไม่ได้ เราก็ไม่มีวันขึ้นมาได้เหมือนคนอื่นเขา”

หลังจากถูกปล่อยยืมตัวไปเก็บประสบการณ์กับทีมอื่นสองรอบ สุพรรณกลับมาสู่เมืองทองและฮึดสู้จนขึ้นชั้นเป็นผู้เล่นตัวจริง ถูกจับตามองในฐานะกองหลังดาวรุ่งฝีเท้าดี

“ผมชอบเล่นกองหลังมาตั้งแต่เด็ก” สุพรรณเผย “สไตล์การเล่นของผมอาจไม่เด่นด้านไหนเป็นพิเศษ คนอื่นอาจมีดีเรื่องความเร็ว เรื่องการส่งบอล แต่ผมพูดตลอดว่าสิ่งที่ดีของผมก็คือ ผมฟังโค้ช เล่นตามที่โค้ชสั่ง ยังไงก็ได้ จะให้เป็นตัวชน หรือตัวเก็บก็ได้ แล้วก็ไม่ยอมแพ้”

สุพรรณเป็นนักเตะในสังกัดเมืองทอง ยูไนเต็ด ตั้งแต่ปี 2013-17 ในปีสุดท้ายมี 5 สโมสรยื่นข้อเสนอดึงตัวเขาไปร่วมทีม ขณะสุพรรณเลือกย้ายไปเล่นให้ทีมบ้านเกิด สุพรรณบุรี เอฟซี

“ผมอยากกลับบ้าน มันเป็นความฝันตั้งแต่เด็กที่เราได้เล่นให้ทีมบ้านเกิด เพราะผมเป็นคนสุพรรณ ได้เล่นให้คนสุพรรณดู ก็โอเค มันให้ความรู้สึกพิเศษทุกเกมอยู่แล้ว”

การทำผลงานที่ดีให้กับทีมช้างศึกยุทธหัตถี ทำให้ สุพรรณ ทองสงค์ ถูกดึงตัวไปติดทีมชาติชุดใหญ่ที่มี มิโลวาน ราเยวัช คุมทีม เมื่อปี 2018 จากนั้นเริ่มเข้ามาเป็นตัวหลักในแผงหลังของทีมชาติไทยในยุคโค้ชโต่ย ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย จนกระทั่งปี 2019 เขาลงเล่นให้ทีมชาติในศึกฟุตบอล คิงส์คัพ 2019 ที่ จ. บุรีรัมย์ ในเกมชิงที่ 3 ที่ไทยแพ้อินเดีย 0-1 ประตู สุพรรณต้องเจ็บหนักจากจังหวะเข้าไปสกัดฟุตบอลหน้าปากประตู ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ให้เห็นหัวจิตหัวใจและความทุ่มเทของเขาได้อย่างดี

“ตอนนั้นผมบวกกับเสาประตู จังหวะนั้นมันต้องเลือก… แบบวัดใจน่ะ เพื่อชาติด้วย แล้วเป็นสัญชาตญาณกองหลังด้วย เราเลยทำไปเลย ผมรู้ว่าอาจจะเจ็บ บอลมันตรงกับเสาพอดี” สุพรรณระลึกถึงเสี้ยววินาทีที่หน้าแข้งซ้ายของเขาปะทะเสาประตูจนแหก เอ็นไขว้หลังฉีกขาด ต้องพักรักษาตัวราว 6 เดือน

“เจ็บคราวนั้นมันมีสองอย่าง ภูมิใจด้วย เพราะเราสามารถพูดให้คนอื่นฟังว่าผมเต็มที่ตลอด ทั้งเพื่อทีมชาติและเพื่อสโมสร แต่ในทางกลับกัน เราเสียใจที่ไม่ได้ช่วยสโมสรในเลกสองเลย กระทั่งทีมสุพรรณบุรีต้องตกชั้นตอนท้ายฤดูกาล (2019) แต่โชคดีที่ปีนั้น ปตท. ระยอง เขายุบทีม เราเลยรอดได้อยู่ไทยลีกต่อ”

ระหว่างนั้นยังมีเรื่องรบกวนจิตใจของสุพรรณ เมื่อมีคนพูดทำนองว่าเขาเจ็บหนักครั้งนี้จะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีก แต่ก็เช่นเคย มันทำให้เขาฮึดสู้เพื่อลบคำสบประมาท ฟิตร่างกายเพื่อจะกลับมาเป็นกองหลังจอมแกร่งคนเดิม

ในปี 2020 สุพรรณกลับมาเป็นกำลังหลักในแผงหลังของช้างศึกยุทธหัตถี และได้รับความไว้วางใจจากโค้ชให้สวมปลอกแขนกัปตันทีม

“โค้ชอาจเห็นว่าเราทุ่มเทในการซ้อม เป็นตัวอย่างให้รุ่นน้องในทีมได้เห็น ผมจะมาก่อนเวลาเพื่อเล่นฟิตเนส หรือมาวอร์มก่อน แล้วเวลาซ้อมผมไม่ดุด่าน้องๆ อย่างที่เราเคยโดนรุ่นพี่ด่าสมัยก่อน ผมว่ามันไม่โอเค แต่ผมจะคอยสอนมากกว่า เช่น ถ้าอยากพัฒนาก็ต้องอย่าเสียบอล น้องๆ ทุกคนในทีมเลยรักผม”

อย่างไรก็ตามช่วงท้ายฤดูกาล 2020-21 อันดับในตารางคะแนนของสุพรรณบุรี เอฟซี ร่วงรูดลงเรื่อยๆ จากปัจจัยหลายอย่าง จนเข้าสู่โซนเสี่ยงตกชั้น ซ้ำร้ายในนัดเปิดบ้านพบเอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สุพรรณยังเข้าเสียบสกัดคู่แข่งจนกรรมการควักใบแดง เขาต้องยกมือไหว้กองเชียร์บนอัฒจันทร์ระหว่างเดินออกจากสนาม

“จบเกมผมไปขอโทษน้อง (ผู้เล่นทีมเอสซีจี) ว่าผมไม่ได้ตั้งใจ เพราะจังหวะของเกมตอนนั้น เพื่อนเราโดนเตะแล้วไม่ได้ฟาว์ล คราวนี้ทำไง บอลยังไปต่อ ผมก็ต้องตัดเกม แต่อาจแรงไปหน่อย เพราะมีอารมณ์ร่วม ผมยกมือไหว้กองเชียร์ เรารู้ว่าเราผิดก็ต้องยอมรับ แต่เราไม่ได้มีจิตใจโหดเหี้ยมอะไรอย่างนั้น ลองดูได้เลย เลกนี้ผมลงเล่นตลอด ไม่โดนใบเหลืองเลย มาโดนแดงนี้ใบเดียว” เขาระบายความในใจ

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยต่อลมหายใจให้ทีมสุพรรณบุรี เอฟซี คือนัดที่พวกเขาสามารถหักปากกาเซียนด้วยการพลิกชนะทีมแกร่งอย่าง เชียงราย ยูไนเต็ด ในนัดรองสุดท้าย

กลายเป็นแรงส่งมาสู่เกมชี้ชะตานัดสุดท้าย ทีมสุโขทัย เอฟซี ทำเพียงแค่เสมอก็อยู่รอดปลอดภัย ขณะเจ้าบ้านต้องดิ้นรนชนะให้ได้สถานเดียว

“เกมกับสุโขทัย ผมเป็นตัวสำรอง ประมาณว่ากองหลังรุ่นพี่ที่เล่นกับทีมเชียงราย เล่นกันดีอยู่ ทีมเลยมองว่าให้คนเดิมเล่นไปก่อน อย่าเพิ่งเปลี่ยนแปลงเยอะ ผมโดนเปลี่ยนลงไปช่วยทีมในช่วงครึ่งหลัง”

สุพรรณเล่าบรรยากาศเกมนัดสำคัญวันนั้นว่า “ถามว่าทีมกดดันไหม ก็กดดัน แต่พวกผมดีตรงที่เราให้กำลังใจกัน ไม่ด่ากัน ก่อนลงแข่งก็ให้กำลังใจกันตลอด เฮ้ยเราต้องทำได้นะ เพราะเราอยู่กันเป็นครอบครัว อีกอย่างกองเชียร์มีส่วนมากๆ ที่เข้ามาให้กำลังใจ วันนั้นเรามีทางเลือกเดียวคือต้องชนะ แล้วพอเราทำได้ ดีใจมากที่ช่วยให้ทีมสุพรรณบุรีได้อยู่ในไทยลีกต่อ”

ขณะที่ฤดูกาลของไทยลีกสิ้นสุดลงอย่างโล่งอก โปรแกรมของทีมชาติก็กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง โดยในเดือนมิถุนายนนี้ ทัพช้างศึกมีคิวไปแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก รอบสอง ที่ประเทศยูเออี สุพรรณเผยว่าเขาเป็นอีกคนหนึ่งที่มุ่งหวังกลับไปติดทีมชาติอีกครั้ง

“ตอนเล่นให้ทีมชาติ ผมต้องทำสมาธิมากๆ เพราะตื่นเต้น ขณะเล่นให้สโมสร คนดูรวมทั้งจากทีวีด้วยนะ ผมให้เต็มที่ล้านนึง ก็เยอะนะครับ แต่เล่นในนามทีมชาติ คือเล่นให้คนทั้งประเทศเป็นสิบล้านคนดูเรา ผมว่ามันกดดันกว่าเยอะเลย แต่ผมก็พูดกับตัวเองว่าต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้” เขาเผยความรู้สึกของช่วงแรกที่ติดทีมชาติชุดใหญ่

“ผมเชื่อว่าเป้าหมายสูงสุดในการเล่นฟุตบอล นอกจากเล่นให้สโมสรต้นสังกัดได้แชมป์ ผมว่าคือการเล่นให้ทีมชาติ ผมยังอยากมีชื่อติดทีมชาติ และถ้ามีโอกาสติด ผมมั่นใจว่าตัวเองเต็มที่ ทุ่มเทเกินร้อยตลอดอยู่แล้ว” กองหลังเลือดสุพรรณกล่าวทิ้งท้ายว่า เขามุ่งมั่นทุ่มเทยามเล่นให้ทีมชาติไม่ต่างจากเล่นให้สโมสรบ้านเกิดเลย