อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ต้อนรับเทศกาลการแข่งขันวิ่งมาราธอน

อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ต้อนรับเทศกาลการแข่งขันวิ่งมาราธอน

อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ต้อนรับเทศกาลการแข่งขันวิ่งมาราธอน

อาดิดาสเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ต้อนรับเทศกาลการแข่งขันวิ่งมาราธอน

อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าวิ่งตระกูล ADIZERO ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการวิ่งด้วยความเร็วสูงและการทำลายสถิติในสนามแข่งขัน

ประกอบด้วยรองเท้าวิ่ง ADIZERO ADIOS PRO 2, ADIZERO BOSTON 10 และ ADIZERO PRIME X ที่ถูกออกแบบด้วยสีน้ำเงิน (Sonic Ink) เพื่อตอกย้ำวิวัฒนาการของรองเท้าวิ่งในตระกูล ADIZERO ที่มีการพัฒนาต่อยอดจากเฉดสีเดิมเพื่อแสดงถึงพลังแห่งการวิ่ง

โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรองเท้าวิ่งในรุ่นก่อนๆ จนได้ออกมาเป็นสีสันใหม่ที่นำร่างกายและจิตใจมาเชื่อมโยงไว้ด้วยกัน

สำหรับคอลเลคชันนี้จะประเดิมสนามแข่งขันพร้อมกับบรรดานักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลก ตั้งแต่นักวิ่งในระยะ 5 กิโลเมตร 10 กิโลเมตร ฮาล์ฟมาราธอน และมาราธอนในฤดูกาลที่จะถึงนี้

คอลเลคชัน ADIZERO ในโทนสีใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อฉลองการกลับมาของฤดูกาลการแข่งขัน วิ่งมาราธอน ซึ่งบรรดานักวิ่งระดับอิลิทและนักวิ่งทั่วไปจะกลับคืนสู่สนามแข่งขันอีกครั้งในฤดูใบไม้ร่วงนี้

โดยที่รองเท้าวิ่งในตระกูล ADIZERO นี้จะถูกสวมใส่และใช้งานโดย เปเรส เจปเชียร์เชียร์ นักวิ่งหญิงเจ้าของสถิติโลกในระยะฮาล์ฟมาราธอนและเหรียญทองโอลิมปิกครั้งล่าสุด

รวมถึง สัญชัย นามเขต เจ้าของสถิติมาราธอนที่ดีที่สุดของนักกีฬาชาวไทยในการแข่งขันบางแสน 42 ชลบุรี มาราธอนด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 22 นาที 26 วินาที และยังเป็นนักกีฬาชาวไทยคนแรกที่คว้าแชมป์โอเวอร์ออลในการแข่งขันระดับ Bronze Label อีกด้วย

“ADIZERO ADIOS PRO เป็นรองเท้าวิ่งที่ผมใช้ในการแข่งขันมาราธอน และฮาล์ฟมาราธอนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรองเท้าวิ่งรุ่นนี้ช่วยทำให้ผมรู้สึกมีความมั่นใจ สามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขัน และสร้างสถิติที่ดีที่สุดของตัวผมเองและของประเทศไทยได้อีกด้วย สำหรับในปีนี้ที่อาดิดาสได้พัฒนา ADIZERO ADIOS PRO 2 ขึ้นมาโดยนำรุ่นที่แล้วไปปรับโฉมออกแบบใหม่ถือว่ามีความน่าสนใจมากๆ เพราะว่ามีนวัตกรรมต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้นักกีฬาสามารถทำความเร็วได้ดียิ่งขึ้นในการแข่งขัน ผมจึงเชื่อว่ารองเท้าวิ่งคู่นี้จะทำให้ผมสามารถสานต่อความสำเร็จ คว้าชัยชนะในการแข่งขัน รวมถึงสร้างสถิติใหม่ที่เร็วยิ่งกว่าเดิมได้อย่างแน่นอนครับ” สัญชัยกล่าว

นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รองเท้าวิ่งในตระกูล ADIZERO ถูกพัฒนาขึ้นโดยการนำข้อมูลจากบรรดานักกีฬาวิ่งที่เร็วที่สุดในโลก โดยมีทั้งข้อมูลเชิงวิศวกรรมศาสตร์ ชีวกลศาสตร์ และสรีรวิทยา จากเหล่านักกีฬาที่ได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลสำหรับการพัฒนารองเท้าวิ่งสำหรับใช้ในการแข่งขันของอาดิดาส ทั้งรุ่นปัจจุบัน และรุ่นที่จะมีการเปิดตัวในอนาคต

ADIZERO ADIOS PRO 2
ADIZERO ADIOS PRO ที่เปิดตัวครั้งแรกในปีที่แล้ว ถือว่าเข้ามามีบทบาทในวงการนักวิ่งได้อย่างน่าสนใจ เมื่อนักกีฬาของอาดิดาสสามารถทำลายสถิติโลกในระยะฮาล์ฟมาราธอนได้สำเร็จ ซึ่งรองเท้าวิ่ง ADIZERO ADIOS PRO 2 ก็เป็นการสานต่อความทะเยอทะยานของอาดิดาสที่จะพัฒนาประสิทธิภาพของรองเท้าวิ่งต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เหมาะสมกับบรรดานักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลก และเพื่อผลักดันให้พวกเขาสามารถสร้างสถิติโลกได้ในที่สุด

รองเท้าวิ่ง ADIZERO ADIOS PRO 2 ประกอบด้วยพื้นรองเท้า LIGHTSTRIKE PRO ถึงสองชั้นที่มีการปรับรูปแบบและวางโครงสร้างใหม่เพื่อเสริมคุณสมบัติการคืนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในพื้นรองเท้ามี ENERGYRODS แท่งคาร์บอนที่มีน้ำหนักเบาและเผยบางส่วนให้เห็นอย่างชัดเจน ถูกออกแบบตามการเคลื่อนที่ของโครงสร้างกายวิภาคได้ดีขึ้น ทำหน้าที่เสริมแรงดีดกลับและยังช่วยลดการสูญเสียพลังงานในระหว่างวิ่งอีกด้วย

นอกเหนือจากพื้นรองเท้าที่มีการปรับรูปแบบใหม่แล้ว ตัวรองเท้าก็มีการใช้ CELERMESH 2.0 ที่มีการใช้วัสดุรีไซเคิลที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ มาพร้อมคุณสมบัติความยืดหยุ่น การระบายอากาศ และการซัพพอร์ท ที่ได้มาจากการวิเคราะห์ข้อมูลของนักกีฬาระดับโลก

ส่วนพื้นรองเท้าชั้นนอกก็มีการใช้ CONTINENTAL™ RUBBER เสริมที่บริเวณปลายเท้าเพื่อระบุตำแหน่งในการยึดเกาะพื้นสำหรับการเร่งความเร็ว รวมถึงการจัดโครงสร้างบริเวณส้นเท้าที่ช่วยให้เท้าของผู้สวมใส่ยึดแน่นและไม่เกิดการลื่น พร้อมทั้งเสริมวัสดุบริเวณส้นเท้าเพื่อให้ความรู้สึกนุ่มสบายขณะสวมใส่ด้วยเช่นกัน

ADIZERO BOSTON 10
รองเท้าวิ่ง ADIZERO BOSTON 10 ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสานต่อความสำเร็จและการออกแบบที่มีการยกระดับขึ้นของตระกูลรองเท้าวิ่ง ADIZERO โดยรองเท้าวิ่งรุ่นนี้ได้มีการนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในวันแข่งขันจากรองเท้าวิ่ง ADIZERO ADIOS PRO 2 มาออกแบบรองเท้าวิ่งที่สามารถนำมาใช้ในการฝึกซ้อมได้ทุกวัน ประกอบด้วย LIGHTSTRIKE PRO และ LIGHTSTRIKE EVA เพื่อเสริมความทนทาน อีกทั้งยังมี ENERGYRODS และตัวรองเท้าที่มีความนุ่มสบาย ส่วนพื้นรองเท้าชั้นนอกก็มี CONTINENTAL™ RUBBER ที่มีน้ำหนักเบาและความทนทานเพื่อรองรับการใช้ฝึกซ้อมวิ่งในระยะไกลทุกวัน

ADIZERO PRIME X
ADIZERO PRIME X คือรองเท้าวิ่ง อีกรุ่นของตระกูลรองเท้าวิ่ง ADIZERO ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นมาอยู่นอกเหนือขีดจำกัด ของกฎเกณฑ์ทุกอย่างของรองเท้าวิ่งระยะไกล โดยมีการออกแบบที่ปราศจาก ข้อจำกัดทุกประการ เพื่อขยายขอบเขตแห่งประสิทธิภาพ ของเทคโนโลยีของรองเท้าวิ่ง ADIZERO ADIOS PRO 2 เพื่อให้นักวิ่งสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สำหรับรองเท้าวิ่งรุ่นนี้มีการใช้พื้นรองเท้า LIGHTSTRIKE PRO ที่มีความหนาถึง 50 มิลลิเมตร ส่วนภายในรองเท้าก็มี ENERGYROD และใบมีด 3 แผ่นที่จะช่วยเสริมแรงดีดกลับได้มากขึ้นอีกด้วย

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

ทำไมว่ายน้ำทำเวลาเท่ากันได้แต่วิ่งแข่งต้องตัดสินเป็นวินาที

กล่าวถึงการแข่งขันกีฬาที่ตัดสินผลแพ้ชนะกันด้วยเวลา อย่าง กรีฑาประเภทลู่ และ ว่ายน้ำ ที่มักมีภาพจำที่แฟนกีฬาน่าจะเคยเห็นอยู่บ่อยครั้ง

กล่าวคือ กีฬาว่ายน้ำ มักจะมีการทำเวลาได้เท่ากัน จนเกิดเป็นเหรียญรางวัลร่วมอยู่เนือง ๆ ขณะที่การแข่งวิ่ง กลับต้องตัดสินกันในหลักเสี้ยววินาที จนถึงกับต้องตัดสินด้วยภาพถ่ายอยู่บ่อยครั้ง

แต่คุณ ๆ สงสัยกันบ้างไหมล่ะว่า ทำไมใน กีฬา ว่ายน้ำถึงสามารถเกิดการทำเวลาเท่ากันได้ แต่ในการวิ่งแข่งถึงได้ตัดสินกันระดับเสี้ยววินาที ?

พบคำตอบกับ Main Stand ได้ที่นี่

จับเวลากันอย่างไร ?

ทุกกีฬาที่ใช้เวลาเป็นเกณฑ์การตัดสิน แน่นอนว่าย่อมต้องมีนาฬิกาเป็นเครื่องมือสำคัญ ถึงกระนั้น ระบบการจับเวลาในการแข่งวิ่งและว่ายน้ำก็มีความแตกต่างกันอยู่หลายประการ โดยในที่นี้จะเปรียบเทียบกันระหว่างการวิ่งระยะสั้น ที่มีการตัดสินด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที กับการว่ายน้ำในสระขนาดมาตรฐาน (สระสั้น 25 เมตร สระยาว 50 เมตร) เป็นหลัก

เริ่มด้วยการ แข่งขัน วิ่ง ที่บล็อกสตาร์ต จะมีเซ็นเซอร์ที่คอยจับแรงกดติดอยู่บริเวณจุดวางเท้า รวมถึงมีลำโพง ซึ่งเชื่อมต่อกับปืนส่งสัญญาณออกตัว เมื่อกรรมการยิงปืนให้สัญญาณ เซ็นเซอร์ที่เท้าจะจับแรงกดจากการออกตัว แปลผลเป็นเวลาปฏิกิริยา (Reaction Time) โดยหากเวลาปฏิกิริยาเป็น 0.1 วินาที หรือน้อยกว่า จะถือว่าเป็น False Start ทันที ซึ่งกฎของการแข่งในยุคนี้คือ จะถูกตัดสิทธิ์สถานเดียว ไม่มีโอกาสแก้ตัวเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่เส้นชัย จะมีจุดปล่อยรังสีที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพื่อใช้ในการวัดเวลาของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคน ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกล้องถ่ายภาพความเร็วสูง ทั้งบนอัฒจันทร์และเส้นชัย

โดยเมื่อนักกีฬาวิ่งผ่านเส้นชัย รังสีบนเส้นจะสามารถระบุเวลาที่ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนทำได้โดยคร่าว ๆ เพื่อแสดงเป็นเวลาอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนที่จะมีการนำภาพจากกล้อง ซึ่งถ่ายด้วยความเร็วถึง 2,000 ครั้งต่อวินาทีมาประกอบเพื่อหาเวลาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยจะยึดถือเวลาเมื่อส่วนหน้าอกของผู้เข้าแข่งขันถึงจุดเส้นชัยเป็นหลัก

ซึ่งการใช้ภาพถ่ายช่วยตัดสินนี้ มีมาอย่างยาวนาน โดยหลักฐานเก่าแก่สุดที่พบ เกิดขึ้นในการแข่งม้าที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1881 หรือก่อนที่โอลิมปิกสมัยใหม่จะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1896 เสียอีก

สำหรับการวิ่งระยะไกล ที่มีผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากนั้น จะมีระบบคลื่นสัญญาณวิทยุ หรือ RFID (Radio-frequency identification) มาใช้ โดยจะมีการติดแท็ก (Tag – แถบข้อมูล) ไว้ที่ Bib (เบอร์นักวิ่ง) หรือรองเท้าของนักวิ่ง โดยเมื่อสัญญาณวิทยุตรวจพบคลื่นสัญญาณของนักวิ่ง สัญญาณจะถูกส่งกลับพร้อมกับข้อมูลที่บันทึกไว้ในแท็ก

ความต่างที่เกิดตั้งแต่สร้างสนาม

กล่าวโดยสรุปแล้ว ระบบการจับเวลาของการแข่งขันวิ่งและว่ายน้ำ ก็ดูมีความคล้ายคลึงกันไม่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ เกณฑ์ตัดสินผลแพ้ชนะ

เพราะสำหรับการแข่งว่ายน้ำ สามารถเกิดเหตุการณ์ที่มีผู้ทำเวลาเท่ากันได้ แต่กับการแข่งวิ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ? บางทีคำตอบนั้น อาจเริ่มต้นตั้งแต่การก่อสร้างสนามแข่งขันแล้ว

สระว่ายน้ำ ไม่ว่าจะมีรูปทรงใดหรือจะตั้งอยู่ที่ไหน จะเป็นที่บ้าน, ที่โรงแรม หรือสระว่ายน้ำสำหรับการแข่งขัน ก็ล้วนมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการเป็น “บ่อ” ที่กักเก็บน้ำไว้ข้างใน

และเพื่อกักเก็บน้ำให้อยู่ ไม่รั่วหายไป “คอนกรีต” จึงกลายเป็นวัสดุสำคัญที่ต้องใช้ในการก่อสร้าง ทว่าคอนกรีตเป็นวัสดุที่สามารถยืดตัวและหดตัวได้ เมื่อเจอกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป อีกทั้งในการก่อสร้างนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่การก่อสร้างจะออกมาเท่ากันเป๊ะ ๆ ทุกจุด ไม่ว่าจะเป็นจากตัวโครงสร้างสระเอง, จากงานทาสี หรือแม้กระทั่งการติดตั้งระบบจับเวลา

ดังนั้น หากต้องการกำหนดระยะทางในการแข่งขันว่ายน้ำให้ได้เท่ากับเป๊ะ ๆ ทุกลู่ ตัวแปรที่ต้องนำมาควบคุมนั้นจึงมีมากจนเกินไป การกำหนดค่าความคลาดเคลื่อน แล้วใช้การวัดทศนิยมเพียงหลัก 0.01 หรือ 1/100 วินาที จึงเป็นอะไรที่สะดวกกว่ามาก

ซึ่งเรื่องนี้ ต่างจากการแข่งขันวิ่ง โดยเฉพาะในระยะสั้น ที่ระยะทางจะเท่ากันทุกลู่อยู่แล้ว ส่วนระยะกลางหรือไกล ก็มีการชดเชยระยะด้วยตำแหน่งออกสตาร์ตของแต่ละลู่ ที่เมื่อเข้าเส้นชัย ทุกคนจะวิ่งเป็นระยะทางที่เท่ากัน จึงทำให้สามารถจับเวลาได้ละเอียดด้วยขีดความสามารถของอุปกรณ์นั่นเอง

เมื่อเทคโนโลยีก็มีขีดจำกัด

จากที่ได้กล่าวไปก่อนหน้า สามารถสรุปได้ว่า ข้อจำกัดของการสร้างสระว่ายน้ำ ตลอดจนตัวแปรต่าง ๆ ทางธรรมชาติ ทำให้การตัดสินเวลาในกีฬาว่ายน้ำถูกจำกัดอยู่แค่หลัก 0.01 หรือ 1/100 วินาที เพื่อตัดปัญหาความยุ่งยาก ขณะที่ในการแข่งวิ่ง ตัวแปรดังกล่าวมีน้อยกว่า จึงสามารถตัดสินเวลาได้ถึงหลัก 0.001 หรือ 1/1,000 วินาที เลยทีเดียว

แต่หากถามว่า เคยมีการแข่งขันว่ายน้ำ ที่ผลแพ้ชนะตัดสินด้วยเวลาหลัก 1/1,000 วินาทีหรือไม่ ? คำตอบคือ มี

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก มิวนิก 1972 ที่ประเทศเยอรมนี ในรายการเดี่ยวผสม 400 เมตรชาย เมื่อ กุนนาร์ ลาร์สสัน (Gunnar Larsson) จากสวีเดน และ ทิม แมคคี (Tim McKee) จากสหรัฐอเมริกา ว่ายแตะขอบสระด้วยเวลา 4 นาที 31.98 วินาทีเท่ากัน

แทนที่จะมอบเหรียญทองร่วมกัน ฝ่ายจัดการแข่งขันตัดสินใจดูเวลาที่ทั้งคู่ทำได้เพิ่มเติม และใช้หลัก 0.001 หรือ 1/1,000 วินาที มาตัดสิน ผลปรากฏว่า ลาร์สสันทำเวลาในหลักทศนิยมได้ .981 ขณะที่แมคคีทำได้ .983 นักกีฬาจากสวีเดนจึงคว้าเหรียญทองไปครอง ด้วยเวลาที่ต่างกันเพียง 0.002 วินาทีเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินในครั้งนั้น นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เทคโนโลยีที่ใช้เป็นหลักฐานในการตัดสินเวลากีฬาว่ายน้ำ ไม่ได้มีความละเอียดเท่าการแข่งวิ่ง ที่สุดแล้ว การตัดสินเวลาในกีฬาว่ายน้ำจึงกลับมาว่ากันที่หลัก 0.01 หรือ 1/100 วินาที โดยหากมีใครทำเวลาได้เท่ากัน ให้ถือว่าคว้ารางวัลเดียวกัน

ถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามแน่ว่า แล้วในการแข่งวิ่งล่ะ เคยมีบ้างไหมที่แม้แต่เทคโนโลยีซึ่งสามารถตัดสินได้ในระดับ 0.001 หรือ 1/1,000 วินาที กลับตัดสินหาผู้ชนะไม่ได้ ? คำตอบคือ … มีอีกเช่นกัน

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในการแข่งขันวิ่ง 100 เมตรหญิง คัดเลือกตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกา ไปแข่งขันในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 2012 ซึ่งจะคัด 3 อันดับที่ดีที่สุดในแต่ละรายการ และทำสถิติผ่านเกณฑ์ไปลงสนามจริงที่กรุงลอนดอน

ปัญหามาเกิดในการตัดสินอันดับ 3 เพราะในตอนแรก นาฬิกาจับเวลาระบุว่า เจเนบา ทาร์โมห์ (Jeneba Tarmoh) ทำเวลาได้ดีกว่า อลิสัน ฟีลิกซ์ (Allyson Felix) เพียง 0.001 วินาที แต่ในเวลาต่อมา เวลาอย่างเป็นทางการระบุว่า ทั้งสองคนวิ่งเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 11.068 วินาทีเท่ากัน แถมคราวนี้ภาพถ่ายก็ไม่ช่วยอะไร เพราะส่วนหน้าอกของทั้งคู่ แตะเส้นชัยเท่ากันอีก

ด้วยเหตุที่น้อยครั้งมากที่เวลาในการแข่งวิ่งจะออกมาเท่ากันจะเกิดขึ้น ทำให้ฝ่ายจัดการแข่งขันต้องใช้เวลาถึง 24 ชั่วโมง เพื่อหาแนวทางในการตัดสินชี้ขาด ก่อนได้ข้อสรุปว่า ให้นักกีฬาทั้ง 2 คนตกลงกันเอง โดยมี 2 ทางเลือก ระหว่างแข่งวิ่งกันอีกครั้ง หรือโยนเหรียญหัวก้อยเสี่ยงทาย หากตกลงกันได้ว่าจะใช้วิธีใดก็จะตัดสินด้วยวิธีนั้น หากตกลงกันไม่ได้ จะตัดสินด้วยการวิ่งใหม่ และจะไม่เลือกวิธีใดเลยก็ไม่ได้อีก