เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

 

เจ้าของวลีคำว่า Here We Go

ฟาบริซิโอ โรมาโน่ เจ้าของคำว่า ‘Here We Go’ ระบุว่า อันโตนิโอ คอนเต้ เป็นเต็งหนึ่งที่จะเข้ามาคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหากมีการยื่นข้อเสนอเข้าไป ซีเนดีน ซีดาน ก็จะไม่ปฏิเสธทีมอย่างแมนฯยูไนเต็ดเช่นกัน

ประวัติ คอนเต้

อันโตนีโอ คอนเต้ เกิด 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 เป็นอดีตนักฟุตบอลชาวอิตาลี ใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2016–17 คอนเต้ ได้เป็นผู้จัดการ ทีมเชลซี โดยได้รับการแต่งตั้ง ตั้งแต่ยังไม่จบ ฤดูกาล 2015–16 โดย ได้เซ็นสัญญาเป็นเวลา 3 ปี โดย คอนเต้ ได้คุมทีมเชลซีจนถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2018

เกียรติประวัติ

ผู้เล่น

ยูเวนตุส

  • ยูฟ่าคัพ (1): 1992–93
  • เซเรียอา (5): 1994–95, 1996–97, 1997–98, 2001–02, 2002–03
  • โกปปาอีตาเลีย (1): 1994–95, 2001–02 (รองชนะเลิศ), 2003–04 (รองชนะเลิศ)
  • ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา (4): 1995, 1997, 1998 (รองชนะเลิศ), 2002, 2003
  • ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก (1): 1995–96, 1996–97 (รองชนะเลิศ), 1997–98 (รองชนะเลิศ), 2002–03 (รองชนะเลิศ)
  • ยูฟ่าซูเปอร์คัพ (1): 1996
  • ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรปและอเมริกาใต้ (1): 1996
  • ยูฟ่าอินเตอร์โตโต้คัพ (1): 1999

อิตาลี

  • ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป: ยูโร 2000 (รองชนะเลิศ)
  • ฟุตบอลโลก: 1994 (รองชนะเลิศ)

ผู้จัดการทีม

บารี

  • เซเรียเบ (1): 2008-09

ซีเอนา

  • เซเรียบี: 2010-11 (รองชนะเลิศ)

ยูเวนตุส

  • เซเรียอา (1): 2011–12
  • ซูแปร์โกปปาอีตาเลียนา (1): 2012
  • โกปปาอีตาเลีย: 2011–12 (รองชนะเลิศ)

อินเตอร์มิลาน

  • เซเรียอา (1): 2020–21
  • ยูฟ่ายูโรปาลีก: 2019–20 (รองชนะเลิศ)

เกียรติส่วนตัว

  • Albo Panchina d’Argento (1): 2008-09
  • Albo Panchina d’Oro (1): 2011-12
  • ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมประจำเซเรียอา (1): 2011-12
  • Trofeo Maestrelli Best Italian Manager (1): 2011-12

ประวัติ ซีดาน

ซีเนดีน ซีดาน เกิดวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1972 อดีตนักฟุตบอลอาชีพและผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส

ซีดานเกิดที่เมือง มาร์แซย์ ประเทศฝรั่งเศส ในครอบครัวชาวแอลจีเรียอพยพ มีชื่อเต็มว่า ซีเนดีน ยาซีด ซีดาน (Zinedine Yazid Zidane) มีชื่อเล่นว่า “ซีซู” (Zizou) เริ่มเป็นนักฟุตบอลอาชีพขณะอายุ 17 ปี กับ กาน ของฝรั่งเศส จากนั้นก็มาประสบความสำเร็จกับ บอร์โด ใน ลีกเอิง ได้รับการคัดเลือกให้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป ได้เข้าร่วมฟุตบอลโลกครั้งแรก โดยเป็นผู้เล่นคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ ทีมชาติฝรั่งเศสใน ฟุตบอลโลก 1998 ซึ่งช่วยให้ฝรั่งเศสได้เป็นแชมป์ฟุตบอลโลกเป็นสมัยแรก เมื่อเป็นผู้โหม่งทำประตูให้กับฝรั่งเศสนำ บราซิล คู่ชิงในรอบชิงชนะเลิศถึง 2 ประตู และยังช่วยให้ฝรั่งเศสได้ แชมป์ยูโร 2000 ในอีก 2 ปีต่อมา ซึ่งถือได้ว่าฝรั่งเศสนับเป็นชาติแรกที่ได้ทั้งแชมป์โลกและแชมป์ยูโรติดต่อกัน

 

 

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่เผยคาดหวังย้ายร่วมทีมลิเวอร์พูล

ฟาบินโญ่ กองกลางของ ลิเวอร์พูล ได้เปิดเผยกับสื่อว่า เขาได้คาดหวังให้สตาร์พรีเมียร์ ลีก รายนี้ย้ายมาร่วมทัพหงส์แดง

ฟาบินโญ่ ยอมรับว่าเขา ‘คาดหวัง’ ว่าเพื่อนร่วมทีมชาติบราซิลอย่าง ราฟินญ่า จะมาร่วมงานกับเขาที่ลิเวอร์พูลใน ช่วงซัมเมอร์ ที่ผ่านมา ทั้งนี้แข้งวัย 24 มีฤดูกาลเปิดตัวที่โดดเด่นกับลีดส์ ยูไนเต็ด เมื่อซีซั่นที่แล้ว โดยทำได้ 6 ประตูกับอีก 9 แอสซิสต์ ช่วยให้ทีมของมาร์เซโล บิเอลซ่า จบอันดับที่ 9 เมื่อพวกเขากลับมาสู่ลีกสูงสุดของอังกฤษ

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ผลงานของราฟินญ่าจะได้รับการจับตามองท่ามกลางนักเตะชั้นยอดของพรีเมียร์ ลีก และรายงานในบราซิลอ้าง ว่าฝั่งของเขาได้พูดคุยกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และลิเวอร์พูล ต่างก็ให้ความสนใจนักเตะรายนี้เป็นอย่างมากในช่วงตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา แต่อดีตแข้งแรนส์ ยังคงปักหลักอยู่ในถิ่นเอลแลนด์ โร้ด ในฤดูกาลนี้โดยทำไปแล้ว 3 ประตูจากการลงเล่น 7 นัดแรกของเขา

การเริ่มต้นฤดูกาลที่น่าประทับใจของราฟินญ่าทำให้เขาได้รับการเรียกตัวติดทีมชาติบราซิลเป็นครั้งแรกเมื่อต้นเดือนนี้และเขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางสำหรับผลกระทบที่เขามีต่อทีมหลังลุกจากม้านั่งสำรองในเกมกับเวเนซุเอล่าและโคลอมเบียในฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก มีการเรียกร้องให้ติเต้ กุนซือบราซิลให้โอกาสราฟินญ่าประเดิมชุดใหญ่แบบเต็มเกมในนัดที่เจอกับอุรุกวัยเมื่อคืนที่ผ่านมา (พฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2564) และปรากฏว่า ‘ราฟินญ่า’ ก็ได้ออกสตาร์ทให้ขุนพลเซเลเซาและทำผลงานได้สุดยอดอีกครั้งโดยซัดคนเดียวสองตุง ช่วยให้ ‘บราซิล’ ถล่ม ‘อุรุกวัย’ 4-1 ทั้งนี้เมื่อถามถึงเพื่อนร่วมทีมของก่อนเกม ฟาบินโญ่ กองกลางลิเวอร์พูลกล่าวว่า

“ราฟินญ่า นับตั้งแต่เขามาถึงพรีเมียร์ ลีก เขาเล่นได้ดีและโดดเด่นมากที่ลีดส์” “แม้แต่ในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ ก็มีคนพูดคุยว่าเขาอาจย้ายไปลิเวอร์พูล ผมถึงกับคาดหวังให้มันเกิดขึ้น แต่ที่สุดแล้วเขาก็ยังอยู่ที่ลีดส์” “วันนี้เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดของลีดส์ ทีมใดก็ตามที่ได้เล่นกับพวกเขา พวกเขารู้ว่าราฟินญ่าจะเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างอันตรายได้มากที่สุด” “หลังจากการเรียกตัว (ติดทีมชาติ) ครั้งแรกของเขา เขาก็เริ่มต้นได้ดีมากในทั้งสองเกม เขาสร้างผลกระทบในเกมกับเวเนซุเอล่า เขามีส่วนร่วมในสามประตู ในเกมกับโคลอมเบีย เขาลงมาและเล่นได้ดีมาก” “คุณลักษณะที่เขามีนั้นมันเป็นเอกลักษณ์มาก ผู้เล่นถนัดซ้ายที่สามารถเล่นได้ทั้งสองเท้า นี่เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับทีมของเรา ในเกมกับโคลอมเบีย เขาเล่นได้ดีที่สุดในทีมของเราและเขาสามารถช่วยเราได้มาก”

ราฟินญ่า ซึ่งมีสัญญากับลีดส์จนถึงปี 2024 ยืนยันว่าเขา ‘ไม่ได้คิดที่จะจากไป’ ในขณะที่ให้สัมภาษณ์กับ UOL Sport ในเดือนพฤษภาคม

“มันยากที่จะอธิบายความรู้สึกของผมเมื่อได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับทีมยักษ์ใหญ่อย่างลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่สนใจจะเซ็นสัญญากับผม” เขากล่าว “ผมโตมากับการดูทีมเหล่านี้ทางทีวี ผมเห็น [เวย์น] รูนีย์, [รุด] ฟาน นิสเตลรอย, คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่ผมก็เห็น [สตีเว่น] เจอร์ราร์ด เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เช่น [เธียร์รี] อองรี, เดโก้, [แฟรงค์] แลมพาร์ด” “มีผู้เล่นที่มีคุณภาพมากมายจนยากที่จะบอกว่าผมเลียนแบบหนึ่งในนั้นหรือไม่” “ผมคิดว่าผมเป็นตัวแทนของลีก? ผมชอบดูและใฝ่ฝันที่จะเล่นที่นี่”

“วันนี้ผมทำให้ผู้คนมีความสุขกับฟุตบอลของผม” “ผมไม่ได้แค่พูดถึงสโมสรอื่นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงลีดส์ด้วย ซึ่งเป็นคนที่ให้โอกาสกับผม” “พวกเขาทั้งหมดดีมากๆ รวมถึงกองเชียร์ที่ดูเหมือนจะรักผมมากด้วย” “ผมเหลือสัญญาอีกสี่ปีและผมไม่ได้คิดที่จะออกจากที่นี่ด้วยเหตุผลนี้ ผมมีความสุขและทำให้คนอื่นมีความสุข”

เดโก้ เอเยนต์ของเขา ซึ่งเป็นอดีตนักเตะเชลซีและบาร์เซโลน่า ยืนยันว่าหงส์แดงได้สอบถามเกี่ยวกับปีกรายนี้ในช่วงตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมา

เมื่อช่วงซัมเมอร์ แต่สุดท้ายทีมจาก แอนฟิลด์ ก็ไม่ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อเขาจาก ยูงทอง สโมสรร่วมพรีเมียร์ลีก

ถึงกระนั้น ล่าสุด กองกลางแซมบ้าวัย 27 ปี ก็ไม่วายออดอ้อน ให้ ต้นสังกัดคว้า เพื่อนร่วมชาติมาค้าเกือก กับ เร้ด แมชีน ด้วยมั่นใจว่าจะ ทำให้สโมสร แข็งแกร่งมากขึ้น

นับตั้งแต่เขา (ราฟินญ่า) ย้ายมา ที่ พรีเมียร์ลีก เขาก็โชว์ฟอร์มได้ดี สำหรับ ลิเวอร์พูล ผมหวังว่ามันจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ยังอยู่กับ ลีดส์” ฟาบินโญ่ เอ่ยกับสื่อเมื่อ 14 ต.ค.

เขาเป็นนักเตะที่ดีที่สุดของ ลีดส์ ในวันนี้ ทุกครั้งที่เขาดวลกับเรา เรารู้ว่าเขา เป็นนักเตะ ที่ สามารถสร้างความอันตรายได้มากที่สุด” ดาวเตะ ลิเวอร์พูล ระบุ ถึงเพื่อนร่วมชาติ ซึ่งเซ็นสัญญาย้ายจาก แรนส์ ทีมในฝรั่งเศสมาอยู่กับ ลีดส์ เมื่อเดือนต.ค.2020 และ มีผลงานยิงได้ 9 ประตูจากการลงเล่นใน พรีเมียร์ลีก 37 นัด

เขามีเท้าซ้ายที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมชาติ เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยเราได้มาก

นอกจาก ลิเวอร์พูล แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ถูกลือกับ ราฟินญ่า เช่นกันหลังจาก บรูโน่ แฟร์นันด์ส เอ่ยออกมา เมื่อต้นเดือน ถึงเพื่อนเก่าในทีม สปอร์ติ้ง ลิสบอน

ผมคิดถึง ราฟินญ่า เขา เป็นนักเตะ ที่มีเคมีต่างไปจากคนอื่นๆ เขาเข้าใจผมได้ในทันที

พร้อมกันนี้ ดาวเตะทีม ยูงทอง ก็ ตอบ ขอบคุณสตาร์ทีม ผีแดง ตามมาว่า “บรูโน่ แสดงความยินดี กับ ผมมากตอน ที่ ผมมีชื่อติดทีมชาติ เขาบอก กับ ผมว่าผมสมควร ได้ รับอย่างยิ่ง มัน เป็น เรื่องระหว่างเพื่อน ซึ่ง ได้คุยกันมาก และ ได้ขำไปด้วยกัน

 

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด เล็งตัวนักเตะเซลชี

เรอัล มาดริด ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา เปิดเผยว่าได้ยกให้นักเตะฝีมือดีของเชลซีคนนึงเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ที่เขาต้องการซื้อตัวมาร่วมทัพให้ได้ในช่วงตลาดนักเตะเดือนมกราคม 2022

นักเตะเซลชีอย่าง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ ปราการหลังของเชลซี ได้ถูกจับตามองกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของเรอัล มาดริด ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ หรือในช่วงของตลาดนักเตะนั้นเอง ทั้งนี้ดาวเตะทีมชาติเยอรมนีกำลังจะหมดสัญญากับทัพสิงห์บลูส์ในช่วงซัมเมอร์หน้า

หลังจากปฏิเสธสัญญาใหม่ที่มีมูลค่าราว 125,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ดังนั้น เรอัล มาดริด จึงวางไว้ให้รูดิเกอร์ เป็น ‘เป้าหมายอันดับ 1’ ในปีหน้า เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่าแข้งรายนี้สามารถเติมเต็มช่องว่างที่ของราฟาเอล วาราน และเซร์คิโอ รามอส ทิ้งไว้

 สื่อดังสัญชาติสเปน รายงานว่า เรอัล มาดริด กระตือรือร้นที่จะเซ็นสัญญากับ รูดิเกอร์ ในช่วงฤดูหนาวนี้ โดยเชื่อกันว่ายักษ์ใหญ่แห่งเวทีลา ลีก้า จะเริ่มเปิดการเจรจากับกองหลังเชลซีในเดือนมกราคม โดยที่คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมหวังว่ารูดิเกอร์ จะสามารถเติมเต็มช่องว่างที่รามอสทิ้งไว้จากการย้ายไปร่วมทีมปารีส แซงต์-แชร์กแมง แบบฟรีๆ

ในช่วงชองซัมเมอร์ที่ผ่านมา และวารานซึ่งเซ็นสัญญากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 36 ล้านปอนด์ ทั้งรามอสและวาราน ต่างก็ใช้เวลาในถิ่นซานติอาโก้ เบอร์นาเบว 16 และ 10 ฤดูกาล ตามลำดับ ช่วยทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครอง 4 สมัย และลา ลีก้า สเปน 3 สมัย

อย่างไรก็ตาม ตัวรูดิเกอร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมามากพอว่าคู่ควรที่จะอยู่ในทีมเรอัล มาดริด โดยนักเตะวัย 28 ปีรายนี้ติดทีมชาติเยอรมัน 47 นัด และมีบทบาทสำคัญในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ของเชลซีเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เขายังคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ มาครองได้ 2 สมัย, ยูโรป้า ลีก 1 สมัย และยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ อีก 1 สมัย นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเชลซีจากโรม่าเมื่อปี  2017

อย่างไรก็ตาม เรอัล มาดริด จะต้องต่อสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่างบาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แห่งเวทีบุนเดสลีก้า โดยก่อนหน้านี้ รูดิเกอร์ ถูกขอให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวลือที่บอกว่าเขาอยู่ในสายตาของทัพเสือใต้ และปราการหลังทัพสิงโตน้ำเงินครามก็กล่าวว่าเขา ‘รู้สึกเป็นเกียรติ’ ที่ถูกเชื่อมโยงกับยักษ์ใหญ่แห่งบาวาเรีย แต่ยังคงมุ่งมั่นกับเชลซี

“แน่นอนครับว่า (ความสนใจของบาเยิร์น มิวนิก) ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผมและพิสูจน์ให้เห็นว่าผมทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว” เขากล่าว “แต่ผมจะไม่ปล่อยให้ตัวเองวอกแวก” “ผมมีภาระผูกพันกับสโมสรของผมในการทำงานให้ได้ดี ผมต้องพิสูจน์ตัวเองทุกเกมและอย่าปล่อยให้ตัวเองไขว้เขวไปกับข่าวลือ ผมตัดสินใจด้วยตัวเอง มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับใคร ผมรู้สึกดีกับที่ๆ ผมอยู่ตอนนี้”

เนย์มาร์

เนย์มาร์

เนย์มาร์

เนย์มาร์

หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็มีประวัติของเนย์มาร์ มาฝากกัน

เนย์มาร์ มีชื่อเต็มคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อเนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอล คอยเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เนย์มาร์มีน้องสาว 1 คน เขาสูง 175 เซนติเมตร

ในปี พ.ศ. 2542 เนย์มาร์ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง เซา วิเซนเต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีม Portuguesa Santista จากนั้นเนย์มาร์จึงย้ายไปเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมที่ใหญ่กว่าอย่างทีมซานโตส (Santos) โดยเขาเริ่มเซ็นสัญญากับทีมซานโตสในปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลในทีมเยาวชน ซึ่งทีมนี้เคยเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชื่อดังมากมายอย่าง คูติญโญ่, เปเล่, โรบินโญ่ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

เมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสเปนเพื่อเล่นฟุตบอลกับทีมเรอัล มาดริด ที่ในตอนนั้นมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่าง ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส  ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี เนย์มาร์ก็มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลถึงเดือนละ 10,000 รีล (ประมาณ 1.4 แสนบาท) และเมื่ออายุ 16 ปี เงินเดือนของเนย์มาร์ก็ขยับมาที่ 125,000 รีล (1.8 แสนบาท)

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็มีประวัติของเนย์มาร์ มาฝากกันค่ะ

ประวัติชีวิตของเนย์มาร์
มีชื่อเต็มคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อเนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอล คอยเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เนย์มาร์มีน้องสาว 1 คน เขาสูง 175 เซนติเมตร

ในปี พ.ศ. 2542 เ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง เซา วิเซนเต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีม Portuguesa Santista จากนั้นเนย์มาร์จึงย้ายไปเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมที่ใหญ่กว่าอย่างทีมซานโตส (Santos) โดยเขาเริ่มเซ็นสัญญากับทีม

ซานโตสในปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลในทีมเยาวชน ซึ่งทีมนี้เคยเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชื่อดังมากมายอย่าง คูติญโญ่, เปเล่, โรบินโญ่ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

เมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสเปนเพื่อเล่นฟุตบอลกับทีมเรอัล มาดริด ที่ในตอนนั้นมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่าง ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส  ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี

ก็มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลถึงเดือนละ 10,000 รีล (ประมาณ 1.4 แสนบาท) และเมื่ออายุ 16 ปี เงินเดือนของเนย์มาร์ก็ขยับมาที่ 125,000 รีล (1.8 แสนบาท)

 เนย์มาร์ บนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2552  ได้ลงประเดิมสนามเป็นครั้งแรกในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับทีมซานโตส ทั้งที่เขาเพิ่งจะมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งเนย์มาร์ก็สามารถสร้างความ

ประทับใจได้เป็นอย่างมากในฤดูกาลแรก เขาสามารถพังประตูได้ถึง 14 ประตูจากการลงสนาม 48 นัด และในฤดูกาลต่อมา เนย์มาร์ก็สามารถพาทีมซานโตสเถลิงชัยคว้าฟุตบอลลีกในประเทศ

ได้สำเร็จ และเขาก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอีกด้วย ซึ่งจากผลงานทำประตู 42 ประตูใน 60 เกม ในช่วง 2 ฤดูกาลแรก จึงทำให้ทีมหลาย ๆ ทีมในอังกฤษ ทั้งเวสต์แฮม

ยูไนเต็ด และทีมเชลซี ต่างสนใจในตัวของเนย์มาร์ และเสนอเงินก้อนโตให้เขาไปร่วมทีม แต่เนย์มาร์ก็ยังยืนยันที่จะอยู่กับทีมซานโตสต่อไป

ในปี พ.ศ. 2554 สามารถพาทีมซานโตส คว้าถ้วยแชมป์ Copa Libertadores เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2506 จนทำให้มีข่าวว่า ทีมเรอัล มาดริด สนใจที่จะดึงตัวเนย์มาร์ไปอยู่ด้วย

และพร้อมที่จะเซ็นสัญญาล่วงหน้าทันที จนทำให้ประธานสโมสรซานโตส ตัดสินใจขยายสัญญากับร์ออกไป ในปีเดียวกันนี้ เนย์มาร์ยังได้รับรางวัล FIFA Puskas Award ซึ่งเป็นรางวัล

ที่มอบให้กับลูกยิงสุดสวยในแต่ละฤดูกาล และเขายังได้รับรางวัล นักฟุตบอลดีเด่นของทวีปอเมริกาใต้ ประจำปี พ.ศ. 2554 อีกด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2555 เนย์มาร์สามารถพาทีม ซานโตส คว้าถ้วยแชมป์ฟุตบอลลีกได้อีกครั้ง เขาพังประตูไปได้ถึง 20 ประตูและได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำ

ฤดูกาลและกองหน้ายอดเยี่ยม อีกครั้งยังมีชื่อเข้าชิงรางวัล  2012 FIFA Puskas Award และได้รับรางวัล นักฟุตบอลดีเด่นของทวีปอเมริกาใต้ ประจำปี พ.ศ. 2555 ซึ่งในปีนี้ ก็มีข่าวออกมา

ว่า ทางสโมสรซานโตส ได้ตัดสินใจที่จะขายเนย์มาร์ ให้กับยอดทีมจากสเปนอย่างทีม บาร์เซโลน่า แล้ว แต่เนย์มาร์ก็ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 25 เมษายน 2556 ที่คุณพ่อ

และตัวแทนของได้ออกมาเผยว่า เนย์มาร์ได้ย้ายไปอยู่กับทีมบาร์เซโลน่า และสุดท้าย ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 เนย์มาร์ก็ได้กล่าวอำลาทีมซานโตสทั้งน้ำตา เพื่อที่จะไปตามล่าฝันที่ประเทศสเปน

ในวันที่ 3 มิถุนายน 2556 สโมสรบาร์เซโลน่า ได้ออกมาเปิดเผยว่า เนย์มาร์ได้ผ่านการทดสอบร่างกายและได้เซ็นสัญญากับสโมสรเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสัญญานั้นจะอยู่ยาวถึงเดือนมิถุนายน 2561 โดยเชื่อกันว่า สัญญาซื้อขายตัวของเนย์มาร์อยู่ที่ 87.2 ล้านยูโร (3.8 พันล้านบาท) ถือ

เป็นสถิติการย้ายตัวที่สูงที่สุดตลอดกาล 10 อันดับ มีสัญญาปล่อยตัวที่ 190 ล้านยูโร (8.3 พันล้านบาท) เนย์มาร์พังประตูแรกให้กับทีมบาร์เซโลน่า ในแมตช์ที่ชนะกับทีมชาติไทยด้วยสกอร์

7-1 โดยที่ ได้ลงสนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้กับทีมบาร์เซโลนาในนัดที่บาร์เซโลน่าสามารถเอาชนะเลบันเต้ 7-0 และยิงลูกแรกในลาลีก้าในแมตช์ที่บาร์เซโลน่าชนะเรอัล โซเซียดัด 4-1

เนย์มาร์เริ่มติดทีมชาติบราซิลตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี จนกระทั่งตอนที่เขาอายุ 18 ปี เนย์มาร์ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ เขาลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ครั้งแรกในนัดกระชับมิตรกับ

ทีมชาติสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเองก็สามารถพังประตูได้ และทำให้บราซิลเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ 2-0 นอกจากนี้ ในทัวร์นาเมนต์ 2011 South American Youth

Championship เยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำประตูได้สูงที่สุด ด้วยการทำประตูถึง 11 ประตู รวมทั้ง 2 ประตูในรอบชิงชนะเลิศ จนทำให้บราซิลคว้าชัยในถ้วยนี้ไปครอง นั่นจึงทำให้ในปี พ.ศ. 2556 หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ได้ตัดสินใจใส่ชื่อของเนย์มาร์ เข้าร่วมในศึกฟุตบอล คอน

เฟเดอเรชันส์ คัพ  (Confederations Cup) ที่จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล และ ยังสามารถพังประตูทีมชาติสเปนได้ จนทำให้บราซิลสามารถเอาชนะสเปนไปด้วยสกอร์ 3-0 และคว้า

แชมป์ในบ้านตัวเอง พร้อมกับที่ ได้รับรางวัลลูกบอลทองคำ สำหรับนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์อีกด้วย

 

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

พาไปเช็กประวัติของ แจ็ค กรีลิช กองกลางตัวเก่งชาวอังกฤษป้ายแดงของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ย้ายจากวิลล่า ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ชื่อเต็ม : แจ็ค ปีเตอร์ กรีลิช

เกิด : 10 กันยายน 1995

อายุ : 25 ปี

ตำแหน่ง : ปีก, มิดฟิลด์ตัวรุก

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

ทุกคนในครอบครัว “กรีลิช” ต่างมี แอสตัน วิลล่า เป็นสโมสรโปรดกันทุกคน นั่นทำให้เจ้าหนู แจ็ค กรีลิช เป็นสาวกสิงห์ผยองไปโดยปริยาย และได้รับโอกาสเข้าสู่อคาเดมี่ของ แอสตัน วิลล่า

ตั้งแต่อายุแค่ 6 ขวบ เมื่อได้เข้าสู่อะคาเดมี่ กรีลิชค่อยๆพัฒนาฝีเท้า และยกระดับตัวเองขึ้นมาตามรุ่นอายุอย่างต่อเนื่อง จนได้มีชื่อในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น โดยเป็น

ตัวสำรองในเกมที่พ่าย เชลซี 2-4 เมื่อเดือนมี.ค. 2012 แต่ไม่ได้ลงสนาม ต่อมา กรีลิชมีผลงานโดดเด่นกับทีมเยาวชน ในรายการ NextGen Series ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ลูกหนังรุ่นยู-19 ที่มี

สโมสรดังจากทั่วยุโรป 24 ทีม มาร่วมวงฟาดแข้ง ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส, เชลซี, บาร์เซโลน่า, ดอร์ทมุนด์, ยูเวนตุส, เปแอสเช, อินเตอร์ มิลาน ฯลฯ ซึ่ง กรีลิช ช่วยให้ แอ

สตัน วิลล่า ผงาดครองแชมป์ได้อย่างเซอร์ไพรส์ในซีซั่น 2012-2013 เมื่อฝีเท้าเริ่มแกร่งกล้าในระดับหนึ่งแล้ว วิลล่าปล่อยให้ กรีลิช ไปเสริมกระดูกกับ นอตต์ เคาน์ตี้ ทีมในระดับลีกวัน ด้วย

สัญญายืมตัว ในฤดูกาล 2013-2014 ซึ่ง กรีลิช ได้ลงเล่นถึง 37 นัด ยิงได้ 5 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ไม่เลวเลยสำหรับแข้งดาวรุ่งวัย 19 ปีอย่างเขา

หลังกลับมาจาก น็อตต์ เคาน์ตี้ กรีลิชได้ลงสนามให้กับ แอสตัน วิลล่า อยู่เป็นระยะ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวหลักของทีม จนกระทั่งในซีซั่น 2016-2017 วิลล่าตกชั้นลงไปเล่นลีกแชมเปี้ยนชิพ

ทำให้สโมสรต้องปล่อยผู้เล่นซีเนียร์ออกจากทีมหลายรายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของทีม นั่นเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งอย่าง กรีลิช ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ จนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ

ของทีมสิงห์ผยองในเวลาต่อมา แอสตัน วิลล่า วนเวียนในลีกแชมเปี้ยนชิพ 3 ฤดูกาล ในที่สุด กรีลิช ก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยพาทีมคัมแบ็กกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ในฤดูกาล 2019-

2020 และ กรีลิช ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของทีม โดยทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยให้วิลล่ารอดตกชั้นได้สำเร็จ พร้อมกับมีข่าวออกมาเป็นระยะว่า บรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ต่างพร้อม

ทุ่มเงินเพื่อกระชากตัว กรีลิช ไปร่วมทีมตาเป็นมัน แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงอยู่สวมปลอกแขนกัปตันทีมของวิลล่าต่อไป ยิ่งทำให้แฟนบอลวิลล่าต่างปลาบปลื้มในตัวของกรีลิชมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิถีฟุตบอลและกราฟผลงานของกรีลิชที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สโมสรอย่าง แอสตัน วิลลา ดูจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับเขา และในที่สุด เดือนมิ.ย. 2021 “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ เศรษฐีแห่งพรีเมียร์ลีก ก็ทุ่มเงิน 100 ล้านปอนด์กระชากตัว กรีลิช ไปร่วมทีม

พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในลีกอังกฤษ ทำลายสถิติของ ปอล ป็อกบา ซึ่งย้ายจากยูเวนตุส มายังแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2016

ผลงานทีมชาติ

กรีลิช เกิดที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ แต่ก็มีเชื้อสายไอริชจากฝั่งคุณพ่อ นั่นทำให้เขาสามารถเลือกเล่นให้ได้ ทั้งทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติไอร์แลนด์ ในระดับเยาวชน กรีลิช ลงรับ

ใช้ทีมชาติไอร์แลนด์ ไล่ตั้งแต่ชุดยู-17 ยู-18 และยู-21 ซึ่ง มาร์ติน โอนีล กุนซือทีม “ยักษ์เขียว” ในเวลานั้น เล็งที่จะดัน กรีลิช ให้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่โดยเร็ว เพื่อกันท่าสมาคมฟุตบอล

อังกฤษที่จับตาดูฟอร์มของ กรีลิช อย่างใกล้ชิดอยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ค. 2015 กุนซือมาร์ติน โอนีล เผยว่า กรีลิช ปฏิเสธการถูกเรียกตัวติดทีมชาติไอร์แลนด์ชุดใหญ่ ซึ่งต่อมา

รอย ฮอดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นก็ได้พูดคุยกรีลิช จนในที่สุด ดาวรุ่งจากแอสตัน วิลล่า ก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาสวมยูนิฟอร์มทีม “สิงโตคำราม” แทน

กรีลิชเริ่มเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ในชุดยู-21 เมื่อเดือนพ.ค. 2016 ก่อนจะช่วยพาทีมคว้าแชมป์ “ตูลง ทัวร์นาเมนต์ 2016” ด้วยการปราบเจ้าภาพ ฝรั่งเศส 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่ง

เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีที่อังกฤษได้แชมป์รายการนี้ โดยแข้งอังกฤษชุดนั้นที่กลายเป็นแข้งดัง

ในเวลาต่อมา ได้แก่ จอร์แดน พิคฟอร์ด, ร็อบ โฮลดิ้ง, เจมส์ วอร์ด พราวส์, รูเบน ลอฟตัส ชีค, นาธาน เรดมอนด์ และเบน ชิลเวลล์

กระทั่งเดือนส.ค. 2020 กรีลิชก็มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ก่อนจะได้ลงประเดิมสนามให้กับทัพสิงโตคำราม ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ที่เสมอกับ เดนมาร์ก 0-0 เมื่อวันที่

8 ก.ย. 2020 ซึ่งหลังจากนั้น กรีลิช ก็มีชื่อติดโผทีมชาติอังกฤษมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในขุนพลสิงโตคำราม ชุดรองแชมป์ยูโร 2020

 

เจมส์ จัสติน

เจมส์ จัสติน

เจมส์ จัสติน

เจมส์ จัสติน

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้  ตกลง เซ็นสัญญา จากสโมสรลูตัน ทาวน์
 กองหลังวัย 21 ปี เซ็นสัญญา 5 ปี แบบไม่เปิดเผยค่าตัว

 จัสติน เป็นกองหลังที่เล่นได้หลายตำแหน่ง และมีส่วนช่วยให้ลูตัน เลื่อนชั้นขึ้นสู่แชมเปี้ยนชิพเมื่อ  ฤดูกาลก่อน
 เขาทำไป 3 ประตูจาก 52 นัด ในลีก วัน ฤดูกาล 2018-2019

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงกับ ลูตัน ทาวน์ ในการคว้าตัว  ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลัง โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการส่งเอกสารการย้ายทีมให้พรีเมียร์ลีกอนุมัติ

กองหลังวัย 21 ปี เซ็นสัญญา 5 ปี กับทีม “จิ้งจอกสยาม” และเป็นนักเตะคนแรกที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เซ็นสัญญามาร่วมทีมในซัมเมอร์นี้

ย้ายร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากประสบความสำเร็จในฤดูกาลล่าสุด (2018-2019) กับลูตัน ทาวน์ ซึ่งเขาลงสนามให้กับทีม 52 นัดในทุกรายการ ทำไป 3 ประตู และช่วยให้ ลูตัน เลื่อน

ชั้นกลับขึ้นมาสู่ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษอีกครั้งในรอบ 12 ปีจัสติน เล่นแบ็กขวาเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยับไปเล่นแบ็กซ้ายได้ จัสตินติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก วัน เมื่อฤดูกาลก่อน และ

เป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษฟูลแบ็กดาวรุ่งดวงใหม่ เปิดใจกับ LCFCTV ว่า “ผมมีความสุขสุด ๆ และพร้อมแล้วสำหรับช่วงเวลานี้ ผมหวังว่าจะนำเอาพลังและความตั้งใจมาสู่ตราสโมสรแห่งนี้”“ผู้จัดการทีมนั้นยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะกับการดูแลนักเต

ดาวรุ่ง และพัฒนาพวกเขาต่อไปจนตลอดอาชีพค้าแข้ง ทุกคนชื่นชมและยกย่องเขา ผมหวังว่า เขาจะช่วยผมได้เช่นกัน”

เกิดที่เมืองลูตัน ก่อนย้ายร่วมทีม “เดอะ แฮตเตอร์ส” เมื่อปี 2005 และค่อยๆขยับจากทีมเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2016 เขาลงสนามนัดแรกให้กับลูตัน

พบกับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ จากนั้นจึงยึดตำแหน่งตัวจริงไว้ได้และลงสนามให้กับลูตัน ทาวน์ถึง 39 นัด ในฤดูกาลต่อมา

เขาทำประตูแรกให้กับลูตัน เมื่อเดือนเมษายน 2017 ด้วยชัยชนะ 4-1 เหนือแอคคริงตัน สแตนลี่ย์ และกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในฤดูกาล 2016-2017

ขณะที่ในฤดูกาล 2017-2018 จัสติน ลงสนามไป 22 นัดในทุกรายการ ทำไป 2 ประตู และพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกทู ขึ้นสู่ ลีกวันได้สำเร็จก่อนที่ ลูตัน จะเลื่อนชั้นจาก ลีก วัน ขึ้นมาสู่แชมเปี้ยน

ชิพในฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการคว้าแชมป์ ลีกวัน โดยมี จัสติน เป็นกำลังหลักของทีม เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 52 นัด ทำไป 3 ประตู และคว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีอีกหนึ่งฤดูกาล

กองหลังดาวรุ่งรายนี้ ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุด U-20 ในเดือนสิงหาคม 2017 และประเดิมสนามกับเนเธอร์แลนด์ในเดือนเดียวกัน

จะเดินทางมาร่วมฝึกซ้อมกับเลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงพรีซีซั่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 ที่กำลังจะมาถึง

ชากลาร์ โซยุนชู

ชากลาร์ โซยุนชู

ชากลาร์ โซยุนชู

ชากลาร์ โซยุนชู

  (Caglar Soyuncu)  เกิดวันที่  23  พฤษภาคม  ค.ศ.1996  นักฟุตบอลชาวตุรกี ความสูง 1.86 เมตร  หรือ  6 ฟุต 1 นิ้่ว  ตำแหน่งกองหลัง  เล่นให้กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้  ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ  สวมเสื้อหมายเลข 4

ประวัติความเป็นมาในระดับสโมสร

เริ่มต้นการ เล่นฟุตบอล ระดับเยาวชนครั้งแรกในปี  2006-2011 ร่วมกับสโมสร Menemen Belediyespor เป็นสโมสรเยาวชนในตุรกี   ต่อมาได้ย้ายมาเล่นให้กับสโมสร

Bucaspor เพียงสองปีต่อมา  ได้ย้ายสโมสรไปเล่นกับ Gumusorduspor เพียงแค่ปีเดียว

หลังจากนั้นไม่นานก็ย้ายสโมสรอีกครั้ง  ซึ่งก้าวขึ้นมาเล่นในระดับสโมสรอาชีพร่วมกับ Altınordu เมื่อปี 2014-2016 เป็นสโมสรอาชีพในตุรกี จากนั้นในปี 2016-2018 ย้ายลีกมา

ค้าแข้งในเยอรมัน เพื่อร่วมเล่นให้กับ เซาท์ไฟรบูร์ก แต่ก็อยู่ในลีกเยอรมันเพียงแค่สองปี หลังจากนั้นก็ย้ายมาค้าแข้งในประเทศอังกฤษ ร่วมเล่นกับสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ในปี 2018

การเข้าร่วมเล่นกับสโมสรเลสเตอร์ที่มีการเซ็นสัญญา 5 ปี และการลงเล่นในนัดแรกของเขาคือการได้พบกับเวสต์แฮม และผลงานที่เขายิงประตูแรกให้กับสโมสรเป็นนักที่ต้องพบกับคริสตัล

พาเลซ และผลการแข่งขันในนัดนั้น เลสเตอร์ซิตี้ก็ชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขาได้อย่างมากที่เป็นกองหลังแล้วทำประตูให้กับสโมสร

ประวัติการเล่นทีมชาติของ

เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติตุรกีครั้งแรกในปี 2014 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี, ปี 2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี, ปี 2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี, ปี 2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่

เกิน 21 ปี, ปี 2016 ทีมชาติตุรกีชุดใหญ่เป็นครั้งแรก

กับรูปแบบการเล่นของเขาที่มีความแข็งแกร่งและไหลลื่นเข้าจังหวะได้อย่างดี ด้วยความสูงของเขาที่สามารถเล่นได้อย่างแข็งแกร่งอีกทั้งการเล่นลูกกลางอากาศก็ทำได้อย่างยอด

เยี่ยม เป็นกองหลังที่ได้รับการชื่นชอบจากสื่อ เมื่อครั้งที่เล่นในลีกเยอรมันก็ได้รับความชมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกองหลังที่มีความว่องไว ไหวพริบดี

 

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

ตำแหน่ง กองหลัง, เซ็นเตอร์แบ็ค
วันเกิด 3 มกราคม 1988 (33 ปี)
สถานที่เกิด เบลฟาสต์, ไอร์แลนด์ เหนือ
น้ำหนัก 77
ส่วนสูง 188

ทีมชาติ ไอร์แลนด์ เหนือ
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2006

จอนนี่ อีแวนส์ เด็กหนุ่มจากเบลฟาสต์ เซ็นเตอร์แบ็ครูปร่างสูง และปราดเปรียว เขาเป็นกองหลังคนหนึ่งที่มีความฉลาด มีร่างกายที่แข็งแรง และมีความสามารถในการจ่ายบอลที่ดี ซึ่งนั่น

ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาได้ขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ เขาก็ยังมีชื่อติดทีมชาติไอร์แลนด์ เหนือ ตั้งแต่ก่อนที่จะได้ลงสนามให้กับทีมปีศาจแดงแดงนัดแรกเสียอีก

ในฤดูกาล 2005/06 อีแวนส์ ซึ่งมีอายุเพียง 17 ปีมีชื่อในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชุดแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่อีแวนส์ก็มีโอกาสไม่มากในทีมชุดใหญ่ จนกระทั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ขาย เชราร์ด ปิเก้ ออกไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2008 ทำให้ในฤดูกาล 2008/09 เขาได้มีโอกาสลงสนามให้ทีมปีศาจแดงมากขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่เรียกใช้จอนนี่ อีแวนส์ เขาจะปรากฏตัวพร้อมความสงบนิ่งเสมอ ไม่ว่าจะลงเล่นในเกมใหญ่อย่างที่ซานซิโร่ หรือที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ความสามารถในการรับมือกับความ

กดดันของเขานั้นเหลือเชื่อมากจริงๆ

ฮีโร่ในดวงใจของเขาตั้งแต่เด็กคือ รอย คีน และทั้งคู่ก็เคยร่วมงานกันในช่วงที่คีน รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ และตอนนั้นอีแวนส์ก็เล่นให้ทีมแมวดำด้วยสัญญายืมตัว เขา

เป็นนักเตะตัวสำคัญของทีม และช่วยให้ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก

อีแวนส์ กลับมาลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นัดแรกในช่วงกลางฤดูกาลปี 2007/08 ในเกมที่พบกับโคเวนทรี และหลังจากนั้นคีน ก็ขอยืมตัวเขากลับไปเล่นให้ซันเดอร์แลนด์อีก 6 เดือน

หลังจากกลับมาจากซันเดอร์แลนด์ เขาก็ได้ลงสนามทุกนัดในเกมปรีซีซั่น 2008/09 ถือว่าเขาเป็นนักเตะที่มีพัฒนาอย่างโดดเด่นมากคนหนึ่ง และเขาก็เริ่มกลายเป็นนักเตะตัวหลักใน

ทีมชุดใหญ่ คอยเติมเต็มทีมในแนวรับ เมื่อใดก็ตามที่ขาดนักเตะหลักอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือ เนมานย่า วิดิช เขาก็ถูกเรียกใช้เสมอในทุกรายการ ทั้งนัดชิงถ้วยสโมสรโลก และ

ลีกคัพนัดชิงชนะเลิศ เขาได้ลงสนามในพรีเมียร์ ลีก 16 นัดในปีนี้ และในปี 2009/10 เขาก็ได้ลงสนามอีก 18 นัด จากนั้นก็ถูกเรียกใช้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ริโอ เฟอร์ดินานด์มี

อาการบาดเจ็บในปี 2010/11 แต่เขาก็ต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งกองหลังตัวกลางกับ คริส สมอลลิ่ง ที่เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทีมในซัมเมอร์ปี 2010 แต่เขาก็ได้ลงสนามช่วยทีมถึง 13 นัด

และเป็นอีกปีหนึ่งที่เขาได้เหรียญแชมป์พรีเมียร์ ลีก กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 2011/12 เป็นฤดูกาลหนึ่งที่เขาโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดตั้งแต่สวมเสื้อปีศาจแดง ด้วยการบาดเจ็บยาวของเนมานย่า วิดิช เปิดโอกาสให้เขาได้ลงสนาม 28 นัด และมีฟอร์มการเล่น

ที่ยอดเยี่ยมหลายนัด และเขาก็ยังทำประตูแรกให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในวันที่ 18 มีนาคม 2012 ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ได้ 5-0

เกียรติประวัติกับทีม

พรีเมียร์ ลีก 2008- 2009 , 2010- 2011, 2012 -2013
ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2008

ลีก คัพ 2008 -2009,  2009-2010
คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2008 , 2010,  2011,  2013

เกียรติประวัติกับทีมสำรอง และเยาวชน

พรีเมียร์  ลีก  สำรอง  นอร์ท 2005-2006
เซ็นทรัล ลีก นอร์ท 2005

พรีเมียร์ ลีก สำรอง เนชั่นแนล เพลย์ออฟ 2006
แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ 2006

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ทีม ชาติเบลเยียม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทำสถติเป็นนักเตะที่ครองบอลมากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ และมันไม่ไม่แปลกใจเลยที่ จอมทัพ “เรือใบสีฟ้า” จะเป็น 1 ใน 5 นักเตะที่ได้ลุ้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีร่วมกับบรรดาดาวเตะของ ลิเวอร์พูล ว่าที่แชมป์ลีก

เดอ บรอยน์ จะได้ลุ้นรางวัลดังกล่าวร่วมกับนักเตะ ลิเวอร์พูล อย่าง ซาดิโอ มาเน่ ปีกทีมชาติเซนัล, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางทีมชาติอังกฤษ และ เวอร์จิล ฟาน ไดจค์ แต่ที่เหลืออีก 1 โค

วต้า คาดว่า เป็น 1 เดียวจากทีม “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ นั่นก็คือ ริคาร์โด้ เปเรยร่า แบ็คขวาทีมชาติโปรตุเกส

เปเรยร่า ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงดึงดูดอย่าง เดอ บรอยน์, ฟาน ไดจค์, มาเน่, เฮนเดอร์สัน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมทีม เลสเตอร์ คนอื่นๆอย่าง เจมส์ เมดดิสัน กองกลางดาวรุ่ง และเจมี่ วาร์ดี้

หัวหอกจอมเก๋า แต่แต่สถิติไม่ได้โกหกใครว่า แบ็คเลือดฝอยทองรายนี้ เป็นหนึ่งในนักเตะชั้นนำของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และมันก็เป็นเรื่องเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว

จากสถิติย้อนหลังใน โปรแกรมบอลเมื่อคืน ย้อนกลับไปในเกมลีกที่ เลสเตอร์ เปิดรัง คิงพาเวอร์ สเตเดี้ยม พ่ายให้กับ แมนฯซิตี้ ไปแบบหวุดหวิด 0-1 นั้น เปเรยร่า ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ใช้

เงินมหาศาลถึง 200 ล้านปอนด์ ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เพื่อซื้อฟูลแบ็ค และ แบ็คขวาโปรตุกีส ก็ทำให้ เปป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชาวสเปนของ “เรือใบสีฟ้า ต้องรู้สึกอิจฉาที่ “สุนัขจิ้งจอก” มีนักเตะที่ยอดเยี่ยมแบบเขา

เลสเตอร์ จ่ายเงิน 22 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว เปเรยร่า จากเอฟซี ปอร์โต ทีมดังในลีกแดนฝอยทอง เมื่อ 2 ซีซั่นที่ผ่านมา และนับตั้งแต่อนนั้นจนถึงเวลานี้ เขาได้ลงสนามให้กับ “สุนัขจิ้งจอก” มากกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน ยกเว้นเพียงแค่ แคสเปร์ ชไมเคิ่ล นายทวารทีมชาติเดนมาร์ก เท่านั้น

เปเรยร่า เป็นนักเตะคนสำคัญของ เลสเตอร์ ตั้งแต่ในสมัยของ โคล้ด ปูแอล อดีตเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศส มาจนถึงยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งทำหน้าที่คุมทัพ “สุนัขจิ้งจอก” ในปัจจุบัน

อดีตแข้ง ปอร์โต้ เป็นฟูลแบ็คสมัยใหม่ที่มีการเติมเกมรุกอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเร็ว เทคนิคดี และยังมีการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น มันจึงทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่ เลสเตอร์ จะขาดไปไม่ได้เสียแล้ว

ย้อนกลับไปในเกมลีกที่ เลสเตอร์ เปิดรัง คิงพาเวอร์ สเตเดี้ยม ถล่ม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมานั้น เดวิด มอยส์ กุนซือ “ขุนค้อน” ใช้แบ็คซ้าย 2 คน คือ อาเธอร์ มา

ซูอากู กับ แอรอน เครสเวลล์ เพื่อเผชิญหน้ากับ เปเรยร่า แต่ในท้ายที่สุด เวสต์แฮม ก็ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ดาวเตะโปรตุกา ได้ หลังจากที่เขาโชว์ฟอร์สุดยอดด้วยการซัดไป 1 ประตู กับทำอีก 1 แอสซิสต์

นั้บตั้งแต่ย้ายจาก ปอร์โต้ มาเล่นกับ เลสเตอร์ เมื่อซัมเมอร์ปี 2018 นั้น เปเรยร่า ซัดในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 5 ประตู และทำไปอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมันกองหลังเพียง 2 รายที่ทำสถิติได้ดีกว่าเขา

นั่นก็คือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน 2 ฟูลแบ็คตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล และดาวเตะ “หงส์แดง” ทั้ง 2 ราย น่าจะมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีอย่างแน่นอน

เปเรยร่า เป็นฝันร้ายสำหรับกองหลังฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่เพียง เพราะชาญฉลาดในการเล่นของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันเป็นเพราะความเร็ว และความสามารถของเขา และในช่วง 2

ฤดูกาลที่ผ่านมา

เขาเป็นนักเตะตำแหน่งกองหลังในพรีเมียร์ลีกที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้มากที่สุดโดยมี แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ แบ็คขาวไอริช ของ วูล์ฟแฮมป์ตัน ตามมาเป็นอันดับ 2

การเติมไปเล่นเกมรุกอยู่เป็นประจำนั้น สามารถปล่อยให้แนวรับเกิดช่องว่างได้ แต่สิ่งที่ทำให้ เปเรยร่า ทำคือ เขาแทบไม่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่ตรงนั้น เนื่องจากเขาลงมาช่วยเกมรับได้ทัน

เวลาอยู่เสมอ ซึ่งเห็นได้จากการที่ เลสเตอร์ เป็นหนึ่งในสถิติการป้องกันที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ โดยมี เพียงลิเวอร์พูล เท่านั้นที่สามารถเก็บคลีนชีตได้มากกว่าพวกเขา

นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม เลสเตอร์ นั้น เปเรยร่า มีเกมการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งมาก โดย ปูแอล เคยกล่าวไว้ว่า มันยากมสากที่คู่แข่งจะเอาชนะการดวลตัวต่อตัวกับกองหลังชาวโปรตุเกส และ

สถิติในฤดูกาลนี้ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างดีหลังจากที่ เขามีสถิติเป็นอันดับ 1 ในการเข้าสกัดบอลจากคู่ต่อสู้

เปเรยร่า ยังคงยอดเยี่ยมอยู่เสมอเมื่อบุกไปข้างหน้า และยอดเยี่ยมเช่นกันเมื่อเล่นเกมรับ โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลจนถึงตอนนี้ อดีตแข้ง ปอร์โต้ มีสถิติเป็นอันดับที่ 3 ในการชิงตัดบอลจากคู่

แข่งเป็นรองแค่ อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวาดาวรุ่งของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แยน เบดนาเร็ค กองหลัง “นักบุญ”1เซาแธมป์ตัน เท่านั้น

ฟูลแบ็คเลือดฝอยทอง เป็นนักเตะที่เหมาะอย่างยิ่งกับทีมที่มีสไตล์เล่นเกมเพรสซิ่งสูง ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ เลสเตอร์ ในยุค ร็อดเจอร์ส โดยดาวเตะวัย 26 ปี สามารถไล่บีบเกมได้ตั้งแต่แดนของคู๋แข่ง และหาจังหวะเปิดเกมรุกได้ทันทีเมื่อได้บอลมาครอง

คุณสมบัติของ เปเรยร่า นั้นชัดเจนสำหรับทุกคนที่ เลสเตอร์ เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลเมื่อปีที่แล้ว และน่าจะได้ลุ้นรางวังดังกล่าวอีกครั้งในฤดูกาลนี้ด้วย แต่ยังมีความ

รู้สึกว่า เขาไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงความสามารถของเขาที่สมควรได้รับ ซึ่งเห็นได้จากการที่เขาถูกเรียกตัวไปรับใช้ทีมชาติโปรตุเกสเพียงแค่ 7 เกมเท่านั้น

ในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้ เลสเตอร์ จะต้องพ่ายแพ้ให้กับ “เรือใบสีฟ้า” แต่ เปเรยร่า มีโอกาสอีกครั้งที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า ทำไมเขาถึงอยู่ในระดับสูงสุด และทำไม “สุนัขจิ้งจอก” ถึงมีความสุขที่มีเขาอยู่ในทีม

 

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

เริ่มต้นจากการเล่นให้กับสองชั้น สโมสรนานาชาติ พันธมิตรในประเทศกานาที่เขาเป็นด่างเป็นสิบหกปีโดยแมกนัส Pehrssonที่อยู่ในการเดินทางหัวเราะเยาะในแอฟริกาในระหว่างการเตรียม

ของเขาที่จะนำไปเป็นผู้จัดการของDjurgårdens IF เมื่อ Pehrsson เป็นผู้จัดการ เขาได้รับสิทธิ์ในการโอน Amartey ตั้งแต่วันที่เขาอายุ 18 ปีเพื่อช่วยเตรียม Amartey ให้พร้อมสำหรับ

การย้ายไปสวีเดนอย่างถาวร ในอนาคต ในปี 2013 สโมสรได้นำเขามาในช่วงเวลาที่สั้นลงทั้งในปี 2011 และ 2012 ที่เขาได้ลงเล่นให้กับทีม U21 ของสโมสร

Amartey ทำของเขาSvenska เพนเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2013 กับUmeåเอฟซี [7]จากนั้นเขาก็เปิดตัวในลีกของเขาในเกมเปิดออลสเวนสคาน 2013 ที่พบกับเฮลซิงบอร์กส์

ไอเอฟเมื่อวันที่ 31 มีนาคม Amartey ได้รับการยกย่องจากสื่อสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาล 2013 ที่แข็งแกร่งของเขาและสโมสรต่างประเทศเช่นFC Schalke 04และ1 FC

Kaiserslauternเริ่มสอดแนมเขาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เขาทำประตูแรกให้กับสโมสรเมื่อเขามุ่งหน้ากลับบ้านด้วยอีควอไลเซอร์ 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศสเวนสกา คูเปน ปี 2013ซึ่งใน

ที่สุด เยอร์การ์เดน ก็พ่ายแพ้ต่อIFK โกเตบอร์กด้วยจุดโทษหลังจากที่ของเขาในฤดูกาลแรกในลีกสวีเดนเป็นสิบแปดปี Amartey ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 10 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีกโดย

หนังสือพิมพ์ Expressenและ 18 ที่ดีที่สุดโดยAftonbladetในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 อมาร์ตีย์ยืนยันว่าเขากำลังเจรจากับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะย้ายไปสโมสรอังกฤษ

โคเปนเฮเกน

ในเดือนกรกฎาคม 2014 Amartey ย้ายไปเอฟซีโคเปนเฮเกนด้วยค่าตัว 2.5 ล้าน€บวก add-on และทำให้เขาซุปเปอร์ -debut 20 กรกฏาคมในการแข่งขันกับSilkeborg IF

เลสเตอร์ ซิตี้

อมาร์ตีย์กับเลสเตอร์ ซิตี้ในเดือนตุลาคม 2016

ที่ 22 มกราคม 2016 Amartey เข้าร่วมพรีเมียร์ลีกด้านเลสเตอร์ซิตี้ในการทำสัญญาสี่และครึ่งปีสำหรับค่าบริการทั่วภูมิภาคของขึ้นไป£ 6 ล้าน ในฤดูกาลแรกของเขาในประเทศใหม่ของเขา

Amartey ให้ความสำคัญห้าครั้งในขณะที่ทีมของเขาเลสเตอร์ซิตี้ชนะตำแหน่งพรีเมียร์ลีก เขาเปิดตัวกับสโมสรที่ 27 กุมภาพันธ์ 2016, 1-0 ในลีกบ้านชนะเหนือนอริชซิตี้

ในฤดูกาล 2016-17 Amartey กลายเป็นปกติทีมแรกหลังจากการตายของนโกโลแคนต์ [18]ร่วมทีมแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ในตำแหน่งกองกลางในขณะที่อัตราจ้างของเขาพอๆ กับก็อง

เต้ เขาไม่สามารถจับคู่สกัดกั้นและสกัดกั้นได้ที่ 14 กันยายน 2016 Amartey เริ่มต้นของเขาในแชมเปี้ยนส์ลีกเปิดตัวในเลสเตอร์ 3-0 ชนะไปคลับบรูซในเวทีกลุ่ม ตีย์ทำประตูแรกให้กับเลส

เตอร์ในเกมตีเสมอในนาทีที่ 88 ที่สโต๊ค ซิตี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559 โดยเสมอกัน 2–2 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2017 เพียง 12 ชั่วโมงหลังจากที่กลับไปเลสเตอร์จากการปฏิบัติหน้าที่

ระหว่างประเทศ Amartey เล่น 120 นาที (รวมถึงทดเวลา ) 3-1 ในเอฟเอคัพชนะรีเพลย์รอบที่สี่กว่าดาร์บี้เคาน์ตี้ [23]

ในเดือนตุลาคม 2018 อมาร์ตีย์ข้อเท้าหักในเกมกับเวสต์แฮมยูไนเต็ดทำให้เขาต้องพักรักษาตัวในฤดูกาล 2018–19 ที่เหลือ

หลังจากลงเล่นมาเกือบปี Amartey ที่ใกล้เคียงที่สุดได้กลับมาเล่นในทีมชุดใหญ่ก็คือนั่งสำรองสำหรับเกมEFL CupกับLuton Townในเดือนกันยายน 2019 เขาทำให้ทีมชุดใหญ่

กลับมาได้เกือบสองปีหลังจากได้รับบาดเจ็บที่การแข่งขัน EFL CupกับArsenalเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2020 ซึ่งเลสเตอร์แพ้ 2-0 สี่วันต่อมาเขากลับมาในพรีเมียร์ลีกเมื่อเขาเริ่มเกมที่แมน

เชสเตอร์ซิตี้ด้วยชัยชนะ 5–2 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 อมาร์ตีย์ลงเป็นตัวจริงในเกมยูโรป้าลีกของเขากับเลสเตอร์ โดยเสมอ 0-0 กับสลาเวีย ปรากในเลกแรกของยูโรป้า ลีก รอบ

32 ทีม ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564 อมาร์ตีย์ทำประตูแรกให้กับจิ้งจอกสยามในรอบสี่ปี โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ชนะในช่วงท้ายเพื่อเก็บชัยชนะ 2-1 ในเกมเยือนไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

อาชีพระหว่างประเทศ

พฤษภาคม 2012 Amartey เปิดตัวของเขาสำหรับชาติภายใต้ 20 ทีมฟุตบอลกานาในเกมกับไนจีเรีย [31]เขายังได้รับเลือกให้เล่นในFIFA U-20 World Cup

2013แต่Djurgårdenต้องการให้เขาอยู่ในสวีเดนเนื่องจากการแข่งขันกับฤดูกาล2013 Allsvenskan ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 อมาร์ตีย์ลงเล่นให้ทีมชาติกานาในการแข่งขันแอฟ

ริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ พ.ศ. 2558 ซึ่งแบล็กสตาร์จบการแข่งขันในฐานะรองแชมป์

เขาลงเล่น 6 นัดในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปี 2017โดยกินเวลา 90 นาทีทุกนัดเพื่อช่วยให้กานาจบอันดับที่สี่ในทัวร์นาเมนต์ [33]การแสดงของเขาเห็นเขามีชื่ออยู่ในทีม CAF ของการแข่งขัน