ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

ประเพณีภาคอิสาน บุญผะเหวด

” เป็นสําเนียงชาวอีสานที่มาจากคําว่า “บุญพระเวส”หรือพระเวสสันดร เป็นประเพณีตามคติความเชื่อของชาวอีสานที่ว่า หากผู้ใดได้ฟัง เทศน์เรื่องพระเวสสันดรทั้ง 13 กัณฑ์จบภายในวันเดียว จะได้เกิดร่วมชาติภพกับพระศรีอริยเมตไตย บุญผะเหวดนี้จะทําติดต่อกันสามวัน วันแรกจัดเตรียมสถานที่ตกแต่ง ศาลาการเปรียญวันที่สองเป็นวันเฉลิมฉลองพระเวสสันดร ชาว

บ้านร่วมทั้งพระภิกษุสงฆ์จากหมู่บ้านใกล้เคียงจะมา ร่วมพิธีมีทั้งการจัดขบวนแห่เครื่องไทยทานฟังเทศน์และแห่พระเวส โดยการแห่ผ้าผะเหวด (ผ้าผืนยาวเขียนภาพเล่าเรื่องพระ

เวสสันดร) ซึ่งสมมติเป็น การแห่พระเวสสันดรเข้าสู่เมือง เมื่อถึงเวลาค่ำจะมีเทศน์เรื่องพระมาลัย ส่วนวันที่สามเป็นงานบุญพิธี ชาวบ้านจะร่วมกันตักบาตรข้าวพันก้อน พิธีจะมี ไปจนค่ำ ชาวบ้านจะแห่แหน ฟ้อนรําตั้งขบวนเรียงรายตั้งกัณฑ์มาถวายอานิสงฆ์อีกกัณฑ์หนึ่ง จึงเสร็จพิ

ธมูลเหตุของพิธีกรรมพระสงฆ์จะเทศน์เรื่อง เวสสันดรชาดกจนจบและเทศน์ จากเรื่องในหนังสือมาไลยหมื่นมาไลยแสนกล่าวว่า ครั้งหนึ่งพระมาลัยเถระได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุเกษแก้วจุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และได้พบปะสนทนากับพระศรีอริยเมนไตย ผู้ที่จะมาเป็น

พระพุทธเจ้าในอนาคตและพระศรีอริยเมตไตยได้สั่งความมากับ พระมาลัยว่า “ถ้ามนุษย์อยากจะพบและร่วมเกิดในศาสนาของพระองค์แล้วจะต้องปฏิบัติตนดังต่อไปนี้คือ

“1. จงอย่าฆ่าพ่อตีแม่ สมณพราหมณ์2. จงอย่าทําร้ายพระพุทธเจ้า และยุยงให้สงฆ์แตกแยกกัน3. ให้ตั้งใจฟังเทศน์เรื่อง พระเวสสันดรให้จบในวันเดียวด้วยเหตุ ที่ชาวอีสานต้องการจะได้ฃ

พบพระศรีอริยเมตไตยและเกิดร่วมศาสนาของพระองค์จึง มีการทําบุญผะเหวด ซึ่งเป็นประจําทุกปี

ประเพณีบุญผะเหวดและเทศน์มหาชาติ ณ วัดไชยศรี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น
พิธีกรรม – การเตรียมงาน1. แบ่งหนังสือ นําหนังสือลําผะเหวดหรือลํามหาชาติ (หนังสือเรื่องพระเวสสันดรชาดก) ซึ่งมีจํานวน 13 กัณฑ์ (หรือ 13 ผูกใหญ่) แบ่ง เป็นผูกเล็กๆ เท่ากับจํานวนพระเณรที่จะนิมนต์มาเทศน์ในคราวนั้นๆ2. การใส่หนังสือ นําหนังสือผูกเล็กที่แบ่งออก จากกัณฑ์ต่างๆ 13 กัณฑ์ไปนิมนต์พระเณรทั้งวัดในหมู่บ้านตนเองและจากวัด ในหมู่บ้าน อื่นที่อยู่

ใกล้เคียงให้มาเทศน์ โดยจะมีใบฎีกาบอกรายละเอียดวันเวลาเทศน์ ตลอดจนบอกเจ้าศรัทธา ผู้ที่จะเป็นเจ้าของกัณฑ์นั้นๆ ไว้ด้วย3. การจัดแบ่งเจ้าศรัทธา เพื่อพระเณรท่านเทศน์จบในแต่ละกัณฑ์ผู้เป็นเจ้าศรัทธาก็จะนําเครื่อง ปัจจัยไทยทานไปถวายตาม กัณฑ์ที่ตนเองรับผิด

ชอบ ชาวบ้านจะจัดแบ่งกันออกเป็นหมู่ๆ เพื่อรับเป็นเจ้าศรัทธากัณฑ์เทศร่วมกัน โดยจะต้องจัดหาที่พักข้าวปลา อาหารไว้คอยเลี้ยงต้อนรับญาติโยมที่ติดตามพระเณร จากหมู่บ้านอื่นเพื่อมาเทศน์ผะเหวดครั้งนี้ด้วย4. การเตรียมสถานที่พัก พวกชาวบ้านจะพากันทําความสะอาด

บริเวณวัดแล้วช่วยกัน “ปลูกผาม” หรือปะรําไว้รอบๆ บริเวณวัด เพื่อใช้ เป็นที่ต้องรับพระเณรและญาติโยมผู้ติดตามพระเณรจากหมู่บ้านอื่น ให้เป็นที่พักแรมและที่เลี้ยงข้าวปลาอาหาร5.

การจัดเครื่องกิริยาบูชาหรือเครื่องครุพัน ในการทําบุญผะเหวดนั้นชาวบ้านต้องเตรียม “เครื่องฮ้อยเครื่องพัน” หรือ “เครื่องบูชา คาถาพัน” ประกอบด้วยธูปหนึ่งพันดอก เทียนหนึ่งพันเล่มดอกบัวโป่ง (บัวหลวง) ดอกบัวแป้ (บัวผัน) ดอกบัวทอง (บัวสาย) ดอกผัก ตบและดอกก้าง

ของ (ดอกปีบ) อย่างละหนึ่งพันดอก เมี่ยง

หมากอย่างละหนึ่งพันคํา มวนยาดูดหนึ่งพันมวน ข้าวตอกใสกระทงหนึ่ง พันกระทง ธุงกระดาษ (ธงกระดาษ) หนึ่งพันธง6. การจัดเตรียม สถานที่ที่จะเอาบุญผะเหวด

6.1 บนศาลาโรงธรรม ตั้งธรรมมาสน์ไว้กลางศาลาโดยรอบนั้นจัดตั้ง “ธุงไซ” (ธงชัย) ไว้ ทั้งแปดทิศ และจุดที่ตั้ง “ธุงไซ” แต่ละต้นจะต้อง มี “เสดถะสัต” (เศวตฉัตร) “ผ่านตาเว็น” (บังสูรย์) และตะกร้าหนึ่งใบสําหรับใส่ข้าวพันก้อนพร้อมทั้ง “บั้งดอกไม้” สําหรับใส่ดอกไม้

แห่ง ซึ่งส่วนมากทําจาก ต้นโสนและใส้ “ธุงหัวคีบ” นอกจากนี้ที่บั้งดอกไม้ยังปีกนกปีกปลาซึ่งสานจากใบมะพร้าวหรือใบตาลไว้อีกจํานวน หนึ่งและตั้งโอ่งน้ำไว้ 5 โอ่ง รอบธรรมาสน์ซึ่งสมมติเป็นสระ 5 สระ ในหม้อน้ำใส่จอกแหน (แหนคือสาหร่าย) กุ้ง เหนี่ยว ปลา ปู หอย ปลูก

ต้นบัวในบ่อให้ใบบัวและดอกบัวลอยยิ่งดีรวมทั้งจะต้องจัดให้มีเครื่องสักการะบูชาคาถาพันและขันหมากเบ็งวางไว้ตามมุมธรรมาสน์ ณ จุดที่วางหม้อน้ำ ที่สําคัญบนศาลาโรงธรรมต้องตกแต่งให้มีสภาพคล้ายป่า โดยนําเอาต้นอ้อย ต้นกล้วย มามัดตามเสาทุกต้น และขึงด้าย สาย

สิญจน์รอบศาลา ทําราวไม้ไผ่สูงเหนือศรีษะประมาณหนึ่งศอกเพื่อเอาไว้เสียบดอกไม้แห่งต่าง ๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่ห้อยนก ปลาตะเพียน และใช้เมล็ดแห่งของฝากลิ้นฟ้า (เพกา) ร้อยด้วยเส้นด้ายยาวเป็นสายนําไปแขวนเป็นระยะ ๆ และถ้าหากดอกไม้แห่งอื่นไม้ได้ ก็จะใช้

เส้นด้ายชุบแป้งเป็ยกแล้วนําไปคลุกกับเมล็ดข้าวสาร ทําให้เมล็ดข้าวสารติดเส้นด้ายแล้วนําเส้นด้ายเหล่านั้นไปแขวนไว้แทน ด้านทิศตะวันออกของศาลาโรงธรรมต้องปลูก “หออุปคุต” โดยใช้ไม้ไผ่ทําเป็นเสาสี่ ต้นสูงเพียงตา หออุปคุตนี้เป็นสมมติว่าจะเชิญ พระอุปคุตมาประทับ

เพื่อปราบมารที่จะมาขัดขวางการทําบุญ ต้องจัดเครื่องใช้ของพระอุปคุตไว้ที่นี้ด้วย6.2 บริเวณรอบศาลาโรงธรรมก็ปัก “ธุงไซ” ขนาดใหญ่ 8 ซุง ปักไว้ตามทิศทั้งแปดซึ่งแต่ละ หลักธุงจะปัก “กรวยไม้ไผ่สําหรับใส่ข้าว พันก้อน” “เสดถะสัด” (เศวตฉัตร) “ผ่านตาเว็น” (บังสูรย์)

และ “ขันดอกไม้” เช่นเดียวกับบนศาลาโรงธรรม นอกจากนี้ก็ปักธุงช่อไว้ ณ จุดเเดียวกับที่ปัก “ธุงไซ” อีก ด้วยครั้งถึงเวลาประมาณ 14-15 นาฬิกาของมื้อโฮมหรือวันรวม ผู้เฒ่าผู้แก่

จะพากันนําเครื่องสักการะ บูชาประกอบด้วยขันห้าขน แปดบาตรจีวร ร่ม กระโถนกาน้ำ และไม้เท้าเหล็กไปเชิญพระอุปคุตซึ่งสมมติว่าท่านอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำอาจ เป็นบึง หนอง แม่น้ำ

อ่างเก็บน้ำ (ที่อยู่ใกล้วัด) เมื่อไปถึงผู้เป็นประธานจะตั้งนะโมขึ้น 3 จบ กล่าว “สัคเค” เชิญเทวดามาเป็นพยาน แล้วจึงกล่าว

หลังจากเชิญพระอุปคุตเสร็จแล้วก็ถึงพิธีแห่ผะเหวดเข้าเมืองซึ่งจะเป็นเวลาประมาณ 16.00-17.00 น. ของมื้อโฮมพิธีกรรมก่อนแห่เมื่อถึง เวลาแห่ผู้เป็น ประธานจะนําญาติโยม (ที่มาพร้อมกันในบริเวณชายปาที่ถูกสมมติให้เป็นป่าหิมพานต์) ไหว้พระรับศีลและฟังเทศน์
การเทศน์ ณ จุดนี้เป็นการเทศน์จบแล้วก็จะลั่นฆ้อง จัดขบวนแห่ผะเหวดเข้าเมือง เดินผ่านหมู่บ้านเข้าสู่วัด แล้วแห่เวียนขวา รอบศาลา โรงธรรมสามรอบ จากนั้นจึงนําพระพุทธรูปขึ้นตั้งไว้ในศาลาโรงธรรม ญาติโยมที่เก็บดอกไม้มาจากป่า เช่น ดอกพะยอม ดอกจิก (ดอก

เต็ง)ดอกฮัง (ดอกรัง) ดอกจาน ฯลฯ ก็จะนําดอกไม้ไปวางไว้ข้างๆ ธรรมาสน์ แล้วขึงผ้าผะเหวดรอบศาลาโรงธรรม หลังจาก แห่ผะเหวดเข้าเมืองแล้วญาติโยมจะพากันกลับบ้านเรือนของตน รับประทานอาหารเย็น พร้อมทั้งเลี้ยงดูญาติพี่น้องที่เดินทางมาร่วมทํา บุญเวลาประมาณ

หนึ่งทุ่มเศษ ๆ ทางวัดจะตี “กลองโฮม” เป็นสัญญาณบอกให้ ชาวบ้านรู้ว่าถึงเวลา “ลงวัด” ญาติโยมจะพากันมารวมกัน ที่ศาลาโรงธรรมพระภิกษุสงฆ์สวด พระปริตมงคลหลังจากสวดมนต์จบก็จะ “เทศน์มาไลย หมื่นมาไลยแสน” หลังจากฟังเทศน์จบก็จัดให้ มีมหรสพ เช่น

หมอลํา ภาพยนต์ให้ชมจนถึงสว่างเวลาประมาณ 04.00 น. ของวันบุญผะเหวด ญาติโยมจะ นําข้าวเหนียวก้อนเล็ก ๆ ขนาด เท่าหัวแม่มือจํานวนหนึ่งพันก้อนซึ่งเท่ากับหนึ่งพระคาถา ใน

เรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ใส่ถาดออกจากบ้านเรือน แห่จากหมู่บ้าน มาที่ศาลาโรงธรรมเวียน รอบศาลาโรงธรรมสามรอบ แล้วจึงนําข้าวพันก้อนไปใส่ไว้ในกรวยไม้ไผ่ที่หลักธุงไซทั้งแปดทิศและใส่ในตะกร้า ที่วางอยู่บนศาลาตามจุดที่มีธุงไซและเสดถะสัด เมื่อแห่ข้าวพันก้อน

เสร็จแล้วก็จะมีเทศน์สังกาศ คือ การเทศน์บอกปีศักราชเมื่อ จบสังกาศจะหยุดพัก ให้ญาติโยมกลับไปบ้านเรือน นําอาหารมาใส่บาตรจังหันหลังจากพระฉันจังหันแล้วก็จะเริ่มเทศน์ผะเหวด โดยเริ่ม จากกัณฑ์ทศพรไปจนถึงนครกัณฑ์รวม สิบสามกัณฑ์ ใช้เวลาตลอดทั้งวันจนถึงค่ํามี

ความเชื่อกันว่าหากใครฟังเทศน์เรื่องพระเวสสันดร จบผู้นั้นจะได้รับอานิสงส์มากพิธีกรรมขณะฟังเทศน์ ในการ ฟังเทศน์ “บุญผะเหวด” นั้นต้องมีทายกหรือทายิกา คอยปฏิบัติ

พิธีกรรม ขณะ ฟังเทศน์แต่ละกัณฑ์ โดยจุดธูปเทียน เพื่อบูชากัณฑ์นั้น ๆ ตามจํานวนคาถา ในแต่ละกัณฑ์ นอกจากนั้นต้องหว่านข้าวตอก ดอกไม้ ข้าวสาร และลั่นฆ้องชัย เมื่อเทศน์จบในแต่ละกัณฑ์ โดยผู้ทําหน้าที่ดังกล่าวนี้ต้องนั่งอยู่ประจํา ที่ตลอดเวลาที่เทศน์ ส่วนเครื่องฮ้อย

เครื่องพัน หรือเครื่องครุพันนั้นต้องตั้งบูชาไว้ตลอดงาน เมื่อเทศน์จบแล้วบางวัดก็นําเครื่องฮ้อย เครื่องพันใส่ไว้ใน ภาชนะที่สานด้วยดอกไม้ไผ่ มีลักษณะเหมือนกะออม

 

 

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

  เมืองยโสธร เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำชี ได้ชื่อว่า เมืองบั้งไฟ เป็นดินแดนที่มีอดีตอันล้ำค่าและยาวนานกว่า 200 ปี ยโสธรมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานเกี่ยวพันกับเมืองหนองบัวลุมภูนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้ว บัวบาน
และเกี่ยวพันกับเมืองอุบลฯ ในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ได้พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จากยุคประวัติศาสตร์ต่อเนื่องกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ชุมชนโบราณส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุ่งราบโล่งหรือบริเวณขอบชายทุ่ง ติดกับพื้นที่โคกและป่า ได้แก่ ชุมชนโบราณชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้
ในเขตอำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง เช่น ชุมชนโบราณที่บ้านหัวเมือง บ้านคูเมือง บ้านคูสองชั้น ในเขตอำเภอมหาชนะชัย ชุมชนโบราณบ้านน้ำอ้อม บ้านโพนแพง บ้านหมากมาย บ้านแข้ บ้านโพนเมือง ในเขตอำเภอค้อวัง ประมาณปี พ.ศ.2314 พระเจ้าตา เจ้าพระวอ เสนาบดีเก่า
นครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวารหนีมาเพื่อตั้งรกรากใหม่
เนื่องจากไม่พอใจ เจ้านครคนใหม่ โดยใช้ชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองหนองบัวลุมภู ขณะเดียวกันพระเจ้าศิริบุญสารซึ่งเป็นเจ้านครเวียงจันทน์อยู่เกิดหวาดระแวงจึงยกกองทัพจากนครเวียงจันทน์ มาปราบปราม พระเจ้าตาถูกข้าศึกยิงด้วยอาวุธปืน และฟันด้วยดาบจนถึงแก่พิราลัยในที่รบ เจ้าพระวอ เจ้าคำผง และเจ้า
ฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องทั้ง 2 ของเจ้าพระวอ อีกทั้งเจ้าก่ำเจ้าทิดพรมได้ยกทัพฝ่าหนีออกจากเมือง
หนองบัวลุมภูไปพึ่งพาเจ้านครจำปาศักดิ์ ขบวนทัพของเจ้าพระวอได้เดินทางตามลุ่มน้ำชีมาพักกับเจ้าคำสู ผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่า (ปัจจุบัน คือ จังหวัดยโสธร) ภายหลังต่อมาเจ้าพระวอดำริว่า
หากอยู่กับเจ้าคำสูแล้ว ถ้าเวียงจันทน์ยกทัพมาก็จะเป็นการลำบาก และจะเกิดศึกสงครามกันต่อไป เมื่อประชุมตกลงกันแล้วจึงได้พาไพร่พลอพยพลงไปตามลำน้ำมูล และสร้างเมืองใหม่ที่ดอนวังกองเขตนครจำปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ้าองค์หลวงเจ้านครจำปาศักดิ์ โดยเจ้าพระวอให้ขุดคูสร้างค่ายขึ้นเรียกว่าค่ายบ้านดู่บ้านแก
พ.ศ. 2354 เจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศาถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้เจ้าหนู หลานเจ้านครจำปาศักดิ์ ครองนครจำปาศักดิ์สืบไป ฝ่ายเจ้าราชวงศ์สิงห์ บุตรเจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาอยู่บ้านเดิมคือบ้านสิงห์ท่า และได้นำเอาอัฐิ
ของเจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาด้วย แนะนำมาก่อเจดีย์บรรจุไว้ที่วัดมหาธาตุ ใกล้กับพระธาตุพระอานนท์ซึ่งยังปรากฏอยู่จนปัจจุบัน
พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามว่า เมืองยศสุนทร ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมืองมีราชทินนามว่า พระสุนทรราชวงศา เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร คำว่า ยศสุนทร ต่อมากลายเป็น ยะโสธร มีความหมาย ว่า ทรงไว้ซึ่งยศ แต่การเขียนหรือการเรียกสั้น ๆ ว่า
ยะโส ไม่เป็นที่ไพเราะหูและไม่เป็นมงคลนาม ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอำเภอยะโสธร (พ.ศ.
2500 – 2513) ได้มีหนังสือขอให้เขียนชื่อเสียใหม่เป็น “ยโสธร” และได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให้เปลี่ยนได้ และใช้มาจนบัดนี้
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมือง
ยโสธรก็ได้รับเกณฑ์เข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วยได้ชัยชนะ ได้รับพระราชทานเชลยเมืองเวียงจันทน์ 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองหนึ่งกระบอกชื่อว่า ปืนนางป้อง ยังปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพระสุนทรราชวงศาเห็นได้เป็นเจ้าเมือง
ได้นำศิลาจากบ้านแก้งหินโงมมาสร้างพระพุทธบาทจำลอง แล้วสร้าง วัดป่าอัมพวัน และวัดกลางศรีไตรภูมิไว้เป็นวัดคู่เมือง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2417 ได้เกิดศึกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองหนองคาย เมืองยโสธรถูกเกณฑ์ให้ยกกำลังไปสมทบ กองทัพจากกรุงเทพ ฯ
เป็นจำนวน 500 คน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2426 พวกฮ่อได้ยกกำลังมาตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ เมืองยโสธรได้รับเกณฑ์ให้เอากำลังช้างม้าโคต่าง ๆ ไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ พ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดรูปการปกครองใหม่ หัวเมืองอีสานชั้นเอก โท ตรีและ
จัตวา ถูกรวมเข้าด้วยกันเรียกว่า กอง สำหรับเมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ  มีข้าหลวงตั้งกองว่าราชการอยู่ที่เมืองอุบล ประกอบด้วยหัวเมือง 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ภูแล่นช้าง กมลาไสย เขมราฐ นองสองคอนดอนดง ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ
ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ยกกำลังจากเมืองญวนมาตีเมืองสมโบกของไทย เมืองยโสธรได้ถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรักษาเขตแดน โดยนำกำลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพ ฯ สามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน
พ.ศ. 2443 ได้ยุบเลิกมณฑลอีสาน เมืองยโสธรได้รวมเข้ากับเมืองอุบล โดยแยกออกเป็น 2 อำเภอ คือ อำเภออุทัยยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอประจิมยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอยโสธร
ในปี พ.ศ. 2456 ได้เปลี่ยนชื่ออำเภออุทัยยโสธร เป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว เปลี่ยนชื่ออำเภอปจิมยโสธร เป็นอำเภอยโสธร เมืองยโสธร จึงลดฐานะจากเมืองมาเป็นอำเภอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
            พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มขอตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัด จนกระทั่งถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 จึงได้มีประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยแยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอ
เลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว และ ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย
ยโสธรเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุบลราชธานี โดยเริ่มก่อตั้งเป็น เมืองขึ้น ในราวปี พ.ศ. 2314 เมื่อพระเจ้าตาของเจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวาร มาตั้งเมืองใหม่ ชื่อ “เมืองหนองบัวลุมภู” ต่อมาเมื่อสิ้นเจ้าพระวอ เจ้าคำผงผู้น้องและบริวารจึงอพยพขึ้นมาตาม ลำน้ำมูลถึงห้วยแจระแม แล้วมาสร้างเมืองใหม่ที่ดงอู่ผึ้ง แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ภายใต้ปกครอง ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองดังกล่าวนี้ว่า “เมืองอุบล” และเจ้าคำผงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบล หลังจากนั้นเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็น น้องของเจ้าคำผง พร้อมกับไพร่พลและญาติอีกส่วนหนึ่งได้ขอแยกตัวไปอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า ซึ่งมีเจ้าคำสูปกครองอยู่ และได้ปรับปรุงและสร้างบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรือง

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และพระราชทานนามว่า”เมืองยศสุนทร” ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมือง มีราชทินนามว่า “พระสุนทรราช

วงศา” เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร ส่วนชื่อเมือง “ยศสุนทร” นี้ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ยะโสธร” มีความหมายว่า “ทรงไว้ซึ่งยศ” และเปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ยโสธร” และใช้มาจนปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ และต่อมาได้ยุบเลิกมณฑล อีสาน เมืองยโสธรก็ถูกรวมเข้ากับเมืองอุบล จนกระทั่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็น “จังหวัดยโสธร” โดยแยก

อำเภอยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม ของจังหวัดอุบลราชธานี ออกรวมกันเป็นจังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515

 

ที่มาของ บางกอกเมืองหลวง

ที่มาของ บางกอกเมืองหลวง

ที่มาของ บางกอกเมืองหลวง

ที่มาของ บางกอกเมืองหลวง

        กรุงเทพมหานคร ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า กรุงธนบุรี เมืองหลวงเดิม ตั้งอยู่ในที่คับแคบ ไม่ต้องด้วยหลักพิชัยสงคราม ทั้งนี้ ได้ทรงโปรดเกล้าให้อยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ กรมเวียง ครั้นล่วงมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้ทดลองนำเอาระบบคณะกรรมการมาใช้กับรูปแบบการปกครองเมืองหลวงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่ประชาชนยังไม่มีความพร้อมและไม่ประสบผลสำเร็จ จึงได้โปรดเกล้าให้ยกเลิก และก็ได้เปลี่ยนฐานะกรมเวียงมาเป็นกระทรวงเมือง และต่อมาก็เปลี่ยนจากกระทรวงเมืองมาเป็นกระทรวงนครบาลตามลำดับ

           รูปแบบการปกครองของกระทรวงนครบาล มีเสนาบดีเป็นผู้ทำหน้าที่รับผิดชอบในการ

ปกครองกรุงเทพมหานครและธนบุรี รวมทั้งหัวเมืองใกล้เคียง ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี นครเขื่อนขันธ์ สมุทรปราการ ธัญญบุรี และมีนบุรี ซึ่งรวมเรียกทั้งหมดว่า มณฑลกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ การปกครองมณฑลกรุงเทพมหานครเป็นไปตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 และข้อบังคับการปกครองหัวเมืองโดยอนุโลม ในปี

พ.ศ. 2440 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการจัดตั้ง สุขาภิบาลกรุงเทพขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยทรงดำริที่จะให้มีการ “ทดลอง” การปกครองในรูป “สุขาภิบาล” เพื่อเป็นพื้นฐานของการปกครองตนเองของประชาชนในอนาคตต่อมาในรัชสมัยของพระบาท

สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงนครบาลมารวมกับกระทรวงมหาดไทย และมีการแต่งตั้งตำแหน่ง สมุหพระนครบาล ทำหน้าที่ปกครอง ดูแลรับผิด

ชอบมณฑลกรุงเทพโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนั้นประกอบด้วยจังหวัดพระนครธนบุรี นนทบุรี และ

สมุทรปราการต่อมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงนครบาลมารวมกับกระทรวงมหาดไทย และมีการแต่งตั้งตำแหน่ง สมุห

พระนครบาล ทำหน้าที่ปกครอง ดูแลรับผิดชอบมณฑลกรุงเทพโดยเฉพาะ ซึ่งขณะนั้นประกอบด้วยจังหวัดพระนครธนบุรี นนทบุรี และสมุทรปราการ

           การจัดรูปแบบการปกครองภายในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี จัดขึ้นตามความในพระราชบัญญัติิระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2476 กล่าวคือ มีอำเภอเป็นหน่วยการ

ปกครองย่อยของจังหวัด ในส่วนของการจัดรูปการปกครองภายในอำเภอของจังหวัดพระนคร เป็นที่น่าสังเกตว่า ได้มีการจัดออกเป็นอำเภอชั้นในและอำเภอชั้นนอก    โดยอำเภอชั้นใน ไม่มีการจัดแบ่งหน่วยการปกครองย่อยออกเป็นตำบลและหมู่บ้าน เหมือนที่จัดแบ่งในอำเภอชั้น

นอก ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ปกครองตำบลและหมู่บ้าน ทำการแต่งตั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ โดยกำหนดอำนาจหน้าที่ให้้ไปปฏิบัติ

           การปกครองของจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีในครั้งนั้น มีฐานะเป็นหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาค มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานของจังหวัด ร่วมกับผู้แทนส่วนราชการกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ส่งมาประจำทำงาน ณ ที่ตั้งจังหวัดนั้น และการ

ปกครองอำเภอซึ่งเป็นหน่วยย่อยของจังหวัด มีนายอำเภอเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารงานของอำเภอ ร่วมกับผู้แทนส่วนราชการกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ส่งมาประจำทำงาน ณ ที่

ตั้งอำเภอนั้น และในเขตพื้นที่ของจังหวัดทั้งสอง โดยเฉพาะบริเวณที่มีชุมชนหนาแน่นก็ได้มีการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นในรูปเทศบาล โดยในปี พ.ศ. 2480 การปกครองของจังหวัด

พระนครและจังหวัดธนบุรีก็ได้มีการจัดตั้งหน่วยการปกครองท้องถิ่นขึ้น ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและตาม พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2476 โดยผลแห่ง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ทำให้มีการจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพขึ้นในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2480 เช่นเดียวกับจังหวัดธนบุรีก็มีการจัดตั้ง

เทศบาลนครธนบุรีเช่นเดียวกัน เป็นการปกครองระบบเทศบาลที่จัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยการปกครองในเขตชุมชนเมือง นั่นเอง นอกจากนี้ ยังมีหน่วยการปกครองท้องถิ่นอื่นๆ ที่จัดตั้งขึ้นในโอกาสต่อมา คือ องค์การบริหารส่วนจังหวัดและสุขาภิบาล

           เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2514 ในระหว่างที่คณะปฏิวัติทำหน้าที่บริหารประเทศ ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25 ให้ปรับปรุงระบบการปกครองจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี โดยสาระสำคัญของประกาศคณะปฏิวัติดังกล่าว ให้รวมเอาจังหวัดพระนครและจังหวัด

ธนบุรีเข้าด้วยกัน เป็นจังหวัดนครหลวงกรุงเทพธนบุรี โดยยังคงรูปการปกครองและการบริหารราชการส่วนภูมิภาคไว้ มีผู้ว่าราชการนครหลวงกรุงเทพธนบุรีเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานผลของประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 24 และ 25 ในส่วนเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาลและสุขาภิบาลนั้น ยังคงอยู่เช่นเดิมในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรี แต่สำหรับองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครและองค์การบริหารส่วนจังหวัดธนบุรีให้รวมกัน เรียกว่า องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ทั้งนี้ ให้ผู้ว่าราชการนครหลวงกรุงเทพธนบุรีดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเทศบาลกรุงเทพธนบุรีด้วยในคราวเดียว โดยมีเทศมนตรีอื่น

ไม่เกิน 8 คน และมีสภาเทศบาลนครหลวง ประกอบด้วย สมาชิก จำนวนไม่เกิน 36 คน (เทศมนตรีและสมาชิกสภาเทศบาลมาจากการแต่งตั้งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย)

           เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2515 คณะปฏิวัติได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335 ให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรีใหม่อีกครั้ง สาระสำคัญ คือ
1. ให้รวมกิจการปกครองนครหลวงกรุงเทพธนบุรี องค์การบริหารนครหลวงกรุงเทพธนบุรี

เทศบาลนครหลวงกรุงเทพธนบุรี ตลอดจนสุขาภิบาลต่างๆ ในเขตนครหลวงกรุงเทพธนบุรี เป็นหน่วยการปกครองเดียวกัน คือ “กรุงเทพมหานคร”
2. ให้จัดระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครเสียใหม่ โดยรวมลักษณะการปกครองและการบริหารราชการส่วนภูมิภาคและราชการบริหารส่วนท้องถิ่นเข้าด้วยกัน แต่ยังคงให้กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นจังหวัด
3. ให้มีผู้ว่าราชการและรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นข้าราชการการเมือง แต่งตั้งและถอดถอนโดยคณะรัฐมนตรี และให้มีสภากรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้ง เขตละหนึ่งคน และผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้ง มีจำนวนเท่ากับจำนวนเขตในกรุงเทพมหานคร

           เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 ได้มีประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งมีผลให้ กรุงเทพมหานครมีฐานะเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นนครหลวง และให้แบ่งเขตพื้นที่ปกครองของกรุงเทพมหานครออกเป็นเขตและแขวงตามลำดับ

มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 1 คน และรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีก 4 คน ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง และให้มีสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมาจากการเลือกตั้งของประชาชนในเขต

ปกครอง เขตละ 1 คน ถ้าเขตใดมีประชาชนเกิน 150,000 คน สามารถเลือกจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเพิ่ม ได้อีก 1 คน

           ครั้นต่อมา ในวันที่ 20 สิงหาคม 2528 ได้มีประกาศใช้้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 กำหนดการบริหารกรุงเทพมหานคร ให้เลือกผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพียงคนเดียว ส่วนรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อีก 4 คน ให้ผู้ว่าราชการ

กรุงเทพมหานครเป็นคนแต่งตั้ง นอกจากนี้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 ยังได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องสภาเขต ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเป็นตัวแทนสอดส่องดูแลการดำเนินงานของเขต เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างน้อย เขตละ 7 คน

           กรุงเทพมหานครในฐานะราชการบริหารส่วนท้องถิ่น เป็นหน่วยราชการที่ได้รับการกระจายอำนาจมาจากรัฐบาล ทำหน้าที่บริหารและบริการประชาชนภายในเขตพื้นที่การปกครองของกรุงเทพมหานครภายใต้อำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด มีการจัดระเบียบบริหารราชการเหมือน

หน่วยราชการทั่วไป ในช่วงระยะ 60 ปี นับแต่การจัดตั้งเทศบาลนครกรุงเทพขึ้น เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2480 จนถึงกรุงเทพมหานครปัจจุบัน มีวิวัฒนาการของการจัดส่วนราชการของกรุงเทพมหานครมาเป็นลำดับ ดังนี้
 ส่วนราชการช่วงของเทศบาลนครกรุงเทพ (พ.ศ.2480 – 2500)
 ส่วนราชการกรุงเทพมหานครช่วงประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 335
กาส่วนราชรของกรุงเทพามหนครช่วงพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518

           –นครส่วนราชการของกรุงเทพมหารช่วงะราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528

           – ส่วนราชการของกรุงเทพมหานครปัจจุบัน           –

พระนามเต็มพระมหากษัตริย์ไทย” รัชกาลที่ 1-10″

พระนามเต็มพระมหากษัตริย์ไทย” รัชกาลที่ 1-10″

พระนามเต็มพระมหากษัตริย์ไทย” รัชกาลที่ 1-10"

พระนามเต็มพระมหากษัตริย์ไทย” รัชกาลที่ 1-10″

การถือกำเนิดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ปวงชนชาวไทยจะได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีอัน ดีงามของประเทศชาติมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นรวมถึง พระปรมาภิไธย (พระนาม) ของพระมหากษัตริย์ ที่ล้วนมีความไพเราะ และมีความหมายอันเป็นมงคล โดยนับเนื่องตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา พระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์มีพระนามเต็มอย่างไรบ้าง ไปศึกษาพร้อมกัน

รัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายก ดิลกรัตนราชชาติอา

ชาวศรัยสมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรปรมาธิเบศร โลกเชฎวิสุทธิ์ รัตนมงกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 1 ใช้อักษรย่อว่า “จปร” ย่อมาจาก “มหาจักรีบรมนาถ ปรมราชาธิราช”  | ครองราชย์ 27 ปี (พระชนมายุ 73 พรรษา) รัชกาลที่ 1 พระราชสมภพ 20 มีนาคม พ.ศ.2279 – สวรรคต 7 กันยายน พ.ศ.2352

รัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศ ตรีภูวเนตรวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สากลจักรวาฬาธิเบนทร สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีวิบูลยคุณ

อกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันตอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมิทรปรมาธิเบศโลกเชษฐวิสุทธิ รัตนมกุฎประกาศ คตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 2 ใช้อักษรย่อว่า “อปร” ย่อมาจาก “มหาอิศรสุนทร ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 15 ปี (พระชนมายุ 57 พรรษา)

รัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐ มหาเจษฎาบดินทร์ สยามินทรวิโรดม บรมธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 3 ใช้อักษรย่อว่า “จปร” ย่อมาจาก “มหาเจษฎาบดินทร ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 27 ปี (พระชนมายุ 64 พรรษา)

รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎสุทธิ สมมุติเทพยพงศวงศาดิศรกษัตริย์ วรขัตติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาติสังสุทธิเคราะหณี จักรีบรมนาถ อดิศว

ราชรามวรังกูร สุจริตมูลสุสาธิตอุกฤษฐวิบูลย บุรพาดูลยกฤษฎาภินิหารสุภาธิการรังสฤษดิ ธัญญลักษณ วิจิตรโสภาคสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคคล ประสิทธิสรรพสุภผลอุดม บรมสุขุมาลยมหาบุรุษยรัตน ศึกษาพิพัฒนสรรพโกศล สุวิสุทธิวิมลศุภศีลสมาจารย์ เพ็ชรญาณประภาไพโรจน์ อเนกโกฎิสาธุ คุณวิบุลยสันดาน ทิพยเทพวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลย

พิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์เอกอัครมหาบุรุษสุตพุทธมหากระวี ตรีปิฎกาทิโกศล วิมลปรีชามหาอุดมบัณฑิต สุนทรวิจิตรปฏิภาณ บริบูรณ์คุณสาร สัสยามาทิโลกยดิลกสาร สัสยามาทิโลกยดิลก มหาปริวารนายกอนันต์ มหันตวรฤทธิเดชอนันต์ มหันตวรฤทธิเดช สรรพพิเศษ สิรินธรมหาชน

นิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหา

บรมราชาภิเศกาภิษิต สรรพทศทิศวิชิตวิไชย สกลมไหศวรินมหาสยามินทร มเหศวรมหินทร มหาราชาวโรดมบรมนารถชาติอาชาวศรัย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ อุกฤษฐศักดิอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาลมหารัษฎาธิเบนทร ปรเมนทรธรรมมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบรมบพิตร พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 4 ใช้อักษรย่อว่า “มปร” ย่อมาจาก “มหามงกุฎ ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 17 ปี (พระชนมายุ 63 พรรษา)

รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ บดินทรเทพยมหามงกุฎ บุรุษรัตนราชรวิวงศ์ วรุฒมพงษ์บรพัตร วรขัติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุชาตสังสุทธเคราะหณีจักรีบรมนาถ

อดิศวรราชรามวรังกูร สุภาธิการรังสฤษฏ์ ธัญลักษณวิจิตโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภ ผลอุดมบรมสุขุมมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดุลยวิเศษ สรพรรพเทเวศรานุรักษ์ วิสิษฐศักดิ์สมญาพินิตประชานาถเปรมกระมล

ขัติยราชประยูร มูลมุขราชดิลก มหาปริวารนายกอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรวิเศษสิรินทร อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ ประสิทธิ์วรยศ มโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวต

ฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกกาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหสวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรามหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติ อาชาวศรัย พุทธาธิไตยรัตนสรณารักษ์ อดุลยศักดิ์อรรคนเรศราธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการสกลไพศาลมหารัษฎาธิบดินทร์ ปรมินทรธรรมิกหาราชาธิราช บรมนาถบพิตรพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 5 ใช้อักษรย่อว่า “จปร” ย่อมาจาก “มหาจุฬาลงกรณ ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 42 ปี (พระชนมายุ 57 พรรษา)

รัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิรวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธิราช พินิตประชานาถมหาสมมตวงศ์ อดิศัยพงศ์วิมลรัตน์วรขัตติราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโต
สุชาตสังสุทธเคราะหณีจักรีบรมนาถ จุฬาลงกรณราชวรางกูร บรมมกุฏนเรนทร์สูรสันตติวงศ์วิสิฐ
สุสาธิตบุรพาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหาร อดิเรกบุญฤทธิ ธัญลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพวงค์ มหา
ชโนตมางตประณตบาทบงกชยุคล ประสิทธิสรรพศุภผลอุดม บรมสุขุมาลย์ทิพยเทพาวตาร
ไพศาลเกียรติคุณ อดุลยวิเศษสรรพเทเวศรานุรักษ์ บริมศักดิสมญาเทพวาราวดี ศรีมหาบุรุษสุด
สมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศลประพนธปรีชา มัทวสมาจาร บริบูรณคุณสารสยามาทินค รวรุตเมกราชดิลก มหาปริวารนายอนันต์มหันตวรฤทธิเดช สรรพวิเศษศิรินธรบรมชนกาดิศรสมมต ประ
สิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร สิริรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษฏาภิสิต สรรพทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร์ มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวศรัยพุทธาธิไตรรัตนสรณารักษ์อดุลยศักดิ์ อรรคนเรศราธิบดี เมตตา

สีตลหฤทัย อโนมัยบุญการสกลไพศาล มหารัษฎาธิบดินทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 6 ใช้อักษรย่อว่า “วปร” ย่อมาจาก “มหาวชิราวุธ ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 15 ปี (พระชนมายุ 45 พรรษา)

รัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก มหันตเดชนดิลกรามาธิบดี เทพยปรียามหาราชรวิวงศ์ อสัมภินพงศพีระกษัตรบุรุษรัตนราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหาจักรพรรดิราชสังกาศ อุภโตสุ

ชาตสังสุทธเคราะหณี จักรีบรมนาถจุฬาลงกรณราชวรางกูร มหมกุฏวงศวีรสูรชิษฐ ราชธรรมทศ
พิธ อุต์กฤษฎานิบุณย์อดุลยฤษฎาภินิหาร บูรพาธิการสุสาธิต ธันยลักษณ์วิจิตรเสาวภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมางคมานทสนธิมตสมันตสมาคม บรมราชสมภาร ทิพยเทพวตารไพศาล
เกียรติคุณ อดุลยศักดิเดช สรรพเทเวศปริยานุรักษ์ มงคลลคนเนมาหวัยสุโขทัยธรรมราชา อภิเนาวศิลปศึกษาเดชาวุธ วิชัยยุทธศาสตร์โกศล วิมลนรรยพินิต สุจริตสมาจาร ภัทรภิชญาณประดิภานสุนทรประวรศาสโนปสุดมภก มูลมุขมาตยวรนายกมหาเสนานี สราชนาวีพยูหโยธโพยมจร
บรมเชษฏโสทรสมมต เอกราชยยศสธิคมบรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร ศรีรัตโนปลักษณมหาบรมราชาภิเษกาภิศิกต์ สรรพทศทิศวิชิตเดโชไชย สกลมไหศวรยมหาสยามินทรมเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาตอาชาวศรัย พุทธาธิไตรรัตนวิศิษฎศักดิ์อัครนเรศวร

าธิบดี เมตตากรุณาศีตลหฤทัย อโนปไมยบุณยการ สกลไพศาลมหารัษฏราธิบดินทร์ ประมินทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนาถบพิตร พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ 7 ใช้อักษรย่อว่า “ปปร” ย่อมาจาก “มหาประชาธิปก ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 9 ปี  (พระชนมายุ 47 พรรษา)

รัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลสกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (ต่อมาเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๙ ทรงได้รับการ

สถาปนาพระบรมอัฐิ เฉลิมพระนามเป็น พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลอดุลย
เดช วิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดมจักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิการรังสฤษฎ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลยพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์อดุลยพิเศษ
สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฎลเศวตฉัตราดิฉัตร

สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฎศักตอัครนเรศรามาธิบดี พระอัฐมราะบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร

รัชกาลที่ 8 ใช้อักษรย่อว่า “อปร” ย่อมาจาก “มหาอานันทมหิดล ปรมราชาธิราช”  ครองราชย์ 12 ปี (พระชนมายุ 20 พรรษา)

รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร

รัชกาลที่ 9 ใช้อักษรย่อว่า “ภปร” ย่อมาจาก “มหาภูมิพลอดุลยเดช ปรมราชาธิราช” | ครองราชย์ 70 ปี (พระชนมายุ 88 พรรษา)

รัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณ์อดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

อ่านออกเสียงว่า [พฺระ-บาด-สม-เด็ด-พฺระ-ปะ-ระ-เมน-ทฺะ-รา-มา-ทิบ-บอ-ดี-สี-สิน-มะ-หา-วะ-ชิ-รา-ลง-กอน-มะ-หิ-สอน-พู-มิ-พน-ราด-ชะ-วะ-ราง-กูน กิ-ติ-สิ-ริ-สม-บูน-อะ-ดุน-ยะ-เดด สะ-หยาม-มิน-ทรา-ทิ-เบด-ราด-วะ-โร-ดม บอ-รม-มะ-นาด-ถะ-บอ-พิด พฺระ-วะ-ชิ-ระ-เกฺล้า-เจ้า-อยู่-หัว]

รัชกาลที่ 10 ใช้อักษรย่อว่า “วปร” ย่อมาจาก “มหาวชิราลงกรณ ปรมราชาธิราช”  ครองราชย์ – ปัจจุบัน

 

รู้จักประวัติปิงปอง

รู้จักประวัติปิงปอง

รู้จักประวัติปิงปอง

รู้จักประวัติปิงปอง

เท่าที่มีหลักฐานบันทึกพอให้ค้นคว้า  ทำให้เราได้ทราบว่ากีฬาเทเบิลเทนนิสได้เริ่มขึ้นที่ประเทศอังกฤษ  ในปี ค.ศ.  1890  ในครั้งนั้น  อุปกรณ์ที่ใช้เล่นประกอบด้วย  ไม้  หนังสัตว์  ลักษณะคล้ายกับไม้เทนนิสในปัจจุบันนี้   หากแต่ว่าแทนที่จะขึงด้วยเส้นเอ็นก็ใช้แผ่นหนังสัตว์หุ้มไว้แทน  ลูกที่ใช้ตีเป็นลูกเซลลูลอยด์  เวลาตีกระทบถูกพื้นโต๊ะและไม้ก็เกิดเสียง “ปิก-ป๊อก”  ดังนั้น  กีฬานี้จึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งตามเสียงทีได้ยินว่า  “ปิงปอง” (PINGPONG)  ต่อมาก็ได้มีการวิวัฒนาการขึ้นโดยไม้หนังสัตว์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นแผ่นไม้แทน  ซึ่งได้เล่นแพร่หลายในกลุ่มประเทศยุโรปก่อน
  วิธีการเล่นในสมัยยุโรปตอนต้นนี้เป็นการเล่นแบบยัน (BLOCKING)  และแบบดันกด  (PUSHING)  ซึ่งต่อมาได้พัฒนามาเป็นการเล่นแบบ  BLOCKING และ CROP  การเล่นถูกตัด  ซึ่งวิธีนี้เองเป็นวิธีการเล่นที่ส่วนใหญ่นิยมกันมากในยุโรป  และแพร่หลายมากในประเทศ

ต่าง ๆ  ทั่วยุโรป  การจับไม้ก็มีการจับไม้อยู่  2  ลักษณะ  คือ  จับไม้แบบจับมือ  (SHAKEHAND)ซึ่งเราเรียกกันว่า  “จับแบบยุโรป”  และการจับไม้แบบจับปากกา (PEN-HOLDER) ซึ่งเราเรียกกันว่า “จับไม้แบบจีน”  นั่นเอง

    ในปี ค.ศ. 1900  เริ่มปรากฏว่า  มีไม้ปิงปองที่ติดยางเม็ดเข้ามาใช้เล่นกัน  ดังนั้นวิธีการเล่นแบบรุกหรือแบบบุกโจมตี (ATTRACK หรือ OFFENSIVE)  เริ่มมีบทบาทมากยิ่งขึ้น

และยุคนี้จึงเป็นยุคของนายวิตเตอร์  บาร์น่า (VICTOR BARNA)  อย่างแท้จริง  เป็นชาวฮังการีได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนโลกประเภททีม  รวม 7 ครั้ง  และประเภทชายเดี่ยว  5 ครั้ง
ในปี ค.ศ. 1929-1935  ยกเว้นปี  1931  ที่ได้ตำแหน่งรองเท่านั้น  ในยุคนี้อุปกรณ์การเล่น

โดยเฉพาะไม้มีลักษณะคล้าย ๆ กับไม้ในปัจจุบันนี้ วิธีการเล่นก็เช่นเดียวกัน คือมีทั้งการรุก (ATTRACK)
และการรับ (DEFENDIVE)  ทั้งด้าน  FOREHAND  และ  BACKHAND  การ จับไม้ก็คงการจับแบบ  SHAKEHAND  เป็นหลัก  ดังนั้นเมื่อส่วนใหญ่จับไม้แบบยุโรป

แนวโน้มการจับไม้แบบ PENHOLDER  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมีน้อยมากในยุโป  ในระยะนั้นถือว่ายุโรปเป็นศูนย์รวมของกีฬาปิงปองอย่างแท้จริง

ในปี ค.ศ. 1922  ได้มีบริษัทค้าเครื่องกีฬา  ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าว่า “PINGPONG” ด้วยเหตุนี้กีฬานี้จึงเป็นชื่อมาเป็น  “TABLE TENNIS”  ไม่สามารถใช้ชื่อ
ที่เขาจดทะเบียนได้ประการหนึ่ง  และเพื่อไม่ใช่เป็นการโฆษณาสินค้าอีกประการหนึ่ง  และแล้วในปี ค.ศ. 1926  จึงได้มีการประชุมก่อตั้งสหพันธ์เทเบิลเทนนิสนานาชาติ

(INTERNATIONAL TABLETENNIS FEDERATION : ITTF) ขึ้นที่กรุงลอนดอนในเดือนธันวาคม  ค.ศ. 1926  ภายหลังจากการได้มีการปรึกษาหารือในขั้นต้นโดย
DR. GEORG LEHMANN  แห่งประเทศเยอรมัน  กรุงเบอร์ลิน  เดือนมกราคม  ค.ศ. 1926

ในปีนี้เองการแข่งขันเทเบิลเทนนิสแห่งโลกครั้งที่ 1  ก็ได้เริ่มขึ้น  พร้อมกับการก่อตั้งสหพันธ์ฯ
โดยมีนายอีวอร์  มองตากู  เป็นประธานคนแรก  ในช่วงปี ค.ศ. 1940  นี้  ยังมีการเล่นและจับไม้พอจำแนกออกเป็น  3  ลักษณะดังนี้
1.  การจับไม้  เป็นการจับแบบจับมือ
2.  ไม้ต้องติดยางเม็ด
3.  วิธีการเล่นเป็นวิธีพื้นฐาน  คือ  การรับเป็นส่วนใหญ่  ยุคนี้ยังจัดได้ว่าเป็น  “ยุคของยุโรป” อีกเช่นเคย

ในปี ค.ศ. 1950  จึงเริ่มเป็นยุคของญี่ปุ่นซึ่งแท้จริงมีลักษณะพิเศษประจำดังนี้คือ
1.  การตบลูกแม่นยำและหนักหน่วง
2.  การใช้จังหวะเต้นของปลายเท้า

ในปี ค.ศ. 1952  ญี่ปุ่นได้เข้าร่วมการแข่งขันเทเบิลเทนนิสโลกเป็นครั้งแรก  ที่กรุงบอมเบย์  ประเทศอินเดีย  และต่อมาปี ค.ศ. 1953  สาธารณรัฐประชาชนจีน
จึงได้เข้าร่วมการแข่งขันเป็นครั้งแรกที่กรุงบูคาเรสต์  ประเทศรูมาเนีย  จึงนับได้ว่ากีฬาปิงปองเป็นกีฬาระดับโลกที่แท้จริงปีนี้นั่นเอง

ในยุคนี้ญี่ปุ่นใช้การจับไม้แบบจับปากกา  ใช้วิธีการเล่นแบบรุกโจมตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง  โดยอาศัยอุปกรณ์เข้าช่วย  เป็นยางเม็ดสอดไส้ด้วยฟองน้ำเพิ่มเติม
จากยางชนิดเม็ดเดิมที่ใช้กันทั่วโลก

การเล่นรุกของยุโรปใช้ความแม่นยำและช่วงตีวงสวิงสั้น ๆ เท่านั้น

ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บ่า  ข้อศอก  และข้อมือเท่านั้น  ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับญี่ปุ่นซึ่งใช้ปลายเท้าเป็น
ศูนย์กลางของการตีลูกแบบรุกเป็นการเล่นแบบ “รุกอย่างต่อเนื่อง”  ซึ่งวิธีนี้สามารถเอาชนะวิธีการเล่นของยุโรปได้  การเล่นโจมตีแบบนี้เป็นที่เกรงกลัวของชาวยุโรปมาก

เปรียบเสมือนการโจมตีแบบ “KAMIKAZE” (การบินโจมตีของฝูงบินหน่วยกล้าตายของญี่ปุ่น)  ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญในญี่ปุ่นกันว่า  การเล่นแบบนี้เป็นการเล่นที่เสี่ยงและ

กล้าเกินไปจนดูแล้วรู้สึกว่าขาดความรอบคอบอยู่มาก  แต่ญี่ปุ่นก็เล่นวิธีนี้ได้ดี  โดยอาศัยความสุขุมและ Foot work  ที่คล่องแคล่วจนสามารถครองตำแหน่งชนะเลิศถึง
7  ครั้ง  โดยมี  5  ครั้งติดต่อกัน  ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1953-1959

สำหรับในยุโรปนั้นยังจับไม้แบบ SHAKEHAND และรับอยู่ จึงกล่าวได้ว่าในช่วงแรก ๆ ของปี ค.ศ. 1960 ยังคงเป็นจุดมืดของนักกีฬายุโรปอยู่นั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1960  เริ่มเป็นยุคของจีน  ซึ่งสามารถเอาชนะญี่ปุ่นได้โดยวิธีการเล่นที่โจมตีแบบรวดเร็ว  ผสมผสานกับการป้องกัน  ในปี  1961
ได้จัดการแข่งขันเทเบิลเทนนิสชิงชนะเลิศ
ครั้งที่  26  ที่กรุงปักกิ่ง  ประเทศจีน  จีนเอาชนะญี่ปุ่น ทั้งนี้เพราะญี่ปุ่นยังใช้นักกีฬาที่อายุมาก  ส่วนจีนได้ใช้นักกีฬาที่หนุ่มสามารถเล่นได้อย่าง

รวดเร็วปานสายฟ้าทั้งรุกและรับ การจับไม้ก็เป็นการจับแบบปากกา  โดยจีนชนะทั้งประเภทเดี่ยวและทีม  3  ครั้งติดต่อกัน  ทั้งนี้เพราะจีนได้ทุ่มเทกับ

การศึกษาการเล่นของญี่ปุ่นทั้งภาพยนตร์ที่ได้บันทึกไว้และเอกสารต่าง ๆ  โดยประยุกต์การเล่นของญี่ปุ่น  เข้ากับการเล่นแบบสั้น ๆ แบบที่จีนถนัดกลายเป็นวิธีการเล่นที่กลมกลืนของจีนดังที่เราเห็นในปัจจุบัน

ยุโรปเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง  โดยนำวิธีการเล่นของชาวอินเดียมาปรับปรุง  นำโดยนักกีฬาชาวสวีเดนและประเทศอื่น ๆ
ซึ่งมีหัวก้าวหน้าไม่มัวแต่แต่คิดจะรักษาหน้าของตัวเองว่าไม่เรียนแบบของชาติอื่นๆ ดังนั้นชายยุโรปจึงเริ่มชนะชายคู่  ในปี  1967  และ  1969  ซึ่งเป็นนักกีฬาจากสวีเดน  ในช่วงนั้น

การเล่นแบบรุกยังไม่เป็นที่แพร่หลายทั้งนี้เพราะวิธีการเล่นแบบรับได้ฝังรากในยุโรป  จนมีการพูดกันว่านักกีฬายุโรปจะเรียนแบบการเล่นลูกยาวแบบญี่ปุ่นนั้นคงจะไม่มีทางสำเร็จแต่การที่นักกีฬาของสวีเดนได้เปลี่ยนวิธีการเล่นแบบญี่ปุ่นได้มีผลสะท้อน

ต่อการเปลี่ยนแปลงของเยาวชนรุ่นหลังของยุโรปเป็นอย่างมาก  และแล้วในปี  1970  จึงเป็นปีของการประจันหน้าระหว่างผู้เล่นชาวยุโรปและผู้เล่นชาวเอเชีย

ช่วงระยะเวลาได้ผ่านไปประมาณ  10  ปี  ตั้งแต่  1960-1970   นักกีฬาของญี่ปุ่นได้แก่ตัวลงในขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ของยุโรปได้เริ่มฉายแสงเก่งขึ้น  และสามารถคว้าตำแหน่ง ชนะเลิศชายเดี่ยวของโลกไปครองได้สำเร็จในการแข่งขันเทเบิลเทนนิสเพื่อความชนะเลิศแห่งโลก  ครั้งที่  31  ณ กรุงนาโกน่า

ในปี  1971  โดยนักเทเบิลเทนนิส  ชาวสวีเดน  ชื่อ  สเตลัง  เบนค์สัน  เป็นผู้เปิดศักราชให้กับชาวยุโรป  ภายหลังจากที่นักกีฬาชาวยุโรปได้ตกอับไปถึง  18  ปี  ในปี 1973  ทีมสวีเดนก็ได้คว้าแชมป์โลกได้จึงทำให้ชาวยุโรปมีความมั่นใจในวิธีการเล่นที่ตนได้ลอกเลียนแบบและปรัง

ปรุงมา  ดังนั้นนักกีฬาของยุโรปและนักกีฬาของเอเชีย จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ ในขณะที่นักกีฬาในกลุ่มชาติอาหรับและลาตินอเมริกา  ก็เริ่มแรงขึ้นก้าวหน้ารวดเร็วขึ้น  เริ่มมีการให้ความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านเทคนิคซึ่งกันและกัน การเล่นแบบตั้งรับ ซึ่งหมดยุคไปแล้วตั้งแต่ปี

1960  เริ่มจะมีบทบาทมากยิ่งขึ้นมาอีก โดยการใช้ความชำนาญในการเปลี่ยนหน้าไม้ในขณะเล่นลูก  หน้าไม้ซึ่งติดด้วยยางปิงปอง  ซึ่งมีความยาวของเม็ดยางยาวกว่าปกติ  การใช้ยาง

ANTI – SPIเพื่อพยายามเปลี่ยนวิถีการหมุนและทิศทางของลูกเข้าช่วย ซึ่งอุปกรณ์ที่ใช้นี้มีส่วนช่วยอย่างมาก ในขณะนี้กีฬาเทเบิลเทนนิสนับว่าเป็นกีฬาที่แพร่หลายไปทั่วโลกมีวิธีการเล่นใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งผู้เล่นเยาวชนต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนา

กีฬาเทเบิลเทนนิส ต่อไป ในอนาคตได้อย่างไม่มีที่วันสิ้นสุดและขณะนี้กีฬานี้ก็ได้เป็นกีฬาประเภทหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก โดยเริ่มมีการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลีเป็นครั้งแรก

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย

ที่มาของนาฏศิลป์ไทย     

                ที่มาของนาฏศิลป์ไทยเข้าใจว่าเกิดจากสภาพความเป็นอยู่โดยธรรมชาติของมนุษย์โลกที่มีความสงบสุข  มีความอุดมสมบูรณ์ในทางโภชนาหาร  มีความพร้อมในการแสดงความยินดี  จึงปรากฏออกมาในรูปแบบของการแสดงอาการที่บ่งบอกถึงความกำหนัดรู้  ดังนั้นเมื่อประมวลที่นักวิชาการเทียบอ้างตามแนวคิดและทฤษฎี  จึงพบว่าที่มาของนาฏศิลป์ไทยเกิดจากแหล่ง ๓  แหล่ง  คือ  เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ   เกิดจากการเซ่นสรวงบูชา  และเกิด

จากการรับอารยะธรรมของประเทศอินเดีย  ดังนี้

๑.  เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติ    หมายถึง   เกิดตามพัฒนาการของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มชน  ซึ่งพอประมวลความแบ่งเป็นขั้น  ได้ ๓  ขั้น  ดังนี้

ขั้นต้น  เกิดแต่วิสัยสัตว์ เมื่อเวทนาเสวยอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาก็ตาม ถ้าอารมณ์แรงกล้าไม่กลั้นไว้ได้ ก็แสดงออกมาให้เห็นปรากฏ เช่น เด็กทารกเมื่อพอใจ ก็หัวเราะตบมือ กระโดดโลดเต้น เมื่อไม่พอใจก็ร้องไห้ ดิ้นรน

ขั้นต่อมา  เมื่อคนรู้ความหมายของกิริยาท่าทางมากขึ้น ก็ใช้กิริยาเหล่านั้นเป็นภาษาสื่อความหมาย ให้ผู้อื่นรู้ความรู้สึกและความประสงค์ เช่น ต้องการแสดงความเสน่หาก็ยิ้มแย้ม กรุ้มกริ่มชม้อยชม้ายชายตา หรือโกรธเคืองก็ทำหน้าตาถมึงทึง กระทืบ กระแทก  เป็นต้น

ต่อมาอีกขั้นหนึ่งนั้น  เมื่อเกิดปรากฏการณ์ตามที่กล่าวในขั้นที่ ๑ และขั้นที่ ๒  แล้วมีผู้ฉลาดเลือกเอากิริยาท่าทาง ซึ่งแสดงอารมณ์ต่างๆ นั้นมาเรียบเรียงสอดคล้อง ติดต่อกันเป็นขบวนฟ้อนรำให้เห็นงาม จนเป็นที่ต้องตาติดใจคน จนเกิดเป็นวิวัฒนาการของนาฏศิลป์ที่สวยงามตามที่เห็นในปัจจุบัน

๒.  เกิดจากการเซ่นสรวงบูชา  หมายถึง  กระบวนการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของกลุ่มชน  ซึ่งพบว่าการเซ่นสรวงบูชา มนุษย์แต่โบราณมามีความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงมีการบูชา เซ่นสรวง เพื่อขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานพรให้ตนสมปรารถนา หรือขอให้ขจัดปัดเป่าสิ่งที่ตนไม่ปรารถนาให้สิ้นไป การบูชา  มีวิธีการตามแต่จะยึดถือมักถวายสิ่งที่ตนเห็นว่าดีหรือที่ตนพอใจ เช่น ข้าวปลาอาหาร  ขนมหวาน ผลไม้  ดอกไม้ จนถึง การขับร้อง ฟ้อนรำ เพื่อให้สิ่งที่ตนเคารพบูชานั้นพอใจ ต่อมามีการฟ้อนรำบำเรอกษัตริย์ด้วย ถือว่าเป็นสมมุติเทพที่ช่วยบำบัดทุกข์

บำรุงสุขให้ มีการฟ้อนรำรับขวัญขุนศึกนักรบผู้กล้าหาญ ที่มีชัยในการสงครามปราบข้าศึกศัตรู ต่อมาการฟ้อนรำก็คลายความศักดิ์สิทธิ์ลงมา กลายเป็นการฟ้อนรำเพื่อความบันเทิงของคนทั่วไป

๓.  การรับอารยะธรรมของอินเดีย  หมายถึง  อิทธิพลของประเทศเพื่อนบ้านจากประวัติศาสตร์ของประเทศไทยที่ยาวนานว่า เมื่อไทยมาอยู่ในสุวรรณภูมิใหม่ๆ นั้น มีชนชาติมอญ และชาติขอมเจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้ว ชาติทั้งสองนั้นได้รับอารยะธรรมของอินเดียไว้มากมาย

เป็นเวลานาน เมื่อไทยมาอยู่ในระหว่างชนชาติทั้งสองนี้ ก็มีการติดต่อกันอย่างใกล้ชิด ไทยจึงพลอยได้รับอารยะธรรมอินเดียไว้หลายด้าน เช่น ภาษา ประเพณี ตลอดจนศิลปะการแสดง ได้แก่ ระบำ ละครและโขน ซึ่งเป็นนาฏศิลป์มาตรฐานที่สวยงามดังปรากฏให้เห็นนี้เอง

นอกจากนี้แล้วการสร้างนาฏศิลป์ไทยของเรานี้อาจด้วยสาเหตุหลายประการ  เช่น

๑. จัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสาร หมายความถึง  การแสดงนั้นอาจบ่งบอกชาติพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์ที่ดี  ทั้งทางด้านการแต่งกาย  ภาษา  ท่วงทีที่แช่มช้อย  นอกจากนี้แล้วในการสื่อสารอีกทางนั้น

คือนาฏศิลป์ได้พัฒนาจากรูปลักษณ์ที่ง่าย

และเป็นส่วนประกอบของคำพูดหรือวรรณศิลป์ ไปสู่การสร้างภาษาของตนเองขึ้นที่เรียกว่า “ภาษาท่ารำ” โดยกำหนดกันในกลุ่มชนที่ใช้นาฏศิลป์นั้นๆ ว่าท่าใดมีความหมายอย่างไร  เป็นต้น

๒. เพื่อประกอบพิธีกรรม   ดังที่ได้กล่าวอ้างเรื่องการเซ่นสรวงไปแล้วในเบื้องต้น  ว่ากระบวนทัศน์ในเรื่องการฟ้อนรำนั้นกระแสสำคัญอีกกระแสหนึ่ง  คือเรื่องความเชื่อ  ความศรัทธาในสิ่งที่มองไม่เห็น  นอกจากนี้แล้วอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของคนไทยอีกประการนั้นคือ  การสำนึกกตัญญู

รู้คุณต่อผู้มีพระคุณ  เช่น  พ่อแม่  ครูอาจารย์  หรือบรรพชนที่ควรเคารพ  อาจมีการจัดกิจกรรมขึ้นแล้วมีการร่วมแสดงความยินดีให้ปรากฏนักนาฏศิลป์หรือ ศิลปินที่มีความชำนาญการจะประดิษฐ์รูปแบบการแสดงเข้าร่วมเพื่อความบันเทิง และเพื่อแสดงออกซึ่งความรักและเคารพในโอกาสพิธีกรรมต่างๆ ก็ได้

๓. เพื่องานพิธีการที่สำคัญ   กล่าวคือเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่มาเยี่ยมเยือน  ทั้งนี้เราจะเห็นว่าในประวัติของชุดการแสดง ๆ  ชุด  เช่น ระบำกฤดาภินิหาร  การเต้นรองเง็ง  หรืออื่นๆ  การจัดชุดการแสดงส่วนใหญ่นั้นจัดเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญ  เพื่อบ่งบอกความยิ่งใหญ่ของความเป็นอารยะชนคนไทย  ที่มีความสงบสุขมาเป็นเวลาหลายปี  แล้วเรามีความเป็นเอกลักษณ์

ภายใต้การปกครองที่ดีงามมาแต่อดีต  ดังนั้นวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมการแสดงในครั้งนี้อาจมีอย่างหลากหลาย เพื่อเป็นสิริมงคลด้วยก็ได้

๔. เพื่อความบันเทิงและการสังสรรค์ ตามนัยที่กล่าวนี้พบว่าในเทศกาลต่าง ๆ ทั้งที่เป็นประเพณีของคนไทยมีมากมาย  เช่น  งานปีใหม่  ตรุษสงกรานต์  ลอยกระทง วันสาร์ท เป็นต้น

เมื่อรวมความแล้วเราพบว่ากิจกรรมที่หลากหลายนี้มีบางส่วนปรากฏเป็นความบันเทิงมีความสนุกสนานรื่นเริง  เช่น  อาจมีการรำวงของหนุ่มสาว  หรือความบันเทิงอื่น ๆ บนเวทีการแสดง  นอกจากนี้อาจรวมถึงการออกกำลังกายในสถานการณ์ต่าง ๆ  เราพบว่าปัจจุบันนี้จาก

ประสบการณ์จัดกิจกรรมมักเกิดเป็นรูปแบบการแสดงที่สวยงามตามมาด้วยเช่นเดียวกัน

๕.  เพื่อการอนุรักษ์และเผยแพร่ นาฏศิลป์เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชุมชน ในชุมชนหนึ่งๆ มักมีการสืบทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมทางนาฎศิลป์ของตนเอาไว้มิให้สูญหาย มีการสอนมีการแสดง และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยให้ท้องถิ่นอื่น หรือนำไปเผยแพร่ในต่างแดน

สันนิษฐานว่านาฏศิลป์ไทยกำเนิดมาพร้อม ๆ กับความเป็นชนชาติไทย ที่เป็นเช่นนี้เพราะนาฏศิลป์ไทยเป็นส่วนหนึ่งที่บ่งบอกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ การแต่งกาย และคติความเชื่อของคนไทยในอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งนี้อาจสรุปได้ว่า นาฏศิลป์ไทยน่าจะมีที่มาจาก 4 แหล่ง ดังนี้

1 จากการละเล่นของชาวบ้านในท้องถิ่น หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแต่ละวัน ชาวบ้านมักหาเวลาว่างมาร่วมร้องรำทำเพลง โดยมีการนำเอาดนตรีมาประกอบด้วย และ ตามนิสัยของคนไทยที่เป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน ชอบร้องรำทำเพลงโต้ตอบระว่างชายหญิงจนเกิดเป็นพ่อเพลง แม่

เพลงขึ้น โดยมีลูกคู่คอยร้องรับกันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง ทั้งนี้อาจจะเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้ลืมความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีการร้องรำกันเป็น

คู่ชายหญิงเดินเป็นวง หรือเป็นที่รู้จักกันว่ารำโทนหรือรำวงพื้นบ้านจากการละเล่นของชาวบ้านดังกล่าวเป็นสาเหตุให้เกิดการแสดงนาฏศิลป์ไทยประการหนึ่ง

2 จากการแสดงเป็นแบบแผน นาฏศิลป์ไทยที่เป็นมาตรฐานเป็นนาฏศิลป์ที่มีการปลูกฝังและถ่ายทอดมาจากปรมาจารย์ทางนาฏศิลป์ไทยในวังหลวง ที่ฝึกให้แก่ผู้หญิงและผู้ชายที่อยู่ในวังเป็นผู้แสดงโขนและละคร เพื่อแสดงในโอกาสต่าง ๆ

3 จากการรับอารยธรรมของอินเดีย ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่โบราณกาล โดยเฉพาะละครในอินเดียรุ่งเรืองมาก ประกอบกับชนชาติอินเดียที่นับถือและเชื่อมั่นในศาสนา พระผู้เป็นเจ้า ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธ์ต่าง ๆ พระผู้เป็นเจ้าที่

ชาวอินเดียนับถือ ได้แก่ พระศิวะ(พระอิศวร) พระวิษณุ และพระพรหม ในบางยุคของชาวอินเดียถือว่า พระอิศวรเป็นเทพเจ้าที่มีผู้เคารพนับถือมากยุคนี้ถือว่าพระอิศวรทรงเป็นนาฏราช(ราชาแห่งการร่ายรำ) มีประวัติทั้งในสวรรค์และในเมืองมนุษย์ ในการร่ายรำของพระอิศวรแต่ละครั้ง

พระองค์ทรงให้พระภรตฤาษีเป็นผู้บันทึกท่ารำแล้วนำมาสั่งสอนแก่เหล่ามนุษย์ จนเป็นที่มาของตำนานการฟ้อนรำ และในการเรียนนาฏศิลป์ไทยผู้เรียนทุกคนจะต้องเข้าพิธีไหว้ครูโขน – ละครก่อน ซึ่งได้แก่ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระพิราพ และพระภรตฤาษี อันเป็นครูทางนาฏศิลป์และเป็นเทพเจ้าของศาสนาพราหมณ์ และ ศาสนาฮินดู

4 จากการเลียนแบบธรรมชาติ กิริยาท่าทางตามธรรมชาติของมนุษย์จะบ่งบอกความหมายและสื่อความหมายกับผู้อื่นได้ควบคู่กับการพูด ในการฟ้อนรำก็จะใช้ท่ารำสื่อความหมายกับผู้ชมเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่า การแสดงบางชุดไม่มีเนื้อเพลง แต่มีทำนองเพลงอย่างเดียวผู้แสดงก็จะฟ้อนรำไปตามทำนองเพลงนั้น ๆ ลีลาท่ารำเป็นท่าทางธรรมชาติที่ใช้สื่อความหมาย ด้วย

เหตุผลที่ว่าต้องการให้ผู้ชมเข้าใจความหมายในการรำ และใช้ท่ารำในการดำเนินเรื่องด้วย ถึงแม้ว่าท่ารำส่วนใหญ่จะมีลีลาสวยงามวิจิตรกว่าท่าทางธรรมชาติไปบ้าง แต่ก็็ยังคงใช้ท่าทางธรรมชาติเป็นพื้นฐานในการประดิษฐ์ท่ารำและเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมบ่งบอกความหมายได้ถูกต้อง

นาฏศิลป์ หมายถึง ศิลปะของการฟ้อนรำ เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยความประณีตงดงาม เพื่อให้ความบันเทิงให้ผู้ที่ได้ดูมีความรู้สึกคล้อยตาม การร่ายรำนี้ต้องอาศัยเครื่องดนตรีและการขับ

ร้อง นาฏศิลป์ถือเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง และเป็นสาขาหนึ่งของศิลปะสาขาวิจิตรศิลป์นาฏศิลป์ถือเป็นแหล่งรวมศิลปะและการแสดงไว้ด้วยกัน โดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการคิดสร้างสรรค์ อนุรักษ์และสืบทอดต่อไป

ประวัติความเป็นมาของนาฏศิลป์ไทย

นาฏศิลป์ไทย เป็นศิลปะแห่งการฟ้อนรำ ที่มีสมมติฐานมาจากธรรมชาติ แต่ได้รับการตกแต่งและปรับปรุงให้งดงามยิ่งขึ้น จนก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้ดูผู้ชม โดยแท้จริงแล้วการฟ้อนรำก็คือ ศิลปะของการเคลื่อนไหวอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น แขน ขา เอว ไหล่ หน้าตา ฯลฯ ด้วย

เหตุนี้ธรรมชาติที่เป็นพื้นฐานเบื้องต้นของการฟ้อนรำจึงมาจากอิริยาบทต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้แก่ ยืน เดิน นั่ง นอน ฯลฯ ตามปกติการเดินของคนเราจะก้าวเท้าพร้อมทั้งแกว่งแขนสลับกันไปเช่นเมื่อก้าวเท้าซ้ายก็จะแกว่งแขนขวาออก และเมื่อก้าวเท้าขวาก็จะแกว่งแขนซ้ายออกสลับกันเพื่อ

เป็นหลักในการทรงตัว ครั้นเมื่อนำมาตกแต่งเป็นท่ารำขึ้น ก็กลายเป็นท่าเดินที่มีลีลาการก้าวเท้าและแกว่งแขน ให้ได้สัดส่วนงดงามถูกต้องตามแบบแผนที่กำหนด ตลอดจนท่วงทำนองและจังหวะเพลง

นาฏศิลป์ไทย เกิดมาจากอากัปกิริยาของสามัญชนเป็นพื้นฐาน ซึ่งโดยทั่วไปมนุษย์ทุกคนย่อมมีอารมณ์ต่าง ๆ ได้แก่ รัก โกรธ โศกเศร้า เสียใจ ดีใจ ร้องไห้ ฯลฯ แต่ที่น่าสังเกตก็คือ เมื่อมนุษย์มี

อารมณ์อย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้น นอกจากจะมีความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตใจแล้วยังแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาทางกายในลักษณะต่าง ๆ กัน เช่น

รัก – หน้าตากิริยาที่แสดงออก อ่อนโยน รู้จักเล้าโลม เจ้าชู้
โกรธ – หน้าตาบึ้งตึง กระทืบเท้า ชี้หน้าด่าว่าต่าง ๆ
โศกเศร้า,เสียใจ – หน้าตากิริยาละห้อยละเหี่ย ตัดพ้อต่อว่า ร้องไห้

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

บอกลาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไร

ถ้าคุณเป็นคุณแม่คนหนึ่งที่เพิ่งเริ่มต้นอยากเขียนบทความดีๆเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม (ที่อาจจะพัฒนามาเป็นลูกค้า) ของคุณ

และก็ผ่านไปหลายต่อหลายวัน จนเกือบเดือนแล้ว ที่ไม่ได้อัพเดทบทความใหม่ๆเลย

อยากบอกว่า เอวาเข้าใจคุณครับในฐานะคุณแม่ที่เหลือเวลาอยู่น้อยนิดเพื่อนำมาสร้างธุรกิจส่วนตัวเล็กๆของตัวเอง และวันนี้เอวามีตัวช่วยดีๆ มาแบ่งปันกับคุณ เพื่อไม่ให้รู้สึกตัน ไม่รู้จะเขียนอะไรดี ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ไม่รู้จะจบยังไง นะครับ

ปัญหาแรกๆเลยของคนที่เริ่มเขียน คือ ไม่รู้จะโพสอะไรดี จริงๆแล้วถ้าคุณเข้าใจลูกค้าอย่างดี และ มีเรื่อง มีหัวข้อ ที่ชอบ ที่ถนัดแล้วล่ะก็ ปัญหาไม่รู้จะเขียนอะไรดี นี่แทบจะไม่เคยเป็นปัญหาเลยครับ

เอวาเข้าใจคุณ ก็เลยนำ 10 ไอเดียสร้างบทความเจ๋งๆ มาฝากกัน แค่ลองใช้ครั้งละ 1 ไอเดีย ก็รู้ว่าจะโพสอะไรดีตั้ง 10 บทความเข้าไปแล้ว

ถ้าคุณได้ลองตั้งใจเขียนบทความเพื่อผู้อ่านจริงๆ ติดต่อกันซัก 10 บท เอวาเชื่อว่า คุณจะรู้และจับทางทั้งทางของตัวเอง และ ทางของผู้อ่านได้แล้วล่ะครับ

ไม่มีความโชคดีเกิดขึ้นได้ชั่วข้ามคืนหรอกนะคะ อยากเขียนเก่ง เขียนให้โดนใจ เขียนแล้วมีพลัง มีคนอยากอ่าน ก็ต้องฝึกค่ะ ฝึกเยอะๆ แล้วก็เก่งไปเอง

เขียนเก่งก็เหมือนฝึกทักษะอื่นๆ เช่น ฝึกขับรถ เหมือนฝึกขี่จักรยาน เมื่อคุณฝึกได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว ต่อให้หยุดเขียนไปซักเดือนนึง ก็ยังสามารถกลับมาเขียนได้เหมือนเดิมค่ะ (ดูตัวอย่างจากเอวาก็ได้ครับนานๆเขียนดี ก็ยังเขียนดีอยู่นะ

ดังนั้น ทักษะนี้ ฝึกไว้คุ้มค่าแก่การลงทุนแรงและเวลาแน่นอนครับ

1. คำถามที่ถามบ่อย

ข้อแรกง่ายมั้ยคะ ก็ง่ายๆแค่นี้เองค่ะ คำถามที่เพื่อนๆผู้อ่านมักจะที่ส่งเข้ามาในอินบ็อกบ่อยๆ แทนที่คุณจะตอบคำถามแค่คนเดียว ช่วยได้แค่คนเดียว ก็ให้หยิบยกขึ้นมาแล้วนำมาเขียนเพื่อให้ทุกๆคนได้รู้ด้วย ส่วนมากคำถามจะค่อนข้างซ้ำๆกันนะคะ นี่เป็นไอเดียแรกที่เอวาใช้บ่อยมากๆครับ

ก็เคยบอกว่า มีอินบ็อกเข้ามาในแต่ละวันมากมาย ตอบไม่ไหวจริงๆ เลยเขียนบทความเพื่อตอบคำถามเลยจะได้ตอบทีเดียว อัดเป็นวีดีโอบ้าง ทำเป็นไลฟ์สดบ้างก็ได้

และคนที่เข้ามาอ่าน บางทีเค้าก็ไม่เคยคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหา ก็จะได้รับรู้และป้องกันปัญหาไปเลยในครั้งเดียว

พูดง่ายๆ คือ ไม่ต้องรอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ แต่ทำให้ตัวเองดีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาไปเลย ง่ายกว่า และไม่เสียเวลาด้วย

2. ถามจากผู้ติดตาม

ถามตรงๆจากผู้ติดตามเลยค่ะ ว่า อยากรู้เรื่องอะไร อยากศึกษาเรื่องอะไรจากเรา บางทีคุณเองก็อาจไม่รู้ว่าสอนเรื่องนั้นได้ จนมีใครมาแนะนำนั่นแหละครับ

จะบอกว่าเมื่อก่อนเอวาไม่เคยคิดเลยค่ะว่าจะสอนใครได้ ทั้งๆที่มีผลลัพธ์ระดับหนึ่งนะคะ แต่คิดตลอดว่า “ฉันเนี่ยนะ คนอย่างเราอ่ะนะ จะสอนได้หรอ?” ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยที่เรามักมองไม่เห็นความสามารถของตัวเอง

จนวันหนึ่งมีเพื่อนสนิทบอกว่า “เธอสอนสิ สิ่งที่เธอรู้เนี่ยดีนะ ทำไมไม่บอกให้คนเค้ารู้ด้วยล่ะ?”

ก็เลยมั่นใจในตัวเองขึ้นมานิดนึง ทำไปทำมานี่ก็ 3 ปีกว่าจะเข้า 4 ปีแล้วนะคะที่ได้แบ่งปันความรู้ดีๆให้เพื่อนๆ ขอบคุณจุดเริ่มต้นในวันนั้นมากๆ จริงๆ

เพราะมันไม่ใช่ว่าแชร์เรื่องที่คุณชอบแล้ว ผู้ติดตามจะได้ประโยชน์แค่ฝ่ายเดียวนะคะ ทุกครั้งที่แชร์ความรู้ คนที่จะได้ประโยชน์คนแรก คือ ตัวเราเองครับ

เพราะคุณต้องอ่านและเข้าใจก่อนอย่างดีเลย คือ คุณเอาไปลงมือทำแล้วได้ประโยชน์ มีผลลัพธ์แล้วก็ได้ ยังไม่มีผลลัพธ์กำลังศึกษาอยู่ก็แชร์ได้

คุณอาจเริ่มต้นที่เรื่องแรกก่อน เช่น เอวาเริ่มต้นที่เรื่องคุณแม่ทำธุรกิจ ขายของออนไลน์ หลังจากนั้นค่อยขยายไปแบ่งปันเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามมา เช่น เรื่องการเก็บเงิน เรื่องความมั่งคั่ง ความสัมพันธ์ในครอบครัว ฯลฯ

รับรองว่าผู้ติดตามก็ได้ประโยชน์ ตัวคุณเองก็เก่งขึ้นด้วยครับ

3. สัมภาษณ์บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ

หาบุคคลที่เก่งและเป็นต้นแบบของคุณ เป็นใครก็ได้ครับ

เดี๋ยวนี้ง่ายๆมาก เพราะสามารถ Video Call หรือ Live ด้วยกันได้แม้ไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน

ลองเขียนคำถาม ซัก 2-3 ข้อ เพื่อสัมภาษณ์ เพื่อถามและตอบในประเด็นที่น่าสนใจ

การถามและตอบทำได้ง่ายๆเลยทีเดียวค่ะ ที่สำคัญ คุณจะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่มีประโยชน์จากการสัมภาษณ์ด้วยนะครับ

4. เล่าเรื่องความสำเร็จของตัวเอง

แชร์ประสบการณ์แต่ละขั้นที่พาคุณจากจุดเริ่มต้นมาจนถึงวันนี้ ไม่จำเป็นต้องสำเร็จยิ่งใหญ่อะไรมากแค่ไหนจึงจะสามารถเล่าได้ ไม่ต้องเก่งที่สุดจึงจะช่วยผู้อื่นได้ เริ่มต้นด้วย การให้สำคัญมากๆค่ะ

ไม่ใช่เขียนเพื่อป้อยอตัวเอง แต่ขอให้คุณแชร์บทเรียนที่ได้รับมา การเรียนรู้ระหว่างทาง คิดยังไง ทำยังไง ปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง นี่คือ เรื่องเล่าที่มีคุณค่ามากๆครับ

เพราะถ้าลองไปถามคนที่สำเร็จเค้าทำยังไงจึงมีวันนี้ คุณจะได้เรียนรู้เยอะมาก เพราะความสำเร็จมันไม่ใช่แค่มีรถหรู ไม่ใช่แค่การได้ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นของแถมจากความสำเร็จเท่านั้นครับ

คุณจะได้รู้เลยว่า เค้าทำงานหนักว่าคนอื่นยังไง เค้ามองเห็นโอกาสในขณะที่คนอื่นมองไม่เจอได้ยังไง เค้ายืนหยัดแค่ไหน เค้าต้องฝ่าคลื่นลม ทำทั้งที่กลัว ทำทั้งที่มีแต่คนบอกว่าเป็นไปไม่ได้ ได้ยังไง

คนที่คุณเห็นว่าเค้าดูทำงานน้อยๆ ก็รวยได้ สำเร็จได้ ลองฟังสิ่งที่เค้าเล่าดูนะคะรับคุณจะรู้เลยว่า ก่อนที่เค้าจะทำน้อยๆก็รวยได้ คนเหล่านั้นผ่านการทำเยอะ ทำไปหมดทุกอย่าง ทำๆๆๆ และ ทำ จนตกผลึกและรู้ว่า สิ่งไหนสำคัญควรทำจริงๆ สิ่งไหนไม่จำเป็นต้องทำเอง สิ่งไหนไม่จำเป็นต้องทำเลย

เอวาชอบฟังเรื่องราวเหล่านี้มากๆ

แล้วคุณล่ะคะ คุณชอบฟังมั้ย? ถ้าคุณก็ชอบฟัง จงเริ่มต้นแชร์เรื่องราวของคุณบ้างวันนี้ครับ

5. เล่าเรื่องความล้มเหลวของตัวเอง

นักรบย่อมมีบาดแผล

ยอดมนุษย์ทุกคนก็ต้องเผชิญความท้าทาย

ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเดินคนละทางของความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เฉพาะคนที่อดทนและผ่านความล้มเหลวไปได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิพบกับความสำเร็จ

และนี่ก็คือเรื่องเล่าที่มีคุณค่ามากๆ เคยล้มเหลวยังไง เคยผ่านบทเรียน เคยผ่านเรื่องท้าทายอะไรมา เอามาเขียน แชร์ให้ผู้ติดตามได้เรียนรู้ครับ

แค่เขียนแล้ว

6. รีวิวอะไรก็ได้ที่คุณชอบ

เช่น ประโยชน์ที่คุณได้จากการใช้เฟสบุค

ประโยชน์จากการเขียน

สิ่งที่อยากบอกผู้คน

รีวิวร้านอาหารที่คุณชอบมากๆ ขนมอร่อยๆที่ห้ามพลาด โรงแรมที่ชอบพาครอบครัวไปพัก สวนน้ำที่ชอบ มือถือที่ใช้อยู่

บอกข้อดี ข้อเสีย (ถ้ามี) และบอกว่าคุณจะแนะนำสินค้าหรือบริการนี้มั้ย

5. เล่าเรื่องความล้มเหลวของตัวเอง

นักรบย่อมมีบาดแผล

ยอดมนุษย์ทุกคนก็ต้องเผชิญความท้าทาย

ความล้มเหลวไม่ใช่ทางเดินคนละทางของความสำเร็จ แต่ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เฉพาะคนที่อดทนและผ่านความล้มเหลวไปได้เท่านั้น จึงจะมีสิทธิพบกับความสำเร็จ

และนี่ก็คือเรื่องเล่าที่มีคุณค่ามากๆ เคยล้มเหลวยังไง เคยผ่านบทเรียน เคยผ่านเรื่องท้าทายอะไรมา เอามาเขียน แชร์ให้ผู้ติดตามได้เรียนรู้ค่ะ

แค่เขียนแล้ว

ทำให้ผู้อื่นไม่ต้องล้มเหลวเรื่องเดียวกับคุณ ช่วยประหยัดเวลาไม่ให้เค้าต้องผิดพลาดเรื่องเดียวกัน แค่นี้ก็มีประโยชน์มหาศาลแล้วครับ

6. รีวิวอะไรก็ได้ที่คุณชอบ

เช่น ประโยชน์ที่คุณได้จากการใช้เฟสบุค

ประโยชน์จากการเขียน

สิ่งที่อยากบอกผู้คน

รีวิวร้านอาหารที่คุณชอบมากๆ ขนมอร่อยๆที่ห้ามพลาด โรงแรมที่ชอบพาครอบครัวไปพัก สวนน้ำที่ชอบ มือถือที่ใช้อยู่

บอกข้อดี ข้อเสีย (ถ้ามี) และบอกว่าคุณจะแนะนำสินค้าหรือบริการนี้มั้ย

7. เชื่อมโยงกับเทรนด์/กระแสที่น่าสนใจ

แค่รู้ข้อนี้ เอวาเชื่อว่าคุณจะไม่มีวันมีปัญหาอาการตันไม่รู้จะเขียนอะไรดีอีกต่อไปแล้ว ด้วยเครื่องมือช่วยที่ทันสมัยสุดๆ นั่นก็คือ google trends นั่นเอง คลิกที่ลิงค์นี้ได้เลยนะคะ

เพียงมีเครื่องมือนี้ คุณก็สามารถค้นดูได้แล้วว่า เอ ตอนนี้ในบ้านเราคนสนใจเรื่องอะไรน้าาาา เสร็จแล้วคุณก็หยิบยกเรื่องนั้นแหละค่ะ นำมาทำเป็นคอนเทนต์ บิดมุมนำเสนอให้เกี่ยวกับเรื่องหลักที่คุณสอนเป็นประจำ อย่างตอนนี้ที่เอวาลอง search ดู ขึ้นคำว่า ลอยกระทง มาเยอะเลย

เทศกาล ลอยกระทง มีบทความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่คุณสอนยังไงบ้าง เช่น

7 ข้อคิดที่ฉันได้จากเทศกาลลอยกระทง

10 รายได้เสริมวันลอยกระทง (เช่น ทำกระทง ขายอาหาร ขายขนม ขายเครื่องดื่ม ลูกชิ้นทอด ฯลฯ)

10 ลิปสติกสีสวยปาดแล้วสวยในแสงเทียน

7 แฟชั่นไปลอยกระทง

เป็นต้นค่ะ เป็นไงคะ เริ่มสนุกแล้วใช่มั้ย

แล้วเครื่องมือนี้คุณจะใช้ค้นหาเทรนด์ในโลกก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แต่ในเมืองไทย

8. ไอเดียจากหนังสือ/ภาพยนตร์/การ์ตูน

หนังสือดีๆในบ้านเราเยอะมากๆครับ

แค่คุณได้อ่านก็ได้ประโยชน์แล้ว หยิบนำมาเล่าให้ผู้ติดตามได้รู้ด้วยสิครับ

อ่านครั้งแรกอาจเข้าใจแบบนึง เมื่อสอน เมื่อพูด ก็สามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นอีก

การ์ตูนเกี่ยวกับ Super Hero เป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีที่รอให้เข้าไปศึกษา

เรื่องราวของยอดมนุษย์ ผ่านความท้าทาย ผ่านช่วงวิกฤติเหมือนใกล้จะพ่ายแพ้ แต่สุดท้ายก็กลับมาต่อสู้และชนะได้ในที่สุด

และเรื่องราวของการให้ ช่วยเหลือผู้อื่นด้วย ไม่ใช่คิดแค่ตัวเองอย่างเดียว

เลือกซักเรื่องนึงที่ชื่นชอบ หยิบเอาข้อคิดออกมาเขียน มาบอกเล่าได้ค่ะ

9. เขียนเหมือนเพื่อนคุยกับเพื่อน

ข้อนี้สำคัญมากๆเลย คนเข้ามาเล่นเฟส อ่านไลน์ เค้าไม่ได้ต้องการเข้ามาจริงจังอะไรนี่คะรับเค้าเข้ามาหาเพื่อน เข้ามาคุยกับคน เข้ามาดูเรื่องสนุกๆ

หัวข้อที่คุณเขียนมันอาจเป็นเรื่องที่จริงจังได้ แต่คุณสามารถเล่าเรื่องให้น่าติดตามได้ เวลาเขียนให้เขียนเป็นภาษาพูด เขียนเหมือนกำลังเล่าให้เพื่อนฟัง ข้อนี้เอวาได้มาจาก T.Harv Eker ค่ะ

หนังสือ best seller เล่มหนึ่งของ Harv คือ The secrets of the millionaire mind

เพื่อนๆลองไปหาอ่านกันดูนะคะ ใครที่ได้อ่านจะรู้เลยว่า มันอ่านง่ายมาก แม้ไม่เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษมากก็อ่านได้รู้เรื่อง เพราะเค้าเขียนเป็นภาษาพูดค่ะ

นี่คือวิธีเขียนที่น่าติดตาม คงไม่มีใครอยากเข้ามาอ่านรายงาน หรือ มาอ่านเอกสารทางการหรอกจริงมั้ยครับ

เวลาพูด หรือ ถ่ายไลฟ์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ต้องใช้ภาษาอะไรทางการมาก พูดเหมือนคุยกับเพื่อน ถ้าคุณคุยกับเพื่อนได้ คุณก็สามารถพูดเล่าเรื่องได้ครับ คิดซะว่ากล้องมันก็คือเพื่อนคนหนึ่ง ไม่ต้องไปกลัวมันครับ

10. ออกไปเดินเล่น

เทคนิคนี้เอวาทำเป็นประจำเลยครับการออกกำลังกายคือวิธีกระตุ้นสมองอย่างดีที่สุดวิธีหนึ่งเลย เวลาคิดอะไรไม่ออก ไม่มีประโยชน์ที่จะนั่งจมอยู่อย่างนั้นแล้วคิดต่อแบบเครียดๆ

หยุดซะ แล้วออกไปเดินเล่นค่ะ สมองที่ปลอดโปร่ง อากาศดีๆ เสียงธรรมชาติ เสียงลม เสียงนก บรรยากาศเหล่านี้ดีมากๆสำหรับจินตนาการ

หลายๆไอเดียมูลค่าหลายหลัก เอวาก็ได้มาระหว่างที่รู้สึกสบายๆค่ะ เช่น เวลาอาบน้ำ เวลาเดินเล่นในสวน เวลานั่งรถเที่ยว

 

ประวัติก่อตั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 ประวัติก่อตั้งอนุสวรีย์ชัยสมรภูมิ

 ประวัติก่อตั้งอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ประวัติก่อตั้งอนุสวรีย์ชัยสมรภูมิ

ความสำคัญของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญและเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิตใน กรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส (สงครามอินโดจีน) สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีแล้ว

อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้ง

นั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2484 และจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นผู้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2485

สถาปนิกผู้ออกแบบอนุสาวรีย์คือ หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล และ กรมศิลปากร พร้อมศาสตรจารย์ศิลป์  พีระศรี เป็นผู้ควบคุมรูปปั้นหล่อประติมากรรมบุคคลทั้งห้า 5 เหล่าและควบคุมการสร้างอนุสาวรีย์
ประติมากรรมทหาร 5 เหล่า หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ใช้ดาบปลายปืน ซึ่งเป็นอาวุธประจำกายทหาร โดยใช้ดาบปลายปืนห้าเล่มรวมกัน จัดตั้งเป็นกลีบแบบลูกมะเฟือง ปลายดาบชี้ขึ้นบน ส่วน

คมของดาบหันออก ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กประดับหินอ่อน มีความสูงประมาณ 50 เมตร ดาบปลายปืนส่วนด้ามตั้งเหนือเพดานห้องโถงใหญ่ ซึ่งใช้เก็บกระสุนปืนใหญ่บรรจุอัฐิ

ทหารที่เสียชีวิตในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสด้านนอกตอนโคนดาบปลายปืน มีรูปปั้นหล่อทองแดง ขนาดสองเท่าคนธรรมดา ของนักรบ 5 เหล่า คือ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ และพลเรือน ศิลปินผู้ปั้นรูปเหล่านี้เป็นลูกศิษย์ของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เช่น สิทธิ

เดช แสงหิรัญ, อนุจิตร แสงเดือน, พิมาน มูลประสุข, แช่ม ขาวมีชื่อ ภายใต้การควบคุมของ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีด้านนอกของผนังห้องโถง เป็นแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต ราย

นามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 นาย เป็นทหารบก 94 นาย ทหารเรือ 41 นาย ทหารอากาศ 13 นาย และตำรวจสนาม 12 นาย จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิต

และผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นายความสำคัญอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิยามค่ำคืนาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นาย

คงจะมีน้อยคนนักในประเทศไทย ที่ไม่รู้จัก “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” บางท่านเห็นและคุ้นชินด้วยตาทุกวัน บางท่านใช้เป็นจุดนัดพบ บางท่านเห็นผ่านสื่อประเภทต่างๆ แต่ก็คงจะลืมไปแล้ว

ว่ามีความเป็นมาและความหมายอย่างไร และในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ของทุกปี ทางราชการก็ได้กำหนดให้เป็นวันทหารผ่านศึก มีการจัดกิจกรรมเพื่อทหารผ่านศึกที่ “อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ” อนุสาวรีย์ทุกแห่งล้วนมีความหมายและความทรงจำที่แฝงอยู่ ถือได้ว่าอนุสาวรีย์เป็นสิ่งก่อสร้าง

ในลักษณะประติมากรรม ที่มีผลในแง่สัญลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงเหตุการณ์หรือคุณความดีของบุคคล

สำหรับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมินั้น ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งชาติ และการจำลองพระพุทธรูปสำคัญ พ.ศ.2520 กำหนดให้อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิจัดอยู่ในประเภท “อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญ” คือสิ่งก่อสร้างที่เป็นเครื่องหมาย น้อมนำให้ระลึกถึงวีรกรรม

หรือคุณความดีของบุคคลที่ได้ประกอบกรณียกิจ เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ไว้แก่บ้านเมืองไทย เพื่อเป็นที่รวมพลังใจ ศรัทธา และความนิยมนับถือของประชาชน และเป็นแบบฉบับแก่อนุชนไทยสืบต่อไป

กรณีพิพาทระหว่างไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศส เป็นต้นกำเนิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ในขณะที่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังรบติดพันอยู่ในทวีปยุโรปนั้น ฝรั่งเศสกำลังล่าอาณานิคมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยกับฝรั่งเศสได้มีการลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกัน เมื่อวันที่ 12

มิถุนายน 2483 (78 ปีล่วงมาแล้ว) แต่สนธิสัญญาดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับ เนื่องจากยังไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนสัตยาบันซึ่งกันและกัน ต่อมาฝรั่งเศสได้ขอให้สนธิสัญญานี้มีผลใช้บังคับ

โดยไม่ต้องมีการแลกเปลี่ยนสัตยาบัน เพื่อที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนในอาณานิคมอินโดจีน เนื่องจากในทวีปยุโรป ฝรั่งเศสกำลังพ่ายแพ้เยอรมัน และในทวีปเอเชีย ดินแดนส่วนใหญ่กำลังถูกคุกคามจากญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้อาณานิคมอินโดจีนของฝรั่งเศสไม่ปลอดภัยไปด้วย

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ตอบฝรั่งเศสในการยินดีตกลงปฏิบัติตามสนธิสัญญา ถ้าฝรั่งเศสยอมรับข้อเสนอของไทย 3 ประการ คือ 1) ขอให้มี

การวางแนวเส้นเขตแดนตามลำน้ำโขง ให้เป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยให้ถือร่องน้ำลึกเป็นเส้นเขตแดน 2) ขอให้ปรับปรุงเส้นเขตแดนให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือถือแม่น้ำ

โขงเป็นเส้นเขตแดน ระหว่างไทยกับอินโดจีน ตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้จนถึงเขตกัมพูชา โดยให้ฝ่ายไทยได้รับดินแดนทางฝั่งแม่น้ำโขง ตรงกับหลวงพระบาง และตรงข้ามกับปากเซคืนมา

3) ขอให้ฝรั่งเศสรับทราบว่า ถ้าไม่ได้ปกครองอินโดจีนแล้ว ฝรั่งเศสจะคืนลาวและกัมพูชาให้ไทย

ฝรั่งเศสปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ความตึงเครียดของสถานการณ์เกิดขึ้น และในที่สุด ฝรั่งเศสก็ได้เป็นผู้ริเริ่มก่อการวิวาทขึ้นก่อน โดยนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 28

พฤศจิกายน 2483 ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันรักษาอธิปไตย โดยใช้กำลังทหารและตำรวจสนามเข้าต่อสู้ตามชายแดนไทยด้านอินโดจีน โดยจัดกำลังเป็นกองทัพบกสนาม มีพลตรีหลวงพิบูลสงครามเป็นแม่ทัพบก พันเอกหลวงวิชิตสงครามเป็นเสนาธิการ กองกำลังประกอบด้วย

1) กองทัพบูรพา มีพันเอกหลวงพรหมโยธีเป็นแม่ทัพ มีกองพลผสมปราจีน กองพลผสมอรัญ กองพลจันทบุรี และกองหนุนบูรพามีภารกิจในการเข้าตีด้านกัมพูชา เพื่อยึดพนมเปญและทำการยุทธ์บรรจบกับกองทัพอีสานที่พนมเปญ

2) กองทัพอีสาน มีพันเอกหลวงเกรียงศักดิ์พิชิต เป็นแม่ทัพ มีกองพลอุดร กองพลอุบลและกองหนุนอีสาน มีภารกิจในการเข้าตีด้านลาวทำการรุกไปยังจำปาศักดิ์สตรึงเตรงและตะวันออกของศรีโสภณ

3) กองพลพายัพ มีพันโทหลวงหาญสงครามเป็น ผบ.พล. มี ร.พัน 28 นครสวรรค์ ร.พัน 29 พิษณุโลก ร.พัน 30 ลำปาง ร.พัน 31 เชียงใหม่ มีภารกิจในการเข้าตีด้านลาว (ฝั่งตรงข้ามหลวงพระบาง)

4) กองพลผสมปักษ์ใต้ มีพันเอกหลวงเสนาณรงค์เป็น ผบ.พล. มีกองพลสงขลา กองพลนครศรีธรรมราช มีภารกิจในการป้องกันมิให้ข้าศึกทางแหลมมลายูบุกรุกเข้ามาได้ทั้งทางบกและทางน้ำ

5) กองทัพเรือ มีพลตรีหลวงสินธุสงครามชัย เป็นแม่ทัพเรือ มีภารกิจส่งกองพันนาวิกโยธินไปสมทบกับกองพันทหารม้าที่ 4 ที่จันทบุรี ช่วยเหลือในการลำเลียงยุทธสัมภาระจากพระนครไปส่งให้กองพลจันทบุรีรับผิดชอบการรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล ลาดตระเวนค้นหาข้าศึก เพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของข้าศึกด้านฝั่งตะวันออกของอ่าวไทย

ระหว่างที่ยังเป็นข้อถกเถียงกัน ในเรื่องว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบดูแลพื้นที่ส่วนของ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ อนุสาวรีย์ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 76 ปี ซึ่งล่าสุดทาง กรุงเทพมหานครได้ออกมาขอรับผิดชอบในการดูแลพื้นที่ตรงนี้แล้ว แต่ก่อนที่จะมีการบูรณะ ต้องได้รับการเห็นชอบจากหน่วยงานหลายฝ่ายก่อน

  1. หม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล สถาปนิกประจำกรมโยธาธิการ ผู้ออกแบบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และศาลท่านท้าวมหาพรหม โรงแรมเอราวัณ และตึกสันติไมตรีหลังนอก ภายในทำเนียบรัฐบาลอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิสร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนวีรกรรมของทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่เสียชีวิตไปในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสเรื่องการปรับปรุงพรมแดนไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศส ซึ่งในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 59 คน ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน และยังเป็นที่จารึกรายนามทหารที่เสียชีวิต ในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี มีแผ่นทองแดงจารึกนามผู้เสียชีวิต รายนามผู้ที่ได้รับการจารึกไว้มีทั้งสิ้น 160 นาย  จนถึงปัจจุบันแผ่นทองแดงจารึกรายนามผู้เสียชีวิต และผู้สละชีพเพื่อชาติจากสงครามต่าง ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2483-พ.ศ. 2497 รวมทั้งสิ้น 801 นาย

 

 

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม เมืองริมฝั่งโขง

นครพนม  อีกหนึ่งจังหวัดน่าเที่ยวในภาคอีสาน  ที่ตั้งของเมืองนี้ที่อยู่ติดริมฝั่งโขง ทำให้มีทัศนียภาพอันสวยงาม บรรยากาศแสนสงบผู้คนเป็นมิตร เหมาะสำหรับมาปล่อยกาย ปล่อยใจ ใช้ชีวิตแบบช้า ช้า เป็นดินแดนแห่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ นอกจากพระธาตุพนมปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองอันมีชื่อเสียงแล้ว  ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน   อีกทั้งยังมากด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ทรงคุณค่า เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าแก่น่าเยี่ยมชม  จนทำให้ผู้คนต่างให้จำกัดความของนครพนมว่า ” เมืองแห่งความสุข ”  ที่ควรปักหมุดไว้ในแผนที่การเดินทาง มาถึงนครพนมแวะเที่ยวที่ไหนได้บ้าง จัดเต็มมาให้แล้วสำหรับที่เที่ยว กิน เด็ดๆของนครพนม

พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ในอำเภอธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร  เป็นพระธาตุประจำปีเกิดของปีวอกและผู้ที่เกิดวันอาทิตย์   พระธาตุพนมไม่เพียงแต่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวนครพนมเท่านั้นยังเป็นที่ เคารพของชาวไทยภาคอื่น ๆ และชาวลาวอีกด้วย ว่ากันว่า ถ้าใครได้มานมัสการพระธาตุครบ 7 ครั้ง ถือว่าเป็น “ลูกพระธาตุ” เป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและจะมีความเจริญรุ่งเรือง หรือแม้แต่การได้มากราบพระธาตุพนม 1 ครั้ง ก็ถือ เป็นมงคลแก่ชีวิตแล้ว

ข้อมูลเพิ่มเติม คลิ๊ก  พระธาตุพนม 

เมื่อมาสักการะพระธาตุพนมแล้ว แน่นอนต้องแวะมา พระธาตุเรณูนคร อีกหนึ่งพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ขึ้นชื่อ พระธาตุเรณูนคร ประดิษฐานอยู่วัดพระธาตุเรณู  องค์พระธาตุมีสีชมพูงดงามโดดเด่น  เป็นพระธาตุประจำวันจันทร์เชื่อกันว่าผู้ที่ไปนมัสการจะได้รับอานิสงส์ ส่งผลให้มีวรรณะงดงาม ผุดผ่องดังแสงจันทร์ นอกจากนี้ภายในโบสถ์ยังประดิษฐานพระองค์แสน  เป็นพระพุทธรูปทองคำศิลปะแบบลาวปางสมาธิ พระคู่บ้านของอำเภอเรณูนคร มีพุทธ ลักษณะสวยงามมาก

มาถึงนครพนม อีกหนึ่งกิจกรรมห้ามพลาด คือ  เข้าตัวเมืองนครพนม ชมบรรยากาศริมโขง ให้ผ่อนคลายสบายอารมณ์  นครพนมมีถนนที่ทอดยาวเรียบฝั่งแม่น้ำโขง ชื่อว่า ถนนสุนทรวิจิตร  ถนนเส้นนี้ได้จัดทำเป็นเส้นทางเดินและเส้นทางจักรยาน  บรรยากาศสุดชิล ลมพัดเย็นสบายโดยเฉพาะในฤดูหนาว อากาศเย็นราวกับเดินเที่ยวอยู่บนดอยในภาคเหนือ  เหมาะสำหรับมาเดินเล่นสูดบรรยากาศบริสุทธิ์ในยามเช้าหรือยามเย็น  ฝั่งตรงข้ามของถนนสุนทรวิตร  คือ วิวทิวทัศน์ภูเขาหินปูนที่เรียงรายทางฝั่งลาว สวยสดงดงาม นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่ตั้งอยู่บริเวณเลียบโขงอีกหลายแห่ง ที่ไม่ควรพลาดแวะชม

พญาศรีสัตตนาคราช  แลนด์มาร์คของนครพนม ประดิษฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง บนลานศรีสัตตนาคราช ถนนสุนทรวิจิตร  เป็นองค์พญานาคทองเหลืองที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน  พญาศรีสัตตนาคราช มีความเด่นสง่าเพราะมี 7 เศียร ลำตัวเดียว  ซึ่งต่างร่ำลือว่า หากใครมาขอพรหรือบนบานองค์พญาศรีสัตตนาคราช อาจสัมฤทธิ์ผลเพราะเชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์  ทำให้บรรยากาศ บริเวณนี้คักคักไปด้วย ผู้คนแน่นขนัดจากทั่วสารทิศทุกวัน โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์  สำหรับใครที่มาถึงนครพนมต้องไม่พลาดแวะมากราบไหว้ของพรองค์พญาศรีสัตตนาคราชเพื่อความเป็นสิริมงคล

ข้อมูลเพิ่มเติม  พญาศรีสัตตนาคราช

นครพนม มีมุมอาร์ตน่ารักผ่านภาพวาด Street art เช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่ภาพ แต่ช่วยสร้างสีสันของการมาเที่ยว ชวนให้มาโพสต์ท่าถ่ายรูปชิค รวมทั้งยังมีภาพวาด และมุมคลาสสิคของความเป็นเมืองเก่า บนถนนสุนทรวิจิตร ถนนเลียบฝั่งโขง มีทั้ง หอนาฬิกาเวียดนามนุสรณ์ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในบริเวณนี้ อาคารตึกรามบ้านช่องเก่าแก่ ร้านอาหาร ร้านกาแฟดีไซน์ชิค คูล ที่เรียงรายทอดยาวเลียบชายโขง ให้แวะเวียนเที่ยวเล่นได้ตลอดทั้งวัน

ข้อมูลเพิ่มเติม   Street art  นครพนม

หอนาฬิกาเวียดนามอนุสรณ์ สัญลักษณ์ อีกแห่งหนึ่งของนครพนม ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าบนถนนสุนทรวิจิตร ตัวอาคารถูกทาสีด้วยสีชมพูอ่อน หากใครมาตัวเมืองนครพนมต้องไม่พลาด หอนาฬิกาแห่งนี้ถูกสร้างโดยชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในนครพนม เพื่อเป็นที่ระลึกก่อนย้ายกลับเวียดนามตามท่านโฮจิมินห์ หลังชนะสงครามภายในประเทศ เมื่อครั้งฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามเดียนเบียนฟู  ชาวเวียดนามที่ลี้ภัยมาอาศัยในนครพนมได้ร่วมกันสร้างหอนาฬิกาขึ้นเพื่อระลึกถึงไมตรีจิตของคนไทย สร้างเมื่อ พ.ศ.2503 สูงประมาณ 50 เมตร จุดนี้เป็นเหมือนการขอบคุณคนไทยของชาวเวียดนามที่ได้สร้างขึ้น

พระธาตุนคร พระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดวันเสาร์ ประดิษฐานที่วัดมหาธาตุ ถ.สุนทรวิจิตร  บริเวณริมฝั่งโขง พระธาตุนคร มีลวดลายอันวิจิตรบรรจงตระการตา ลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส รูปทรงตามแบบพระธาตุพนม  หากใครมีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดนครพนม จึงไม่ควรพลาดที่จะไปกราบสักการะพระธาตุนคร เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง ครอบครัว คนใกล้ชิด อธิษฐานจิตให้ดำรงชีวิตอยู่ในความไม่ประมาท เร่งทำความดีเพื่อสะสมเป็นพลังบุญไว้แก่ตนเองในภายภาคหน้า

ข้อมูลเพิ่มเติม พระธาตุนคร 

สถานที่สำคัญอีกแห่งที่ถือเป็นเกียรติประวัติของนครพนม เพราะเคยเป็นสถานที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดนครพนม เพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ทอดพระเนตรงานประเพณีไหลเรือไฟเป็นครั้งแรก และประทับที่จวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังนี้  อาคารมีความสวยงามด้วยศิลปะโคโลเนียลแบบตะวันตก เพราะได้รับอิทธิพลในรูปแบบการก่อสร้างจากฝรั่งเศส ช่วงสมัยสงครามอินโดจีน  ปัจจุบันกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  และจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ประจำจังหวัดนครพนม ปรับปรุงให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

ข้อมูลเพิ่มเติม  พิพิธภัณฑ์จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม 

ตั้งอยู่บริเวณริมเแม่น้ำโขง เป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่สวยงาม ก่อสร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1926 โดยบาทหลวงเอดัวร์ นำลาภ อธิการโบสถ์ วัดนักบุญอันนาหนองแสงนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีคนหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่รวมกัน เช่น คนญวน คนไทย คนจีน คนลาวเป็นต้น วัดนักบุญอันนา สวยงามแปลกตา โบสถ์มีลักษณะเป็นหอคอยคู่ เป็นยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า มองเห็นได้ในระยะไกล

ข้อมูลเพิ่มเติม วัดนักบุญอันนา 

สถานที่นี่ไม่ได้ตั้งอยู่ริมโขง  แต่ตั้งอยู่ในตัวเมืองไม่ไกลจากริมฝั่งโขงมากนัก  อยู่ภายในศาลากลางจังหวัดนครพนม มีความโดดเด่น  คือ อาคารเก่าแก่สีเหลืองสวยงามที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมผสมระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและยุโรปในรูปแบบเรอเนสซอง  สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕   หอสมุดแห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมมรดกทางสติปัญญาของชาติที่อยู่ในรูปของหนังสือ สิ่งพิมพ์ โสตทัศนวัสดุ หนังสือภาษาโบราณ หนังสือตัวเขียน จารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือหายากที่ผลิตขึ้นในภูมิภาค

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติฯนครพนม 

อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์ แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่บ้านหนอกจอก อำเภอเมือง  บนเนื้อที่ 7 ไร่ เพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่ประธานโฮจิมินห์ ที่มาอาศัยอยู่บ้านนาจอก ในช่วงสงครามอินโดจีน เพื่อกอบกู้เอกราชจนสำเร็จ ภายในบริเวณอนุสรณ์สถานได้จัดสร้างอาคารสถาปัตยกรรมเวียดนามและไทยได้อย่างลงตัว ทั้งซุ้มประตู สระน้ำและสะพานข้ามไปยังอาคารรูปปั้นประธานโฮจิมินห์ ส่วนด้านหลังอาคารมีภูเขาจำลองตั้งตระหง่านอยู่ด้วย เป็นสถานที่สวยงามมาก  มีการจัดตกแต่งดูแลรักษาอย่างดี

ข้อมูลและภาพเพิ่มเติม  อนุสรณ์สถานประธานโฮจิมินห์

บ้านลุงโฮ หรือที่มีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า บ้านท่านโฮจิมินห์  ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านนาจอก ตำบลหนองญาติ อำเภอเมือง เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ที่ได้มีการจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ ที่ครั้งหนึ่งอดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม นายโฮจิมินห์ได้เคยเข้ามาอาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อกอบกู้เอกราชของเวียดนามในช่วงระหว่างการทำสงคราม เพื่อเตรียมการปฏิวัติสู้กับประเทศฝรั่งเศส

ข้อมูลเพิ่มเติม บ้านลุงโฮ 

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3  สะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย (นครพนม) กับประเทศลาว(คำม่วน) พื้นที่ฝั่งไทยที่บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนมฝั่งลาวอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน เป็นสะพานที่มีความสวยงามมากอีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย มีวิวข้างหลังเป็นภาพภูเขาหินปูนของประเทศลาวลูกน้อยใหญ่ที่เรียงรายสลับซับซ้อน  บริเวณด้านล่างสะพานมีจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นสะพานได้จากข้างล่าง ตั้งอยู่ริมฝั่งโขงสามารถมาเดินเล่นพักผ่อนรับลมเย็น ที่พัดมาจากฝั่งลาว

ข้อมูลเพิ่มเติม สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 

คาเฟ่สุดเท่ชื่อดังแห่งนครพนม รายล้อมด้วยภูเขาต้นไม้ และสนามหญ้าสีเขียวสดใส ให้ฟีลเหมือนคาเฟ่ในเขาใหญ่ ตัวร้านสีดำทรงสามเหลี่ยมแบบโมเดิร์น ได้กลิ่นอายแบบบ้านนอร์ดิก ด้านหน้ามีป้ายสีเหลืองบอกทิศทางยังประเทศต่างๆ ได้ฟีลแบบเมืองนอกไปอีก  ส่วนพื้นที่ภายนอกตั้งอยู่ในสวนและสนามหญ้าสีเขียว ตกแต่งหลากหลายสไตล์ ทั้ง แบบแคมปิ้ง พร้อมมุมเก๋ให้ถ่ายรูปอีกหลายมุม บันไดสวรรค์สีขาว ซุ้มรังนก บ้านสวนหลังน้อย ซุ้มธงราว และชิงช้านั่งเล่น พร้อมเสิร์ฟกาแฟสดรสชาติเข้ม และเมนูเครื่องดื่มหวานเย็นหลากหลายเมนู รสชาติเยี่ยม พลาดไม่ได้ เมนูแนะนำ พิซซ่าโฮมเมดแบบอิตาลีแท้ๆ แป้งบางกรอบ จานโต หน้าแน่น ทานอิ่มจุใจ

 

 

 

 

 

ประโยชน์ของ “กัญชา

ประโยชน์ของ “กัญชา

ประโยชน์ของ "กัญชา

ประโยชน์ของ “กัญชา

กระทรวงสาธารณสุข เพิ่งปลดล็อก “ใบกัญชา-กัญชง” พ้นจากบัญชียาเสพติด โดยเหตุผลที่ได้รับการปลดล็อก เนื่องจากว่าสรรพคุณของกัญชาให้ประโยชน์อย่างมากมาย และในอนาคตจะทำให้เกิดการเอื้อประโยชน์ในทางการแพทย์นำไปศึกษาถึงสรรพคุณของกัญชาและกระท่อมในการรักษาอาการเจ็บป่วย และเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้นต่อไป

“กัญชา” มีชื่อวิทยาศาสตร์คือ Cannabis sativa เป็นพืชล้มลุก มีใบเป็นแฉก 5-8 แฉก ลำต้นสูง 3-5 เมตร กัญชามีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหรือ สาร THC (Tetrahydrocannabinol) มีฤทธิ์ทำให้ติดและเมา และ CBD (Cannabidiol) สารต้านฤทธิ์เมา ไม่มีผลต่อจิตประสาท ช่วยลดผลข้างเคียงจากจิตและประสาทจาก THC มีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบ ลดการชักเกร็ง ช่วยให้สงบ ผ่อนคลาย และมีคุณสมบัติยังยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอกหลายชนิดในหลอด

กัญชา มี 3 สายพันธุ์ย่อย ดังนี้

– C. sativa spp sativa แถบบริเวณเส้นศูนย์สูตร โคลัมเบีย, เม็กซิโก, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และไทย

– C. sativa spp indica ปากีสถาน, อัฟกานิสถาน, โมร็อกโก และทิเบต

– C. sativa spp ruderralis อากาศหนาวเย็น ตอนกลางของรัสเซีย

สำหรับประโยชน์ของกัญชานั้น มีงานวิจัยหลายแห่งรายงานผลว่า สารสกัดจากกัญชามีสรรพคุณรักษาอาการของโรคต่างๆ ดังนี้

1. รักษาภาวะเบื่ออาหาร กัญชาใช้เป็นสารกระตุ้นความอยากอาหาร จะช่วยชะลอน้ำหนักลดในผู้ป่วยมะเร็ง

3. รักษาโรคลมชักที่รักษายากและโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง4. รักษาภาวะปวดประสาทส่วนกลาง ที่ใช้วิธีการรักษาอื่นๆ แล้วไม่ได้ผล

5. บรรเทาหอบหืด ยาแก้หอบหืดทุกตัวมีข้อเสียคือมีข้อจำกัด ทั้งประสิทธิภาพและผลข้างเคียง เนื่องจากกัญชาขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม

6. การใช้กัญชาในการรักษาต้อหิน คือ การรักษาตาต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับสองที่ทำให้ คนตาบอดในสหรัฐ คนอเมริกาเกือบล้านที่ป่วยด้วยต้อหินที่รักษาได้ด้วยกัญชา กัญชาทำให้ความดัน ภายในลูกนัยน์ตาลดลงได้ดีหลายชั่วโมงในคนปกติและในคนที่ความดันลูกนัยน์ตาสูงจากต้อหิน การให้กัญชาทางปากหรือทางหลอดเลือดดำให้ผลเหมือนกัน ซึ่งขึ้นกับชนิดอนุพันธ์กัญชามากกว่า จะเกิดจากฤทธิ์กล่อมประสาทของกัญชา กัญชาไม่ได้รักษาโรคขาด แต่ช่วยยับยั้งการบอดไม่ให้เป็นมากขึ้น เมื่อยาทั่วไปไม่อาจช่วยได้ และการผ่าตัดเป็นเรื่องเสี่ยงเกินไป

7. ลดอาการปวด สารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ส่วนใหญ่โดยเฉพาะ THC สามารถช่วยลดอาการปวดเรื้อรัง และช่วยให้สามารถนอนหลับได้เพิ่มขึ้น และช่วยลดอาการปวดข้อ แต่สำหรับอาการปวดเรื้อรังในผู้ป่วยมะเร็งนั้นยังไม่มีข้อสรุปทางคลินิกที่ชัดเจน

8. รักษาโรคพาร์กินสัน แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

9. รักษาโรคอัลไซเมอร์ แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

 

10. รักษาโรคปลอกประสาทอักเสบอื่นๆ (ที่ไม่ใช่ปลอกประสาทเสื่อมแข็ง) แต่ยังต้องการงานวิจัยสนับสนุนเพิ่มเติม

11. นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ เปิดเผยถึงข้อมูลในตำราพระโอสถพระนารายณ์ และตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ พบตำรับยาไทยที่เข้ากัญชาอยู่หลายตำรับ เช่น

– ตำรับศุขไสยาศน์ สรรพคุณช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปวด เจริญอาหาร นำมาใช้ทดแทน/เสริมกับยาแผนปัจจุบันในกลุ่มยานอนหลับ ยาคลายเครียด

– ตำรับทำลายพระสุเมรุ มีฤทธิ์ช่วยแก้อาการแข็งเกร็งจากอัมพฤกษ์ อัมพาต

– ตำรับน้ำมันสนั่นไตรภพ ช่วยเรื่องท้องมาน ท้องบวม คลายลมในท้อง ท้องอืดจากโรคมะเร็งตับ ใช้ทาบริเวณท้อง

– ตำรับทัพยาธิคุณ ช่วยเรื่องโรคเบาหวาน ลดน้ำตาล

12. รักษาโรคริดสีดวงทวาร เมื่อทายาริดสีดวงและโรคผิวหนังเป็นประจำ พบว่าอาการอักเสบและอาการปวดลดลง หัวริดสีดวงที่โผล่ออกมานอกหรืออยู่รอบๆรูทวารฝ่อลง

13. รักษามะเร็ง สารสกัดจากกัญชาอาจยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งปอดและยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกมะเร็งบางอย่างในหนูทดลองได้ หลังจากนั้น เมื่อมีการวิจัยเพิ่มขึ้น พบว่าสารสกัดจากกัญชาสามารถต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ ได้จริง โดยการยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดของก้อนมะเร็ง (Angiogenesis) และลดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็งไปยังส่วนอื่นๆ (Metastasis) ในโรคมะเร็งหลายชนิด ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรแกรมการตายของเซลล์มะเร็ง (Program cell death) ผ่านกระบวนการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

แต่อย่างไรก็ตาม ประสิทธิผลของการรักษาโรคมะเร็งด้วยสารสกัดกัญชา จึงต้องมีการศึกษาวิจัยในรายละเอียดแต่ละประเด็นต่อไป

14. คลายความวิตกกังวล จากประวัติการใช้กัญชาเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายในอดีตทำให้มีความเป็นไปได้ที่สารกลุ่มแคนนาบินอลน่าจะมีฤทธิ์คลายความวิตกกังวล แต่อย่างไรก็ตามพบว่ากลไกการออกฤทธิ์นั้นซับซ้อนและยังไม่มีการอธิบายที่ชัดเจน จากรายงานทางคลินิกพบว่าการใช้สาร Fatty acid amide hydrolase inhibitors (FAAH inhibitors) ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Endocannabinoids มีความสามารถในการลดอาการวิตกกังวลได้ ปัจจุบันสารหลายชนิดในกลุ่มนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบทางคลินิก

  • ต้นกัญชา จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกฤดูเดียว มีความสูงได้ประมาณ 1-3 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ตั้งตรง ลักษณะของลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนสีเขียวอมเทาและไม่ค่อยแตกสาขา ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด ขึ้นได้ในดินทุกชนิด ถ้าปลูกในดินร่วนซุยและมีอาหารอุดมสมบูรณ์จะงอกงามดีมาก พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย มีเขตการกระจายพันธุ์ในอัฟกานิสถาน ทวีปแอฟริกาเขตร้อน ทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ และฮาวาย พบปลูกมากในยุโรป ประเทศบราซิล อเมริกันแถบตะวันออก และปลูกมากตามแนวเขาทางภาคเหนือของประเทศไทย
  • ใบกัญชา ใบเป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบแตกออกเป็นแฉก ๆ ประมาณ 5-8 แฉก แต่ละแฉกเป็นรูปยาวรี ปลายและโคนสอบ ส่วนขอบใบทุกแฉกเป็นหยักแบบฟันเลื่อย มีขนาดกว้างประมาณ 0.3-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ลักษณะของใบโดยรวมจะคล้าย ๆ กับใบละหุ่ง ใบฝิ่นต้น และใบมันสำปะหลัง ผิวใบด้านบนเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างท้องใบมีสีเทาอ่อนเล็กน้อย มีขนต่อมกระจายทั่วผิวใบด้านบน ส่วนด้านล่างมีขนอ่อนนาบไปกับแผ่นใบ ก้านใบยาวประมาณ 4-15 เซนติเมตร ในก้านหนึ่งจะมีใบเดี่ยว 3-11 ใบ มีกลิ่นเหม็นเขียว
  • ดอกกัญชา ออกดอกเป็นช่อที่ง่ามใบหรือปลายกิ่ง ดอกเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีทั้งดอกช่อเพศผู้และดอกช่อเพศเมีย ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียจะแยกกันอยู่คนละต้น โดยช่อดอกและใบของต้นเพศผู้จะจัดเรียงตัวกันแบบห่าง ๆ (ภาพแรก) ซึ่งต่างจากต้นเพศเมียที่จะเรียงชิดกัน ดอกเล็ก และดอกเพศเมียจะมีกลีบเลี้ยงหุ้มอยู่
  • ผลกัญชา ผลแห้งขนาดเล็ก เมล็ดล่อน ไม่แตก ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กว้าง ผิวผลเรียบเป็นมัน สีน้ำตาลแกมเทาหรือสีเทาเข้ม มีใบประดับหุ้ม ในผลจะมีเมล็ดขนาดเล็ก เมล็ดมีลักษณะกลม
  • สรรพคุณของกัญชา
    1. ตำรายาไทยจะใช้เมล็ดกินเป็นยาชูกำลัง ช่วยเจริญอาหาร แต่ถ้ากินมากจะมีอาการหวาดกลัวและหมดสติ (เมล็ด)
    2. ยอดอ่อนเมื่อนำมาสกัดด้วยแอลกอฮอล์ จะได้สารที่เรียกว่า “ทิงเจอร์แคนเนบิสอินดิคา” ซึ่งเป็นน้ำยาสีเขียว เมื่อกินเข้าไปประมาณ 5-15 หยด จะมีสรรพคุณเป็นยาช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท เป็นยาสงบเส้นประสาท ทำให้นอนหลับ เคลิ้มฝัน แก้โรคสมองพิการ เป็นยาระงับปวด และเป็นยาแก้อักเสบ (ยอดอ่อน)

    ดอกใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท เช่น นอนไม่หลับ คิดมาก หรือใช้กับผู้ป่วยที่เบื่ออาหาร โดยนำมาปรุงเป็นอาหารให้กิน (ดอก)

    1. ใบใช้เป็นยาแก้ไข้ผอมเหลือง ไม่มีกำลัง ตัวสั่น เสียงสั่น (ใบ)
    2. ใบกัญชา ใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด ช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม ด้วยการนำใบสดมาหั่นให้เป็นฝอย แล้วเอาไปตากแห้ง จากนั้นจึงนำมาสูบเป็นยารักษาโรค (ใบ)
    3. ใช้ดอกผสมกับยาฉุนพญามือเหล็ก นำมาหั่นแล้วสูบเป็นยาช่วยกัดเสมหะในลำคอ (ดอก)
    4. เมล็ดใช้เป็นยาแก้กระหายน้ำ (เมล็ด)
    5. น้ำยาสีเขียวที่สกัดได้จากยอดอ่อนด้วยแอลกอฮอล์ มีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง (ยอดอ่อน)ส่วนเมล็ดก็มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิดเช่นเดียวกับยอด (เมล็ด)
    6. เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องผูก ใช้เป็นยาแก้ท้องผูกในคนสูงอายุได้ดี ด้วยการใช้เมล็ดซึ่งมีน้ำมัน 30% ให้ใช้ร่วมกับตัวยาอื่น ๆ ในตำรับยา (เมล็ด)
    7. ยาพื้นบ้านล้านนาจะใช้เมล็ดกัญชาจำนวน 3 เมล็ด นำมาผสมกับพริกไทย 3 ผล บดให้เป็นผง ใช้ผสมกับน้ำกินทุกคืนเป็นยาคุมกำเนิดสำหรับสตรี (เมล็ด)
    8. ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติของสตรี (ทั้งต้น)
    9. ทั้งต้นใช้ภายนอกเป็นยาแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน (ทั้งต้น)
    10. ใช้เป็นยาแก้กล้ามเนื้อกระตุก (ทั้งต้น)
    11. ช่วยลดอาการเจ็บปวดจากโรคไขข้ออักเสบ
    12. นอกจากสรรพคุณที่กล่าว ในทางการแพทย์ยังใช้ประโยชน์จากกัญชาในการรักษาโรคและบรรเทาอาการอย่างหลากหลาย เช่น ใช้แก้ปวดหัวไมเกรน แก้อาการสั่นเพ้อ แก้อาการไอ อ่อนล้า ปวดประจำเดือนของสตรี โรคข้อ หรือกระทั่งโรคมะเร็งบางชนิด