บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา

บาร์เซโลนา (Barcelona) สโมสรชื่อดัง แถวหน้าวงการของวงการฟุตบอล ที่ไม่ใช่เพียงแค่ใน ลาลีกา สเปนเท่านั้น บาร์เซโลนา มีแฟนคลับอยู่ทั่วทุกมุมโลก ที่สนใจเรื่องราวของพวกเขา ซึ่งเราขอนำเสนอ ประวัติ สถิติทีม บาร์เซโลนา ให้เหล่าแฟนๆได้อ่านกัน สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนา ส่วนมากแล้วถูกเรียกๆสั้นๆว่า บาร์ซา มีที่ตั้งอยู่ที่เมือง บาร์เซโลนา แคว้นกาตาลุญญา ที่ประเทศสเปนนั่นเอง

บาร์เซโลนา เป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1899 โดยผู้ที่เริ่มก่อตั้งคือ ฌูอัน กัมเป โดยเขาได้ออกประกาศว่า เขาต้องการที่จะตั้งทีมฟุตบอลขึ้นมา ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด เมื่อมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้เล่นถึง 11 คนด้วยกัน จากวันนั้นจึงทำให้มีสโมสรนี้ขึ้นมา รายการแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงแรก โดยปี1902 สามารถเอาชนะได้ถ้วยแชมป์รายการ โกปามากายา เป็นรายการแรกสนามแข่งขันของ บาร์เซโลนา

เริ่มแรกนั้น Barcelona ใช้สนามแข่งขันเป็นสนาม กัมเดลาอินดุสเตรีย ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ทั้งหมด 10,000 คน แต่เนื่องด้วยฐานแฟนๆของสโมสรนั้นมีมากขึ้นเรื่อยๆ สนามไม่พอรองรับผู้คน จึงได้ย้ายไปยังสนามที่ใหญ่กว่าในปี 1922 โดยสร้างสนามขึ้นมาใหม่คือสนาม กัมเดเลสกอตส์ (Camp de Les Corts)ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากถึง 20,000 คน เหล่าแฟนบอลของสโมสรยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ ยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง ในปี 1946 จึงได้มีการขยาย

อัฒจันทร์ให้ใหญ่ขึ้น จนสามารถจุผู้คนได้ 60,000 คนจากความสำเร็จของสโมสร ที่เป็นผู้ชนะในการแข่งขันหลายรายการ เช่น การแข่งขันในลีกลาลีกา ที่พวกเขาเป็นแชมป์ติดต่อกันถึงสองปี คือปี 1948 และ 1949 ทำให้มีคนที่สนใจที่จะเข้ามาชมมากขึ้นเมื่อพวกเขามีการแข่งขัน ในตอนนั้นทางสโมสรไม่สามารถที่จะขยายสนามเพิ่มขึ้นได้แล้ว จึงได้มีแผนที่จะสร้างสนามใหม่ขึ้นมา ซึ่งนั่นก็คือ สนามกัมนอว์ ที่เริ่มสร้างขึ้นเมื่อ 28 มีนาคม 1954 ซึ่งการก่อสร้างเสร็จเมื่อปี

1957 ที่ปัจจุบันนี้ สามารถรองรับผู้ชมได้ 98,772 คน ถือเป็นสนามที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป และเป็นสนามที่ทันสมัยที่สิ่งอำนวยความสะดวกมากมายตราสโมสรแรกของ Barcelona นั้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม โดยมีรูปมงกุฎ ซึ่งเป็นใงกุฎแห่งอารากอนอยู่ข้างบน โดยมีกิ่งต้นลอเรล และใบปาล์มอยู่ข้างๆ หลังจากนั้นเมื่อปี 1910 มีการเปลี่ยนตราสโมสร โดยที่จัดประกวดออกแบบซึ่ง

ตราสโมสรที่ชนะก็ได้กลายเป็นตราสโมสรที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อยๆแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตราสโมสรนั้น มีรูปกางเขนของเซนต์จอร์จสีแดงข้างซ้าย มีธงชาติอยู่ข้างขวา ข้างล่างเป็นแถบสีประจำสโมสร

ชุดการแข่งขันของบาร์เซโลนา  ส่วนมากจะเป็นแถบสีนำเงินแดง สีประจำสโมสรเริ่มมีผู้สนับสนุน และมีโลโก้ของผู้สนับสนุนอยู่บนหน้าอกเสื้อเมื่อปี 2006 โดยมี Unicef เป็นผู้สนับสนุน และผู้ผลิตคือ Nike จนมาถึงปี 2011 ก็เปลี่ยนผู้สนับสนุนมาเป็น มูลนิธิการ์ตาร์ (Qatar Foundation) และมีการเปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกในปี 2013 เป็น กาต้าร์ แอร์เวย์ส (Qatar Airways)

ในปัจจุบัน ชุดฤดูกาล 2017-2018 ได้เปลี่ยนผู้สนับสนุนอีกครั้งหนึ่ง โดยตอนนี้มี Rakuten บริษัทยักษ์ใหญ่มาเป็นผู้สนับสนุนแทน โดยโทนสีก็ยังเป็นสีน้ำเงินแดงเหมือนเดิม โดยออกแบบให้ระบายอากาศได้อย่างดี เพื่อการเคลื่อนไหวที่คล่องตัวของนักเตะสโมสรที่ยิ่งใหญ่แห่งสเปน ที่แฟนคลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีอยู่ทั่วทุกมุมโลก แม้ว่าฐานแฟนคลับ และการพัฒนาของพวกเขาจะเติบโตอย่างรวดเร็วแต่กว่าจะมาถึงวันนี้ วันที่ประสบความสำเร็จอย่าง

สูงสุด พวกเขาเองก็ต้องใช้ความอดทนและระยะเวลาเช่นกัน เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับวงการที่เรานำมาฝากไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ติดตามได้ว่าเราจะเอาสาระอะไรมาฝากอีกบ้างที่นี่ที่เดียว

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาเป็นผู้ชนะเลิศในถ้วยยุโรปและสเปนปัจจุบัน

เป็นสโมสรสเปนที่ประสบความสำเร็จในฟุตบอลสเปน ในแง่ของจำนวนถ้วยรางวัลภายในประเทศและทุกถ้วย โดยชนะในการแข่งลาลีกา 22 ครั้ง ชนะในโกปาเดลเรย์ 25 ครั้ง ชนะในซูเปร์โกปาเดเอสปาญา 10 ครั้ง ชนะในโกปาเอบาดัวร์เต 3 ครั้ง และได้รางวัล โกปาเดลาลีกา 2 ถ้วย นอกจากนี้ยังเป็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จที่สุดในยุโรป โดยได้ชนะเลิศในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 5 ครั้ง, ชนะในยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพ 4 ครั้ง ชนะในยูฟ่าซูเปอร์คัพ 4 ครั้ง และชนะฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ 1 ครั้ง พวกเขายังมีสถิติชนะในอินเตอร์-ซิตีส์แฟร์สคัป 3 ครั้ง ถ้วยต้นแบบของยูฟ่าคัพ

นอกจากนั้นยังเป็นสโมสรยุโรปสโมสรเดียวที่แข่งในฟุตบอลระหว่างทวีปในทุกฤดูกาลตั้งแต่ปี ค.ศ. 1955 และเป็น 1 ใน 3 สโมสรที่ไม่เคยตกชั้นในลาลีกา ร่วมกับทีมแอทเลติกบิลบาโอและเรอัลมาดริด ในปี ค.ศ. 2009 เป็นสโมสรสเปนสโมสรแรกที่ได้ถือครองแชมป์ 3 รางวัล คือ ลาลีกา, โกปาเดลเรย์ และแชมเปียนส์ลีก และในปีเดียวกันนี้ยังเป็นสโมสรฟุตบอลสโมสรแรกที่ชนะในการแข่งขัน 6 รางวัลในปีเดียวกัน เพิ่มอีก 3 ถ้วยคือ ซูเปร์โกปาเดเอสปาญา, ยูฟ่าซูเปอร์คัพ และฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ

ก่อตั้งในชื่อ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ใน ค.ศ. 1899 โดยกลุ่มของนักฟุตบอลสวิส อังกฤษ และ สเปน นำโดย ชูอัง กัมเปร์ สโมสรถือเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมคาตาลันและนิยมคาตาลัน โดยมีคำขวัญทางการว่า “Més que un club” (แปลว่า มากกว่าสโมสร) ส่วนเพลงประจำสโมสรคือเพลง “กันเดลบาร์ซา” เขียนโดย เคาเม ปีกัส และ ชูเซบ มารีอา เอสปีนัส และที่แตกต่างจากสโมสรอื่นคือ ผู้สนับสนุนทีมเป็นเจ้าของและบริหารทีมบาร์เซโลนา ถือเป็นสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 ในด้านของรายได้ ที่มีรายได้ประจำปี 398 ล้านยูโร สโมสรยังเป็นคู่ปรับอันยาวนานกับเรอัลมาดริดและนัดการแข่งขันระหว่างสองทีมนี้เรียกว่า “เอลกลาซีโก”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1899 ฮันส์ กัมเปร์ ได้ลงประกาศโฆษณาใน โลสเดปอร์เตส ว่ามีความต้องการที่จะก่อตั้งสโมสรฟุตบอล โดยได้รับการตอบรับอย่างดีในการนัดพบกันที่คิมนาเซียวโซเล เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน โดยมีผู้เล่น 11 คนมาร่วมได้แก่ วอลเตอร์ ไวลด์ (ผู้บริหารคนแรกของสโมสร), ลุยส์ ดีออสโซ, บาร์โตเมว เตร์ราดัส, ออตโต กุนเซิล, ออตโต แมเยอร์, เอนริก ดูกัล, เปเร กาบอต, กาเลส ปูคอล, ชูเซป โยเบต, จอห์น พาร์สันส์ และ วิลเลียม พาร์สัน ทำให้ ฟุตบอลคลับบาร์เซโลนา ก็ถือกำเนิดขึ้นมา

สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาประสบความสำเร็จในช่วงแรกกับการแข่งขันถ้วยท้องถิ่นและระดับชาติ ได้ลงแข่งในกัมเปียวนัตเดกาตาลุนยาและถ้วยโกปาเดลเรย์ ในปี ค.ศ. 1902 สโมสรชนะถ้วยแรกในถ้วยโกปามากายา และร่วมลงแข่งในโกปาเดลเรย์ครั้งแรก แต่แพ้ 1–2 ให้กับบิซกา

ยา ในนัดชิงชนะเลิศ กัมเปร์ได้เป็นประธานสโมสรในปี ค.ศ. 1908 แต่สโมสรมีปัญหาด้านการเงินเนื่องจากไม่สามารถชนะการแข่งขันได้ตั้งแต่กัมเปียนัตเดกาตาลัน ในปี ค.ศ. 1905 เขาเป็นประธานสโมสรใน 5 วาระในระหว่างปี ค.ศ. 1908 ถึง 1925 รวม 25 ปี ที่เขาดำรงตำแหน่งประธานสโมสร หนึ่งในความสำเร็จคือการทำให้สโมสรมีสนามกีฬาของตัวเอง ทำให้มีรายได้ที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1909 สโมสรได้ย้ายไปสนามกัมเดลาอินดุสเตรีย ที่มีที่นั่งจุ 8,000 คน จากปี ค.ศ. 1910 ถึง 1914 บาร์เซโลนาได้ร่วมลงแข่งในถ้วยพิเรนีส ที่ประกอบด้วยทีมที่ดีที่สุดของ ล็องด็อก, มีดี, อากีแตน (ฝรั่งเศสใต้), บาสก์ และ กาตาลุญญา ในเวลานั้นถือเป็นการแข่งขันที่ดีที่สุดที่เปิดให้เข้าแข่งขันในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สโมสรได้เปลี่ยนภาษาอย่างเป็น

ทางการของสโมสรจากภาษาคาสติเลียนสเปน (Castilian Spanish) เป็นภาษาคาตาลัน และค่อย ๆ เพิ่มความสำคัญให้กับสัญลักษณ์ที่สำคัญของอัตลักษณ์คาตาลัน เพื่อให้แฟนที่สนับสนุนสโมสรแต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรระหว่างการแข่งขันและเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์กลุ่มของสโมสร

กัมเปร์ได้รณรงค์หาสมาชิกสโมสรเพิ่ม และในปี ค.ศ. 1922 สโมสรมีสมาชิกมากกว่า 20,000 คนและมีฐานะการเงินเพียงพอที่จะสร้างสนามกีฬาแห่งใหม่ สโมสรได้ย้ายไปเลสกอตส์ โดยเปิดสนามใหม่ในปีเดียวกันนี้ เดิมทีเลสกอตส์จุผู้ชมได้ 22,000 คน และต่อมาขยายเพิ่มเป็น

60,000 คนแจ็ก กรีนเวลล์ เป็นผู้จัดการเต็มเวลาคนแรกของสโมสรและสโมสรได้เริ่มต้นพัฒนา ในช่วงระหว่างยุคของกัมเปร์ สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาชนะถ้วยกัมเปียนัตเดกาตาลัน 11 ครั้ง ถ้วยโกปาเดลเรย์ 6 ครั้ง และถ้วยพิเรนีส 4 ครั้ง ถือเป็นยุคทองยุคแรกของสโมสร

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ทีมเยอรมนี

ได้ แชมป์โลกครั้งแรก มีกัปตันชื่อ ฟริทซ์ วอลเตอร์
1966 เป็นทีมคู่ชิงของทีมชาติอังกฤษในสนามเวมบลีย์ โดยภาพรวมน่าจะสู้ไม่ได้ แต่นัดนี้มีประตูปัญหาที่ยัง ถกเถียงกันได้ไม่เลิกในกรณีการยิงประตูของเจฟฟ์ เฮิรทส์ ที่ยิงไปชนคานและกระเด็งลงพื้น ภาพจากวิดีโอบันทึกไว้ดูเหมือนไม่เข้า แต่ผู้ตัดสินให้เข้าประตู
1970 ได้ลำดับที่ 3 แมทช์รอบรองกับอิตาลีก็น่าจะถือว่าเป็นแมทช์คลาสสิคถึงแม้ว่าจะพ่าย ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ไหปลาร้าหักแต่ยังพันแขนลงไปเตะต่อ แต่ก็ยังแก้หน้าได้คือ แมทช์ชิงที่ 3 ที่ชนะอุรุกวัย
1974 ได้แชมป์อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ในการเป็นเจ้าภาพ
1976 ได้รองแชมป์ยุโรป โดยพ่ายจุดโทษต่อเชโกสโลวาเกีย ณ เวลานั้น
1978 ไปป้องกันแชมป์ด้วยทีมที่ไม่ยิ่งใหญ่นัก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทีมไปมาก มีดาวเด่นโผล่ขึ้นมาคือ คาร์ล ไฮซ์ รุมเมนิกเก้ ผ่านรอบแรกไปได้ จำได้ว่าถล่ม เม็กซิโกไป 6 – 0 แต่สมัยนั้น การแข่งขันยังมีแค่ 16 ทีม แบ่งเป็น 4 สาย เอา ที่ 1 และ ที่ 2 เข้ารอบ8 ทีมไป แบ่งเป็น 2 สาย เสมอกับฮอลแลนต์ 2 – 2 เสมอ อิตาลี 0 – 0 แบบน่าแพ้ และมาแพ้พลิกล็อกต่อ ออสเตรีย ทีมลูกไล่ไป 2 – 3 ทำให้ไม่ได้เข้าชิงที่ 3 เฮลมุท โชล กุนซือแชมป์โลกก็เปิดหมวกอำลาหลังพาทีมตกรอบ 8 ทีม
1980 เยอรมันตะวันตก ได้แชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่อิตาลี ภายใต้การคุมทีมของ จุ๊ป แดร์วัล ซึ่งนำทัพเป็นทัวร์นาเม้นต์แรก ปีนั้น เคล้าส์ อัลลอฟส์ ของเยอรมัน ตะวันตก ได้ตำแหน่งดาวซัลโวของทัวร์นาเม้นต์ด้วย โดยยิงไปทั้งสิ้น แค่ 3 ประตู

1982 เยอรมันตะวันตก ได้รองแชมป์โลก แพ้ อิตาลี 1-3 ที่มีเปาโล รอสซี่ ยิงไงก็เข้าออกมาจากคุกมาเป็นดาวซัลโ0
1984 เยอรมันตะวันตก ตกรอบแรกในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ที่ฝรั่งเศส ในยุคของ มิเชล พลาตินี่ และฝรั่งเศสได้แชมป์ทั้งที่ไม่เคยผ่านคัดเลือกเป็นประจำ ผลจากการตกรอบแรกของเยอรมัน ทำให้ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ ซึ่งเป็นแค่นักข่าว และแขกรับเชิญวิจารณ์บอลเวลาที่ทีมเยอรมันแข่ง กลายเป็น ผจก. ทีมชาติแทน จุ๊ป แดร์วัล
1986 เยอรมันตะวันตก ได้รองแชมป์โลก พ่ายต่อ อาร์เจนฯ 2-3 ในยุคหัตถ์พระเจ้าของดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นงานแรกของเบคเค่นบาวเออร์ เป็นปีแรกที่ผมโปรกอล์ฟดูถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก และได้ดูคู่อังกฤษกับอาร์เจนติน่าและที่มาของหัตพระเจ้าด้วย
1988 เยอรมันตะวันตก ตกรอบรองในฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ในบ้านของตนเอง โดยแพ้ให้แก่ ฮอลแลนด์ 1-2 และฮอลแลนด์แชมป์ในปีนั้น ช่วงนี้ถือเป็นยุคของฮอลแลนด์ที่ต่อมากลายเป็น 3 ประสานจากสโมสร เอซี มิลาน ที่มี มาร์โก้ ฟาน บาสเท่น รุด กุลลิท และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด
1990 เยอรมันตะวันตกและตะวันออก ได้รวมใช้ทีมชาติร่วมกันเป็นครั้งแรก หลังศึกฟุตบอลโลกที่อิตาลี และได้แชมป์โลก ชนะ อาร์เจนติน่า 1-0 และเป็นการคุมทีมครั้งสุดท้ายของเบคเค่นบาวเออร์ก่อนส่งหน้าที่ต่อให้โค้ชตัวจริง แบร์ตี้ โฟ้กส์ ซึ่งเป็นมือขวาเขาเองด้วย ปีนี้เป็นปีที่ทีมดังอย่างอังกฤษแจ้งเกิดอีกครั้งในฟุตบอลโลกด้วย โดยการได้ที่ 4 แพ้จุดโทษต่ออิตาลี และเป็นปีดังของนักเตะจอมซ่า พอล แกสคอยน์
2014 เยอรมนีได้แชมป์โลกสมัยที่ 4 ที่บราซิล โดยถือเป็นทีมแรกจากทวีปยุโรปที่ได้แชมป์โลกในทวีปอเมริกาใต้ และเป็นครั้งแรกหลังจากที่เยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตกได้รวมชาติกันแล้วเป็นแชมป์โลก อีกทั้งยังเป็นทีมที่ทำสถิติใหม่ให้เกิดขึ้นมากมายในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย

 

กอตต์ฟรีดฟุคส์ทำสถิติโลก 10 ประตูให้กับเยอรมนีในการชนะรัสเซีย 16-0 ในโอลิมปิก 1912 ที่สตอกโฮล์มเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมกลายเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของการแข่งขัน บันทึกระหว่างประเทศของเขาไม่ได้ทะลุจนกระทั่งปี 2001 เมื่อออสเตรเลียของอาร์ชี่ ธ อมป์สัน 13 คะแนนเป้าหมายในความพ่ายแพ้ 31-0 ของอเมริกันซามัว [24]เขาเป็นชาวยิวและสมาคมฟุตบอลเยอรมันได้ลบการอ้างอิงถึงเขาทั้งหมดจากบันทึกของพวกเขาระหว่างปีพ. ศ. 2476 ถึง พ.ศ. 2488 [25] [26]ณ ปี 2559 เขายังคงเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของเยอรมันในหนึ่งนัด[27]

การแข่งขันนัดแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1ในปี 2463 นัดแรกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2ในปี 2493 เมื่อเยอรมนียังคงถูกห้ามไม่ให้เข้าร่วมการแข่งขันระหว่างประเทศส่วนใหญ่และนัดแรกในปี 2533 กับอดีตผู้เล่นเยอรมันตะวันออกก็พบกับสวิตเซอร์แลนด์เช่นกัน แชมป์แรกของเยอรมนี

ชนะแม้กระทั่งในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ใน1954

ในเวลานั้นผู้เล่นได้รับการคัดเลือกจาก DFB เนื่องจากไม่มีโค้ชเฉพาะ ผู้จัดการคนแรกของทีมชาติเยอรมนีออทโทเนอร์ซ , ครูโรงเรียนจากMannheimซึ่งทำหน้าที่ในบทบาทจาก 1926 1936 [28]เยอรมันเอฟเอไม่สามารถเดินทางไปยังอุรุกวัยฟุตบอลโลกครั้งแรกในปี 1930 ฉากในช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่แต่จบอันดับสามในฟุตบอลโลกปี 1934จากการปรากฏตัวครั้งแรกในการแข่งขัน หลังจากการแสดงที่ย่ำแย่ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปีพ. ศ. 2479ในเบอร์ลินSepp Herbergerได้เข้ามาเป็นโค้ช ในปีพ. ศ. 2480 เขาได้รวมตัวกันเป็นทีมซึ่งไม่นานก็มีชื่อเล่นว่าเบรสเลาเอลฟ์ ( Breslau Eleven) ในการรับรู้ถึงชัยชนะ 8-0 ของพวกเขาเหนือเดนมาร์กในเมืองBreslauของเยอรมันตอนนั้นLower Silesia (ปัจจุบันคือWrocławประเทศโปแลนด์) [29] [30]

หลังจากที่ออสเตรียกลายเป็นส่วนหนึ่งของเยอรมนีในเวียนนาของเดือนมีนาคมปี 1938 ทีมชาติของประเทศนั้น  – เป็นหนึ่งในด้านที่ดีที่สุดของยุโรปในเวลาเนื่องจากเป็นมืออาชีพ – ถูกยกเลิกแม้จะมีที่มีคุณสมบัติเหมาะสมแล้วสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 1938 นาซีนักการเมืองสั่งซื้อห้าหรือหกอดีตผู้เล่นออสเตรียจากสโมสรRapid Vienna , ออสเตรียเวียนนาและครั้งแรกที่กรุงเวียนนาเอฟซีเพื่อเข้าร่วมทีมเยอรมันทั้งหมดโดยแจ้งให้ทราบสั้น ๆ ในการแสดงความสามัคคี

ด้วยเหตุผลทางการเมือง ในฟุตบอลโลกปี 1938 ที่เริ่มขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายนทีมเยอรมัน “รวมใจ” จัดการได้เพียง 1-1 เสมอกับสวิตเซอร์แลนด์จากนั้นแพ้การแข่งขันซ้ำ 2–4 ต่อหน้าฝูงชนที่ไม่เป็นมิตรในปารีสประเทศฝรั่งเศส การออกก่อนเวลานั้นถือเป็นผลการแข่งขันฟุตบอลโลกที่เลวร้ายที่สุดของเยอรมนีและหนึ่งในสองครั้งที่ทีมล้มเหลวในการผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม (รายการต่อไปจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงทัวร์นาเมนต์ปี 2018)

ฟุตบอลมืออาชีพ

ฟุตบอลมืออาชีพ

ฟุตบอลมืออาชีพ

ฟุตบอลมืออาชีพ

แนวคิด ที่มา และความสำคัญของหัวข้อhttp://frgenerique.space/wp-adminครที่คิดว่าฟุตบอลเป็นแค่เกมในสนามเล่น มีผู้ชมเป็นแค่การแข่งขันกีฬาธรรมดาอย่างหนึ่งอาจต้องเปลี่ยนความคิด เช่นกันครับใครที่คิดว่าฟุตบอลอาชีพเป็นผลพวงจากการมีผู้ชมจ่ายเงินเข้ามาดู ได้เงินจากสปอนเซอร์ ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดทีวีเท่านั้น ก็คงต้องเปลี่ยนความคิดฟุตบอลอาชีพเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงที่มีผลพลอยได้ติดตามมามากมาย ถามว่ามูลค่าเพิ่มจากการมีฟุตบอลอาชีพมันไปได้กว้างและไกลแค่ไหน บางทีเรายังหาขอบเขตหรือพรมแดนของมันไม่ได้ เพราะทุกวันนี้บอลอาชีพขยายตัว ตีกิน สร้างอาณาจักรของตัวเองตลอดเวลาฟีฟ่าดำเนินการสร้างโลกฟุตบอลขึ้นมา

อย่างไร้พรมแดนและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายว่ากันว่าผู้คนส่วนน้อยเท่านั้นบนโลกใบนี้ที่ไม่เตะบอล, ไม่ดูบอล ขณะล่าสุดชาวเกาะอีสเตอร์ ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ไม่ห่างจากประเทศชิลี (ฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้) ยังได้จัดฟุตบอลแมตช์แรกในประวัติศาสตร์ไปแล้ว อีกหน่อยคงมีทีมบอลสมัครเล่นลงแข่งขันคำกล่าวที่ว่า “กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ” เหมาะสมและเป็นไปตามนั้นทุกประการ แต่หากเราจะดัดแปลงมาใช้กับฟุตบอล เราคงได้ว่าฟุตบอลสร้าง

อาชีพ ฟุตบอลสร้างรายได้ฟุตบอลอาชีพ ไม่ใช่ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ที่แข่งกันเดือนสองเดือนจบ แต่ฟุตบอลอาชีพเหมือนอาชีพอีกแบบหนึ่งที่คนทำงานคือนักบอล ต้องทำงานตลอดเกือบทั้งปี อย่างน้อยๆแข่งขัน 9 เดือนซ้อมอีก 2 เดือน พัก 1 เดือนช่วงพักใช่ว่าสบายปล่อยตัว เที่ยวเตร่ เฮฮา เมาหัวราน้ำขั้นตอนการดำเนิน

ขั้นตอนที่ 1 เลือกชื่อเรื่อง

นักฟุตบอลอาชีพขั้นตอนที่ 2 ศึกษาและรวบรวมข้อมูล “ศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ประกอบด้วย ห้องสมุด เว็บไซต์ และ สัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ”ขั้นตอนที่ 3 ออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ “การสร้างแผนผัง Flowchart”ขั้นตอนที่ 4 สร้างเว็บไซต์ด้วย โปรแกรม wordpresผลที่คาดว่าจะได้รับเพื่อการมีอาชีพที่สุจริตแล้วหาเลี้ยงพ่อเเม่ครอบครัวแล้วตัวเองทำให้มีชีวิตที่สดใส่ แล้วมีเงินที่นำไปใช่ในชีวิตประจำวันได้แล้วทำให้มีอาชีพที่ทุกคนอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพฟุตบอล หรือ ซอกเกอร์ เป็นกีฬาประเภททีมที่เล่นระหว่างสองทีมโดยแต่ละทีมมีผู้เล่น11คน โดยใช้ลูกบอล เป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายว่าเป็นกีฬาที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลกโดยจะเล่นในสนามหญ้าสี่เหลี่ยมผืนผ้า

หรือ สนามหญ้าเทียม โดยมีประตูอยู่กึ่งกลางที่ปลายเป้าหมายคือทำคะแนนโดยพาลูกฟุตบอลให้เข้าไปยังประตูของฝ่ายตรงข้าม ในการเล่นทั่วไปผู้รักษาประตูจะเป็นผู้เล่นเพียงคนเดียวที่สามารถใช้มือหรือแขนกับลูกฟุตบอลได้ ส่วนผู้เล่นอื่นๆจะใช้เท้าในการเตะลูกฟุตบอลไปยังตำแหน่งที่ต้องการ บางครั้งอาจใช้ลำตัว หรือ ศีรษะ เพื่อสกัดลูกฟุตบอลที่ลอยอยู่กลางอากาศ โดยทีมที่พาลูกฟุตบอลเข้าประตูฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่าจะเป็นผู้ชนะ ถ้าคะแนนเท่ากันให้ถือว่าเสมอ แต่ในบางเกมที่เสมอกันในช่วงเวลาปกติแล้วต้องการหาผู้ชนะจึงต้องมีการต่อเวลาพิเศษ และ/หรือยิงลูกโทษขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของรายการแข่งขันนั้นๆวิธีการเล่นฟุตบอลจากมือสมัครเล่นสู่ความเป็นมืออาชีพ

หัวข้อข้างต้น ก็บ่งบอกชัดเจนว่า  ต้องมีวิธีการเล่นฟุตบอลอย่างไร ให้เปลี่ยนจากนักฟุตบอลสมัครเล่น ให้กลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ก่อนที่ท่าน จะอ่านในบรรทัดต่อไป  อยากสอบถามก่อนว่า ท่านเล่นบอลเพื่อจุดประสงค์ใดเพื่อสุขภาพ ความสนุกสนานการเล่นฟุตบอลของคุณเพียงเพื่อความสำเร็จในระดับท้องถิ่น หลังจากนั้นก็กลับไปเตะบอลในช่วงเย็นกับเพื่อนๆเหมือนเดิม ไม่มีเป้าหมาย อยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ  หาเลี้ยงตนเอง

และมีชื่อเสียงจากการเล่นกีฬาฟุตบอล หากคำตอบเป็นข้อ 1 และข้อ 2 ก็สบายๆ ไม่ต้องคิดมาก เกี่ยวกับพัฒนาการ ประสบการณ์ในเรื่องของ การเล่นฟุตบอล หรือการก้าวไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพแต่อย่างใด  การเล่นฟุตบอลของท่านคือการสร้างความสุขในชีวิตในการออกกำลังกาย ในงานอดิเรกที่ชื่นชอบหากแต่ เป็นคำตอบข้อที่ 3   อันนี้แหล่ะ คำว่า มุ่งมั่น ตั้งใจ และทุ่มเท  .. ต้องมีอยู่ในตัวของ ว่าที่นักฟุตบอลอาชีพเสมอๆ

จากการเล่นฟุตบอลเพื่อความสนุกสนานที่เคยถูกมองว่าถ้ามุ่งมั่นกับมันจะเอาอะไรกิน ปัจจุบันฟุตบอลอาชีพกลายเป็นหนึ่งในอาชีพที่เด็ก ๆ ฝันอยากเป็น เพราะการประสบความสำเร็จได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพชื่อดัง ได้เล่นในสโมสรฟุตบอลชั้นนำ จะสามารถทำให้พวกเขามีรายได้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แต่จะมีวิธีการเล่นฟุตบอลอย่างไรเพื่อก้าวจากการเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่นไปสู่ความเป็นนักฟุตบอลอาชีพ

ถามใจตัวเองก่อนว่าเล่นฟุตบอลไปเพื่ออะไร?

การเล่นฟุตบอลแบบสมัครเล่นกับการมุ่งมั่นเพื่อเป็นยึดเป็นอาชีพมีระดับความตั้งใจต่างกัน ดังนั้นต้องถามตัวเองให้ดีว่ารู้สึกอย่างไรกับกีฬาฟุตบอลหากผมเขียนบทความนี้เมื่อสัก 10 หรือ 20 ปี ที่แล้ว คงไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ หรือมองว่าไร้สาระ ในการเล่นฟุตบอลเพื่อสร้างอาชีพให้กับนักเตะแต่ในยุคนี้  วงการฟุตบอล ฟุตซอล ไทยถือว่าเฟื่องฟู และมีตัวอย่างให้เห็นโดยเด่นชัด ว่าการเล่นฟุตบอลสามารถสร้างรายได้ และสร้างอาชีพได้  ตัวอย่างใกล้ๆ คือวงการฟุตบอลไทย หรือไทยพรีเมียร์ลีก

คริสเตียโน่ โรนัลโ้ด้  จากเด็กในครอบครัว ปานกลาง เตะบอลข้างถนน ไม่สวมใส่รองเท้า..เจอกับรุ่นพี่ตัวใหญ่ๆ บ่อยครั้ง แต่ความกล้าไม่เคยกลัว ทำให้ ดาวเตะเรอัล มาดริด มีหัวใจที่แข็งแกร่ง … จนเป็นอุปนิสัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จและร่ำรวย ชนิดที่ว่า รายได้เจ้าโ้ด้วันเดียว เท่ากับรายได้พวกเราหลายปี

อันนี้เป็นข้อสังเกตส่วนตัว..  ผมว่าหลายๆ ท่านคงจะเคยเห็นภาพนี้ บ่อยๆ ในช่วงเย็นๆ   คือนักกีฬาสมัครเล่น มักเล่นฟุตบอลตอนแดดร่ม ลมตก  มาถึงสนามแทนที่ จะวิ่งวอร์ม ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ  ส่วนใหญ่มักจับกลุ่มคุยกันรอเพื่อน กว่าจะได้เริ่มเล่นกัน ก็เกือบมืืดค่ำ ระบบการฝึก

ซ้อม ก็เป็นเช้าชาม เย็นชาม เล่นบอล ไปวันๆ

1. อย่างแรกที่ต้องมี คือ ” ความรักในลูกกลมๆ ” เสียก่อน2. เรียนรู้ทักษะที่สำคัญของการเล่นฟุตบอล และทำให้เกิดความชำนาญ จากการทำซ้ำๆ เดิมๆ หลายรอบ เช่นการแปบอล การจับบอล การครอบครองบอล การเล่นบอลจังหวะแรกฯ3. เรียนรู้

จากสื่อ คลิป วิดีโอ ภาพนิ่ง และหา ทริคเด็ดๆ มาปรับใช้โดยเรียนรู้การเล่นฟุตบอลจากนักฟุตบอลมืออาชีพที่ท่านชื่นชอบ ในตำแหน่งเดียวกัน4. มีความมั่นใจสูง ขจัดความเขินอายในการฝึกซ้อม หรือต้องบ้ากับมัน5. ศึกษาหรือเรียนรู้ จากผู้มีความสามารถด้านฟุตบอลเพื่อพัฒนาทักษะอย่างรวดเร็วุ6. หาประสบการณ์จากการแข่งขัน

ให้บ่อยครั้ง7. มีโอกาสในการสมัคร หรือ คัดเลือก จงเสาะแสวงหา อย่าท้อถอย.. อันนี้เป็นแรงบันดาลใจอย่างนี้ ทั้งนี้ สโมสรตามภูมิภาคต่างๆ ในประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย.. คือแหล่งเพาะบ่ม นักฟุตบอลอาชีพ..  เด็กเก็บลูกกอล์ฟ ยังเป็น นักกอล์ฟระัดับโลกได้ ( ธงชัย ใจดี )

อย่าดูถูกตัวท่านเอง8. ย้ำ คลิป เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะ มากกว่าสมัยก่อน ที่ผู้เขียน กว่าจะหามาดู มาฝึกได้  ก็ต้องหาม้วนวิดีโอเทป ซึ่งเมื่อก่อนโคตะระ ลำบากเลยครับ..9. เขียน เป้าหมาย ในการเล่นฟุตบอล สัก 10 อย่าง ในกระดาษ 1 แผ่น .. แล้วทำมันให้ได้ 10.  ศึกษาศาตร์การเล่นฟุตบอล ที่เขียนมาเป็นตัวหนังสือ พร้อมคำอธิบาย11. ความสำเร็จไม่ได้มาหาคุณที่หน้าบ้านหรอก  คุณต้องเดินไปหามัน” ถ้าคุณกล้าคิดที่จะทำ  และลงมือทำ มันก็สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ” ..  อย่าท้อแท้ .. 

ด้วยความปรารถนาอันแรงกล้าของ เว็ป รวบรวม เทคนิค วิธีการ แบบฝึกซ้อม แข่งขัน กีฬาฟุตบอล

ในยุคนี้แน่นอนว่าฟุตบอลอาชีพถือเป็นดาวเด่นในการตั้งเป้าหมาย แต่วงการฟุตซอลในไทยก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจเช่นกัน การเล่นฟุตบอลและฟุตซอลสามารถใช้การฝึกฝนพื้นฐานต่าง ๆ เหมือนกัน แต่การจะสร้างทักษะความสามารถด้านฟุตบอลทุกวันนี้ ผู้สนใจยึดเป็นอาชีพ

ต้องพาตัวเองเข้าสู่โรงเรียนสอนฟุตบอลหรืออะคาเดมี่ ซึ่งจะได้รับการสอนและฝึกฝนอย่างถูกวิธีอะคาเดมี่ฟุตบอลที่เปิดอย่างมากมาย มีทั้งแบบที่มีคอนเนกชั่นกับสโมสรใหญ่ ๆ หรือโรงเรียนดัง ๆ ด้านฟุตบอล และแบบที่เน้นการฝึกฝนเพื่อให้นำไปต่อยอดหรือไปทดสอบเข้าระดับอะคาเดมี่ของสโมสรต่าง ๆ รวมถึงคัดเลือกเข้าเรียนต่อในสถาบันดัง ๆ

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ประเทศไทย เป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของประเทศ สโมสรก่อตั้งใน พ.ศ. 2513 ในชื่อ “สโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในยุคของบุรีรัมย์wwww พีอีเอ และบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยชนะเลิศไทยลีก 6 สมัย และจบรองชนะเลิศ 2 ครั้ง (กรณีไม่นับรวมช่วงการไฟฟ้าฯ)สีประจำสโมสรคือสีกรมท่าบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

2553 ในชื่อ “บุรีรัมย์ พีอีเอ” หลังจากที่เนวิน ชิดชอบ ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในปลายปี 2552[1] และแข่งขันในลีกสูงสุดครบทุกฤดูกาล โดยเคยคว้าแชมป์ไทยลีกถึงสามฤดูกาลติดต่อกันตั้งแต่ปี 2556–2558 และทำสถิติเก็บคะแนนสูงสุดของไทยลีกในฤดูกาล 2561 ที่ 87 คะแนน[2] นอกจากนี้ ยังเคยเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีกปี 2556 ซึ่งนับเป็นผลงานที่ดีที่สุดในระดับทวีปของสโมสรปัจจุบัน สโมสรลงเล่นเกมเหย้าที่ช้างอารีนา ซึ่งเปลี่ยนชื่อสนามจากชื่อเดิมอย่าง “ไอ-โมบายสเตเดียม”[3] สนามแห่งนี้มีความจุ 32,600 ที่นั่ง ถือเป็นสนามฟุตบอลเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่มีสโมสรฟุตบอลเป็นเจ้าของ[4] บุรีรัมย์มีสโมสรคู่ปรับที่สำคัญคือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด โดยทั้งสองสโมสรผลัเดิมชื่อ สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นสโมสรที่เปลี่ยนแปลงมาจากสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 

ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2513 โดยดร.วีระ ปิตรชาติ มีเป้าหมายเพื่อให้พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ออกกำลังกายและสร้างความสามัคคีร่วมกันในหมู่คณะต่อมาในปี พ.ศ. 2535 สโมสรเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ประเภท 

งเล่น 3 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นในถ้วย ค. และลงเล่นอยู่ 2 ฤดูกาลก็ได้เลื่อนขึ้นไปเล่นถ้วย ข. และอีก 2 ฤดูกาลสโมสรก็สามารถเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในดิวิชั่น 1 ได้สำเร็จหลังจากลงเล่นในดิวิชั่น 1 อยู่นานสโมสรก็ได้เลื่อนขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จเป็นครั้งแรก เมื่อได้รองแชมป์

ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2547 และได้เล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2548 โดยฤดูกาลแรกในลีกสูงสุดสโมสรสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อได้ตำแหน่งรองแชมป์ และศุภกิจ จินะใจ กองหน้าของทีมก็คว้าตำแหน่งดาวซัลโวร่วมกับศรายุทธ ชัยคำดี กองหน้าของทีมการท่าเรือไทย ที่จำนวน 10 ประตู และยังได้เล่นเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2549 ร่วมกับสโมสรฟุตบอลยาสูบ อีกด้วย แต่ทั้ง 2 สโมสรกลับส่งรายชื่อผู้เล่นให้เอเอฟซีไม่ทันตามที่กำหนด จึงทำให้ทั้ง 2 สโมสรถูกตัดสิทธิและพลาดโอกาสลงเล่นในรายการระดับทวีปในท้ายที่สุด

ฤดูกาล 2551 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552ฤดูกาล 2552 สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิต อดีตผู้จัดการทีม

ชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์

ที่นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2552 จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด[5] ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ [1] นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก[6]แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะ

ย้ายสนามแข่งจากไปอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์[1] หลังจากนั้นทางสโมสรได้เปลี่ยนแปลงชื่อทีมเป็นบุรีรัมย์-พีอีเอ พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารทั้งหมดและทีมผู้ฝึกสอนบางส่วนการเข้ามาของกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหม่ ส่งผลให้มีการปรับปรุงและพัฒนาทีมอย่างมาก มีการนำระบบ

บริหารจัดการสโมสรฟุตบอลอาชีพเข้ามาใช้กับบริษัท เช่น การทำสัญญาจ้างนักฟุตบอล การเจรจา และทำสัญญาซื้อขายนักฟุตบอลด้วยสัญญามาตรฐาน การสร้างสนามฟุตบอลแห่งใหม่ตามมาตรฐานของบริษัทไทยพรีเมียร์ลีก จำกัด เพื่อใช้เป็นสนามเหย้า การจัดทำระบบบัญชี การเงิน กฎหมาย การตลาด การโฆษณา และการประชาสัมพันธ์ เต็มรูปแบบ เพื่อสร้างความนิยมให้แก่ทีมบุรีรัมย์ พีอีเอ และ ความน่าเชื่อถือแก่บริษัทผลจากการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการธุรกิจ

และพัฒนาทีมอย่างจริงจัง ภายใต้นโยบายของนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรคนใหม่ ส่งผลให้บุรีรัมย์ พีอีเอ เป็นทีมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในไทยพรีเมียร์ลีกอย่างรวดเร็ว มีผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก หรือแฟนคลับ มากถึง 65,000 คน [7] มีผู้เข้าชมเกมการแข่งขัน นัดละไม่น้อยกว่า

10,000 คน เมื่อเป็นเจ้าบ้าน และเมื่อเป็นทีมเยือน จะมีแฟนบอลติดตามไปชมไม่น้อยกว่า 1,500 คน อีกทั้งยังเป็นทีมที่สร้างสถิติผู้เข้าชมสูงสุดของไทยพรีเมียร์ลีก คือ 25,000 คน และ สร้างสถิติจำหน่ายของที่ระลึกได้สูงสุด 1,400,000 บาท ภายในวันเดียว คือนัดที่เตะกับเมืองทองยูไนเต็ด เมื่อวันที่ กันยายน ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใน

ฝ่ายเจ้าของสิทธิ์ของสโมสรเดิมคือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งเดิมอยู่ในการกำกับดูแลของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล จาก พรรคภูมิใจไทย ได้เปลี่ยนมาอยู่ในการกำกับดูแลของนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ จาก พรรคเพื่อไทย ได้มีนโยบายที่จะย้ายสโมสรออกจากจังหวัดบุรีรัมย์ ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่าฝ่ายนายเนวินจะขายหุ้น 70% [5] ที่ตนถืออยู่ออกไป จะแยกทีมการไฟฟ้าออกจากจังหวัดบุรีรัมย์และย้ายไปอยู่

จังหวัดอื่น ส่วนนักกีฬาและเจ้าหน้าที่

ทีมบุรีรัมย์-พีอีเอเดิม จะไปรวมกับสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ เอฟซี ที่ได้แชมป์ ดิวิชั่น 1 และเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2555 พร้อมกับเปลี่ยนชื่อทีมเป็น “สโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ดนายเนวินกล่าวว่า ในฤดูกาล 2555 สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด (บุรีรัมย์ เอฟ

ซีเดิม) จะลงเล่นในไทยพรีเมียร์ลีก และเอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก ด้วยโควตาชนะเลิศฤดูกาล 2554 ของบุรีรัมย์-พีอีเอฤดูกาล 2551 สโมสรสามารถคว้าแชมป์ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ได้เป็นครั้งแรกภายใต้การคุมทีมของประพล พงษ์พาณิชย์และได้สิทธิเข้าร่วมแข่งขันเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก รอบคัดเลือก ในฤดูกาล 2552ฤดูกาล 2552 สโมสรตกรอบคัดเลือกเอเอฟซี แชมเปียนส์

ลีก ทำให้ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มได้ และมีผลงานในลีกไม่ดีนัก สโมสรจึงได้เปลี่ยนผู้จัดการทีมในเดือนพฤษภาคม ปี 2552 จากประพล พงษ์พาณิชย์ เป็นทองสุข สัมปหังสิ

อดีตผู้จัดการทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ ที่

นครราชสีมาการซื้อกิจการสโมสรเกิดขึ้นในช่วงฤดูกาล 2552 จากความต้องการของนายเนวิน ชิดชอบ นักการเมืองของจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ต้องการซื้อหุ้นทีมฟุตบอลในไทยพรีเมียร์ลีก ให้ย้ายไปเล่นในนามจังหวัดบุรีรัมย์เป็นการชั่วคราว ในขณะเดียวกันก็สร้างทีมใหม่อีกหนึ่งทีม ไต่อันดับ

ขึ้นมาจากดิวิชันต่ำสุด[5] ในเบื้องต้นได้เจรจากับสโมสรฟุตบอลตำรวจ แต่ได้รับการปฏิเสธ [1] นายเนวินได้มีการเจรจาในเบื้องต้นกับสโมสรฟุตบอลทีโอทีและสโมสรฟุตบอลทหารบก[6]แต่ตกลงกันไม่ได้ ในที่สุดจึงได้มีการซื้อขายหุ้นของสโมสรฟุตบอลการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซึ่งมีผลงานสิ้นสุดฤดูกาลในอันดับที่ 9 ทางสโมสรได้ตกลงที่จะ

บาร์เซโลน่ารั้งเมสซี่

บาร์เซโลน่ารั้งเมสซี่

บาร์เซโลน่ารั้งเมสซี่

 

บาร์เซโลน่ารั้งเมสซี่

บาร์เซโลน่ารั้งเมสซี่ หลังจากที่มีข่าวออกมาเกี่ยวกับนักเตะบาร์เซโลน่า เรื่องการต่อสัญญาหรือไม่อย่างไร ลองมาดูบทสัมภาษณ์ของเจ้าตัวกันหน่อยดีกว่า พอมีข่าวลือออกมาก็เป็นที่น่าติดตามเป็นอย่างมาก ข่าวหลายสำนักต่างให้ความสนใจอย่างล้นหลามเกี่ยวกับสัญญาย้ายทีมของเขานั้น

ลิโอเนล เมสซี เปิดใจครั้งล่าสุด โดยส่งสัญญาณบางอย่างถึงเรื่องอนาคตกับ บาร์เซโลนา หลังสัญญากำลังจะสิ้นสุดลง ท่ามกลางข่าวลือเรื่องย้ายทีม โอเล (Olé) หนังสือพิมพ์กีฬาชื่อดังของอาร์เจนตินา เผยแพร่บทสัมภาษณ์ล่าสุดของ ลิโอเนล เมสซี หลังจากที่ได้ยอดดาวเตะแห่งสโมสรบาร์เซโลนามาเป็นแขกพิเศษเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปีของหนังสือพิมพ์

บทสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟดังกล่าว มีการสอบถามถึงเรื่องอนาคตของ เมสซี ในวัย 33 ปี ที่กำลังจะหมดสัญญากับ “เจ้าบุญทุ่ม” ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ซึ่งเจ้าตัวก็เอ่ยถึงความสำเร็จในซีซั่นนี้ที่สามารถคว้าแชมป์โกปา เดล เรย์ มาครองได้สำเร็จ ทำให้สโมสรกลับมาคว้าแชมป์แรกในรอบ 2 ฤดูกาลหลังสุด
ทั้งนี้ เมสซี ได้กล่าวไว้ในส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ว่า “เมื่อใดก็ตามที่ผมลงสนามแข่งขัน ผมจะทำเต็มที่เพื่อคว้าชัยชนะและบรรลุทุกเป้าหมายอยู่เสมอ เช่นเดียวกับการคว้าแชมป์รายการต่างๆ ซึ่งแชมป์โกปา เดล เรย์ ครั้งล่าสุดนับว่าพิเศษอย่างแท้จริง เมื่อดูจากช่วงเวลาที่เราผ่านพ้นมา
สัมภาษณ์ต่ออีกว่า ทางสโมสรกลับมาจากช่วงเวลาที่ยากลำบากตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ได้คว้าแชมป์อะไรเลย แต่ตอนนี้เรามีทีมพลังหนุ่มและคนใหม่ๆ เข้ามา ดังนั้นแชมป์โกปา เดล เรย์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญมากๆ นอกเหนือจากนั้น โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบที่จะชนะและคว้าแชมป์มาครอง ยิ่งมากเท่าไรก็ยิ่งดี
สำหรับ เมสซี ยังไม่ประกาศว่าจะต่อสัญญากับ บาร์ซา หรือว่ามองหาต้นสังกัดใหม่ แต่มีข่าวลือว่าเจ้าตัวตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว รอเวลาเฉลยอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยมีกระแสข่าวพัวพันกับบรรดาทีมเงินหนาอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, ยูเวนตุส รวมถึง นีเวลล์ส โอลด์ บอยส์ สโมสรแรกในชีวิตที่บ้านเกิดที่อาจเป็นจุดหมายปลายทางต่อไป
ถัดมาอีกสำนักงานที่พูดถึงการต่อสัญญาของ เมสซี่นั้น บอกว่าเจ้าตัวสามารถเปิดการเจรจาเพื่อย้ายออกจากบาร์เซโลนาแบบไม่มีค่าตัวเมื่อหมดสัญญาได้แล้ว หลังจากที่ยังไม่มีการต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไป
ลิโอเนล เมสซี กองหน้าบาร์เซโลนา มีอิสระที่จะเจรจากับสโมสรอื่น เพื่อย้ายทีมแบบไม่มีค่าตัวเมื่อจบฤดูกาลได้แล้ว หลังจากที่เหลือสัญญาฉบับปัจจุบันในถิ่นคัมป์นูอีกเพียง 6 เดือน ดาวเตะวัย 33 ปี เคยแสดงความต้องการที่จะย้ายออกจากคัมป์นู มาตั้งแต่เมื่อช่วงปิดฤดูกาลที่แล้ว ทว่าทางบาร์ซาเข้าขัดขวาง โดยให้เหตุผลว่าเมสซีแจ้งความจำนงภายหลังจากที่มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติไปแล้ว ทำให้เมสซีต้องอยู่กับทีมอาซูลกรานาออกไปอีกอย่างน้อย 1 ฤดูกาล
จากบทสัมภาษณ์ที่เขาเคยเปิดใจผ่าน Goal ตั้งแต่เมื่อเดือนกันยายน ระบุว่าเขาต้องการออกจากบาร์ซา เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย พร้อมเน้นย้ำว่า โจเซฟ มาเรีย บาร์โตเมว ผิดคำพูดกับเขาที่ไม่ยอมปล่อยให้ย้ายทีมเมื่อจบฤดูกาล
ต่อมายังมีแหล่งข่าวอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องต่อสัญญาของเมสซี่ พูดถึงว่า โจน ลาปอร์ตา ประธานสโมสร บาร์เซโลนา ยืนยันกำลังคุยเรื่องการขยายสัญญาฉบับ ลิโอเนล เมสซี แนวรุกคนดัง รวมถึงเผยเตรียมตัดสินอนาคตของ โรนัลด์ คูมัน ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
สำหรับ เมสซี กำลังจะหมดสัญญากับ บาร์เซโลนา ในเดือน มิ.ย. นี้ ทว่ายังไม่มีการขยายออกไปแต่อย่างใดทำให้ตอนแรกมีแนวโน้มสูงว่าแข้งวัย 33 ปีส่อย้ายออกจากถิ่น คัมป์ นู อย่างไรก็ตามหลังจาก โจน ลาปอร์ตา เข้ามาเป็นประธานสโมสรคนใหม่ ดูเหมือนว่า เมสซี มีท่าทีจะอยู่กับ “เจ้าบุญทุ่ม” ต่อไปเนื่องจากเจ้าตัวมีความสัมพันธ์อันดีกับ บาร์เซโลนา
ลาปอร์ตา พูดเรื่องการต่อสัญญากับ เมสซี ในงานแถลงข่าวของสโมสรว่ามีการเจรจาแล้ว ทว่ายังไม่เสร็จสิ้น “เรากำลังดำเนินการเจรจาเพื่อขยายสัญญา ลีโอ เมสซี แต่ยังไม่เสร็จสิ้น หรือยังไม่ได้เซ็นสัญญา ทว่า เมสซี ต้องการ บาร์เซโลนาเขารักสโมสร
นอกจากนั้นบิ๊กบอสบาร์ซ่า ยังกล่าวถึงเรื่องอนาคตของ โรนัลด์ คูมัน ผู้จัดการทีมท่ามกลางกระแสเรื่องการปลดจากตำแหน่งว่า “เราจะพบกับ โรนัลด์ คูมัน อีกครั้งในสัปดาห์หน้าเพื่อตัดสินใจอนาคตของเขา
หลังจากนั้นมามีแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมออกมาอีกว่าเจ้าตัวเหมือนถูกครอบครัวกดดันให้ย้ายทีม เหมือนกับว่าให่เขาตัดสินใจย้ายไปทีม PSG เพราะข้อเสนอการทำแผนดีกว่าเป็นไหนๆ
จากราายงานของ อาส สื่อใหญ่ของสเปน และ เลอ ปารีเซียง สื่อดังฝรั่งเศส เป็นไปในทิศทางเดียวกับว่า เมสซี่ ซีเนียร์ คุณพ่อที่ทำหน้าที่เป็นเอเยนต์ส่วนตัว รวมถึงภรรยา กำลังพยายามโน้มน้าวให้ ลิโอเนล เมสซี่ ตัดสินใจลา บาร์เซโลน่า
ช่วงซัมเมอร์นี้ เพื่อย้ายไปอยู่กับ เปแอสเช โดยเหตุผลหลักคือค่าเหนื่อยที่ทีมจากปารีสยอมจ่ายมากกว่า กับแผนการทำทีมของ เปแอสเช ภายใต้การนำของ เมาริซิโอ โปเชตติโน่ มีแนวโน้มประสบความสำเร็จในถ้วยยุโรปมากกว่า
อย่างไรก็ตาม อาส ระบุว่า เมสซี่ ตัดสินใจจะอยู่ บาร์ซ่า ต่อแล้วแม้จะ[MOS]ต้องรับค่าเหนื่อยน้อยลง เนื่องจากสโมสรกำลังประสบปัญหาการเงิน เพราะผูกพันและยังหวังจะร่วมงานกับ กุน อเกวโร่ แต่อาจเป็นการต่อสัญญาระยะสั้นเพราะถ้าปีหน้ายังพลาดแชมป์ โอกาสที่ เมสซี่ จะลาคัมป์นูก็มีสูง
เบเตเบ (Beteve) สื่อกาตาลัน เผยว่า กุน จะมาร่วมทัพ บาร์ซ่า ด้วยสัญญา 2 ปี รับค่าเหนื่อย 5 ล้านยูโรต่อปี น้อยกว่าที่เคยได้จาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 10 ล้านยูโร แต่ก็มีเงื่อนไขโบนัสหากช่วยพาทีมคว้าแชมป์ ซึ่งนอกจาก บาร์ซ่า
จะหวังให้ กุน มาช่วยแก้ความฝืดแดนหน้า ยังต้องการให้รั้ง เมสซี่ อยู่ต่อด้วย   ซึ่งกระแสข่าวนี้ ก็ยืนยันด้วยทวีตของฟาบริซิโอ โรมาโน่ กูรูซื้อขายนักเตะ ว่ากุนตอบตกลงข้อเสนอบาร์ซ่าแล้ว และเตรียมเซ็นสัญญาหลังจบนัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกสิ้นเดือนนี้
อีกแหล่งข่าวของเดอะไทม์ส เป็นสื่อของอังกฤษได้ตีข่าวเมสซี่ มีโอกาสสูงที่จะขยายสัญญากับบาร์เซโลน่ โดยตัวสัญญาจะใช้เวลา 10 ปี จะนับรวมทั้งในด้านการเป็นนักเตะและทูตของสโมสร
หลังจากที่เขาได้ทำการแชวนสตั๊ดไปแล้ว โดยที่เมสซี่ อยากได้แชมป์ แชมป์เปี้ยนลีกส์ ทำให้กองหน้าคนดังของสโมสรบาร์เซโลน่า สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งเวทีลาลีกา สเปน มีความคืบหน้าที่ดีในการเจรจาเรื่องต่อสัญญากับต้นสังกัด โดยว่ากันว่าตัวสัญญาฉบับนี้จะมีผลถึง 10 ปี ซึ่ง เมสซี่ จะรับงานในตำแหน่งอื่นภายในช่วงระยะเวลาของสัญญาที่ว่าด้วย ตามรายงานของ เดอะ ไทม์ส สื่อชั้นนำของประเทศอังกฤษ
เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปีก่อน เมสซี่ จุดประเด็นร้อนด้วยการยื่นเรื่องขอย้ายทีม และถึงแม้ตอนนั้นจะยังไม่สมหวังแต่อนาคตของเจ้าตัวก็ยังถูกพูดถึงอยู่เรื่อยๆ เพราะเขาจะหมดสัญญากับทีมหลังจบฤดูกาลนี้แล้ว โดยที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กับ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง คือ 2 ทีมที่มีข่าวตามล่าตัวดาวเตะวัย 33 ปีมากที่สุด
พอแขวนสตั๊ดในแดนลุงแซมแล้วนั้น เมสซี่ ก็จะได้ทำงานเป็นทูตให้กับ บาร์เซโลน่า ทันที โดยสื่อเข้าเดิมบอกด้วยว่า เมสซี่ อยากได้แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกสัก 1 สมัย และพร้อมที่จะลดค่าเหนื่อยเพื่อที่ บาร์เซโลน่า จะได้มีเงินไปดึงนักเตะระดับสตาร์ดังมาร่วมทีมได้ด้วย

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี

สโมสรฟุตบอลเชลซี (อังกฤษ: Chelsea Football Club) เป็นสโมสรฟุตบอลอาชีพที่ตั้งอยู่ในเขตฟูลัม, ลอนดอน ซึ่งเล่นอยู่ในพรีเมียร์ลีก ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษ สโมสรฟุตบอลเชลซีก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1905 สโมสรได้เล่นอยู่บนลีกสูงสุดของประเทศเป็นส่วนใหญ่ในหน้าประวัติศาสตร์ของสโมสร สนามเหย้าของสโมสรคือสแตมฟอร์ดบริดจ์ มีความจุ 41,837 ที่นั่ง เชลซีเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของอังกฤษโดยคว้าแชมป์จากการแข่งขันมากกว่าสามสิบรายการรวมถึงแชมป์ลีก 6 สมัย และ แชมป์ยุโรป 6 รายการ[3]

เชลซีคว้าแชมป์ลีกสูงสุด

สมัยแรกอย่างเป็นทางการในปี 1955 ต่อมาสโมสรคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ เป็นสมัยแรกในปี 1970 และถ้วยรายการยุโรปครั้งแรกของพวกเขาคือการเป็นแชมป์วินเนอร์สคัพในปี 1971 ต่อมาสโมสรเข้าสู่ช่วงเวลาตกต่ำในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงปี 1980 สโมสรสามารถฟื้นฟูและกลับมาทำผลงานโดดเด่นได้อีกครั้งในช่วงปี 1990 และ ประสบความสำเร็จมากขึ้นในการแข่งขันฟุตบอลถ้วย ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา (ค.ศ. 2000-2020) นับเป็นช่วงเวลาที่ประสบความสำเร็จสูงสุดหรือเป็นยุคทองในประวัติศาสตร์ของสโมสร: พวกเขาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย และ แชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรวมทั้งยูฟ่ายูโรปาลีกได้ในช่วงเวลานี้

เชลซีเป็นหนึ่งในห้าสโมสรที่ชนะการแข่งขันถ้วยใหญ่ของยูฟ่าครบทั้งสามรายการ[4] (ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก, ยูโรปาลีก และ ยูฟ่าซูเปอร์คัพ) รวมทั้งเป็นสโมสรในลอนดอนเพียงทีมเดียวที่คว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก ได้[5]สีชุดเหย้าของเชลซีคือเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินและกางเกงขาสั้นพร้อมถุงเท้าสีขาว ตราสโมสรคือรูปสิงโตอาละวาดถือไม้เท้า สโมสรมีคู่อริโดยตรงได้แก่ อาร์เซนอล ทอตนัมฮอตสเปอร์ และ ลีดส์ ยูไนเต็ด จากตัวเลขการสำรวจที่ผ่านมา เชลซีเป็น

สโมสรที่มีฐานแฟนคลับที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 6 ในอังกฤษ

โดยในแง่ของมูลค่าทีมเชลซีเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลกโดยมีมูลค่า 2.13 พันล้านปอนด์ (2.576 พันล้านดอลลาร์) และเป็นสโมสรฟุตบอลที่มีรายได้สูงที่สุดเป็นอันดับ 8 ของโลกโดยมีรายได้มากกว่า 428 ล้านยูโรในฤดูกาล 2017-2018 นับตั้งแต่ปี 2003 เป็นต้นมา สโมสรอยู่ภายใต้การบริหารของ โรมัน อับราโมวิช เจ้าของทีมซึ่งเป็นมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย-อิสราเอล[6]ประวัติ
ก่อตั้ง (1905 – 1951)

สโมสรฟุตบอลเชลซี ก่อตั้งในวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ.1905 โดย กุส เมียร์ส และได้เปลี่ยนสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์จากสนามกรีฑาเป็นสนามฟุตบอล โดยในตอนแรกจะใช้ชื่อว่า ฟูแลมเอฟซี แต่ไปซ้ำกันกับสโมสรฟุตบอลฟูแลม เลยต้องเปลี่ยนชื่อ โดยตอนแรกใช้ชื่อว่า เคนชิงตันเอฟซี,สแตมฟอร์ดบริดจ์เอฟซี แต่สุดท้ายก็เปลี่ยนชื่อมาเป็น ลอนดอน เอฟซี และเปลี่ยนเป็นเชลซีเอฟซี และได้ก่อตั้ง ณ ผับไรซิ่งซัน (ณ ปัจจุบันชื่อ เดอะบุชเชอร์สฮุก)

สโมสรเชลซี

ได้เลื่อนชั้นมาเล่นดิวิชั่น1ครั้งแรกในซีซั่นที่2หลังการก่อตั้งสโมสร (ฤดูกาล 1906-07) แต่พวกเขาก็ลงไปขึ้นมาระหว่างดิวิชั่น1และดิวิชั่น2เรื่อยๆ พวกเขาเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพ ในปี 1915 แต่ก็แพ้สโมสรฟุตบอลเชฟฟีลด์เวนส์เดย์ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดไป 0 ประตูต่อ 3 และจบอันดับที่3ในดิวิชั่น1ฤดูกาล 1919-20 และพวกเขาก็เริ่มซื้อสตาร์ดังเข้าทีมมากขึ้นอดีตกองหน้าอาร์เซนอลและทีมชาติอังกฤษอย่าง เท็ด เดร็ก ได้เข้ามาคุมเชลซีใน ค.ศ.1952 และปรับสโมสรให้ทันสมัยด้วยการโละกลุ่มทหารหลวงวัยเกษียณ และได้ปรับทีมเยาวชนและการซ้อมให้เข้มข้นมากขึ้น และซื้อสตาร์จากลีกสมัครเล่นมากมาย จนกระทั่งพวกเขาได้ถ้วยแรกใน

ประวัติศาสตร์ในฤดูกาล 1954-55

เมื่อพวกเขาได้แชมป์ดิวิชั่น 1 และอันที่จริงเชลซีจะเป็นทีมแรกจากอังกฤษที่ได้ไปฟุตบอลระดับสโมสรยุโรปด้วยซ้ำ แต่ถูกสมาคมฟุตบอลอังกฤษห้ามไว้ไม่ให้ไปแข่งขัน เดรกถูกปลดจากตำแหน่งในปี 1961 และแทนที่ด้วยทอมมี่ โดเชอร์ตี้ที่เข้ามาในฐานะผู้เล่น-ผู้จัดการทีมโดเชอร์ตี้ได้ทำการปรับปรุงระบบทีมใหม่ค่อนข้างเยอะ เขาได้โละแข้งเก่าหลายคนออกจากทีม และได้ซื้อนักเตะใหม่มากมายเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือปีเตอร์ ออสกู๊ด ตำนานสโมสร และพวกเขาก็คว้าแชมป์ลีกคัพได้ในฤดูกาล 1964-65 ในการเอาชนะเลสเตอร์ซิตีที่มีกอร์ดอนแบงส์

นายทวารจอมหนึบด้วยสกอร์ 3-2 (ในสมัยนั้นนัดชิงลีกคัพแข่งกันสองนัด) และในสามซีซั่นหลังพวกเขาก็สามารถเข้าชิงทุกถ้วยที่ลงเล่นได้ แต่เป็นรองแชมป์ทั้งหมด และเดฟ เซ็กตันเข้ามาแทนที่โดเชอร์ตี้ เชลซีคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้ในปี 1970 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลลีดส์ยูไนเต็ดไป 2-1 ในนัดรีเพลย์ และในปีต่อมาพวกเขาก็สามารถคว้าโทรฟี่ระดับทวีปยุโรปด้วยการเข้าชิงชนะเลิศยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพกับสโมสรฟุตบอลเรอัลมาดริดได้ 2-1 ในนัดรีเพลย์ที่เอเธนส์ตกต่ำ (1970 – 1992)

เชลซีถึงยุคตกต่ำในยุคปลาย 1970 ถึงต้น 1990 เมื่อพวกเขาขายสตาร์ดังไปมากมาย และตกชั้นจนแถมยังไม่สามารถขึ้นมาลีกสูงสุดได้ แต่แล้วในปี 1982 เคน เบตส์ ได้เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคา 1 ล้านปอนด์ และเขาก็ปรับปรุงสนามสแตมฟอร์ดบริดจ์ให้ดีขึ้น แต่มันไม่ได้ช่วยอะไร แถมพวกเขาเกือบจะตกชั้นไปดิวิชั่น 3 ในปีเดียวกัน แต่ในปี 1984 จอห์น นีล ได้ดึงทีมขึ้นชั้นมาจากดิวิชั่น 2 ด้วยการคว้าแชมป์ในปี 1983-84 และตกชั้นอีกครั้งในปี 1987-88 ก่อนที่จะเลื่อนชั้นอีกครั้งในปี 1988-89 ด้วยแต้มที่ห่างกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตีไปถึง 17 คะแนนกลับมารุ่งเรืองและฉายา “สิงห์บอลถ้วย” (1992 – 2004)

ในปี 1992 ก็เริ่มมีการซื้อสตาร์ดังมากมาย และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลเอฟเอคัพ ฤดูกาล 1993-94 โดยฝีมือของ เกล็นน์ ฮ็อดเดิ้ล แต่พวกเขาก็แพ้สโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดไปอย่างราบคาบ 0-4 จนกระทั่งรุด กุลลิต เข้ามาทำทีมในฐานะ ผู้เล่น-ผู้จัดการทีม ในปี 1996 และพาทีมเข้าชิงชนะเลิศในปี 1997 และเอาชนะสโมสรฟุตบอลมิดเดิลส์เบรอไปได้ 2-0 จากการยิงของโรแบร์โต ดี มัตเตโอในช่วงเวลาเพียงแค่ 42 วินาทีเท่านั้น และเอ็ดดี นิวตันในนาทีที่ 83 กุลลิทถูกแทนที่โดยจิอันลูก้า วิอัลลี่ โดยพาทีมเข้าชิงลีกคัพปี 1998 และชนะมิดเดิลสเบรอ

ด้วยสกอร์เดิม

ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

และเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่าคัพวินเนอร์สคัพปี 1998 และได้แชมป์สมัยที่สองด้วยการเอาชนะเฟาเอฟเบชตุทท์การ์ทไป 1-0 จากประตูของจันฟรังโก โซลาซึ่งยังลงมาเล่นไม่ถึงครึ่งนาทีด้วยซ้ำ และชนะเลิศยูฟ่าซูเปอร์คัพในปีเดียวกันด้วยการเอาชนะเรอัลมาดริดไป 1-0 และชนะเลิศเอฟเอคัพในปี 2000 โดยการเอาชนะสโมสรฟุตบอลแอสตันวิลลาไป 1-0 จากประตูของโรแบร์โต ดี มัตเตโอคนเดิม

รวมถึงได้สัมผัสยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกเป็นครั้งแรกแต่ก็ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือของสโมสรฟุตบอลบาร์เซโลนาด้วยสกอร์รวม 6-4 วิอัลลี่ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกแทนที่ด้วยเกลาดีโอ รานีเอรีและเข้าชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี2001-02 แต่สุดท้ายก็พ่ายสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลไป 0-2 สำหรับในประเทศไทยเชลซียุคนี้ถือว่าเป็น “สิงห์บอลถ้วย” เลยทีเดียวเคนเบตส์ได้ขายสโมสรราคา 140 ล้านปอนด์ ให้กับนักการเมืองมหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อับราโมวิช และได้ทุ่มซื้อสตาร์ดังมามากมาย และได้ทำเรื่องงงงวยให้กับแฟนบอลด้วยการปลดรานีเอรี่ออกจากตำแหน่ง และแทนที่ด้วยโชเซ มูรีนโย

ซึ่งก็ไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดเพราะมูรินโยได้เข้ามาเป็นตำนานกุนซือที่นำพาความสำเร็จมาให้สโมสรมากมายทั้งการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2004-05 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ถึง 95 คะแนน และยังเอาชนะสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลในนัดชิงฟุตบอลลีกคัพได้ 3 ประตูต่อ 2 คว้าแชมป์ไปแบบยิ่งใหญ่ แต่ก็ถูกคู่ปรับรายเดียวกันถีบตกรอบยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกจาก “ประตูผี” ของหลุยส

 

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง

อดีตโค้ชผู้ยิ่งใหญ่แห่งปีศาจแดง ยุติบทบาท 27 ปี ในฐานะผู้จัดการทีม”ปิศาจแดง”แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่เรียบร้อยสำหรับ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือชาวสกอตต์ วัย 71 ปี

เซอร์ อเล็กซานเดอร์ “อเล็กซ์” แชปแมน เฟอร์กูสัน  เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2484 (ค.ศ. 1941) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เคยเป็นผู้จัดการทีมสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งปฏิบัติหน้าที่มายาวนานที่สุด และนำทีมชนะเลิศรายการแข่งขันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสโมสร

เฟอร์กูสันเข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ต่อจากรอน แอตกินสัน เมื่อ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) และพาทีมชนะเลิศเอฟเอคัพ เมื่อปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) เป็นรายการแรก และหลังจากนั้นก็ชนะเลิศรายการนี้อีก 4 สมัย (รวมเป็น 5 สมัย) รวมทั้งการชนะเลิศเอฟเอพรีเมียร์ลีก 13 สมัย

ชนะเลิศยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัย โดยเมื่อปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) หลังจากชนะเลิศรายการแชมเปียนส์ลีก (ต่อจากปี พ.ศ. 2511 (ค.ศ. 1968) ในยุคของเซอร์แมตต์ บัสบี) สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่สอง แห่งสหราชอาณาจักร ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เขาเป็นอัศวินแห่งอังกฤษ

นับเป็นชาวสกอตเพียงไม่กี่คนที่ได้รับเกียรติอย่างสูงเช่นนี้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) เซอร์อเล็กซ์ประกาศยุติการทำหน้าที่ผู้จัดการทีม หลังจบฤดูกาล 2012-13 โดยในนัดสุดท้ายของการแข่งขันพรีเมียร์ลีก ที่ไปเยือนเวสต์บรอมมิชอัลเบียน ในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤษภาคม ปีเดียวกัน หลังจากนั้น เขาจะขึ้นรับตำแหน่งผู้อำนวยการฟุตบอล และเป็นทูตประจำสโมสรเดิมต่อไป

3 ปีก่อน เกิดข่าวใหญ่ที่ทำให้โลกลูกหนังทั้งใบต้องพร้อมใจกันยกมือขอพรและสวดภาวนาไปด้วยกัน เมื่อ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานผู้จัดการทีมผู้ยิ่งใหญ่ของทีม ‘ปีศาจแดง’ แมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด ล้มในบ้านพัก และพบว่าเลือดออกในสมอง

สำหรับชายวัย 76 ปี อาการระดับนี้หมายถึงความเป็นกับความตายเสมอกัน และต่อให้รอดพ้นจากคมเคียวพญามัจจุราชมาได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะสามารถกลับมาเป็นปกติ โชคดีสำหรับบรมกุนซือแห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ดที่แพทย์สามารถช่วยชีวิตเขาเอาไว้ได้ในวันนั้นจากการผ่าตัดด่วน แต่สำหรับคนที่เพิ่งพ้นจากความตายมาหมาดๆ อย่างเซอร์อเล็กซ์ มันมีสิ่งที่ทำให้เขากลัวจับใจ

ถึงแม้การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จด้วยดี แต่อาการข้างเคียงจากการผ่าตัดและบาดแผลที่มาจากการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงที่สมอง ได้ทำให้ชายผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของวงการฟุตบอลอังกฤษ และอาจหมายถึงวงการฟุตบอลระดับโลก พูดไม่ได้

เฟอร์กีผู้ที่ได้รับการจดจำในฐานะ ‘เครื่องเป่าผม’ พูดไม่ได้ขึ้นมาเฉยๆ และมันก็นำมาซึ่งความรู้สึกกลัวที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเจอมา

ผมรู้สึกกังวลมาก หลังการผ่าตัดผมได้สูญเสียเสียงของผม และนั่นคือส่วนที่น่ากลัวที่สุด ผมรู้ว่าผมยังมีชีวิตอยู่ แต่ลึกๆ ในใจของผมก็เริ่มคิด ​‘ผมจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาพูดความจริงกับผมหรือเปล่า?’ การผ่าตัดประสบความสำเร็จก็จริง แต่ผมต้องอยู่กับความเดียวดาย มันน่ากลัวมาก และตอนที่ผมสูญเสียการเปล่งเสียงของผมไป ผมคิดว่า ‘พวกเขาไม่เคยบอกกับผมว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้น

เป็นเวลานานถึง 10 วันเลยทีเดียวที่เฟอร์กีพูดไม่ได้ และความกลัวก็จับหัวใจมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่เฟอร์กีกลัวที่สุดไม่ได้หมายถึงชีวิตหรือลมหายใจที่อาจสูญหาย หรือการที่จะไม่สามารถพูดได้อีกตลอดไป สิ่งที่ทำให้ยอดนักสู้จากสกอตแลนด์คนนี้ต้องหวั่นใจที่สุดคือ การที่สักวันเขาอาจจะสูญเสีย ‘ความทรงจำ’ อันมีค่าที่สะสมมาตลอดชีวิตไปจนหมด

โชคดีอีกครั้งที่ในระหว่างการรักษาการพูดไม่ได้ที่นักอรรถบำบัด  ได้มีการกระตุ้นเรื่องความทรงจำด้วย และพบว่าถึงเสียงจะหายไป แต่ความทรงจำของเขายังคงดีอยู่ และเพื่อรักษาความทรงจำนั้นเหล่านั้นไม่ให้หายไปไหน เรื่องราวทั้งหมดในชีวิตและตัวตนของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงถูกนำมาถ่ายทอดในภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Sir Alex Ferguson: Never Give In ซึ่งมีกำหนดออกฉายในสหราชอาณาจักรวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ และจากนั้นจะออกฉายทั่วโลกผ่านระบบออนไลน์ในวันที่ 31 พฤษภาคม

ความจริงแล้วภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีการวางแผนสร้างเอาไว้หลังจากเกิดเหตุ แต่เป็นสิ่งที่ เจสัน เฟอร์กูสัน ลูกชายของเขาได้ตระเตรียม ‘ของ’ เอาไว้สำหรับการทำบันทึกชีวิตของพ่อผู้ยิ่งใหญ่ โดยได้เริ่มต้นการเก็บบทสัมภาษณ์ทางเสียงมาตั้งแต่ปี 2016 และใช้เวลา 18 เดือนในการรวบรวมเรื่องราว

เจสันรู้ว่าสิ่งที่พ่อถ่ายทอดออกมานั้นมีคุณค่าและ ‘ทรงพลัง’ จึงได้ติดต่อ แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ ผู้กำกับภาพยนตร์ Trainspotting และ จอห์น แบตต์เซก ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชั้นเยี่ยมมากมาย ว่าสนใจจะนำเรื่องราวนี้ไปถ่ายทอดต่อไหม

แต่สิ่งที่จอห์นและแอนดรูว์ตอบกลับมาคือ เรื่องนี้ต้องเป็นเจสันเท่านั้นที่กำกับด้วยความที่ไม่เคยกำกับภาพยนตร์เองมาก่อน เจสันขอเวลาคิดในเรื่องนี้ 24 ชั่วโมง ก่อนที่จะให้คำตอบกลับไปว่าเขาตกลงที่จะทำ และหลังจากที่ใช้เวลาเขียนโครงเรื่องดราฟต์แรกและส่งให้ทั้งสองคนในเวลาตีหนึ่งครึ่งของวันหนึ่ง

สำหรับเจสัน เรื่องราววันนั้นก็เป็นหนึ่งในความทรงจำที่เขาจะไม่มีวันลืม “เครื่องมือและสายระโยงระยางเต็มไปหมดที่ซัลฟอร์ด รอยัล (โรงพยาบาล Salford Royal) พวกเขาเตรียมจะผ่าตัดพ่อที่แมคเคิลฟิลด์ แต่ประสาทศัลยแพทย์ได้เรียกผมไปที่ห้องข้างๆ เพื่อบอกอะไรบางอย่าง

อายุ 76 ปีแล้ว และเขาก็มีเลือดออกในสมองมาก คุณอาจต้องเตรียมใจสำหรับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสิ่งที่ไม่มีใครรู้มาก่อนคือ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มีโอกาสรอดเพียงแค่ 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพียงแต่ด้วยเลือดนักสู้ ไอ้หนูจาก Govan ที่กลายเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์วงการฟุตบอลอังกฤษ สามารถเอาชนะความตายในวันนั้นได้

อีกสิ่งที่เป็นความลับมาตลอดคือ ในระหว่างการรักษาอาการพูดไม่ได้นั้น นักอรรถบำบัดได้ให้เขาเขียนจดหมายหาภรรยา และจากนั้นยอดผู้จัดการทีมก็ได้เขียนจดหมายถึงคนอื่นด้วย

เขาเขียนจดหมายหาคุณแม่ ถึงพี่ชายของผม และหลานๆ ทุกคน ซึ่งจดหมายนั้นก็คือจดหมายอำลา เจสันเปิดเผยเรื่องลับ

เรื่องราวผ่านมาเป็นเวลา 3 ปี ปัจจุบันเฟอร์กียังแข็งแรง แม้จะไม่แข็งแรงเท่าก่อน แต่ก็ยังเข้ามาชมเกมในโอลด์แทรฟฟอร์ดเสมอเมื่อสามารถทำได้ ยังขับรถได้ แต่ไม่สามารถขับในช่วงเวลากลางคืนหรือบนถนนมอเตอร์เวย์ แต่หลายๆ อย่างก็เริ่มดีขึ้น แต่ที่นับว่าโหดร้ายที่สุดในระหว่างการรักษาตัวคือ การที่คุณหมอไม่อนุญาตให้ดื่มไวน์ได้จนกว่าเขาจะเป็นปกติ

สิ่งที่ดีที่สุดคือเขาได้ถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดในชีวิต ตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กหนุ่มจอมห้าว ชีวิตนักเตะกับเซนต์ จอห์นสโตน การหนีทีมแบบดื้อๆ แฮตทริกแรกที่เปลี่ยนแปลงชีวิต เรื่องราวในการเป็นผู้จัดการทีมโดยเฉพาะกับแอเบอร์ดีน และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เจสันใช้เวลาในการประกอบร่างความทรงจำของพ่อออกมาเป็นสารคดีเรื่องนี้ โดยที่เฟอร์กีผู้ยิ่งใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการก่อสร้างแม้แต่น้อย จนกระทั่งภาพยนตร์เสร็จจึงได้ดู

บัดนี้เรื่องราวชีวิตและความทรงจำของชายผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับการปกป้องแล้ว และมันจะยังคงอยู่คู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน

 

ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า ท่านเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะอำลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการทีม ”ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดภายหลัง

จบฤดูกาลนี้ นับเป็นเรื่องที่ช็อกความรู้สึกแฟนบอลเร้ด เดวิลส์เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากความผูกพันและความศรัทธาที่มีในตัวกุนซือชาวสกอตติชรายนี้มันมากจนเกินคำบรรยาย   ด้วยวัย 71 ปี การผ่านร้อนผ่านหนาวในสังเวียนลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีมายาวนาน 27 ปี ทำให้เฟอร์กี้

คือบุคคลที่นักเตะทุกคนยกย่องสรรเสริญมาโดยตลอด ซึ่งยังมีนักเตะชั้นนำของยุโรปอีกหลายคนตั้งเป้าว่าสักวันจะได้ทำงานร่วมกันเทรนเนอร์สมองเพชรอย่างท่านเซอร์ แต่ดูเหมือนคงจะไม่ทันการเสียแล้ว

อย่างไรก็ดี คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือกุนซือที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเมืองผู้ดี เขาเปรียบเหมือนกับตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่  ด้วยเหตุนี้ทำให้สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สร้างรูปปั้นของเฟอร์กูสันที่หน้าสนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เพื่อเป็นการฉลองการคุมทีมครบ 26 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่ปกติรูปปั้นมักจะสร้างเพื่อยกย่องเกียรติคุณให้กับบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ในรายของ เฟอร์กูสัน แล้ว ถือว่าเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นที่สุดพิเศษ

6 เคล็ดลับความสำเร็จของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

1. ให้ความสำคัญกับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีม เซอร์อเล็กซ์จะไม่ยอมให้นักเตะคนหนึ่งคนใดคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์เป็นดาวเด่นของทีมเหนือกว่าเพื่อนนักเตะร่วมทีมคนอื่น ๆ หรือ คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าแมนยู เรื่องนี้ เดวิด เบ็กแฮ่ม ซาบซึ้งดี คาดกันว่า เวย์น รูนี่ย์ จะเป็นคนต่อไป

 

2. รู้จักชมนักเตะเมื่อทำผลงานได้ดี เซอร์อเล็กซ์กล่าวว่า สำหรับนักฟุตบอลและมนุษย์ทุกคน ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้มีความรู้สึกดีใจ ภาคภูมิใจมากไปกว่าการได้รับคำชมว่า well done หรือทำได้ดี คำคำนี้ เป็นคำที่ดีที่สุด ไพเราะที่สุดในโลกของกีฬา หลังการแข่งขัน

แม้นักเตะจะเล่นได้ไม่ดี ผู้จัดการทีมก็ไม่ควรจะตะโกนดุด่านักเตะไปหมดทุกครั้ง เพราะการดุด่าไม่อาจใช้ได้เสมอไป ไม่มีใครอยากถูกต่อว่า แต่เมื่อถึงล็อกเกอร์ รูม การชี้ข้อผิดพลาดให้นักเตะเห็นเป็นสิ่งที่ต้องทำทันที อย่ารอให้ถึงวันจันทร์แล้วถึงบอก

และเมื่อชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดในการเล่นนัดนั้นจบแล้วก็จบกัน ไม่เก็บเอามาว่ากล่าวซ้ำอีก ให้คิดถึงการแข่งขันนัดต่อไป  เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตำหนินักเตะในเรื่องที่ผ่านมาแล้วและแก้ไขไม่ได้-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นอกจากนี้ เซอร์อเล็กซ์บอกอีกว่าเขาไม่เคยตำหนินักเตะต่อหน้าสาธารณะ ซึ่งนักเตะทุกคนในทีมทราบดี มีอะไรไม่พอใจจะพูดคุยกันภายในทีมเท่านั้น

3. การลงโทษ หากนักเตะคนไหนไม่ทำตามกฎ จะถูกปรับเงิน เป็นวิธีการควบคุมความประพฤตินักเตะที่มีเงินระดับมหาเศรษฐี และการปรับเงินของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยเปิดเผยให้คนนอกทราบ

 

4. พัฒนานักเตะรุ่นใหม่ เซอร์อเล็กซ์จะพัฒนานักเตะรุ่นใหม่ของสโมสรให้มีคุณภาพ มาตรฐานในระดับเดียวกับที่นักเตะรุ่นก่อนๆ ทำไว้ ทั้งนี้ เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงตลอดไปให้กับสโมสร การสร้างนักเตะหน้าใหม่ให้มีฝีเท้าดีเยี่ยมจนสามารถลงเล่นเป็นตัวจริงได้ เซอร์อเล็กซ์ถือว่าเป็นการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับสโมสรสืบต่อไป เซอร์อเล็กซ์กล่าวว่า 99 เปอร์เซ็นต์ของผู้จัดการทีมที่เพิ่งเข้ามาคุมทีมใหม่ทำก็คือ ซื้อนักเตะที่มีประสบการณ์ ที่เคยเล่นกับทีมที่ตัวเองเคยเป็นผู้จัดการทีมมาก่อนเข้ามาร่วมทีม เพราะต้องการให้ทีมชนะ และตัวเองจะได้คุมทีมต่อ ซึ่งไม่ใช่วิธีการของเขา

 

5. การฝึกซ้อม สิ่งที่เซอร์อเล็กซ์อบรมสั่งสอนนักเตะทุกคนในทีมคือการขยันซ้อม มีความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังกับการซ้อมนั้นถือเป็นพรสวรรค์อย่างหนึ่งเช่นกัน  นักเตะในทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องฝึกหนักกว่านักเตะทีมอื่น ๆ หากทำไม่ได้ก็ไม่ต้องมาเป็นนักเตะทีมแมนยู เพราะตัวเขาสนใจเฉพาะนักเตะที่ฝึกซ้อมอย่างหนัก ต้องการเก่งจนผู้จัดการทีมต้องเลือกให้ลงเล่น และไม่ต้องการเป็นผู้แพ้เท่านั้น

 

6. การเลิกจ้าง หากจะเลิกสัญญาจ้างกับนักเตะคนใดก็ตาม เซอร์อเล็กซ์จะเป็นคนบอกด้วยตัวเอง จะไม่ส่ง SMS บอกเลิกแบบผู้จัดการทีมหลายคนที่ทำกันสมัยนี้ เซอร์อเล็กซ์บอกว่า.. สิ่งที่เขาพูดกับนักเตะเวลาบอกเลิกสัญญานั้นจะไม่พูดทำร้ายจิตใจให้นักเตะเสียความมั่นใจ แต่เขาจะบอกว่าที่เลิกจ้างเพราะสไตล์ของผู้เล่นคนนั้นไม่ตรงกับกลยุทธ์ในการสร้างทีม

 

และนี่คือประวัติของผู้นำทีมแมนยู เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

 

ผู้จัดการทีมแมนยูโอเล่

ผู้จัดการทีมแมนยูโอเล่

ผู้จัดการทีมแมนยูโอเล่

ผู้จัดการทีมแมนยูโอเล่

ผู้จัดการทีมแมนยูโอเล่ เกิดที่เมือง คริสเตียนซันด์ ประเทศนอร์เวย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1973 หลังจากที่เล่นฟุตบอลเป็นงานอดิเรกกับทีม เคลาเซเนนเก้น ในดิวิชั่น 3 ของนอร์เวย์ เขาก็ย้ายไปเล่นให้กับโมลด์ ในพรีเมียร์ ลีก นอร์เวย์ ปี 1995

และด้วยฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมทำให้เขาติดทีมชาตินอร์เวย์ และใช้เวลาไม่นานเลยที่จะทำให้สโมสรใหญ่ๆ หลายสโมสรในยุโรปสนใจในตัวเขา ด้วยความสามารถที่โดดเด่นของเขาเองทำให้ได้รับการขนานนามว่าเป็น “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์”

เขากลายเป็น “เพชรฆาตหน้าทารก” ที่ได้รับความเชื่อถือและเป็นที่ชื่นชอบของแฟนทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และจากฟอร์มการเล่นของเขาตลอดฤดูกาลแรกกับทีมปีศาจแดงนั้นอาจจะทำให้ผู้จัดการทีมเก่าของเขาคิดเสียดายว่าทำไมไม่ขายเขาให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แพงกว่านี้นะ!

ในช่วงซัมเมอร์ปี 1996 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ตกลงใช้บริการเขาด้วยการซื้อตัวจากโมลด์ ในราคา 1.5 ล้านปอนด์ และเขาสามารถยิงประตูให้กับทีมได้ครั้งแรกในนัดที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส

และตั้งแต่นั้นมาก็ดูเหมือนว่าเขาจะยึดตำแหน่งในทีมชุดใหญ่เป็นการถาวรเลยทีเดียว ด้วยจำนวน 19 ประตู (18 ประตูในลีก) พร้อมทั้งตำแหน่งดาวซัลโวของทีม และได้เหรียญพรีเมียร์ชิพ คล้องคอเป็นเหรียญแรกของเขาหลังจบฤดูกาล

การยิง 4 ประตูใน 13 นาทีของเขากลายเป็นสถิติใหม่ของฟุตบอลอังกฤษ แต่อย่างไรก็ดีการลงสนามของเขาก็ยังคงน้อยครั้ง แม้ว่าจะได้เดินลงสนามเป็นหนึ่งใน 11 นักเตะในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

แต่เขาก็ต้องกลับไปนั่งม้านั่งสำรองอีกในนัดที่พบกับบาเยิร์น มิวนิค ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศ แต่ก็เหมือนเป็นลางดีบางอย่าง ซึ่งเป็นอีกครั้งที่เขาถูกเรียกตัวจากม้านั่งข้างสนาม และเขาก็ได้กลายเป็นผู้ที่นำชัยชนะให้กับทีมในวินาทีสุดท้าย จนทำให้แฟนๆ ต้องร้องเพลง Who put the ball in the Germans’ net……?

ในช่วงต้นฤดูกาล 1998-1999 มีข่าวลือออกมาหนาหูว่าเขาอาจจะย้ายออกจากถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เนื่องจากการย้ายมาด้วยค่าตัว 12 ล้านปอนด์ของ ดไวท์ ยอร์ค แต่อย่างไรก็ดี ครั้งนี้ต้องเครดิตให้กับตัวเขาเองเต็มๆ

เมื่อเขาตัดสินใจที่จะอยู่กับสโมสรต่อไป และพร้อมที่จะต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งศูนย์หน้า แม้ว่าหลังจากนี้เขาจะกลายเป็นตัวสำรองของทีมอยู่เป็นส่วนใหญ่ แต่ประตูชัยที่เขายิงให้กับทีมในนัดที่เอาชนะลิเวอร์พูล ในเอฟเอ คัพ รอบ 4 และการยิงถึง 4 ประตูในเวลาเพียง 13 นาที ในนัดที่เอาชนะน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 8 – 1 ใน 2 สัปดาห์ถัดมา ก็ทำให้เขาเป็นที่กล่าวขวัญถึง และได้รับสมญานามจากสื่อในอังกฤษว่า “สุดยอดตัวสำรอง”

กับทีมชาตินอร์เวย์ โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ มีรายชื่อติดทีมชาติเพื่อไปสู้ศึกฟุตบอลโลกปี 1998 ที่ฝรั่งเศส และทีมก็เข้าถึงรอบ 2 ในรายการนี้ กับสโมสรในฤดูกาล 1999-2000 สำหรับเขาก็ไม่แตกต่างจากเดิมด้วยการเป็นตัวสำรองกว่า 50%

แต่เขาก็สามารถทำประตูให้กับทีมได้ 15 ประตู ในการลงเล่นเป็นตัวจริง 20 นัดและตัวสำรอง 21 นัด และหลังจากนั้นก็มีข่าวอีกว่าสเปอร์ส และลีดส์ สนใจที่จะซื้อตัวเขาไปร่วมทีม แต่ในที่สุดช่วงท้ายฤดูกาลเขาก็ต่อสัญญากับทีม โดยสัญญานี้จะทำให้เขาอยู่กับทีมไปจนกระทั่งอายุครบ 33 ปี

ตอนนี้เขาเป็นคุณพ่อลูกสองแล้ว โดยภรรยาเขาได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 2 ซึ่งเป็นลูกสาว ชื่อว่า คาร์น่า ซึ่งเกิดในวันที่ 3 มีนาคม 2003 จนถึงขณะนี้เขาทำประตูให้กับสโมสรไปแล้ว 115 ประตู ถือว่าเป็นสถิติที่ดีทีเดียวสำหรับผู้ที่ลงเล่นในตำแหน่งตัวสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่

เขามีชื่อติดทีมชาตินอร์เวย์ ในศึกยูโร 2000 แต่เขาก็ไม่สามารถทำประตูได้ อีกทั้งนอร์เวย์ก็ไม่สามารถผ่านรอบแรกไปได้ แต่อย่างไรก็ดีหลังจากนั้นเขาก็ได้รับข่าวดีเมื่อภรรยาของเขาให้กำเนิดลูกชายคนแรก

ชื่อว่า โนอาห์ แม้ว่าเขาจะเล่นในตำแหน่งตัวสำรองมาเสียส่วนใหญ่แต่เขาก็สามารถทำประตูที่ 100 ให้กับทีมได้ ในนัดแรกของฤดูกาล 2002-2003 ซึ่งทีมเอาชนะเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน มาได้ 1 – 0

ในฤดูกาล 2003-2004 หลังจากสามารถยิงประตูแรกในฤดูกาลของตัวเองในนัดที่พบกับ พานาธิไนกอส ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อเดือนกันยายนแล้ว เขาก็ต้องพบกับอาการบาดเจ็บในระหว่างการแข่งขัน และต้องเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครึ่ง ในครั้งนี้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดและต้องพักนานกว่า 5 เดือน

ก็หมายความว่าในฤดูกาลนี้เขาได้ลงเล่นเพียง 19 นัดและทำประตูให้กับทีมได้เพียง 1 ประตูเท่านั้น แม้ว่าเขาสามารถกลับมาฝึกซ้อมได้อีกครั้งในช่วงต้นปี 2004 แต่ก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งบริเวณหัวเข่าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา นั่นก็จะทำให้เขาต้องพลาดการลงสนามให้กับทีมไปตลอดทั้งฤดูกาล 2004-2005

ตอนนี้เขาเป็นคุณพ่อลูกสองแล้ว โดยภรรยาเขาได้ให้กำเนิดลูกคนที่ 2 ซึ่งเป็นลูกสาว ชื่อว่า คาร์น่า ซึ่งเกิดในวันที่ 3 มีนาคม 2003 จนถึงขณะนี้เขาทำประตูให้กับสโมสรไปแล้ว 115 ประตู ถือว่าเป็นสถิติที่ดีทีเดียวสำหรับผู้ที่ลงเล่นในตำแหน่งตัวสำรองเสียเป็นส่วนใหญ่

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เป็นคนที่ถูกตั้งคำถามเสมอ ตั้งแต่สมัยเป็นนักเตะจนกระทั่งมาเป็นผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดด้วยบุคลิกที่ดู นุ่มนิ่มและบางครั้งก็ดูโลกสวยเกินไป จึงทำให้เขามักถูกนำไปเปรียบเทียบกับคนที่ดูมีคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นกว่า

แต่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ก็ไม่ได้แยแสต่อเสียงวิจารณ์ที่ไร้ประโยชน์เหล่านั้น กลับกัน โอเล่ กุนนาส์ โซลชา เก็บเสียงวิจารณ์เหล่านั้นเป็นแรงผลักดันให้เขามุ่งมั่นทำผลงาน แม้ว่าหนทางการพาทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้กลับมายิ่งใหญ่นั้นจะเต็มไปด้วยความยากลำบาก โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังยึดมั่นในแผนงานระยะยาวและนับวันเขายิ่งทำให้เสียงวิจารณ์นั้นค่อยๆเงียบลงไปได้

เด็กหนุ่มโนเนม จาก แสกนดิเนเวีย สู่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป้าหมายหลักในการเสริมทัพของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คือ อลัน เชียร์เรอร์ อย่างเปิดเผย ก่อนหน้านั้น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เคยตามจีบ อลัน เชียร์เรอร์ สมัยยังเป็นดาวรุ่งอยู่ที่เซาแธมป์ตัน

ชวงในนปี 1996 คือปีทองของ อลัน เชียร์เรอร์ เขาคือ ดาวซัลโวทั้งพรีเมียร์ลีกและยูโร 1996 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่มีปัญหาเรื่องค่าตัวและพร้อมทุบสถิติค่าตัว โดย อลัน เชียร์เรอร์ ได้ไปพูดคุยถึงบ้านของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสันมาแล้ว

แต่ทว่า สุดท้าย อลัน เชียร์เรอร์ปฏิเสธแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเลือกไปล่าตาข่ายให้กับ นิวคาสเซิล ยูไนเต็ดด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกในขณะนั้น 15 ล้านปอนด์ ด้วยเหตุผลที่ว่า ต้องการลงเล่นให้ทีมบ้านเกิดของเขามากกว่า

แม้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะพึ่งได้กองหน้าอย่าง แอนดี้ โคล และยังมี เอริค คันโตน่า ขณะที่ก็มีดาวรุ่งอย่าง พอล สโคลส์ ที่เพิ่งทะลุขึ้นมา ก็สามารถเล่นกองหน้าได้ แต่นั่นยังไม่พอสำหรับการลุ้นแชมป์ในหลายๆรายการ กับแผนการเล่นที่ใช้กองหน้าอย่างน้อย 2 คนในแต่ละนัด

ในซัมเมอร์ปี 1996 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจ่ายเงิน 1.5 ล้านปอนด์ เพื่อนำตัว โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ค้าแข้งกับ โมลด์ ดิวิชั่น 1 นอร์เวย์ กับสถิติการยิง 31 ประตูใน 42 นัด  หากดูจากสถิติ ไอหนุ่มโนเนม มีอัตราการทำประตูที่ใช้ได้ แต่ กูรูหรือแม้แต่แฟนบอล ต้องเกาหัว ว่าไอหมอนี่คือใครกัน เนื่องจากมาจากลีกหรือประเทศที่ไม่ได้โด่งดังด้านฟุตบอล

ในปี 1995 นักเตะต่างชาติก็ยังไม่ได้มาค้าแข้งเยอะเหมือนปัจจุบัน โดยเฉพาะ นักเตะจากนอร์เวย์ นี่ยิ่งน้อย โดยมีนักเตะนอร์วีเจี้ยนเพียง 10 คนเท่านั้นที่ค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีกในขณะนั้น แฟนบอลก็ต้องหัวเสียเป็นธรรมดา จากตอนแรกทีมจะได้ อลัน เชียร์เรอร์ ดาวซัลโวยูโร 1996 แต่กลายเป็นไอหนุ่มโนเนมจากแสกนดิเนเวีย ชื่อ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา นั่นเอง