เนย์มาร์

เนย์มาร์

เนย์มาร์

เนย์มาร์

หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็มีประวัติของเนย์มาร์ มาฝากกัน

เนย์มาร์ มีชื่อเต็มคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อเนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอล คอยเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เนย์มาร์มีน้องสาว 1 คน เขาสูง 175 เซนติเมตร

ในปี พ.ศ. 2542 เนย์มาร์ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง เซา วิเซนเต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีม Portuguesa Santista จากนั้นเนย์มาร์จึงย้ายไปเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมที่ใหญ่กว่าอย่างทีมซานโตส (Santos) โดยเขาเริ่มเซ็นสัญญากับทีมซานโตสในปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลในทีมเยาวชน ซึ่งทีมนี้เคยเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชื่อดังมากมายอย่าง คูติญโญ่, เปเล่, โรบินโญ่ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

เมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสเปนเพื่อเล่นฟุตบอลกับทีมเรอัล มาดริด ที่ในตอนนั้นมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่าง ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส  ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี เนย์มาร์ก็มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลถึงเดือนละ 10,000 รีล (ประมาณ 1.4 แสนบาท) และเมื่ออายุ 16 ปี เงินเดือนของเนย์มาร์ก็ขยับมาที่ 125,000 รีล (1.8 แสนบาท)

 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

หากใครที่เป็นคอบอล หรืออาจจะเพิ่งติดตามฟุตบอลโลก 2014 คงจะคุ้นหูกับชื่อของ เนย์มาร์ ยอดกองหน้าทีมชาติบราซิล ที่มีลีลาที่โดดเด่น ทั้งความเร็ว เทคนิค และความสามารถเฉพาะตัวนั้น คือว่าหาตัวจับได้ยาก และในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ เนย์มาร์เองก็ดูเหมือนจะกลายเป็นดาวจรัสแสงที่มีแต่คนกล่าวถึง และเป็นความหวังที่จะพาทีมบราซิลคว้าแชมป์โลกให้ได้ วันนี้ กระปุกดอทคอม ก็มีประวัติของเนย์มาร์ มาฝากกันค่ะ

ประวัติชีวิตของเนย์มาร์
มีชื่อเต็มคือ เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซานโตส จูเนียร์ เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล โดยมีคุณพ่อเนย์มาร์ ซีเนียร์ ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอล คอยเป็นผู้ฝึกสอนฟุตบอลและเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เนย์มาร์มีน้องสาว 1 คน เขาสูง 175 เซนติเมตร

ในปี พ.ศ. 2542 เ ได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง เซา วิเซนเต้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาได้เริ่มเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีม Portuguesa Santista จากนั้นเนย์มาร์จึงย้ายไปเล่นฟุตบอลเยาวชนให้กับทีมที่ใหญ่กว่าอย่างทีมซานโตส (Santos) โดยเขาเริ่มเซ็นสัญญากับทีม

ซานโตสในปี พ.ศ. 2546 และได้เข้าร่วมเล่นฟุตบอลในทีมเยาวชน ซึ่งทีมนี้เคยเป็นแหล่งผลิตนักฟุตบอลชื่อดังมากมายอย่าง คูติญโญ่, เปเล่, โรบินโญ่ เรียกว่าประสบความสำเร็จในการเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็กเลยทีเดียว

เมื่ออายุ 14 ปี เขาก็ได้มีโอกาสเดินทางไปสเปนเพื่อเล่นฟุตบอลกับทีมเรอัล มาดริด ที่ในตอนนั้นมีซูเปอร์สตาร์ล้นทีมอย่าง ซีดาน, เบ็คแฮม, โรแบร์โต้ คาร์ลอส  ต่อมา เมื่ออายุ 15 ปี

ก็มีรายได้จากการเล่นฟุตบอลถึงเดือนละ 10,000 รีล (ประมาณ 1.4 แสนบาท) และเมื่ออายุ 16 ปี เงินเดือนของเนย์มาร์ก็ขยับมาที่ 125,000 รีล (1.8 แสนบาท)

 เนย์มาร์ บนเส้นทางนักฟุตบอลอาชีพ

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2552  ได้ลงประเดิมสนามเป็นครั้งแรกในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับทีมซานโตส ทั้งที่เขาเพิ่งจะมีอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น ซึ่งเนย์มาร์ก็สามารถสร้างความ

ประทับใจได้เป็นอย่างมากในฤดูกาลแรก เขาสามารถพังประตูได้ถึง 14 ประตูจากการลงสนาม 48 นัด และในฤดูกาลต่อมา เนย์มาร์ก็สามารถพาทีมซานโตสเถลิงชัยคว้าฟุตบอลลีกในประเทศ

ได้สำเร็จ และเขาก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลอีกด้วย ซึ่งจากผลงานทำประตู 42 ประตูใน 60 เกม ในช่วง 2 ฤดูกาลแรก จึงทำให้ทีมหลาย ๆ ทีมในอังกฤษ ทั้งเวสต์แฮม

ยูไนเต็ด และทีมเชลซี ต่างสนใจในตัวของเนย์มาร์ และเสนอเงินก้อนโตให้เขาไปร่วมทีม แต่เนย์มาร์ก็ยังยืนยันที่จะอยู่กับทีมซานโตสต่อไป

ในปี พ.ศ. 2554 สามารถพาทีมซานโตส คว้าถ้วยแชมป์ Copa Libertadores เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ พ.ศ. 2506 จนทำให้มีข่าวว่า ทีมเรอัล มาดริด สนใจที่จะดึงตัวเนย์มาร์ไปอยู่ด้วย

และพร้อมที่จะเซ็นสัญญาล่วงหน้าทันที จนทำให้ประธานสโมสรซานโตส ตัดสินใจขยายสัญญากับร์ออกไป ในปีเดียวกันนี้ เนย์มาร์ยังได้รับรางวัล FIFA Puskas Award ซึ่งเป็นรางวัล

ที่มอบให้กับลูกยิงสุดสวยในแต่ละฤดูกาล และเขายังได้รับรางวัล นักฟุตบอลดีเด่นของทวีปอเมริกาใต้ ประจำปี พ.ศ. 2554 อีกด้วย

ต่อมา ในปี พ.ศ. 2555 เนย์มาร์สามารถพาทีม ซานโตส คว้าถ้วยแชมป์ฟุตบอลลีกได้อีกครั้ง เขาพังประตูไปได้ถึง 20 ประตูและได้รับการโหวตให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมประจำ

ฤดูกาลและกองหน้ายอดเยี่ยม อีกครั้งยังมีชื่อเข้าชิงรางวัล  2012 FIFA Puskas Award และได้รับรางวัล นักฟุตบอลดีเด่นของทวีปอเมริกาใต้ ประจำปี พ.ศ. 2555 ซึ่งในปีนี้ ก็มีข่าวออกมา

ว่า ทางสโมสรซานโตส ได้ตัดสินใจที่จะขายเนย์มาร์ ให้กับยอดทีมจากสเปนอย่างทีม บาร์เซโลน่า แล้ว แต่เนย์มาร์ก็ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 25 เมษายน 2556 ที่คุณพ่อ

และตัวแทนของได้ออกมาเผยว่า เนย์มาร์ได้ย้ายไปอยู่กับทีมบาร์เซโลน่า และสุดท้าย ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2556 เนย์มาร์ก็ได้กล่าวอำลาทีมซานโตสทั้งน้ำตา เพื่อที่จะไปตามล่าฝันที่ประเทศสเปน

ในวันที่ 3 มิถุนายน 2556 สโมสรบาร์เซโลน่า ได้ออกมาเปิดเผยว่า เนย์มาร์ได้ผ่านการทดสอบร่างกายและได้เซ็นสัญญากับสโมสรเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสัญญานั้นจะอยู่ยาวถึงเดือนมิถุนายน 2561 โดยเชื่อกันว่า สัญญาซื้อขายตัวของเนย์มาร์อยู่ที่ 87.2 ล้านยูโร (3.8 พันล้านบาท) ถือ

เป็นสถิติการย้ายตัวที่สูงที่สุดตลอดกาล 10 อันดับ มีสัญญาปล่อยตัวที่ 190 ล้านยูโร (8.3 พันล้านบาท) เนย์มาร์พังประตูแรกให้กับทีมบาร์เซโลน่า ในแมตช์ที่ชนะกับทีมชาติไทยด้วยสกอร์

7-1 โดยที่ ได้ลงสนามอย่างเป็นทางการครั้งแรกให้กับทีมบาร์เซโลนาในนัดที่บาร์เซโลน่าสามารถเอาชนะเลบันเต้ 7-0 และยิงลูกแรกในลาลีก้าในแมตช์ที่บาร์เซโลน่าชนะเรอัล โซเซียดัด 4-1

เนย์มาร์เริ่มติดทีมชาติบราซิลตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี จนกระทั่งตอนที่เขาอายุ 18 ปี เนย์มาร์ก็ถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ เขาลงเล่นให้กับทีมชาติบราซิลชุดใหญ่ครั้งแรกในนัดกระชับมิตรกับ

ทีมชาติสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเองก็สามารถพังประตูได้ และทำให้บราซิลเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ 2-0 นอกจากนี้ ในทัวร์นาเมนต์ 2011 South American Youth

Championship เยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ทำประตูได้สูงที่สุด ด้วยการทำประตูถึง 11 ประตู รวมทั้ง 2 ประตูในรอบชิงชนะเลิศ จนทำให้บราซิลคว้าชัยในถ้วยนี้ไปครอง นั่นจึงทำให้ในปี พ.ศ. 2556 หลุยส์ เฟลิเป้ สโคลารี่ ได้ตัดสินใจใส่ชื่อของเนย์มาร์ เข้าร่วมในศึกฟุตบอล คอน

เฟเดอเรชันส์ คัพ  (Confederations Cup) ที่จัดขึ้นที่ประเทศบราซิล และ ยังสามารถพังประตูทีมชาติสเปนได้ จนทำให้บราซิลสามารถเอาชนะสเปนไปด้วยสกอร์ 3-0 และคว้า

แชมป์ในบ้านตัวเอง พร้อมกับที่ ได้รับรางวัลลูกบอลทองคำ สำหรับนักเตะยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์อีกด้วย

 

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

แจ็ก กรีลิช

พาไปเช็กประวัติของ แจ็ค กรีลิช กองกลางตัวเก่งชาวอังกฤษป้ายแดงของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ย้ายจากวิลล่า ด้วยค่าตัว 100 ล้านปอนด์ เมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา

ชื่อเต็ม : แจ็ค ปีเตอร์ กรีลิช

เกิด : 10 กันยายน 1995

อายุ : 25 ปี

ตำแหน่ง : ปีก, มิดฟิลด์ตัวรุก

ส่วนสูง : 178 เซนติเมตร

เส้นทางลูกหนัง

ทุกคนในครอบครัว “กรีลิช” ต่างมี แอสตัน วิลล่า เป็นสโมสรโปรดกันทุกคน นั่นทำให้เจ้าหนู แจ็ค กรีลิช เป็นสาวกสิงห์ผยองไปโดยปริยาย และได้รับโอกาสเข้าสู่อคาเดมี่ของ แอสตัน วิลล่า

ตั้งแต่อายุแค่ 6 ขวบ เมื่อได้เข้าสู่อะคาเดมี่ กรีลิชค่อยๆพัฒนาฝีเท้า และยกระดับตัวเองขึ้นมาตามรุ่นอายุอย่างต่อเนื่อง จนได้มีชื่อในเกมพรีเมียร์ลีกนัดแรกด้วยวัยเพียง 16 ปีเท่านั้น โดยเป็น

ตัวสำรองในเกมที่พ่าย เชลซี 2-4 เมื่อเดือนมี.ค. 2012 แต่ไม่ได้ลงสนาม ต่อมา กรีลิชมีผลงานโดดเด่นกับทีมเยาวชน ในรายการ NextGen Series ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ลูกหนังรุ่นยู-19 ที่มี

สโมสรดังจากทั่วยุโรป 24 ทีม มาร่วมวงฟาดแข้ง ไม่ว่าจะเป็น ลิเวอร์พูล, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส, เชลซี, บาร์เซโลน่า, ดอร์ทมุนด์, ยูเวนตุส, เปแอสเช, อินเตอร์ มิลาน ฯลฯ ซึ่ง กรีลิช ช่วยให้ แอ

สตัน วิลล่า ผงาดครองแชมป์ได้อย่างเซอร์ไพรส์ในซีซั่น 2012-2013 เมื่อฝีเท้าเริ่มแกร่งกล้าในระดับหนึ่งแล้ว วิลล่าปล่อยให้ กรีลิช ไปเสริมกระดูกกับ นอตต์ เคาน์ตี้ ทีมในระดับลีกวัน ด้วย

สัญญายืมตัว ในฤดูกาล 2013-2014 ซึ่ง กรีลิช ได้ลงเล่นถึง 37 นัด ยิงได้ 5 ประตู ซึ่งถือว่าเป็นผลงานที่ไม่เลวเลยสำหรับแข้งดาวรุ่งวัย 19 ปีอย่างเขา

หลังกลับมาจาก น็อตต์ เคาน์ตี้ กรีลิชได้ลงสนามให้กับ แอสตัน วิลล่า อยู่เป็นระยะ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวหลักของทีม จนกระทั่งในซีซั่น 2016-2017 วิลล่าตกชั้นลงไปเล่นลีกแชมเปี้ยนชิพ

ทำให้สโมสรต้องปล่อยผู้เล่นซีเนียร์ออกจากทีมหลายรายเพื่อลดค่าใช้จ่ายของทีม นั่นเหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้ดาวรุ่งอย่าง กรีลิช ได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ จนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญ

ของทีมสิงห์ผยองในเวลาต่อมา แอสตัน วิลล่า วนเวียนในลีกแชมเปี้ยนชิพ 3 ฤดูกาล ในที่สุด กรีลิช ก็ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยพาทีมคัมแบ็กกลับขึ้นมาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง ในฤดูกาล 2019-

2020 และ กรีลิช ก็ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของทีม โดยทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยให้วิลล่ารอดตกชั้นได้สำเร็จ พร้อมกับมีข่าวออกมาเป็นระยะว่า บรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ต่างพร้อม

ทุ่มเงินเพื่อกระชากตัว กรีลิช ไปร่วมทีมตาเป็นมัน แต่สุดท้ายเขาก็ยังคงอยู่สวมปลอกแขนกัปตันทีมของวิลล่าต่อไป ยิ่งทำให้แฟนบอลวิลล่าต่างปลาบปลื้มในตัวของกรีลิชมากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิถีฟุตบอลและกราฟผลงานของกรีลิชที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สโมสรอย่าง แอสตัน วิลลา ดูจะเล็กเกินไปแล้วสำหรับเขา และในที่สุด เดือนมิ.ย. 2021 “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ เศรษฐีแห่งพรีเมียร์ลีก ก็ทุ่มเงิน 100 ล้านปอนด์กระชากตัว กรีลิช ไปร่วมทีม

พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในลีกอังกฤษ ทำลายสถิติของ ปอล ป็อกบา ซึ่งย้ายจากยูเวนตุส มายังแมนฯ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัว 89 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2016

ผลงานทีมชาติ

กรีลิช เกิดที่เบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ แต่ก็มีเชื้อสายไอริชจากฝั่งคุณพ่อ นั่นทำให้เขาสามารถเลือกเล่นให้ได้ ทั้งทีมชาติอังกฤษ และทีมชาติไอร์แลนด์ ในระดับเยาวชน กรีลิช ลงรับ

ใช้ทีมชาติไอร์แลนด์ ไล่ตั้งแต่ชุดยู-17 ยู-18 และยู-21 ซึ่ง มาร์ติน โอนีล กุนซือทีม “ยักษ์เขียว” ในเวลานั้น เล็งที่จะดัน กรีลิช ให้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่โดยเร็ว เพื่อกันท่าสมาคมฟุตบอล

อังกฤษที่จับตาดูฟอร์มของ กรีลิช อย่างใกล้ชิดอยู่เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในเดือนพ.ค. 2015 กุนซือมาร์ติน โอนีล เผยว่า กรีลิช ปฏิเสธการถูกเรียกตัวติดทีมชาติไอร์แลนด์ชุดใหญ่ ซึ่งต่อมา

รอย ฮอดจ์สัน กุนซือทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นก็ได้พูดคุยกรีลิช จนในที่สุด ดาวรุ่งจากแอสตัน วิลล่า ก็ตัดสินใจเปลี่ยนมาสวมยูนิฟอร์มทีม “สิงโตคำราม” แทน

กรีลิชเริ่มเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษ ในชุดยู-21 เมื่อเดือนพ.ค. 2016 ก่อนจะช่วยพาทีมคว้าแชมป์ “ตูลง ทัวร์นาเมนต์ 2016” ด้วยการปราบเจ้าภาพ ฝรั่งเศส 2-1 ในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่ง

เป็นครั้งแรกในรอบ 22 ปีที่อังกฤษได้แชมป์รายการนี้ โดยแข้งอังกฤษชุดนั้นที่กลายเป็นแข้งดัง

ในเวลาต่อมา ได้แก่ จอร์แดน พิคฟอร์ด, ร็อบ โฮลดิ้ง, เจมส์ วอร์ด พราวส์, รูเบน ลอฟตัส ชีค, นาธาน เรดมอนด์ และเบน ชิลเวลล์

กระทั่งเดือนส.ค. 2020 กรีลิชก็มีชื่อติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ก่อนจะได้ลงประเดิมสนามให้กับทัพสิงโตคำราม ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ลีก ที่เสมอกับ เดนมาร์ก 0-0 เมื่อวันที่

8 ก.ย. 2020 ซึ่งหลังจากนั้น กรีลิช ก็มีชื่อติดโผทีมชาติอังกฤษมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในขุนพลสิงโตคำราม ชุดรองแชมป์ยูโร 2020

 

เจมส์ จัสติน

เจมส์ จัสติน

เจมส์ จัสติน

เจมส์ จัสติน

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้  ตกลง เซ็นสัญญา จากสโมสรลูตัน ทาวน์
 กองหลังวัย 21 ปี เซ็นสัญญา 5 ปี แบบไม่เปิดเผยค่าตัว

 จัสติน เป็นกองหลังที่เล่นได้หลายตำแหน่ง และมีส่วนช่วยให้ลูตัน เลื่อนชั้นขึ้นสู่แชมเปี้ยนชิพเมื่อ  ฤดูกาลก่อน
 เขาทำไป 3 ประตูจาก 52 นัด ในลีก วัน ฤดูกาล 2018-2019

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ บรรลุข้อตกลงกับ ลูตัน ทาวน์ ในการคว้าตัว  ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลัง โดยขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการส่งเอกสารการย้ายทีมให้พรีเมียร์ลีกอนุมัติ

กองหลังวัย 21 ปี เซ็นสัญญา 5 ปี กับทีม “จิ้งจอกสยาม” และเป็นนักเตะคนแรกที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เซ็นสัญญามาร่วมทีมในซัมเมอร์นี้

ย้ายร่วมทีมเลสเตอร์ ซิตี้ หลังจากประสบความสำเร็จในฤดูกาลล่าสุด (2018-2019) กับลูตัน ทาวน์ ซึ่งเขาลงสนามให้กับทีม 52 นัดในทุกรายการ ทำไป 3 ประตู และช่วยให้ ลูตัน เลื่อน

ชั้นกลับขึ้นมาสู่ แชมเปี้ยนชิพ อังกฤษอีกครั้งในรอบ 12 ปีจัสติน เล่นแบ็กขวาเป็นหลัก แต่ก็สามารถขยับไปเล่นแบ็กซ้ายได้ จัสตินติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีก วัน เมื่อฤดูกาลก่อน และ

เป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษฟูลแบ็กดาวรุ่งดวงใหม่ เปิดใจกับ LCFCTV ว่า “ผมมีความสุขสุด ๆ และพร้อมแล้วสำหรับช่วงเวลานี้ ผมหวังว่าจะนำเอาพลังและความตั้งใจมาสู่ตราสโมสรแห่งนี้”“ผู้จัดการทีมนั้นยอดเยี่ยมมาก โดยเฉพาะกับการดูแลนักเต

ดาวรุ่ง และพัฒนาพวกเขาต่อไปจนตลอดอาชีพค้าแข้ง ทุกคนชื่นชมและยกย่องเขา ผมหวังว่า เขาจะช่วยผมได้เช่นกัน”

เกิดที่เมืองลูตัน ก่อนย้ายร่วมทีม “เดอะ แฮตเตอร์ส” เมื่อปี 2005 และค่อยๆขยับจากทีมเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2016 เขาลงสนามนัดแรกให้กับลูตัน

พบกับ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ จากนั้นจึงยึดตำแหน่งตัวจริงไว้ได้และลงสนามให้กับลูตัน ทาวน์ถึง 39 นัด ในฤดูกาลต่อมา

เขาทำประตูแรกให้กับลูตัน เมื่อเดือนเมษายน 2017 ด้วยชัยชนะ 4-1 เหนือแอคคริงตัน สแตนลี่ย์ และกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีในฤดูกาล 2016-2017

ขณะที่ในฤดูกาล 2017-2018 จัสติน ลงสนามไป 22 นัดในทุกรายการ ทำไป 2 ประตู และพาทีมเลื่อนชั้นจากลีกทู ขึ้นสู่ ลีกวันได้สำเร็จก่อนที่ ลูตัน จะเลื่อนชั้นจาก ลีก วัน ขึ้นมาสู่แชมเปี้ยน

ชิพในฤดูกาลที่แล้ว ด้วยการคว้าแชมป์ ลีกวัน โดยมี จัสติน เป็นกำลังหลักของทีม เขาลงสนามไปทั้งสิ้น 52 นัด ทำไป 3 ประตู และคว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีอีกหนึ่งฤดูกาล

กองหลังดาวรุ่งรายนี้ ถูกเรียกติดทีมชาติอังกฤษชุด U-20 ในเดือนสิงหาคม 2017 และประเดิมสนามกับเนเธอร์แลนด์ในเดือนเดียวกัน

จะเดินทางมาร่วมฝึกซ้อมกับเลสเตอร์ ซิตี้ ในช่วงพรีซีซั่น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019-2020 ที่กำลังจะมาถึง

ชากลาร์ โซยุนชู

ชากลาร์ โซยุนชู

ชากลาร์ โซยุนชู

ชากลาร์ โซยุนชู

  (Caglar Soyuncu)  เกิดวันที่  23  พฤษภาคม  ค.ศ.1996  นักฟุตบอลชาวตุรกี ความสูง 1.86 เมตร  หรือ  6 ฟุต 1 นิ้่ว  ตำแหน่งกองหลัง  เล่นให้กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้  ในศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ  สวมเสื้อหมายเลข 4

ประวัติความเป็นมาในระดับสโมสร

เริ่มต้นการ เล่นฟุตบอล ระดับเยาวชนครั้งแรกในปี  2006-2011 ร่วมกับสโมสร Menemen Belediyespor เป็นสโมสรเยาวชนในตุรกี   ต่อมาได้ย้ายมาเล่นให้กับสโมสร

Bucaspor เพียงสองปีต่อมา  ได้ย้ายสโมสรไปเล่นกับ Gumusorduspor เพียงแค่ปีเดียว

หลังจากนั้นไม่นานก็ย้ายสโมสรอีกครั้ง  ซึ่งก้าวขึ้นมาเล่นในระดับสโมสรอาชีพร่วมกับ Altınordu เมื่อปี 2014-2016 เป็นสโมสรอาชีพในตุรกี จากนั้นในปี 2016-2018 ย้ายลีกมา

ค้าแข้งในเยอรมัน เพื่อร่วมเล่นให้กับ เซาท์ไฟรบูร์ก แต่ก็อยู่ในลีกเยอรมันเพียงแค่สองปี หลังจากนั้นก็ย้ายมาค้าแข้งในประเทศอังกฤษ ร่วมเล่นกับสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ในปี 2018

การเข้าร่วมเล่นกับสโมสรเลสเตอร์ที่มีการเซ็นสัญญา 5 ปี และการลงเล่นในนัดแรกของเขาคือการได้พบกับเวสต์แฮม และผลงานที่เขายิงประตูแรกให้กับสโมสรเป็นนักที่ต้องพบกับคริสตัล

พาเลซ และผลการแข่งขันในนัดนั้น เลสเตอร์ซิตี้ก็ชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขาได้อย่างมากที่เป็นกองหลังแล้วทำประตูให้กับสโมสร

ประวัติการเล่นทีมชาติของ

เริ่มต้นเล่นฟุตบอลทีมชาติตุรกีครั้งแรกในปี 2014 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี, ปี 2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี, ปี 2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี, ปี 2015 รุ่นเยาวชนอายุไม่

เกิน 21 ปี, ปี 2016 ทีมชาติตุรกีชุดใหญ่เป็นครั้งแรก

กับรูปแบบการเล่นของเขาที่มีความแข็งแกร่งและไหลลื่นเข้าจังหวะได้อย่างดี ด้วยความสูงของเขาที่สามารถเล่นได้อย่างแข็งแกร่งอีกทั้งการเล่นลูกกลางอากาศก็ทำได้อย่างยอด

เยี่ยม เป็นกองหลังที่ได้รับการชื่นชอบจากสื่อ เมื่อครั้งที่เล่นในลีกเยอรมันก็ได้รับความชมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นกองหลังที่มีความว่องไว ไหวพริบดี

 

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

จอนนี่ อีแวนส์

ตำแหน่ง กองหลัง, เซ็นเตอร์แบ็ค
วันเกิด 3 มกราคม 1988 (33 ปี)
สถานที่เกิด เบลฟาสต์, ไอร์แลนด์ เหนือ
น้ำหนัก 77
ส่วนสูง 188

ทีมชาติ ไอร์แลนด์ เหนือ
เข้าร่วมทีม 1 กรกฎาคม 2006

จอนนี่ อีแวนส์ เด็กหนุ่มจากเบลฟาสต์ เซ็นเตอร์แบ็ครูปร่างสูง และปราดเปรียว เขาเป็นกองหลังคนหนึ่งที่มีความฉลาด มีร่างกายที่แข็งแรง และมีความสามารถในการจ่ายบอลที่ดี ซึ่งนั่น

ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาได้ขึ้นมามีชื่อในทีมชุดใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นอกจากนี้ เขาก็ยังมีชื่อติดทีมชาติไอร์แลนด์ เหนือ ตั้งแต่ก่อนที่จะได้ลงสนามให้กับทีมปีศาจแดงแดงนัดแรกเสียอีก

ในฤดูกาล 2005/06 อีแวนส์ ซึ่งมีอายุเพียง 17 ปีมีชื่อในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดชุดแชมเปี้ยนส์ ลีก แต่อีแวนส์ก็มีโอกาสไม่มากในทีมชุดใหญ่ จนกระทั่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ขาย เชราร์ด ปิเก้ ออกไปในช่วงซัมเมอร์ปี 2008 ทำให้ในฤดูกาล 2008/09 เขาได้มีโอกาสลงสนามให้ทีมปีศาจแดงมากขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่เรียกใช้จอนนี่ อีแวนส์ เขาจะปรากฏตัวพร้อมความสงบนิ่งเสมอ ไม่ว่าจะลงเล่นในเกมใหญ่อย่างที่ซานซิโร่ หรือที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ ความสามารถในการรับมือกับความ

กดดันของเขานั้นเหลือเชื่อมากจริงๆ

ฮีโร่ในดวงใจของเขาตั้งแต่เด็กคือ รอย คีน และทั้งคู่ก็เคยร่วมงานกันในช่วงที่คีน รับหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมซันเดอร์แลนด์ และตอนนั้นอีแวนส์ก็เล่นให้ทีมแมวดำด้วยสัญญายืมตัว เขา

เป็นนักเตะตัวสำคัญของทีม และช่วยให้ทีมได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก

อีแวนส์ กลับมาลงเล่นให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นัดแรกในช่วงกลางฤดูกาลปี 2007/08 ในเกมที่พบกับโคเวนทรี และหลังจากนั้นคีน ก็ขอยืมตัวเขากลับไปเล่นให้ซันเดอร์แลนด์อีก 6 เดือน

หลังจากกลับมาจากซันเดอร์แลนด์ เขาก็ได้ลงสนามทุกนัดในเกมปรีซีซั่น 2008/09 ถือว่าเขาเป็นนักเตะที่มีพัฒนาอย่างโดดเด่นมากคนหนึ่ง และเขาก็เริ่มกลายเป็นนักเตะตัวหลักใน

ทีมชุดใหญ่ คอยเติมเต็มทีมในแนวรับ เมื่อใดก็ตามที่ขาดนักเตะหลักอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือ เนมานย่า วิดิช เขาก็ถูกเรียกใช้เสมอในทุกรายการ ทั้งนัดชิงถ้วยสโมสรโลก และ

ลีกคัพนัดชิงชนะเลิศ เขาได้ลงสนามในพรีเมียร์ ลีก 16 นัดในปีนี้ และในปี 2009/10 เขาก็ได้ลงสนามอีก 18 นัด จากนั้นก็ถูกเรียกใช้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ริโอ เฟอร์ดินานด์มี

อาการบาดเจ็บในปี 2010/11 แต่เขาก็ต้องแข่งขันแย่งตำแหน่งกองหลังตัวกลางกับ คริส สมอลลิ่ง ที่เพิ่งเซ็นสัญญาร่วมทีมในซัมเมอร์ปี 2010 แต่เขาก็ได้ลงสนามช่วยทีมถึง 13 นัด

และเป็นอีกปีหนึ่งที่เขาได้เหรียญแชมป์พรีเมียร์ ลีก กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในฤดูกาล 2011/12 เป็นฤดูกาลหนึ่งที่เขาโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดตั้งแต่สวมเสื้อปีศาจแดง ด้วยการบาดเจ็บยาวของเนมานย่า วิดิช เปิดโอกาสให้เขาได้ลงสนาม 28 นัด และมีฟอร์มการเล่น

ที่ยอดเยี่ยมหลายนัด และเขาก็ยังทำประตูแรกให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในวันที่ 18 มีนาคม 2012 ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส ได้ 5-0

เกียรติประวัติกับทีม

พรีเมียร์ ลีก 2008- 2009 , 2010- 2011, 2012 -2013
ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ 2008

ลีก คัพ 2008 -2009,  2009-2010
คอมมิวนิตี้ ชิลด์ 2008 , 2010,  2011,  2013

เกียรติประวัติกับทีมสำรอง และเยาวชน

พรีเมียร์  ลีก  สำรอง  นอร์ท 2005-2006
เซ็นทรัล ลีก นอร์ท 2005

พรีเมียร์ ลีก สำรอง เนชั่นแนล เพลย์ออฟ 2006
แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ 2006

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

ริคาร์โด้ เปเรยร่า

เควิน เดอ บรอยน์ มิดฟิลด์ทีม ชาติเบลเยียม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ทำสถติเป็นนักเตะที่ครองบอลมากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ และมันไม่ไม่แปลกใจเลยที่ จอมทัพ “เรือใบสีฟ้า” จะเป็น 1 ใน 5 นักเตะที่ได้ลุ้นรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีร่วมกับบรรดาดาวเตะของ ลิเวอร์พูล ว่าที่แชมป์ลีก

เดอ บรอยน์ จะได้ลุ้นรางวัลดังกล่าวร่วมกับนักเตะ ลิเวอร์พูล อย่าง ซาดิโอ มาเน่ ปีกทีมชาติเซนัล, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางทีมชาติอังกฤษ และ เวอร์จิล ฟาน ไดจค์ แต่ที่เหลืออีก 1 โค

วต้า คาดว่า เป็น 1 เดียวจากทีม “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ นั่นก็คือ ริคาร์โด้ เปเรยร่า แบ็คขวาทีมชาติโปรตุเกส

เปเรยร่า ไม่ได้เป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงดึงดูดอย่าง เดอ บรอยน์, ฟาน ไดจค์, มาเน่, เฮนเดอร์สัน หรือแม้แต่เพื่อนร่วมทีม เลสเตอร์ คนอื่นๆอย่าง เจมส์ เมดดิสัน กองกลางดาวรุ่ง และเจมี่ วาร์ดี้

หัวหอกจอมเก๋า แต่แต่สถิติไม่ได้โกหกใครว่า แบ็คเลือดฝอยทองรายนี้ เป็นหนึ่งในนักเตะชั้นนำของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ และมันก็เป็นเรื่องเดียวกันนี้เมื่อปีที่แล้ว

จากสถิติย้อนหลังใน โปรแกรมบอลเมื่อคืน ย้อนกลับไปในเกมลีกที่ เลสเตอร์ เปิดรัง คิงพาเวอร์ สเตเดี้ยม พ่ายให้กับ แมนฯซิตี้ ไปแบบหวุดหวิด 0-1 นั้น เปเรยร่า ต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่ใช้

เงินมหาศาลถึง 200 ล้านปอนด์ ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เพื่อซื้อฟูลแบ็ค และ แบ็คขวาโปรตุกีส ก็ทำให้ เปป กวาร์ดิโอล่า กุนซือชาวสเปนของ “เรือใบสีฟ้า ต้องรู้สึกอิจฉาที่ “สุนัขจิ้งจอก” มีนักเตะที่ยอดเยี่ยมแบบเขา

เลสเตอร์ จ่ายเงิน 22 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัว เปเรยร่า จากเอฟซี ปอร์โต ทีมดังในลีกแดนฝอยทอง เมื่อ 2 ซีซั่นที่ผ่านมา และนับตั้งแต่อนนั้นจนถึงเวลานี้ เขาได้ลงสนามให้กับ “สุนัขจิ้งจอก” มากกว่าเพื่อนร่วมทีมทุกคน ยกเว้นเพียงแค่ แคสเปร์ ชไมเคิ่ล นายทวารทีมชาติเดนมาร์ก เท่านั้น

เปเรยร่า เป็นนักเตะคนสำคัญของ เลสเตอร์ ตั้งแต่ในสมัยของ โคล้ด ปูแอล อดีตเทรนเนอร์ชาวฝรั่งเศส มาจนถึงยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือ ซึ่งทำหน้าที่คุมทัพ “สุนัขจิ้งจอก” ในปัจจุบัน

อดีตแข้ง ปอร์โต้ เป็นฟูลแบ็คสมัยใหม่ที่มีการเติมเกมรุกอย่างมีประสิทธิภาพ มีความเร็ว เทคนิคดี และยังมีการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น มันจึงทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่ เลสเตอร์ จะขาดไปไม่ได้เสียแล้ว

ย้อนกลับไปในเกมลีกที่ เลสเตอร์ เปิดรัง คิงพาเวอร์ สเตเดี้ยม ถล่ม เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 4-1 เมื่อวันที่ 23 มกราคมที่ผ่านมานั้น เดวิด มอยส์ กุนซือ “ขุนค้อน” ใช้แบ็คซ้าย 2 คน คือ อาเธอร์ มา

ซูอากู กับ แอรอน เครสเวลล์ เพื่อเผชิญหน้ากับ เปเรยร่า แต่ในท้ายที่สุด เวสต์แฮม ก็ไม่สามารถหยุดความร้อนแรงของ ดาวเตะโปรตุกา ได้ หลังจากที่เขาโชว์ฟอร์สุดยอดด้วยการซัดไป 1 ประตู กับทำอีก 1 แอสซิสต์

นั้บตั้งแต่ย้ายจาก ปอร์โต้ มาเล่นกับ เลสเตอร์ เมื่อซัมเมอร์ปี 2018 นั้น เปเรยร่า ซัดในพรีเมียร์ลีกไปแล้ว 5 ประตู และทำไปอีก 8 แอสซิสต์ ซึ่งมันกองหลังเพียง 2 รายที่ทำสถิติได้ดีกว่าเขา

นั่นก็คือ เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาโนลด์ และแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน 2 ฟูลแบ็คตัวเก่งของ ลิเวอร์พูล และดาวเตะ “หงส์แดง” ทั้ง 2 ราย น่าจะมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีอย่างแน่นอน

เปเรยร่า เป็นฝันร้ายสำหรับกองหลังฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่เพียง เพราะชาญฉลาดในการเล่นของเขาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันเป็นเพราะความเร็ว และความสามารถของเขา และในช่วง 2

ฤดูกาลที่ผ่านมา

เขาเป็นนักเตะตำแหน่งกองหลังในพรีเมียร์ลีกที่เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้มากที่สุดโดยมี แม็ตต์ โดเฮอร์ตี้ แบ็คขาวไอริช ของ วูล์ฟแฮมป์ตัน ตามมาเป็นอันดับ 2

การเติมไปเล่นเกมรุกอยู่เป็นประจำนั้น สามารถปล่อยให้แนวรับเกิดช่องว่างได้ แต่สิ่งที่ทำให้ เปเรยร่า ทำคือ เขาแทบไม่ปล่อยให้เกิดช่องโหว่ตรงนั้น เนื่องจากเขาลงมาช่วยเกมรับได้ทัน

เวลาอยู่เสมอ ซึ่งเห็นได้จากการที่ เลสเตอร์ เป็นหนึ่งในสถิติการป้องกันที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ โดยมี เพียงลิเวอร์พูล เท่านั้นที่สามารถเก็บคลีนชีตได้มากกว่าพวกเขา

นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีม เลสเตอร์ นั้น เปเรยร่า มีเกมการเล่นเกมรับที่แข็งแกร่งมาก โดย ปูแอล เคยกล่าวไว้ว่า มันยากมสากที่คู่แข่งจะเอาชนะการดวลตัวต่อตัวกับกองหลังชาวโปรตุเกส และ

สถิติในฤดูกาลนี้ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันอย่างดีหลังจากที่ เขามีสถิติเป็นอันดับ 1 ในการเข้าสกัดบอลจากคู่ต่อสู้

เปเรยร่า ยังคงยอดเยี่ยมอยู่เสมอเมื่อบุกไปข้างหน้า และยอดเยี่ยมเช่นกันเมื่อเล่นเกมรับ โดยนับตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาลจนถึงตอนนี้ อดีตแข้ง ปอร์โต้ มีสถิติเป็นอันดับที่ 3 ในการชิงตัดบอลจากคู่

แข่งเป็นรองแค่ อารอน วาน-บิสซาก้า แบ็คขวาดาวรุ่งของ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ แยน เบดนาเร็ค กองหลัง “นักบุญ”1เซาแธมป์ตัน เท่านั้น

ฟูลแบ็คเลือดฝอยทอง เป็นนักเตะที่เหมาะอย่างยิ่งกับทีมที่มีสไตล์เล่นเกมเพรสซิ่งสูง ซึ่งเป็นเครื่องหมายการค้าของ เลสเตอร์ ในยุค ร็อดเจอร์ส โดยดาวเตะวัย 26 ปี สามารถไล่บีบเกมได้ตั้งแต่แดนของคู๋แข่ง และหาจังหวะเปิดเกมรุกได้ทันทีเมื่อได้บอลมาครอง

คุณสมบัติของ เปเรยร่า นั้นชัดเจนสำหรับทุกคนที่ เลสเตอร์ เขาได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลเมื่อปีที่แล้ว และน่าจะได้ลุ้นรางวังดังกล่าวอีกครั้งในฤดูกาลนี้ด้วย แต่ยังมีความ

รู้สึกว่า เขาไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางถึงความสามารถของเขาที่สมควรได้รับ ซึ่งเห็นได้จากการที่เขาถูกเรียกตัวไปรับใช้ทีมชาติโปรตุเกสเพียงแค่ 7 เกมเท่านั้น

ในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้ เลสเตอร์ จะต้องพ่ายแพ้ให้กับ “เรือใบสีฟ้า” แต่ เปเรยร่า มีโอกาสอีกครั้งที่จะแสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า ทำไมเขาถึงอยู่ในระดับสูงสุด และทำไม “สุนัขจิ้งจอก” ถึงมีความสุขที่มีเขาอยู่ในทีม

 

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

ดาเนียล อมาร์ตีย์

เริ่มต้นจากการเล่นให้กับสองชั้น สโมสรนานาชาติ พันธมิตรในประเทศกานาที่เขาเป็นด่างเป็นสิบหกปีโดยแมกนัส Pehrssonที่อยู่ในการเดินทางหัวเราะเยาะในแอฟริกาในระหว่างการเตรียม

ของเขาที่จะนำไปเป็นผู้จัดการของDjurgårdens IF เมื่อ Pehrsson เป็นผู้จัดการ เขาได้รับสิทธิ์ในการโอน Amartey ตั้งแต่วันที่เขาอายุ 18 ปีเพื่อช่วยเตรียม Amartey ให้พร้อมสำหรับ

การย้ายไปสวีเดนอย่างถาวร ในอนาคต ในปี 2013 สโมสรได้นำเขามาในช่วงเวลาที่สั้นลงทั้งในปี 2011 และ 2012 ที่เขาได้ลงเล่นให้กับทีม U21 ของสโมสร

Amartey ทำของเขาSvenska เพนเปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2013 กับUmeåเอฟซี [7]จากนั้นเขาก็เปิดตัวในลีกของเขาในเกมเปิดออลสเวนสคาน 2013 ที่พบกับเฮลซิงบอร์กส์

ไอเอฟเมื่อวันที่ 31 มีนาคม Amartey ได้รับการยกย่องจากสื่อสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาล 2013 ที่แข็งแกร่งของเขาและสโมสรต่างประเทศเช่นFC Schalke 04และ1 FC

Kaiserslauternเริ่มสอดแนมเขาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เขาทำประตูแรกให้กับสโมสรเมื่อเขามุ่งหน้ากลับบ้านด้วยอีควอไลเซอร์ 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศสเวนสกา คูเปน ปี 2013ซึ่งใน

ที่สุด เยอร์การ์เดน ก็พ่ายแพ้ต่อIFK โกเตบอร์กด้วยจุดโทษหลังจากที่ของเขาในฤดูกาลแรกในลีกสวีเดนเป็นสิบแปดปี Amartey ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 10 ผู้เล่นที่ดีที่สุดในลีกโดย

หนังสือพิมพ์ Expressenและ 18 ที่ดีที่สุดโดยAftonbladetในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556 อมาร์ตีย์ยืนยันว่าเขากำลังเจรจากับสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะย้ายไปสโมสรอังกฤษ

โคเปนเฮเกน

ในเดือนกรกฎาคม 2014 Amartey ย้ายไปเอฟซีโคเปนเฮเกนด้วยค่าตัว 2.5 ล้าน€บวก add-on และทำให้เขาซุปเปอร์ -debut 20 กรกฏาคมในการแข่งขันกับSilkeborg IF

เลสเตอร์ ซิตี้

อมาร์ตีย์กับเลสเตอร์ ซิตี้ในเดือนตุลาคม 2016

ที่ 22 มกราคม 2016 Amartey เข้าร่วมพรีเมียร์ลีกด้านเลสเตอร์ซิตี้ในการทำสัญญาสี่และครึ่งปีสำหรับค่าบริการทั่วภูมิภาคของขึ้นไป£ 6 ล้าน ในฤดูกาลแรกของเขาในประเทศใหม่ของเขา

Amartey ให้ความสำคัญห้าครั้งในขณะที่ทีมของเขาเลสเตอร์ซิตี้ชนะตำแหน่งพรีเมียร์ลีก เขาเปิดตัวกับสโมสรที่ 27 กุมภาพันธ์ 2016, 1-0 ในลีกบ้านชนะเหนือนอริชซิตี้

ในฤดูกาล 2016-17 Amartey กลายเป็นปกติทีมแรกหลังจากการตายของนโกโลแคนต์ [18]ร่วมทีมแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ในตำแหน่งกองกลางในขณะที่อัตราจ้างของเขาพอๆ กับก็อง

เต้ เขาไม่สามารถจับคู่สกัดกั้นและสกัดกั้นได้ที่ 14 กันยายน 2016 Amartey เริ่มต้นของเขาในแชมเปี้ยนส์ลีกเปิดตัวในเลสเตอร์ 3-0 ชนะไปคลับบรูซในเวทีกลุ่ม ตีย์ทำประตูแรกให้กับเลส

เตอร์ในเกมตีเสมอในนาทีที่ 88 ที่สโต๊ค ซิตี้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2559 โดยเสมอกัน 2–2 เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2017 เพียง 12 ชั่วโมงหลังจากที่กลับไปเลสเตอร์จากการปฏิบัติหน้าที่

ระหว่างประเทศ Amartey เล่น 120 นาที (รวมถึงทดเวลา ) 3-1 ในเอฟเอคัพชนะรีเพลย์รอบที่สี่กว่าดาร์บี้เคาน์ตี้ [23]

ในเดือนตุลาคม 2018 อมาร์ตีย์ข้อเท้าหักในเกมกับเวสต์แฮมยูไนเต็ดทำให้เขาต้องพักรักษาตัวในฤดูกาล 2018–19 ที่เหลือ

หลังจากลงเล่นมาเกือบปี Amartey ที่ใกล้เคียงที่สุดได้กลับมาเล่นในทีมชุดใหญ่ก็คือนั่งสำรองสำหรับเกมEFL CupกับLuton Townในเดือนกันยายน 2019 เขาทำให้ทีมชุดใหญ่

กลับมาได้เกือบสองปีหลังจากได้รับบาดเจ็บที่การแข่งขัน EFL CupกับArsenalเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2020 ซึ่งเลสเตอร์แพ้ 2-0 สี่วันต่อมาเขากลับมาในพรีเมียร์ลีกเมื่อเขาเริ่มเกมที่แมน

เชสเตอร์ซิตี้ด้วยชัยชนะ 5–2 เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 อมาร์ตีย์ลงเป็นตัวจริงในเกมยูโรป้าลีกของเขากับเลสเตอร์ โดยเสมอ 0-0 กับสลาเวีย ปรากในเลกแรกของยูโรป้า ลีก รอบ

32 ทีม ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2564 อมาร์ตีย์ทำประตูแรกให้กับจิ้งจอกสยามในรอบสี่ปี โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ชนะในช่วงท้ายเพื่อเก็บชัยชนะ 2-1 ในเกมเยือนไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน

อาชีพระหว่างประเทศ

พฤษภาคม 2012 Amartey เปิดตัวของเขาสำหรับชาติภายใต้ 20 ทีมฟุตบอลกานาในเกมกับไนจีเรีย [31]เขายังได้รับเลือกให้เล่นในFIFA U-20 World Cup

2013แต่Djurgårdenต้องการให้เขาอยู่ในสวีเดนเนื่องจากการแข่งขันกับฤดูกาล2013 Allsvenskan ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2558 อมาร์ตีย์ลงเล่นให้ทีมชาติกานาในการแข่งขันแอฟ

ริกัน คัพ ออฟ เนชันส์ พ.ศ. 2558 ซึ่งแบล็กสตาร์จบการแข่งขันในฐานะรองแชมป์

เขาลงเล่น 6 นัดในแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ ปี 2017โดยกินเวลา 90 นาทีทุกนัดเพื่อช่วยให้กานาจบอันดับที่สี่ในทัวร์นาเมนต์ [33]การแสดงของเขาเห็นเขามีชื่ออยู่ในทีม CAF ของการแข่งขัน

 

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล

(Kasper Schmeichel) ย้ายมาร่วมทัพ เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2011 เข้ามามีบทบาทสำคัญกับทัพจิ้งจอกสยามตั้งแต่วันแรกที่เช็กอินในถิ่น คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม แม้ว่า ปี

เตอร์ ชไมเคิ่ล พ่อของเขาจะสร้างชื่อให้กับตัวเองจากการเป็นผู้ รักษาประตู ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่แคสเปอร์ เลือกที่จะเริ่มต้นอาชีพนักเตะกับทีมคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แคสเปอร์ ประเดิมสนามในศึกพรีเมียร์ลีกเมื่อเดือนสิงหาคม 2007 ลงเล่นไปอีก 7 นัด ก่อนจะถูกปล่อยตัวไปเล่นแบบ ยืมตัวไปเล่นแบบ ยืมตัวกับหลายสโมสรในลีกล่างของอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ดาร์ลิงตัน, บิวรี่, ฟัลเคิร์ก, คาร์ดิฟฟ์ และโคเวนทรี

จอมหนึบจากเมืองโคนมตัดสินใจแยกทางกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เมื่อปี 2009 แล้วโยกไปเล่นให้กับ น็อตต์ส เคาน์ตี้ เพื่อร่วมงานกับอดีตผู้จัดการทีมเรือใบสีฟ้าอย่าง สเวน-โกรัน อีริคส์สัน แคสเปอร์ โชว์ฟอร์มสุดแกร่งที่เมโดว์ เลน ลงสนามไปทั้งสิ้น 43 นัดพาทีมแม็กพายส์คว้าแชมเปี้ยน

ชิพ ช่วงซัมเมอร์เดียวกันนั้น ลงสนามไปทั้งสิ้น 40 นัด ก่อนถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติเดนมาร์กชุดใหญ่เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2011

อีกเพียงหนึ่งเดือนให้หลังเลสเตอร์ ซิตี้ ได้ประกาศยืมยันคว้าตัว ชไมเคิ่ล มาร่วมทัพด้วยสัญญา 3 ปี และเป็นการรียูเนี่ยนกันอีกครั้งกับสเวน-โกรัน อีริคส์สัน

แม้จะย้ายมาอยู่ เลสเตอร์ ได้เพียงซีซั่นแรกแต่ แคสเปอร์ ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้คะแนนโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำปี ควบด้วยรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของเพื่อนร่วมอาชีพ ยิ่งกว่านั้น แคสเปอร์ ยังถูกเรียกติดทีมชาติชุดสู้ศึกยูโร 2012 อีกด้วย

ฤดูกาล 2012-13 เป็นอีกปีที่ แคสเปอร์ โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น ผลงานการเซฟของเขาช่วยชีวิตต้นสังกัดเอาไว้หลายครั้ง ฟอร์มอันยอดเยี่ยมในเกมกับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2013 ทำให้เขาได้รับแชมเปญช่วงเวลาแห่งฤดูกาลไปครอง

ฟอร์มการเล่นระดับ 5 ดาวในซีซั่นดังกล่าวทำให้ แคสเปอร์ ได้โอกาสลงเล่นกับทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก ถูกใส่ชื่อเป็นตัวจริงในเกมกระชับมิตรกับ มาซิโดเนีย ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็ได้รับการโหวตให้อยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของศึกแชมเปี้ยนชิพ

ฤดูกาล 2013-14 แคสเปอร์ ยังคงมีอิทธิพลกับฟอร์มการเล่นของ เลสเตอร์ ซิตี้ อย่างต่อเนื่องช่วยให้ทีมคว้าแชมป์เดอะ แชมเปี้ยนชิพ และมันก็ทำให้เขาได้เข้าไปอยู่ในทีมยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

แคสเปอร์  ตกเป็นเป้าหมายของทีมใหญ่หลายทีมทว่าทุกทีมก็ต้องอกหักไป หลังจากที่เจ้าตัวตัดสินใจต่อสัญญาออกไปอีก 4 ปี

ซีซั่นแรกของ ในพรีเมียร์ลีกไม่ค่อยน่าจดจำนัก เขาประสบปัญหาอาการบาดเจ็บจบพลาดลงสนามไปหลายเดือน แต่หลังจากที่สลัดปัญหาตรงนั้นกลับมาแล้ว ฟอร์มการเซฟอันสุดยอดของ แคสเปอร์ ก็ช่วยให้เลสเตอร์ รอดตกชั้นได้ในที่สุด

ฤดูกาล 2015-16 เป็นปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ ชไมเคิ่ล ในอาชีพค้าแข้ง เขาไม่เคยพลาดลงสนามให้กับเลสเตอร์เลย เซฟไปทั้งหมด 107 ครั้ง เก็บคลีนชีตได้ 15 นัด พาทีมผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

แม้ว่าจะมีข่าวลือหนาหูว่า แคสเปอร์ จะย้ายออกจากทีมจากการที่มีทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรปหลายทีมให้ความสนใจ แต่ แคสเปอร์ ก็ตกลงต่อสัญญากับทีมออกไปอีก 5 ปี จนถึงปี 2021 ใน

ฤดูกาล 2016-17  มีโอกาสได้ลงเล่น ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แคสเปอร์ เซฟจุดโทษสำคัญในเกมกับเซบีญ่า ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย ในเกมนัดที่ 2 และ เจ้าตัวมีส่วนอย่างยิ่งกับการพาทีมไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย

 

เคาอิมฮิน เคลเลเฮอร์

เคาอิมฮิน เคลเลเฮอร์

เคาอิมฮิน เคลเลเฮอร์

เคาอิมฮิน เคลเลเฮอร์

นักฟุตบอลหลายคนเล่นมาทั้งชีวิตเพื่อให้คนรู้จัก แต่สำหรับ  ใช้เวลาแค่ 90 นาที เอาชนะใจเดอะค็อปทั่วโลกโด่งดังเป็นที่รู้จักในชั่วข้ามคืนจากผลงานที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ให้ความเชื่อ

มั่นใส่ชื่อออกสตาร์ตเป็น ตัวจริงเกม ใหญ่ยุโรปเปิดแอนฟิลด์ทุบเอาชนะอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมไป 1-0 ตามผลการแข่งขันที่แฟนลิเวอร์พูลทราบกันไปแล้ว วันนี้จึงขอโฟกัสไปที่นายประตูดาวรุ่ง

ว่าเป็นใครมาจากไหน พร้อมกับเรื่องน่ารู้ที่แฟนพันธุ์แท้หงส์แดงไม่ควรพลาดเกิดวันที่ 23 พฤศจิกายน 1998 เพิ่งจะเป่าเค้กฉลองวันเกิดอายุครบ 22 ปีมาไม่นาน เกิดที่เมืองคอร์กทางตอนใต้ของไอร์แลนด์ เริ่มต้นเล่นฟุตบอลกับ  ทีมในลีกท้องถิ่นไม่ไกลจากบ้านเกิด ถ้าใคร

เข้าไปดูใน ทวิสเตอร์ ของสโมสรตอนนี้จะพูดถึงเคลเลเฮอร์ที่ชาวเมืองภาคภูมิใจว่าเป็นผลผลิตจากสโมสรเล็ก ๆ แห่งนี้ อายุยังไม่ทันครบ 17 ปี ฝีไม้ลายมือไปเตะตาแมวมองได้ย้ายเข้าสู่อะคา

เดมีของลิเวอร์พูลยึดตำแหน่งตัวจริง U18 และข้ามรุ่นมาสู่ชุด U23 ตั้งแต่อายุ 20 ปี เล่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูมาโดยตลอดมีจุดเด่นปฏิกิริยาที่ว่องไว และการอ่านเกมที่เฉียบคม

มาถึงเรื่องสำคัญตามที่จั่วหัวเอาไว้ แฟนบอลหลายคนอาจเข้าใจว่า เพิ่งจะได้ขึ้นสู่ชุดใหญ่ครั้งแรก แต่จริง ๆ แล้วมีเรื่องน่าทึ่งมากกว่านั้นเพราะเคยได้ชูถ้วยใหญ่ยุโรป

กับลิเวอร์พูลมาแล้วในนัดชิงกับสเปอร์สฤดูกาล 2018/2019 ซึ่งเป็นแชมป์สมัยที่ 6 ของลิเวอร์พูล เจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ใส่ชื่อเคลเลเฮอร์เป็นมือ 3 ในวันนั้นมือ 1 คืออลิสซง ส่วนมือ 2

เป็นมินโยเล่ แต่เชื่อว่าแฟนลิเวอร์พูลคงไม่ทันได้สังเกตหรือโฟกัสว่าคนนี้คือใคร และตำแหน่งผู้รักษาประตูในฤดูกาลนั้นเราตื่นเต้นกับการมาของ อลิสซง เบคเกอร์ ไม่แปลกอะไรที่เราจะไม่

ได้สนใจว่าจะมีใครสามารถสอดแทรกขึ้นมาได้บ้าง แต่เกียรติประวัติในวันนั้นถือว่าเคลเลเฮอร์คือหนึ่งในนักเตะลิเวอร์พูลที่ได้อยู่บนแท่นฉลองแชมป์กับลิเวอร์พูล

เกือบจะได้ลงสัมผัสชุดใหญ่ในพรีเมียร์ลีกตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วมีชื่อเป็นตัวสำรองหลายนัด อย่างในเกมที่เป็นเจ้าบ้านพบกับเอฟเวอร์ตันเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วที่ลิเวอร์พูล

ถล่มไป 5-2 วันนั้นอลิสซงติดโทษแบนก็มีชื่อเคลเลเฮอร์นั่งข้างสนามเป็นมือ 2 สำรองอาเดรียน แต่ฤดูกาลนั้นก็ได้โอกาสลงเป็นตัวจริง FA Cup และลีกคัพไปหลายนัด ที่ติดตาที่สุดถ้าพูด

ถึงแฟนหงส์จำได้ก็คือคาราบาวคัพรอบ 4 ที่ยิงลูกโทษมาราธอนชนะอาร์เซน่อล 10-9 ฤดูกาลปัจจุบันโชว์ฟอร์มดีกับชุด U23 พาทีมนำเป็นจ่าฝูงลีกสำรองจนเข้าตาคล็อปป์ให้โอกาสลงสนามเกมยุโรปนัดที่ผ่านมาที่ชนะอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมนั่นเอง

อนาคตในถิ่นแอนฟิลด์จากการวิเคราะห์แล้วจับสัญญาณได้ว่าลิเวอร์พูลไม่น่าต่อสัญญาอาเดรียนที่จะหมดลงในกลางปีหน้า แม้จะมีออปชันขยายได้อีก 1 ปีแต่จังหวะผิดพลาดที่เราเห็นจนชิน

ตาคล็อปป์น่าจะเลือกดัน  ขึ้นเป็นมือ 2 แบบเต็มตัว และตามเส้นทางตัวเค้าถูกวางไว้เป็นตัวตายตัวแทนแข่งขันแย่งมือ 1 กับอลิสซง มีหลายสโมสรจากลีกล่างต้องการยืมตัวแต่คล็อปป์ไม่

เลือกที่จะปล่อยเพชรล้ำค่าของทีมออกไปโดยมองว่าเค้ามีดีที่จะเล่นชุดใหญ่กับลิเวอร์พูล ในอนาคตหรืออาจไม่กี่วันข้างหน้าเราอาจจะได้เห็น ได้ลงสนามในพรีเมียร์ลีกแบบเต็มสองตาให้

พวกเราชาวหงส์ได้ชื่นใจ ก็ต้องมาลุ้นกันว่าเจ้าหนุ่มไอร์แลนด์คนนี้จะทำผลงานได้ดีแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ ลิเวอร์พูลมีดาวรุ่งดวงใหม่จุติขึ้นมาหมดปัญหาขาดแคลนผู้รักษาประตูในยามที่ต้องขาด

อลิสซง ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ต้องว่ากันแบบยาว ๆ ตามลุ้นตามเชียร์กันต่อ และวันหน้าอย่าลืมติดตามเรื่องราวสนุก ๆ แบบนี้กันได้อีกครับ..

 

โจเอล มาติป

โจเอล มาติป

โจเอล มาติป

โจเอล มาติป

 เขาคือใคร? เจาะประวัติแข้ง ชาลเก้ ภูผาหินรายใหม่ซัมเมอร์

มาติป กำลังจะ หมดสัญญา กับทีมดังแห่งบุนเดสลีก้าในช่วงซัมเมอร์นี้ และจะเข้าร่วมถิ่นแอนฟิลด์แบบไร้ค่าตัวทันทีช่วงซัมเมอร์

ลิเวอร์พูล กำลังวางแผนที่จะ  เสริมความแข็งแกร่ง  ในทุกตำแหน่งของทีมรวมถึงตำแหน่งแนวรับ และเราจะได้อะไรจากปราการหลังแคเมอรูนรายนี้? และนี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับเขา

ข้อมูลส่วนตัว
ชื่อ: โจเอล มาติป
อายุ: 24
ส่วนสูง 6 ฟุต 4 นิ้ว (194 ซม.)
วันเกิด: 08/08/91 (24 ปี)
สถานที่เกิด: โบคุ่ม ประเทษเยอรมนี
สโมสร: ชาลเก้ 04
ตำแหน่ง: กองหลัง
ทีมชาติ: แคเมอรูน

เส้นทางการค้าแข้ง

มาติป เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับ ชาลเก้ 04 ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ก่อนจะได้รับโอกาสลงเล่นในทีมชุดใหญ่เป็นครั้งแรกในปี 2009 แถมตกเป็นข่าวพาดหัวใหญ่โตสมัยนั้นจากการช่วยทีมตีเสมอ บาเยิร์น มิวนิค ในยุค หลุยส์ ฟานกัล 1-1 และเป็นประตูแรกในทีมชุดใหญ่ด้วย

ด้วยความสามารถอันยอดเยี่ยมในการยืนตำแหน่ง และการช่วยทีมทำประตูทำให้เขาเป็นที่ยอมรับอยู่ไม่น้อย ณ ขณะนั้น

ตลอดการลงสนาม 20 นัดในซีซั่น 2009/10 เขารับบทบาทเป็นมิดฟิลด์ตัวรับเสียส่วนใหญ่ ก่อนจะมาเขายังระดับตัวเองขึ้นในฐานะผู้เล่นสารพัดประโยชน์ในบทบาทกองหลังทุกตำแหน่งและมิดฟิลด์ตัวรับในฤดูกาลถัดไป

ในฤดูกาล 2011/12 มาติป สามารถยึดตำแหน่งเซนเตอร์แบ็คและเล่นคู่กับ เบเนดิคท์ โฮเวเดส ซึ่งช่วงเวลานั้นเองที่เจ้าตัวถูกทีมชาติแคเมอรูนทาบทามให้รับใช้ชาติและเจ้าตัวก็เลือกทีมชาติแคเมอรูนบ้านเกิดพ่อของเขาทั้งที่สามารถเลือกเล่นให้่ทีมชาติเยอรมันได้

สไตล์การเล่น

มาติป ถือเป็นหนึ่งกองหลังบุนเดสลีก้าที่ได้รับการยอมมากที่สุดคนนึงของวงการฟุตบอลเยอรมันตลอด 7 ปีที่ผ่านมา เขามาพร้อมกับชื่อเสียงในเรื่องการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าและสามารถอุ่นใจได้ยามบอลอยู่ที่เท้าของเขา

กองหลังทีมชาติแคเมอรูนทำประตูไปแล้วทั้งสิ้น 4 ประตู โดย 3 ประตูได้จากการโหม่งเขา จุดเด่นที่ยอดเยี่ยมของเขาคือการเคลื่อนที่และการยืนตำแหน่งซึ่งน่าจะตอบโจทย์ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างไม่ต้องสงสัย

สิ่งที่ผู้อื่นพูดถึงเขา

คริสตอฟ เม็ตเซลเดอร์ อดีตปราการหลัง ชาลเก้ และ เรอัล มาดริด

“เขาเป็นกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุดของ ชาลเก้ ในซีซั่นนี้ และโจเอล สามารถย้ายทีมได้แบบฟรี ๆ”

“ถ้าหากมีข้อเสนอที่น่าสนใจมาจากอังกฤษจริงและเขาก็ต้องการประสบการณ์ในต่างแดน ลิเวอร์พูล จะเป็นจุดหมายปลายทางที่สุดยอดสำหรับเขา”

“เจอร์เก้น รู้ว่าเขาสามารถทำงานได้อย่างดีอย่างที่เขาต้องการ สำหรับ โจเอล มันจะเป็นอะไรที่ง่ายขึ้นหากคิดจะย้ายไปประเทศใหม่และเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ มันจะให้ความรู้สึกที่ดีมาก”

ฮอร์สท์ เฮลด์ท ผู้อำนวยการกีฬา ชาลเก้ 04 พูดถึงการสูญเสีย มาติป ให้ ลิเวอร์พูล

“การตัดสินใจของเขาส่งผลต่อเราที่ ชาลเก้ เขาต้องการมองหาสิ่งใหม่ ๆ เราได้เปิดอกกันกับนักเตะและเอเยนต์ของเขาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ”

“มันชัดเจนและเร็วมาก และปัจจัยชี้ขาดในเรื่องนี้ก็คือเราไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเขาเลย”

คำพูดจากปาก มาติป

มาติป พูดถึงความสามารถตัวเขาเองว่า “ตอนผมเล่นอยู่ในทีมเยาวชน โค้ชของผมมีความคิดที่จะให้ผมไปเล่นหน้า ผมเล่นในตำแหน่งนั้นเป็นเวลาหกเดือนและมันก็เวิร์คมาก ผมยิงประตูได้จากลูกเท้าได้ ไม่ใช่แค่การโหม่งทำประตูเท่านั้น”

“แต่หลังจากต้องพักเป็นเวลานานเพราะอาการบาดเจ็บ ผมก็กลับเข้าสู่ทีมเล่นอีกครั้งในฐานะปราการหลังเพราะมันเป็นตำแหน่งที่ผมถนัดที่สุด”

มาติป พูดถึงการย้ายมา ลิเวอร์พูล “ผมพูดเสมอว่าผมจะออกจาก ชาลเก้ ด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น คือการไปหาสิ่งใหม่ๆ นอกจากนั้นมันไม่มีเหตุผลเลยที่ผมจะออกจากบุนเดสลีก้า แม้การตัดสินใจในครั้งมันจะไม่ง่าย แต่ผมก็แน่ใจว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในกับการเลือกเส้นทางต่อไปในอาชีพการค้าแข้ง”