นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง สามารถทำความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่

นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง สามารถทำความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่

นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง สามารถทำความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่

นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง สามารถทำความเร็วได้สูงสุดเท่าไหร่

วีลแชร์เรซซิ่ง เป็นชนิดกีฬาที่สร้างความสำเร็จให้กับทัพนัก กีฬา พาราลิมปิกไทยในทุก ๆ ครั้ง ปัจจุบันนักกีฬาไทยคว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์ ในกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2000 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 เหรียญทอง แล้วจนถึงขณะนี้

อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันของนักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่ง คือรถเข็นที่ใช้ในการเคลื่อนไหวไปข้างหน้าสำหรับทำความเร็ว เพื่อเข้าเส้นชัย ลักษณะของรถวีลแชร์สำหรับการแข่งขันมีล้อหลักสองล้อ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 13.5 ถึง 15 นิ้วครึ่ง (33 -40 เซนติเมตร)

มีความชันล้อประมาณ 12 องศา เพื่อเป็นปัจจัยในการทรงตัวของรถ มีล้อด้านหน้าเพื่อช่วยสร้างสมดุลให้กับนักกีฬาและป้องกันการล้มหรืออุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น วิธีการควบคุมรถคือ นักกีฬาจะปั่นกงล้อไปด้วยพละกำลังแขน พร้อมทั้งควบคุมทิศทางขณะเข้าโค้งด้วยวิธีบังคับทิศทางที่ล้อหรือที่แฮนด์ในบางรุ่น

ปัจจุบันการจัดประเภทของการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่งในพาราลิมปิกเกมส์ แบ่งเป็น 4 ประเภทตามลักษณะความสมบูรณ์ของร่างกาย โดยประเภท T51 และ T52 เป็นคลาสสำหรับนักกีฬาที่สามารถควบคุมกำลังแขนส่วนบนอย่างจำกัด, T53 สำหรับนักกีฬาที่ไม่สามารถใช้ช่วงท้องในการออกแรงได้อย่างสมบูรณ์ และคลาส T54 สำหรับนักกีฬาที่สภาพร่างกายปกติตั้งแต่ช่วงเอวขึ้นไป

เทคโนโลยีของวีลแชร์เรซซิ่ง มีการพัฒนาขึ้นจากสมัยก่อน โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยให้นักกีฬาสามารถทำความเร็วได้มากขึ้น  ปัจจุบันรถที่ใช้แข่งขัน วีลแชร์เรซซิ่ง มีน้ำหนักเพียง 8-10 กิโลกรัมเท่านั้น

ดังนั้นหลักการทำความเร็วจึงคล้ายกับการปั่นจักรยาน ที่จำเป็นต้องใช้แรงสำหรับการออกตัว และเมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จนคงที่ นักกีฬาก็จะผ่อนความเร็วลง ดังนั้นการออกตัวในประเภทวีลแชร์ระยะสั้น จึงมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันในระยะกลางหรือระยะไกล เนื่องจากในระยะสั้น 100 เมตร หรือ 200 เมตร จะต้องใช้แรงในการหมุนล้อมากกว่า

นักคณิตศาสตร์ มีการเทียบความเร็วเฉลี่ยของการแข่งขันวีลแชร์เรซซิ่ง บันทึกแต่ละครั้งจะพบว่า ความเร็วของวีลแชร์จะลดลงเมื่อระยะทางไกลยิ่งขึ้น แต่หากเทียบสำหรับระยะทางไม่เกิน 10,000 เมตร ความเร็วเฉลี่ยที่นักกีฬาสามารถทำได้ จะอยู่ที่ 7-9 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 25.2 – 32.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากคิดคำนวณจากการพล็อตกราฟ จะได้กราฟในลักษณะ ลอการิทึ่ม (Logarithm) โดยอัตราความเร็วจะคิดคำนวณได้ตามสูตรนี้คือ

– ความเร็วเฉลี่ย = (17.29) คูณ [(ระยะทาง) ยกกำลัง -0.109] สำหรับนักกีฬาชาย
– ความเร็วเฉลี่ย = (15.729) คูณ [(ระยะทาง) ยกกำลัง -0.111] สำหรับนักกีฬาหญิง

แต่ถ้าหากตัดเรื่องแรงที่ต้องใช้จากการออกสตาร์ตหรือแรงต้าน, ความเร่งและความหน่วงภายนอกออกไป และคำนวณเฉพาะช่วงเวลาที่วีลแชร์สามารถทำความเร็วอยู่ในระดับที่ทรงตัว จะพบว่าระยะทางที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น 400 เมตร, 800 เมตร, 5,000 เมตร หรือมากกว่านั้นจะแทบไม่มีผลทำให้ความเร็วลดลง โดยสูตรการคำนวณจะเป็นดังนี้

-ความเร็วเฉลี่ย = (8.9901) คูณ [(ระยะทาง) ยกกำลัง -0.005] หรือประมาณ 31.32 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับประเภทชาย
-ความเร็วเฉลี่ย = (8.6963) คูณ [(ระยะทาง) ยกกำลัง -0.021] หรือประมาณ 30.51 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับประเภทหญิง

อย่างไรก็ตาม ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยประกอบกับความแข็งแกร่งของนักกีฬา ทำให้การปั่นวีลแชร์ของนักกีฬาในปัจจุบัน ทำความเร็วได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีงานวิจัยที่ระบุว่า นักกีฬาจะสามารถปั่นวีลแชร์ได้เร็วถึง 10 เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ขณะที่ความเร็วเฉลี่ยของนักกีฬาวีลแชร์เจ้าของเหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์อย่าง พงศกร แปยอ ที่สามารถทำลายสถิติโลกด้วยเวลา 46.61 วินาที ในระยะ 400 เมตรได้นั้น หากเทียบความเร็วเฉลี่ยในการปั่นวีลแชร์ระหว่างการแข่งขันจะอยู่ที่ 30.20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หากเทียบกับบรรดากีฬาความเร็วที่มีการแข่งขันในโอลิมปิกและพาราลิมปิก ความเร็วเฉลี่ยของนักกีฬาระดับแชมป์โอลิมปิก / พาราลิมปิก ในการแข่งขันที่น่าสนใจจะเป็นดังนี้

-ฮาร์รี ลาฟเรเซ่น (แชมป์จักรยานสปรินท์โอลิมปิก 2020) = 92.521 กิโลเมตร / ชั่วโมง
**การคำนวณความเร็วเฉลี่ยไม่ได้เริ่มจากการออกสตาร์ตที่ความเร็วต้น 0 กิโลเมตร / ชั่วโมง **
-ยูเซน โบลท์ (เจ้าของสถิติโลก วิ่ง 100 เมตรชาย) 37.54 กิโลเมตร / ชั่วโมง
-พงศกร แปยอ (วีลแชร์เรซซิ่ง 400 เมตรชาย) 30.20 กิโลเมตร / ชั่วโมง
-โจชัว เชปเตไก (แชมป์โอลิมปิกวิ่ง 5,000 เมตร) 23.11 กิโลเมตร / ชั่วโมง
-สเตฟานอส เอ็นตัสกอส (แชมป์เรือกรรเชียงโอลิมปิก ชาวกรีซ) 17.96 กิโลเมตร / ชั่วโมง

 

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ผู้พิการทางสายตากับศิลปะการป้องกันตัว

ลองทบทวนกันก่อนว่าบรรดาตัวละครที่พิการทางสายตาจากกระแสป๊อปคัลเจอร์มีใครบ้าง ?

เชอร์รุท อิมเว (แสดงโดย ดอนนี่ เยน) จาก Rogue One : A Star Wars Story, อาร์ย่า สตาร์ค (แสดงโดย เมซี่ วิลเลี่ยมส์) จาก Game of Thrones ซีซั่น 5, อีไล (แสดงโดย เดนเซล วอร์ชิงตัน) จาก The Book of Eli และที่โด่งดังที่สุด คือ แมตต์ เมอร์ด็อค หรือ แดร์เดวิล (แสดงโดย ชาร์ลี ค็อกซ์ ในเวอร์ชั่นทีวีซีรี่ส์ และ เบน แอฟเฟล็ก ในฉบับภาพยนตร์) จาก Daredevil

ตัวละครเหล่านี้นอกจากจะมีปัจจัยร่วมที่เป็นผู้พิการทางสายตาเหมือนกันแล้ว พวกเขายังเป็นนักสู้ตัวยงที่ดูจะไม่ค่อยมีปัญหากับเรื่องชกต่อยแม้ว่าตัวเองจะมองไม่เห็นก็ตาม เพราะบางทีสายตาไม่เกี่ยวก็ใส่เดี่ยวได้หมดเหมือนกัน

แต่เคยสงสัยกันไหมว่าผู้พิการทางสายตาเขาต่อสู้กันอย่างไร ? เพราะรู้หรือไม่ว่า เรื่องการใช้กำลังของผู้พิการทางสายตานั้นสามารถพบได้ในชีวิตจริงผ่านกีฬาที่ชื่อว่า ยูโด พาราลิมปิก กีฬาศิลปะการป้องกันตัวที่มีกฎเฉพาะว่าผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นผู้พิการทางสายตาเท่านั้น

อาจจะไม่ได้รุนแรงหรือเกินจริงไปเหมือนในหนัง แต่เรื่องของการฝึกฝนการใช้ประสาทสัมผัสและไหวพริบของ นักกีฬา ยูโด พาราลิมปิก อาจช่วยให้เราเข้าใจกลไกร่างกายของผู้พิการทางสายตามากขึ้นก็เป็นได้

ประสาทสัมผัสแบบเรดาร์ ?

แดร์เดวิลเวอร์ชั่นปี 2015 บอกอะไรกับเราบ้างเกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้และประสาทสัมผัสของคนตาบอด

แดร์เดวิล เป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ไม่ได้มีพลังร่างกายเหนือมนุษย์ เขาบินไม่ได้ ไม่มีพลังจิต มีเพียงประสาทสัมผัสอันดีเลิศกับร่างกายที่กำยำจากการออกกำลังกาย มีโครงสร้างเหมาะแก่การเป็นนักกายกรรม เขาเคลื่อนไหวร่างกายไปบนตึกผ่านการใช้อุปกรณ์อย่างเชือกหรือท่อนกระบอง และมักจะใช้เสียง เป็นตัวนำทางในการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้ง

แปลกแต่จริงที่มีคนทำการศึกษาเรื่องนี้ไว้อย่างจริงจัง มีการอธิบายไว้ในหนังสือเรื่อง “See What I’m Saying: The Extraordinary Powers of Our Five Senses” ในปี 2010 ของนักจิตวิทยา ด็อกเตอร์ ลอว์เรนซ์ โรเซนบวม ที่กล่าวไว้ว่า บางครั้งประสาทการรับรู้ของเราถูกนำด้วยเสียงมากกว่าภาพ มนุษย์ถูกนำทางด้วยเสียงในทางอ้อมและในบางครั้งเราก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ด็อกเตอร์ลอว์เรนซ์ยกตัวอย่างจากการรีบเร่งออกไปทำงานตอนเช้า ที่เป็นกิจวัตรของผู้คนในทุก ๆ วัน

“ดวงตาและสติสัมปชัญญะส่วนมากของคุณมักจะถูกครอบงำด้วยสิ่งอื่นจนทำให้วอกแวกได้เสมอ บางครั้งการเดินทางของคุณจึงมักจะถูกนำด้วยเสียงเป็นหลัก และทุก ๆ ครั้งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยงการทำอะไรที่เสียงดังในแต่ละวัน เป็นเพราะคุณสามารถรับรู้ได้ว่ามันจะส่งเสียงอย่างไรจากความจำของคุณเอง”  

กล่าวคือ เราจะจดจำเสียงของสิ่งของในชีวิตประจำวันของเราได้ อย่างเช่น เสียงปิดประตู เสียงเลื่อนเก้าอี้ เสียงการกระทบกันของเครื่องใช้ในบ้าน ที่บางครั้งเรายังไม่ทันได้ทำอะไร เราก็ได้ยินเสียงนำมาก่อนแล้ว เพราะเราจำได้ เป็นต้น

ประสาทสัมผัสของมนุษย์มีความคล้ายคลึงกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาทิ ค้างคาวหรือโลมา ที่อาศัยเสียงสะท้อนในการนำทางให้แก่ตนเอง แต่ของมนุษย์จะแตกต่างกัน โดยเราไม่จำเป็นต้องอาศัยเสียงในการเคลื่อนที่ทั้งหมด เพราะเราสามารถใช้สายตาในการช่วยได้ เว้นแต่กรณีสำหรับผู้พิการทางสายตา

เรื่องการใช้เสียงเสมือนเป็นตัวเปิดประสาทสัมผัสของผู้พิการทางสายตาไปไกลกว่านั้น เมื่อมีคนที่สามารถพัฒนาทักษะของประสาทสัมผัสโดยการใช้เสียงจากปาก อย่าง แดเนียล คิช (Daniel Kish) ผู้พิการทางสายตาตั้งแต่อายุประมาณ 1 ขวบ ชาวอเมริกัน ประธานของ “World Access for the Blind” องค์กรณ์ไม่แสวงผลกำไรสำหรับผู้พิการทางสายตา แดเนียล สามารถฝึกทักษะการใช้คลื่นเสียงโซนาร์ที่มาจากการกระดกลิ้นของตนเองได้

เมื่อเขากระดกลิ้น คลื่นเสียงจะไปกระทบกับวัตถุแล้วสะท้อนกลับมาที่ตัวเขา การทำแบบนี้จะทำให้แดเนียลสามารถรับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวขณะนั้นได้ ถึงขนาดที่เขาสามารถปั่นจักรยานบนถนนได้เลยด้วยซ้ำ

ว่ากันว่าประสาทสัมผัสของผู้พิการทางสายตานั้นไวกว่าคนทั่วไป เพราะพวกเขาเป็นคนที่ไวต่อการสัมผัสมากกว่า จากการศึกษาและตีพิมพ์ลงในวารสารประสาทวิทยาของนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ในปี 2010

ทางมหาวิทยาลัยได้จัดกลุ่มผู้เข้าร่วมทดสอบประสาทสัมผัสขึ้น โดยมีผู้พิการทางสายตาจำนวน 57 คน และคนที่มีสายตาปกติจำนวน 89 คน วิธีการทดสอบคือให้ผู้เข้าร่วมนำนิ้วไปวางบนหมุดขนาดเล็ก เพื่อวัดผลความแม่นยำ ผลการทดลองออกมากลับกลายเป็นว่า 22 คนจากผู้พิการทางสายตา สามารถนำนิ้วไปวางบนหมุดได้ทันทีอย่างไม่พลาด จนผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจกว่าคนที่มีสายตาปกติ

ใจความสำคัญหลักของการทดลองนี้ คือการสังเกตความไวของการสัมผัส ที่สามารถฝึกฝนได้จากการฝึกการใช้ร่างกายในการสัมผัสอยู่เสมอ แดเนียล โกลด์ริช (Daniel Goldrich) หัวหน้าทีมนักวิจัยที่ได้ทำการทดสอบครั้งนี้เปิดเผยกับนิตยสาร Science Daily ในเวลาต่อมาว่า

“การศึกษาของเราแสดงให้เห็นว่า สมองมีวิธีเรียนรู้ที่จะปรับตัวอย่างไรหากถูกลดทอนประสิทธิภาพในการมองเห็นลง คำตอบคือมันจะไปเพิ่มความไวต่อการสัมผัสแทน”

งานวิจัยดังกล่าวยังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ถือเป็นการศึกษาที่มีคุณค่า ด็อกเตอร์ ริชาร์ด เฮลด์ แห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและการพัฒนาสายตา ได้ยกย่องงานวิจัยชิ้นนี้ว่าอาจจะทำให้เราเข้าใจปฏิกิริยาของร่างกายจากการใช้ประสาทสัมผัสมากขึ้นก็เป็นได้

กล่าวโดยสรุป คือ การขาดความสามารถในการมองเห็น จะไม่ได้เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพประสาทสัมผัสของร่างกายให้ดีขึ้นแบบทันทีแต่อย่างใด ผู้พิการทางสายตาไม่ได้มีเรดาร์เซนส์แบบแดร์เดวิลที่เราเห็นในซีรีส์ แต่เป็นการฝึกการสัมผัสอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นกับวัตถุต่าง ๆ หรือการอ่านหนังสืออักษรเบรลล์ ก็สามารถเพิ่มความแม่นยำที่มาจากความคุ้นเคยได้ เหมือนกับการหมั่นฝึกฝนการใช้ร่างกายนั่นเอง

แต่ถ้าเป็นกรณีของนักกีฬาผู้พิการทางสายตา สิ่งที่ต้องหมั่นฝึกฝนไม่ใช่แค่เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องใช้เพื่อการแข่งขันด้วยจะต่างไปอย่างไร ?

ความเร็วเป็นต่อ ไหวพริบดีเป็นต่อกว่า

การแข่งขันยูโดพาราลิมปิก ถูกจัดขึ้นครั้งแรกในปี 1988 ที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ สำหรับผู้ชายและสำหรับผู้หญิงในปี 2004 ที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน นั่นคือการเป็นผู้พิการทางสายตา ที่มีทั้งคนที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย (Blind) และมองเห็นแบบเลือนราง (Partially Sighted) แบ่งเป็นคลาส บี 1 ที่ไม่เห็นเลย, บี 2 ไม่เห็นแต่ค่อนไปทางเห็นเลือน และ บี 3 คือสามารถเห็นได้แบบเลือนราง

ยูโด เป็นกีฬาประเภทศิลปะการป้องกันตัวที่ถือกำเนิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 คำว่า “ยูโด” มีความหมายคือ “วิถีอ่อนโยน” เป็นกีฬาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพลังกาย พลังใจ การให้ความเคารพต่อกัน เน้นไปที่การเคลื่อนไหวที่แม่นยำ วิธีการชนะคือ จะต้องจับนักกีฬาฝ่ายตรงข้ามทุ่มลงกับพื้นในลักษณะจับหน้าคว่ำลง แล้วล็อกไว้ บนเสื่อขนาด 10×10 เมตร การแข่งขันจะจำแนกนักกีฬาผ่านความต่างของน้ำหนักตัว

การแข่งขันยูโดพาราลิมปิกจึงต้องอาศัยทั้งความเร็วและพละกำลังมหาศาลในการเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบกว่า ใครที่ถึงตัวก่อนและมีกำลังมากกว่า ก็มีโอกาสที่จะจับทุ่มได้ก่อน การทำคะแนนสูงสุดของยูโดจะเรียกว่า “อิปโป้ง” การจะได้อิปโป้งจะพิจารณาจาก 4 ปัจจัย คือ 1.ความสามารถในการควบคุมฝ่ายตรงข้าม 2.การจับฝ่ายตรงข้ามให้หลังตกลงบนเสื่อได้ 3.ความแรง และ 4.ความเร็ว

เดิมทีเงื่อนไขเดิมก็มีความท้าทายอยู่ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับนักกีฬายูโดพาราลิมปิกที่พิการทางสายตา สิ่งที่พวกเขาจะต้องมีด้วยคือไหวพริบที่ดี ที่ได้จากการสัมผัสร่างกายคู่ต่อสู้

นักกีฬายูโดพาราลิมปิกหญิงทีมชาติสหรัฐอเมริกา คริสเตลล่า การ์เซีย (Christella Garcia) เปิดเผยความรู้สึกกับ AFP หลังการแข่งขันยูโดพาราลิมปิกที่ ริโอ เดอ จาเนโร เมื่อปี 2016

“คุณจับไปที่ร่างกายของฝ่ายตรงข้ามและสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวของเขา มันอยู่ที่ว่าใครอยากได้ชัยชนะมากกว่ากัน”

นอกจากนี้ ยังมี นาโอมิ โซอาโซ (Naomi Soazo) นักกีฬายูโดพาราลิมปิกหญิงทีมชาติเวเนซุเอลา เจ้าของเหรียญทองยูโดพาราลิมปิกปี 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และเหรียญทองแดงจากพาราลิมปิก ริโอ 2016 ที่กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกันว่า การเคลื่อนไหวมีส่วนสำคัญอย่างมากที่จะทำให้พวกเขาจับจังหวะของฝ่ายตรงข้ามได้

เจสสิกา ลอง จากเด็กกำพร้าสู่เจ้าของ13เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์

เจสสิกา ลอง จากเด็กกำพร้าสู่เจ้าของ13เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์

เจสสิกา ลอง จากเด็กกำพร้าสู่เจ้าของ13เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์

เจสสิกา ลอง จากเด็กกำพร้าสู่เจ้าของ13เหรียญทองพาราลิมปิกเกมส์

“ไม่มีใครอธิบายกับฉันได้เลย ว่าทำไมฉันถึงเกิดมาโดยไม่มีขา ทำไมฉันถึงถูกเก็บมาเลี้ยง และทำไมวันเกิดของฉัน ถึงไปตรงกับวันอธิกสุรทินได้ !”

เจสสิกา ลอง อาจเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าของ 23 เหรียญรางวัลจากพาราลิมปิกเกมส์ แต่เรื่องราวก่อนที่เธอจะเดินทางมาถึงจุดนี้นั้น เต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมาย มีทั้งขึ้นและลงปะปนกันไปบนเส้นทางนี้

มาทำความรู้จักกับเรื่องราวของเงือกสาววัย 29 ปี ที่อยู่คู่สระว่ายน้ำ พาราลิมปิก มานานกว่าครึ่งชีวิตของเธอ

เด็กกำพร้าในไซบีเรีย

เรื่องราวของ เจสสิกา ลอง นั้น ต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปไกลกว่า 9,000 กิโลเมตร ในดินแดนไซบีเรียอันแสนหนาวเหน็บ ที่หนูน้อย ทาเทียนา โอเลโกฟน่า คิริลโลว่า ได้กำเนิดขึ้นมา ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 1992

แม้โอกาสเกิดในวันอธิกสุรทิน ที่ 4 ปีมีครั้ง จะถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากแล้ว แต่ คิริลโลว่า ยังต้องเผชิญกับการมีร่างกายที่ผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด นั่นคือขาทั้งสองของเธอนั้น ไม่มีกระดูกน่องอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งเป็นอาการที่ทำให้แม่ตามสายเลือดของเธอ ที่มีอายุได้เพียง 16 ปี ณ ขณะนั้น ตัดสินใจพาเจ้าหนูรายนี้ไปอยู่ในการเลี้ยงดูของสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า

ด้วยวัย 13 เดือน คิริลโลว่า ได้เริ่มชีวิตใหม่กับครอบครัวของ เบธ และ สตีฟ ลอง ด้วยการเดินทางข้ามฟากมาสู่ บัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยสภาพตั้งแต่แรกเกิดของเธอ ก็ทำให้จุดเริ่มต้นในดินแดนแห่งเสรีของ คิริลโลว่า ในชื่อใหม่ว่า เจสสิกา ลอง ไม่ค่อยราบรื่นสักเท่าไหร่

เจสสิกา ต้องเข้ารับการผ่าตัดมากถึง 25 ครั้ง เพื่อตัดขาของเธอออก และเริ่มฝึกใช้ขาเทียมในการเคลื่อนที่แทน

แม้จะเตรียมใจสำหรับการผ่าตัดมาแล้ว แต่ เบธ ลอง คุณแม่บุญธรรมของเธอ ก็ยังพบว่าโลกแห่งความจริงนั้น มันยากลำบากกว่าที่คิดไว้เป็นอย่างยิ่ง “ขาของเธอยังเล็กมาก และยิ่งเมื่อเธอมาอยู่กับเราแล้ว ฉันรักในทุกส่วนที่เธอเป็น ดังนั้นการสูญเสียบางส่วนในร่างกายเธอไป จึงเป็นความรู้สึกที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

หนูน้อย เจสสิกา เองก็พบว่าวัยเด็กของเธอนั้น มันแสนยากลำบากและน่ากลัวเสียเหลือเกิน เธอได้ให้สัมภาษณ์กับทาง SwimSwam ไว้ว่า “ไม่มีใครอธิบายกับฉันได้เลย ว่าทำไมฉันถึงเกิดมาโดยไม่มีขา ทำไมฉันถึงถูกเก็บมาเลี้ยง และทำไมวันเกิดของฉัน ถึงไปตรงกับวันอธิกสุรทินได้ !”

“ความโกรธคือความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับตัวฉัน แต่แล้วฉันก็ดันชอบมันเข้า และได้นำมันมาเป็นแรงผลักดันชั้นดี”

หลังจากสิ้นสุดช่วงเวลาแห่งการวนเวียนเข้าออกโรงหมอ เจสสิกา ก็ได้เริ่มต้นการฟื้นฟูร่างกายของเธอ ซึ่งรวมถึงการได้ลองเล่นกีฬาชนิดต่าง ๆ ทั้งยิมนาสติก สเก็ตน้ำแข็ง ปีนเขา แทรมโพลีน แต่สิ่งที่เธอชื่นชอบนั้น คือการได้ว่ายน้ำในสระหลังบ้านของเธอ

“ฉันชอบว่ายน้ำ เพราะจริง ๆ แล้วฉันเป็นเด็กที่โกรธง่ายมาก ซึ่งนี่คือจุดที่ฉันสามารถปลดปล่อยความโกรธและความผิดหวังได้ พร้อมกับเป็นช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถและเป็นอิสระจากทุกสิ่งทุกอย่าง”

“เมื่อฉันอยู่ในสระว่ายน้ำ ฉันไม่เคยคิดถึงขาของฉันเลย”

พาราลิมปิกในวัย 12 ปี

จากเด็กที่ว่ายน้ำในสระหลังบ้าน เจสสิกา ค้นพบว่าตัวเองมีความสามารถเพียงพอที่จะลงแข่งขัน จนเริ่มลงแข่งว่ายน้ำครั้งแรกเมื่อมีอายุได้ 10 ปี

และเมื่อความโกรธของเธอ ได้ถูกนำมาเติมเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ขับเคลื่อน ผลงานในสระว่ายน้ำของ เจสสิกา จึงค่อย ๆ ไต่เต้าขึ้นมาจนได้เป็นนักว่ายน้ำพิการยอดเยี่ยมประจำรัฐแมรี่แลนด์ ในปี 2003 ก่อนจะติดทีมพาราลิมปิกของสหรัฐอเมริกา ไปร่วมแข่งขันที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ด้วยอายุเพียงแค่ 12 ปีเท่านั้น

แม้จะเป็นนักกีฬาพาราลิมปิกที่อายุน้อยที่สุดของสหรัฐฯ แต่จากทั้ง 4 รายการที่เธอได้ลงแข่งขัน เจสสิกา สามารถกวาดไปได้ถึง 3 เหรียญทอง ในประเภทฟรีสไตล์ 100, 400, และ 4×100 เมตร ก่อนจะจบด้วยอันดับ 5 ในประเภทฟรีสไตล์ 50 เมตร

จากจุดนี้ เธอได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าเหรียญรางวัลไปได้มากถึง 13 เหรียญทอง 6 เหรียญเงิน กับอีก 4 เหรียญทองแดง ในการแข่งขันพาราลิมปิกระหว่างปี 2004-2016 รวมทั้งยังได้อยู่ในเส้นทางลุ้นชิงเหรียญรางวัล กับการแข่งขันพาราลิมปิก ที่โตเกียว ในปี 2020 นี้ด้วยเช่นกัน

แต่ก็ไม่ใช่ว่าเส้นทางนักกีฬาของเธอจะโรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เพราะก่อนหน้าที่จะลงแข่งในพาราลิมปิก ที่ริโอ เมื่อปี 2016 เจสสิกา ได้พบกับภาวะ Burnout ทั้งกับร่างกายและจิตใจ ส่งผลให้ทำผลงานได้ต่ำกว่ามาตรฐาน ด้วยการเก็บได้แค่ 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน กับ 2 เหรียญทองแดงเท่านั้น

“ฉันรู้สึกว่าจิตใจของฉันมันปวดร้าวเกินแบกรับ จนทำให้ฉันกินไม่เป็นปกติ แถมยังมีอาการบาดเจ็บบริเวณหัวไหล่ ที่ทำให้น้ำหนักของฉันลดลงไปได้ถึง 9 กิโลกรัม ซึ่งนั่นไม่ใช่ฉันเลย”

“มันง่ายที่จะบอกว่า เหรียญทองไม่ได้เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เมื่อคุณคุ้นชินกับผลงานในระดับหนึ่ง แล้วอยู่ดี ๆ คุณกลับทำไม่ได้เอง ก็ย่อมเป็นปกติที่จะมีความรู้สึกว่าคุณไม่มีค่าพอ”

นั่นจึงทำให้เธอแตะเบรกสักพัก โดยการลดตารางฝึกซ้อม เพื่อที่จะได้เติมเต็มเชื้อไฟที่ขาดหายไป และกลับมามุ่งมั่นซ้อมได้อย่างมีความสุข ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อม เพื่อต่อเติมความยิ่งใหญ่ในสระที่มหกรรมพาราลิมปิกเกมส์ อีกครั้ง

แต่เรื่องราวของเธอนั้น ไม่ได้มีแค่ผลงานในสนามเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อย้อนไปหลังจบพาราลิมปิก ปี 2012 เจสสิกา ก็ได้มีโอกาสกลับไปพบกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่เธอไม่แม้แต่จะมีโอกาสจำความได้ว่าพวกเขาคือใคร

เจอกับพ่อแม่ของเธออีกครั้ง

ย้อนไปในปี 2013 เจสสิกา ได้บินข้ามทวีปไปยังประเทศรัสเซีย เพื่อกลับไปพบปะพ่อและแม่แท้ ๆ ของเธอเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 21 ปีด้วยกัน

“เมื่อได้พบกับครอบครัว ฉันอยากให้พวกเขารู้ว่าฉันไม่เคยโกรธเขา และไม่เคยเสียใจที่พวกเขาส่งฉันไปยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า”

ด้านของ นาตาเลีย และ โอเล็ก วาลตีเชฟ ผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงของ เจสสิกา ก็ไม่เคยทราบเลยว่าชะตาชีวิตของหนูน้อยคนนี้ จะเดินทางไปไกลจนถึงการเป็นเจ้าของเหรียญรางวัลเป็นกอบเป็นกำ ในการแข่งขันพาราลิมปิกมาแล้ว

เจสสิกา ให้สัมภาษณ์เมื่อมองย้อนกลับไปถึงสถานการณ์ในตอนนั้น “ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่กล้าหาญมาก (การส่งเธอเข้าสถานเด็กกำพร้า) ขณะมีอายุได้เพียง 16 ปี และรับรู้ว่าเด็กคนนี้มีความพิการ พวกเขาทราบดีว่าไม่อาจเลี้ยงดูฉันเป็นอย่างดีได้ ซึ่งสิ่งที่ฉันอยากบอกกับพวกเขา ก็คือฉันรักพวกเขามาก ๆ โดยเฉพาะกับแม่ของฉัน เธอเป็นผู้ให้ชีวิตกับฉันเลย”

เรื่องราวของเธอได้ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างอีกครั้ง เมื่อ โตโยต้า ได้นำชีวิตของเธอ มาถ่ายทอดในโฆษณาความยาว 60 วินาที ระหว่างช่วงพักครึ่งของการแข่งขัน ซูเปอร์โบวล์  2021 ที่ได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจและจุดผลักดันให้กับใครอีกหลายคนที่รับชมโฆษณาตัวนี้

“สิ่งเดียวที่พิการในชีวิต คือความคิดในแง่ลบ” คือคำกล่าวที่เธอได้ฝากเอาไว้ เมื่อนึกย้อนถึงเส้นทางที่เธอได้เผชิญมา นับตั้งแต่แรกเกิดในไซบีเรีย เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความยากลำบากในการใช้ชีวิต ก่อนที่จะค้นพบตัวเองในสระว่ายน้ำ และก้าวขึ้นมาเป็นผู้คว้าเหรียญรางวัลในพาราลิมปิกเกมส์ มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ตลอดกาลไปแล้ว

นักกีฬาที่บกพร่องด้านร่างกาย สามารถเอาชนะนักกีฬาปกติได้หรือไม่

นักกีฬาที่บกพร่องด้านร่างกาย สามารถเอาชนะนักกีฬาปกติได้หรือไม่

นักกีฬาที่บกพร่องด้านร่างกาย สามารถเอาชนะนักกีฬาปกติได้หรือไม่

นักกีฬาที่บกพร่องด้านร่างกาย สามารถเอาชนะนักกีฬาปกติได้หรือไม่

ภาพของ ออสการ์ พิสโทเรียส อดีตนักวิ่ง พาราลิมปิก ชาวแอฟริกาใต้ เคยสร้างความฮือฮาให้กับชาวโลก จากการเข้าร่วมแข่งขันในโอลิมปิก 2012 มาแล้ว

แม้จะไปไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ พิสโทเรียส ที่ใช้ขาเทียมทรงใบมีด ก็สามารถทำความเร็วแซงนักวิ่งอาชีพไปได้หลายคน เช่นเดียวกับนักพาราลิมปิกในกีฬายิงธนู เทเบิล เทนนิส ยิงปืน และว่ายน้ำ ที่ต่างก็เคยทำผลงานดีพอจะเข้าร่วมแข่งขันในระดับโอลิมปิกมาแล้ว

ในเมื่อนักกีฬาผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย ก็ยังสามารถทำผลงานได้ใกล้เคียงหรือดีกว่านักกีฬาทั่วไป มันจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่การมีร่างกายไม่สมบูรณ์ จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับนักพาราลิมปิกเหล่านี้ ?

คนไม่มีขาวิ่งได้เร็วกว่า ?

หากลองกางสถิติโลกในรายการวิ่ง ระหว่างนักวิ่งที่มีร่างกายสมบูรณ์ กับนักวิ่งแบบวีลแชร์เรซซิ่ง ซึ่งพิการหรือไม่สามารถใช้งานขาได้อย่างปกติ จะพบว่านักวิ่งที่ร่างกายครบถ้วนนั้น ยังคงถือครองสถิติในระยะ 100, 200, และ 400 เมตรไว้ได้อยู่

ทว่าพอมองไปยังระยะทางที่ไกลออกไป คือตั้งแต่ 800 เมตร จนถึงการวิ่งมาราธอน บรรดานักวีลแชร์เรซซิ่ง ต่างทำเวลาได้ดีกว่านักวิ่งที่ร่างกายสมบูรณ์ทั้งหมด

โดยเฉพาะในการวิ่งมาราธอน มีเพียงแค่ เอลิอุด คิปโชเก้ ที่ทำเวลาได้ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง ด้วยความช่วยเหลือจากเพซเซอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อทำลายสถิติดังกล่าวได้อย่างไม่เป็นทางการ

แต่กับนักวิ่งแบบวีลแชร์นั้น เวลาดังกล่าวถือว่าค่อนข้างช้าเลยทีเดียว เพราะแม้ ประวัติ วะโฮรัมย์ นักวีลแชร์เรซซิ่งประเภท T54 จากไทย จะทำเวลาไว้ได้ 1 ชั่วโมง 30 นาที 9 วินาที ในพาราลิมปิก ที่ริโอ ปี 2016 เจ้าตัวก็ยังจบด้วยอันดับ 5 ในการแข่งขันระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้พลาดเหรียญรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย

ทำไมนักวิ่งแบบวีลแชร์ ถึงสามารถทำเวลาได้เร็วล่ะ เพราะเขามีล้อหรือ ?

จริง ๆ จะพูดอย่างนั้นก็ทั้งใช่และไม่ใช่ในเวลาเดียวกัน นั่นเพราะนักวิ่งในประเภท T54 ของพาราลิมปิก ยังสามารถใช้กล้ามเนื้อแขนได้อย่างปกติเหมือนกับผู้คนทั่วไป และอาจสามารถใช้งานกล้ามเนื้อส่วนลำตัวและส่วนขาได้บางส่วนด้วย และทั้งหมดนี้เอาไว้ใช้เพื่อช่วยเร่งความเร็วให้เข้าสู่เส้นชัย

แต่สิ่งที่เข้ามาเป็นตัวช่วยนั้น ก็คือรถวีลแชร์ที่พวกเขานั่งอยู่ ซึ่งแค่แรกเห็น ก็สามารถสัมผัสได้แล้วว่า รถดังกล่าวนั้นต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน…

ส่วนต่อขยายที่สมบูรณ์แบบ

ในรายการวิ่งระยะสั้น เราจะเห็นนักวิ่งที่ร่างกายสมบูรณ์ พยายามพุ่งตัวออกจากบล็อกให้ได้เร็วที่สุด ซึ่งแตกต่างไปจากนักวีลแชร์เรซซิ่ง ที่มักใช้เวลานานกว่าเพื่อออกตัวจากจุดสตาร์ต ส่งผลให้ใช้เวลาขึ้นไปแตะความเร็วสูงสุดช้ากว่านักวิ่งปกติ

อย่างไรก็ตาม เมื่อทำความเร็วได้ที่แล้ว นักวิ่งแบบวีลแชร์จะคงความเร็วตลอดช่วงการแข่งขันได้ดีกว่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ก็เป็นผลพลอยได้จากตัววีลแชร์ที่พวกเขานั่งอยู่นี่แหละ

ก่อนอื่นเลย การออกแบบรถวีลแชร์ของนักวิ่งมืออาชีพ ได้ถูกเก็บรายละเอียดไปถึงหลักมิลลิเมตร ไล่ตั้งแต่การใช้เฟรมที่ทำจากอะลูมิเนียมแบบ 6061 T-6 ซึ่งเป็นที่นิยมในการแข่งขันจักรยานระดับอาชีพ การเลือกขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางล้อ ปรับรูปทรงให้ถูกต้องตามหลักอากาศพลศาสตร์ ไปจนถึงการจัดวางองศาของล้อ ให้ทำมุมพอดีกับการใช้มือเป็นตัวขับเคลื่อนได้อย่างสะดวกสบาย

และสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวช่วยสำคัญ คืออุปกรณ์ช่วยในการเข้าโค้งบนรถวีลแชร์ ที่ถูกปรับมาเพื่อให้นักวิ่งในพาราลิมปิก สามารถเข้าโค้งได้อย่างพอดิบพอดี โดยไม่สูญเสียความเร็วไปมากนัก เมื่อเทียบกับนักวิ่งที่ต้องใช้ขาทั้งสองข้าง ซึ่งสูญเสียโมเมนตั้มไปพอสมควรระหว่างที่ร่างกายต้องกะระยะการเข้าและออกทางโค้งให้ได้ดีที่สุด

แบรด แครกคิโอล่า จาก BMW Racing ผู้ออกแบบรถวีลแชร์ให้กับ ทาเทียนา แมคแฟดเดน นักกีฬาวีลแชร์เรซซิ่งทีมชาติสหรัฐอเมริกา ใช้ในการแข่งขันพาราลิมปิก 2016 ได้กล่าวไว้ว่า “เราดีไซน์วีลแชร์ ด้วยความเข้าใจว่ามันไม่ได้เป็นเพียงแค่อุปกรณ์ แต่เป็นส่วนต่อขยายที่มีผลต่อหลักพลศาสตร์ของนักแข่ง และแทบจะเป็นส่วนหนึ่งกับร่างกายของพวกเขาเลย”

ลงแข่งบนสนามที่ต่างกัน

แน่นอนว่าในท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันแบบวีลแชร์ ก็คงไม่อาจนำมาเทียบกับการแข่งขันที่ใช้กล้ามเนื้อขาแต่เพียงอย่างเดียวได้อย่างยุติธรรมนัก ด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนต่อประสิทธิภาพของนักกีฬาได้ตลอดทั้งการแข่งขัน ซึ่งต่างจากการก้าวเท้าออกตัววิ่ง ที่ยังคงต้องพึ่งพากล้ามเนื้อและหลักเทคนิคเป็นหลักอยู่

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็คงปฏิเสธไม่ได้ถึงความทุ่มเทของบรรดานักกีฬาพาราลิมปิกเหล่านี้ ที่ได้รับวิวัฒนาการในด้านการฝึกซ้อมกล้ามเนื้อ และเทคนิคใหม่แบบต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ทำผลงานได้ดีที่สุดอย่างต่อเนื่อง จนเราได้เห็นการทำลายสถิติโลกกับการแข่งขันพาราลิมปิกแบบขาดลอยอยู่บ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่ประเภทของการแข่งขันแบบอื่น อย่างนักวิ่งที่ต้องอาศัย รันนิ่ง เบลด หรือขาเทียมแบบที่ ออสการ์ พิสโทเรียส เคยสวมใส่นั้น ก็ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการวิ่ง และด้วยรุ่นที่มีประสิทธิภาพแตกต่างกันก็อาจสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างการแข่งขันได้

ในวงการกีฬา ผลแพ้ชนะของการแข่งขันย่อมมีความหมายอย่างมากสำหรับนักกีฬ่าส่วนใหญ่ เนื่องจากอาจส่งผลถึงรางวัลและชื่อเสียงที่ได้รับ ไปจนถึงสถานะภาพทางสังคมที่เปลี่ยนไปสำหรับนักกีฬาที่ชนะ  จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้นักกีฬาบางคนพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ตนเองมีความได้เปรียบเหนือผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ  โดยการหันไปใช้วิธีการที่ต้องห้ามและอาจเป็นอันตรายต่อนักกีฬาเองได้  เช่น การใช้ยาหรือสารต้องห้ามในกระตุ้นสมรรถภาพของร่างกาย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การโด๊ปยา” เป็นต้น  ถึงแม้วิธีดังกล่าวจะเป็นวิธีที่ผิดกฎกติกาของการแข่งขัน รวมทั้งมีการตรวจจับและลงโทษกันอย่างเข้มงวด แต่ก็ยังมีนักกีฬาบางส่วนลักลอบใช้กันอยู่เสมอ

สุดท้ายนี้ หากถามว่านักกีฬาผู้พิการสามารถเอาชนะคนปกติได้ไหม คำตอบก็ชัดเจนแล้วว่าในระยะทางหนึ่งผู้พิการเหล่านี้สามารถทำลายสถิติได้แบบขาดลอย แต่ด้วยสนามแข่งขันที่แตกต่างกันและสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกันของนักวิ่งทั้งสองประเภท ก็คงไม่แฟร์ที่จะสรุปเรื่องดังกล่าวได้อย่างชัดเจนในตอนนี้

แต่ที่สรุปได้อย่างชัดเจน คือความสามารถในการเอาชนะขีดจำกัดของร่างกาย และก้าวข้ามผลกระทบที่มีต่อจิตใจของนักกีฬาผู้บกพร่องทางร่างกายเหล่านี้ ที่กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญให้พวกเขาทำผลงานได้เป็นอย่างดี แถมยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับผู้คนจำนวนมาก ที่อาจต้องประสบชะตากรรมอันไม่เป็นใจแบบนี้ ก็ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

 

บอคเซีย กีฬาที่ต้องใช้กลยุทธ์และแผนการสำหรับพาราลิมปิก

บอคเซีย กีฬาที่ต้องใช้กลยุทธ์และแผนการสำหรับพาราลิมปิก

บอคเซีย กีฬาที่ต้องใช้กลยุทธ์และแผนการสำหรับพาราลิมปิก

บอคเซีย กีฬาที่ต้องใช้กลยุทธ์และแผนการสำหรับพาราลิมปิก

หากคุณเคยมีโอกาสได้ชมการแข่งขันบอคเซีย คุณจะได้เห็นนักกีฬาผู้พิการ สลับกันโยนลูกบอลต่างสีไปในสนามแข่งขัน อันมีความคล้ายกับการแข่งเปตอง ที่เปลี่ยนเอาลูกเหล็ก มาเป็นลูกบอลหนังอันมีน้ำหนักเบากว่า

แม้จากผิวเผิน บอคเซียอาจดูไม่มีอะไรซับซ้อน แต่เมื่อทุกการโยนลูก สามารถพลิกสถานการณ์บนสนามแข่งขันได้ และอุปสรรคการเคลื่อนไหวร่างกายของนักกีฬา ที่ต้องก้าวข้ามข้อจำกัดของร่างกายให้ได้นั้น ทำให้นี่จึงเป็นเกมการแข่งขันอันเต็มไปด้วยแทคติก และหลักการเล่นอันแสนจะแยบยล

มาทำความรู้จักกับบอคเซีย กีฬาความหวังของผู้พิการทีมชาติไทย ที่สามารถครองความยิ่งใหญ่ในพาราลิมปิกมาได้ 3 สมัยซ้อนแล้ว

กีฬาแรกของมนุษยชาติ

พาราลิมปิก มหกรรมการแข่งขันกีฬาที่ผ่านการดัดแปลงและแก้ไขรายละเอียดกติกาบางอย่าง เพื่อให้ผู้พิการและผู้ทุพพลภาพสามารถมีส่วนร่วมลงแข่งขันได้ เช่นกีฬา ฟุตบอล (สำหรับคนตาบอด) วีลแชร์เทนนิส (สำหรับผู้พิการในช่วงล่างของร่างกาย) เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม กีฬาโกล บอล กับ บอคเซีย ถือเป็นข้อยกเว้นในกรณีนี้ เพราะแม้ต้นกำเนิดที่แท้จริง จะมาจากการเล่นของมนุษย์ทั่วไปในอดีตกาล แต่ในปัจจุบัน ทั้งสองรายการไม่มีการแข่งขันในโอลิมปิกเป็นคู่หูด้วยเลย หรือก็คือ มันถูกออกแบบและปรับแต่งมาสำหรับผู้ทุพพลภาพโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้

ซึ่งหากอิงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว บอคเซีย อาจเป็นกีฬาชนิดแรกที่มนุษยชาติได้เคยเล่นกันมา โดยพบว่าในช่วง 5,200 ปีก่อนคริสตกาล มีบันทึกถึงการละเล่นโดยใช้ก้อนหินขนาดใหญ่โยนไปให้โดนเป้าหมาย ทั้งจากจารึกในกรีกและอียิปต์โบราณ

การละเล่นที่คล้ายกับบอคเซีย ยังได้เกิดขึ้นตอนที่กองเรือของอังกฤษจะออกทำสงครามกับสเปน เมื่อปี 1588 ด้วย โดยเป็นแมตช์ระหว่าง เซอร์ ฟรานซิส เดรค กับ ลอร์ด ฮาร์วาร์ด ผู้บัญชาการกองเรือสูงสุดของอังกฤษ ที่แข่งขันกันระหว่างกำลังรอกองเรืออาร์มาดาของสเปนบุกมาถึง

และเมื่อเวลาผ่านเลยไป บอคเซียได้ถูกดัดแปลงวัตถุประสงค์กับรายละเอียดการแข่งขันไปบ้าง เพื่อให้ผู้ที่มีภาวะสมองพิการ ได้มีโอกาสออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการใช้งานทั้งกล้ามเนื้อและความคิดระหว่างการแข่งขัน

นั่นทำให้ บอคเซีย ได้เริ่มถูกบรรจุเข้าแข่งขันในพาราลิมปิกเกมส์ ตั้งแต่ปี 1984 เป็นต้นมา และได้เปิดรับผู้มีความบกพร่องทางร่างกายที่กว้างขวางขึ้น เช่น ผู้ที่ขยับแขนขาได้อย่างจำกัด กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือข้อต่อมีปัญหารุนแรง ก็สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้แล้วในปัจจุบัน

ทีนี้ มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎการเล่นของกีฬาชนิดนี้กัน ว่าทำไมมันถึงได้เกี่ยวข้องกับการใช้งานความคิดได้ในระดับนั้น

เกมแห่งมาสเตอร์คลาส

การแข่งขันบอคเซียนั้น ผู้เข้าแข่งจะต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งในพาราลิมปิกเกมส์ นักกีฬาจะต้องใช้รถวีลแชร์เป็นหลักอยู่แล้ว

พื้นที่แข่งขันจะอยู่ในร่ม โดยมีขนาดของสนามกว้าง 6 เมตร ยาว 12.5 เมตร และมีช่องขนาดเท่ากัน 6 ช่อง อยู่ที่ปลายด้านหนึ่งของสนาม ซึ่งเป็นโซนที่นักกีฬาต้องอยู่ภายในนั้นขณะกำลังเป็นฝ่ายได้เล่นอยู่

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นเอนด์ (End) ที่ในแต่ละเอนด์ ฝ่ายเสี่ยงทายชนะจะต้องโยนลูกแจ็ค (Jack) หรือลูกบอลสีขาวออกไป ตามด้วยการโยนลูกสีแดง ซึ่งเป็นฝ่ายได้เริ่มเล่นเป็นอันดับแรก ก่อนที่จะสลับให้ฝ่ายโยนลูกสีน้ำเงินได้เป็นฝั่งเล่นต่อ

ผู้เข้าแข่งขันจะต้องโยนลูกสีตัวเองให้ใกล้กับลูกแจ็คมากที่สุด โดยหากโยนแล้วลูกเคลื่อนไปไกลลูกแจ็คสีของอีกฝ่าย จะได้โยนต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าลูกของตนจะเป็นฝ่ายเข้าใกล้ลูกแจ็คที่สุด แล้วจึงค่อยสลับให้อีกฝั่งมาโยนได้

เมื่อจบในแต่ละเอนด์ กรรมการจะเข้ามาวัดว่าลูกของฝ่ายไหนอยู่ใกล้กับลูกแจ็คมากที่สุด เพื่อได้รับ 1 คะแนน และยังมีแต้มพิเศษ หากสามารถทำให้มีลูกใกล้ลูกแจ็คกว่าอีกฝั่งได้มากกว่า 1 ลูก โดยจะได้เพิ่มมาลูกละ 1 คะแนนด้วยกัน

นั่นจึงทำให้แต่ละฝ่าย ต้องมีแผนการโยนที่สลับสับเปลี่ยนกันไป ตั้งแต่ทักษะการโยนที่หลากหลาย เช่น โยนเพื่อให้ลูกเข้าไปใกล้กับลูกแจ็ค หรือโยนเพื่อผลักลูกของอีกฝ่ายออกไป หรือโยนเพื่อผลักลูกฝั่งตัวเองให้เข้าใกล้ลูกแจ็คมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะการโยนแค่ครั้งเดียว สามารถพลิกชะตากรรมของการแข่งขันได้เลย นั่นจึงทำให้นักกีฬาแต่ละคนต้องคิดค้นวิธีเล่นของตนเอง ที่อาจทั้งใช้ล่อให้คู่แข่งมาติดกับ หรือวางตำแหน่งเพื่อบล็อกไม่ให้เข้าใกล้ลูกแจ็คได้ และอีกนานาชนิดของแทคติกที่แต่ละคนจะคิดค้นแล้วนำมาใช้

แต่ว่านักกีฬาเหล่านี้ต้องประสบภาวะสมองพิการไม่ใช่หรือ แล้วทำไมพวกเขาถึงยังคิดประมวลผลในระดับนี้ได้กันล่ะ ?

สมองพิการคืออะไร

แม้ชื่อของโรคสมองพิการ หรือ Cerebral Palsy จะฟังดูว่าเป็นอาการที่ร้ายแรง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า สมองของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จะถึงขั้นใช้งานไม่ได้เสียทีเดียว

อาการดังกล่าว มักส่งผลให้เกิดปัญหากับการควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น กล้ามเนื้อหดเกร็ง ตึงตัว เคลื่อนไหวผิดปกติ ซึ่งถือเป็นความพิการทางร่างกาย ที่พบได้มากที่สุดในเด็ก ด้วยโอกาสเกิดสูงถึง 2.5 ในเด็กแรกเกิด 1,000 คน

สาเหตุหลักนั้นมาจากปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลจากการพัฒนาของสมองระหว่างที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์ จนถึงช่วงแรกเกิด เช่น การขาดออกซิเจนระหว่างคลอด การคงอยู่ของพยาธิสภาพสมอง หรือการคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น

แต่แม้โรคดังกล่าวอาจมาพร้อมกับอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น ความบกพร่องทางสติปัญญา การเรียนรู้ การพูดคุยสื่อสาร ไปจนถึงอาจสูญเสียการมองเห็นไปได้ แต่นั่นย่อมขึ้นอยู่กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับสมองและระบบประสาทว่าได้รับผลกระทบไปมากน้อยเพียงใด

แม้ว่าท่าทางการโยนลูกในสนามของนักกีฬาบางรายอาจจะต้องใช้ปากคาบไม้พอยต์เตอร์ (Pointer) เพื่อปล่อยลูก แต่เมื่อมีการพูดคุยแล้ว นักกีฬาแทบทุกคนสามารถประมวลผลในความคิด พูดโต้ตอบสื่อสาร จนถึงขั้นสามารถใช้ชีวิตด้วยตนเองได้เลย

เดวิด สมิธ นักกีฬาเจ้าของ 3 เหรีญทองในบอคเซียประเภท BC1 หรือผู้ป่วยโรคสมองพิการ ที่จำต้องมีผู้ช่วยคอยให้ความช่วยเหลือระหว่างการแข่งขัน ได้เปิดเผยถึงชีวิตประจำวันของตนเองไว้ว่า

“ชีวิตประจำวันของผมไม่ได้เปลี่ยนไปมากนักในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมมีผู้ช่วยมาคอยดูแลอยู่ที่บ้าน แต่ผมก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระอยู่”

“ผมมีรถวีลแชร์ที่สามารถควบคุมการขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง ดังนั้นการไปไหนมาไหนย่อมไม่ใช่ปัญหา และสุขภาพโดยรวมของผมนั้นค่อนข้างดีขึ้นเยอะ จากการฝึกซ้อมและการแข่งบอคเซียเลย”

นั่นเพราะในปัจจุบัน วิวัฒนาการทางการแพทย์ ได้เข้ามามีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยสมองพิการ สามารถทำกายภาพบำบัด เพื่อสามารถช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวันได้มากที่สุด จากการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของข้อต่อ การทรงตัว และการเคลื่อนไหว ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกซ้อมก่อนเข้าแข่งขันด้วยเช่นกัน

แม้สภาพภายนอกของนักกีฬาเหล่านี้ จะไม่ได้เอื้ออำนวยกับการแข่งขันในรายการที่ต้องใช้กำลังอย่างหนัก แต่กับบอคเซีย ที่เป็นทั้งเกมกลยุทธ์ประหนึ่งกีฬาเคอร์ลิ่ง (Curling) จากโอลิมปิกฤดูหนาว ควบคู่ไปกับเป็นการกายภาพบำบัดแบบย่อม ก็ทำให้นี่เป็นหนึ่งในชนิดกีฬาที่ได้รับความนิยมจากทั้งผู้เล่นและผู้ชม จนนำไปสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

และนี่คือบอคเซีย กีฬาที่ถูกสร้างมาเพื่อผู้ป่วยสมองพิการ เพื่อความหวังจะนำพาให้พวกเขามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แม้จะต้องเผชิญกับอาการป่วยที่ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ก็ตาม

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

นักกีฬาโอลิมปิก ที่ชีวิตพลิกผันจนต้องมาลงแข่งขันพาราลิมปิก

เราอาจเคยเห็นนักกีฬาจากการแข่งขัน พาราลิมปิก ได้พัฒนาความสามารถของตนเอง จนขึ้นไปทัดเทียมกับผู้เล่นทั่วไป และมีโอกาสได้เข้าร่วมพิสูจน์ฝีมือกับนักกีฬาระดับ โอลิมปิก มาแล้ว

แต่ในเวลาเดียวกัน โชคชะตาก็ไม่ได้เป็นมิตรขนาดนั้น เพราะกับนักกีฬาปกติในระดับโอลิมปิก ก็อาจพบว่าชีวิตของตนต้องเปลี่ยนผันไปตลอดกาล ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ หรือสภาพโดยกำเนิดของร่างกาย ที่พร้อมจะพุ่งเข้ามาสู่ชีวิตได้โดยไม่ได้เลือกวันหรือเวลาอันเหมาะสมเลย

กับบางคน พวกเขาอาจยอมแพ้ให้กับโชคชะตา แต่บุคคลดังต่อไปนี้ คือผู้ที่ไม่ยอมแพ้ให้กับความไม่สมบูรณ์ทางร่างกาย และต่อสู้ทุกวิถีทาง เพื่อให้สามารถกลับมาลงเล่นในกีฬาที่ตัวเองรักได้อีกครั้ง

พาล แซคเคเรส (Pál Szekeres) – ฟันดาบ – ฮังการี

โอลิมปิก 1988 (1 ทองแดง) / พาราลิมปิก 1992-2012 (3 ทอง, 3 ทองแดง)

แซคเคเรส เข้าร่วมการแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในปี 1988 ในกีฬาฟันดาบชนิดฟอยล์ ทั้งแบบเดี่ยวและทีม ซึ่งเจ้าตัวสามารถคว้าเหรียญทองแดงมาได้ ในการแข่งขันประเภททีม หลังจากเอาชนะเยอรมนีตะวันออกได้ ในรอบชิงที่ 3 ด้วยคะแนน 9-5

อย่างไรก็ตาม ในปี 1991 แซคเคเรส ต้องมาประสบอุบัติเหตุระหว่างเดินทาง จนต้องนั่งรถวีลแชร์ไปตลอดชีวิต และจำเป็นต้องผันตัวมาแข่งกีฬาฟันดาบในพาราลิมปิกแทน

ซึ่งนั่นทำให้เจ้าตัวคว้าเหรียญทองในกีฬาฟันดาบได้ถึง 3 เหรียญ ในปี 1992 และ 1996 รวมทั้งยังเก็บเหรียญทองแดงในการแข่งขันพาราลิมปิกปี 2000, 2004, และ 2008 มาได้อีกด้วย จนกลายเป็นนักกีฬาคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่คว้าเหรียญรางวัลได้ทั้งในโอลิมปิกและพาราลิมปิกเกม

อัสซุนตา เลกนันเต (Assunta Legnante) – กรีฑา (ทุ่มน้ำหนัก) – อิตาลี

โอลิมปิก 2008 / พาราลิมปิก 2012-2020 (2 ทอง)

ชื่อของ เลกนันเต อาจไม่ได้เป็นที่คุ้นหูมากนัก แต่ผลงานของเธอนั้น ก็ดีพอที่จะได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิกทั้งในปี 2004 และ 2008 ทว่าต้องมาพลาดการเดินทางไปร่วมแข่งที่ประเทศกรีซ เนื่องจากค่าความดันในลูกตาสูงเกินกว่าปกติ ก่อนจะทำผลงานจบในอันดับ 19 ที่ปักกิ่ง จนพลาดการเข้าไปเล่นรอบชิงเหรียญรางวัลไปอย่างน่าเสียดาย

แต่ด้วยอาการต้อหินตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้สายตาด้านขวาของเธอค่อย ๆ แย่ลง จนสูญเสียการมองเห็นไปในปี 2009 ส่วนด้านตาซ้ายของเธอ ก็ประสบชะตากรรมที่ไม่ต่างกันมากนัก และแม้จะได้รับการรักษาแล้ว แต่ เลกนันเต ก็ทำได้แค่รับรู้แสงด้วยตาซ้ายเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ตาขวาของเธอนั้นบอดสนิท

นั่นจึงทำให้เธอผันตัวมาเข้าแข่งขันในพาราลิมปิกตั้งแต่ปี 2012 และคว้าเหรียญทองในรายการทุ่มน้ำหนักหญิง ประเภท F11 ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้พิการด้านการมองเห็น ได้ถึง 2 ครั้งด้วยกัน รวมทั้งยังเป็นเจ้าของสถิติโลกที่ระยะ 16.74 เมตรอีกด้วย ซึ่ง เลกนันเต ก็มีชื่อเข้าร่วมเดินทางมาป้องกันแชมป์ ในพาราลิมปิกที่โตเกียวด้วยเช่นกัน

เพโพ พุช (Pepo Puch) – ขี่ม้า – ฮังการี (โอลิมปิก) ออสเตรีย (พาราลิมปิก)

โอลิมปิก 2004 / พาราลิมปิก 2012-2020 (2 ทอง, 1 เงิน, 1 ทองแดง)

พุช เริ่มขี่ม้าตั้งแต่มีอายุได้ 15 ปี ก่อนจะพัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นมา จนได้เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกเป็นครั้งแรก เมื่อปี 2004 ในประเภท Individual Eventing ซึ่งเป็นรายการเดียวกันกับที่ “ปูไข่” – พงศ์สิรี บรรลือวงศ์ นักขี่ม้าคนแรกในโอลิมปิกของไทย ได้เข้าร่วมการแข่งขัน

แต่ด้วยอุบัติเหตุระหว่างการขี่ม้าในปี 2008 ที่ทำให้เจ้าตัวเป็นอัมพาตในครึ่งล่างของร่างกาย พุช จึงตัดสินใจฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ด้วยการขึ้นขี่ม้าอีกครั้ง ในการแข่งขันพาราลิมปิก ที่เจ้าตัวเก็บเหรียญทองได้ทั้งเมื่อปี 2012 และ 2016 พร้อมกับเหรียญเงินและเหรียญทองแดงอีกอย่างละเหรียญ จากการลงแข่งประเภท Freestyle และ Individual

แม้จะมีอายุ 55 ปีแล้ว แต่ พุช ก็ยังผ่านการคัดเลือกมาป้องกันแชมป์ของเขา ในพาราลิมปิก 2020 ที่โตเกียวครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

อิลเคอ วีลุดดา (Ilke Wyludda) – กรีฑา (ขว้างจักร, ทุ่มน้ำหนัก) – เยอรมันตะวันออก, เยอรมนี

โอลิมปิก 1992-2000 (1 ทอง) / พาราลิมปิก 2012

วีลุดดา คือดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งยุค ตั้งแต่เมื่อครั้งลงเล่นให้ทีมชาติเยอรมันตะวันออก ด้วยการทำสถิติโลกในประเภทเยาวชน ก่อนที่จะทำลายสถิติของตัวเองได้มากถึง 11 ครั้งด้วยกัน ก่อนจะไต่เต้าขึ้นมาคว้าเหรียญทองขว้างจักรหญิงในโอลิมปิกปี 1996 ด้วยระยะทาง 69.66 เมตร

อย่างไรก็ตาม ขณะที่รักษาอาการบาดเจ็บในปี 1997 เธอได้ประสบปัญหาติดเชื้อในกระแสเลือด จนทำให้ต้องถูกตัดขาขวาไปในปี 2010 ก่อนที่ วีลุดดา จะกลับเข้าสู่การแข่งขันกีฬาอีกครั้ง ในรอบหนึ่งทศวรรษกว่า ๆ ด้วยการร่วมแข่งขันในพาราลิมปิกปี 2012 ที่ลอนดอน ก่อนจะจบด้วยอันดับ 9 ในประเภทขว้างจักร กับอันดับ 5 ในประเภททุ่มน้ำหนัก

น่าเสียดายที่อดีตเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกรายนี้ ไม่ได้มีโอกาสกลับมาลุ้นเหรียญรางวัลในพาราลิมปิกอีกเลย แต่อย่างน้อยในปีนั้น เธอได้รับเหรียญเงินในรายการชิงแชมป์โลกเมื่อปี 2015 มาครอง เมื่อเจ้าของแชมป์โลกจากบัลแกเรีย ได้ถูกริบเหรียญไป จากการถูกตรวจพบสารกระตุ้นย้อนหลัง ซึ่งทำให้ วีลุดดา ได้เลื่อนจากอันดับ 3 ขึ้นเป็นที่ 2 แทน

ซานดรา เพาวิค (Sandra Paović) – เทเบิลเทนนิส – โครเอเชีย

โอลิมปิก 2008 / พาราลิมปิก 2016 (1 ทอง)

เพาวิค เริ่มเส้นทางการเป็นนักเทเบิลเทนนิส ด้วยการคว้าแชมป์รายการเยาวชนยุโรป ในวัยเพียง 14 ปีเท่านั้น ก่อนจะขึ้นมาติดทีมชาติโครเอเชีย ในชุดลุยศึกโอลิมปิก 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ทั้งในประเภทเดี่ยวและทีม ซึ่งแม้ว่าเธอจะไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลมาได้ (ที่ 1-3 ตกเป็นของจีนทั้งหมด) แต่ก็เพียงพอต่อการก้าวขึ้นมาติด 1 ใน 50 อันดับแรกของโลก

ทว่าโชคชะตาของเธอกลับต้องพลิกผันไปตลอดกาล เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2009 เพาวิค ประสบอุบัติเหตุรถชนขณะที่กำลังเดินทางไปสนามบินที่ปารีส จนทำให้เกิดปัญหากับกระดูกสันหลังของเธออย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อการก้าวเดิน และใช้งานขาของเธอในชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม เพาวิค ก็ไม่ปล่อยให้อาการบาดเจ็บมาเป็นอุปสรรคต่อการก้าวเดินตามฝันของเธอ ด้วยการกลับมาเล่นเทเบิลเทนนิสอีกครั้งในปี 2013 และได้ก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลกในคลาส C6 เมื่อปี 2014 และคว้าเหรียญทองพาราลิมปิกเกมที่ริโอ ในปี 2016 ด้วยการเอาชนะคู่แข่งจากเยอรมนีไปได้ 3-0 เกม

เพาวิค ขึ้นไปรั้งอันดับ 1 ของโลก หลังจากจบการแข่งขันที่ริโอ และไม่เคยหล่นลงมาต่ำกว่าอันดับ 2 เลยแม้แต่ครั้งเดียว นับตั้งแต่เข้าร่วมการแข่งขันสำหรับผู้บกพร่องทางร่างกาย ก่อนจะประกาศเลิกเล่นไปในปี 2017 ที่ผ่านมา

การเป็นนักกีฬาโอลิมปิกได้นั้น ก็เป็นสิ่งที่ยากและท้าทายมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อต้องประสบปัญหาในชีวิต ที่มีผลกระทบกับทั้งร่างกายและจิตใจในระดับนี้ แต่ยังคงกลับมาลงแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ต่างไปจากเดิม เป็นสิ่งที่น่านับถือและยกย่องมาก ๆ กับบรรดาผู้เล่นระดับโอลิมปิก ที่ต้องเปลี่ยนสถานะมาลงแข่งขันในพาราลิมปิกแทน จากโชคชะตาอันไม่เป็นใจ