ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ดาวเด่นจากไฮคิว กับเหตุผลที่คนเราควรหาที่ของตัวเองให้เจอ

ฮินาตะ โชโย ตัวละครเอกจากเรื่อง “ไฮคิว” ถูกโหวตจากแฟน ๆ ผ่านเว็บไซต์  My Anime List ว่าเป็นอันดับ 1 ในแง่ของความนิยม จากตัวละครในมังงะญี่ปุ่น เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านมังงะ หรือดูอนิเมะเรื่องนี้อาจจะไม่เก็ตว่าเพราะอะไรตัวละครจากมังงะวอลเล่ย์บอลจึงแซงหน้าตัวละครดังจากมังงะระดับท็อปหลายเรื่องได้ นี่คือเหตุผล

เด็กชายตัวเล็กกับกีฬาของคนตัวสูงตามค่านิยมของสังคมคนนี้ เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาได้เมื่อวันที่เขาพบว่า “ตัวเองคือใคร” และ “เกิดมาเพื่อสิ่งไหน” 

นี่คือเรื่องราวของตัวละครตัวหนึ่งที่สะท้อนโลกแห่งความจริงได้เป็นอย่างดี

คนตัวเล็กในวงการกีฬาญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น คือชาติพันธุ์ที่ไม่ได้มีสรีระร่างกายใหญ่โตเท่าไรนัก หากเจาะไปที่พันธุกรรมหรือเรื่องราวในอดีตคงจะยืดยาวเกินไป แต่เรื่องนี้สามารถสะท้อนผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ให้เรารับรู้อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของ “คนตัวเล็ก” ในมังงะกีฬาหลายเรื่อง

อิตโต้ จากเรื่อง นักเตะเลือดกังฟู, มิยางิ เรียวตะ จาก สแลมดังก์ หรือ เอจิเซ็น เรียวมะ จาก ปรินซ์ ออฟ เทนนิส ต่างเป็นตัวละครที่มีความสูงระดับ 150-160 เซนติเมตร กันทั้งนั้น และในแต่ละเรื่องก็มักจะมีดราม่าเรื่องความสูงของพวกเขาอยู่ทั้งสิ้น โดยเฉพาะการโดนตัดสินจากคนภายนอกว่าคนตัวเล็กไม่มีทางจะเป็นนักกีฬาที่ดีได้

นอกจากนี้ยังมีตัวละครจากมังงะที่ไม่ได้เกี่ยวกับกีฬาอีกหลาย ๆ เรื่องที่เป็นคนตัวเล็ก และต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อให้ตัวเองเก่งกาจและเป็นที่ยอมรับของคนส่วนใหญ่

เรื่องนี้สัมพันธ์กับตัวเลขและสถิติที่กระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่นได้ทำการสำรวจส่วนสูงของเด็กนักเรียนตั้งแต่ประถมถึงมัธยมปลาย ตั้งแต่ช่วงปี 1950 โดยในช่วงอายุ 6 ปี เด็กผู้ชายญี่ปุ่นจะสูงอยู่ที่ราว ๆ 108.4 ซม. ถึง 117.4 ซม., ช่วงอายุ 12 ปีจะอยู่ที่ 136.1 ซม. ถึง 152.6 ซม., ช่วงอายุ 15 ปี จะสูง 152.7 ซม. ถึง 165.6 ซม. และ จนกระทั่งพวกเขาอายุ 20 ปี ผู้ชายญี่ปุ่นจะมีค่าเฉลี่ยความสูงอยูที่ราว ๆ 161.5 ซม. ถึง 172.2 ซม. เท่านั้น

เท่านี้ก็พอจะนึกภาพออกได้ว่าในสังคมญี่ปุ่นนั้น คนตัวเล็กมีอยู่ไม่น้อย และหากพวกเขาอยากจะก้าวข้ามความสำคัญเรื่องสรีระได้ พวกเขาจะต้องใช้ความทุ่มเทและแรงบันดาลใจในการก้าวข้ามค่านิยมเหล่านั้น และหนึ่งในตัวละครจากมังงะที่ก้าวขึ้นมาเป็นขวัญใจและจุดประกายความสามารถของคนตัวเล็กในยุคนี้คงหนีไม่พ้น ฮินาตะ โชโย จากมังงะเกี่ยวกับวอลเล่ย์บอล อย่าง ไฮคิว

ไฮคิว คือการ์ตูนที่ขายดีเป็นอันดับที่ 7 จากการจัดอันดับเมื่อเดือนมกราคมปี 2021 โดยมียอดขายเเตะ 3 ล้านเล่ม โดยเนื้อเรื่องนั้นดำเนินตามชีวิตและความหวังที่อยากจะเป็นนักวอลเล่ย์บอลของ ฮินาตะ โชโย ตัวละครเอกของเรื่อง ที่เปล่งประกายด้วยความสูงเพียง 162 เซนติเมตร แต่กลับมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะเป็นนักวอลเล่ย์บอล ซึ่งเป็นกีฬาที่แสดงให้เห็นภาพในความสำคัญของส่วนสูงอย่างที่สุด ว่ายิ่งสูงยิ่งได้เปรียบ

และในความ “คอนทราสต์” (ขัดแย้ง) นี้เองที่ทำให้เราได้เห็นความพยายามของ ฮินาตะ ที่เปล่งประกายอยู่เสมอ แม้ว่าเขาจะต้องเจอกับอุปสรรคตั้งแต่เริ่มต้น

แรงบันดาลใจคือสิ่งสำคัญ

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ฮินาตะ คือเด็กมัธยมปลาย ปี 1 (เทียบเท่า ม.4) ที่รูปร่างผอมบางและสูงแค่ 162.8 เซนติเมตรเท่านั้น สำหรับเด็กที่ตัวเล็กขนาดนี้ หากใช้ชีวิตในห้องเรียนธรรมดาคงไม่ถือว่าแปลกตาและเป็นปัญหาอะไรมากนัก เเต่การเข้ามาอยู่ในทีมวอลเล่ย์บอลของโรงเรียนนั้น ต้องยอมรับว่า นี่คือส่วนสูงที่มีโอกาสที่จะทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ … แต่บางครั้งความหลงใหลก็ทำให้คนอยากทำทุกอย่างเพื่อคว้าความสำเร็จ โดยไม่สนอุปสรรคใด ๆ

เดิมที ฮินาตะ เป็นคนที่จมอยู่กับร่างกายที่ตัวเล็กกว่าคนอื่น ๆ มาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม และถูกปมด้อยกลบจนมองไม่เห็นตัวเองว่าแท้จริงแล้วเขาสามารถทำอะไรได้บ้าง แม้กระทั่งวันหนึ่ง ฮินาตะ ปั่นจักรยานผ่านร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า และทีวีตัวโชว์ที่หน้าร้านปรากฏภาพของ อุได เท็นมะ นักวอลเล่ย์ที่เป็น “เอซ” ของทีมมัธยมคาราสึโนะ ที่เฉิดฉายในศึกอินเตอร์ไฮ จากนั้นความเปลี่ยนแปลงในใจของ ฮินาตะ จึงเริ่มต้นขึ้น

ความเก่งกาจของ เท็นมะ ที่ได้ฉายาว่า ยักษ์จิ๋ว (Small Giant) คือการจุดประกายทุกอย่างที่ทำให้ ฮินาตะ มีแรงบันดาลใจและเข้าใจว่าการเป็นคนตัวเล็กก็สามารถทำในสิ่งที่หลายคนไม่คาดฝันได้เช่นกัน

จากนั้นเขาจึงเริ่มเล่นวอลเล่ย์บอลมาตั้งแต่ช่วง ม.ต้น ในตำแหน่ง Middle Blocker ซึ่งตำแหน่งนี้มีหน้าที่ “บล็อก” การตบทำแต้มของคู่แข่งเป็นอันดับแรก และจำเป็นจะต้องมีเทคนิคสูงมาก เพราะยังมีหน้าที่ทำแต้มด้วยการเล่นบอลเร็ว (บอลสั้น) ในเวลาเดียวกัน  ต้องเด่นทั้ง รับ และ รุก แถมยังต้องเป็นตัวที่ตัดสินแต้มแต่ละเเต้มในการแข่งขัน ซึ่งเป็นอะไรที่ไม่เหมาะกับส่วนสูงของเขาเลย

ทว่าเมื่อความหลงใหลได้เริ่มขึ้น สิ่งที่ ฮินาตะ เริ่มทำ คือการสร้างความแตกต่างในแบบที่ตัวของเขาสามารถทำได้  เขาได้ใช้ความพยายามในการรวบรวมทีมอยู่ถึง 3 ปี กว่าที่จะมีสมาชิกมากพอสำหรับการแข่งขันในระดับจังหวัด

ฮินาตะ ชวนนักกีฬาจากชมรมกีฬาอื่นอย่าง บาสเกตบอล และ ฟุตบอล ให้มาเข้าทีมวอลเล่ย์บอลได้สำเร็จ โดยวิธีชวนของเขานั้น ไม่ได้เป็นการพูดโน้มน้าว แต่เป็นการแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความพยายามอันแรงกล้าของเขา โดยเฉพาะหลังจากการแข่งทัวร์นาเมนต์แรก และต้องเจอกับทีมตัวเต็งอย่าง คิตางาวะ ไดอิจิ ซึ่งเป็นเกมที่ทีมของ ฮินาตะ ที่รอมาถึง 3 ปีกำลังจะเริ่มขึ้น เขาโดนดูถูกตามแบบฉบับดราม่าในมังงะญี่ปุ่น

คนที่ดูถูกเขาคือ คาเงยามะ โทบิโอะ เจ้าของฉายา “ราชาแห่งคอร์ต” ของทีม คิตางาวะ ซึ่งการดูถูกครั้งนี้เริ่มตั้งแต่เรื่องของส่วนสูงของ ฮินาตะ รวมถึงเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ได้เป็นผู้เล่นที่เก่งกาจอะไรเลย

ฮินาตะ เริ่มวิ่งจ๊อกกิ้ง ไปฝึกซ้อมพิเศษเพิ่มกับทีม วอลเล่ย์บอล หญิง รวมไปถึงการปั่นจักรยานเพื่อทำให้ร่างกายแข็งแรงกว่าเดิม โดยตัวของเขานั้นปั่นจักรยานจากบ้านไปที่โรงเรียนทุกวันอยู่แล้ว ซึ่งนั่นทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว เพราะการเดินทางจากบ้านของเขาที่อยู่บนภูเขามายังโรงเรียน ปกติเเล้วหากนั่งรถโดยสารจะใช้เวลาราว 40 นาที แต่ ฮินาตะ กลับใช้เวลาเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้นในการปั่นจักรยานมาโรงเรียนมัธยมปลายในฝันของเขา ซึ่งก็คือโรงเรียน คาราสึโนะ ที่เคยสร้างตำนาน “Small Giant” ที่ ฮินาตะ มองเป็นไอดอลมาตลอด

หาที่ของเราให้เจอ

สมัยมัธยมต้นความพยายามของ ฮินาตะ อาจจะไม่ได้ทำให้เขาเห็นภาพของความสำเร็จมากนัก แต่การตั้งต้นและเริ่มขึ้นจริงมาเกิดขึ้นเอาช่วงมัธยมปลายที่เขาเข้ามาสู่ทีมมัธยมคาราสึโนะ โรงเรียนที่มีทีมวอลเล่ย์บอลที่เก่งกาจ และการมาอยู่กับทีม ๆ นี้ทำให้ ฮินาตะ ได้เห็นโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยคนที่เก่งกว่าเขา และทุ่มเทพยายามไม่ต่างจากที่เขาทำ แม้แต่ศัตรูในช่วง ม.ต้น อย่าง คาเงยามะ ก็ยังมาเข้าที่โรงเรียนนี้ด้วยเช่นกัน

ความสำเร็จในฐานะ “นักกีฬาคนหนึ่ง” ของ ฮินาตะ คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย หากเขาไร้ซึ่งความรักในกีฬาชนิดนี้ เพราะการเริ่มต้นที่ดีจะนำพาเขาไปสู่เส้นทางที่เหมาะสม

มีทฤษฎีที่ชื่อว่า Similarity Attraction หรือ ทฤษฎีการดึงดูดคนที่เหมือนกัน ว่าด้วยการที่คนเรามักจะดึงดูดอีกคนหนึ่งเข้าหาด้วยเหตุผลจากการมีทัศนคติ ค่านิยม ไลฟ์สไตล์ พื้นฐานทางสังคม และความปรารถนา ที่เหมือน ๆ กัน  ซึ่งสุดท้ายแล้ว พวกเขาจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัวโดยที่ไม่ต้องฝืนความรู้สึกใด ๆ เลย

ฮินาตะ ก็เป็นเช่นนั้น เริ่มจากความรัก นำพาสู่สถานที่ที่เพาะบ่มเพื่อยืนยันให้ตัวเองได้รู้ว่า “เราเกิดมาเพื่อเป็นอะไร” และเมื่อเขาหาตัวเองเจอเเล้ว ความสำเร็จที่ใครหลายคนเคยดูถูกก็เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด…

ดายอง แจยองคู่แฝดเกาหลีใต้โดนแบนบูลลี่ทำพิษ

ดายอง แจยองคู่แฝดเกาหลีใต้โดนแบนบูลลี่ทำพิษ

ดายอง แจยองคู่แฝดเกาหลีใต้โดนแบนบูลลี่ทำพิษ

ดายอง แจยองคู่แฝดเกาหลีใต้โดนแบนบูลลี่ทำพิษ

สหพันธ์วอลเลย์บอลเกาหลี (โคโว) ไม่อนุมัติใบโอนย้ายให้ อี แจ ยอง และ อี ดา ยอง นักวอลเลย์บอลคู่แฝดสาวสวยดีกรีทีมชาติเกาหลีใต้ ไปเล่นในลีกประเทศกรีซ เนื่องจากกรณีปมบูลลี่

วันที่ 26 มิ.ย. 64 ความเคลื่อนไหวจากกรณีข่าวสะท้านวงการกีฬา วอลเลย์บอล ของประเทศเกาหลีใต้ เมื่อสื่อได้มีการขุดคุ้ยพฤติกรรม “อี ดายอง” และ “อี แจยอง” 2 นักวอลเลย์บอลระดับ ซุปเปอร์สตาร์ ของทีมชาติเกาหลีใต้ และสโมสรฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์ สไปเดอร์ ที่รวมหัวกันรังแกเพื่อนนักเรียนร่วมชั้นเมื่อ 10 ปีก่อน ทำให้โดนโทษแบนจากสหพันธ์วอลเลย์บอลเกาหลี (KOVO) กับ สโมสรฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์ สไปเดอร์ อย่างไม่มีกำหนด

ล่าสุดมีความคืบหน้าของทั้งคู่ หลังมีรายงานว่า สหพันธ์วอลเลย์บอลเกาหลี กำลังพิจารณาที่จะอนุญาตให้ อี แจ ยอง และ อี ดา ยอง นักวอลเลย์บอลคู่แฝดดาวดังของทีมชาติเกาหลีใต้ สามารถกลับมาลงสนามแข่งขันลีกอาชีพได้ในฤดูกาลหน้า (2021-22) เป็นต้นไป หลังจากที่ ฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์ สไปเดอร์ส ต้นสังกัดของทั้งคู่ ได้ยื่นเรื่องขอให้ทั้งคู่ได้กลับมาลงแข่งขันอีกครั้ง

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวเกาหลีใต้ รวมถึงในต่างประเทศ หลังจากอี-แจยอง และอี-ดายอง 2 นักตบสาวคู่แฝดชื่อดังของเกาหลี โดนแบนจากสโมสรต้นสังกัด รวมถึงจากทีมชาติเกาหลีใต้
คำสั่งแบนจากสโมสรและทีมชาติออกมา หลังจากแน่ใจว่าทั้งคู่มีส่วนเกี่ยวพันกับประเด็นบูลลี่หรือรวมหัวกันรังแกเพื่อนสมัยเรียนอยู่มัธยมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
สโมสรฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์-สไปเดอร์ ต้นสังกัดของทั้งคู่ได้ตัดสินใจระงับการลงเล่นของทั้ง 2 คนอย่างไม่มีกำหนด
เช่นเดียวกับสมาคมวอลเลย์บอลแห่งเกาหลี(KVA ) ระบุว่า ทั้งสองคนจะโดนแบนจากทีมชาติเกาหลีใต้อย่างไม่มีกำหนดด้วยเช่นกัน
Dispatch สื่อดังของเกาหลีใต้ ระบุว่า ทาง Heungkuk Life Insurance ได้กำลังพิจารณาหยุดจ่ายเงินให้ทั้ง 2 คนในช่วงที่มีการลงโทษทางวินัยทั้งคู่ด้วย
“เรากำลังดำเนินการตรวจสอบทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับส่วนนี้อยู่”
จากการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลี เมื่อปีที่แล้ว เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของนักกีฬาระดับประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย จำนวน 60,000 คนทั่วประเทศพบว่า
“ร้อยละ 14.7 % ระบุว่า พวกเขาเคยถูกทำร้ายร่างกาย”

จากกรณีที่สมาคมวอลเลย์บอลแห่งเกาหลีหรือ KVA ประกาศแบน “อี ดายอง” และ “อี แจยอง” สองสาวฝาแฝดนักวอลเลย์บอลระดับซูเปอร์สตาร์ของทีมชาติเกาหลีใต้ และสโมสรฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์ สไปเดอร์

ทั้งนี้กรณีดังกล่าวเกิดจากเพื่อนนักเรียนของนักกีฬาฝาแฝดคนดังแห่งวงการวอลเลย์บอลเอเชีย ออกมาแฉว่าทั้งคู่ร่วมกันทำร้าย รังแก และบูลลี่เธออย่างหนัก จากเหตุการณ์เมื่อ 10 ปีก่อน ครั้งยังเป็นนักเรียน

และเหตุการณ์ดังกล่าวก็ส่งผลให้เพื่อนนักเรียนรายนี้ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดที่ไม่หายไปแม้จะผ่านล่วงเลยมานับ 10 ปีแล้วก็ตาม ขณะที่ทั้งคู่ยังคงมีสีหน้าเบิกบานมีความสุขทุกครั้งผ่านหน้าจอโทรทัศน์

ขณะที่นักวอลเลย์บอลทั้งสองรายต่างออกมายอมรับความผิด และเขียนจดหมายขอโทษไปยังเหยื่อสาวที่เคยถูกรังแก อีกทั้งพร้อมที่จะไปขอโทษเป็นการส่วนตัวอีกด้วย

ซึ่งแม้จะมีการยอมรับผิดจากนักกีฬาทั้งคู่ ทว่าสโมสร ฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์ สไปเดอร์ ได้สั่งพักการแข่งขันของนักกีฬาจอมฉาว ในส่วนของทีมชาติเกาหลีใต้ ก็ประกาศแบนเช่นกัน โดยทั้งคู่ไม่มีชื่อไปร่วมรายการเนชั่นส์ ลีก 2021 ที่ประเทศอิตาลี

โดยการแบนดังกล่าวจะไม่มีการกำหนดเวลาไว้ ล่าสุดมีความพยายามส่งรายชื่อนักกีฬาทั้งคู่เข้าแข่งขันวอลเลย์บอลลีกเกาหลีใต้ หรือ KOVO V LEAGUE ในนามผู้เล่นของทีม ฮึงกุก ไลฟ์ พิงค์ สไปเดอร์ ด้วยเหตผลว่าต้องส่งชื่อทั้งคู่ลงแข่งขัน ไม่เช่นนั้นจะกลายทำให้ทั้งคู่กลายเป็นฟรีเอเยนต์

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าการกลับมาของทั้งคู่จะมีอุปสรรค เนื่องจากมีความพยายามต่อต้านจากเหล่าแฟนกีฬาวอลเลย์บอลในเกาหลีใต้ พร้อมสร้างเคมเปญให้แบนทั้งคู่ไปตลอดชีวิต

และจากกระแสดังกล่าวทำให้ส่งรายชื่อของนักกีฬาฝาแฝดไม่ทันเส้นตายวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา อีกทั้งมีกระแสว่า อี ดายอง ได้รับความสนใจจากสโมสรวอลเลย์บอลในประเทศกรีซ ทว่าก็ยังต้องขึ้นอยู่กับสหพันธ์วอลเลย์บอลเกาหลีใต้ ว่าจะออกใบอนุญาตย้ายทีมให้หรือไม่ เนื่องจากมีกฎระบุว่าต้องไม่มีประวัติด่างพร้อม หรือเคยต้องโทษ ซึ่งดูแล้วมีความเป็นไปได้ว่าทั้งคู่อาจถึงขั้นต้องปิดฉากการเป็นนักกีฬาอาชีพเลยก็ได้

ก่อนที่ “พีเอโอเค” สโมสรวอลเลย์บอลในประเทศกรีซ จะพยายามดึงตัว “อี ดา-ยอง กับ อี แจ-ยอง” ไปร่วมทีม ซึ่งการไปเล่นลีกต่างประเทศนักกีฬาจะต้องมีใบรับรองการโอนย้ายระหว่างประเทศหรือ ITC

อย่างไรก็ตามทางสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ หรือ FIVB ไม่สามารถออกใบอนุญาต ITC ให้ทั้งคู่ จึงได้มีการประสานมายังสมาคมวอลเลย์บอลเกาหลีใต้ เพื่อเจรจาความเป็นไปได้ในการออก ITC ให้กับสองคู่แฝด แต่ทาง KOVO ปฏิเสธที่จะออกใน ITC เนื่องจากการออกใบอนุญาตให้กับนักกีฬาที่ไปแข่งที่ต่างประเทศ มีข้อกำหนดว่า นักกีฬาจะต้องมีความประพฤติดี ไม่มีประวัติด่างพร้อย หรือต้องโทษดำเนินคดี

 

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ไฮคิว มังงะสุดปังที่สร้างแรง ให้วงการวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น

ปิดฉากไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับทีม วอลเลย์บอลชาย ญี่ปุ่น หลังต้านทานความแข็งแกร่งของ บราซิล เบอร์ 1 ของโลก และแชมป์เก่าไม่ไหว จอดป้ายเพียงแค่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิก โตเกียว 2020

อย่างไรก็ดี แม้ว่าญี่ปุ่นจะพ่ายไป 3 เซตรวด แต่หากได้ดูการแข่งขัน จะพบว่า “ริวจิน นิปปอน” 
สู้ได้อย่างสุดใจ ต่อกรกับบราซิลโดยไม่เกรงกลัวศักดิ์ศรีแชมป์โลก ทั้ง ๆ ที่นี่คือการผ่านเข้ามาเล่นโอลิมปิกครั้งแรกในรอบกว่า 10 ปีของพวกเขา

และหนึ่งในเบื้องหลังที่ทำให้พวกเขามาถึงจุดนี้ได้ก็คือ ไฮคิว  มังงะวอลเลย์บอลยอดฮิตที่ช่วยปลุกกระแสให้กีฬาชนิดนี้กลับมาบูมอีกครั้ง

มันทำได้อย่างไร ติดตามไปพร้อมกับ Main Stand

อดีตเคยแกร่ง

วอลเลย์บอลถือเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีการเล่นครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี 1896 และถูกนำเข้ามาสู่ญี่ปุ่นในช่วงศตวรรษที่ 19 โดย เฮียวโซะ โอโมริ ศิษย์เก่าของ YMCA International Training School หรือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์ในปัจจุบัน

ทว่า แม้จะเป็นกีฬาจากต่างชาติ แต่มันก็ได้รับความนิยมตั้งแต่ช่วงแรกที่มาถึง ด้วยความที่มันเป็นกีฬาที่ใช้ความเร็วและความว่องไวมากกว่าพละกำลัง ซึ่งเหมาะกับคนเอเชีย ทำให้ “ไฮคิว” หรือวอลเลย์บอลในภาษาญี่ปุ่น แพร่หลายไปทั่วแดนอาทิตย์อุทัย และเป็นกิจกรรมสันทนาการยอดฮิตของคนสมัยนั้น

จนกระทั่งในปี 1964 กีฬายอดนิยมของพวกเขา ก็ได้รับการบรรจุให้เป็นกีฬาชิงเหรียญในโตเกียว 1964 ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโอลิมปิก และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของ “แม่มดแห่งตะวันออก” ทีมวอลเลย์บอลหญิงญี่ปุ่น ที่ประกาศศักดา คว้าเหรียญทองไปได้ในครั้งนั้น (และอีก 1 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดงในเวลาต่อมา)

ในขณะที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น ก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน พวกเขาประเดิมโอลิมปิกครั้งแรกด้วยการคว้าเหรียญทองแดงในปี 1964 และคว้าเหรียญเงินในอีก 4 ปีต่อมา ก่อนที่ในโอลิมปิก 1972 ที่มิวนิค พวกเขาจะไล่ตามทีมหญิงได้ทัน ด้วยการคว้าเหรียญทองมาคล้องคอได้สำเร็จ

แม้ว่าหลังจากนั้น ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะมีผลงานที่ตกลงไป แต่พวกเขาก็ยังอยู่แถวหน้าในวงการวอลเลย์บอลโลก ด้วยตำแหน่งรองแชมป์โลกในปี 1969 และ 1977 และอันดับ 3 ในศึกเวิลด์แชมเปี้ยนชิพในปี 1973 และ 1974 และไปได้ไกลถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในโอลิมปิกที่บาร์เซโลนา 1992

มังงะยอดฮิต

อันที่จริงวอลเลย์บอล เป็นกีฬาที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎอยู่หลายครั้ง เริ่มตั้งแต่อนุญาตให้ขึ้นเหนือเน็ตเพื่อบล็อกในปี 1965 ตลอดจนการเกิดตำแหน่ง ลิเบโร หรือตัวรับอิสระ ในปี 1998 ไปจนถึงการใช้ระบบ Rally point หรือฝ่ายชนะในการโต้ลูกจะได้แต้มโดยไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายเสิร์ฟในปี 1999

แน่นอนว่าแต่ละครั้งได้เปลี่ยนโฉมหน้าของกีฬาชนิดนี้ไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้วอลเลย์บอลกลายเป็นกีฬาที่เต็มไปด้วยความว่องไวและความดุดัน จนถูกเรียกว่า “วอลเลย์บอลสมัยใหม่”

อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่วอลเลย์บอลกลายเป็นวอลเลย์บอลสมัยใหม่ ทีมชายของญี่ปุ่นก็ไม่เคยขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดอีกเลย พวกเขากลายเป็นเพียงไม้ประดับในเวทีระดับโลกตลอดยุค 2000

ทว่าในขณะที่วงการวอลเลย์บอลชายของพวกเขากำลังซบเซาอย่างหนัก พวกเขาก็มามีความหวัง เมื่อมีมังงะวอลเลย์บอลเรื่องใหม่กำเนิดขึ้น ชื่อของมันคือ Haikyu!! หรือ ไฮคิว คู่ตบฟ้าประทาน ในภาษาไทย ผลงานจากปลายปากกาของ ฮารุอิจิ ฟุรุดาเตะ

มันคือเรื่องราวของ ฮินาตะ โชโย สมาชิกชมรมวอลเลย์บอลชายของคาราสุโนะ จังหวัดมิยางิ ที่แม้จะมีส่วนสูงเพียงแค่ราว 160 เซนติเมตร แต่หลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอล หลังได้รับแรงบันดาลใจมากจาก “ยักษ์ใหญ่ตัวจิ๋ว” อดีตผู้เล่นคาราสุโนะ ที่ฮินาตะบังเอิญได้เห็นการเล่นของเขาผ่านหน้าจอทีวี

ไฮคิว ได้รับเสียงตอบรับที่ยอดเยี่ยมตั้งแต่ปีแรกที่ตีพิมพ์ใน นิตยสารโชเน็นจัมป์ เมื่อเรื่องราวของพวกเขาเข้าไปครองใจนักอ่านอย่างจัง และมียอดขายรวมในปัจจุบันสูงถึง 50 ล้านเล่ม รวมทั้งถูกนำไปทำเป็นอนิเมะในปี 2014 จนผู้คนติดกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่ที่สำคัญที่สุด มังงะเรื่องนี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับวงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น

จากการรายงานของ NHK ระบุว่าจำนวนนักวอลเลย์บอลชายในระดับมัธยมปลายของพวกเขา ลดลงอย่างน่าใจหายมาพักใหญ่ แต่หลังจากปี 2012 ก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากราว 37,000 คน มาเป็นราว 41,000 คนในปี 2015 และแตะหลัก 44,000 คนในปี 2016

“แม้ว่ามันจะเป็นมังงะ แต่มันก็ช่วยเพิ่มแรงบันดาลใจให้เราได้จริง ๆ” นักวอลเลย์บอลมัธยมปลายบอกเหตุผลกับ NHK

“พวกเราทั้งทีมอ่านไฮคิวกันหมด และตั้งหน้าตั้งตาคอยตอนต่อไปทุกสัปดาห์” นักกีฬาอีกคนกล่าว

นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่นักวอลเลย์บอลระดับมัธยมเท่านั้น เพราะแม้แต่นักกีฬาอาชีพอย่าง มาซาฮิโระ ยานางิดะ วิงสไปเกอร์ (ตัวตบด้านนอก หรือ ตัวตบหัวเสา) ของ ซันโตรีซันเบิร์ดส์ ยักษ์ใหญ่แห่งวีลีก ก็ยังยอมรับว่ามีการ์ตูนเรื่องนี้เป็นแรงขับเคลื่อน

“มันเป็นความตื่นเต้นที่ได้อ่านอะไรที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรา” อดีตกัปตันทีมชาติญี่ปุ่นกล่าว ในสารคดี We became stronger with manga! ของ NHK

“ตัวเอก ฮินาตะ เขาเป็นคนมองโลกในแง่ดีจนทำให้ผมอิจฉา นั่นเป็นคุณสมบัติที่ผมไม่เคยมี”

“ผมอดไม่ได้ที่จะมองไปที่เขา แต่ผมคิดว่าเมื่อก่อน ผมเคยกระตือรือร้นกับวอลเลย์บอลขนาดนั้น มันจึงเป็นมากกว่าความสนใจ”

เช่นกันกับ อาคิฮิโน ยามาอุจิ มิดเดิลบล็อกเกอร์ (ตัวบล็อกกลาง หรือ บอลเร็ว) เจ้าของส่วนสูง 203 เซนติเมตร ของ พานาโซนิค แพนเธอร์ส และเป็นหนึ่งในสมาชิกทีมชาติญี่ปุ่นชุดลุยโอลิมปิก 2020 ก็บอกว่าเขาเองก็ได้รับอิทธิพลจากไฮคิว

จบเพื่อเริ่มต้นใหม่

แม้ว่าท้ายที่สุดมังงะเรื่องนี้จะไม่สามารถทำให้ทีมชาติญี่ปุ่น คว้าเหรียญในโอลิมปิกได้ หลังพ่ายต่อบราซิลแชมป์เก่า ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่มันก็ทำให้เห็นว่าพวกเขาพัฒนาขึ้นมากแค่ไหน

เพราะไม่เพียงแต่จะเป็นการผ่านเข้ามาเล่นในรอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปีของพวกเขา  แต่ “ริวจิน นิปปอน” ก็สามารถสู้กับเบอร์หนึ่งของโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี

ไม่ว่าจะเป็น ยูกิ อิชิคาวะ กัปตันทีม และ ยูจิ นิชิดะ ที่ต่างกระโดดตบผ่านบล็อกคู่แข่งอย่างสุดมัน ราวกับ วากาโทชิ อุชิจิมา กับ ฮินาตะ โชโย มาเอง หรือ โทโมฮิโระ ยามาโมโตะ ลิเบโรร่างเล็ก ที่ตามเก็บลูกตบของบราซิลอย่างเต็มกำลัง ที่ถอดแบบมาจาก ยู นิชิโนะยะ

มันจึงเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นแห่งความฝันที่ทีมวอลเลย์บอลชายญี่ปุ่น จะก้าวขึ้นไปอยู่ในระดับแนวหน้าของโลกอีกครั้ง โดยมีมังงะเรื่องนี้เป็นหนึ่งในแรงเสริม บนเส้นทางที่อาจจะดูเหมือนยาวไกล แต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง

เพราะสิ่งที่ ไฮคิว มอบให้วงการวอลเลย์บอลญี่ปุ่น ไม่ได้เป็นแค่แรงกระตุ้นหรือการสร้างแรงบันดาลใจ แต่มันคือการทำให้รู้สึกว่ากีฬาชนิดนี้มัน “สนุก” จริง ๆ

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

หลาง ผิง : อัจฉริยะแห่งวงการวอลเลย์บอล

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 ในการเเข่งขัน ” โอลิมปิกเกมส์ ” ที่กรุงริโอฯ ประเทศบราซิล “ตบสาวเเดนมังกร” ทีมชาติจีน สามารถคว้า “เเชมป์วอลเลย์บอลในร่ม” มาครองได้สำเร็จ หลังจากตบเอาชนะ เซอร์เบีย ทีมเเกร่งจากยุโรป ไปแบบสุดมัน 3-1 เซต รวมทั้งยังน็อค “เจ้าภาพ” บราซิล เเบบสุดช็อคในรอบก่อนรอง ฯ

ต่อหน้าแฟนลูกยางเกือบ 10,000 คน ที่สนาม มาราคาน่าฯจู ถิง ยอดดาวตบเจ้าของความสูง 197 เซนติเมตร อาจเปรียบเหมือนหัวใจสำคัญของ “ตบสาวจีน” ที่นำทีมคว้า “เหรียญทองโอลิมปิกฯ” มาครองเป็นหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์(1984, 2004, 2016)

โดยได้รับเลือกเป็น “ผู้เล่นทรงคุณค่า” หลังทำไปทั้งสิ้น 179 คะเเนน(สูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์) เเต่ความจริงเเล้วคนที่สำคัญที่สุดในทัวร์นาเมนต์ของ “ตบสาวจีน” คงหนีไม่พ้น หลาง ผิง ยอดโค้ชจอมเเท็คติค ที่เคยได้สัมผัส “เเชมป์โอลิมปิกฯ” มาเเล้วในฐานะนักกีฬาจีน เมื่อปี 1984 ที่ลอสเเอนเจลิส สหรัฐอเมริกา

“สาวน้อยจากเทียนจิน สร้างชื่อดังก้องโลก”

หลาง ผิง เกิดเมื่อปี 1960 ที่เมืองเทียนจิน ประเทศจีน โดยก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ “ตบสาวจีน” ด้วยวัยเพียงเเค่ 18 ปี หลาง ผิง ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวหลักของทีมชาติจีนได้สำเร็จ (ช่วงเเรกมีรุ่นพี่ได้รับบาดเจ็บ)

โดยเเชมป์ใหญ่รายการเเรกคือ “เวิลด์ คัพ” ปี 1991 ที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนับเป็นความสำเร็จในรายการระดับโลกครั้งเเรกของ “ตบสาวจีน” เพราะว่าก่อนหน้านั้นพวกเขาทำได้ดีที่สุดเเค่ เเชมป์เอเชีย(1979) เท่านั้น

นับตั้งเเต่ปี 1980 เป็นต้นมา “ตบสาวจีน” กลายเป็นทีมระดับเเนวหน้าของวงการลูกยางโลก เเละประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ ซึ่งหนึ่งในกำลังสำคัญของทีมยุคนั้นคือ หลาง ผิง

โดยเฉพาะในการเเข่งขันวอลเลย์บอลชิงเเชมป์โลกปี 1992 ที่ประเทศเปรู, วอลเลย์บอลโอลิมปิกฯ 1984 ที่ลอสเเอนเจลิส เเละ วอลเลย์บอลเวิลด์ คัพ 1985 ที่ประเทศญี่ปุ่น

“ตบสาวจีน” ภายใต้การนำทัพของ หลาง ผิง สามารถผงาดคว้าเเชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ทั้ง 3 รายการ ไล่จากตบเอาชนะ “เจ้าภาพ” เปรู ในรอบชิงชนะเลิศ  วอลเลย์บอลชิงเเชมป์โลก ฯ ต่อด้วยสอนเชิง “เจ้าถิ่น” สหรัฐฯ ในรอบชิงเหรียญทองโอลิมปิกฯ เเละปิดท้ายด้วยการเบียดชาติมหาอำนาจอย่าง คิวบา เข้าป้ายเเชมป์ “เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 ของทีมชาติจีน โดยทั้ง 3 รายการ รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่า “MVP” ตกเป็นของ ยอดดาวตบที่มีชื่อว่า หลาง ผิงชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน

เหมือนเป็นเรื่องที่ช็อควงการลูกยางจีนพอสมควร เพราะว่าในปี 1996 หรือว่าหลังจากคว้าเเชมป์ “เวิลด์ คัพ” สมัยที่ 2 มาครองได้เพียง 1 ปี หลาง ผิง ตัดสินใจประกาศอำลาทีมชาติด้วยวัยเพียงเเค่ 26 ปีเท่านั้น โดยให้เหตุผลว่าอยากที่จะก้าวขึ้นไปเป็น ผู้ฝึกสอนวอลเลย์บอล เเละเตรียมออกเดินทางไปเรียนต่อสาขาการจัดการกีฬา ณ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ

นอกเหนือจากการเรียนเเล้ว หลาง ผิง ยังรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนทีมลูกยางมหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสาย “ผู้ฝึกสอนอาชีพ” เเม้ว่าจะยังไม่ได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันจากการทำงานที่นี่ เเต่ว่าอย่างน้อยที่สุด หลาง ผิง ก็ได้รับประสบการณ์สำคัญเกี่ยวกับการทำทีมวอลเลย์บอล รวมทั้งยังได้ฝึกภาษาจนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องเเคล่ว โดยเฉพาะในเรื่องของวอลเลย์บอล

จากนักวอลเลย์บอล ผันตัวเองสู่ผู้ฝึกสอน

หลังจากบ่มเพราะฝีมืออยู่หลายปีกับ มหาวิทยาลัยนิวเม็กซิโก ก็ถึงเวลาที่ หลาง ผิง ต้องลงวาดลวดลายในสนามจริง ทีมชาติจีน ตัดสินใจเรียกตัว หลาง ผิง มาร่วมงานอีกครั้งเเต่เป็นในบทบาทของ หัวหน้าผู้ฝึกสอน ซึ่งถือเป็น “โค้ชหญิง” คนเเรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติจีน

โดยผลงานที่ออกมาค่อนข้างน่าพอใจเเม้ว่าจะไม่มีเเชมป์ระดับโลกติดมือเริ่มจากปี 1995 ทีมชาติจีน จบเป็นอันดับ 3 ในการเเข่งขันเวิลด์ คัพ ที่ญี่ปุ่น, “รองเเชมป์” โอลิมปิกฯ 1996 ที่แอตแลนต้า โดยพ่ายต่อยอดทีมอย่าง คิวบา 1-3 เซต, เเชมป์วอลเลย์บอลชิงชนะเลิศแห่งเอเชียปี 1997, แชมป์เอเชียนเกมส์ 1998 ที่กรุงเทพมหานครฯ เเละ รองแชมป์วอลเลย์บอลหญิงชิงเเชมป์โลกปี 1998 ที่ญี่ปุ่น ซึ่งพ่ายต่อ คิวบา อีกครั้งด้วยสกอร์ 0-3 เซต

รวมทั้งยังเคยได้รับเลือกเป็น “ผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยม” ประจำปี 1996 ของสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ “FIVB”หลาง ผิง ตัดสินใจประกาศอำลาตำแหน่ง ผู้ฝึกสอนทีมชาติจีน ในช่วงปลายปี 1998 ด้วยเหตุผลทางด้านสุขภาพ เเต่ถัดมาในช่วงกลางปี 1999

กลับตอบรับงานคุมทีม โมเดน่า ในลีกอีตาลี ซึ่งเป็นช่วงใกล้เคียงกับที่ เจ้าตัว ได้รับการติดต่อทาบทามจาก ทีมชาติสหรัฐฯ ให้ไปคุมทีมเช่นเดียวกัน เเต่ว่าสุดท้าย หลาง ผิง ต้องตอบปฏิเสธเพราะเพิ่งจรดปากกาเซ็นสัญญากับ โมเดน่า ไปก่อนหน้าเพียงไม่นาน

รับงานคุมทีมระดับโลก ความท้าทายครั้งสำคัญหลาง ผิง โลดเเล่นอยู่ใน ลีกอิตาลี เป็นเวลา 5 ฤดูกาล จนกระทั่งปี 2005 ก็ตัดสินใจเข้ารับงานคุมทัพ สหรัฐอเมริกา อย่างเป็นทางการ

หลังเคยตอบปฏิเสธไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน โดยเป้าหมายสำคัญคือการนำทีมลุย โอลิมปิกฯ 2008 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เเต่กว่าที่ เจ้าตัว จะตัดสินใจตอบรับข้อเสนอของ สหรัฐฯ ก็คิดไตร่ตรองเป็นเวลานานพอสมควร

เพราะเป็นห่วงความรู้สึกของแฟนวอลเลย์บอลชาวจีน เเต่สุดท้ายทุกคนก็เข้าใจเธอเป็นอย่างดีเเละยังอวยพรให้ประสบความสำเร็จโค้ชสาวคนดัง เเสดงให้เห็นถึงฝีมือระดับโลกในการคุมทัพ สหรัฐฯ โดยนำลูกทีมตีตั๋วทะลุสู่ รอบชิงชนะเลิศ โอลิมปิกฯ 2008 ได้สำเร็จ

ตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากล้มยอดทีมอย่าง คิวบา ลงได้เเบบราบคาบ 3 เซตรวดในรอบตัดเชือก เเต่ว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายเเล้ว สหรัฐฯ ก็ต้องพ่ายต่อ บราซิล ไปแบบน่าเสียดาย เเละทำได้ดีที่สุดเพียงเเค่ เหรียญเงินโอลิมปิกฯ เท่านั้น

ซึ่งนั้นเป็นทัวร์นาเมนต์สุดท้ายของ หลาง ผิง กับการคุมทีม สหรัฐฯย้อนกลับไป รอบเเบ่งกลุ่ม หลาง ผิง มีโอกาสคุมทัพ สหรัฐฯ ลงสนามดวลกับ จีน ผลปรากฏว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายเอาชนะไปแบบสุดมัน 3-2 เซต

โดยเกมนั้น หู จิ่นเท่า ประธานาธิบดีของจีน เเละ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเข้ามาชมการเเข่งขันที่ข้างสนาม รวมทั้งยังมียอดคนดูการถ่ายทอดสดในจีนสูงถึง 250 ล้านคน

 

 

 

 

 

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิง

วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย เป็นทีมวอลเลย์บอลหญิงของประเทศไทย เป็นทีมที่มีการพัฒนาการเล่นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์โลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ. 1998 หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2002 จึงได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์กรังด์ปรีซ์ในส่วนโควต้าทวีปเอเชียเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นปี ค.ศ. 2007 (ถอนทีมไปแข่งกีฬามหาวิทยาลัยโลกที่ไทยเป็นเจ้าภาพ) โดยสร้างผลงานได้ดีที่สุดในปี ค.ศ. 2012 ที่สามารถคว้าอันดับ 4 ของการแข่งขันมาครองได้สำเร็จ

ทีมวอลเลย์บอลหญิงของไทยได้พัฒนาการเล่นมาโดยตลอดจนก้าวขึ้นเป็นทีมระดับแนวหน้าของทวีปเอเชีย โดยคว้าอันดับ 3 การแข่งขัน-วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียได้ 2 ครั้ง ในปี ค.ศ. 2001 และ ค.ศ. 2007 ก่อนสร้างประวัติศาสตร์เมื่อสามารถเอาชนะทีมชาติจีน 3-1 เซต เป็นแชมป์ทวีปเอเชียเป็นครั้งแรกในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียในปี ค.ศ. 2009 ที่สนามเกวิ่นเงือ ประเทศเวียดนาม ทำให้ได้เป็นตัวแทนทวีปเอเชียไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมเปียนคัพในปี ค.ศ. 2009 จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 สามารถสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้อีกครั้ง เมื่อสามารถคว้าแชมป์วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชียนคัพมาครองเป็นครั้งแรกได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะทีมชาติจีนได้อีกครั้ง 3-1 เซต ที่ประเทศคาซัคสถาน ต่อมาในปี ค.ศ. 2013 สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ ในการแข่งขันวอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศไทย เมื่อสามารถคว้าแชมป์แรกอีกด้วย จากการคว้าแชมป์ทำให้ได้สิทธิ์ไปแข่งขันวอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพที่ประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง ในฐานะแชมป์ของทวีปเอเชีย โดยสร้างผลงานคว้าอันดับ 5 มาครอง​ ต่อมาในปี 2014 วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง​ โดยการเอาชนะทีมชาติญี่ปุ่นได้​ 3-0เซต​ ในรอบชิงอันดับที่สาม​ ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์2014​ ที่อินช็อน ประเทศเกาหลีใต้​ ซึ่งเป็นเหรียญทองแดงประวัติศาสตร์ของทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยอีกด้วย และในปี 2018 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทย ก็สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งในการผ่านเข้าชิงเหรียญทอง​ ในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ที่ ประเทศอินโดนีเซีย แม้สุดท้ายจะพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติจีนแต่ก็เป็นเหรียญเงินครั้งแรกสำหรับกีฬาเอเชี่ยนเกมส์1

รายชื่อผู้เล่น

1.1 รายชื่อผู้เล่นชุดปัจจุบัน
2 หัวหน้าผู้ฝึกสอน
3 ผลการแข่งขัน ปี2564
4 ประวัติการแข่งขัน
4.1 โอลิมปิกเกมส์
4.2 วอลเลย์บอลชิงแชมป์โลก
4.3 เวิลด์คัพ
4.4 เวิลด์กรังด์ปรีซ์
4.5 เนชันส์ลีก
4.6 วอลเลย์บอลเวิลด์แกรนด์แชมป์เปี้ยนคัพ
4.7 วอลเลย์บอลชิงแชมป์เอเชีย
4.8 เอเชียนคัพ
4.9 เอเชียนเกมส์
4.10 วอลเลย์บอลซีเกมส์
4.11 มงเทรอวอลลีย์แมสเตอส์
4.12 เกาหลี–ไทย โปรวอลเลย์บอลออลสตาร์ซูเปอร์แมตช์
4.13 วอลเลย์บอลอาเซียนกรังด์ปรีซ์
4.14 อันดับโลก
5 รายชื่อนักกีฬาในอดีต
6 ดูเพิ่ม
7 อ้างอิง
8 แหล่งข้อมูลอื่น

ประวัติวอลเลย์บอล กีฬาวอลเลย์บอลถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1895 โดยนายวิลเลียม จี. มอร์แกน และนายเจมส์ ไนท์สมิธ ผู้อำนวยการฝ่ายพลศึกษาของสมาคม Y.M.C.A. เมืองฮอลโยค รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศอเมริกา ซึ่งได้เกิดขึ้นเพียง 1 ปี ก่อนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกสมัยใหม่ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเอเธนส์ โดยเขามีความคิดที่ต้องการให้มีกีฬาสำหรับเล่นในช่วงฤดูหนาวแทนกีฬากลางแจ้งเพื่อออกกำลังกายพักผ่อนหย่อนใจยามหิมะตก

เขาได้เกิดแนวความคิดที่จะนำลักษณะและวิธีการ เล่นของกีฬาเทนนิสมาดัดแปลงใช้เล่น จึงใช้ตาข่ายเทนนิสซึ่งระหว่างเสาโรงยิมเนเซียม สูงจากพื้นประมาณ 6 ฟุต 6 นิ้ว และใช้ยางในของลูกบาสเกตบอลสูบลมให้แน่น แล้วใช้มือและแขนตีโต้ข้ามตาข่ายกันไปมา แต่เนื่องจากยางในของลูกบาสเกตบอลเบาเกินไป ทำให้ลูกบอลเคลื่อนที่ช้าและทิศทางที่เคลื่อนไปไม่แน่นอน จึงเปลี่ยนมาใช้ลูกบาสเกตบอล แต่ลูกบาสเกตบอลก็ใหญ่ หนักและแข็งเกินไป ทำให้มือของผู้เล่นได้รับบาดเจ็บ

จนในที่สุดเขาจึงให้บริษัท Ant G. Spalding and Brother Company ผลิตลูกบอลที่หุ้มด้วยหนังและบุด้วยยาง มีเส้นรอบวง 25-27 นิ้ว มีน้ำหนัก 8-12 ออนซ์ หลังจากทดลองเล่นแล้ว เขาจึงชื่อเกมการเล่นนี้ว่า “มินโทเนตต์” (Mintonette)

ค.ศ.1896 ได้มีการประชุมสัมมนาผู้นำทางพลศึกษาที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์ (Spring-field College) นายวิลเลียม จี มอร์แกน ได้สาธิตวิธีการเล่นต่อหน้าที่ประชุมหลังจากที่ประชุมได้ชมการสาธิต ศาสตราจารย์ อัลเฟรด ที เฮลสเตด (Alfred T. Helstead) ได้เสนอแนะให้มอร์แกนเปลี่ยนจากมินโทเนตต์ (Mintonette) เป็น “วอลเลย์บอล” (Volleyball) โดยให้ความเห็นว่าเป็นวิธีการเล่นโต้ลูกบอลให้ลอยข้ามตาข่ายไปมาในอากาศ โดยผู้เล่นพยายามไม่ให้ลูกบอลตกพื้น

ค.ศ. 1928 ดร.จอร์จ เจ ฟิเชอร์ (Dr. George J. Fisher) ได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกติกาการเล่นวอลเลย์บอล เพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาวอลเลย์บอลในระดับชาติ และได้เผยแพร่กีฬาวอลเลย์บอลจนได้รับสมญานามว่า บิดาแห่งกีฬาวอลเลย์บอล

ปี ค.ศ. 1895
นายวิลเลียม จี มอร์แกน (William G.Morgan) ได้คิดค้นเกมการเล่นวอลเลย์บอลขึ้น ที่สมาคม Y.M.C.A. ในเมืองโฮลโยค รัฐแมสซาชูเซตส์ (Holyoke, Massachusetts) ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อ มินโตเนต (Mintonette)

ปี ค.ศ. 1896
ศาสตราจารย์อัลเฟรด ที ฮอลสเตด (Prof.Alfred T.Halstead) ได้เสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก “มินโตเนต (Mintonette)” เป็น “วอลเลย์บอล (Volleyball)”

ปี ค.ศ. 1898
ประเทศแคนาดาได้พัฒนากีฬาวอลเลย์บอลเพื่อเป็นกิจกรรมนันทนาการ (Recreation Activity)

ปี ค.ศ. 1905
ศาสตราจารย์เจ ฮาวาร์ด โครเกอร์ (Prof J. Haward Crocher) ได้นำกีฬาวอลเลย์บอลเข้าไปเผยแพร่ในประเทศจีน (China)

ปี ค.ศ. 1908
นายแฟรงกิน เอช บราวน์ (Franklin H.Brown) ได้นำกีฬาวอลเลย์บอลเข้าไปเผยแพร่ในประเทศญี่ปุ่น (Japan)

ประวัติวอลเลย์บอล ปี ค.ศ. 1910
นายเอลวู๊ด เอส บราวน์ Elwood S.Brown ช่วยจัดตั้งสมาคมวอลเลย์บอลในประเทศฟิลิปปินส์ (Philippines)

ปี ค.ศ. 1913
ได้มีการบรรจุกีฬาวอลเลย์บอลเข้าในการแข่งขันกีฬาภาคพื้นตะวันออกไกล (Far Eastern Games) ครั้งที่ 1 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ (Manila, Philippines)

ปี ค.ศ. 1918
ได้กำหนดให้ใช้ผู้เล่นข้างละ 6 คน