อาร์เซน่อล ซื้อขาย 2021

อาร์เซน่อล ซื้อขาย 2021

อาร์เซน่อล ซื้อขาย 2021

อาร์เซน่อล ซื้อขาย 2021

ไอ้ปืนใหญ่ อาร์เซน่อล ฤดูกาลที่แล้ว ถือว่าทำผลงานได้น่าผิดหวัง จบที่อันดับ 8 ไม่ได้ไปเล่นในรายการใด ในศึกชิงถ้วยสโมสรของยุโรปเลย แม้ทาง ยูฟ่า จะเปิดรายการ ยูฟ่า ยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ลีก ขึ้นมาใหม่เป็นถ้วยที่ 3 ให้ชิงชัยกัน

ย้ายเข้า

สำหรับตลาดซื้อขายหน้าร้อน 2021-2022 อาร์เซน่อล มีการเสริมตัวเข้ามาอย่างเรียกได้ว่า “การทุ่มทุนครั้งใหญ่” เลยทีเดียว มีการเสริมตัวผู้เล่นใหม่เข้ามาถึง 6 ราย รวมมูลคค่าถึง 156.8 ล้านปอนด์ ซึ่งมากสุดในพรีเมียร์ลีก

  • นูโน่ ตาวาเรส (เบนฟิก้า, 7.2 ล้านปอนด์)
  • อัลเบิร์ต แซมบี้ ลาคอนก้า (อันเดอร์เลทช์, 15.75 ล้านปอนด์)
  • เบน ไวท์ (ไบรท์ตัน, 50 ล้านปอนด์)
  • มาร์ติน โอเดการ์ด (เรอัล มาดริด, 30 ล้านปอนด์)
  • แอรอน แรมสเดล (เชฟฯ ยูไนเต็ด, 24 ล้านปอนด์)
  • ทาเคฮิโระ โทมิยาซุ (โบโลญญา, 16 ล้านปอนด์)
  • ย้ายออก

    สำหรับผู้เล่นที่ย้ายออกไปมีด้วยกัน 12 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการปล่อยยืมตัวและหมดสัญญา โดยได้เงินเข้าสโมสรเพียง 25 ล้านปอนด์ จากการปล่อยตัว โจ วิลล็อค ไปให้กับทีม นิวคาสเซิ่ล

    • โจ วิลล็อค (นิวคาสเซิล, 25 ล้านปอนด์)
    • ลูคัส ตอร์เรร่า (ฟิออเรนตินา, ยืมตัว)
    • ดานี่ เซบายอส (หมดสัญญายืมตัว)
    • แมต ไรอัน (หมดสัญญายืมตัว)
    • ดาวิด ลุยซ์ (หมดสัญญา)
    • ดินอส มาฟโรปานอส (สตุตการ์ท, ยืมตัว)
    • มัตเตโอ เก็นดูซี่ (มาร์กเซย, ยืมตัว)
    • วิลเลียม ซาลิบา (มาร์กเซย, ยืมตัว)
    • วิลเลียน (โครินเธียนส์, ยกเลิกสัญญา)
    • รีสส์ เนลสัน (เฟเยนูร์ด, ยืมตัว)
    • เอคเตอร์ เบเญริน (เรอัล เบติส, ยืมตัว)
    • อเล็กซ์ รูนาร์สสัน (โอเอช ลูเวิน, ยืมตัว)
    • ภาพรวม

      การเสริมทีมในปีนี้ มีมูลค่ารวม(156.8 ล้านปอนด์) สูงเป็นอันดับ 1 ในลีก ส่วนต่างของการซื้อเข้ากับขายออก(ติดลบ 131.8 ล้านปอนด์) ก็ยังสูงเป็นอันดับ 1 อีกด้วย แต่นักเตะที่ได้มาส่วนใหญ่เป็นดาวรุ่งที่อายุ 21-24 ปี จึงน่าจะมีเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่จะสามารถสอดแทรกขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ หากมองลึกถึงการเสริมนักเตะบางคนด้วยราคาที่สูงเกินไป นั่นก็เพราะ อาร์เซน่อล ต้องการนักเตะโควต้า “โฮมโกรน” เข้ามาเสริม แต่การมองแบบนี้จะเป็นผลดีกับทีมในระยะยาวแน่นอน เพียงแต่ว่าผู้จัดการทีม มิเกล อาร์เตต้า จะได้อยู่ถึงตอนนั้นหรือไม่

      ความหวังและความน่าจะเป็น

      อาร์เซน่อล ลงทุนไปขนานนี้ ความหวังอาจยังไม่ใช่การแย่งแชมป์ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ใน 4 เพื่อโควต้าถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก หรืออย่างน้อย ต้องลุ้นแย่งไปจนถึงปลายฤดูกาล แต่ดูอันดับในตารางคะแนนปัจจุบันแล้วไม่น่าเชื่อเลย อาร์เซน่อล ลงสนามมาแล้ว 3 นัดในลีก แพ้รวด ยังไม่มีคะแนน เสียไป 9 ประตู แล้วที่สำคัญปืนใหญ่กระสุนด้านสนิท คือยังยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว จมอยู่อันดับสุดท้ายของตาราง ตอนนี้เก้าอี้ของผู้จัดการทีม มิเกล อาร์เตต้า ร้อนผ่าว ทำให้ดูแล้วความหวังติด 1 ใน 4 ที่ตั้งไว้ของไอ้ปืนใหญ่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เชื่อว่าสุดท้ายแล้วจะเป็น อาร์เตต้า ที่ได้ทำทีมต่อ หรือจะเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็ตาม ทีมอย่าง อาร์เซน่อล น่าจะกลับมาจบฤดูกาลในครึ่งบนของตารางได้

เรียก 47 นักเตะทีมชาติไทย

เรียก 47 นักเตะทีมชาติไทย

เรียก 47 นักเตะทีมชาติไทย

เรียก 47 นักเตะทีมชาติไทย

วันนี้ (12 เม.ย.2564) อากิระ นิชิโนะ หัวหน้าผู้ฝึกสอน  ทีมชาติ ไทย ประกาศรายชื่อ 47 นักเตะ เพื่อเรียกตัวเข้าแคมป์ฝึกซ้อมเตรียมพร้อม สำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 ใน 3 นัดสำคัญ ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในช่วงเดือน มิ.ย.

หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย กล่าวว่า ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงให้ทราบถึงขั้นตอนในการประกาศครั้งนี้ ผมต้องการให้นักฟุตบอลได้เห็นว่าได้รับการติดตาม วิเคราะห์และพิจารณาโดยผมและทีม

งานสตาฟฟ์ ตลอดในผลงานในการแข่งขันฟุตบอลไทยลีก เอฟเอคัพ การเรียกตัวอุ่นเครื่องทีมชาติกับสโมสรและทีมออลสตาร์ที่ผ่านมา ซึ่งเราจะมีการฝึกซ้อมและคัดเลือกจากแคมป์ใน

ประเทศ ก่อนจะมีรายชื่ออีกครั้ง เพื่อเดินทางไปยูเออี หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ยังกล่าวว่า มีนักเตะหน้าใหม่หลายคนที่ผมเชื่อมั่นว่าจะเข้ามาเติมความแข็งแกร่ง เพราะทุกคนมีความพร้อม

และมีความสามารถ หากได้มีการทบทวนแทคติกและมีเวลาฝึกซ้อมที่เหมาะสม ครั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีว่า เอเอฟซีได้วางโปรแกรมแข่งขัน 3 นัดต่อ

เนื่องในช่วงฟีฟ่าเดย์ ซึ่งจะทำให้สามารถเรียกนักฟุตบอลได้ตามระเบียบของฟีฟ่า และผมเองเชื่อว่าทุกชาติในทวีปเอเชียจะนำทัพนักฟุตบอลที่ดีที่สุดเข้าสู่การแข่งขัน รวมถึงทีมชาติไทยเองก็เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้เราต้องมีการวางแผนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้การเดินทางไปประเทศยูเออีครั้งนี้ประสบความสำเร็จ เราจำเป็นที่จะต้องมีขนาดทีมและนักกีฬาที่เหมาะสม เพื่อรองรับโปรแกรม

การแข่งขันและให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดกลับมา ต้องขอความร่วมมือ และขอขอบคุณทุกสโมสรอีกครั้ง ขอกำลังใจแฟนบอลชาวไทย สำหรับการแข่งขันสำคัญครั้งนี้

รายชื่อนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดใหญ่ จำนวน 47 คน มีดังนี้

1. ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

2. พรรษา เหมวิบูลย์ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

3. ศศลักษณ์ ไหประโคน สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

4. ศุภชัย ใจเด็ด สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

5. นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

6. สุภโชค สารชาติ สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

7. ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

8. จักรพันธ์ แก้วพรม สโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

9. ฉัตรชัย บุตรพรม สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

10. สารัช อยู่เย็น สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

11. ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

12. ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

13. สันติภาพ จันทร์หง่อม สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

14. ธีรศิลป์ แดงดา สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

15. สุมัญญา ปุริสาย สโมสร บีจี ปทุม ยูไนเต็ด

16. วรวุฒิ ศรีสุภา สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

17. ธนบูรณ์ เกษารัตน์ สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

18. นิติพงษ์ เสลานนท์ สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

19. จตุรพัช สัทธรรม สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

20. บดินทร์ ผาลา สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

21. อดิศักดิ์ ไกรษร สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

22. วรวุฒิ นามเวช สโมสร การท่าเรือ เอฟซี

23. ปฏิวัติ คำไหม สโมสร สมุทรปราการ ซิตี้

24. พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี สโมสร สมุทรปราการ ซิตี้

25. เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ สโมสร สมุทรปราการ ซิตี้

26. ธีระพล เยาะเย้ย สโมสร สมุทรปราการ ซิตี้

27. เอร์เนสโต ภูมิภา สโมสร สมุทรปราการ ซิตี้

28. สรานนท์ อนุอินทร์ สโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

29. พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล สโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

30. เอกนิษฐ์ ปัญญา สโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

31. ศิวกรณ์ เตียตระกูล สโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

32. มานูเอล ทอม เบียร์ห สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

33. ทริสตอง โด สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

34. ณัฐวุฒิ สุขสุ่ม สโมสร ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

35. สุพร ปีนะกาตาโพธิ์ สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

36. วีระเทพ ป้อมพันธุ์ สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

37. สมพร ยศ สโมสร เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด

38. ฉัตรมงคล เรืองฐณโรจน์ สโมสร ชลบุรี เอฟซี

39. ภานุพงศ์ พลซา สโมสร ชลบุรี เอฟซี

40. วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ สโมสร ชลบุรี เอฟซี

41. ฟิลิป โรลเลอร์ สโมสร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี

42. ปวีร์ ตัณฑะเตมีย์ สโมสร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี

43. สุพรรณ ทองสงค์ สโมสร สุพรรณบุรี เอฟซี

44. สถาพร แดงสี สโมสร ตราด เอฟซี

45. ธีราทร บุญมาทัน สโมสร โยโกฮามา เอฟ มารินอส

46. ชนาธิป สรงกระสินธ์ สโมสร คอนซาโดเล ซัปโปโร

47. ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

สำหรับ กำหนดการเรียกนักฟุตบอลชายทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เข้าแคมป์จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก นักกีฬา ที่ไม่ได้ลงทำการแข่งขันฟุตบอลช้าง เอฟเอคัพ 2020 จะเข้าตรวจหาเชื้อ COVID-19 ที่กรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ในวันที่ 30 เม.ย. และเข้าแคมป์ก่อนในวันที่ 3 พ.ค.

 

 

ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์

ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์

ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์

ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด จ่าฝูงศึกโตโยต้า ไทยลีก เปิดตัว “มิคกี้”  ปีกขวาดีกรีทีมชาติไทย เข้ามาร่วมทัพอย่างเป็นทางการ โดยจะสวมเสื้อหมายเลข 18

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด จ่าฝูงศึกโตโยต้า ไทยลีก เปิดตัว “มิคกี้” ปีกขวาดีกรีทีมชาติไทย จากสโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด เข้ามาร่วมทัพอย่างเป็นทางการเรียบร้อยแล้ว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในเลกที่สอง โดยจะสวมเสื้อหมายเลข 18 ให้กับทัพ “เดอะ แรบบิท”

โดย “มิคกี้” ปฐมพล กล่าวถึงการย้ายมาเล่นในถิ่นลีโอ สเตเดี้ยมว่า “รู้สึกดีใจครับที่ได้ย้ายมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีม บีจี ปทุมฯ และรู้สึกดีใจที่ได้กลับมาร่วมงานกับพี่ๆ เพื่อนๆ

นักเตะที่เคยเจอกันมาอีกครั้ง นับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่ผมจะได้พัฒนาตัวเอง ส่วนเป้าหมายของผมแน่นอนว่าผมมาที่นี่เพื่อพาทีมเป็นแชมป์ไทยลีก รวมถึงการไปเล่นใน

ฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งผมหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการพา บีจีพียู ไปให้ไกลที่สุดในรายการนี้ ก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับแฟนบอลบีจี ปทุมฯ ทุกคนด้วยครับ ผม

หวังว่าจะทำผลงานให้ดีที่สุด เพื่อแฟนบอลและสโมสรฯ ก็อยากให้ทุกคนเข้ามาเป็นกำลังใจให้กับผม และพี่ๆเพื่อนๆในทีมทุกคนด้วยครับ ขอบคุณครับ”

สำหรับ ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ ปัจจุบันอายุ 26 ปี เคยเป็นนักเตะจากอะคาเดมี่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับหลายสโมสรไม่ว่าจะเป็น อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด,

นครนายก เอฟซี, สมุทรสงคราม เอฟซี, อยุธยา เอฟซี, พัทยา ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และโปลิศ เทโร เอฟซี ด้วยสัญญายืมตัวเป็นทีมล่าสุด นอกจากนี้ยังเคยมีชื่อติดทีมชาติไทยชุด

ใหญ่ 1 นัดในเกมที่อุ่นเครื่องกับ นครปฐม ยูไนเต็ด เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมาอีกด้วย

4 เหตุผลที่ บีจี ต้องกระชากตัว ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ เข้ารังกระต่าย

ปิดดีลไปอีกหนึ่ง เรียบร้อยโรงเรียนกระต่าย สำหรับการย้ายทีมจาก สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด สู่ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ของ

นับเป็นแข้งรายที่สามแล้ว ที่ “เดอะ แรบบิท” กระชากเข้ารังในช่วงตลาดนักเตะเลกที่สองของซีซั่น 2020-21 ต่อจาก ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ จาก ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม และ ธีรศิลป์ แดงดา จาก ชิมิสุ เอสพัลส์

และบทความนี้ เราขอพาทุกท่านไปพบ 4 เหตุผลที่ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ต้องการตัว

ตำแหน่งของ ปฐมพล ที่เขาถนัดที่สุดคือเพลย์เมกเกอร์ ที่เล่นอย่างอิสระหลังกองหน้าตัวเป้า เหมือนอย่างที่เขาเล่นให้กับ โปลิศ เทโร เอฟซี

ในรัง “มังกรโล่เงิน” ปฐมพล ยืนเด่นอยู่หลังกองหน้า โดยมีตัวเก็บกวาดให้อย่าง กนกพล ปุษปาคม และ ณรงค์ จันเสวก

และด้วยตำแหน่งนี้ เขาจะสามารถซัพพอร์ต สุมัญญา ปุริสาย ที่มีวัย 34 ปีแล้วได้ โดยจะยืนอยู่หน้าคู่มิดฟิลด์ตัวกลางอย่าง สารัช อยู่เย็น และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

ด้วยอายุของ “เจ้าตั๊ก” สุมัญญา ก็ต้องยอมรับว่า จำเป็นต้องหาตัวซัพพอร์ต และ “มิคกี้” น่าจะเป็นคำตอบที่ยอดเยี่ยมของบีจี

แม้จะชอบเล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุกอิสระ แต่จริงๆ แล้ว  สามารถเล่นปีกซ้าย และปีกขวาได้ด้วย

ซึ่งการยืนตำแหน่งที่สามารถยืดหยุ่นได้นี้ เขาจะสามารถช่วยให้การวางหมากของ ดุสิต เฉลิมแสน มีตัวเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะการยืนตำแหน่ง “วิงแบ็คซ้าย” ที่สามารถทำเกมรุกได้ดีกว่า สหรัฐ ปองสุวรรณ

เป็นปีที่ “โซฮอต” สุดๆ ของ “มิคกี้” ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม กับ โปลิศ เทโร เอฟซี โดยเฉพาะจังหวะเลี้ยงกินตัวเข้าไปจ่ายบอลคมๆ

ซึ่งเป็นผลให้เขาติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ครั้งแรก ในวัย 26 ปี ในเกมที่ “ช้างศึก” เสมอกับ ไทยลีก ออลสตาร์ 2-2

ฟอร์มแบบนี้ ในวัยที่ยังใช้งานได้อีกหลายปี และมีแนวโน้มจะปรับตัวได้ดี เนื่องจากอยู่ในเวทีไทยลีกมายาวนาน เป็นใคร ใครก็อยากได้ จริงไหม?

ฉันเก่งพอสำหรับทีมใหญ่

อันที่จริง “มิคกี้” เติบโตมาจากอะคาเดมี่ของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด แต่เขายังไม่มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในทีมชุดใหญ่มากนัก โดยเคยลงตัวจริงให้กับ “กิเลนผยอง” แค่ 1 นัด และเป็นสำรองอีก 5 นัดเท่านั้น

ก่อนที่จะต้องย้ายไปอยู่กับหลายทีมทั้ง อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด, นครนายก เอฟซี, สมุทรสงคราม เอฟซี, พัทยา ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และ โปลิศ เทโร เอฟซี เป็นทีมล่าสุด

ซึ่งช่วงที่อยู่กับ “กว่างโซ้งมหาภัย” ในปี 2017-2018 “เจ้ามิคกี้” ก็ได้ลงสนามให้กับทีมจากล้านนารวมสองปี แค่ 26 เกมเท่านั้น โดยเป็นตัวจริงแค่ 10 นัด และ สำรองอีก 16 เกม

ฉะนั้น สิ่งที่อยู่ในใจเขาตลอดมา คือ เขาดีพอที่จะเป็นตัวหลักให้กับทีมใหญ่หรือไม่

และนี่ก็คือโอกาสครั้งสำคัญที่เขาจะสามารถตอบหัวใจตัวเอง และบอกแฟนบอลไทยทุกคนว่า

สวัสดีครับ ผมมิคกี้

ผมพร้อมแล้วกับการอยู่ทีมใหญ่และผมจะทำให้เห็นว่า ผมมีดีพอ…

ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ แนวรุกฟอร์มแรง บีจี ปทุมฯ คว้านักเตะยอดเยี่ยมโตโยต้า ไทยลีก 2020 นัดที่ 29 จากเราไปครอง หลังช่วยทีมเปิดบ้านชนะ ราชบุรี มิตรผลฯ 2-0

ดาวเตะวัย 26 ปี ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อตลอด 90 นาที มีส่วนร่วมกับเกมรุกอยู่ตลอด ทำได้ดีทั้งการเคลื่อนที่หาช่องว่าง , วิ่งเชื่อมเกม และ อันตรายทุกครั้งเมื่อบอลได้บอล ที่สำคัญยังซัด 1 ประตู พา เดอะ แรบบิท ฉลองแชมป์ไทยลีกครั้งแรกต่อหน้าแฟนบอล ด้วยบรรยากาศที่ชื่นมื่น

 

 

 

 

คาริม เบนเซม่า

คาริม เบนเซม่า

คาริม เบนเซม่า

คาริม เบนเซม่า

 พอล เมอร์สัน อดีตนักเตะของ อาร์เซนอล ตำหนิสโมสรที่ไม่กล้าทุ่มเงินคว้านักเตะระดับโลกอย่างเช่น คาริม เบนเซมา มาร่วมทัพ ทั้งที่คิดราคาค่าตั๋วแพงที่สุด

ทีมปืนใหญ่ตกเป็นข่าวว่าต้องการคว้านักเตะในตำแหน่งศูนย์หน้ามาร่วมทัพ โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ คาริม เบนเซมา กองหน้าของเรอัล มาดริด ทว่าไม่อาจคว้าตัวมาร่วมทีมได้สำเร็จ แต่ดาวเตะระดับตำนานของสโมสรรายนี้ชี้ว่า  ต้นสังกัด  เก่าของเขาควรแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทกว่านี้

“ถ้าคุณเป็นแฟนบอลอาร์เซนอลที่ถือตั๋วปี คุณกำลังจ่ายเงินในราคาที่แพงที่สุด” เมอร์สันกล่าวทาง Sky Sports “มันเป็นเงินของพวกเขา มันเป็นเงินของแฟน มันไม่ใช่เงินของอาร์แซน เวงเกอร์ ไม่ใช่เงินของสโมสร มันเป็นเงินของแฟนบอลที่พวกเขาจ่ายมาเพื่อซื้อนักเตะ

“ไอเดียทั้งหมดของการขยายสนามให้ใหญ่ขนาดจุคนได้ 60,000 ที่นั่งก็คือการนำนักเตะคุณภาพสูงเข้ามา ผมไม่รู้ว่าทำไมอาร์เซนอลถึงไม่ยอมจ่ายเงิน

“ก็แค่ลองยื่นซื้อเบนเซมาไป 75 ล้านปอนด์ ถ้ามาดริดปฏิเสธและบอกว่า เราไม่ขายเขา คุณก็คงทำอะไรกับมันไม่ได้

“คุณต้องลองทุ่มยื่นข้อเสนอ แล้วถ้าพวกเขาปฏิเสธ หรือนักเตะไม่อยากมา ก็คงต้องปล่อยไปตามนั้น แต่แสดงให้เห็นถึงอะไรบ้างสิ

“มันคือการโกงแฟนบอล แฟนบอลหลายๆ คนคงคิดว่า เราจะมาที่นี่ทำไม เรามาทุกสัปดาห์ เราจ่ายค่าตั๋วแพงที่สุดไปเพื่ออะไร ท็อปโฟรเหรอ เราอาจจะได้ไปเล่นที่เวมบลีย์อีกครั้งในเอฟเอ คัพ ก็ได้นะ โอโห้”

ชื่อ : คาริม เบนเซม่า

เชื้อชาติ : ฝรั่งเศษ

วันเกิด : 17 ธ.ค. 1987

อายุ : 25 ปี

สถานที่เกิด : ลียง ,ฝรั่งเศษ

ส่วนสูง : 184 ซม.

ต้นสังกัด : เรอัล มาดริด

ตำแหน่ง : กองหน้า

ถ้าจะพูดถึงกองหน้าทีมชาติฝรั้งเศษที่ก้าวขึ้นมาเป็นตัวชูโรงของวงการลูกหนังเมืองน้ำหอม ก็คงหนีไม่พ้น คาริม เบนเซม่า ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เขาพัฒนาฝีเท้าให้ตนเองกลายเป็นดาวยิงอันดับต้นๆของโลกไปแล้วในขณะนี้ และยังเป็นศูนย์หน้าเบอร์หนึ่งของทีมชาติฝรั่งเศษในชุดปัจจุบัน

เบนเซม่า เป็นผลผลิตของทีมเยาวชนลียง ก่อนจะก้าวขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี โดยนอกจากจะเป็นหัวหอกตัวเป้าในการเล่นระบบ 4-3-3 ของทีมแล้ว เบนเซม่า ยังสามารถเล่นในตำแหน่งปีกทั้งสองข้างได้ด้วย และเขาสามารถทำประตูได้ทันทีในการลงเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดแรก ในเกมที่พบกับ โรเซนบอร์ก ฤดูกาล 2005/06 ซึ่งเป็นการทำสกอร์ได้ก่อนลีก เอิงด้วยซ้ำไป

 ในฤดูกาล 2007/08

เบนเซม่า ก็เริ่มเป็นที่รู้จักไปในวงกว้าง หลังกดไป 31 ประตูในการลงสนาม 52 นัดด้วยฟอร์มการถล่มประตูที่ร้อนแรงดังกล่าวทำให้มีหลายสโมสรยักษ์ใหญ่ในยุโรปจ้องจะดึงตัวเขาไปร่วมทีม ซึ่งรวมไปถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, บาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด แต่เขาออกมาบอกว่าไม่มีทางย้ายแน่นอน

นอกจากจะทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำในลีกแล้ว เบนเซม่า ยังช่วยให้ ลียง ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้เป็นครั้งแรก หลังจากเหมาคนเดียว 2 ประตูให้ทีมดังจากฝรั่งเศส บุกไปเอาชนะ เรนเจอร์ส ได้ถึงไอบร็อกซ์ สเตเดี้ยม 3-0

เบนเซม่า เคยได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีในฝรั่งเศส โดยมีเพื่อนร่วมทีมลียง อย่าง ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา คว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมไปครอง ดาวเตะวัย 20 ปีในขณะนั้นถูกยกย่องว่าเป็น “นิว ซีดาน” เนื่องจากรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน อีกทั้งยังมีเชื้อสายแอลจีเรียนเหมือนกันด้วย แต่ที่ เบนเซม่า เหมือนกับ ซีเนอดีน ซีดาน มากที่สุดก็คือสไตล์การเล่น โดยเฉพาะเวลาที่เขาพาบอลตะลุยเลี้ยงหลบกองหลัง

ในฤดูกาล 2008/09 กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส ก็ตัดสินใจจรดปากกาต่อสัญญากับ ลียง ออกไปอีกเพื่อสยบข่าวลือเรื่องย้ายทีม และการเซ็นสัญญาครั้งนี้จะทำให้เขาอยู่กับแชมป์ลีกเอิงไปจนถึงฤดูกาล 2013 และมีอ็อปชั่นต่อสัญญาเพิ่มอีก 1 ปีได้อีก และหลังจากการเซ็นสัญญาก็ทำให้เขากลายเป็นนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดในแดนน้ำหอมทันที

ถึงอย่างไรทีมอย่างลียงที่ชอบปล่อยนักเตะด้วยค่าตัวแพงๆอยู่แล้วแล้วนั้น ก็ไม่อาจจะทนแรงกดดันจากราชันชุดขาว เรอัล มาริดยักษ์ใหญ่แห่งลีกสเปนได้ จึงจำใจต้องปล่อยกองหน้าที่ดีที่สุดของทีมออกไปในฤดูกาล 2009/10 ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 35 ล้านปอนด์

เบนเซม่า เริ่มต้นฤดูกาล 2009/10 ในถิ่น ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว ได้ไม่สมกับค่าตัวที่ย้ายมาจากลียง เพราะเขาลงเล่นให้กับชุดขาวไปทั้งหมด 33 นัด ยิงได้เพียง 9 ประตูเท่านั้น จึงทำให้หลายคนคิดว่าเขาไม่มีศักยภาพเพียงพอกับทีมใหญ่แบบมาดริด แต่เขาออกมาให้สัมภาษณ์ว่าในฤดูกาลถัดไปจะเป็นปีของเขาอย่างแน่นอน

ฤดูกาล  2010/11 เป็นปีที่ 2 ของเขาหลังจากย้ายมาจากลียง และในปีนี้ โชเซ่ มูรินโญ่ ได้เข้ามาคุมทัพและให้โอกาสเขาลงสนามมากขึ้นจนทำให้เขาซัดไป 26 ประตูจาก 48 เกมที่ลงเล่นทั้งหมด และสามารถทำสถิติให้ตนเองด้วยการยิงใส่คู่แข่ง 2 ลูกได้ึถึง 3 เกมติดต่อกันในเกมลีก ถือว่าเป็นการปรับตัวที่ดีในถิ่น ซานติอาโก้ เบอร์นาบิว และเป็นการร่วมงานที่ดีระหว่างเขากับ มูรินโญ่

ต่อมาในฤดูกาล 2011/12 ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองของเขากับ เรอัล มาดริด อย่างแท้จริงเพราะเปิดหัวมาเขาก็ยิงใส่คู่ปรับตลอดการอย่างบาร์เซโลน่าได้ทันทีในเกมซูปเปอร์คัพถึงแม้จะแพ้ไปในที่สุดก็ตาม แต่ถึงอย่างไรในฤดูกาลน้เขาก็สามารถยิงประตูในหนึ่งฤดูกาลได้เยอะที่สุดในชีวิตค้าแข็งของเขาด้วยสถิติ 32 ประตู ในการเล่นทั้งหมด 52 เกม

มาถึงฤดูกาล 2013/14 เป็นฤดูกาลที่เขาหวังว่าจะทำสกอร์ให้ได้อย่างต่อเนื่องอย่างทีผ่านๆมา และยิ่งปีนี้ เรอัล มาดริด ได้ขาย กอนซาโล อิกวาอิน กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ออกไปจากทีมทำให้เขากลายเป็นกองหน้าตัวเป้าเบอร์ 1 ของทีมไปทันที และพอเริ่มฤดูกาลมาเขาก็ยังโชว์ฟอร์มเทพด้วยการซัด 2 ประตูจาก 2 เกมแรกในลีก แล้วก็มายิงใส่กาลาตาซาราย ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 2 ลูก

ปีนี้เราทุกคนต้องคอยเฝ้าดูว่าเขาจะสามารถทำประตูได้อย่างเป็นกอบเป็นกำอย่างที่ผ่านๆมาได้หรือไม่และในทีมชาติฝรั่งเศษที่เขาเป็นดาวยิงหมายเลข 1 ของทีม เขาจะสามารถพาทีมเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกที่บราซิลได้หรือไม่เราต้องติดตามและให้กำลังใจกันต่อไป

หากเปรียบฟุตบอลเป็นละครโรงใหญ่ หรือภาพยนตร์สักเรื่อง ศูนย์หน้าที่มีความครบเครื่องและจัดเป็นนักเตะฝีเท้าฉกาจระดับ ‘เวิลด์คลาส’ อย่าง คาริม เบนเซม่า คงเป็นได้แค่เพื่อนพระเอก เพราะตลอดอาชีพค้าแข้งที่ผ่านมา เขารับบทพระรองคอยสนับสนุนผองเพื่อนและเหล่านักเตะซูเปอร์สตาร์มาตลอด
เบนเซม่าเป็นที่รู้จักในวงการลูกหนังในฐานะกองหน้าของทีม ‘ราชันชุดขาว’ เรอัล มาดริด แห่งศึกลาลีกาสเปน เขาคว้าแชมป์กับชุดขาวมาแล้วมากมาย แต่ความสำเร็จเหล่านั้นมักอยู่หลังสปอตไลต์ที่ฉายไปยังเพื่อนร่วมทีมคนอื่นไม่ว่าจะเป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้, กาก้า หรือแกเร็ธ เบลล์
ความโชคร้ายของเบนเซม่า ยังเกิดขึ้นในนามทีมชาติเช่นกัน โดยแทนที่จะได้คว้าแชมป์โลกกับฝรั่งเศสในปี 2018 แต่เขากลับโดนกล่าวหาพัวพันคดีขู่แฉ ‘เทปลับ’ เพื่อนร่วมทีม ทำให้ถูกแบนจากทีมชาติชุดนั้น และไม่มีชื่อติดทีม ‘ตราไก่’ อีกเลยมาเป็นนานเกือบ 6 ปี
อย่างไรก็ดี ในศึกยูโร 2020 ที่เลื่อนมาแข่งในปี 2021 นี้ เบนเซม่า ในวัย 33 ปี ได้โอกาสหวนกลับคืนทีมชาติอีกครั้งแบบเหนือความคาดหมาย โดยเจ้าตัวยอมรับว่าดีใจกับโอกาสที่ได้ แม้จะยังเป็นได้แค่พระรอง คอยสนับสนุนเพื่อนอยู่ข้างหลังก็ตาม

แกเร็ท เบล

แกเร็ท เบล

แกเร็ท เบล

แกเร็ท เบล

เกิด : 16 กรกฎาคม 1989 (2532) ที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ประเทศเวลส์

อายุ : 31 ปี

สัญชาติ : เวลส์

ตำแหน่ง : กองหน้า / ปีกขวา

เริ่มต้นชีวิตในเส้น ทางสายลูกหนัง  จากการเป็นเยาวชนในอคาเดมี่ของ เซาธ์แฮมป์ตัน โดยได้ทำการเปิดตัว ลงสนามให้กับทีม “นักบุญ” เป็นครั้งแรกในปี 2006 ในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ด้วยวัยเพียง 16 ปี แม้ตอนนั้น เบล จะลงเล่นในตำแหน่ง แบ็กซ้าย แต่เขาก็เริ่มมีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในความเชี่ยวชาญ ด้านการยิงฟรีคิก ที่แม่นยำมาตั้งแต่เวลานั้น โดยเขาทำไป 5 ประตู จากการลงเล่น 45 นัด ให้กับสโมสรแรกในชีวิต

เบล พัฒนาฝีเท้าได้อย่างรวดเร็ว จนทำให้  “ไก่เดือยทอง”  ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ ปี 2007 ด้วยค่าตัวราว 7 ล้านปอนด์ ซึ่งเขาก็สร้างความประทับใจให้กับสโมสรใหม่ได้ทันที หลังทำไปถึง 3 ประตู จาก 4 เกมแรกที่ลงสนาม ส่งผลให้เขากลายเป็นดาวรุ่งวัย 18 ปี ที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในเวลานั้น

หลังย้ายมาเล่นในตำแหน่งปีกเต็มตัว ดาวเตะเลือดเวลส์ ก็ยกระดับฝีเท้าของเขาอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นตัวหลักของยอดทีมจากลอนดอนเหนือ โดยในฤดูกาล 2011/12 เขายิงในลีกได้ถึง 10 ประตู ทว่าจุดพีคของ เบลกับสเปอร์ส เกิดขึ้นในปีต่อมา เมื่อเขาโชว์ฟอร์มสุดร้อนแรง จนดังเป็นพลุแตกในซีซั่น 2012/13 หลังซัดให้ทีมไปถึง 21 ประตู จากการลงเล่น 33 นัด ในศึกพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นเป็นนักเตะระดับแถวหน้า ขึ้นแท่น “ซูเปอร์สตาร์” อย่างเต็มตัว

และด้วยฝีเท้าอันจัดจ้านเกินหยุดยั้ง ทำให้ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ไม่รอช้า จัดการกระชากตัว เบล ไปร่วมทัพในปี 2013 ด้วยค่าตัวราว 85.3 ล้านปอนด์ ซึ่งกลายเป็นสถิติโลกในเวลานั้น ทำลายสถิติเดิมของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่พวกเขาเคยทุ่มเงินซื้อมาจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยมูลค่า 80 ล้านปอนด์ ในปี 2009

ด้วยค่าตัวระดับสถิติโลก ทำให้ เบล ถูกคาดหวังให้เข้ามาเป็นแข้งคนสำคัญของทีม ซึ่ง เบล ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ต้องผิดหวัง เมื่อเขายังคงโชว์ฟอร์มได้เป็นอย่างดี และมีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ คว้าแชมป์ต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เบล ช่วยพาทีมคว้าแชมป์ไปครองได้ถึง 4 ครั้ง ภายในเวลาเพียง 5 ปี

อย่างไรก็ดี นัดชิงชนะเลิศ ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งที่ เบล น่าจะถูกจำจด และเป็นที่พูดถึงมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้นแชมป์สมัยล่าสุดของ เบล ในซีซั่น 2017/18 ที่ เรอัล มาดริด ปะทะกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โดยเกมนั้น เบล ถูกกุนซือ ซีเนดีน ซีดาน ส่งลงสนามเป็นตัวสำรอง ก่อนที่เขาจะโชว์ลูกยิงสุดมหัศจรรย์ ด้วยการตีลังกาจักรยานอากาศฟาดบอล เข้าประตูไปอย่างหมดจด ตามด้วยลูกส่องไกลอีกหนึ่งประตู ช่วยให้ยอดทีมจากมาดริด คว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 3 สมัยติดต่อกันได้สำเร็จ และกลายเป็นแชมป์สมัยที่ 13 ของสโมสร

ทว่าจากวันนั้น เส้นทางลูกหนังของ แกเร็ธ เบล กับ เรอัล มาดริด ที่ดูเหมือนว่าน่าจะกำลังไปได้สวย กลับต้องพลิกผัน เมื่อซีซั่นถัดมา เบล เริ่มมีฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอ ซีดาน จึงไม่ได้ให้โอกาสเขาลงสนามมากนัก ส่งผลให้ ปีกความเร็วสูง เริ่มไม่มีความสุขในถิ่น ซานติอาโก้ เบร์นาบิว อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาชีพการค้าแข้งของ เบล ดูเหมือนว่าจะสดใสขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อฤดูกาล 2020/21 ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ สังกัดเก่าของเขา ตัดสินใจดึงตัว เบล กลับมาเล่นในถิ่นเก่า ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี ซึ่งดูเหมือนว่า การได้คืนสู่เหย้าครั้งนี้ จะทำให้ยอดแข้งรายนี้กลับมาเล่นฟุตบอลอย่างมีความสุขอีกครั้ง

ผลงานทีมชาติเวลส์

แกเร็ธ เบล ลงเล่นให้ ทีมชาติเวลส์ ชุดใหญ่ เป็นครั้งแรก ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2006 ด้วยวัยเพียง 16 ปี 10 เดือน 11 วัน ซึ่งกลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมชาติเวลส์ ก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นกำลังหลักของทัพ “มังกรแดง” ในเวลาต่อมา

แม้ผลงานของ เบลกับทีมชาติ จะไม่เปรี้ยงปร้างมากนัก และไม่เคยคว้าแชมป์ใดๆ กับทีมชาติได้เลย เนื่องจาก เวลส์ ไม่ได้เป็นชาติมหาอำนาจในด้านของเกมลูกหนัง ทว่าความสำเร็จสูงสุดที่ เบล เคยทำให้กับชาติของเขา คือ การสร้างเซอร์ไพรส์ พาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ในศึก ยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ทั้งที่พวกเขาเพิ่งจะได้เข้าร่วมการแข่งขันยูโร รอบสุดท้ายเป็นครั้งแรก โดย เบล ช่วยทีมยิงไป 3 ประตู ในทัวร์นาเม้นต์นี้

ถึงแม้ว่าสุดท้าย พวกเขาจะต้องพ่ายให้กับ โปรตุเกส ทีมแชมป์ของการแข่งขันครั้งนั้น 0-2 ในรอบรองชนะเลิศ แต่เพียงเท่านี้ก็ถือว่า มันเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของพวกเขาในเวทีระดับทวีปเลยทีเดียว

รางวัลส่วนตัว :

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักเตะอาชีพ (PFA) 2 สมัย ปี 2010/11, 2012/13

นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล (FWA) ปี 2012/13

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของพรีเมียร์ลีก ปี 2012/13

นักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสร ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปี 2012/13

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ :

แชมป์ ลีก คัพ ปี 2007/08

เรอัล มาดริด :

แชมป์ ลา ลีก้า สเปน 2 สมัย ปี 2016/17, 2019/20

แชมป์ โกปา เดล เรย์ ปี 2013/14

แชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ 2 สมัย ปี 2017, 2019/20

แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 สมัย ปี 2013/14, 2015/16, 2016/17, 2017/18

แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ 3 สมัย ปี 2014, 2016, 2017

แชมป์ ฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก 4 สมัย ปี 2014, 2016, 2017, 2018

 

ปีเตอร์ เช็ค

ปีเตอร์ เช็ค

ปีเตอร์ เช็ค

ปีเตอร์ เช็ค

Petr Čech เป็นลูกชายของ นักกีฬา ทศกรีฑาระดับทีมชาติ สมัยเด็ก ๆ เขาต้องเปลี่ยนใจหันมาเล่นฟุตบอลเพราะอุปกรณ์ ฮอกกี้ซึ่ง เป็นกีฬาที่เขาชอบนั้นมีราคาแพงเกินไป ด้วยความสูงของเขาจึงถูกเพื่อน ๆ ให้เล่นตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งเขาก็สามารถทำได้ดี ปัจจุบันเปเตอร์ เช็กสูง 7 ฟุต1999-2001 

เขาเริ่มต้นชีวิตการเล่นฟุตบอลกับสโมสรท้องถิ่น วิตตอเรีย ปาเซน ก่อนจะได้รับโอกาสเทิร์นโปรกับ ชเมล บลาซานี่ สโมสรระดับดิวิชั่น 1 ของสาธารณเช็ก และลงเล่นทั้งหมด 27 เกมจาก 2 ฤดูกาล พออายุ 19 ปี เช็ก ถูกขายให้สปาร์ต้า ปราก ด้วยค่าตัว 400,000 ปอนด์2001-2002

ลงเล่นกับ สปาร์ต้า ปราก 27 เกมและเขาก็ได้สร้างสถิติไม่เสียประตูยาวนานที่สุดของประเทศ ด้วยเวลา 904 นาที        ทำให้อีก 1 ปีให้หลัง แรนส์ สโมสรระดับกลางของแดนน้ำหอมยอมควักเงิน 3 ล้านปอนด์แลกตัวเขาเข้ามาสู่ทีม

2002-2004

จากนั้น เช็ก เริ่มฉายแววยอดนายทวารออกมาจนเป็นที่จับตาของวงการลูกหนังยุโรป เริ่มจากการพาทีมชาติชุดยู-21 คว้าแชมป์ยุโรปอายุต่ำกว่า 21 ปี ในเดือนพฤษภาคม ปี 2002 โดยรับบทฮีโร่เซฟจุดโทษในรอบชิงชนะเลิศ และเขาได้มีโอกาสสัมผัสเกมทีมชาติชุดใหญ่กับฮังการี ในเดือนกุมภาพันธ์

ด้วยฟอร์มที่ยอดเยี่ยม ทำให้ เปเตอร์ เช็ก ต้องเก็บข้าวของอีกครั้งเพื่อย้ายสู่ทีมมหาเศรษฐีรายใหม่ อย่างเชลซี

2004-2005

         ย้ายมาร่วมทีม “Chelsea” ในปี 2004 ด้วยค่าตัว 7 ล้านปอนด์และสร้างผลงานได้อย่างน่าประทับใจทันทีโดยอาศัยความสูง ปฏิกิริยาที่รวดเร็วและความมั่นใจในการออกมาตัดบอล เพียงฤดูกาลแรกที่แสตมฟอร์ดบริดจ์ เช็ก สร้างสถิติใหม่ในลีกสูงสุดของอังกฤษด้วยการไม่เสียประตูติดต่อกันถึง 1,024 นาที 

เช็กจบฤดูกาลนั้นด้วยการคว้าแชมป์ได้เป็นครั้งแรกพร้อมสถิติเสียประตูน้อยที่สุด ได้คลีนชีตมากที่สุดในลีกสูงสุดและคว้ารางวัลถุงมือทองคำ 2004/05 ไปครอง

ฤดูกาล 2005/06 เช็กยังรักษาฟอร์มการเล่นไว้ได้เหมือนเคยและช่วยให้เชลซีป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกไว้ได้

ในฤดูกาล 2007/08 เช็กมีอาการบาดเจ็บทั้งที่น่อง สะโพก และใบหน้าแต่เขาก็กลับมาช่วยให้เราได้เข้าชิงในศึกยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก แต่ก็ไม่สามารถหยุดแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในการดวลจุดโทษได้

 ฟอร์มของเช็กและเชลซีตกลงไปในฤดูกาล2008/09ทำให้หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมและกุส ฮิดดิงค์เข้ามารับหน้าที่แทน เป็นฤดูกาลแรกที่เช็กไม่มีปัญหาบาดเจ็บโดยลงสนามในพรีเมียร์ลีกไปถึง35นัดและทุกนัดในถ้วยยุโรปรวมถึงผลงานที่ยอดเยี่ยมในการพบกับบาเซโลน่า

2009-2010

เช็คเริ่มต้นฤดูกาล 2009-2010 ด้วยการคว้าชัยกับเชลซีในการชนะเหนือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ในเกมคอมมิวนิตีชีลด์ รอบชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์ ด้วยการเซฟการยิงจุดโทษของไรอัน กิกส์ และปาทริส เอวรา จากที่เสมอกันในเวลาปกติ 2-2 และในเกมพรีเมียร์ลีกนัดสุดท้าย เช็คพาเชลซี ถล่มวีแกน แอทเลติก ไป 8-0 ทำให้เชลซีคว้าแชมป์เหนือแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมาได้สำเร็จ ด้วยผลต่าง 1 แต้ม ซ้ำยังเซฟจุดโทษในเกมพบกับพอร์ทสมัท ในรอบชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ได้อย่างสวยงาม ทำให้เชลซีคว้าดับเบิลแชมป์เป็นปีแรกได้สำเร็จ ทำให้รางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมจึงตกเป็นของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย

 ฤดูกาล 2009/10 เช็กสร้างชื่อได้อีกครั้งด้วยการพาเชลซีคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพพร้อมกันเป็นครั้งแรกและคว้ารางวัลถุงมือทองคำด้วยคลีนชีต 17 เกมจาก 34 นัดที่ลงสนาม

     2010-2011

วันอังคารที่ 8 มีนาคม 2011 ลงเล่นให้กับ เชลซี เป็นเกมที่ 300 ในเกมเยือนพบกับ แบล็กพูล ที่สนาม บลูมฟิลด์ โร้ด แล้วสามารถเก็บชัยชออกมาได้                                                      

 เช็กได้รับบาดเจ็บกระโหลกร้าวในเดือนตุลาคมปี 2006 ระหว่างเกมกับเรดดิ้ง ท่ามกลางความกังวลว่าเขาอาจต้องแขวนถุงมือแต่เช็กก็กลับมาช่วยเชลซีคว้าแชมป์ฟุตบอลถ้วยในประเทศทั้งเอฟเอคัพและคาร์ลิ่งคัพ

นายทวารมากประสบการณ์ของอาร์เซน่อล ได้ประกาศแขวนถุงมือหลังจากจบฤดูกาลนี้ เราจึงรวบรวมเรื่องราวและสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับเขามาให้ชมกันเพื่อเป็นการอำลาผู้รักษาประตูที่อยู่คู่กับพรีเมียร์ ลีก มานานกว่า 20 ปี

ปีเตอร์ เช็ก เริ่มต้นการเล่นฟุตบอลตั้งแต่ปี 1989 กับชุดเยาวชนของสโมสร วิคตอเรีย พัลเซ่น สโมสรจากสาธารณรัฐเช็กโดยในช่วงแรกเขาเล่นในตำแหน่งกองกลางและศูนย์หน้า ก่อนจะถูกจับมาเฝ้าเสาในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นในปี 1999 เช็กได้เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพกับสโมสรบัลซานี่ ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับ สปาร์ต้า ปราก โดยในตอนนั้นเขาเป็นผู้ทำลายสถิติ ของ ธีโอดอร์ เรย์มันน์ ผู้รักษาประตูคนก่อนของทีม ที่ไม่เสียประตูนานถึง 855 นาที แต่นายอดีตนายทวารเชลซีคนนี้ไม่เสียประตูนานถึง 903 นาที ซึ่งถือว่านานที่สุดในลีกของสาธารณรัฐเช็ก

ในปี 2002 ปีเตอร์ เช็ก ได้เริ่มมาเล่นในลีก เอิง โดยในช่วงนั้นเขาเล่นให้ แรนส์ จนถึงปี 2004 และเรื่องราวการสร้างประวัติศาสตร์ของเขาในลีกเมืองผู้ดีก็ได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากนี้

เช็ก ได้ประเดิมการเฝ้าเสาครั้งแรกในพรีเมียร์ ลีก ให้กับ เชลซี ในปี 2014 และเขาได้เริ่มสร้างผลงานจนโด่งดังในถิ่นสแตมฟอร์ดบริจด์ด้วยการคว้า พรีเมียร์ ลีก ถึง 4 สมัย (น้อยกว่า ปีเตอร์ ชไมเคิ่ลที่ทำได้ 5 สมัย) เอฟเอ คัพ อีก 4 สมัย รวมถึงคว้าแชมป์ในใหญ่ของยุโรปอย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2011

ในปี 2015 เข้าได้ตัดสินใจย้ายมาเล่นให้กับ อาร์เซน่อล โดยในช่วงแรกเขาคือผู้รักษาประตูตัวหลักของทีม และเป็นส่วนหนึ่งในการพาทีมคว้าถ้วยเอฟเอ คัพ ในปี 2016 ก่อนที่จะเจอกับการบาดเจ็บและ อูไน เอเมรี่ จึงต้องให้ แบรนด์ เลโน่ ลงเฝ้าเสาแทน จึงทำให้โอกาสการลงสนามของนายทวารวัย 36 ปีรายนี้ค่อยๆ ลดลง จนเจ้าตัวรู้สึกถึงจุดอิ่มตัวในอาชีพและได้ประกาศแขวนถุงมือหลังจบซีซั่นนี้

นอกจากประวัติและผลงานของเขาที่น่าสนใจแล้วนายทวารรายนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจอีกมากมายดังนี้

เขาลงเล่นในพรีเมียร์ ลีกมากถึง 443 นัด หรือ 39,496 นาที และในปี 2010 เป็นปีที่ ปีเตอร์ เช็ก มีส่วนร่วมทุกวินาทีของเชลซี

ปีเตอร์ เช็ก คือผู้รักษาประตูที่ครองสถิติการเก็บคลีนชีทมากที่สุดของพรีเมียร์ ลีก ในขณะนี้ ด้วยจำนวน 202 ครั้ง (อัตราการไม่เสียประตูมีถึง 46 เปอร์เซ็น) มากกว่า เดวิด เจมส์ ที่เก็บไปได้ 169 ครั้ง

ตั้งแต่ปีแรกที่เขาเริ่มเล่นในพรีเมียร์ ลีก เขาก็ได้สร้างชื่อได้ด้วยการเก็บคลีนชีท ได้มากถึง 24 และหากยุคหนึ่งทุกคนยกให้ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล คือนายทวารที่ดีที่สุดของลีกสูงสุดเมืองผู้ดีแล้วล่ะก็ ยุคของ ปีเตอร์ เช็ก หลายๆ คนก็ยกให้เขาคือผู้รักษาประตูมากฝีมือที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กันเลยทีเดียว

 

โรเบิร์ต เลวาน

โรเบิร์ต เลวาน

โรเบิร์ต เลวาน

โรเบิร์ต เลวาน

เริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุ 7 ขวบ โดยเขาเริ่มเล่นกับทีมเยาวชนแถวที่เขาอยู่แถบๆ วาร์โซเวีย ก่อนที่จะถูก  เดลต้า วอร์ซอว์  ชักชวนให้ไปคัดตัวซึ่งเขาก็ทำให้กุนซือของ เดลต้า วอร์ซอว์ ประทับใจในทันทีด้วยการกดคนเดียว 4 ประตูในเกมนัดนั้น
ปี 2006-2007 เลวานดอฟสกี้ เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพจนได้โดยเขาเริ่มเล่นกับทีม ซินซ์

พรัสซ์โกว์ ทีมในลีก 3 ของโปแลนด์ ซึ่งเขาก็เป็นคนสำคัญที่พา ซินซ์ พรัสซ์โกว์ เลื่อนชั้นได้สำเร็จ หลังจัดการคว้าดาวซัลโวด้วยการกระหน่ำไปทั้งหมด 15

โดยฤดูกาลต่อมาในดิวิชั่น 2 ของโปแลนด์  เลวานดอฟสกี้  ก็สามารถคว้าดาวซัลโวได้อีกครั้งหลังจากจัดการกดไปได้ถึง 21 ลูก

สโมสร เลช พอซแนน (2008-2010)
เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นศูนย์หน้าที่โด่งดังเหลือเกินใน โปแลนด์ ตอนนั้น จนในที่สุด เลช พอซแนน ทีมยักษ์ใหญ่ในลีกโปแลนด์ก็จัดการคว้าตัวเขาเข้าไปร่วมทีมจนได้ โดยตอนนั้นค่าตัวของเขาอยู่ 1.5 ล้านยูโร(61ล้านบาท)เท่านั้น

กรกฎาคม 2008 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงสนามเป็นเกมแรกโดยถูกส่งลงไปเป็นตัวสำรองในเกม ยูโรป้า ลีก ที่พบกับ คาซาร์ เลนโคเรน สโมสรจาก อาเซอร์ไบจัน ส่วนประตูแรกของเขาในสีเสื้อของ เลช พอซแนน นั้นเกิดขึ้นในเกมลีกที่พบกับ เบลชาโตว์ ซึ่งเขาใช้เวลาเพียงไม่กี่

นาทีเท่านั้นในสนามก็สามารถพังประตูได้แล้ว โดยจบฤดูกาลแรกของเขาในลีกสูงสุดของโปแลนด์ เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้าตำแหน่งรองดาวซัลโวมาครองได้สำเร็จด้วยการยิงไป

ทั้งหมด 18 ประตู ช่วยให้ เลช พอซแนน คว้าแชมป์ลีกมาครองได้สำเร็จ ในระหว่างที่เขาค้าแข้งกับ เลช พอซแนน นั้น เลวานดอฟสกี้ ยิงไปทั้งหมด 32 ประตูจากการลงเล่น 58 นัด

สโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (2010-2014)
จนกระทั่ง มิถุนายน ปี 2010 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เป็นทีมที่เห็นถึงความเป็นสุดยอดกองหน้าของเขาเป็นทีมแรกและดึง เลวาน มาลุยในศึก บุนเดสลีก้า ในทันที ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านยูโร(183

ล้านบาท) โดยเซ็นต์สัญญาด้วยกันทั้งหมด 4 ปี และเมื่อ 19 กันยายน 2010 เลวานดอฟสกี้ ก็ทำให้แฟนๆ ”เสือเหลือง” หลงรักได้ทันทีหลังเขาสามารถทำประตูแรกได้สำเร็จในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ ชาร์ลเก้ 04 ไปได้ 3-1

ฤดูกาล 2011-2012 เลวานดอฟสกี้ ต้องประสบกับปัญหาอาการบาดเจ็บ เลยทำให้ตอนนั้นเป็น ลูคัส บาร์ริออส ที่เข้ามารับหน้าที่เป็นตัวจริงแทนทำให้ เลวาน ต้องนั่งพักไปยาวพอสมควร ทว่า 20 สิงหาคม 2011 เลวาน กลับมาทำประตูได้อีกครั้งจากการชาร์ตลูกเปิดของ มาริโอ เกิทเซ่

ก่อนที่ 1 ตุลาคมในปีเดียวกัน เลวาน จะมากดแฮตทริคได้สำเร็จในเกมที่ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ เอาส์บวร์ก ไปได้ 4-0 โดยในฤดูกาลนี้ผลงานของเขาโดดเด่นจริงๆจนได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีของ โปแลนด์ ไปครอง

ฤดูกาล 2012-2013 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงเล่นในแชมป์เปี้ยนส์ลีกเป็นเกมโดยคู่ต่อสู่ของเขาคือ อาแจ็กซ์ ซึ่ง เลวาน ก็สวมบทฮีโร่ ด้วยการซัดประตูชัยให้กับ ”เสือเหลือง” ได้ในนาทีที่ 87 ของเกม ทำให้ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะ อาแจ็กซ์ ไปได้ 1-0 และถึงตอนนั้นเขาก็ได้สร้าง

สถิติใหม่ให้กับสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยการเป็นนักเตะที่ทำประตูติดต่อกันได้ยาวนานที่สุดของสโมสรจากการยิง 12 นัดติดต่อกันในลีก ทำลายสถิติของ ไฟรด์เฮล์ม โคเนียตซ์ก้า ที่

ทำไว้เมื่อฤดูกาล 1964-1965 ลงได้สำเร็จ ทว่าฤดูกาลนี้เขาพลาดตำแหน่งดาวซัลโวไปอย่างน่าเสียดาย หลังยิงไป 24 ประตู แต่ทว่าเป็นรอง สเตฟาน คริสลิ้ง ของ เลเวอร์คูเซ่น เพียงลูกเดียวเท่านั้น

ทว่าไฮไลท์สำคัญของฤดูกาลนี้มันอยู่ที่เกมแชมป์เปี้ยนส์ลีก 24 เมษายน 2013 เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงได้ 4 ประตูในรอบรองชนะเลิศและเป็นการยิงใส่ทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง เรอัล มาดริด อีกด้วย โดยเขาช่วยให้ ดอร์ทมุนด์ ถล่มเอาชนะ มาดริด ไปได้ 4-1

ในเกมนัดแรกที่เล่นที่เยอรมัน แต่ทว่าท้ายที่สุดแล้วในนัดชิงชนะเลิศเป็นการพบกันเองของทีมจาก เยอรมัน นั่นก็คือ บาเยิร์น มิวนิค ซึ่ง ”เสือเหลือง” ต้านไม่ไหวแพ้ไป 1-2

ฤดูกาล 2013-2014 เลวานดอฟสกี้ สามารถคว้าตำแหน่งดาวซัลโวของศึก บุนเดสลีก้า ได้สำเร็จด้วยการซัดไปทั้งหมด 20 ประตูแถมยิงไปได้อีก 6 ประตูในเกมแชมป์เปี้ยนส์ลีก
ในช่วงเดือน พฤศจิกายน 2013 เลวานดอฟสกี้ ตอบตกลงสัญญาล่วงหน้ากับ บาเยิร์น มิวนิค เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังเขาใกล้ที่จะหมดสัญญากับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ซึ่งเกมสุดท้ายในชุด ”เสือเหลือง” ของ เลวาน เกิดขึ้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2014 ในเกม เดเอฟเบ โพคาล รอบชิงชนะเลิศซึ่งเป็นการพบกับอนาคตทีมใหม่ของเขาเองอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ซึ่งวันนั้น เลวานดอฟสกี้ มีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่นิดหน่อยด้วย กุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้คุยกับเขาแล้ว

ว่าจะให้พักแต่ทางด้าน เลวาน เองยืนกรานว่าเขาจะขอลงช่วยทีมเป็นเกมสุดท้าย และสุดท้ายเขาก็ได้ลงเล่นเต็มเวลา 120 นาที แต่ผลที่ออกมาคือ ดอร์ทมุนด์ แพ้ให้กับ ”เสือใต้” ไป 0-2

3 ฤดูกาลกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสลงสนามไปทั้งหมด 131 นัดยิงไปได้ถึง 74 ประตู

สโมสร บาเยิร์น มิวนิค (2014-ปัจจุบัน)

3 มกราคม 2014 เลวานดอฟสกี้ เซ็นต์สัญญากับ บาเยิร์น มิวนิค อย่างเป็นทางการโดยเขาได้รับสัญญาทั้งหมด 5 ปี โดยเริ่มเป็นนักเตะ บาเยิร์น มิวนิค ในวันที่ 9 กรกฏาคม 2014 ช่วงปรีซีซั่

นกับสโมสร เลวานดอฟสกี้ ก็สามารถทำปะตูได้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่ง เยอรมัน ซุปเปอร์คัพ มาถึง 13 สิงหาคม 2014 เลวานดอฟสกี้ ได้โอกาสกลับมาเจอทีมเก่าอย่าง ดอร์ทมุนด์ แต่ผลปรากฏว่าเป็น ”เสือเหลือง” ที่เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปได้สำเร็จ 2-0

สกอร์แรกของ เลวาน ในชุดของ ”เสือใต้” เกิดขึ้นเมื่อ 30 สิงหาคม ในเกมที่เสมอกับ ชาร์ลเก้04 ไป 1-1 โดยเป็นเกมนัดที่ 2 ของฤดูกาลเท่านั้น และ 4 เมษายน 2015 เลวานดอฟสกี้ กลายเป็นตัวแสบของ ดอร์ทมุนด์ จนได้เมื่อเป็นคนยิงประตูชัยให้ บาเยิร์น มิวนิค เอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ไปได้สำเร็จ 1-0

21 กุมภาพันธ์ 2015 เลวาน จัดการซัดเบิ้ลเป็นครั้งแรกในสีเสื้อสโมสรใหม่ โดยเป็นเกมที่ บาเยิร์น มิวนิค ไล่ถล่ม พาเดอร์บอร์น ไป 6-0 โดยในฤดูกาลนี้ เลวานดอฟสกี้ ซัดไปได้ทั้งหมด 17 ประตูจากการลงเล่นทั้งหมด 31 นัด

ฤดูกาล 2015-2016 เลวาน ประเดิมนัดแรกในศึก บุนเดสลีก้า ได้อย่างสวยงามหลังจัดการเหมาคนเดียว 2 ประตูในเกมที่ ”เสือใต้” ไล่ถล่มเอาชนะ ฮัมบูร์ก ไปได้ 5-0 และสิ่งที่ทำให้

ดังเป็นพลุแตกอยู่ในตอนนี้นั่นก็คือการที่เขาถูกเปลี่ยนตัวลงมาในฐานะตัวสำรองขณะที่ทีมมีสกอร์ตามหลัง โวล์ฟบวร์ก อยู่ 0-1 เขาใช้เวลาในสนามเพียง 8 นาที 59 วินาที เหมาคนเดียว 5 ประตู ให้ บาเยิร์น มิวนิค กลับมาเอาชนะ โวล์ฟบวร์ก ได้สำเร็จ 5-1 ซึ่งนี่กลาย

เป็นที่มาในหลายๆสถิติของเขา 1.แฮตทริคที่เร็วที่สุดโดยใช้เวลาไปเพียง 4 นาทีเท่านั้น และ 2.กลายเป็นตัวสำรองที่ยิงประตูได้มากที่สุด 3. เป็นนักเตะที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการกระหน่ำไปถึง 5 ลูกโดยใช้ไปเพียง 9 นาทีเท่านั้น

หลังจากนั้น 4 วัน เลวานดอฟสกี้ ก็ได้ฉลองประตูที่ 100 ใน บุนเดสลีก้า จนได้ในเกมที่พวกเขาเอาชนะ ไมนซ์ ไปได้ 3-0 โดยเกมนี้ เลวาน ก็เหมาคนเดียวอีก 2 ประตู ฤดูกาลนี้เพิ่งผ่านไปเพียง 7 นัดเท่านั้นแต่ทว่า เลวานดอฟสกี้ กดไปแล้วถึง 10 ประตูด้วยกัน ถึงตอนนี้ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ลงเล่นให้ บาเยิร์น มิวนิค ไปแล้ว 37 นัดยิงไป 27 ประตู

ทีมชาติ
ติดทีมชาติโปแลนด์ตั้งแต่ชุดยู-21ปี โดยเขาได้โอกาสลงเล่นไปทั้งหมด 3 นัดในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับ ทีมชาติ อังกฤษ , เบลารุส และ ฟินแลนด์ จนกระทั่ง 10 กันยายน 2008 หลังจากผ่านวันเกิดวัย 20 ปีของเขามาเพียง 3 สัปดาห์เท่านั้นเขาก็ได้รับของขวัญชิ้นโตด้วยการติดทีมชาติโปแลนด์ชุดใหญ่ ในเกมที่พบกับ ซาน มาริโน่ ซึ่งเขาถูกส่งลงไปเล่นในฐานะตัวสำรองและสามารถทำประตูได้ช่วยให้ โปแลนด์ เอาชนะไปได้ 2-0 ในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2010 ซึ่งเขาก็กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ทำประตูให้กับทีมชาติโปแลนด์ได้สำเร็จ

 

มานูเอล นอยเออร์

มานูเอล นอยเออร์

มานูเอล นอยเออร์

มานูเอล นอยเออร์

   ประวัติ Manuel Neuer  ภาษาเยอรมัน  Manuel Peter Neuer เกิดวันที่ 27 มีนาคม ค.ศ. 1986 นักฟุตบอลชาวเยอรมัน  ส่วนสูง 1.93 เมตร หรือ 6 ฟุต 4 นิ้ว ตำแหน่งผู้รักษาประตู  ปัจจุบันอยู่ทีม บาเยิร์นมิวนิก สวมเสื้อหมายเลข 1

เริ่มต้นการเข้าสู่วง การฟุตบอล ครั้งแรกในสโมสรเยาวชน Schalke 04 ตั้งแต่ปี 1991-2005 เป็นระยะเวลา 14 ที่ร่วมเล่น จากนั้นได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางการค้าแข้งระดับสโมสรอาชีพ Schalke 04 II ในปี 2004-2006 ต่อมาปี 2006-2011 เล่นให้กับทีม Schalke 04 เป็นเวลาอีก 5 ปี โดยลงเล่นกับทีมมากกว่า 156 ครั้ง จากนั้นได้ย้ายทีมไปร่วมเล่นกับทีม บาเยิร์นมิวนิกในปี 2011 จนถึงปัจจุบัน โดยลงเล่นให้กับทีมมากกว่า 190 เกมมาแล้ว สไตล์การเล่นที่มีความโดดเด่นในด้านการตัดสินใจ ความคล่องตัว รวดเร็ว จึงเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมบาเยิร์นมิวนิกที่ได้รับความไว้วางใจให้ลงเฝ้าเสาของทีมมาโดยตลอด

  Manuel Neuer เข้าร่วมเล่นในนามทีมชาติครั้งแรกปี 2004 ในรุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ปี 2004-2005 ร่วมเล่นให้กับทีมเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี ปี 2005-2006 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี ปี 2006-2009 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี และ ปี 2009 ได้รับโอกาสเข้าร่วมเล่นให้กับทีมชาติเยอรมนีชุดใหญ่เป็นครั้งแรกซึ่งลงเล่นให้กับทีมชาติมากกว่า 79 ครั้ง จากความสามารถและทักษะความเหนือชั้นของเขาที่ร่วมเล่นให้กับทีมชาติเยอรมนีมายาวนานทำให้เขาได้รับรางวัลส่วนตัวมากมาย และเป็นมือหนึ่งของทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ที่ได้รับเลือกลงสนามบ่อยครั้งที่สุด

ผู้รักษาประตูหมายเลขหนึ่งของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค และทีมชาติเยอรมนี มานูเอล นอยเออร์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดมือกาวอันดับหนึ่งของโลก

นอยเออร์คือจอมหนึบที่ใช้เท้าเล่นบอลได้ดีกว่าผู้รักษาประตูทั่วไป แถมยังมีความสามารถรอบด้าน เช่น เคยรับบทเป็นนักพากย์เสียงตัวละครในการ์ตูนของดีสนีย์มาแล้ว ยังมีเรื่องราวอีกมายมายที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับนายด่าน “อินทรีเหล็ก” คนนี้ มาดูกันเลยว่ามีอะไรอีกบ้าง

1) เลือดสีน้ำเงิน

เชื่อไหมว่าที่บ้านของนอยเออร์นั้นเพียงมองทะลุออกไปนอกหน้าต่างก็สามารถมองเห็นสนามเหย้าเดิมของทีมชาลเก้ได้เลย เขาเล่นฟุตบอลกับทีมบ้านเกิดตั้งแต่อายุสี่ขวบ โดยถูกจับเล่นเป็นผู้รักษาประตูเพราะตัวเล็กที่สุดในตอนนั้น (ตอนนี้นอยเออร์สูง 193 เซนติเมตร) จากนั้นนอยเออร์ก็เป็นแฟนคลับทีม “ราชันสีน้ำเงิน” มาตลอด ที่โรงเรียนเจ้าหนูนอยเออร์เป็นเด็กความประพฤติดี ขยันทำการบ้าน โดยเฉพาะการบ้านในวันที่ชาลเก้มีแข่ง นอยเออร์จะไปถึงสนามเร็วกว่าใครเพื่อไปชมการวอร์มอัพร่างกายของฮีโร่ของเขาในยุคนั้น “เยนส์ เลห์มันน์” นั่นเอง

2) อะไรก็ได้ แต่อย่าให้วาดรูปเชียว

ถึงจะเป็นเด็กดีที่โรงเรียน แต่นอยเออร์กลับไม่ถนัดในวิชาศิลปะเท่าไรนัก มาร์เซล นอยเออร์ พี่ชายของนายทวารดีกรีแชมป์โลกปี 2014 เล่าว่า “นอยเออร์ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นศิลปิน” เขาจึงจัดแจงช่วยเหลือเพื่อไม่ให้น้องชายมีปัญหากับครูด้วยการทำการบ้านวาดรูปแทน จากนั้นก็นำผลงานชิ้นนั้นเดินบุกเข้าไปในห้องเรียนของนอยเออร์ผู้น้องแล้วพูดว่า “โอ้ นอยเออร์ นายลืมการบ้านวิชาศิลปะไว้ที่บ้านอีกแล้วนะ”

3) เก็บอาการเก่ง

ไม่แน่ว่าหากนอยเออร์สวมถุงมือโกล์วาดรูปแล้วล่ะก็ เขาอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพี่ชายก็ได้ เพราะเมื่อไหร่ที่นอยเออร์สวมถุงมือลงเฝ้าเสา เขาก็ดูจะควบคุมอะไรได้หมดทุกอย่าง นอยเออร์ได้โอกาสลงประเดิมสนามครั้งแรกในปี 2006 ด้วยวัย 20 ปีเนื่องจากผู้รักษาประตูมือหนึ่ง ฟรังค์ โรสต์ ได้รับบาดเจ็บ ในเกมนั้นเขารักษาคลีนชีทไว้ได้และเป็นคลีนชีทแรกจาก 19 คลีนชีทของชาลเก้ในซีซั่นนั้น ซึ่งทีม “ราชันสีน้ำเงิน” คว้าตำแหน่งรองแชมป์ได้สำเร็จ หลังเกมนัดนั้นใครๆก็คิดว่านอยเออร์ช่างเป็นผู้รักษาประตูที่นิ่งและคุมเกมได้อยู่หมัด แต่เขากลับออกมาบอกว่า “จริงๆแล้วผมวิตกแทบบ้า ผมเก็บอาการหลอกทุกคนต่างหากล่ะ!”

4) วงการฟุตบอลสู่วงการบันเทิง

นอกจากฝีมือในสนามแล้ว ภาพลักษณ์และพรสวรรค์ด้านการแสดงของนอยเออร์ก็ยังถือว่ายอดเยี่ยม เขาเคยพากย์เสียงตัวการ์ตูนในเรื่องมอนสเตอร์อิงค์ ภาคภาษาเยอรมันในปี 2013 และเคยแสดงโฆษณาน้ำอัดลมยี่ห้อหนึ่งจนถูกแชร์ไปทั่วโลก เรียกว่าถ้าไม่เป็นนักฟุตบอล นอยเออร์ก็ยังไปเอาดีในวงการบันเทิงได้สบาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วนอยเออร์เคยออกมาพูดว่าอาจจะผันตัวไปเป็นนักกายภาพบำบัดหากไม่ได้เล่นฟุตบอลแล้ว

5) ฮีโร่แห่งบ้านเกิด

ห้าฤดูกาลเต็มที่นอยเออร์ค้าแข้งกับสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเมืองบ้านเกิด 2007/08 คือซีซั่นที่นอยเออร์แจ้งเกิดได้สำเร็จ เขาบ่มเพาะความหนึบจากโกล์ดาวรุ่งอนาคตไกลไปเป็นผู้รักษาประตูระดับโลก นอยเออร์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วเยอรมนีและเป็นที่จับตาในศึกฟุตบอลยุโรป จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นผู้รักษาประตูที่คนทั้งโลกต่างให้ความสนใจ

6) โทนีคือคีย์แมน

เมื่อสุดยอดผู้รักษาประตูแห่งบาเยิร์นอย่างโอลิเวอร์ คาห์น ถึงวันต้องปิดตำนานลง นอยเออร์จึงกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไป ถึงแม้การย้ายทีมครั้งนี้ของนอยเออร์จะดูสมเหตุสมผลดี แต่แน่นอนว่าแฟนบอลชาลเก้ต่างก็รู้สึกเหมือนโดนคนรักหักหลัง ไม่เพียงเท่านั้นยังมีแฟนบอลบาเยิร์นบางกลุ่มที่ไม่ชอบขี้หน้านอยเออร์เท่าไหร่ เพราะนายด่านรายนี้เคยไปทำท่าดีใจเลียนแบบโอลิเวอร์ คาห์น ด้วยการคว้าธงมุมสนามมาโบกเหนือศีรษะในตอนที่ชาลเก้เอาชนะทีม “เสือใต้” ได้ 1-0 ในปี 2009 ซึ่งมาร์เซล พี่ชายของนอยเออร์ได้ออกมาพูดถึงเหตุการณ์นี้ว่า “มานูเอลเคยอธิบายให้ผมฟังแบบนี้ สำหรับเขาแล้วฟุตบอลก็คืองาน มันอาจจะจบลงพรุ่งนี้ก็ได้ ทุกคนจึงต้องพยายามทำให้ดีที่สุดเพื่อนายจ้างของตนเอง”

ทั้งนี้ อิวาน ราคิติช อดีตเพื่อนร่วมทีมของนอยเออร์ก็เคยออกมากล่าวว่า “บาเยิร์นโชคดีมากที่ได้ตัวเขาไปร่วมทีม” ทว่าคำว่า “เขา” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงนอยเออร์ แต่หมายถึง “โทนี ทาปาโลวิช” อดีตผู้รักษาประตูทีมชาลเก้ที่บาเยิร์นจ้างมาเป็นโค้ชให้กับนอยเออร์ตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา ชายผู้นี้แหละที่อาจอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของนอยเออร์

7) เสื้อเบอร์หนึ่ง

เมื่อยุปป์ ไฮน์เคส อดีตเฮดโค้ชทีมบาเยิร์นเปิดโอกาสให้นอยเออร์แนะนำโค้ชผู้รักษาประตูคนใหม่ให้กับทีม นอยเออร์จึงได้บอกนายใหญ่ว่าต้องเป็นโทนี ทาปาโลวิช อดีตเพื่อนร่วมทีมชาลเก้ของเขาเท่านั้นที่จะช่วยให้เขาพัฒนาฝีมือขึ้นไปได้อีก ซึ่งไฮน์เคสก็เห็นดีเห็นงามด้วยและตัดสินใจเซ็นสัญญากับโค้ชผู้รักษาประตูรายนี้ทันที

สำหรับในทีมชาติเยอรมนี ทีม “อินทรีเหล็ก” ไม่เคยขาดนายทวารฝีมือดีเลย นับตั้งแต่เซปป์ ไมเออร์, โบโด อิล์กเนอร์ จนกระทั่งมาถึงยุคของโอลิเวอร์ คาห์น และเยนส์ เลห์มันน์ จากนั้นก็เป็นนอยเออร์ที่ก้าวขึ้นมายึดเสื้อหมายเลข 1 แห่งทีม “อินทรีเหล็ก” ได้ด้วยวัยเพียง 24 ปี เมื่อครั้งลุยศึกฟุตบอลโลกปี 2010 นับเป็นผู้รักษาประตูที่มีอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ทีมชาติเยอรมนี

8) แชมป์สุดท้ายที่ต้องการ

ถึงตอนนี้นอยเออร์สามารถคว้าถ้วยแชมป์เกือบครบทุกรายการที่นักฟุตบอลยุโรปคนหนึ่งจะคว้าได้แล้ว ทั้งแชมป์บุนเดสลีกา 6 สมัย, เดเอฟเบคัพ 4 สมัย, เดเอฟแอล ซูเปอร์คัพ, ยูเอฟ่า แชมเปียนส์ลีก, ฟุตบอลสโมสรโลก, ยูเอฟ่า ซูเปอร์คัพ และฟุตบอลโลกปี 2014 ขาดเพียงถ้วยเดียวก็คือแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือศึกยูโร ที่นอยเออร์เคยผ่านเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ 2 หน และด้วยวัย 33 ปีถือได้ว่านอยเออร์ยังมีโอกาสที่จะเก็บอีกหนึ่งถ้วยสำคัญในอาชีพนักเตะได้

9) นักบุญตัวจริง

แม้จะเป็นดาวดังระดับโลก แต่นอยเออร์ก็ไม่เคยลุ่มหลงในชื่อเสียงเงินทอง ตรงกันข้าม สุดยอดนายทวารแห่งเมืองเบียร์ยังก่อตั้ง มูลนิธิเด็กมานูเอล นอยเออร์ เพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสในแถบลุ่มแม่น้ำรัวร์

ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เมื่อปี 2011 นอยเออร์ได้ไปร่วมสนุกในรายการ “เกมเศรษฐี” เวอร์ชั่นเยอรมัน เขาสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องทั้งหมดก่อนจะไปเลือกหยุดในคำถามแจ๊คพ็อต 1 ล้านยูโรเพราะไม่กล้าเสี่ยงตอบ อย่างไรก็ตาม นอยเออร์ก็ยังสามารถคว้าเงินรางวัล 5 แสนยูโรหรือราวๆ เกือบยี่สิบล้านบาทซึ่งเป็นเงินที่นำไปบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมด เชื่อไหมว่าไม่มีดาราคนไหนทำเงินรางวัลได้ใกล้เคียงนายด่านจอมหนึบคนนี้เลย

10) มือหนึ่งของโลกจริงไหม

แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่วัดกันยาก แต่ก็มีตำนานนักเตะระดับโลกมากมายที่ออกมากล่าวยกย่องว่านอยเออร์คือผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดที่เคยมีมา เขาคือผู้ริเริ่มบทบาทของผู้รักษาประตูยุคใหม่ที่เรียกว่า “สวีปเปอร์คีปเปอร์” นอกจากนี้โยอาคิม เลิฟ ยังเคยบอกว่าฝีเท้าของนอยเออร์นั้นดีพอที่จะเล่นตำแหน่งมิดฟิลด์ได้เลยด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดี ยังมีผู้รักษาประตูคนอื่นๆ อย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน หรืออิเคร์ คาซิยาส ที่มักถูกจัดอันดับให้อยู่สูงกว่านอยเออร์ในงานประกาศรางวัลใหญ่ๆ เช่น บัลลงดอร์ หรือรางวัลผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของโลกที่จัดอันดับโดย IFFHS

แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีลาภยศใดๆ จะทำให้นอยเออร์ลืมเป้าหมายสำคัญที่สุดในชีวิตค้าแข้งของเขาไปได้ อย่างที่นอยเออร์เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขาก็คือการได้ตื่นขึ้นมาในทุกๆวันและได้ใช้ชีวิตเพื่อกีฬาที่เขารัก”

 

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

ทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ด

เป็นสโมสร ฟุตบอลอาชีพ ในเมืองลีดส์ในเทศมณฑล เวสต์ยอร์กเซอร์ ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนา

ธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้น

ในเวลาต่อมาโดยปัจจุบันลีดส์

อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

ประสบการณ์อย่าง โรเบิร์ต สน็อคกาส- ลูซิอาโน เบคคิโอ- แพทริค คิสนอร์โบ โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมด้วยการได้ตำแหน่งรองแชมป์ลีกวันเลื่อนชั้นสู่อีเอฟแอลแชมเปียนชิปหลังตกชั้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน แล้วอีก 10 ปีต่อมา ในฤดูกาล 2019-20 ลีดส์ยูไนเต็ด โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมสร้างผลงาน ด้วยการคว้าแชมป์

อีเอฟแอลแชมเปียนชิปเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ในรอบ 16 ปี หลังจากห่างหายไปนาน ตั้งแต่ฤดูกาล 2003-04 แล้วได้เลื่อนชั้นกลับมาสู่ลีกสูงสุดครั้งช่วงกลางครึ่งหลัง บุกมาเอาชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ไปได้ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 3 ศึก

เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพในเมืองลีดส์ในเทศมณฑลเวสต์ยอร์กเซอร์ประเทศอังกฤษก่อตั้งเมื่อ ปีคริตส์ศักราช 1919 ฉายาของทีมคือ นกยูง หรือยูงทองหลังจากนั้นต่อมาทีมสโมสรลีดส์ซิตี้ได้ถูกสั่งยุบทีมโยที่ฟุตบอลลีกซึ่งก็คือลีดส์ยูไนเต็ดจึงได้เข้าไปใช้สนามเอลแลนด์โรดแทนเจ้าของเดิมซึ่งปัจจุบันทางสโมสรได้ลงแข่งขันฟุตบอลในพรีเมียร์ลีกซึ่งเป็นลีกสูงที่สุดในฟุตบอลอังกฤษโดยการเลื่อนลำดันชั้นขึ้นมาจากอีเอฟแอลแชมป์เปียนชิปตอนจบฤดูกาล 2019-2020 ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของทีมนั้นเล่นอยู่ในลีกสูงสุดเป็นเวลาที่

ยาวนานที่สุดสูงถึง 18 ปีเลยที่เดวระหว่างปี 1964-1982 และก็ช่วงเวลาที่ไม่ได้อยู่ในลีกสูงสุดก็ยาวนานถึง 16 ปีเลยทีเดียวคือช่วงระหว่างปี 2004-2020 ส่วนชุดทีมเหย้าจะใช้สีขาวล้วนแล้วตราสัญลักษณ์มีรูปดอกกุหลาบขาวแห่งยอร์กปรากฏบนตราสโมสร  และชุดทีมเยือนใช้สีน้ำเงินเข้มแต่ช่งเวลา 18 ปีนั้นยังคงได้ชนะเลิศลีกอังกฤษถึงสามสมัย เอฟเอคัพหนึ่งสมัย ลีกคักอีกหนึ่งสมัย แชริตีหรือคอมมิวนิตีชีลด์อีกสองสมัย และอินเตอร์ซิตีส์แฟร์สคัพถึงสองสมัยแล้วทีมลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยเข้าชิงชนะเลิศยูโรเปียนคัพปี1975 แต่กลับไปพลาดท่า

เสียทีแพ้ให้กลับ ไบเอิร์นมิวนิก และยังเคยเข้ารอบรองชนะเลิศของยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกในปี 2001สโมสรลีดส์ยูไนเต็ดยังเคยจบอันดับรองชนะเลิศในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1973 เกียรติประวัติส่วนใหญ่ของทีมสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดเกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของดอน เรวีในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 ที่เผยแพร่ใน 1972 ลีดส์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญได้แก่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดและเชลซี นอกจากนี้ ยังมีสโมสรคู่ปรับท้องถิ่น ได้แก่ ฮัดเดอส์ฟีลด์ทาวน์  แบรดฟอร์ดซิตี  เชฟฟีลด์ยูไนเต็ด และเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ และเมื่อในปี 1904ก็มีการ

ก่อตั้งสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ในชื่อ ลีดส์ซิตีแต่ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น ลีดส์ยูไนเต็ด ตอนปี 1919 และได้เข้าลงเล่นในลีกอาชีพเมื่อปี1920 นับได้เลยว่าเป็นทีมสโมสรฟุตบอลที่ได้ประสบความสำเร็จอย่างสูงในช่วงทศวรรษที่70 อยู่ในช่วง ดอน เรวี ลีดส์ยูไนเต็ด ได้คว้าแชมป์อย่างเป็นกอบเป็นกำซึ่งเคยก้าวถึงแชมป์ยูโรเปียนคัพและลีดส์ยูไนเต็ดเป็นทีมสุดท้ายในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ดิวิชั่นหนึ่ง ฤดูกาล 1991-1992ก่อนที่จะ

เปลี่ยนชื่อลีกที่สูงสุดมาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปีต่อมาและยังได้รับถ้วยรางวัลต่างๆมากเป็นอันดับที่ 3 ของอังกฤษ แต่ต่อมาทีมประสบปัญหาทางด้านการเงิน จึงต้องขายผู้เล่นตัวหลักออกจากทีมเช่น จิมมี ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์- โจนาธาน วู๊ดเกด- มาร์ค วิดูก้า- ลี โบว์เยอร์ -อลัน สมิธ- อารอน เลนน่อน- ร็อบบี้ ฟาวเลอร์- เอียน ฮาร์ท- พอล โรบินสัน- โอลิวิเย่ต์ ดากูส์ เป็นต้น และตกชั้นในเวลาต่อมา โดยปัจจุบันลีดส์ อยู่ภายใต้การครอบครองของ เคน เบตส์ อดีตเจ้าของเชลซีที่นำเงินมาช่วยลีดส์จากสภาพล้มละลาย ทำให้ลีดส์เริ่มมีเงินทุนกลับมาซื้อ

 

ริทสึ โดอัน

 ริทสึ โดอัน

ริทสึ โดอัน

ริทสึ โดอัน

ถือเป็นอีกหนึ่งสตาร์ที่ ทำผลงาน  ได้น่าประทับใจแทบทุกแมตช์ในศึกโอลิมปิก โตเกียว 2020 ครั้งนี้ สำหรับ ‘ริทสึ โดอัน’  ปีกขวาตัวแรงวัย 23 ปี จากทัพซามูไร ผู้ทำไปแล้ว 1 ประตู 1 แอสซิสต์ นำเป็นดาวซัลโวของทีมชาติญี่ปุ่นในโอลิมปิกครั้งนี้, หลายคนที่ไม่ได้ดูทีมชาติญี่ปุ่นชุดนี้

เล่น อาจจะมองว่าตัวเลขนี้เนี่ยนะที่ทำให้นักเตะคนนี่้น่าสนใจ แต่หากใครได้ดูคงจะทราบดีว่าเขามีส่วนสำคัญกับเกมรุกทีมเจ้าภาพมากแค่ไหน ส่วนตัวผมมองว่าเด่นกว่า ‘ทาเคฟุสะ คุโบะ’ สตาร์จากเรอัล มาดริด ด้วยซ้ำ

หลายคนอาจจะเพิ่งเคยได้ยินชื่อของเขาจาก ศึกโอลิมปิก ครั้งนี้ (รวมถึงตัวผมเองด้วย) แต่รู้หรือไม่ว่า ปีกขวารายนี้ไปโลดแล่นบนเวทียุโรปตั้งแต่อายุ 19 ที่สโมสรโกรนิงเก้น และทำผล

งานเตะตา (15 ประตู 7 แอสซิสต์) จนทีมดังในลีกอย่าง พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ต้องคว้าเขามาร่วมทีม ก่อนจะปล่อยให้ อาร์มิเนีย บีเลฟิลด์ น้องใหม่แห่งเยอรมัน บุนเดสลีก้า ยืมตัวไปใช้งานในฤดูกาลล่าสุด ซึ่งที่นี่ เขาเป็นดาวซัลโวของทีม พร้อมพ่วงรางวัล Rookie of the Month ของบุนเดสลีก้าประจำเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี้เอง

นี่เป็นเพียงดีกรีส่วนหนึ่งของดาวเตะรายนี้เพื่อเรียกน้ำย่อยทุกท่านเท่านั้น ประวัติ, เส้นทางลูกหนัง และสไตล์การเล่นของเขาเป็นอย่างไร มาทำความรู้จักกับชายคนนี้ ก่อนที่เราจะได้เห็นเขาโลดแล่นให้ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น แบบเต็ม ๆ ในฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึงกันครับ

เส้นทางลูกหนัง

ริทสึ โดอัน เติบโตในย่านอามากาซากิ ตะวันออกของโอซาก้า เขาเติบโตมากับพี่ชายที่คลั่งไคล้ฟุตบอลเอามาก ๆ (ซึ่งพี่ชายก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพอยู่ในลีกรองของญี่ปุ่น) ทำให้เขาเติบโตมากับฟุตบอลพอ ๆ กับที่เขาเติบโตมากับพี่ แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือเขาได้ไปอยู่ในมือโค้ชอย่าง ‘โย ฮายาโนะ’ สมัยเรียนประถม ทีช่วยปลุกปั้นเขาจนไปเข้าตาแมวมองของ กัมบะ โอซาก้า ที่

เชื้อเชิญให้เขาเข้าสู่ทีมเยาวชนของสโมสร ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของ Golden Generation ทีมเยาวชนกัมบะฯชุดนั้น ที่สร้างประวัติศาสตร์คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ครั้งแรกในรุ่น U15 เมื่อปี 2012 (ขณะนั้นเขาอายุ 14)

ความโดดเด่นของเจ้าตัว ทำให้กัมบะ โอซาก้า ดึงเขาขึ้นชุดใหญ่อย่างรวดเร็ว จนกระทั่งได้ลงสนามเดบิวต์เกมแรกกับชุดใหญ่ในเกม AFC แชมเปียนส์ ลีก ที่ชนะเอฟซี โซล 3-2 เมื่อ

พฤษภาคม 2015, ด้วยอายุ 16 ปี กับอีก 344 วัน ในวันนั้น และอีก 1 สัปดาห์ถัดมา เขาทำสถิติเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดที่ลงเล่น J-League ทันที ในเกมพบกับคาชิม่า แอนท์เลอร์ส

นับจากนั้นมา เขาลงสนามให้กัมบะ โอซาก้า 25 นัด ยิงไป 4 ประตู ประตูแรกที่ทำได้เป็นเกม AFC แชมเปียนส์ ลีก ที่พบกับ อเดเลด ยูไนเต็ด เมื่อปี 2017 ซึ่งจบลงที่ผลเสมอ 3-3

หลังจากได้รับรางวัล Asian Youth Player of the Year in 2016, ริทสึ โดอัน โชว์ผลงานน่าประทับใจอีกครั้งในฟุตบอลโลก U20 ปี 2017 จากการยิง 3 ประตู ช่วยให้ญี่ปุ่นผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้ในปีนั้นได้สำเร็จ, ในเกมพบกับอิตาลี่ เป็นเกมนึงที่เขาเล่นได้โดดเด่นจนทวิต

เตอร์ทางการของ FIFA ได้กล่าวถึงเขาโดยใช้คำว่า ‘The Japanese Messi’ อีกด้วย ซึ่งนี่เป็นข้อยืนยันว่าฝีเท้าและชื่อเสียงของเขาต่างได้รับการยอมรับในเวทีโลก จนกระทั่งมีทีมจากยุโรปติดต่อกัมบะ โอซาก้าเข้ามาจริง ๆ …

นับหนึ่งที่ยุโรป

ซัมเมอร์ปี 2017 ‘โกรนิงเก้น‘ สโมสรจากเนเธอร์แลนด์ เอเรดิวิซี่ ได้ยื่นข้อเสนอขอยืมตัวเขาไปใช้งาน 1 ฤดูกาล และเพียงฤดูกาลเดียวนั้น เขาสร้าง first impression ให้ลีกสูงสุดของประเทศเนเธอร์แลนด์ทันที จากผลงานลงสนาม 29 นัด ยิงไป 9 ประตู จ่ายอีก 4 แอสซิสต์ ด้วยอายุ 19 ในขณะนั้น, นั่นทำให้โกรนิงเก้นไม่ลังเลที่จะจ่ายเงินซื้อตัวเขามาร่วมทีมถาวร พร้อมมอบเสื้อหมายเลข 7 ให้ดาวรุ่งชาวญี่ปุ่นรายนี้ในฤดูกาลถัดมา

2018/19 ฤดูกาลที่สองของเขากับโกรนิงเก้น โดอัน ก็ยังทำผลงานกับทีมได้ดี รวมสองฤดูกาลที่เขาอยู่กับโกรนิงเก้น ยิง 15 จ่ายอีก 7 กับอายุ 20 ปี ทำให้โกรนิงเก้นไม่อาจรั้งเขาไว้จาก พีเอ

สวี ไอนด์โฮเฟ่น ยักษ์ใหญ่ในลีกที่ยื่นข้อเสนอเข้ามาในซัมเมอร์ 2019 ที่ซึ่งเขากำลังจะเริ่มต้นก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมต่อจากนี้ …

การต่อสู้ที่พีเอสวี

ที่พีเอสวี การแข่งขันในตำแหน่งปีกนั้นสูงมาก ทีมต้นไปด้วย winger พรสวรรค์สูงมากมายอย่าง โคดี้ กักโป, บรูม่า, โนนี่ มาดูเอเก้ และ ดอนเยลล์ มาเลน, นั่นทำให้โดอันต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อแย่งตำแหน่งในทีม ทั้งฤดูกาลเขาได้ลงสนาม 21 นัด (ส่วนใหญ่เป็นสำรอง) ยิงได้ 3

ประตู จ่าย 1 แอสซิสต์ ซึ่งทีมมองว่าสถานการณ์ของเขากับทีมตอนนั้นต่างไม่เป็นผลดีต่อใคร พีเอสวีจึงตัดสินใจปล่อยตัวเขาให้ อาร์มิเนีย บีเลฟิลด์ ยืมตัวไปใช้งาน 1 ฤดูกาลเมื่อกันยายน 2020 และนั่น เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

พิสูจน์ตัวเองสำเร็จในบุนเดสลีก้า

โดอันทำสำเร็จในการช่วยให้ อาร์มิเนีย บีเลฟิลด์ น้องใหม่ของบุนเดสลีก้ารอดพ้นจากการตกชั้นได้สำเร็จ เขาถือเป็นส่วนสำคัญเพราะจบฤดูกาลด้วยการเป็นดาวซัลโวร่วมของทีมด้วยผลงาน 5

ประตู 2 แอสซิสต์, ได้รับรางวัล Rookie of the Month ของบุนเดสลีก้าประจำเดือนมีนาคม และอีกโมเมนท์ที่น่าจดจำคือ เขาสามารถยิงผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในโลกอย่าง มานูเอล นอยเออร์ ได้

แม้ โดอัน จะถูกจับเล่นหลายตำแหน่ง แต่หลัก ๆ คือการประจำการริมเส้นฝั่งขวา เขาติด Top 5 นักเตะในลีกที่เลี้ยงบอลมากที่สุด (2,014 ครั้ง) และสปริ๊นท์ Top 15 ในลีก (645 ครั้ง), เลี้ยงผ่าน 309 ครั้ง, ยิงตรงกรอบ 50 ครั้ง ติด Top 10 ในลีกทั้งสองสถิติ

แม้จะถูกเรียดเปรียบเปรยว่าเป็น ลิโอเนล เมสซี่ แห่งญี่ปุ่น แต่จริง ๆ แล้ว สไตล์การเล่นของ ริทสึ โดอัน นั้นมีความคล้ายคลึงกับ เชอร์ดาน ชาคิรี่ สมัยหนุ่ม ๆ มากกว่า

ทั้งสองคนมีรูปร่างคล้าย ๆ กัน คือไม่ใช่ผู้เล่นตัวเล็กผอมบาง แต่มีรูปร่างหนา โดอันสูง 5’8″ ฟุต, ชาคิรี่สูง 5’7″ พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ว่าเตี้ยตันเหมือนกันนั่นแหละครับ ตรงจุดนี้ ทำให้ทั้งสอง

คนมีจุดสูงถ่วงที่ดีมาก ทำให้ท่าทางการเลี้ยง การกระชาก กระเปลี่ยนสปีด การพลิกบอลบังบอล และการไปกับบอลนั้นดีคล้าย ๆ กันเลย

อีกสิ่งที่เหมือนกันคือ ทั้งสองคนมีเท้าซ้ายที่ฉมัง แต่ไม่ใช่ประเภทบ้ายิง, ทั้งโดอันและชาคิรี่ต่างเป็นผู้เล่นที่ชอบสร้าง chance create มากกว่าหาจังหวะจบเอง แต่ถ้าได้จบ เท้าซ้ายของโดอันก็สามารถกดเอาแรงหรือปั่นโค้ง ๆ แบบชาคิรี่ได้เนียนตาทีเดียว