ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

ยโสธร เมืองบุญบั้งไฟ

  เมืองยโสธร เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำชี ได้ชื่อว่า เมืองบั้งไฟ เป็นดินแดนที่มีอดีตอันล้ำค่าและยาวนานกว่า 200 ปี ยโสธรมีประวัติความเป็นมาอันยาวนานเกี่ยวพันกับเมืองหนองบัวลุมภูนครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้ว บัวบาน
และเกี่ยวพันกับเมืองอุบลฯ ในเขตพื้นที่จังหวัดยโสธร ได้พบร่องรอยการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์จากยุคประวัติศาสตร์ต่อเนื่องกันมาจนถึงยุคปัจจุบัน ชุมชนโบราณส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตทุ่งราบโล่งหรือบริเวณขอบชายทุ่ง ติดกับพื้นที่โคกและป่า ได้แก่ ชุมชนโบราณชายขอบทุ่งกุลาร้องไห้
ในเขตอำเภอมหาชนะชัย และอำเภอค้อวัง เช่น ชุมชนโบราณที่บ้านหัวเมือง บ้านคูเมือง บ้านคูสองชั้น ในเขตอำเภอมหาชนะชัย ชุมชนโบราณบ้านน้ำอ้อม บ้านโพนแพง บ้านหมากมาย บ้านแข้ บ้านโพนเมือง ในเขตอำเภอค้อวัง ประมาณปี พ.ศ.2314 พระเจ้าตา เจ้าพระวอ เสนาบดีเก่า
นครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวารหนีมาเพื่อตั้งรกรากใหม่
เนื่องจากไม่พอใจ เจ้านครคนใหม่ โดยใช้ชื่อเมืองใหม่ว่า เมืองหนองบัวลุมภู ขณะเดียวกันพระเจ้าศิริบุญสารซึ่งเป็นเจ้านครเวียงจันทน์อยู่เกิดหวาดระแวงจึงยกกองทัพจากนครเวียงจันทน์ มาปราบปราม พระเจ้าตาถูกข้าศึกยิงด้วยอาวุธปืน และฟันด้วยดาบจนถึงแก่พิราลัยในที่รบ เจ้าพระวอ เจ้าคำผง และเจ้า
ฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องทั้ง 2 ของเจ้าพระวอ อีกทั้งเจ้าก่ำเจ้าทิดพรมได้ยกทัพฝ่าหนีออกจากเมือง
หนองบัวลุมภูไปพึ่งพาเจ้านครจำปาศักดิ์ ขบวนทัพของเจ้าพระวอได้เดินทางตามลุ่มน้ำชีมาพักกับเจ้าคำสู ผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่า (ปัจจุบัน คือ จังหวัดยโสธร) ภายหลังต่อมาเจ้าพระวอดำริว่า
หากอยู่กับเจ้าคำสูแล้ว ถ้าเวียงจันทน์ยกทัพมาก็จะเป็นการลำบาก และจะเกิดศึกสงครามกันต่อไป เมื่อประชุมตกลงกันแล้วจึงได้พาไพร่พลอพยพลงไปตามลำน้ำมูล และสร้างเมืองใหม่ที่ดอนวังกองเขตนครจำปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ้าองค์หลวงเจ้านครจำปาศักดิ์ โดยเจ้าพระวอให้ขุดคูสร้างค่ายขึ้นเรียกว่าค่ายบ้านดู่บ้านแก
พ.ศ. 2354 เจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศาถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้เจ้าหนู หลานเจ้านครจำปาศักดิ์ ครองนครจำปาศักดิ์สืบไป ฝ่ายเจ้าราชวงศ์สิงห์ บุตรเจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาอยู่บ้านเดิมคือบ้านสิงห์ท่า และได้นำเอาอัฐิ
ของเจ้าพระยาพิชัยราชขัตติยวงศา กลับมาด้วย แนะนำมาก่อเจดีย์บรรจุไว้ที่วัดมหาธาตุ ใกล้กับพระธาตุพระอานนท์ซึ่งยังปรากฏอยู่จนปัจจุบัน
พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามว่า เมืองยศสุนทร ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมืองมีราชทินนามว่า พระสุนทรราชวงศา เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร คำว่า ยศสุนทร ต่อมากลายเป็น ยะโสธร มีความหมาย ว่า ทรงไว้ซึ่งยศ แต่การเขียนหรือการเรียกสั้น ๆ ว่า
ยะโส ไม่เป็นที่ไพเราะหูและไม่เป็นมงคลนาม ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอำเภอยะโสธร (พ.ศ.
2500 – 2513) ได้มีหนังสือขอให้เขียนชื่อเสียใหม่เป็น “ยโสธร” และได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทย โดยความเห็นชอบของราชบัณฑิตยสถานให้เปลี่ยนได้ และใช้มาจนบัดนี้
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเกิดศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ เมือง
ยโสธรก็ได้รับเกณฑ์เข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วยได้ชัยชนะ ได้รับพระราชทานเชลยเมืองเวียงจันทน์ 500 ครอบครัว และพระราชทานปืนใหญ่ไว้สำหรับเมืองหนึ่งกระบอกชื่อว่า ปืนนางป้อง ยังปรากฏอยู่ที่ศาลหลักเมืองยโสธรมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อพระสุนทรราชวงศาเห็นได้เป็นเจ้าเมือง
ได้นำศิลาจากบ้านแก้งหินโงมมาสร้างพระพุทธบาทจำลอง แล้วสร้าง วัดป่าอัมพวัน และวัดกลางศรีไตรภูมิไว้เป็นวัดคู่เมือง
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2417 ได้เกิดศึกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองหนองคาย เมืองยโสธรถูกเกณฑ์ให้ยกกำลังไปสมทบ กองทัพจากกรุงเทพ ฯ
เป็นจำนวน 500 คน ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2426 พวกฮ่อได้ยกกำลังมาตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ เมืองยโสธรได้รับเกณฑ์ให้เอากำลังช้างม้าโคต่าง ๆ ไปเป็นพาหนะบรรทุกเสบียงไปเลี้ยงกองทัพ พ.ศ. 2433 สมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการจัดรูปการปกครองใหม่ หัวเมืองอีสานชั้นเอก โท ตรีและ
จัตวา ถูกรวมเข้าด้วยกันเรียกว่า กอง สำหรับเมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ  มีข้าหลวงตั้งกองว่าราชการอยู่ที่เมืองอุบล ประกอบด้วยหัวเมือง 12 หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ภูแล่นช้าง กมลาไสย เขมราฐ นองสองคอนดอนดง ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ
ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ยกกำลังจากเมืองญวนมาตีเมืองสมโบกของไทย เมืองยโสธรได้ถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยรักษาเขตแดน โดยนำกำลังไปสมทบกองทัพจากกรุงเทพ ฯ สามกองทัพ กองทัพละ 1,000 คน
พ.ศ. 2443 ได้ยุบเลิกมณฑลอีสาน เมืองยโสธรได้รวมเข้ากับเมืองอุบล โดยแยกออกเป็น 2 อำเภอ คือ อำเภออุทัยยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว และอำเภอประจิมยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอยโสธร
ในปี พ.ศ. 2456 ได้เปลี่ยนชื่ออำเภออุทัยยโสธร เป็นอำเภอคำเขื่อนแก้ว เปลี่ยนชื่ออำเภอปจิมยโสธร เป็นอำเภอยโสธร เมืองยโสธร จึงลดฐานะจากเมืองมาเป็นอำเภอ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
            พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มขอตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัด จนกระทั่งถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 จึงได้มีประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2515 โดยแยกอำเภอยโสธร อำเภอกุดชุม อำเภอ
เลิงนกทา อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว และ ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันเป็นจังหวัดยโสธร จังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย
ยโสธรเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุบลราชธานี โดยเริ่มก่อตั้งเป็น เมืองขึ้น ในราวปี พ.ศ. 2314 เมื่อพระเจ้าตาของเจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทน์ อพยพครอบครัวและบริวาร มาตั้งเมืองใหม่ ชื่อ “เมืองหนองบัวลุมภู” ต่อมาเมื่อสิ้นเจ้าพระวอ เจ้าคำผงผู้น้องและบริวารจึงอพยพขึ้นมาตาม ลำน้ำมูลถึงห้วยแจระแม แล้วมาสร้างเมืองใหม่ที่ดงอู่ผึ้ง แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ภายใต้ปกครอง ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองดังกล่าวนี้ว่า “เมืองอุบล” และเจ้าคำผงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบล หลังจากนั้นเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็น น้องของเจ้าคำผง พร้อมกับไพร่พลและญาติอีกส่วนหนึ่งได้ขอแยกตัวไปอยู่ที่บ้านสิงห์ท่า ซึ่งมีเจ้าคำสูปกครองอยู่ และได้ปรับปรุงและสร้างบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรือง

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2357 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมือง ขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และพระราชทานนามว่า”เมืองยศสุนทร” ให้เจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมือง มีราชทินนามว่า “พระสุนทรราช

วงศา” เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร ส่วนชื่อเมือง “ยศสุนทร” นี้ต่อมาเปลี่ยนเป็น “ยะโสธร” มีความหมายว่า “ทรงไว้ซึ่งยศ” และเปลี่ยนอีกครั้งเป็น “ยโสธร” และใช้มาจนปัจจุบัน

ในสมัยรัชกาลที่ 5 เมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ และต่อมาได้ยุบเลิกมณฑล อีสาน เมืองยโสธรก็ถูกรวมเข้ากับเมืองอุบล จนกระทั่งวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 จึงได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็น “จังหวัดยโสธร” โดยแยก

อำเภอยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม ของจังหวัดอุบลราชธานี ออกรวมกันเป็นจังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2515

 

เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

เที่ยวเมืองเลย

หากพูดถึงจังหวัดน่าเที่ยวของภาคอีสาน ที่หลายคนคุ้นเคยกันดี เราว่าทุกคนต้องนึกถึงจังหวัด “เลย”

มาเป็นอันดับต้นๆ เพราะมีทั้งอุทยานแห่งชาติชื่อดัง และเมืองน่ารักที่เราคุ้นเคยอย่างเชียงคานเป็นปลายทางในฝันของนักเดินทางหลายๆคน วันนี้ชิลไปไหนเลยอยากจะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับจังหวัดนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยกับสกู๊ปนี้เลย ” 10 ที่เที่ยวสวยจ.เลย มาเที่ยวดูสักครั้งแล้วคุณจะหลงรัก…เลย “

ดินแดนพิสูจน์รักแท้และมิตรภาพของหนุ่มสาว สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตตลอดกาลของจังหวัดเลยที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัยก็ยังคงความสวยงามไว้เสมอ หลายคนตั้งปฏิธานว่าต้องหาโอกาสไปพิชิตเส้นทางนี้ให้ได้ เพราะไม่ว่าครั้งใดที่มีโอกาสตั้งโต๊ะคุยเรื่องเที่ยว มันคงจะดีไม่น้อยที่มีโอกาสได้พูดว่าเราเป็นคนหนึ่งที่สามารถพิชิตเส้นทางภูกระดึงมาแล้ว ส่วนใครที่ยังไม่เคยขึ้นไปแนะนำว่าควรมาชมพระอาทิตย์ตกที่ผาหล่มสักดูสักครั้ง กลับไปจะได้มีเรื่องเล่าของการผจญภัยสนุกๆ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยได้ชื่อว่า “ผู้พิชิตภูกระดึง” ไว้เป็นความทรงจำดีๆ และประสบการณ์ใหม่ที่ลืมไม่ลงแน่นอน

อุทยานแห่งชาติภูเรือ ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย และอำเภอท่าลี่ อาณาเขตทางทิศเหนือติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นภูเขาสูงบนยอดเขามีลักษณะแปลกก็คือ มีส่วนหนึ่งเป็นผาชะโงกยื่นออกมาเหมือนหัวเรือสำเภาขนาดใหญ่ และเมื่อมองโดยรอบในที่สูงจะเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนกันสวยงาม อุทยานภูเรือตั้งอยู่บนยอดเขาสูงทำให้มีอากาศหนาวเย็นตลอดปีและเป็นอุทยานที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัว ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า “แม่คะนิ้ง” นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นมาเที่ยวและถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นในช่วงรุ่งเช้า เพราะจะสามารถชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและวิวทะเลหมอกอย่างสวยงาม

เชียงคาน เมืองเล็กๆ แสนสงบ อบอุ่น ริมแม่น้ำโขงในจังหวัดเลย แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติของขุนเขา สายน้ำ และวัฒนธรรมเก่าแก่ของภาคอีสานที่ยังคงแอบแฝงอยู่ในสังคมที่ทันสมัย สังเกตได้จากบ้านเรือนเก่าแก่ ที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ริมแม่น้ำ รวมไปถึงชีวิตแบบดั้งเดิมของคนท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวจะได้พบเห็นเมื่อได้มาเยือนเมืองแห่งนี้ หรือหากคุณอยากจะซึมซับความเรียบง่ายและวิถีชาวบ้านให้เต็มที่ แนะนำว่าลองเช่าจักรยานสักคัน ปั่นชมเมืองชิลๆในช่วงเช้า รับลมหนาว สูดอากาศที่แสนบริสุทธิ์รับแสงวันใหม่ แค่นี้ก็เป็นวันดีๆได้ไม่ยากเลย

วัดป่าห้วยลาด อีกหนึ่งวัดสวยงามยิ่งใหญ่ท่ามกลางขุนเขาประจำอำเภอภูเรือ จ.เลย ที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความตั้งใจและศรัทธาของชาวบ้านด้วยความเชื่อว่าหากได้มาสักการะที่นี่สักครั้งแล้วจะเปรียบเสมือนกับเป็นบันไดเชื่อมต่อคุณงามความดีไปสู่สรวงสวรรค์ พื้นที่โดยรอบนั้นร่มรื่นกว้างขวาง มีบ่อน้ำใหญ่ บริเวณลานด้านหน้าเต็มไปด้วยประติมากรรมและภาพวาดสวยงามขององค์เทพต่างๆ อาทิ พระตรีมูรติ พระอินทร์ พระพิฆเณศ พญานาค จระข้ และองค์เทพอื่นๆอีกมากมาย โดยมีองค์ที่โดดเด่นสะดุดตาอย่างองค์พญานาค เป็นสัญลักษณ์ของความยิ่งใหญ่อุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา นอกจากนี้ในพระอุโบสถยังมีพระประธานสีขาวล้วนองค์ใหญ่นามว่า พระสัพพัญญูรู้แจ้งสามแดนโลกธาตุ ตลอดจนหุ่นขี้ผึ้งพระเกจิอาจารย์ชื่อดังต่างๆไว้ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ขอพรกันอีกด้วย

ภูลมโล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ที่นี่จึงเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยต้นไม้ ดอกไม้นานาพันธฺ์บนพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่ ! และในช่วงเดือนมกราคมสภาพอากาศที่เบาบางลงกว่าช่วงเดือนอื่นๆ ยิ่งทำให้ที่นี่น่าเที่ยวขึ้นมาอีก นอกจากนี้ในช่วงประมาณกลางเดือนมกราคม นักท่องเที่ยวยังจะได้ชมความงดงามของดอกนางพญาเสือโคร่งที่ผลิดอกบานสะพรั่งทั่วทั้งขุนเขา ใครที่อยากชมดอกซากุระเมืองไทยที่นี่เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่คุณไม่ควรพลาดในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์

ภูป่าเปาะ ตั้งอยู่ที่บ้านผาหวาย อำเภอหนองหิน จังหวัดเลย ไฮไลท์ของทุกคนที่มาเที่ยวยังภูป่าเปาะ  คือการชมความสวยงามจากจุดชมวิวที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร ซึ่งสามารถมองเห็นภูหอซึ่งมีลักษณะเป็นภูเขาสูง เป็นภูเขายอดตัด หรือภูเขายอดราบโดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่มีทะเลหมอกปกคลุมทางด้านบนสุดเสมอสูงเทียมเมฆคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิได้แบบไม่มีอะไรมาบดบังสายตา ซึ่งนักท่องเที่ยวจะนิยมมาถ่ายรูปตรงไฮไลท์ที่เป็นระเบียงไม้ยื่นออกไปด้านหน้า ใครอยากได้ประสบการณ์ สวย สูง และเสียวครบในที่เดียวต้องมาเที่ยวที่ภูป่าเปาะเลยจ้า

ก่อนถึงเมืองเลย ประมาณ 15 กิโลเมตร เลยวัดโพธิ์ชัยบ้านโพนป่าแดง มาสักหน่อยจะเจอทางแยกซ้าย ตรงเข้ามาเรื่อยๆ ก็จะถึงสถานที่ล่องแพ อ่างเก็บน้ำหมานตอนบน หรือบ้านห้วยกระทิง อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิงตั้งอยู่ในวนอุทยานหริรักษ์ เป็นอ่างเก็บน้ำสันเขื่อนดิน ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งใน อำเภอเมือง จังหวัดเลย กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้เวลาในวันพักผ่อนที่นี่ก็คือ การล่องแพพักผ่อน พร้อมทานอาหาร ท่ามกลางวิวทิวทัศน์และบรรยากาศที่สวยงาม ร่มรื่น และเย็นสบายจากลมเย็นๆที่พัดมาในบริเวณห้วย แถมยังได้เก็บภาพสวยๆไว้เป็นที่ระลึก

ใครต่อใครต่างพากันขึ้นภูทอกเพื่อชมทะเลหมอกที่ดูนุ่มนิ่มดั่งปุยนุ่น ภูซึ่งเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุดของเชียงคานแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองราว 6 กิโลเมตร ถือเป็นจุดชมทะหมอกยอดฮิตของคนที่ไปเที่ยวเชียงคาน เพราะบรรยากาศในตอนเช้าช่วงปลายฝนนั้นสามารถเห็นทะเลหมอกอันสวยงามปกคลุมเมืองเชียงคานและวิวของภูเขาบนจุดชมวิวได้แบบกว้างไกล สำหรับใครที่มีโอกาสมาพักและเที่ยวที่เชียงคานจะต้องขึ้นมาชมทะเลหมอกที่จุดนี้ดูสักครั้ง

แก่งคุดคู้เป็นจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่งของอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยที่มีทัศนียภาพสวยงามไม่แพ้ที่อื่น จากจุดที่ยืนอยู่เราสามารถมองเห็นวิวประเทศลาวได้อย่างชัดเจน และที่สำคัญพอถึงหน้าแล้ง ระดับน้ำในแม่น้ำโขงลดลงเราจะสามารถเห็นหินและสามารถขับรถข้ามไปยังฝั่งลาวได้อีกด้วย เหมาะสำหรับการมาเดินเล่น ปั่นจักรยานรับลม ช้อปปิ้ง ลัดเลาะริมโขงเป็นที่สุด แต่ถ้าหากนักท่องเที่ยวคนไหนสนใจจะนั่งเรือชมทัศนียภาพ 2 ฝั่งไทย-ลาว ที่แก่งคุดคู้ก็มีบริการเรือนำเที่ยวด้วยเช่นกัน

ภูผาหมวก อีกหนึ่งจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามของอำเภอนาแห้ว นักท่องเที่ยวหลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก แต่รับรองว่าสวยไม่แพ้ที่ใด้ในจังหวัดเลย นั่นคือ ภูผาหนองและภูผาหมวก ด้านบนสามารถมองเห็นทิวทัศน์กว้างใหญ่ของขุนเขาและเมืองนาแห้วรวมถึงเขตชายแดนไทย-ลาว  นาแห้วนั้นถึงจะเป็นอำเภอเล็กๆ แต่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวนั้นบรรยากาศที่นั่นจะชิลสุดๆ

ดินแดนที่เป็นที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบัน เคยเป็นที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายกลุ่ม มี ละว้า มอญ ขอม เป็นต้น  ต่อมาจึงมีหลักฐานเกี่ยวกับการอพยพของชนเผ่าไทยเข้ามายังดินแดนนี้ ชนเผ่าพื้นเมืองและชนเผ่าไทยได้ตั้งถิ่นฐานจนก่อตั้งเป็นอาณาจักรใหญ่กระจายอยู่ทั้วทุกทิศ เช่น อาณาจักรโยนก อาณาจักรทวาราวดี และอาณาจักรอิสานปุระเป็นต้น กลุ่มชนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในท้องที่ที่เป็นจังหวัดเลยจนสร้างบ้านแปลงเมืองได้เป็นกลุ่มแรกนั้นเชื่อกันว่า เป็นชนเผ่าไทยที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ก่อตั้งอาณาจักรโยนก อาณาจักรโยนกเป็นอาณาจักรใหญ่ครอบครองดินแดนทางภาคเหนือของประเทศไทย ตลอดไปจนถึงดินแดน แคว้นตังเกี๋ยของประเทศจีนและรัฐฉานของพม่า มีอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๒–๑๘ ตำนานสิงหนวัติกล่าวว่า ปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรนี้ทรงพระนามว่า พญาสิงหนวัติ เป็นเจ้าชายอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีน อพยพผู้คนลงมาสร้างอาณาจักรโยนก กษัตริย์ในราชวงศ์พระเจ้าสิงหนวัติปกครองโยนกนครสืบมาจนถึงสมัยพระองค์พังค-ราช  พวกขอมดำซึ่งมีอำนาจอยู่ทางใต้ของอาณาจักรโยนกตีได้โยนกนคร  พระองค์พังคราชต้องอพยพผู้คนไปตั้งเมืองใหม่ที่เวียงสีทวง ๑๙ ปี  พรหมกุมารราชโอรส จึงปราบปรามขอมดำ ขับไล่ออกไปจากอาณาจักรแล้วอัญเชิญพระองค์พังคราชกลับมาปกครองโยนกนครใหม่ ส่วนพรหมกุมารหรือพระเจ้าพรหมตามที่ขนานนามในภายหลังได้สร้างเมืองชัยปราการที่ริมแม่น้ำฝาง ทำให้อาณาจักรโยนกเชียงแสนมีอำนาจยิ่งขึ้น พระเจ้าพรหมครองเมืองชัยปราการจนสวรรคตแล้ว  พระองค์ชัยศิริราชโอรสครองราชย์สืบต่อมา ในสมัยนี้พระเจ้าอนุรุทมหาราช กษัตริย์พม่ามีอำนาจยิ่งใหญ่ตีได้อาณาจักรโยนกและเมืองชัยปราการไว้ในอำนาจ พระองค์ชัยศิริก็อพยพผู้คนลงใต้อันเป็นดินแดนของพวกมอญและขอม เมื่อ พ.ศ. ๑๕๔๗

การตั้งเมืองด่านซ้าย

เมื่ออาณาจักรโยนกล่มสลายแล้ว  ชาวโยนกเชียงแสนที่รักอิสระต่างพากันอพยพไปหาถิ่นที่อยู่ใหม่ บางพวกอพยพไปรวมกำลังกับพระองค์ชัยศิริ บางพวกก็อพยพไปหาที่อยู่อาศัยทางแคว้นพางคำ พ่อขุนบางกลางหาว และพ่อขุนผาเมือง (เชื่อถือกันว่าเป็นเชื้อสายราชวงศ์สิงหนวัติ) ได้นำผู้คนอพยพมุ่งลงไปทางทิศตะวันออก เมื่อเข้าสู่ดินแดนลานช้างแล้วจึงบ่ายหน้าลงไปทางทิศใต้ (สันนิษฐานว่าจะนำผู้คนอพยพผ่านไปตามหมู่บ้านห้วยไฮ ห้วยลึก นากอก บ้านเมืองฮำและเมืองบ่อแตน ปัจจุบันอยู่ในแขวงไชยบุรี ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว) แล้วนำไพร่พลข้ามลำน้ำเหืองขึ้นไปทางฝั่งขวาของลำน้ำหมัน จนถึงบริเวณที่ราบจึงได้พากันหยุดพัก ส่วนพ่อขุนผาเมืองได้ตั้งบ้านด่านขวา (ปัจจุบันอยู่ในบริเวณชายเนินนาด่านขวาซึ่งยังมีซากวัดเก่าอยู่ในแปลงนาของเอกชน ระหว่างหมู่บ้านหัวแหลมกับหมู่บ้านนาเบี้ย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย) และพ่อขุนบางกลางหาวได้แบ่งไพร่พลข้ามลำน้ำหมันไปทางฝั่งซ้ายสร้างบ้านด่านซ้าย (สันนิษฐานว่าจะอยู่ในบริเวณหมู่บ้านเก่า อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยในปัจจุบัน) แล้วต่อมาจึงได้อพยพเลื่อนขึ้นไปตามลำน้ำไปสร้างบ้านหนองคูซึ่งอยู่ทางทิศใต้  เมื่อมีกำลังคนมากขึ้นจึงคิดที่จะขยับขยายไปหาถิ่นที่อยู่อาศัยใหม่ ครั้นได้นำเอานามหมู่บ้านด่านซ้ายมาขนานนามให้หมู่บ้านหนองคูเสียใหม่เป็น “เมืองด่านซ้าย” แล้วจึงนำไพร่พลอพยพไปเมืองบางยาง (เชื่อว่าอยู่ในเขตอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก) ส่วนพ่อขุนผาเมืองขณะที่พ่อขุนบางกลางหาวเลื่อนขึ้นไปตั้งหมู่บ้านหนองคู พ่อขุนผาเมืองก็ได้นำผู้คนอพยพออกจากบ้านด่านขวาข้ามภูน้ำรินไปตั้งเมืองโปงถ้ำและอพยพต่อไปตั้งเมืองภูครั่ง (โปงถ้ำสันนิษฐานว่าเป็นถ้ำเขียะในปัจจุบัน เป็นถ้ำเล็ก ๆ อยู่ข้างถนนสายเลย-ด่านซ้าย ห่างจากหมู่บ้านโคกงามไปทางด่านซ้ายประมาณ ๑ กิโลเมตร และบริเวณที่หยุดพักไพร่พลตั้งเมืองเป็นการชั่วคราวคงจะเป็นที่เนินด้านขวาของทางหลวงสายโคกงาม-ด่านซ้าย  อยู่ในความควบคุมของแขวงการทางด่านซ้าย ต่อมาได้อพยพไปสร้างเมืองบนภูครั่งซึ่งเป็นที่ราบอยู่บนยอดเขาภูครั่ง ภูครั่งเป็นภูเขาลูกใหญ่มีพื้นที่ราบอันกว้างใหญ่อยู่บนยอดเขา อยู่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอภูเรือ และอยู่ทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้านหนองบัว ซึ่งเป็นที่ตั้งของอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย อนึ่งคำว่า “เขียะ” นั้นหมายถึงจั๊กจั่นชนิดหนึ่งแต่ตัวเป็นสีเขียว) ครั้นพ่อขุนบางกลางหาวได้พาผู้คนอพยพไปอยู่ที่เมืองบางยางแล้ว พ่อขุนผาเมืองจึงได้อพยพผู้คนติดตามไปจนไปตั้งหลักแหล่งได้ที่เมืองราด (เชื่อว่าเป็นเมืองศรีเทพ อยู่ในท้องที่อำเภอศรีเทพและอำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์) โดยมีพ่อขุนบางกลางหาวเป็นผู้ปกครองเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมืองเป็นผู้ปกครองเมืองราด ขณะเมื่อพ่อขุนบางกลางหาวปกครองเมืองบางยาง ก็ได้ตั้งเมืองด่านซ้ายเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันออกตามราชธานีสมัยโบราณด้วย

การตั้งเมืองเซไล

ชาวไทยที่มีผู้นำสืบเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองอาณาจักรโยนกอีกกลุ่มหนึ่ง ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนระหว่างชายแดนตอนใต้ของอาณาเขตลานนาไทยต่อแดนลานช้าง คนไทยกลุ่มนี้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ สืบเชื้อสายต่อมาหลายชั่วอายุคน จนถึงสมัยที่พระมหาธรรมราชาที่ ๑ ลิไท ปกครองอาณาจักรสุโขทัย เนื่องจากการเสด็จขึ้นครองราชย์ของพญาลิไท ใน พ.ศ.๑๘๙๐  นั้น มิได้เป็นไปอย่างราบรื่น ดังปรากฏในจารึกวัดป่ามะม่วง (หลักที่ ๔) ว่าเมื่อพญาเลอไทสวรรคตแล้ว พญาลิไท ซึ่งเป็นอุปราชครองเมืองศรีสัชนาลัย ต้องยกทัพมาล้อมเมืองสุโขทัย และเอาขวานประหารศัตรูทั้งหลายแล้วจึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติกรุงสุโขทัย ในระยะแรกครองราชย์ พญาลิไทต้องปราบปรามพวกพ้องของผู้คิดชิงอำนาจ พร้อมกับการทำนุบำรุงบ้านเมือง ชาวไทยกลุ่มที่ตั้งบ้านเรือนอยู่เขตชายแดนอาณาจักรลาน-นาต่อแดนลานช้าง จึงเกรงว่าพญาลิไทอาจจะทรงคิดกอบกู้พระราชอำนาจ ยกทัพมาปราบปรามหัวเมืองทางด้านนี้ และมีความเห็นว่าหมู่บ้านของตนเป็นทางผ่านและอยู่ใกล้แดนลานช้าง ทั้งตนเองก็ได้ผูกสัมพันธไมตรีมีความสนิทสนมรักใคร่เป็นสหายต่อกันกับเจ้าชีวิตเมืองหลวงพระบางจึงคิดที่จะขจัดปัญหายุ่งยากซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นทั้งสองฝ่ายให้หมดสิ้นไป จึงนำผู้คนอพยพออกเดินทางผ่านเข้าไปในแดนลานช้างของพระสหายซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก แล้วจึงมุ่งหน้าเดินลงไปทางทิศใต้ เมื่อข้ามลำแม่น้ำใหญ่ (แม่น้ำเหือง) ได้แล้วก็วกลงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ครั้นไปถึงริมแม่น้ำสายใหญ่เห็นมีชัยภูมิเหมาะสมในการตั้งถิ่นฐาน จึงได้พาผู้คนหยุดพักสร้างบ้านตั้งเมืองขึ้นโดยให้ชื่อว่า “เมืองเซไล” (คำว่า “เซ” ในภาษาท้องถิ่นสมัยนั้น ใช้เรียกแม่น้ำขนาดย่อม หรือลำห้วยขนาดใหญ่ ซึ่งไปตรงกับคำว่า “แคว” ในภาษาของภาคกลาง ส่วนคำว่า “ไล ไหล หรือเลอว” อันเป็นสำเนียงเสียงพูดของผู้คนในสมัยนั้น สันนิษฐานว่า คงจะหมายถึงลักษณะของน้ำที่กำลังไหล หรือชำระล้างสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นคำว่า “เซไล” ก็คงจะหมายถึงน้ำที่กำลังไหลเชี่ยวหรือชะสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง
ผู้นำในการอพยพจนสร้างเมืองเซไลครั้งนั้น  แม้จะมีฐานะเป็นเพียงนายบ้านผู้ปกครองหมู่บ้านแต่ก็คงจะเป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สิงหนวัติเช่นกัน เพราะในยุคนั้นมีคำเรียกขานผู้นำว่า “เจ้าฟ้าร่มขาว” คำว่า “เจ้าฟ้า” แสดงฐานะความเป็นเจ้าผู้ครองนคร “ร่มขาว” ก็คือ ร่มหรือสัปทนที่ทำด้วยผ้าขาว ซึ่งใช้กางกั้นเป็นเครื่องประกอบอิสริยยศของผู้มียศศักดิ์เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม การอพยพลงไปจนตั้งเมืองเซไลโดยเจ้าฟ้าร่มขาวนั้น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นนายบ้าน ซึ่งเป็นบิดาของเจ้าฟ้าร่มขาว เป็นผู้นำในการอพยพ ทั้งนี้ จากหลักฐานการสร้างวัดกู่ ซึ่งเป็นวัดดั้งเดิมสร้างขึ้นในบริเวณทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหอโฮงการ และอยู่ริมฝั่งเซไล (ปัจจุบันยังพอมีซากอิฐหลงเหลือไว้ให้พบเห็น) สำหรับชื่อเมืองว่าเซไลนั้น คงจะเนื่องมาจากความอุดมสมบูรณ์ที่ได้มาพบอยู่สองฟากฝั่งเซไลและชื่อแม่น้ำแห่งนี้ก็ไม่มีมาก่อน นอกจากคำว่าเซไลซึ่งเกิดมาจากคำอุทานที่ผู้คนอพยพทั้งหลายได้มาพบเห็นในการเดินทางมาแสนไกลแล้วได้มาหยุดพักลงอาบกิน  ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทั้งหลายที่มีมาเหือดหายไปจนหมดสิ้น ต่างเลยพากันถือเอาคำอุทานมาเป็นชื่อของเมืองและของแม่น้ำถือเป็นศิริมงคลแก่พวกของตนแต่นั้นเป็นต้นมา
เมืองเซไลที่ได้สร้างขึ้นในสมัยนั้นไม่มีกำแพง ป้อมปราการ หรือปราสาทราชมณเฑียรแต่อย่างใดคงมีแต่หอโฮงการซึ่งเป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ใช้เป็นทั้งที่พักและที่ว่าการเมืองของเจ้าผู้ครองเมืองเท่านั้น (หอโฮงที่ได้ก่อสร้างในสมัยนั้น ถึงจะไม่มีซากปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานแต่ก็สันนิษฐานว่าคงจะอยู่ในบริเวณหอหลวง อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้านทรายขาวในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ห่างจากวัดกู่คำ และพระธาตุกุดเรือคำไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ตามลำน้ำเลย ๒๐๐ เมตรเศษ ในท้องที่หมู่บ้านทรายขาว ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย) สำหรับบ้านเรือนของราษฎรให้ปลูกสร้างเรียงรายขึ้นไปทางทิศเหนือ จนไปจดชายเขตหนองน้ำเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ต่อมาเจ้าเมืองได้นำชาวเมืองสร้างวัดขึ้นทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหอโฮงการเมื่อปีพุทธศักราช ๑๙๐๐ ให้ชื่อว่า “วัดกู่” (วัดกู่ซึ่งได้สร้างขึ้นในสมัยโบราณนั้นปัจจุบันยังพอมีซากอิฐเหลืออยู่ริมฝั่งแม่น้ำเลย บางส่วนอยู่ในบริเวณหอหลวงของชาวบ้านทรายขาว) ระหว่างที่นำผู้คนบุกเบิกสร้างบ้านเมืองใหม่ริมฝั่งเซไล เจ้าเมืองคนแรกของเมืองเซไลก็ได้ไปมาหาสู่เจ้าชีวิตเมืองหลวงพระบางพระสหายอยู่ไม่ขาด หลังจากสร้างวัดกู่เสร็จเรียบร้อยลงไปได้หลายปี นายบ้านจึงมีบุตรชายซึ่งเกิดจากภรรยาผู้มีเชื้อสายเดียวกันหนึ่งคน ระหว่างนั้นเจ้าชีวิตเมืองหลวงพระบางก็ได้ลงมาเยี่ยม ครั้นได้มารู้ว่านายบ้านได้บุตรชายทั้งเกิดในวันเวลาเดียวกันกับบุตรชายของตน ซึ่งเกิดจากมเหสีเอกก็ยินดีเป็นยิ่งนัก จึงให้ผูกสัมพันธ์กันไว้เช่นตนทั้งสอง นายบ้านได้เฝ้ารักษาเลี้ยงดูบุตรชายมิว่าจะไปมาในที่ใด ๆ นายบ้านผู้เป็นบิดาก็ให้ผู้คนคอยติดตามไปกางร่ม (สัปทน) สีขาวกันแดดบังฝนจนเป็นสมญาเรียกกันในหมู่ชาวเมืองเซไลว่า “เจ้าฟ้าร่มขาว” ครั้นเจ้าฟ้าร่มขาวเติบใหญ่จนถึงวัยบวชเรียน บิดาก็ถึงแก่มรณกรรมด้วยโรคชราทั้งตรากตรำทำงานหนักมากเกินไป เจ้าฟ้าร่มขาวบุตรชายก็ได้ขึ้นครองเมืองเซไลแทนบิดาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา (ประมาณพ.ศ.๑๙๓๕)

แหล่งเที่ยวเมืองเชียงใหม่

แหล่งเที่ยวเมืองเชียงใหม่

แหล่งเที่ยวเมืองเชียวใหม่

แหล่งเที่ยวเมืองเชียงใหม่

ตามไปเช็คอินกันครบหรือยัง? มาอัพเดท ที่เที่ยวเชียงใหม่ 2021 ยอดฮิต ถ้ายังไม่ได้ไปให้ครบบอกเลยว่า ปีนี้ พลาดไม่ได้นะคะ ใครจัดทริปไปเที่ยวเชียงใหม่ ต้องแวะไปเช็คอินให้ได้ เพราะแต่ละที่คือที่สุดแล้วค้าบ ตามไปฟินให้ครบกันได้ตามนี้เลยครับ

ใครที่ไปเที่ยวเชียงใหม่แล้วไม่ได้ไป วัดพระธาตุดอยสุเทพ ถือว่าไปไม่ถึงเชียงใหม่ เลยทีเดียวครับ เพราะ วัดพระธาตุดอยสุเทพนั้นเป็นปูชนียสถานคู่เมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่โบราณ ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ  นอกจากนี้ยังมี บันไดนาคเจ็ดเศียร ซึ่งทอดยาวขึ้นไป 300 ขั้นและ

 เจดีย์สีทองทรงเชียงแสน

เป็นศิลปะล้านนาที่งดงาม อีกทั้งที่นี่เป็นพระธาตุประจำคนเกิดปีมะแมตามคติความเชื่อล้านนาอีกด้วยครับ

สำหรับการขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ นักท่องเที่ยวสามารถเดินขึ้นบันไดนาคไป 300 ขั้น เพื่อไปยังวัด หรือใช้บริการรถกระเช้าขึ้น-ลงดอยสุเทพได้ ระหว่างเวลา 05.30-19.30

น.ค่ะ และอย่าพลาดเดินไปชมวิวเมืองเชียงใหม่สวยๆ ที่จุดชมวิวบนวัดกันด้วยนะครับ ดอยอินทนนท์ ถือเป็นภูเขาที่สูงที่จะในประเทศไทย ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,565 เมตรค่ะ จึงทำให้มีสภาพอากาศที่เย็นตลอดทั้งปี

นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปบนดอยอินทนนท์ เพื่อเดินชมป่าดิบเขาที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ มอสและเฟิร์นสีเขียว บริเวณ อ่างกาหลวง สัมผัสความสดชื่นจากธรรมชาติ แวะถ่ายรูปที่จุดสูงสุดบนยอดดอย และสักการะ พระมหาธาตุนภเมทนีดล และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ อัน

สวยงามท่ามกลางทิวเขา  ห้ามพลาด เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน ที่จะพาเดินผ่านป่าดิบเขาและทุ่งหญ้าบนสันเขา พร้อมกับทิวทัศน์ของเขาสลับซับซ้อน และทะเลหมอกที่

สวยงามสะกดทุกสายตา  แลนด์มาร์กอีกหนึ่งแห่งของเชียงใหม่ ที่ใครก็ต้องแวะไปถ่ายรูปชิคๆ เช็คอินว่ามาถึงเชียงใหม่แล้วจริงๆ นะ ก็คือที่นี่

ประตูท่าแพ ครับประตูท่าแพ เป็นประตูเมืองที่อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองเชียงใหม่ชั้นใน ซึ่งก็คือพื้นที่สี่เหลี่ยมที่ล้อมรอบด้วยคูเมืองนั่นเอง บริเวณประตูท่าแพจะเห็นแนวกำแพงเมืองเก่าซึ่งสร้าง

ด้วยอิฐ มีความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ บริเวณประตูท่าแพมีลานกว้างซึ่งใช้จัดงานเทศกาลต่างๆ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของ ถนนคนเดินท่าแพ ซึ่งจัดขึ้นทุกๆ วันอาทิตย์อีกด้วย

จัดทริปไปเที่ยวเชียงใหม่ทั้งที ห้ามพลาดการไปเดิน ถนนคนเดินเชียงใหม่ โดยเฉพาะ ถนนคนเดินท่าแพ ที่จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ โดยจะปิดถนนตั้งแต่ประตูท่าแพไปยังถนนราชดำเนิน สามารถไปเดินกันได้ตั้งแต่เวลา 18.00 น. เป็นต้นไปครับ

ตลอดเส้นทางถนนคนเดินจะมีร้านค้ามากมาย ทั้งร้านอาหารที่มีทั้งอาหารทั่วไปและอาหารพื้นเมืองอร่อยๆ ขาย ร้านขายเสื้อผ้า ร้านขายสินค้าพื้นเมือง ร้านขายของที่ระลึกเก๋ๆ ไม่เหมือนใคร ให้ได้เดินเลือกอิ่มเลือกช้อปปิ้งกันแบบชิลๆ

นิมมานเหมินทร์ ถนนเส้นนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นถนนชื่อดังของเชียงใหม่ที่เป็นแหล่งรวมร้านค้า ร้านอาหารหลากหลายสไตล์ คาเฟ่เก๋ๆ และเต็มไปด้วยความคึกคัก

อย่างถนนนิมมานเหมินทร์ ซอย 1 เป็นถนนที่คงเอกลักษณ์ของผู้คนและศิลปวัฒนธรรมของชาวล้านนาไว้ มีร้านแกลเลอรี่ ร้านขายของตกแต่งบ้าน นิมมานเหมินทร์ ซอย 9 เป็นถนนสาย

กาแฟ เต็มไปด้วยร้านกาแฟชื่อดัง เหมาะสำหรับคอกาแฟและสายชิลไปนั่งเล่น สาย Cafe Hopping ต้องเลิฟที่นี่มากแน่นอนค้าบ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมหวาน เบเกอรี่ ไอศกรีม รวมถึงร้านเสื้อผ้าและเครื่องประดับ เรียกได้ว่าเที่ยวที่เดียวทั้งวันก็ไม่มีเบื่อ

ม่อนแจ่ม เป็นที่เที่ยวยอดฮิตที่ใครก็พลาดไม่ได้ เพราะมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ใช้เวลาเดินทางจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 40 นาทีเท่านั้น ก็จะได้ชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนสวยงามของ อ.แม่ริม ได้อย่างสุดสายตา

หากไปเที่ยวตอนเช้าจะได้เห็นหมอกสีขาวที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ ห้ามพลาดการถ่ายรูปกับดอกเวอร์บีน่าสีม่วงที่ชูช่อสวยงาม เยี่ยมชมหมู่บ้านหนองหอยและพื้นที่โครงการหลวงที่ปลูกและวิจัยพืชผักเมืองหนาว

ใครยังไม่เต็มอิ่ม บนเขายังมีที่พักและรีสอร์ทเปิดให้บริการมากมายให้ได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด เที่ยวแบบแอดเวนเจอร์เบาๆ กันที่

แกรนด์แคนยอน เชียงใหม่ ที่ อำเภอหางดง จริงๆ แล้วที่ตรงนี้เคยเป็นบ่อดินที่เจ้าของขุดดินไปขาย เมื่อบ่อเหล่านี้กลายเป็นบ่อน้ำทำให้เกิดความสวยงามคล้ายแกรนด์แคนยอน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ สวนน้ำที่ใครไปเที่ยวเชียงใหม่ก็ต้องไม่พลาดครับ

นอกจากถ่ายรูปสวยๆ แล้ว ที่นี่เหมาะมากสำหรับสายแอดเวนเจอร์ เพราะมีบริการเช่าเรือ เช่าห่วงยาง สำหรับเล่นน้ำในสระ เป็นที่คลายร้อนเหมาะกับอากาศเมืองไทยจริงๆ

สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวยอดฮิตสำหรับคนรักธรรมชาติ ภายในมีนิทรรศการเกี่ยวกับพรรณไม้ไทย เรือนกระจกขนาดใหญ่ ซึ่งรวบรวม

พรรณไม้ในเขตป่าดงดิบ จากทั่วทุกภูมิภาคของทวีปเอเชียมาจัดแสดง เสมือนว่าได้เข้าไปอยู่ในป่าจริงๆ

นอกจากนี้ยังมีเรือนพืชทะเลทราย พรรณไม้น้ำ เฟิร์น กล้วยไม้ไทย เป็นต้น อีกสิ่งที่ห้ามพลาดเมื่อไปเที่ยวสวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์คือ

Canopy Walkway หรือทางเดินลอยฟ้า ซึ่งเป็นเส้นทางชมธรรมชาติเหนือเรือนยอดไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย

แวะไปสโลว์ไลฟ์กันที่ โครงการบ้านข้างวัด ตรงซอยวัดอุโมงค์ ที่นี่เป็นชุมชนคนรักศิลปะ มีจุดเด่นคือบ้านกึ่งไม้กึ่งปูน 11 หลัง ที่ดัดแปลงมาเป็นร้านค้าต่างๆ เสน่ห์ของที่นี่คือความเรียบง่ายและบรรยากาศสุดชิล

เหมาะสำหรับคนที่กำลังหาแหล่งชิลเอ้าท์ เสพงานศิลป์  นอกจากร้านอาหาร ร้านกาแฟแสนอร่อยอย่าง หมูสะเต๊ะแม่ปูน ครัวหลานย่า และมาหาสมุด ที่นี่ยังมีร้านขายของที่ระลึก งานฝีมือ งานศิลปะ ให้เลือกชมเลือกซื้อกันด้วย

อย่าง Jibberish ร้านขายของใช้ของตกแต่งบ้านเก๋ๆ BOOKOOSTUDIO ร้านขายเครื่องใช้ในครัวเรือนทำจากไม้และเซรามิค เป็นต้น

วัดอุโมงค์ เป็นวัดเก่าแก่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มากว่า 700 ปีเลยทีเดียว มีเอกลักษณ์สำคัญคือ อุโมงค์ ซึ่งสร้างในสมัยพญากือนาเพื่อถวายให้พระมหาเถรจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกใช้เป็นที่วิปัสสากรรมฐานค่ะ ที่นี่จึงเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวมักมาเดินชมความสวยงามภายในอุโมงค์ของที่วัด

ภายในอุโมงค์สามารถเดินทะลุถึงกัน มีช่องสำหรับจุดเทียนให้แสงสว่าง สะดวกแก่พระเดินจงกรมและปฏิบัติธรรม ด้านบนอุโมงค์เป็นเจดีย์ทรงระฆังกลม ด้านหลังวัดเป็นสวนพุทธธรรม

เงียบสงบร่มรื่นและสระน้ำใหญ่เป็นเขตอภัยทาน สามารถให้อาหารปลาและดูนกได้อีกด้วยเที่ยวเชียงใหม่ ที่พลาดไม่ได้อีกแห่งก็คือ สวนสัตว์เชียงใหม่ นั่นเองค่ะ ตั้งอยู่ใกล้กับสวนรุกขชาติ

ห้วยแก้ว ใครอยากไปเจอน้องๆ น่ารัก ก็แวะไปกันได้ ภายในสวนสัตว์มีสัตว์นานาชนิด และแบ่งออกเป็นหลายโซนด้วยกัน รวมถึงยังมีกิจกรรมมากมายอีกด้วยค่รับ

และไฮไลท์สำคัญของสวนสัตว์เลยก็คือ แพนด้า สุดน่ารัก น้องแพนด้าตัวอ้วนนี้มาไกลจากประเทศจีนทีเดียวค่ะ และน้องยังถือว่าเป็นทูตสันถวไมตรีระหว่าง 2 ประเทศอีกด้วย ใครอยากเจอเจ้าแพนด้าน่ารักตัวเป็นๆ แบบนี้ แวะมาที่เชียงใหม่ได้เลย

ของกินเชียงใหม่นี่ขึ้นชื่อว่าอร่อย และหากไปเชียงใหม่แล้วไม่กินอาหารพื้นเมืองถือว่าพลาดมาก นอกจากร้านอาหารอร่อยที่มีอยู่ทั่วเมืองเชียงใหม่แล้ว กาดหลวง หรือ ตลาดวโรรส ก็เป็นหนึ่งสถานที่ที่สามารถไปฝากท้องกันได้

ภายในตลาดจะเต็มไปด้วยร้านขายอาหารพื้นเมือง ตั้งแต่อาหารยอดฮิตอย่างไส้อั่ว แคบหมู น้ำพริกหนุ่ม ขนมจีน ไปจนถึงอาหารพื้นเมืองแบบที่คนท้องถิ่นรับประทานเป็นประจำ ใครที่อยากจะ

ลองกินอาหารแบบคนท้องถิ่นลองไปเดินเลือกซื้อและชิมกันดู นอกจากนี้ยังมีร้านขายเสื้อผ้า และร้านขายของฝาก จัดทริปเที่ยวเชียงใหม่อย่าลืมหาเวลาไปกาดหลวงสักวัน

วัดพระสิงห์ หรือ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญของเชียงใหม่ และเป็นวัดสำคัญในประวัติศาสตร์แผ่นดินล้านนาอีกด้วย ภายในวัดมีพระพุทธรูปสำคัญคือ พระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชร มีวิหารลายคำซึ่งมีจิตรกรรมฝาผนังงดงาม

อุโบสถของวัด ตกแต่งตามแบบฉบับศิลปะล้านนา หอไตรประดับด้วยรูปปูนปั้นเทวดา และเจดีย์ทรงกลมแบบล้านนา นอกจากนี้

พระธาตุเจดีย์วัดพระสิงห์ ยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของคนเกิดปีมะโรงตามคติความเชื่อของล้านนาอีกด้วย

ถ้าคุณเป็นคนรักธรรมชาติ และไม่มีอะไรดีไปกว่า อากาศสะอาดๆ ที่สูดเข้าปอด รายล้อมด้วยทุ่งนาเขียวขจีแล้วล่ะก็ จำเป็นต้องเก็บกระเป๋ากันด่วนๆ แล้วออกมาให้ถึง บ้านป่าบงเปียง ซึ่งช่วง

เวลาที่น่าเที่ยวที่สุดจะอยู่ระหว่างเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ของทุกปี ที่นาข้าวจะมีสีเขียวขจี เห็นแล้วสดชื่นสุดๆ ไปเลยครับ

นอกจากนาขั้นบันไดที่อยู่บริเวณรอบๆ หมู่บ้านแล้ว ที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ของภูเขา และป่าไม้เป็นอย่างดี นักท่องเที่ยวที่ไม่อยากพลาดไฮไลท์อีกอย่างของที่นี่ควรตื่นแต่เช้า เพื่อพบกับ ทะเลหมอก และนั่งจิบกาแฟชิลๆ รับเช้าวันใหม่

วัดสวนดอก สร้างขึ้นในสมัยพญากือนา ภายในเวียงสวนดอก ซึ่งเดิมเป็นพระราชอุทยานของกษัตริย์ล้านนาไทย ภายในวัดมีสถาปัตกรรมสำคัญคือ พระเจดีย์ใหญ่ทรงลังกา เป็นพระเจดีย์

ใหญ่ทรงลังกาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1914 ที่พระมหาเถระสุมนได้อัญเชิญมาจากสุโขทัย ในปี พ.ศ. 1912 คร่าวๆน่ะครับจะมีแนะนำที่เที่ยวมาลงใหม่ให้ดูเรื่อยๆ